WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 25, 2007

ตัวเลขไหลยื้อลำบาก

ในอารมณ์ที่น่าภูมิอกภูมิใจกับข่าวที่โฆษกทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา แถลงแสดงความยินดีที่การเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นไปอย่างโปร่งใส

เบอร์หนึ่งในซีกโลกประชาธิปไตยยกเครดิตให้

แต่อารมณ์ก็มาสะดุดกึก เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เบอร์ท้ายๆในกลุ่มประเทศเผด็จการทหาร ได้แสดงความยินดีกับการเลือกตั้งในประเทศไทยที่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

พร้อมระบุว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังจับตาการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนของไทยเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันต่อไป

เขมรเกาะติดการเมืองไทย

ในสถานการณ์ที่ยังวุ่นไม่เลิก ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 เกือบ 70 เสียง แต่ยังจัดรัฐบาลไม่ได้

ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูกันฝุ่นตลบ

แต่ก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่า ถ้าหากไม่มั่นใจ มีหรือที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น ประกาศไปทั่วโลก จะเดินทางกลับประเทศไทยกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล

ด้วยตัวเลขที่ไหลมาอยู่ที่ 232 เสียง

ใครจะโหนแย่งจัดตั้งรัฐบาลก็คงเหนื่อยสาหัส

แม้จะมีตัวแปรที่แทรกมาเป็นเงื่อนไขเพิ่มความยากในการจัดสมการตัวเลข กับกระบวนท่า “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เดินเกมล็อกแขนพรรคเพื่อแผ่นดิน ไปไหนไปด้วยกัน

ฟื้นสัตยาบันที่ตกปากรับคำกับนายวัฒนา อัศวเหม ไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

แต่เท่าที่เช็กเบื้องหน้าเบื้องหลังคิวนี้จริงๆเลย ไม่ได้มีซิกจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ ไม่มีสัญญาณจาก “ผู้ใหญ่” ไร้แรงกดดันใดๆ

ไม่ใช่เงื่อนไขพิเศษ

ก็แค่ลีลาเซียนการเมืองเขี้ยวลากดิน เกมต่อรองทางการเมืองธรรมดาๆ

ออกจะเป็นไฟต์บังคับของ “บิ๊กเติ้ง” ที่ต้องวิ่งดึงราคา หลังถูกอดีตนายกฯทักษิณ บอกปัดสายสัมพันธ์ครั้งเก่า ส่งสัญญาณไม่เอาด้วยกับโฆษก คมช. แถมยังถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ล็อกคอขยับไม่ออก

เสี่ยงตกขบวนร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ กับการที่ “บิ๊กเติ้ง” วิ่งรอกเดินสายล็อกคอพันธมิตร โดยการส่ง “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรค ดอดเจรจากับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

ผนึกแต้ม ดึงสมการพรรคเล็ก

รั้งไม่ให้พรรคพลังประชาชนรวบรวมตัวเลขได้เกินครึ่ง 240 เสียง

แต่ล่าสุดเวลา 16.20 น. วันที่ 24 ธันวาคม “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน รีบชิงแถลงข่าวยืนยัน

จนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว โดยเมื่อรวมเสียงเกิน 240 ที่นั่ง กึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

แต่ยังอุบไต๋ไม่เปิดชื่อพรรค อ้างจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้งในวันที่ 3 มกราคม ถึงจะประกาศร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

ดูท่าก็ยังไม่สะเด็ดน้ำดี

เท่าที่ประเมินจากความเคลื่อนไหว เบื้องต้นน่าจะเป็นสูตรที่พรรคพลังประชาชนที่มีต้นทุนอยู่ 232 เสียง พยายามเดินเกมล็อกแต้มพรรคเล็กๆ รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 ที่นั่ง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง พรรคประชาราช 5 เก้าอี้

รวมแล้ว 253 เสียง เกินครึ่งแบบปริ่มๆ

เอาให้ตั้งรัฐบาลได้ชัวร์ๆก่อน

จากนั้นก็ค่อยๆแซะพรรคที่เหลือ ในเมื่อพรรคพลังประชาชนกำเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ โมเมนตัมทางการเมืองก็เปลี่ยนไป

สมการอาจพลิกเป็นสูตรรวมลูกน้องเก่า

พรรคพลังประชาชน 232 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 พรรคประชาราช 5 และพรรคเพื่อแผ่นดินอีก 25 เสียงออกมาจาก “บิ๊กเติ้ง”

ปาเข้ากว่า 278 เสียง รัฐบาลเสียงเกินครึ่งมาเกือบ 40 ที่นั่ง

ปลอดภัยจากเกมยื้อ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน





พปช.ใช้แผนตีป่าให้เสือตื่นเล่นเกมข่าวต้อนพรรคเล็ก

แม้ว่าผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการมีตัวเลข ส.ส. ให้เห็นพอที่จะนำเข้าสูตรจัดตั้งรัฐบาล แต่การจัด ตั้งรัฐบาลก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จ เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ดั่งที่นาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ออกมาแถลงข่าวถึงผลการเจรจาดึงพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมจนมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือ 240 เสียแล้ว

เมื่อพิจารณาตามตัวเลข อย่างไม่เป็นทางการของ กกต. ที่ประกาศออกมาล่าสุด พรรคพลังประชาชน 232 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 165 เสียง พรรคชาติไทย 37 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 25 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง และพรรคประชาราช 5 เสียง ก็สามารถจัดสูตรรัฐบาลเสียงเกินครึ่งได้ดังนี้

สูตรที่ 1 พรรคพลังประ ชาชน 232 เสียง + พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง + พรรคประชาราช 5 เสียง = 246 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 6 เสียง อัตราส่วน ส.ส. 7.03 คน ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

สูตรที่ 2 พรรคพลังประ ชาชน 232 เสียง + พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง + พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง = 248 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 8 เสียง อัตราส่วน ส.ส. 7.08 คน ต่อเก้าอี้รัฐ มนตรี 1 ตำแหน่ง

สูตรที่ 3 พรรคพลังประ ชาชน 232 เสียง + พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง + พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง + พรรคประชาราช 5 เสียง = 253 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 13 เสียง อัตราส่วน ส.ส. 7.23 คน ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

สูตรที่ 4 พรรคพลังประ ชาชน 232 เสียง + พรรคชาติไทย 37 เสียง + พรรคเพื่อแผ่นดิน 25 เสียง = 294 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 54 เสียง อัตราส่วน ส.ส. 8.4 คน ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

ทั้ง 4 สูตรนี้อยู่ภายใต้ ข้อสมมุติฐานที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ประกาศอยู่ตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน ฉะนั้นพรรคพลังประชาชนจึงมีทางเลือก 4 ทาง โดย 3 ทางเลือกแรกเป็นการรวมพรรคเล็กต่ำสิบ อันได้แก่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากมี ส.ส. ในสภาเกินกึ่งหนึ่งน้อยมาก จนแทบจะลาป่วยลากิจไม่ได้

ส่วนทางเลือกที่ 4 คือการดึงเอาพรรคชาติไทยซึ่งประกาศจับมือเป็นปาท่องโก๋กับพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็จะทำให้รัฐบาลผสม 3 พรรคมีเสถียรภาพสูง เพราะมี ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง 54 คน อีกทั้งสูตร คำนวณเก้าอี้รัฐมนตรีก็กำลังพอดี ๆ นั่นคือ ส.ส. 8.4 คน ได้เป็นรัฐ มนตรี 1 คน

หากพรรคพลังประชาชนอยากไปดึงเอาพรรคเล็กมารวมอีกเพื่อให้มีเสียงเกิน 300 เสียง ก็สามารถทำได้ เพราะทำให้สูตรคำนวณ เก้าอี้รัฐมนตรีอยู่ในอัตรา ส.ส. 9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 คน และเชื่อว่าจะเป็นรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นการโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ให้นั่งอยู่ซีกฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว

แต่ปัญหามีอยู่ว่า พรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังใส่เกียร์ว่าง ไม่ตัดสินใจเดินหน้าจับขั้ว กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะต้องการให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งจนได้จำนวนใบเหลืองใบแดงเรียบร้อยเสียก่อน ขณะที่พรรคต่ำสิบ 3 พรรคก็หันไปจับมือกันตั้งเป็นกลุ่ม 21 เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า กลุ่ม 21 ก็ยังไม่ตัดสินใจเลือกฝ่าย

ดั่งจะเห็นจากกรณีนาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนออกมาประกาศความ สำเร็จในการรวบรวมเสียง ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่า ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที นายสมศักดิ์ เทพ สุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ยังไม่มีใครติดต่อทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิ ปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันว่า ไม่เชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จดั่งที่ประกาศ

เหตุที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัวได้โดยง่าย เพราะ การแจกใบแดงใบเหลืองของ กกต. ยังไม่ปรากฏชัด เพราะพรรคการเมืองใดที่เจอใบแดง จะไม่สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงได้อีก ทำให้ สูญเสียจำนวน ส.ส. ไปทันที และในทางกลับกันเป็นการเพิ่ม ส.ส. ให้กับพรรคการเมืองอื่นที่ไม่เจอใบแดง

หากคำนวณตามจำนวนสัดส่วนโดยมีสมมุติฐานว่า ทุกพรรคการเมืองน่าจะได้ใบแดงโดยเท่าเทียม กัน พรรคพลังประชาชน ก็มีโอกาส จะเจอใบแดงมากที่สุด เพราะมีจำนวน ส.ส. มากกว่าทุกพรรค หากเจอใบแดง 20 ใบ ก็จะเหลือ ส.ส. อยู่เพียง 212 คน ทำให้สูตรการจัดตั้งรัฐบาลตาม 3 สูตรแรกไม่สำเร็จ เพราะจะได้เสียงเพียง 234 เสียงเท่านั้น ทั้งนี้ต้องอยู่บนสมมุติ ฐานที่ว่า กลุ่ม 21 จะต้องไม่เจอใบแดงเลยสักใบเดียว ด้วยเหตุนี้ทางพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินจึงใจเย็นเป็นน้ำแข็ง เพราะเชื่อมั่นว่า ใบแดงน่าจะมากกว่า 20 ใบ เพราะ กกต. ยังไม่เคยแจกก่อนการเลือกตั้ง อีกทั้งการเลือกตั้งในอดีตก็จะมีตัวเลขใกล้เคียงเช่นนี้

เมื่อพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ยอมขยับหรือ แสดงท่าทีที่ชัดเจน ทำให้พรรคต่ำสิบหรือกลุ่ม 21 ก็ต้องหยุดนิ่งไปด้วย เพราะหากประกาศจับขั้วกับพรรคพลังประชาชนแล้วเกิดปัญหาใบแดงขึ้นมา อำนาจต่อรอง ก็จะพลิกกลับมาอยู่กับพรรคประชาธิ ปัตย์ และกลุ่ม 21 จะอยู่ในฐานะ ผู้เข้ามอบตัว มากกว่าเป็นผู้ร่วมก่อการ

ด้วยเหตุนี้ทางพรรคพลังประชาชนจึงเหยียบคันเร่งแบบ รถสองแถวตามตลาดสด เพื่อให้ ผู้โดยสารที่ยืนรอ รถคันอื่นอยู่ให้ รีบขึ้นรถของตัวเอง แต่พอไม่มี คนขึ้นก็เหยียบเบรก แล้วก็เหยียบคันเร่งใหม่เรียกลูกค้าสลับกันไปเช่นนี้

เพราะต้องการทำให้พรรคเล็ก 3 พรรคเกิดความหวั่นไหวกลัวตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย รีบตัดสินใจเข้าร่วม จัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผู้นำของทั้ง 3 พรรคเล็ก ล้วนแต่เคยได้รับความเจ็บปวดมาจาก การร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาทั้งสิ้น

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เคยถูกบีบให้ยุบพรรคโดยเอาเรื่องคลองด่านมาต่อรอง ทำให้เกิดอาการ เครียดจนท้องเสียแทบทุกวัน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ถูกปลดออกจาก รมว.เกษตรฯ โดยไม่บอกล่วงหน้า ถึงกับกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายไว้ไม่อยู่

นายเสนาะ เทียนทอง ถูกเด็ดปีกเด็ดหางเป็นรายแรก ๆ จนกลุ่มวังน้ำเย็นแทบไม่เหลือสภาพ และนายเสนาะ ที่เคยยิ่งใหญ่ เป็น ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยจนมีความยิ่งใหญ่ ต้องกลายมาเป็นเสือลำบากอยู่ทุกวันนี้

หากยังไม่เข็ด อยากจะลองอีกครั้งก็ไม่มีใครว่าอะไร

แต่เชื่อว่า แผนขู่ให้ตกใจของพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะได้ผล เพราะพรรคเล็กเหล่านี้ล้วนแต่เป็นขิงแก่ ไม่ค่อยตกใจอะไรง่าย ๆ มิหนำซ้ำยังทำเป็นใจเย็น นั่งรอดู กกต. ชี้ขาดใบเหลืองใบแดง แล้วค่อยมา ตักพุงปลากิน ภายหลัง


แกนนำ'ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน'บอกยังไม่ร่วมรัฐบาล อ้างส.ส.ยังไม่นิ่ง

'บรรหาร-สุวิทย์' หารือร่วมจัดตั้งรัฐบาล เดินทางไปยังบ้าน'วัฒนา อัศวเหม'ย้ำก่อนตัดสินใจรวมขั้วตั้งรัฐบาล บ้านเมืองต้องไม่วุ่นวาย อ้างตัวเลขส.ส.ยั่งไม่นิ่ง

ที่บ้านวัฒนา ซอยสวนหลวง - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคชาติไทย และแกนนำพรรคเพื่อเแผ่นดิน อาทิ นายบรรหาร ศิปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายวัฒนา อัศวเหม ที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุรเกียรติ เสถียรไทย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และนายปรีชา เลาหพงษ์ชนะ มารับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมทั้งมีการหารือสถานการณ์การเมือง

จากนั้น นายบรรหาร พร้อมด้วยนายสุวิทย์ พล.ต.สนั่น แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายบรรหาร กล่าวว่า ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่พรรคชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน วิเคราะห์ เหตุการณ์ต่าง ๆเห็นว่าตัวเลขยังไม่นิ่ง กกต.ก็ยังไม่ประกาศตัวเลขเป็นทางการ ซึ่งทราบข่าวว่า กกต.จะเริ่มพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง ในสัปดาห์ นี้ ต้องดูตัวเลขอีกครั้ง ส่วนพรรคชาติไทย เพื่อแผ่นดิน ยืนยันอย่างมั่นคงว่า 2 พรรคจะร่วมเดินไปเด้วยกัน จับมือกันโดยยึดชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยึดความสมานฉันท์ในชาติ บางคนอาจจะถามว่าจะเอาอย่างไรในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องขอเวลาสักนิด เพราะการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาเป็นสิบวัน

นายสุวิทย์ กล่าวว่าสิ่งที่ต้องการเห็นคือความเรียบร้อย ความสมานฉันท์ สามัคคี ที่จะทำอย่างไรให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินต่อไปได้ หากการเมืองไม่นิ่งความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีประเทศไทยคงจะกลับคืนมาลำบาก เมื่อทุกอย่างพร้อม การจัดตั้งรัฐบาลก็จะเดินไปได้ บ้านเมืองก็จะเรียบร้อย ดังนั้นเราต้องคิดถึงชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อถามว่า จริงหรือไม่ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้รับการเชิญจากพรรคพลังประชาชน และนายสุรเกียรติ ตอบรับแล้ว นายสุวิทย์ กล่าวว่า นายสุรเกียรติ ไม่มีสิทธิ เพราะอยู่ใน 111 อดีต กก.บห.ทรท.ที่ถูกถอนสิทธิ ไม่ใช่ประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมา หากนายสุรเกียรติ เกี่ยวข้องก็จะผิดกฎหมาย เรื่องนี้ท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง และขอให้ข่าวลือต่างๆยุติ ไม่เช่นนั้นคนจะหวางระแวง และกระทบต่อสังคมด้วย

เมื่อถามว่า พปช.ประกาศเชิญพรรคเล็ก ร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายบรรหาร กล่าวว่า กระบวนการประชาธิปไตย เดินหน้าไปได้เรื่อยๆพรรคไหนพร้อมก็สามารถดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ต้องทำให้รัฐบาลมั่นคง เดินหน้าต่อไปได้ พปช.ต้องคิดถึงตรงนี้ ตัวเลขก็เป็นเรื่องสำคัญ หากการเมืองไม่มั่นคง ก็จะไม่สามารถแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้ และมีผลกระทบต่อประชาชน สิ่งที่อย่างเน้นย้ำคือการสร้างความมั่นคงให้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า หัวหน้าพรรค พลังประชาชน ต่อสายคุยหรือยัง นายบรรหาร กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อ เห็นแต่บอกทางสื่อว่าท่านพร้อม ใครจะมาร่วมก็มา จะถือเป็นการเชิญเข้าร่วมหรือไม่ เพราะไม่ใช่เป็นการเชิญ เป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่า การเชิญทางอากาศ ถือว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง แต่การเชิญมีหลายรูปแบบ

เมื่อถามย้ำว่า การเชิญออกอากาศเช่นนี้ ถือว่าไม่ให้เกียรติหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า แล้วแต่ความคิดแต่ละคน

เมื่อถามว่าทาบรวมใจไทยฯ มาจับขั้วหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่ทราบต้องถาม รวมใจไทยชาติพัฒนา เพราะตนทาบไปแล้ว แต่เขายังไม่ตอบ

เมื่อถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลจต้องให้เกียรติเสียงข้างมากจัดตั้งหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องให้เกียรติเสียงข้างมาก ให้เขาจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่า พรรคชาติไทยรออะไร จึงไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม พปช.หรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องดูตัวเลข ของ สส. ขณะนี้พรรคชาติไทยมีเก้าอี้ส.ส.ลดลง ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และต้องดูกกต . จะให้ใบเหลือง แดงเท่าไหร่ การจัดตั้งรัฐบาลต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้มีเสถียรภาพมากที่สุด การร่วมมือกันต้องคิดให้ดี

เมื่อถามว่า ทั้ง 2 พรรค หารือหรือยังว่าจะอยู่ขั้นไหน นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่ควรถามเช่นนี้ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลไม่เปิดเผย มีแต่เขาคุยกันใต้ดิน

เมื่อถามย้ำว่ามีการคุยใต้ดินหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ยังไม่มี

เมื่อถามว่า เหตุใด ยังตัดสินใจไม่ได้ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องดูว่าถ้าร่วมมือกันแล้วจะมั่นคงแค่ไหน จะเกิดความวุ่นวายในชาติหรือไม่ ใครจะเป็นผู้รับรอง คุณรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น

เมื่อถามว่ามีความหวังหรือไม่ว่า ปชป.จัะตั้งรัฐบาลแข่งพปช. นายบรรหาร กล่าวว่า ตามหลักการหากพรรคที่ได้ที่ 1 ตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคที่ได้คะแนนอันดับ 2 ก็ต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เเมื่อไหร่ ก่อนปีใหม่หรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่าไม่นานเกินรอ เรารู้อยู่แล้วว่า จะต้องทำอย่างไร กฎหมายก็กำหนดว่าให้ทำภายใน 30 วัน ภายใน 30 วัน ก็รู้เรื่อง ส่วนจะชัดเจนก่อนปีใหม่หรือไม่ อีก 7 วัน ก็น่าจะมีความชัดเจน

ซึ่งนายบรรหาร ได้ถามคำถามนี้กับนายสุวัจน์ และนายวัฒนา ทุกคนก็พยักหน้า นายสุวัจน์ กล่าวว่า จะทำให้เร็วเท่าสุด เท่าที่จะเร็วได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลใหม่ประชาชนจะไม่ยี้หรือ นายสุวิทย์ กล่าวว่า พรรคขนาดกลางคงตอบไม่ได้ ขณะที่นายบรรหารกล่าวว่า ยี้ ที่ตัวพรรคร่วม หรือยี้รมต.ที่ตั้งขึ้น ถ้าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ยี้ เพราะแต่ละพรรคเสียงดีทั้งนั้น

เมื่อถามว่า พล.อ.บุญรอด ระบุว่าปชป.สามารถตั้งรัฐบาลได้ นายสุวิทย์ กล่าวว่าต้องไปถามคนพูด ขณะที่นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องฟังท่าน เพราะท่านคงมีข้อมูลดี ๆ

เมื่อถามว่า หาก ทั้ง 2 พรรค ต้องการความสมานฉันท์ เป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคพลังประชาชนมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ นายบรรหาร กล่าวว่า ไปไกลแล้ว ปชป.เขาก็ไม่เอา เรื่องนี้เอาไว้พูดกันชาติหน้า

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบรรหาร เคยระบุว่าอยากให้มองย้อนกลับไปดูวันที่มีการลงสัตยาบัน 4 พรรค นายบรรหารกล่าวว่า ตนไม่กล้าคาดคะแนว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเวลา ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ตนหยิบยกขึ้น มาเพราะขณะนั้น ตนเป็นผู้ประสานงาน ให้ทั้ง 4 พรรค มาเซ็น แต่ไม่มีใครมาเซ็น ก็ให้ดูไว้ เพราะบางครั้งหนู ูก็อาจจะฆ่าราชสีห์ได้

จากนั้นนายสุวิทย์ แถลงว่า ที่กรณีที่มีข่าวว่าตนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลว่าไม่เป็นความจริง ตนแข็งแรงสมบูรณ์ การออกมาระบุเช่นนี้ทำให้เกิดความเสียหาย

'สนธิ'เข้าร่วมประชุม คมช.

รองนายกฯ พล.อ.สนธิ เข้าร่วมประชุม คมช. ถกสถานการณ์หลังเลือกตั้ง ขณะที่อีกมุมหนึ่งคึกคัก เหล่านายทหารระดับสูง เข้าร่วมประชุมจัดงาน "วันรั้วแดงกำแพงเหลือง"

บรรยากาศที่กองบัญชาการทหารบกในขณะนี้เป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากมีเหล่านายทหารมาร่วมประชุมเกี่ยวกับการจัดงานวันรั้วแดงกำแพงเหลือง หรือวันคล้ายวันสถาปนา ร.ร.นายร้อย ซึ่งตรงกับวันที่ 26 ธ.ค. ของทุกปี สำหรับการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีใครเข้าร่วมประชุมบ้าง เนื่องจากตนไม่ได้เข้าประชุมด้วยแต่เท่าที่ทราบคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังกองบัญชาการทหารบก ซึ่งจะเป็นการเข้าร่วมประชุมหรือเป็นเพียงการรวมรับประทานอาหารนั้นไม่สามารถระบุได้ ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่าการประชุมคมช.ในวันนี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม โดยจะเป็นการหารือถึงสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้ง

ผบ.สส.ไม่หวั่นพปช.ล้างแค้นชี้แค่เรื่องเล็กน้อย

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยัน คมช.ไม่กังวล หากถูก พลังประชาชนล้างแค้น ชี้ ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับชายชาติทหาร

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ยืนยันกับ ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ตนเอง และ คมช. ไม่ได้มีความรู้สึกวิตกกังวล หรือ หวาดกลัว กับการที่พรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้ มีโอกาสสูงในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อาจจะกลับมาล้างแค้น ทาง คมช.

แต่ถ้าหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็คงถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับชายชาติทหาร ส่วนการที่ทางพรรคพลังประชาชน จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นั้น ทาง คมช.คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหาร อีกทั้ง ทางสมาชิก คมช. เองก็ไม่ได้มีความรู้สึกติดใจอะไรเป็นพิเศษ กับทางพรรคพลังประชาชน อยู่แล้ว

ส่วนงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ ร.ร.ดิ เอ็ม เมอร์รัล รัชดา ค่ำวานนี้ นั้น เป็นเพียงการหารือกันธรรมดา ที่มีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้านานแล้ว และไม่ได้เป็นการหารือด่วน เพื่อเตรียมรับมือพรรคพลังประชาชน ที่ส่อแวว อาจได้กลับมาเป็นรัฐบาล หลังได้เสียงส่วนมาก ในการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. แต่อย่างใด


ทักษิณ ประกาศหวนกลับสู่การเมืองแล้ว หลัง พปช. ชนะเลือกตั้ง

09:48 น.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงข่าวที่ฮ่องกงวันนี้ว่า เขาต้องการหวนกลับมาสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง หลังพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง โดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่การเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง" โดยถ้อยแถลงของเขาสวนทางกับแถลงการณ์หลายครั้งของเขานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารที่ระบุว่า เขาได้ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวว่า เขาจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยภายในเดือนเม.ย.เป็นอย่างช้าที่สุด และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอร์รัปชันที่มีการกล่าวหาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

จาก Breaking News เนชั่นทันข่าว

Anonymous said...

ข่าวนี้ผิดพลาดครับ
ข้อความนี้ผิด -> พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่การเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง"

ข้อความที่ถูก -> พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่บ้านเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง"


คะแนนเสียง กทม โกงกันหรือเปล่า?

เรามีสิทธิที่จะคิดอย่างนี้ เพราะเหตุผลต่อไปนี้

๑. นับกันนานมาก แถมผลที่ออกมาก็ขัดแย้งกับ Exit Poll แบบหน้ามือเป็นฝ่าเท้า

๒. นายสุเทพเป็นเลขาพรรคกาจั๊ว คนแบบนายสุเทพไม่เคยมีศีลธรรมในชีวิตส่วนตัว การนับคะแนนแบบโกง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่คน ๆ นี้จะทำไม่ได้ ส่วนนายอภิรักษ์ก็เป็นรองหัวหน้าพรรคนี้จัดคนไปนับคะแนนได้ง่ายมาก

๓. ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัย ผู้ฟังเป็นหลักร้อย แต่คะแนนมามากขนาดนั้น อย่าบอกว่าคนมาฟังปราศรัยน้อยไม่ใช่เหตุผล เพราะทุกครั้งที่พรรคไหนจัดปราศรัยใน กทม จากการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ พรรคที่มีคนมาฟังมากมายได้ทุกที ครั้งนี้มัน ridiculous เกินไป

๔. ทำไมการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า การเก็บหีบบัตรฯลฯ ไม่มีข่าวคราวแสดงเลยว่าเก็บและนับที่ไหนอย่างไร ใครนับ มีพยานหรือเปล่า คะแนนเหยียบสองล้านน่ะไม่มีการแถลงข่าวว่าเป็นของพรรคไหนเท่าไรแต่มีผลมากสำหรับเขตเ
ลือกตั้ง กทม.เพราะหยิบเอาไปใส่เมื่อไรก็ได้ กกต.โปร่งใสจริงหรือ ทำไมไม่จัดการ คมช เรื่องเอกสารลับ หรือคลิปผู้พันขนมจีนแกงไก่ก็ชัดมาก อมรองเท้าบู๊ทไว้เต็มปากจนพูดไม่ออกหรือ

๕. รอบข้างทุกจังหวัด เอาตั้งแต่นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ไม่มีการผิดเพี้ยนอย่าง กทม. พรรคพลังประชาชนกระแสดีก็มากันยกจังหวัดก็มี ยกเขตเป็นเรื่องปกติ พูดง่าย ๆ คนสี่ห้าจังหวัดนี้มาตรฐานชีวิตการศึกษา ไม่ได้ต่างจาก คนกทม เลย แต่ทำไม กทม. ไม่เหมือนกัน คนนิยม พปช มากมายไปไหนถามก็เลือกพปชหรือเลือกทักษิณทั้งนั้น แต่เลือกแล้ว ปชป มา พวก ปชป มันมาจริงหรือ หรือมีใครมั่วเอาคะแนนไปเพิ่มให้มัน

ประชาชนน่าจะขยายความสงสัยเรื่องคะแนนเสียง กทม โกงหรือเปล่า นี้ไปให้มากที่สุด เพราะแม้แต่อีเห็ดสดก็ยังมาปล่อยข่าวจะลาออกเพราะ พปช มาเยอะตอนเอ็กซิทโพล แล้วอีเวรนี่ก็เงียบไปเลย คงไปมีใบสั่งเรื่องคะแนนให้ลูกน้องหรือเปล่า? ช่วยกันคนละไม้ละมือแสดงความคิดเห็นที่ว่า "ประชาชนสงสัยผลเลือกตั้ง กทม.ว่าจะมีการทุจริตคดโกงจากผู้มีอำนาจทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ" และเรามีสิทธิคิดว่า กกต.ไม่โปร่งใส เพราะคะแนนที่ออกมาผิดเพี้ยนกับความจริงมากจนเห็นได้ชัด

คิดว่าไงครับถ้าจะเผยแพร่ความสงสัยนี้ออกไปให้มากที่สุด


โดย Advanced Member

จาก http://saturdayvoice.com/live.html

ผู้แพ้ที่ไม่ยอมพ่ายชื่อ ประชาธิปัตย์

หลังการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการแล้ว พรรคพลังประชาชน เป็นฝ่ายได้ชัยชนะในการเลือกครั้งนี้ ได้รับเลือกเป็นส.ส.มากถึง 232 คน และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเป็นส.ส.จำนวน 165 คน

โดยมารยาททางการเมืองที่ ถือปฏิบัติกันเป็นสากลทุกประเทศทั่วโลก ก็คือ เมื่อทราบผลการลงคะแนนของประชาชนแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า ก็จะประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนมากกว่า พร้อมทั้งสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศชาติ ต่อไป

กรณีการแข่งขันระหว่าง อัลกอร์ พรรคเดโมแครต กับ จอร์ ดับเบิลยู บุช พรรครีพับลิกัน เมื่อ ปี 2001 ถึงแม้จะมีผลต่างของคะแนนเพียงเล็กน้อย และมีข้อสงสัยว่าการนับคะแนนมีความผิดพลาดหรือไม่ แต่เมื่อมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ อัลกอร์ ก็ประกาศยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับจอร์จ ดับเบิลยู บุช พร้อมทั้งกล่าวว่าการแข่งขันได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมจะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เข้าบริหารประเทศ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบมาถึงประเทศไทย ผู้แพ้อย่างพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะไม่แสดงอาการยอมรับความพ่ายแพ้กับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของประ ชาชนเสียงส่วนใหญ่แล้ว ยังแสดงอาการประหนึ่งว่าเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะด้วยซ้ำไป เมื่อได้ทราบว่าพรรคพลังประชาชน ได้คะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมด คือ 240 เสียง ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้จำนวนส.ส.น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน 60 กว่าคน

คำแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน มากกว่า 60 เสียง แต่ก็ยังแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า จะพยายามจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีความพยามที่จะดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนจะรู้ผลการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป โดยการล็อกพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ให้ไปร่วมจัดรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน สะท้อนถึงการไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ไม่ยอมรับมติของประชาชน ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

นอกจากจะไม่แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ อันเกิดจากการตัดสินของประชาชนแล้ว นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงท่าทีเย้ยหยันพรรคพลังประชาชน ว่า “เป็นเรื่องที่น่าอายหากว่าพรรคพลังประชาชนซึ่งได้จำนวนส.ส.มากที่สุด ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้” แต่กลับปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนน้อยกว่า จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน เป็นเรื่องที่น่าอายหรือไม่

ในขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะนำเสนอตรรกะแบบเข้าข้างตัวเอง ว่า “การที่พรรคพลังประชาชนได้ส.ส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แสดงว่าประชาชนไม่ต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล” แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะตอบว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความไว้วางใจน้อยกว่าพรรคพลังประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล อย่างนั้นหรือ จึงมีความคิดและความพยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน ที่ได้ส.ส.มากกว่าถึง 60 กว่าคน

เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งจนแทบไม่น่าเชื่อว่าอายุ 61 ปี ของการดำเนินการทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นระยะเวลาอันยาวนานมากพอที่จะทำให้สมา ชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรียนรู้และเคารพกติกาประชาธิปไตย มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และรู้จักมารยาทของการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมือง ที่จะต้องยอมรับการตัดสินของประชาชน ซึ่งเป็นการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่นักการเมืองทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค ทั่วโลกต้องยอมรับ

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ หลังทราบผลการลงคะแนนเสียงของประชาชนอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ได้บ่งบอกเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์ “แพ้เป็น” ตรงกันข้ามกลับเป็นท่าทีอาการของคนไม่ยอมแพ้ มากกว่า นอกจากไม่ยอมแพ้ แล้ว ยังมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากผู้ไม่ยอม รับกฎกติกาประชาธิปไตย อีกด้วย

ภาพลักษณ์ของการเมืองไทยจะสวยงามอย่างยิ่ง ความตึงเครียด และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 2 ปีของประเทศไทย และการเมืองไทย จะคลี่คลายมลายหายไปและยุติลงทันที หากว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ให้กับพรรคความหวังใหม่ และไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งๆ ที่แพ้ให้แก่พรรคความหวังใหม่ เพียง 2 เสียงเท่านั้น

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์แพ้ต่อพรรคพลังประชาชนมากกว่า 60 เสียง แต่นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และประกาศจัดตั้งรัฐบาลแข่งทันที โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่ได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งและมอบความไว้วางใจให้แก่พรรคพลังประชาชนมากกว่าพรรคประ ชาธิปัตย์ ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองไทย ยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด และอยู่ในวิกฤติต่อไป อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีปัจจัยแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

หากพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงดึงดัน ไม่ยินยอมน้อมรับความพ่ายแพ้ และไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่เกิดขึ้นแก่การเมืองไทย ที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย และต้องยอมให้แก่ระบบพวกมากลากไป ที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างขึ้นในขณะนี้

เสียงของประชาชน จะมีความหมายได้อย่างไร หากว่าพรรคการเมืองไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน และยังคงแสดงพฤติกรรมต่อต้าน ท้าทายเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเช่นที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ เป็นพรรคการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มากกว่ากฎเกณฑ์กติกา และมารยาททางสังคม ตลอดจนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และการดำรงอยู่ของระบบและความถูกต้องที่สืบทอดกันมากว่า 75 ปีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในประเทศไทย

ถึงแม้จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่แสดงความยินดีกับผู้ชนะที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ไม่ยอมรับมติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ไม่หยุดที่จะจัดรัฐบาลแข่ง ไม่เลิกราที่จะเอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ความดีงาม และประโยชน์ของส่วนรวม และมารยาททางการเมือง

แต่อย่างน้อยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ควรจะมีสำนึกละอายแก่ใจบ้าง ว่า เมื่อประชาชนไม่ไว้วางใจให้เป็นรัฐบาล แล้ว แม้นว่าจัดตั้งรัฐบาลได้จริง ก็ไม่อาจจะบริหารประเทศได้ และจะนำการเมืองไทยเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง เพราะพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน พรรคการเมืองที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้มาบริหารประเทศ จะไม่มีวันเป็นรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยประสบกับสถานการณ์นี้มาแล้ว ในกรณี สปก. 4-01 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ต้องหนีการลงมติไว้วางใจ ด้วยการยุบสภา เพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน นั่นเอง

พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเป็นพรรคการเมืองที่เก่งและมีความสามารถมากมายหลายเรื่อง ทั้ง ด้านดีและร้าย ทั้งทางเทพและทางมาร แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี และควรจะเริ่มต้นฝึกหัดให้มี ก็คือ มารยาททางการเมือง และ การแพ้เป็น

เพราะ ผู้ที่แพ้ไม่เป็น จะไม่มีวันที่จะพบกับคำว่าชัยชนะ ตลอดไป

เพราะ หลังจากแพ้เลือกตั้ง แล้ว ก็จะต้องแพ้ในการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาล อีก

เพราะ จะเป็นการพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แพ้อย่างที่ยังมองไม่เห็นโอกาสแห่งชัยชนะ

เพราะ นี่คือการพ่ายแพ้ครั้งที่ 5 ติดต่อกันของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง นับแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา

เพราะ นี่คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศไทย ไม่เคยให้ความไว้วางใจเป็นผู้บริหารประเทศ อย่างน้อยก็เป็นเวลายาวนานต่อเนื่องกัน 12 ปี

เพราะ นี่คือผลของการ “แพ้ไม่เป็น” และ “ไม่ยอมแพ้” จึงทำให้ไม่เคยพบกับคำว่าชัยชนะ

เพราะ นี่คือผลของการไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ และไม่รู้จักอภัย ของพรรคการเมืองที่ชื่อว่า ประชาธิปัตย์

จาก ประดาบ

บุรีรัมย์โมเดล “กระสุน”ด้าน


เพราะการแกล้งตาย ของกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ เมื่อครั้งลงประชา มติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 19 สิงหาคม 2549 ทำได้อย่างแนบเนียน และหลอกให้คมช. เชื่อได้อย่างสนิทใจว่า ปฏิบัติการที่เรียกชื่อ บุรีรัมย์โมเดล เป็นกระสุนที่คมกล้าและมีอานุภาพรุนแรงเด็ดขาดที่สามารถปลิดชีวิตกลุ่มเพื่อนเนวิน และ นายเนวิน ชิดชอบ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ที่คมช.มีความภาคภูมิใจยิ่งนักในอานุภาพของกระสุนนัดนี้

การที่ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์ มีผลการลงประชาติออกมาว่า “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ มากกว่า “ไม่เห็นชอบ” ถือว่าเป็นความสำเร็จอันเอกอุของ คมช. และปฏิบัติการบุรีรัมย์โมเดล ที่ทุ่มเทพสรรพกำลังทั้ง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครอง เข้าไปปฏิบัติการกดดันประชาชนและฝ่ายตรงข้าม ด้วยวิธีการในกฎหมายและนอกกฎหมาย และปรากฎผลตามที่ต้องการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม จึงทำให้บุรีรัมย์โมเดล กลายเป็นต้นแบบของปฏิบัติการเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกนำเสนอและถ่ายทอดออกไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นแผนหลักในวันลงคะแนนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา และ นายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานกกต.บุรีรัมย์ ก็ได้เป็นข้าราชการตัวอย่าง ได้รับคำชื่นชมจากคมช. มากมาย

แต่ทว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ออกมาชนิดที่เรียกว่ากลับตาลปัตรจากเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่พ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มเพื่อนเนวิน ภายใต้การนำของนายเนวิน ชิดชอบ ที่เข้าไปทำงานช่วยเหลือผู้สมัครพรรคพลังประชาชน สามารถสร้างผลการเลือกตั้งที่ทำให้คมช. ต้องตกตะลึง และขยี้ตาดูด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะว่า กลุ่มเพื่อนเนวิน สามารถทำให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งได้มากถึง 9 คน จากทั้งหมด 10 คน และในจำนวน 9 คนนี้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่เพิ่งเป็นส.ส.สมัยแรก มากถึง 5 คน


พรรคพลังประชาชน ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกเขตเลือกตั้ง มีเพียงนายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีตส.ส.ชาติไทย หลุดรอดเข้ามาได้เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่จนวันนี้ คมช. ก็ยังไม่อยากเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีเป้าหมายจะทำให้พรรคพลังประชาชนสูญพันธุ์หรือเหลือน้อยที่สุด ในจังหวัดบุรีรัมย์ เหมือนกับที่เคยทำได้มาแล้วในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต้องตกใจจนแทบหงายผลึ่ง ด้วยความไม่เชื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา

เพราะว่าในสภาพที่ถูกปิดล้อมทุกด้าน และถูกเกาะติดทุกความเคลื่อนไหว ไปทางไหนก็เจอกกต. ไปทางไหนก็เจอทหาร ไม่ต้องออกไปไหน ก็มีตำรวจเฝ้าหน้าบ้าน แม้กระทั่ง บ้านนายเนวิน ชิดชอบ ก็มีตำรวจ ทหาร ไปตั้งด่าน และตรวจรถเข้าออกทุกคัน เรื่องแจกเงินซื้อเสียง ไม่มีทางทำได้ เพราะเพียงแค่คิด ก็ถูกจับแล้ว เรื่องการทำผิดกฎหมาย อย่าได้คิดถึง เพียงแค่เงื้อมือก็จะถูกรวบแขนเสียแล้ว ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น เล่นกันได้เต็มที่ ทั้งในเกม และนอกเกม เช่น ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ใช้หัวคะแนนเดินแจกเงินในวัด ขณะปราศรัยหาเสียงอย่างโจ๋งครึ่ม ในวัดที่พระพยอมเป็นเจ้าอาวาส ในวัดที่พระพยอมเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของกกต. ว่าอย่าซื้อเสียง จนถูกตำรวจที่ทนดูไม่ได้ ต้องจับกุมดำเนินคดีกันบ้าง เพราะความผิดตำตาทนโท่แบบนั้น ปล่อยไว้ตำรวจก็จะผิดเสียเอง

แต่ในสภาพที่พรรคพลังประชาชน กระดิกตัวแทบไม่ได้ ในขณะที่พรรคอื่นเล่น ลุย ได้ทุกรูปแบบ แต่ผลการเลือกตั้งกลับปรากฎว่า พรรคพลังประชาชน ชนะ 9 ใน 10 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปฏิบัติการบุรีรัมย์โมเดล ที่คมช. และประธานกกต.จังหวัด ภาคภูมิใจนักหนา และมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นกระสุนพิฆาตเนวิน ชิดชอบ ให้ดับคาถิ่นของตัวเอง นั้น ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และไร้ประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเจอกับการทำงานการเมืองแบบเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ทุกหลังคาเรือน ของกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ทั้งซื้อใจและมัดใจชาวบ้านจนต้องไปลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่รับเงินจากพรรคการเมืองมาแล้ว

เรียกได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนชาวบุรีรัมย์กว่าครึ่งจังหวัด กินฟรีเงินซื้อเสียงจากทุกพรรคการเมือง แล้วก็ไปลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน แบบฟรีๆ

ไม่ใช่แต่ที่บุรีรัมย์เท่านั้น ที่บุรีรัมย์โมเดล ใช้ไม่ได้ผล ในอีกหลายจังหวัดที่ นายเกษม วัฒนธรรม ไปอบรม ไปสอนให้ใช้บุรีรัมย์โมเดล เพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ในภาคและภาคอีสาน ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมาในภาค เหนือและภาคอีสาน ปรากฎว่า พรรคพลังประชาชนยกทัพเข้ามายึดครองสภามากเกือบ 200 ที่นั่ง

กว่าที่ คมช. และประธานกกต.บุรีรัมย์ จะทันรู้ตัวว่าถูกแผนแกล้งตาย ของกลุ่มเพื่อนเนวิน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม หลอกให้หลงเชื่อว่าทำงานสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ก็ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 23 ธันวาคม ปรากฎขึ้นตรงหน้าเสียแล้ว

ไม่มีโอกาสที่จะแก้ไข แก้ตัว และแก้มือ โดยเฉพาะ พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ที่พ่ายแพ้ย่อยยับในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และเคยขอโอกาสแก้มือ และแก้ตัวอีกครั้ง ในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ก็ต้องเป็นผู้แพ้ซ้ำซาก และแพ้แบบย่อยยับ ชนิดที่ต้องยอมรับแล้วว่ามือยัง “อ่อน” มากในเวทีการเมืองการเลือกตั้ง

ถึงวันนี้ วันที่ผลการเลือกตั้งบุรีรัมย์ ปรากฎ วันที่ผลการเลือกตั้งภาคเหนือและภาคอีสาน แจ้งแล้วว่าพรรคพลังประชาชนยึดครองพื้นที่ 2 ภาคนี้แบบเบ็ดเสร็จ คมช. คงจะต้องพิจารณาการทำงานของนายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.บุรีรัมย์ อีกครั้ง ด้วยมาตรวัดใหม่ โดยเฉพาะ นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ภาคภูมิใจมากกับบุรีรัมย์โมเดล ก็คงจะรู้ตัวแล้วว่า “เสียค่าโง่” ให้แก่บุรีรัมย์โมเดล แบบหมดรูป และ เสียค่าโง่ ที่หลงเชื่อ นายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.บุรีรัมย์ โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าของจริงหรือของปลอม

เลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป คมช. คงจะต้องจดจำ บุรีรัมย์โมเดล ไปจนวันตาย แต่ นายเกษม วัฒนธรรม คงไม่อยากเอ่ยถึง บุรีรัมย์โมเดล คำที่ตนเองประดิษฐ์ขึ้นด้วยภาคภูมิใจในมันสมองของตัวเอง ไปจนวันตายเหมือนกัน ในขณะที่ นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ก็ต้องตบกระโหลกตัวเองให้หายโง่เสียที และควรนำไปเป็นกรณีศึกษา สอนหนังสือแก่นักศึกษารัฐศาสตร์ หากว่ายังมีสถานการศึกษาที่ไหน ยังกล้าจ้างไปสอนให้เสียเครดิตมหาวิทยาลัยอีก

บรรทัดนี้ ต้องขอปรบมือให้แก่ กลุ่มเพื่อนเนวิน และ นายเนวิน ชิดชอบ ที่อดทนรอคอยวันเอาคืน บุรีรัมย์โมเดล ด้วยความเงียบงัน และสกัดกั้นอารมณ์ไว้ได้อย่างดียิ่ง และในที่สุดก็เอาคืนได้สำเร็จอย่างสาสมจริงๆ

ขอไว้อาลัยให้แก่ บุรีรัมย์โมเดล ของคมช.

ขอแสดงความยินดีกับ กลุ่มเพื่อนเนวิน และพรรคพลังประชาชน ที่เอาชนะศัตรูของประชาชนได้ด้วยยุทธการสงบสยบความเคลื่อนไหว และเป็นการตบหน้าเผด็จการ ได้สะใจจริงๆ

จาก ประดาบ

Monday, December 24, 2007

พปช.เสียงเกินครึ่ง รวมใจไทยฯรับหมั้น

นพ.สุรพงษ์ ยังกล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ว่า ควรจะมี ส.ส.ในสภาตั้งแต่ 280-300 เสียง ในภาวะที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและรวมทั้งเราต้องการสร้างความปรองดองสามัคคี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้รับการตอบรับแบบนี้ เชื่อว่า ปิดประตูการเป็นฝ่ายค้านแล้ว

ส่วนกระแสข่าว กกต.จะแจกใบเหลืองใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนจำนวนมาก นพ.สุรพงษ์ ระบุว่าไม่เชื่อ เรื่องนี้ เพราะในส่วนของหัวหน้าพรรคและผู้บริหารของพรรคฯ ได้พูดคุยกันตลอดว่า ต้องขอบคุณ กกต. ชุดนี้ ที่ได้กรุณาจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธ์ยุติธรรม และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้ ได้

เลขาธิการพรรคพลังประชาชนยังย้ำด้วยว่า เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่การนิรโทษกรรม อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) แต่เป็นเรื่องของการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความปรองดองในชาติ

'2 เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จะต้องรอไปก่อน โดยเฉพาะกรณีของ คตส. ที่จะสิ้นวาระไปในเดือน มิ.ย. 2551 อยู่แล้ว' นพ.สุรพงษ์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้ว ซึ่งจำนวน ส.ส.ของพรรครวมใจไทยฯ อย่างไม่เป็นทางการที่ 9 เสียง รวมกับตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ประกาศออกมา ที่ 232 เสียง จะเป็น 241 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 1 เสียง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้ประสานแกนนำจากทุกพรรค การเมืองเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย แต่ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นพรรคการเมือง ใดบ้าง เพราะทุกพรรคต่างเกรงที่จะได้รับใบแดง ใบเหลือง จาก กกต.อยู่

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ไม่เชื่อว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชน จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะปัจจัยสำคัญของการรวมตัวของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอการ ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน หรืออย่างเร็วในวันที่ 3 ม.ค. ปีหน้า

'ขณะนี้มีเพียงการกล่าวอ้างกันไป เพราะหากจะให้เห็นชัดเจนคงต้องให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรค มาแถลงข่าวร่วมกัน' นายสุเทพ กล่าว