WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 25, 2007

คตส.เร่งสปีด เช็คบิล 'ทักษิณ'ตัดหน้า พปช.

คตส.เร่งสปีด เช็คบิล 'ทักษิณ'ตัดหน้า พปช. เหิมเสนอกฎหมายยุบคตส.พร้อมโยนไม้ต่อป.ป.ช. 'สัก'ขู่ฉีกผลงานคตส.ขัด รธน.319

ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณา ความคืบหน้าของมูลคดีรวม 23 คดี และความคืบหน้าของคดีต่อไปนับจากนี้อีก 6 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย. 2551 รวมระยะเวลาปฏิบัติงานของ คตส. 21 เดือน โดยขณะนี้มีคดีที่พ้นจาก คตส.และอยู่ในการพิจารณา ของศาลและกรมสรรพากรจำนวน 6 คดี คือ คดีเลี่ยงภาษีของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คดีกล่าวหานายบรรณพจน์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน ร่วมกันเลี่ยงภาษี คดีเรียกเก็บภาษีจากบุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ระหว่างการอุทรณ์การประเมินภาษี คดีเรียกภาษีจากบริษัทแอมเพิลริช ที่โอนหุ้นให้บุตรชายบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ คดีที่ดินรัชดา และคดีหวยบนดิน

นายแก้วสรร กล่าวว่า ระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ซึ่งมีเรื่องที่อยู่ในชั้นการตรวจสอบจำนวน 4 เรื่อง คือคดีเซ็นทรัลแล็บ และคดีบ้านเอื้ออาทรอีก 3 คดี โดยจะเร่งให้ไปถึงชั้นไต่สวนภายในเดือนม.ค. 2551 และภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 2551 ต้องวินิจฉัยให้ลุล่วงเสร็จทุกเรื่องสามารถส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลต่อไป หากเรื่องในชั้นไต่สวนถูกผู้กล่าวหาประวิงเวลา แต่ถ้าไม่มีผู้ถูกกล่าวหามาก และคดีไม่ซับซ้อนอนุกรรมการ ก็จะเร่งทำงานหนัก และจะเร่งให้เสร็จภายใน 3 เดือน

'ที่ประชุมคตส.ได้ปรึกษากันว่าการที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนประกาศหากได้เป็น รัฐบาลจะตรากฎหมายบุบคตส. และให้โอนเรื่องไปที่ป.ป.ช. โดยเห็นตรงกันว่า ถ้าตรากฎหมายจริง ทุกเรื่องที่ส่ง ไปยังป.ป.ช. จะต้องยึดตามสำนวนของคตส.เป็นหลัก โดยต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป หรืออยู่ในระหว่างส่งอัยการ และอัยการไม่เห็นด้วย ป.ป.ช.ต้องฟ้องเอง หรือหากอยู่ในชั้นศาลป.ป.ช.ก็ต้องรับสำนวนไปต่อสู้คดีเอง แต่ถ้าจะมีการเขียนในกฎหมายให้ป.ป.ช.เริ่มพิจารณาคดีใหม่ทังหมด เพราะมีอำนาจแล้ว ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ เพราะการทำงานของคตส.ที่ผ่านมายึดกฎหมายเดียวกับป.ป.ช. จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มสอบใหม่' นายแก้วสรร กล่าว

เลขานุการคตส. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินด้วยว่าหากมีการตรากฎหมายยุบคตส. คาดว่าจะตรา ได้เร็วที่สุดในเดือนก.พ. 2551 ถือเป็นช่วงที่ทุกเรื่องจะอยู่ในชั้นไต่สวนเป็นอย่างน้อย และเมื่อโอนเรื่องให้ป.ป.ช.แล้ว เรื่องใดจะล่าช้าก็ขึ้นอยู่กับการจัดการของป.ป.ช. และหากการประมาณการนี้เป็นจริง คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของคตส. เช่นคดีซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง เอื้ออาทรร่มเกล้า-บางพลี ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ คดีท่อร้อยสาย น่าจะยุติสั่งสำนวนได้ในเดือนม.ค. 2551 ป.ป.ช.จึงไม่ต้องรับสำนวนเรื่องเหล่านี้ แต่หากกฎหมาย ยุบคตส. ทอดไปถึงสิ้นเดือนมี.ค. เรื่องทั้งหมดก็จะยุติได้ นายแก้วสรร กล่าวว่า นอกจาก 23 คดีแล้ว จากการตรวจสอบ ของคตส.ยังพบมูลความผิดเพิ่มเติมในเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ซึ่งมีการไต่สวนเพิ่มอีก 3 เรื่องคือ คดีแพ่งและอาญาผู้บริหารทศท. แก้ไขสัญญาลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส ทำให้รัฐเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท คดีแพ่งอาญาผู้บริหารทศท.แก้ไขสัมปทานให้เอไอเอส. หักค่าใช้โครงข่ายร่วมโดยไม่ชอบ ทำรัฐเสียหาย 2.3 หมื่นล้านบาท และคดีแพ่งและอาญารัฐมนตรีไอซีที. ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเอื้อประโยชน์ให้ชินแซทเทิลไลท์โดยมิชอบ ซึ่งคตส.กำลังไต่สวนอยู่ แต่ถ้าไม่เสร็จก็จะโอนให้ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคตส.ได้รับทราบถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง ในคดีคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทาน และใช้อำนาจโดยทุจริต แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กับคดียึดทรัพย์ฐานได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท โดยอนุกรรมการ ได้สรุปข้อกล่าวหาและแจ้งให้พ.ต.ท.ทักษิณ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 4 ม.ค. 2551

เมื่อถามว่า หากเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองคดีที่ออกจากมือคตส. ไปแล้วไปหลุดที่ชั้นอัยการ หรือชั้นศาลคตส.จะเสียดายเวลาที่ทำมา 21 เดือนหรือไม่ นายแก้วสรรกล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของอัยการและศาลดำเนินการต่อ ที่ผ่านมาไม่เห็นตำรวจ อัยการต้องเสียดายเวลาเลย ถ้าเสียดายนั่นแปลว่าเราไม่ได้ทำเต็มที่ และถ้าไม่ทำเต็มที่แม้ชนะคดีก็ถือเป็นเรื่องน่าอาย อย่างไรก็ตามการที่คตส. เร่งสปีดคดีที่อยู่ในการพิจารณาไม่เกี่ยวกับเหตุผล ทางการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเตรียมรับมือกับ พรรคพลังประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นไปตามเหตุผลที่หลายฝ่ายต้องการให้คตส.เร่งดำเนินการเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง

ด้านนายสัก กอแสงเรือง โฆษกคตส. กล่าวถึงแนวโน้มที่พรรคพลังประชาชนจะออกกฎหมายยุบคตส. และให้การกระทำของคตส.เป็นโมฆะว่า ต้องกลับไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 319 ที่ระบุว่าการกระทำใด ที่เกิดก่อนหรือหลังที่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากมีเหตุที่ต้องยกเลิกหรือเป็นโมฆะ ให้ถือว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญ


นักลงทุนมั่นใจ 'พปช.'... ฟันธง หุ้น ขึ้น !!!

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากถึง 232 เสียง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า น่าจะเป็นข่าวดีของตลาดหุ้นแน่นอน และเชื่อว่าเปิดการซื้อขายในวันที่ 25 ธ.ค. ดัชนีตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นเป็นบวกได้แน่นอน ...

โดยสาเหตุที่ตนมั่นใจว่าเป็นข่าวดีและจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยได้ผ่านพ้นการเลือกตั้งมาอย่างงดงาม โดยมีคนออกมาใช้สิทธิสูงถึงกว่า 70% ของผู้มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นการพิสูจน์ให้คนไทยและนานาชาติเห็นว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มตัวแล้วและกำลังจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่าการมีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเช่นขณะนี้...

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากเกือบครึ่งหนึ่ง 232 เสียงจากทั้งหมด 480 เสียง ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่มีความเด็ดขาดชัดเจน และชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น จึงเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ไม่ยาก และทำให้การบริหารประเทศน่าจะมีเสถียรภาพพอสมควร แม้จะไม่ดีเท่าการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็ตาม...

นายก้องเกียรติกล่าวด้วยว่า ยังคงมั่นใจว่าการที่พรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลจะนำพาเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้ และเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังชอบนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคนี้เคยทำไว้ในอดีต นอกจากนี้ เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาร่วมรัฐบาลก็ต้องเห็นตรงกันหมดในภารกิจแรกเร่งทำ คือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนรากหญ้า ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องเร่งสร้างความมั่นใจในการลงทุน โดยรัฐบาลต้องเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจทันที โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนตาม อย่างต่อเนื่อง ส่วนทีมเศรษฐกิจนั้นตนเชื่อว่ายังมีคนเก่งและคนดีในประเทศนี้อีกจำนวนมาก ทั้งจากภาคเอกชน และข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุไปแล้วและที่กำลังเกษียณ คนเหล่านี้สามารถมาช่วยประเทศชาติได้

ขอขอบคุณ www.pantip.com

ยัน 'ทักษิณ' วางมือ

'นพดล' โวย 'รอยเตอร์' เสนอข่าว 'แม้ว' ผิด ยัน 'ทักษิณ' ไม่คืนการเมืองแน่ พร้อมกลับไทย ก.พ.-เม.ย.ปีหน้าในฐานะประชาชนธรรมดา ปัดข่าวชักใยจัดตั้งรัฐบาล อัด "สุเทพ" ไม่เหลือความน่าเชื่อถือ ลอบปล่อยข่าวโจมตี

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกรณี ที่สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้าสู่การเมืองหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ว่า เป็นเพียงการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสำนักข่าวดังกล่าวเสนอข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างผิดๆมาแล้ว2 ครั้ง ไม่ทราบว่าสำนักข่าวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้จากที่ตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (25 ธ.ค.) ขอยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะยุติ ิบทบาททางการเมืองอย่างแน่นอนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืน อีกทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี สำหรับกำหนดการเดินทางกลับประเทศมีความชัดเจนว่าพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา จะกลับมาภายในกลางเดือนก.พ.-เม.ย. 2551

แต่เป็นการกลับมาในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ส่วนเรื่องของคดีความและข้อกล่าวหาให้เป็นไปตาม กระบวนการยุติธรรม ไม่มีการแทรกแซงใดๆ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมต่อสู้ทุกคดีและทุกข้อกล่าวหาซึ่งมั่นใจว่า จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ สำหรับกรณีที่ คตส.เรียกพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นและออกนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ในวันที่ 4 ม.ค.2551 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่กลับมาแน่ คงส่งทนายความดำเนินการแทน

นายนพดล ยังกล่าวอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมที่จะให้คำปรึกษากับทุกรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาทำงานด้านสาธารณกุศล ให้ประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามจาการพูดคุยพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวใดๆ รวมทั้งกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เจรจากับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.คมนาคม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อทาบทามพรรคมัชฌิมาธิปไตย เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่เป็นความจริง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล ว่า นายสุเทพ ก็เป็นคนๆเดียวกับที่ออกมาปล่อยข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ส่งเงินหมื่นล้านผ่านสนามบินสุวรรณภูมิมาให้พรรคพลังประชาชนใช้สำหรับการเลือกตั้ง ดังนั้นความน่าเชื่อถือของนายสุเทพ จึงไม่เหลือแล้ว ทั้งนี้อยากฝากถึงนายสุเทพว่า ตามจารีต หัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดก็มีความชอบธรรมเป็นนายกรัฐมนตรี


‘ทักษิณ' เผย ‘พปช.'ตั้งรัฐบาลสำเร็จหากไม่ถูกแทรกแซง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับ"รอยเตอร์"ผ่านโทรศัพท์ทางไกลจากฮ่องกง ว่า พรรคพลังประชาชน(พปช.) จะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมกับย้ำว่า เขาจะไม่หวนกลับเข้าสู่วงการเมืองไทยอีก
"ถ้าไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามปกติ ทุกอย่างก็คงจะเรียบร้อย ซึ่งจะเป็นสัญญาณแรกแห่งการปรองดองที่จะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวยืนยันด้วยว่า เขาจะไม่กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก ภายหลังคาดว่าจะเดินทางกลับไทยในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.-เม.ย.51 "Enough is enough" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ช่วงเวลาที่จะกลับประเทศไทย เป็นช่วงที่น่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว และเป็นช่วงที่ประเทศไทยน่าจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ส่วนจะกลับมาเมื่อไหร่แน่นอนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นอีกครั้งหนึ่ง
"ผมจะ play it by ear" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ภายหลังคณะทหารทำการปฏิรูปการปกครองเมื่อเดือนก.ย.ปีก่อน ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพำนักอยู่ต่างประเทศตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ซึ่งล่าสุดเขาพำนักอยู่ที่ฮ่องกง ในช่วงที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธ.ค.นี้


‘ทักษิณ'แถลงที่ฮ่องกงอาจกลับไทยเม.ย.นี้!

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันนี้ (25 ธ.ค.) ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเผย ยินดีที่ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (23) พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในความพยายามเพื่อการปรองดองกัน

พ.ต.ท.ทักษิณแถลงข่าวในฮ่องกง โดยคาดว่าเขาจะกลับเมืองไทยภายในเดือนเมษายนเป็นอย่างช้า และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอรัปชัน ตามที่มีการพิจารณาคดีเอาไว้ หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

เขากล่าว พร้อมกับระบุว่า "ผมจะเดินทางกลับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป" โดยระบุว่าเขาต้องการกลับประเทศในฐานะพลเมืองปกติคนหนึ่ง และต้องการอยู่ห่างจากการเมืองเพื่อครอบครัวของเขา

อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยยังได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (23) ที่ผ่านมาว่า "ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าประชาชนชอบ หรือไม่ชอบ"
"ผมควรจะแสดงความยินดีกับพวกเขา (ประชาชน) ที่ได้ประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทย และนี่ควรใช้ความพยายามในการปรองดองกันโดยทุกๆ คน" เขาเสริม


จาก hi-thaksin

กกต.หยุดคิดสักนิดก่อนแจกใบเหลือง-ใบแดง

ก่อนการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งไม่กี่นาที คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. ประเภทหญิงเดี่ยว ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวแบบเผาบ้านตัวเองว่า

"กกต. 4 คนเห็นตรงกันว่า ควรจะแบ่งงานด้านสืบสวนจาก นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนมาดูแล เพราะ กกต. ทั้ง 5 คนต้องรับผิดชอบร่วมกัน รวมทั้งอาจมีการสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่กันทำงานด้วย ถ้ายังไม่ได้ผลก็ควรมาดูว่าควรยุบ กกต. หรือไม่ เมื่อทำไม่ได้ก็ควรยุบไปเสีย ถ้า กกต. ไม่เฉียบขาด เข้มแข็งในการทำงานก็อยู่ไม่ได้ สำหรับ กกต. 5 คน ยินดีจะพิจารณาตัวเองว่าไม่ควรมีองค์กรนี้อยู่ และให้การเลือกตั้งกลับไปอยู่กับมหาดไทยเช่นเดิม"

สาระจากปากคำของ สดศรี สัตยธรรม สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งภายใน กกต. อย่างรุนแรง จนยากจะประสานให้กลับเป็นเนื้อเดียวกันได้อีกแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของ สดศรี สัตยธรรม กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองกับ สมชัย จึงประเสริฐ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ชนิดที่ไม่สามารถพูดจากันได้อีกต่อไป จึงต้องมาพูดจากันผ่านสื่อมวลชน ไปให้อีกคนหนึ่งได้ยิน

หลังจากสดศรีเสนอยุบ กกต. เพราะไม่พอใจการทำงานที่ล่าช้าของ สมชัย จึงประเสริฐ ไม่กี่นาทีก็มีคำตอบจาก สมชัย จึงประเสริฐ ผ่านสื่อมวลชนมาถึง สดศรี สัตยธรรม ว่า

"ใครล้วงก็ล้วงไป พูดอย่างนี้เสียหาย คนเขาทำงานอยู่ การบอกว่าต้องแจกใบแดงแน่ พูดให้สะใจแบบนี้ไม่ได้ เพราะพูดไปก่อนจะกลายเป็นเครื่องมือบีบและทำร้ายคนทำงาน"

บรรยากาศการทำงานของ กกต. ที่มีกันอยู่ 5 คน ขณะนี้มีความแปลกแยกจนเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งและแตกแยกในหลักการและความคิดขั้นพื้นฐานของการวินิจฉัยรับรองผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง และยืนกันคนละขั้วอย่างเห็นได้ชัด

ฝ่ายหนึ่งต้องการแจกใบเหลือง ใบแดง ด้วยความสะใจ แจกไปโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนที่มีข้อมูล พยานหลักฐาน พยานบุคคลประกอบข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามที่จะแจกเพื่อตอบสนองต่อใบสั่งของใครบางคน ตามที่มีข่าวหนาหูเรื่อยมาตั้งแต่ระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมาจนถึงขณะนี้

ฝ่ายหนึ่งต้องการให้การแจกใบเหลือง ใบแดง เป็นไปด้วยความยุติธรรม โปร่งใส ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ จากผู้ต้องโทษจากใบเหลือง ใบแดง แม้จะมีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล กกต.จะต้องมีพยานหลักฐานมากพอที่จะทำให้ศาลเห็นด้วยกับมติ กกต. ว่าไม่ได้เป็นการรังแกหรือกลั่นแกล้งใคร หรือเป็นการแจกใบเหลือง ใบแดง ตามใบสั่งของใคร

ฝ่ายหนึ่งเป็นใคร และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร คงไม่ยากแก่การคาดเดา หากดูเอาจากพฤติกรรมและคำพูดของแต่ละฝ่าย

หลังการปะทะกันอย่างเปิดเผยผ่านสื่อครั้งนี้ คงจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ที่เหลืออยู่อีก 3 คนไม่น้อย และคงจะเป็นที่ลำบากใจของเจ้าหน้าที่ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่กำลังทำงานหนัก ทำงานแข่งกับเวลา และตั้งใจทำงานด้วยความสุจริต เพื่อที่จะไม่ถูกฟ้องกลับเช่นเดียวกัน

จริงหรือเท็จไม่รู้ แต่มีเสียงเล่าลือกันหนาหูมาก ว่ามีคนบางคนได้รับใบสั่งมาให้เป็นคนเดินเกมแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 10 ใบ แต่อาจจะมากถึง 20 ใบ หากมีความจำเป็น

โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง เพราะ การจ้องแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมากขนาดนั้น กกต. แต่ละคนจะต้องตอบคำถามแก่สังคม และจะตกเป็นจำเลยเสียเอง ซึ่งคงไม่มีใครกล้ารับงานตามใบสั่งนี้ หรือถึงแม้จะมีคนกล้ารับงานมาจริง แต่ก็ไม่น่าจะทำสำเร็จ หากว่า กกต. ที่เหลืออีก 4 คนไม่เล่นด้วย

ภายใต้ความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนยากประสานที่มีอยู่จริงใน กกต. การไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันของพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าต้องการพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล และการเผชิญหน้ากันของประชาชนที่ยังแบ่งข้างเป็นสองฝ่ายอยู่ในขณะนี้ หาก กกต. วินิจฉัยแจกใบเหลือง ใบแดงด้วยความสะใจ หรือเพราะรับใบสั่งมาจากใครบางคน จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยหลังการเลือกตั้งไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะย่ำแย่หนักลงไปอีก

ด้วยเวลาอันจำกัดที่มีอยู่เพียง 30 วัน กับเรื่องร้องเรียนที่จะเข้ามาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 เรื่อง นับจากวันนี้ไป เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนเชื่อได้อย่างสนิทใจ ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า กกต. พิจารณาวินิจฉัยด้วยความรอบคอบทุกเรื่องทุกประเด็น และตัดสินได้เที่ยงธรรม บนความเป็นอิสระของตัวเอง

การทำงานอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในระยะเวลาที่เร่งรัด ย่อมจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ และเสียประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งโดยตั้งใจและไม่เจตนา ซึ่ง กกต. แต่ละท่านคร่ำหวอดอยู่ในวงการตุลาการและอัยการมาทั้งชีวิต ย่อมจะรู้ดีกว่าทุกคน

ผมจึงอยากจะเห็น การทำงานของ กกต. ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและความถูกต้อง มากกว่าเงื่อนไขด้านเวลาที่บีบรัด ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และอาจจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติซ้ำเติมประเทศไทยหนักขึ้นไปอีก

ทางออกในขณะนี้จึง ควรให้ศาลทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสิน มากกว่า ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.ประชาชนพร้อมจะเชื่อและยุติเสมอหากเป็นคำตัดสินของศาล และ 2. กกต. 4 ท่าน เคยเป็นผู้พิพากษา 1 ท่านเป็นรองอัยการสูงสุด คงจะไม่มีเหตุที่จะไม่เชื่อถือคำตัดสินของศาลว่ามีความเป็นอิสระและเที่ยงธรรมสูงกว่าทุกองค์กรที่มีอยู่ในขณะนี้

จึงขอเรียกร้องให้ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาข้อเสนอนี้ เพื่อ เป็นหนทางดับวิกฤติของประเทศไทย ที่อาจจะปะทุขึ้นใหม่จากพฤติกรรมของ กกต. บางคน ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว ในขณะนี้

เว้นเสียแต่ ท่านจะไม่เชื่อถือความยุติธรรมของศาล


หุ้นไทยคึกคัก ปิดตลาดแดนบวก 29.68 ที่ 843.28 [25 ธ.ค. 50 - 17:07]

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันอังคารที่ 25 ธ.ค. ปิดตลาดที่ 843.28 จุด เพิ่มขึ้น 29.68 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น 19,311.51 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีราคาปิดเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 291 หลักทรัพย์ ลดลง 53 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 95 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

จาก http://www.thairath.co.th/#

ประชัยเลิกคบพันธมิตรฯ น้อยใจไม่ให้สักคะแนน [25 ธ.ค. 50 - 17:23]

วันนี้ (25 ธ.ค.) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือร่วมกับพรรคเล็กในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า ขณะนี้ตนไม่มีอำนาจที่จะเจรจาต่อรองกับใคร เพราะประชาชนไม่ได้มอบความไว้วางใจให้เลยแม้แต่ 1 ที่นั่ง เพราะฉะนั้นเท่ากับประชาชนและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้มอบอำนาจให้ตนไปเจรจาเลย


"หากมีสัก 1 ที่นั่ง ก็ยังจะไปโต้เถียงแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ แต่ท่านใจดำมาก ฉะนั้นจะมาโทษผมไม่ได้ บอกว่าแล้วว่าวันที่ 23 ธ.ค.เป็นวันชี้ดวงชะตาบ้านเมือง อยากให้ประเทศชาติดีขึ้น อย่างน้อยน่าจะเลือกผมสัก 1 ที่นั่งให้มีสิทธิต่อรองกับกลุ่ม ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีที่นั่ง ก็ไม่รู้จะไปพูดอย่างไร ต้องปล่อยให้ ส.ส. 7 คนว่ากันไป" นายประชัย กล่าว และว่าไม่ได้ประกาศตัดขาดกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปล่อยวาง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อมีมิตรจิตให้ไป ก็ควรมีมิตรใจกลับมา


นายประชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวยังไม่ได้รับการติดต่อจากแกนนำพรรคอื่นเพื่อร่วมรัฐบาล เพราะไม่ได้รับการเลือกตั้ง จึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าอวดอ้างอะไรมากนัก จึงขอพูดด้วยความน้อยใจ ตนทำให้ประชาชนดีที่สุด แต่ประชาชนก็ใจดำ ซึ่งต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ ตนไม่สามารถช่วยอะไรได้ เนื่องจากไม่อยากล้ำเส้น


นายประชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือกับนายการุณ ใสงาม รองหัวหน้าพรรคสายพันธมิตรฯ เรื่องที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคสอบตกจำนวนมาก แต่นายการุณ เคยบอกว่า มีฝนตกห่าใหญ่ และคงมีการร้องเรียนกันต่อไป ส่วนการยื่นเรื่องให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนเลือกตั้งใหม่นั้น ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายไปหารือกันแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่า จะสามารถยื่นให้ กกต. ได้เมื่อใด


นายประชัย ยังยืนยันจะยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมัชฌิมาฯ ต่อไป โดยจะไม่น้อยใจถึงขั้นลาออก ส่วนการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรค เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยอ้างเรื่องสอบตกนั้น คงยาก และคงไม่เกี่ยวกัน บ้านเมืองมีกติกา พรรคก็มีกติกา อย่านำมาปนกัน เหมือนกางเกงและเสื้อที่มี 2 รู เหมือนกัน แต่ต้องใส่ให้ถูกต้อง


จาก http://www.thairath.co.th/#

พด.ย่องเจรจาชาติไทยที่บ้านพักสนามบินน้ำ

ผู้ตัดสินใจพรรคเพื่อแผ่นดิน "วัฒนา-สุวิทย์-ประชา" เดินทางออกจากพรรค คาดไปเจรจากับพรรคชาติไทย ที่บ้านพักสนามบินน้ำของ พล.ต.สนั่น

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน และพล.ต.อ.ประชา พรมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรค ในฐานะผู้ตัดสินใจของพรรค ได้เดินทางออกจากที่ทำการพรรคแลัว โดยมีรายงานว่าทั้ง 3 คน จะเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อเย็น ร่วมกับแกนนำของพรรคชาติไทย อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ที่บ้านพักย่านสนามบินน้ำของ พล.ต.สนั่น ท่ามกลางสถานการณ์การจับขั้วทางการเมืองที่ยังคงไม่มีความชัดเจน เพราะต้องจับตามองว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทย ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญจะตัดสินในอย่างไร เนื่องจากล่าสุด กกต. ได้ประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการแล้ว และทั้ง 2 พรรค มีจำนวนส.ส.รวมทั้งสิ้น 61 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม การหารือกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ภายหลังก่อนหน้านี้ ได้หารือกันที่บ้าน นายวัฒนา มาแล้ว 2 ครั้ง

ทส. ของเปรม ยืนยัน นั่งยัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

** ขอแสดงความยินดีกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 480 ท่าน ด้วยความยินดี ดีใจ กับทุกคน ทุกฝ่าย เพราะท่านคือ สัญลักษณ์ของการต่อต้านเผด็จการ คมช. และขอแสดงความยินดีกับว่าที่ นายกรัฐมนตรี ว่าที่รัฐมนตรี ว่าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรี ว่าที่ประธานกรรมาธิการ ไว้ล่วงหน้า ก่อนเวลาจะมาถึง หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 54 วันที่ 25 ธันวาคม 2550 วันนี้ แทง แทนไทรับหน้าที่เข้าประจำการ


** เสียงประชาชน คือ เสียงสวรรค์ การตัดสินใจทางการเมืองต่อไปนี้ ต้องยึดในเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ที่ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เขาได้เลือกมาด้วยการใช้ดุลพินิจที่บริสุทธิ์จริงๆ ต้อง ปรบมือ ดังๆ ให้สนั่นไปถึง ฟากฟ้าเทวดา ได้รับรู้ ให้กับเสียงสวรรค์จากการเลือกตั้งครั้งนี้จริงๆ


** บรรทัดนี้ต้องขอตำหนิสื่อสารมวลชนที่รายงานข่าวการเลือกตั้ง ออกอากาศผ่านจอกันหลายสถานี โดยเฉพาะ สื่อที่ไม่เป็นกลาง ได้ดิบได้ดี ได้สัมปทาน เวลามาออกหน้าจอทีวี ทำมาหากินจากค่าโฆษณามากมายก่ายกอง กลัวเวลาทำมาหากินจะหมดไป เลยหน้าเสีย เมื่อผล โพล ที่เรียกว่า Exit Poll ออกมาปรากฏสู่สาธารณะ การรายงานข่าวด้วยอาการ ปากกล้าขาสั่น หน้าตา หดจู๋ ออกอาการชัดเจน


** บางช่องน่าเกลียดกว่า เพราะรายงานผลคะแนนเฉพาะ สนาม กทม. และพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำ ไม่รู้ต้องการสร้างกระแสอะไรกันขนาดนั้น นอกจากนี้ บรรดาสื่อวิทยุ ต่างโหมประโคมโดยเชิญ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาสร้างความขัดแย้งให้กับสังคมต่อไป โดยอ้างเหตุผลต่างๆ และรายงานข่าวเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ พรรคพลังประชาชน จัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ ขัดศรัทธาของปวงประชามหาชน


** หันมาดู การจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ทส. หรือ นายทหารคนสนิท ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ยืนยัน นั่งยัน และนอนยันชัดเจนแล้วว่า จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ปล่อยให้เป็นไปตาม ครรลองในระบอบประชาธิปไตย หากเป็นจริงต้อง ขอขอบพระคุณ เพราะ บทบาทขององคมนตรี ไม่ควรจะเข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกต่อไป ควรจะวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือ พวกใคร พวกใดพวกหนึ่ง หากต้องการจะเข้ามายุ่งเกี่ยว ควรจะลาออกจากตำแหน่ง ลงมา ตั้งพรรคการเมือง เข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ไม่งั้น คนจะหาว่าเป็น อีแอบ ไม่รู้ด้วย


** พรรคพลังประชาชน จะต้องได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล เพราะได้เสียงเกือบจะถึงกึ่งหนึ่ง ขาดไปเพียง 8 เสียงเท่านั้น เพราะเป็นพรรคเดียวที่จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลแล้ว มีเสียงเกินครึ่งไปได้ถึง 50-60 เสียง เพื่อเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะหากปล่อยให้ พรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล ทำได้ดีที่สุดคือ จัดรัฐบาล 248 เสียง เกินครึ่งเพียง 8 เสียง เท่านั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพแต่อย่างใด ต้อง เกณฑ์รัฐมนตรีทั้งคณะมาประชุมสภา ทุกวันพุธ และ พฤหัสบดี ไม่ต้องบริหารชาติบ้านเมืองกันพอดี


** สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกอาการกระเสือกกระสน แย่งชิงจัดตั้งรัฐบาล มากที่สุด หลัง ปิดหีบ ไม่รู้ว่า หิวกระหาย มากจากไหน จนลืมว่า นายหัวชวน หลีกภัย เคยสร้าง มาตรฐาน บรรทัดฐาน ทางการเมือง ที่ น่าชื่นชม เอาไว้อย่างไรบ้าง ทั้งที่เสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ ทิ้งห่างคู่แข่งหลายช่วงตัว ไม่รู้ กินดีหมีอะไร มา จึงกล้าที่จะ ตั้งรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ ด้วย เสียงเกินครึ่งเพียง 8-9 เสียง เท่านั้น แล้วจะ มีความมั่นคงกับรัฐบาล ซึ่งหมายถึง ประเทศชาติ อย่างไร มันหาคำตอบไม่ได้จริงๆ


** นี่คือภาพสะท้อน การทำงานการเมืองในรูปแบบ พรรคภาคนิยม ไม่ หัวหน้า-เลขาธิการ ต้องเป็น คนภาคใต้ จนคน ภาคอีสาน เขาไม่เอา และแสดงออกอย่างชัดเจนมา หลายครั้งหลายครา เช่น การต่อสู้กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ การต่อสู้กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร การต่อสู้กับ สมัคร สุนทรเวช ภาคอีสานล้วนประกาศตัวชัดเจน ไม่ยอมรับพรรคประชาธิปัตย์ ขนาด เปลี่ยนหัวหน้าพรรคมา 3 คน คือ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และมาจนถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือน ไม่ช่วยอะไรเลย


** สมัคร สุนทรเวช เซียนเหยียบเมฆ หากไม่คิด ไม่ติดต่อ เอาไว้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ มีหรือจะมานั่ง ประกาศจองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เกมนี้ไม่ธรรมดา ตัวเลขสมการทางการเมืองชัดเจนที่สุด พลังประชาชน มีตัวเลือกอีก 6 พรรค อีกแค่ 10 เสียง เป็นรัฐบาลได้ ของแค่นี้ทำไม่ได้อย่างไรเมื่อ กระแสไหล มาถึง มีหรือที่ พลังแผ่นดิน และ ชาติไทย จะมาเรียกร้องอะไรได้ตามใจชอบ เกมนี้ไม่ใช่ธรรมดา...ฮา ฮา ฮา


** ที่จริง บรรหาร ศิลปอาชา ไม่น่าคิดอะไรมาก เมื่อครั้งเป็น นายกรัฐมนตรี จำไม่ได้แล้วหรือว่าใครคอยช่วยงานตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช หรืออย่างไร ควรทอดไมตรี เพื่อ ความสมานฉันท์ ของคนในชาติ ด้วยการมาร่วมรัฐบาลเสียโดยเร็ว ผิดจากอีกพรรคหนึ่งที่เคยทิ่มแทงกระทั่ง อาม่า อาเตี่ย อากง บุพการีที่เสียชีวิตไปแล้วยังไม่ละเว้น ใครเป็นเพื่อนแท้ตระกูล ศิลปอาชา มากกว่ากัน


** จับตา สุวิทย์ คุณกิตติ ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ กับ วัฒนา อัศวเหม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ทั้งที่ไม่มีจำนวน ส.ส. มาให้ ลูกพรรคเชยชม แถมเป็น หัวหน้าพรรค ยังสอบตก แล้วจะมีน้ำหนักอันใดที่จะมาเจรจาต่อรอง เก้าอี้หัวหน้าพรรคจะรักษาเอาไว้ได้หรือไม่ ยังไม่รู้ ที่สำคัญ บรรหาร ศิลปอาชา บอกว่า จะไม่ทำให้ คนที่เคารพกันกว่า 30 ปีผิดหวัง แล้วที่ไปนั่งร่วมที่บ้านเขานั้น เป็น คนดี หรือไม่ ติดคดีคลองด่าน-ติดคดีรุกที่ป่า-ติดคดีซุกเงินกู้ นี่คือ คนดี หมายถึงจริงๆ หรือ

จาก คอลัมน์ สามเหลี่ยมดินแดง