WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง !

ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าวรายหนึ่ง ว่าแม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และจบลงด้วยชัยชนะแบบขาดลอยของพรรคพลังประชาชน ที่มีเหนือพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ก็ไม่มีความแน่นอนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกกต. อาจจะแจกใบเหลือง ใบแดงมากกว่า 60 ใบ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงไป โดย เฉพาะพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด ก็อาจจะได้รับใบเหลืองใบแดงมากที่สุด

ข่าวนี้นับว่าเป็นข่าวอัปมงคลแก่กกต.ทั้ง 5 คน อย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ หากว่าหลังจากวันนี้ไป เหตุการณ์ทางการเมืองจะคล้อยตามข่าวชิ้นนี้ และ การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ของ กกต. จะสอดรับกับข่าวชิ้นนี้ จะโดยบังเอิญ หรือ ตั้งใจก็ตาม

แม้จะไม่มีเหตุการณ์หรือแนวโน้มใด เป็นไปในทิศทางเดียวกับข่าวชิ้นนี้ แต่ก็ต้องถือว่าข่าวชิ้นนี้ เป็นอัปมงคลทางตรงแก่กกต.ทั้ง 5 คน เพราะเพียงแค่เริ่มต้นวินิจฉัย เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ก็ถูกตีกัน ดักคอ และกดดัน ล่วงหน้าเสียแล้ว

หากแจกน้อยกว่าก็ถูกครหา “ซูเอี๋ย” กับพรรคการเมืองบางพรรค หากแจกใกล้เคียง ก็หนีไม่พ้นเสียงก่นด่า “รับใบสั่ง” มาแล้ว แต่ถ้าแจกมากกว่า ก็จะกลายเป็นว่ากกต. คือ “ผู้ก่อวิกฤต” ในระอบประชาธิปไตย ขึ้นมา เพราะทำให้การเมืองหลังเลือกตั้งที่ควรจะคลี่คลาย ไปสู่หนทางที่ดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ต้องติดขัดอีกครั้งหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนจบโดยกกต. และความร่วมมืออย่างดียิ่งของทุกฝ่ายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม กอง ช่วยกันทำทางให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะการลงมือลงแรงแบบเกินพอดี และเอาจริงเอาจังจนออกนอกหน้าของครส. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นประธาน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 วันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองที่เสนอตัวให้ประชาชนพิจารณาเลือกตั้ง ต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาที่กกต.กำหนดไว้ อย่างเคร่งครัด และมีเจ้าหน้าที่กกต. ตำรวจ ทหาร กระจายกำลังกันอยู่ในทุกเขตเลือกตั้ง จับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการจัดการเลือกตั้งที่กกต.มีอิสระในการทำงานมากที่สุด เพราะไม่มีพรรคการเมืองใด เป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ ไม่มีพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลรักษาการ อยู่ในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง รณรงค์หาเสียง เหมือนการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักจะมีข้อครหาว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลรักษาการมีความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แถลงว่า 40 กว่าวันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึงกกต. 500 กว่าเรื่อง แต่มีเรื่องที่มีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ประมาณ 160 เรื่อง และมีเพียง 48 เรื่อง เท่านั้น ที่มีมูลเชื่อได้ว่ามีการกระทำการทุจริต พอนำเข้าสู่การพิจารณาของกกต. ได้ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นเรื่องกล่าวหา กลั่นแกล้ง โดยไม่มีมูลพอรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดจริง

จากสถิติการร้องเรียนข้างต้นนี้ เป็นที่น่าดีใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ร้องเรียนการกระทำความผิดน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และน่ายินดีว่า กกต. ไม่ได้ใช้อำนาจตัดสินชี้ขาดไปตามกระแสสื่อ หรือความสะใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่พยายามที่จะสืบสวนสอบสวน หาข้อมูล พยานหลักฐาน ประกอบการพิจารณา อย่างรอบคอบ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งระยะเวลาเพียง 40 กว่าวัน ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ จึงไม่มีการแจกใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด

มีข้อมูลประการหนึ่งที่ทำให้กกต. อึดอัดใจอย่างมาก ก็คือ มีความพยายามที่จะกดดันให้กกต. แจกใบเหลือง ใบแดง แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน แต่จากจำนวนเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาถึงกกต. พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นการร้องเรียนการกระทำผิดของผู้สมัครพรรคอื่น ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีน้อยมาก

เนื่องจากในความเป็นจริง ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประกบติดตัว จนทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ปราศรัยก็ยังถูกตามถ่ายภาพ และบันทึกเทปทุกเวที มีเพียงการร้องเรียนแบบลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อได้

การไม่สามารถออกใบแดงใบเหลืองให้แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้ แม้แต่รายเดียวของกกต. ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจและกดดันกกต. ไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการเปลี่ยนแผนด้วยการชี้นำให้กกต.เรียกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน จำนวนหนึ่งไม่น้อยกว่า 20 คนมารับข้อกล่าวหา จากกกต. เอง โดยใช้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่กกต. ตรวจสอบพบการกระทำที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดเอง โดยไม่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งผิดปกติวิสัยการทำงานของกกต. และเป็นการทำ งานที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับพรรคพลังประชาชน เท่านั้น ในส่วนของพรรคการเมือง กกต.ได้รับคำแนะนำว่าให้เป็นไปตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง กลับมีการให้ข้อมูลจากสำนักงานกกต. ว่ามีผู้ร้อง เรียนเข้ามาเพิ่มมากกว่า 1,000 เรื่อง ซึ่งเป็นไปตามคาดหมายว่าหลังการเลือกตั้ง จะมีการร้องเรียนมากขึ้น เพราะผู้แพ้เลือกตั้ง จะต้องหาเรื่องร้องเรียนผู้ชนะทุกคน และแน่นอนอีกเช่นกันว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะถูกร้องเรียนมากที่สุดก็คือผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ที่ชนะเลือกตั้งมากที่สุด

ตรงนี้เองที่จะเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการทำงานของกกต. โดยมีเป้าหมายที่จะแจกใบแดง ใบเหลืองให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้เพื่อให้สัดส่วนตัวเลขส.ส.ของแต่ละพรรค มีความไม่แน่นอน และดึงเวลาการจัดตั้งรัฐบาลออกไปให้นานที่สุด เพื่อที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสูตรการจัดตั้งรัฐบาล และสุดท้ายก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนข้าง ย้ายขั้วของพรรคการเมืองต่างๆ จนในที่สุด พรรคพลังประชาชน จะถูกลอยแพเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว แม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดก็ตาม

นี่คือโอกาสและนาทีทองของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่จะแทรกตัวเองเข้ามาเป็นผู้บงการเกมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และจัดการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยมือตัวเอง เพื่อที่จะครอบงำรัฐบาลใหม่ ได้ทุกส่วน

ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของผู้มีอำนาจนอกระบบและผู้ก่อการรัฐประหาร ที่ไม่มั่นใจในสวัสดิภาพของพวกตน หลังจากที่เห็นผลการเลือกตั้งที่ปรากฎออกมาแล้ว ว่าประชาชนต้องการให้พรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล

ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 คน จึงต้องระมัดระวังให้ดี สำหรับการทำงานสืบสวนสอบสวนวินิจฉัยข้อร้องเรียนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะลงมติทางใดทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นท่านทั้ง 5 จะตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่ต้องการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง และต้องการครอบงำการเมืองไทยไว้ใต้อำนาจเผด็จการ สืบต่อไป

ที่สำคัญคือ หากการพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนของ กกต. เป็นไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจนอกระบบและเผด็จการต้องการ กกต.ก็จะตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการและผู้มีอำนาจนอกระบบที่ไม่เคยเคารพประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ เสียง และมติของประชาชน

ที่สำคัญคือ กกต.จะต้องพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนทุกกรณี ทุกคน ทุกพรรค โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่รับ ทราบกันทั่วไปว่า เหตุที่ต้องมีการเลือกตั้ง ก็เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนมอบความไว้วางใจให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดเป็นผู้แทนของตน เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และลงคะ แนนมอบความไว้วางใจพรรคการเมือง ไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ

เจตนารมณ์ของประชาชนในการไปลงคะแนนเลือกตั้ง การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงให้แก่ผู้สมัครคนใดเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย และมอบความไว้วางใจให้พรรคการเมืองใด เป็นรัฐบาล เป็นสาระสำคัญที่สุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีปรัชญาว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

การออกเสียงลงคะแนนของประชาชน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับความเคารพสูงสุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เว้นเสียแต่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสียงของประชาชนจึงจะไม่ได้รับความเคารพ และไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับการเคารพจากผู้ปกครองที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่เห็นคุณค่าความหมายทั้งเสียงและความต้องการของประชาชน

ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้จัดการการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และเป็นผู้ที่ไsด้รับการยกย่องว่าเป็นคนสำคัญ เป็นองค์กรอิสระที่สำคัญในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงควรจะคำนึงถึง มติของประชาชน การออกเสียงของประชาชน เป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ และหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่คำนึงถึงความต้องการ และเสียงของผู้มีอำนาจนอกระบบบางคน บางกลุ่ม ที่ไม่เคยเชื่อถือ ไม่ยอมรับ และยังทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย

หาก กกต.ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของใคร องค์กรใด ก็ต้องแสดงออกถึงความเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง และมีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการสร้างสรรค์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความยั่งยืนถาวรตลอดไป ก็ควรจะต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

กกต.จะต้องระลึกไว้ด้วยว่า ประชาชนที่มาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั่วทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ออกมาตามที่กกต.รณรงค์เชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ

แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแล้ว กกต. ควรจะต้องยอมรับ ซึ่งผู้ได้รับการเลือกตั้งแต่ละคน ได้รับคะแนนน้อยที่สุด ก็คือ 50,000 เศษ ไปจนถึงมากกว่า 100,000 คะแนน

การที่ กกต. 5 คน จะใช้อำนาจของตนเอง ออกเสียงลบล้างการตัดสินใจของประชาชน ทำให้คะแนนที่ประชาชนมอบให้แก่ผู้สมัครคนใด และพรรคการเมืองใด เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีความหมาย จึงไม่อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่า เป็นการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน

หาก กกต.ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว

กกต. ก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการตัดสินใจของ กกต.

หาก กกต.และประชาชน ไม่เคารพการตัดสินใจ และการใช้สิทธิซึ่งกันและกันแล้ว

กกต. กับ ประชาชน จะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อ ความสำเร็จของกกต. ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชน เป็นสำคัญ

เราจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ออกเสียงไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา

หาก กกต. ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว กกต.นั่นล่ะ ที่จะเป็นผู้ก่อวิกฤตครั้งใหม่ให้แก่การเมืองไทย และจะทำให้การเมืองไทย ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

หากสุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่า กกต.จะเห็นชอบว่าใครควรจะได้เป็นส.ส.และใครไม่ควรเป็นส.ส. ทั้งๆ ที่ประชาชนออกเสียงลงมติแล้วว่าจะให้ใครเป็นส.ส. ให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ประชาชนออกเสียง เพราะกกต.ไม่เห็นชอบ แล้วเราจะไปเลือกตั้งกันทำไม

หากวันนี้ พรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ได้เป็นส.ส. เพราะกกต.ไม่เห็นด้วย แล้ว เราจะกล้าพูดหรือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นการปกครองของประชา ชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ได้อย่างไร

วรรคสุดท้ายที่ประชาชนอย่าง ประดาบ อยากจะฝากถึง กกต. 5 คน ก็คือ

“กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน”

โปรดฟังอีกครั้งหนี่ง !

โดย ประดาบ

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

'บรรหาร' ต่อรองขอเก้าอี้นายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคชาติไทยว่า หลังจากที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

ได้เดินทางเข้าพรรคเพื่อหารือกับแกนนำ เพราะภายหลังจากที่นายบรรหารได้ประกาศจับขั้วกับพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ช่วงคืนวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางพรรคชาติไทยได้มีการประสานไปยังพรรคพลังประชาชน เพื่อต่อรองขอเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงเกรดเอ 2 กระทรวง

สำหรับพรรคเพื่อแผ่นดิน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไปประสานงานกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา

เพื่อขอให้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่มอบหมายให้นายสมศักดิ์ ปริศานานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ประสานงานกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยต่อรองขอ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ คมนาคม ท่องเที่ยวฯ เกษตรฯ และการพัฒนาสังคมฯ กระทั่งช่วงสายวันที่ 24 ธ.ค. ยังไม่มีคำตอบจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งแกนนำในพรรคชาติไทย ได้ติดต่อประสานไปอีกครั้ง แต่ยังไม่มีคำตอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อแกนนำพรรคชาติไทยรับทราบว่า พรรคพลังประชาชนติดต่อพรรคเล็ก 3 พรรคได้แล้ว

นายบรรหารมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด เดินทางออกจากพรรคเมื่อเวลา 14.00 น. ไปซื้อกระเบื้องที่ร้านเครื่องสุขภัณฑ์ย่านถนนรัชดาภิเษก และตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร ย่านสุขุมวิท เพื่อตรวจเช็กร่างกาย ทราบภายหลังเป็นการตรวจเช็กในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหารเคยเปรยไว้ว่า หลังเลือกตั้งจะไปตรวจเช็กร่างกาย เนื่องจากในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ได้ตกน้ำครำที่เขตดอนเมือง และยังไม่มีเวลาตรวจเช็กร่างกาย นายบรรหารเกรงว่าจะมีปัญหาต่อสุขภาพ

จากนั้น นายบรรหารได้เดินทางกลับมาบ้าน ย่านจรัญสนิทวงศ์ เมื่อเวลา 17.30 น.

โดยมีสีหน้าเคร่งเครียด และไม่พอใจเมื่อเห็นผู้สื่อข่าววิ่งกรูเข้ามาหาเพื่อจะขอสัมภาษณ์ โดยนายบรรหารมีอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ขอร้องอย่าถ่ายได้มั้ย แค่นี้ก็เป็นข่าวด้วยหรือ” ต่อมาเวลา 18.20 น. นายบรรหารขึ้นรถตู้ออกจากบ้าน เพื่อเดินทางไปบ้านนายวัฒนา อัศวเหม แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ย่านสวนหลวง


Tuesday, December 25, 2007

คมช.พอใจผลเลือกตั้งรับห่วงคตส.โดนเช็คบิล

คมช. พอใจการเลือกตั้ง ไม่มีเหตุวุ่นวาย ขณะยอมรับ ห่วงการทำงานของ คตส. ระบุ พร้อมรับผิดชอบ ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

มีรายงานข่าวจากกองบัญชาการทหารบกว่า การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในวันนี้ ซึ่งพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และ พลเอกบุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ได้ร่วมรับประทาน อาหารเช้าแต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย พลเอกสนธิ ได้พูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองและผลการเลือกตั้ง พร้อมทั้งให้ข้อคิดแก่คมช.ว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ต้องแก้ด้วยการเมือง ฝ่ายทหารไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

สำหรับการประชุมคมช. ที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมต่อการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จ และผ่านพ้นไปได้โดยปราศจากความวุ่นวาย และขั้นตอนต่อไป เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะใช้เวลาในอีก 1 เดือนข้างหน้าต่อจากนี้ ทำให้กระบวนการเลือกตั้งของไทยบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และนานาประเทศ ซึ่งคมช.มุ่งหวังว่า การจัดตั้งรัฐบาลควรคำนึงถึงความสงบ เรียบร้อย ของชาติบ้านเมือง และความสมัครสมานสามัคคี

นอกจากนี้ยังได้มีแสดงความห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต่างๆที่คมช.ตั้งขึ้น โดยเฉพาะ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งทำหน้าที่เพื่อประชาชนตามครรลอง ของคำวินิจฉัย ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคตส. คมช.จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง อย่างไรก็ตามในที่ประชุมไม่ได้มี การหารือถึงกระแสข่าวการกลับมาล้างแค้นของพรรคพลังประชาชน ที่มีความเป็นไปได้สูงในการได้เป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล


สั่งจำคุก'สนธิ ลิ้มทองกุล' 3ปีไม่รอลงอาญาปรับ4หมื่น ฐานหมิ่น'ทักษิณ'

ศาลอาญาสั่งจำคุก'สนธิ ลิ้มทองกุล'3ปี ปรับเงินบก.ผู้จัดการอีก40,000บาท หลังอ้าง'ทักษิณ'เผาเวทีพันธมิตร กุเรื่องถูกลอบทำร้าย หลงมนต์ดำจนวิกลจริต ศาลให้ประกันตัวใช้หลักทรัพย์ 3 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาพิพากษาสั่งจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และปรับเงินนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บก. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมทั้งให้ลงโฆษณาคำพิพากษา ลงในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชนและผู้จัดการ เป็นเวลา 5 วัน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำนวน 3 คดี ในกรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้จ้างวางเผาเวทีปราศรัยของพันธมิตร จ้างมือปืนสังหารตนเอง และหมกหมุ่นในไสยศาสตร์จนวิกลจริต ต้องไปรับการรักษาตัวที่ประเทศสิงคโปร์

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า นายสนธิกำลังดำเนินการยื่นเรื่องประกันตัวต่อศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาว่า จะให้ประกันตัวหรือไม่ภายในวันนี้(25ธ.ค.)

ต่อมาศาลอาญาอนุญาตใช้หลักทรัพย์กรมทัณฑ์อิสรภาพ 3 แสนบาทเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว นายสนธิ กล่าวว่า โดยส่วนตัวยอมรับผลคำตัดสินแต่จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป และพร้อมถูกจำคุกหากคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ส่วนตัวยอมรับคำผลการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นายสนธิยังกล่าวยืนยันอีกว่า ตั้งแต่บัดนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะยุติการเคลื่อนไหวและจะไม่มีการชุมนุมอีกต่อไป โดยจะเปลี่ยนไปเป็นการให้ความรู้กับประชาชนแทน ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชาชนระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับภายในเดือนกุมภาพันธ์นั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีหากพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาสู้คดีเพื่อให้การเมืองของประเทศเดินหน้าต่อไป


คตส.เร่งสปีด เช็คบิล 'ทักษิณ'ตัดหน้า พปช.

คตส.เร่งสปีด เช็คบิล 'ทักษิณ'ตัดหน้า พปช. เหิมเสนอกฎหมายยุบคตส.พร้อมโยนไม้ต่อป.ป.ช. 'สัก'ขู่ฉีกผลงานคตส.ขัด รธน.319

ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณา ความคืบหน้าของมูลคดีรวม 23 คดี และความคืบหน้าของคดีต่อไปนับจากนี้อีก 6 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย. 2551 รวมระยะเวลาปฏิบัติงานของ คตส. 21 เดือน โดยขณะนี้มีคดีที่พ้นจาก คตส.และอยู่ในการพิจารณา ของศาลและกรมสรรพากรจำนวน 6 คดี คือ คดีเลี่ยงภาษีของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คดีกล่าวหานายบรรณพจน์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน ร่วมกันเลี่ยงภาษี คดีเรียกเก็บภาษีจากบุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ระหว่างการอุทรณ์การประเมินภาษี คดีเรียกภาษีจากบริษัทแอมเพิลริช ที่โอนหุ้นให้บุตรชายบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ คดีที่ดินรัชดา และคดีหวยบนดิน

นายแก้วสรร กล่าวว่า ระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ซึ่งมีเรื่องที่อยู่ในชั้นการตรวจสอบจำนวน 4 เรื่อง คือคดีเซ็นทรัลแล็บ และคดีบ้านเอื้ออาทรอีก 3 คดี โดยจะเร่งให้ไปถึงชั้นไต่สวนภายในเดือนม.ค. 2551 และภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 2551 ต้องวินิจฉัยให้ลุล่วงเสร็จทุกเรื่องสามารถส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลต่อไป หากเรื่องในชั้นไต่สวนถูกผู้กล่าวหาประวิงเวลา แต่ถ้าไม่มีผู้ถูกกล่าวหามาก และคดีไม่ซับซ้อนอนุกรรมการ ก็จะเร่งทำงานหนัก และจะเร่งให้เสร็จภายใน 3 เดือน

'ที่ประชุมคตส.ได้ปรึกษากันว่าการที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนประกาศหากได้เป็น รัฐบาลจะตรากฎหมายบุบคตส. และให้โอนเรื่องไปที่ป.ป.ช. โดยเห็นตรงกันว่า ถ้าตรากฎหมายจริง ทุกเรื่องที่ส่ง ไปยังป.ป.ช. จะต้องยึดตามสำนวนของคตส.เป็นหลัก โดยต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป หรืออยู่ในระหว่างส่งอัยการ และอัยการไม่เห็นด้วย ป.ป.ช.ต้องฟ้องเอง หรือหากอยู่ในชั้นศาลป.ป.ช.ก็ต้องรับสำนวนไปต่อสู้คดีเอง แต่ถ้าจะมีการเขียนในกฎหมายให้ป.ป.ช.เริ่มพิจารณาคดีใหม่ทังหมด เพราะมีอำนาจแล้ว ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ เพราะการทำงานของคตส.ที่ผ่านมายึดกฎหมายเดียวกับป.ป.ช. จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มสอบใหม่' นายแก้วสรร กล่าว

เลขานุการคตส. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินด้วยว่าหากมีการตรากฎหมายยุบคตส. คาดว่าจะตรา ได้เร็วที่สุดในเดือนก.พ. 2551 ถือเป็นช่วงที่ทุกเรื่องจะอยู่ในชั้นไต่สวนเป็นอย่างน้อย และเมื่อโอนเรื่องให้ป.ป.ช.แล้ว เรื่องใดจะล่าช้าก็ขึ้นอยู่กับการจัดการของป.ป.ช. และหากการประมาณการนี้เป็นจริง คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของคตส. เช่นคดีซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง เอื้ออาทรร่มเกล้า-บางพลี ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ คดีท่อร้อยสาย น่าจะยุติสั่งสำนวนได้ในเดือนม.ค. 2551 ป.ป.ช.จึงไม่ต้องรับสำนวนเรื่องเหล่านี้ แต่หากกฎหมาย ยุบคตส. ทอดไปถึงสิ้นเดือนมี.ค. เรื่องทั้งหมดก็จะยุติได้ นายแก้วสรร กล่าวว่า นอกจาก 23 คดีแล้ว จากการตรวจสอบ ของคตส.ยังพบมูลความผิดเพิ่มเติมในเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ซึ่งมีการไต่สวนเพิ่มอีก 3 เรื่องคือ คดีแพ่งและอาญาผู้บริหารทศท. แก้ไขสัญญาลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส ทำให้รัฐเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท คดีแพ่งอาญาผู้บริหารทศท.แก้ไขสัมปทานให้เอไอเอส. หักค่าใช้โครงข่ายร่วมโดยไม่ชอบ ทำรัฐเสียหาย 2.3 หมื่นล้านบาท และคดีแพ่งและอาญารัฐมนตรีไอซีที. ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเอื้อประโยชน์ให้ชินแซทเทิลไลท์โดยมิชอบ ซึ่งคตส.กำลังไต่สวนอยู่ แต่ถ้าไม่เสร็จก็จะโอนให้ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคตส.ได้รับทราบถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง ในคดีคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทาน และใช้อำนาจโดยทุจริต แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กับคดียึดทรัพย์ฐานได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท โดยอนุกรรมการ ได้สรุปข้อกล่าวหาและแจ้งให้พ.ต.ท.ทักษิณ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 4 ม.ค. 2551

เมื่อถามว่า หากเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองคดีที่ออกจากมือคตส. ไปแล้วไปหลุดที่ชั้นอัยการ หรือชั้นศาลคตส.จะเสียดายเวลาที่ทำมา 21 เดือนหรือไม่ นายแก้วสรรกล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของอัยการและศาลดำเนินการต่อ ที่ผ่านมาไม่เห็นตำรวจ อัยการต้องเสียดายเวลาเลย ถ้าเสียดายนั่นแปลว่าเราไม่ได้ทำเต็มที่ และถ้าไม่ทำเต็มที่แม้ชนะคดีก็ถือเป็นเรื่องน่าอาย อย่างไรก็ตามการที่คตส. เร่งสปีดคดีที่อยู่ในการพิจารณาไม่เกี่ยวกับเหตุผล ทางการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเตรียมรับมือกับ พรรคพลังประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นไปตามเหตุผลที่หลายฝ่ายต้องการให้คตส.เร่งดำเนินการเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง

ด้านนายสัก กอแสงเรือง โฆษกคตส. กล่าวถึงแนวโน้มที่พรรคพลังประชาชนจะออกกฎหมายยุบคตส. และให้การกระทำของคตส.เป็นโมฆะว่า ต้องกลับไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 319 ที่ระบุว่าการกระทำใด ที่เกิดก่อนหรือหลังที่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากมีเหตุที่ต้องยกเลิกหรือเป็นโมฆะ ให้ถือว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญ


นักลงทุนมั่นใจ 'พปช.'... ฟันธง หุ้น ขึ้น !!!

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากถึง 232 เสียง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า น่าจะเป็นข่าวดีของตลาดหุ้นแน่นอน และเชื่อว่าเปิดการซื้อขายในวันที่ 25 ธ.ค. ดัชนีตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นเป็นบวกได้แน่นอน ...

โดยสาเหตุที่ตนมั่นใจว่าเป็นข่าวดีและจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยได้ผ่านพ้นการเลือกตั้งมาอย่างงดงาม โดยมีคนออกมาใช้สิทธิสูงถึงกว่า 70% ของผู้มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นการพิสูจน์ให้คนไทยและนานาชาติเห็นว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มตัวแล้วและกำลังจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่าการมีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเช่นขณะนี้...

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากเกือบครึ่งหนึ่ง 232 เสียงจากทั้งหมด 480 เสียง ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่มีความเด็ดขาดชัดเจน และชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น จึงเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ไม่ยาก และทำให้การบริหารประเทศน่าจะมีเสถียรภาพพอสมควร แม้จะไม่ดีเท่าการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็ตาม...

นายก้องเกียรติกล่าวด้วยว่า ยังคงมั่นใจว่าการที่พรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลจะนำพาเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้ และเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังชอบนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคนี้เคยทำไว้ในอดีต นอกจากนี้ เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาร่วมรัฐบาลก็ต้องเห็นตรงกันหมดในภารกิจแรกเร่งทำ คือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนรากหญ้า ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องเร่งสร้างความมั่นใจในการลงทุน โดยรัฐบาลต้องเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจทันที โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนตาม อย่างต่อเนื่อง ส่วนทีมเศรษฐกิจนั้นตนเชื่อว่ายังมีคนเก่งและคนดีในประเทศนี้อีกจำนวนมาก ทั้งจากภาคเอกชน และข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุไปแล้วและที่กำลังเกษียณ คนเหล่านี้สามารถมาช่วยประเทศชาติได้

ขอขอบคุณ www.pantip.com

ยัน 'ทักษิณ' วางมือ

'นพดล' โวย 'รอยเตอร์' เสนอข่าว 'แม้ว' ผิด ยัน 'ทักษิณ' ไม่คืนการเมืองแน่ พร้อมกลับไทย ก.พ.-เม.ย.ปีหน้าในฐานะประชาชนธรรมดา ปัดข่าวชักใยจัดตั้งรัฐบาล อัด "สุเทพ" ไม่เหลือความน่าเชื่อถือ ลอบปล่อยข่าวโจมตี

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกรณี ที่สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้าสู่การเมืองหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ว่า เป็นเพียงการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสำนักข่าวดังกล่าวเสนอข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างผิดๆมาแล้ว2 ครั้ง ไม่ทราบว่าสำนักข่าวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้จากที่ตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (25 ธ.ค.) ขอยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะยุติ ิบทบาททางการเมืองอย่างแน่นอนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืน อีกทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี สำหรับกำหนดการเดินทางกลับประเทศมีความชัดเจนว่าพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา จะกลับมาภายในกลางเดือนก.พ.-เม.ย. 2551

แต่เป็นการกลับมาในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ส่วนเรื่องของคดีความและข้อกล่าวหาให้เป็นไปตาม กระบวนการยุติธรรม ไม่มีการแทรกแซงใดๆ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมต่อสู้ทุกคดีและทุกข้อกล่าวหาซึ่งมั่นใจว่า จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ สำหรับกรณีที่ คตส.เรียกพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นและออกนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ในวันที่ 4 ม.ค.2551 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่กลับมาแน่ คงส่งทนายความดำเนินการแทน

นายนพดล ยังกล่าวอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมที่จะให้คำปรึกษากับทุกรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาทำงานด้านสาธารณกุศล ให้ประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามจาการพูดคุยพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวใดๆ รวมทั้งกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เจรจากับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.คมนาคม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อทาบทามพรรคมัชฌิมาธิปไตย เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่เป็นความจริง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล ว่า นายสุเทพ ก็เป็นคนๆเดียวกับที่ออกมาปล่อยข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ส่งเงินหมื่นล้านผ่านสนามบินสุวรรณภูมิมาให้พรรคพลังประชาชนใช้สำหรับการเลือกตั้ง ดังนั้นความน่าเชื่อถือของนายสุเทพ จึงไม่เหลือแล้ว ทั้งนี้อยากฝากถึงนายสุเทพว่า ตามจารีต หัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดก็มีความชอบธรรมเป็นนายกรัฐมนตรี


‘ทักษิณ' เผย ‘พปช.'ตั้งรัฐบาลสำเร็จหากไม่ถูกแทรกแซง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับ"รอยเตอร์"ผ่านโทรศัพท์ทางไกลจากฮ่องกง ว่า พรรคพลังประชาชน(พปช.) จะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมกับย้ำว่า เขาจะไม่หวนกลับเข้าสู่วงการเมืองไทยอีก
"ถ้าไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามปกติ ทุกอย่างก็คงจะเรียบร้อย ซึ่งจะเป็นสัญญาณแรกแห่งการปรองดองที่จะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวยืนยันด้วยว่า เขาจะไม่กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก ภายหลังคาดว่าจะเดินทางกลับไทยในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.-เม.ย.51 "Enough is enough" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ช่วงเวลาที่จะกลับประเทศไทย เป็นช่วงที่น่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว และเป็นช่วงที่ประเทศไทยน่าจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ส่วนจะกลับมาเมื่อไหร่แน่นอนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นอีกครั้งหนึ่ง
"ผมจะ play it by ear" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ภายหลังคณะทหารทำการปฏิรูปการปกครองเมื่อเดือนก.ย.ปีก่อน ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพำนักอยู่ต่างประเทศตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ซึ่งล่าสุดเขาพำนักอยู่ที่ฮ่องกง ในช่วงที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธ.ค.นี้


‘ทักษิณ'แถลงที่ฮ่องกงอาจกลับไทยเม.ย.นี้!

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันนี้ (25 ธ.ค.) ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเผย ยินดีที่ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (23) พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในความพยายามเพื่อการปรองดองกัน

พ.ต.ท.ทักษิณแถลงข่าวในฮ่องกง โดยคาดว่าเขาจะกลับเมืองไทยภายในเดือนเมษายนเป็นอย่างช้า และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอรัปชัน ตามที่มีการพิจารณาคดีเอาไว้ หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

เขากล่าว พร้อมกับระบุว่า "ผมจะเดินทางกลับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป" โดยระบุว่าเขาต้องการกลับประเทศในฐานะพลเมืองปกติคนหนึ่ง และต้องการอยู่ห่างจากการเมืองเพื่อครอบครัวของเขา

อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยยังได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (23) ที่ผ่านมาว่า "ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าประชาชนชอบ หรือไม่ชอบ"
"ผมควรจะแสดงความยินดีกับพวกเขา (ประชาชน) ที่ได้ประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทย และนี่ควรใช้ความพยายามในการปรองดองกันโดยทุกๆ คน" เขาเสริม


จาก hi-thaksin

กกต.หยุดคิดสักนิดก่อนแจกใบเหลือง-ใบแดง

ก่อนการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งไม่กี่นาที คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. ประเภทหญิงเดี่ยว ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวแบบเผาบ้านตัวเองว่า

"กกต. 4 คนเห็นตรงกันว่า ควรจะแบ่งงานด้านสืบสวนจาก นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนมาดูแล เพราะ กกต. ทั้ง 5 คนต้องรับผิดชอบร่วมกัน รวมทั้งอาจมีการสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่กันทำงานด้วย ถ้ายังไม่ได้ผลก็ควรมาดูว่าควรยุบ กกต. หรือไม่ เมื่อทำไม่ได้ก็ควรยุบไปเสีย ถ้า กกต. ไม่เฉียบขาด เข้มแข็งในการทำงานก็อยู่ไม่ได้ สำหรับ กกต. 5 คน ยินดีจะพิจารณาตัวเองว่าไม่ควรมีองค์กรนี้อยู่ และให้การเลือกตั้งกลับไปอยู่กับมหาดไทยเช่นเดิม"

สาระจากปากคำของ สดศรี สัตยธรรม สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งภายใน กกต. อย่างรุนแรง จนยากจะประสานให้กลับเป็นเนื้อเดียวกันได้อีกแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของ สดศรี สัตยธรรม กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองกับ สมชัย จึงประเสริฐ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ชนิดที่ไม่สามารถพูดจากันได้อีกต่อไป จึงต้องมาพูดจากันผ่านสื่อมวลชน ไปให้อีกคนหนึ่งได้ยิน

หลังจากสดศรีเสนอยุบ กกต. เพราะไม่พอใจการทำงานที่ล่าช้าของ สมชัย จึงประเสริฐ ไม่กี่นาทีก็มีคำตอบจาก สมชัย จึงประเสริฐ ผ่านสื่อมวลชนมาถึง สดศรี สัตยธรรม ว่า

"ใครล้วงก็ล้วงไป พูดอย่างนี้เสียหาย คนเขาทำงานอยู่ การบอกว่าต้องแจกใบแดงแน่ พูดให้สะใจแบบนี้ไม่ได้ เพราะพูดไปก่อนจะกลายเป็นเครื่องมือบีบและทำร้ายคนทำงาน"

บรรยากาศการทำงานของ กกต. ที่มีกันอยู่ 5 คน ขณะนี้มีความแปลกแยกจนเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งและแตกแยกในหลักการและความคิดขั้นพื้นฐานของการวินิจฉัยรับรองผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง และยืนกันคนละขั้วอย่างเห็นได้ชัด

ฝ่ายหนึ่งต้องการแจกใบเหลือง ใบแดง ด้วยความสะใจ แจกไปโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนที่มีข้อมูล พยานหลักฐาน พยานบุคคลประกอบข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามที่จะแจกเพื่อตอบสนองต่อใบสั่งของใครบางคน ตามที่มีข่าวหนาหูเรื่อยมาตั้งแต่ระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมาจนถึงขณะนี้

ฝ่ายหนึ่งต้องการให้การแจกใบเหลือง ใบแดง เป็นไปด้วยความยุติธรรม โปร่งใส ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ จากผู้ต้องโทษจากใบเหลือง ใบแดง แม้จะมีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล กกต.จะต้องมีพยานหลักฐานมากพอที่จะทำให้ศาลเห็นด้วยกับมติ กกต. ว่าไม่ได้เป็นการรังแกหรือกลั่นแกล้งใคร หรือเป็นการแจกใบเหลือง ใบแดง ตามใบสั่งของใคร

ฝ่ายหนึ่งเป็นใคร และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร คงไม่ยากแก่การคาดเดา หากดูเอาจากพฤติกรรมและคำพูดของแต่ละฝ่าย

หลังการปะทะกันอย่างเปิดเผยผ่านสื่อครั้งนี้ คงจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ที่เหลืออยู่อีก 3 คนไม่น้อย และคงจะเป็นที่ลำบากใจของเจ้าหน้าที่ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่กำลังทำงานหนัก ทำงานแข่งกับเวลา และตั้งใจทำงานด้วยความสุจริต เพื่อที่จะไม่ถูกฟ้องกลับเช่นเดียวกัน

จริงหรือเท็จไม่รู้ แต่มีเสียงเล่าลือกันหนาหูมาก ว่ามีคนบางคนได้รับใบสั่งมาให้เป็นคนเดินเกมแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 10 ใบ แต่อาจจะมากถึง 20 ใบ หากมีความจำเป็น

โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง เพราะ การจ้องแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมากขนาดนั้น กกต. แต่ละคนจะต้องตอบคำถามแก่สังคม และจะตกเป็นจำเลยเสียเอง ซึ่งคงไม่มีใครกล้ารับงานตามใบสั่งนี้ หรือถึงแม้จะมีคนกล้ารับงานมาจริง แต่ก็ไม่น่าจะทำสำเร็จ หากว่า กกต. ที่เหลืออีก 4 คนไม่เล่นด้วย

ภายใต้ความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนยากประสานที่มีอยู่จริงใน กกต. การไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันของพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าต้องการพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล และการเผชิญหน้ากันของประชาชนที่ยังแบ่งข้างเป็นสองฝ่ายอยู่ในขณะนี้ หาก กกต. วินิจฉัยแจกใบเหลือง ใบแดงด้วยความสะใจ หรือเพราะรับใบสั่งมาจากใครบางคน จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยหลังการเลือกตั้งไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะย่ำแย่หนักลงไปอีก

ด้วยเวลาอันจำกัดที่มีอยู่เพียง 30 วัน กับเรื่องร้องเรียนที่จะเข้ามาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 เรื่อง นับจากวันนี้ไป เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนเชื่อได้อย่างสนิทใจ ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า กกต. พิจารณาวินิจฉัยด้วยความรอบคอบทุกเรื่องทุกประเด็น และตัดสินได้เที่ยงธรรม บนความเป็นอิสระของตัวเอง

การทำงานอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในระยะเวลาที่เร่งรัด ย่อมจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ และเสียประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งโดยตั้งใจและไม่เจตนา ซึ่ง กกต. แต่ละท่านคร่ำหวอดอยู่ในวงการตุลาการและอัยการมาทั้งชีวิต ย่อมจะรู้ดีกว่าทุกคน

ผมจึงอยากจะเห็น การทำงานของ กกต. ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและความถูกต้อง มากกว่าเงื่อนไขด้านเวลาที่บีบรัด ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และอาจจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติซ้ำเติมประเทศไทยหนักขึ้นไปอีก

ทางออกในขณะนี้จึง ควรให้ศาลทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสิน มากกว่า ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.ประชาชนพร้อมจะเชื่อและยุติเสมอหากเป็นคำตัดสินของศาล และ 2. กกต. 4 ท่าน เคยเป็นผู้พิพากษา 1 ท่านเป็นรองอัยการสูงสุด คงจะไม่มีเหตุที่จะไม่เชื่อถือคำตัดสินของศาลว่ามีความเป็นอิสระและเที่ยงธรรมสูงกว่าทุกองค์กรที่มีอยู่ในขณะนี้

จึงขอเรียกร้องให้ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาข้อเสนอนี้ เพื่อ เป็นหนทางดับวิกฤติของประเทศไทย ที่อาจจะปะทุขึ้นใหม่จากพฤติกรรมของ กกต. บางคน ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว ในขณะนี้

เว้นเสียแต่ ท่านจะไม่เชื่อถือความยุติธรรมของศาล