WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

ภาคธุรกิจขานรับรัฐบาลพปช.

ภาคธุรกิจดาหน้าขานรับรัฐบาล พลังประชาชน เชื่อหลังตั้งรัฐบาลต่างชาติจะมองไทยดีขึ้น และจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งยังไม่คิดว่าจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ใคร ชี้ 1-3 เดือนแรกเศรษฐกิจอาจจะยังนิ่ง แต่หลังไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไปทุกอย่างจะไปได้สวย ระบุพรรคอันดับ 1 ย่อมมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง


นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)

กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต่างประเทศจะยอมรับได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากสิ่งที่นานาประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนต้องการจะเห็น และพร้อมจะลงทุนด้วยก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่จะยั่งยืนและยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล และความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้า พปช. เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ หรือจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ เช่น จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใครบางคน โดยเฉพาะตนเชื่อว่ารัฐบาลนั้นๆ ก็คงไม่สามารถอยู่ได้ เพราะเชื่อว่าเวลานี้ประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะกลับมา แต่เขาสนใจว่าครอบครัวจะมีกินมีใช้เพียงพอหรือไม่ นี่คือหน้าที่ที่ พปช. จะต้องรับมือให้ได้ ไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้จะหมดอย่างรวดเร็ว และโอกาสที่จะนำกลับมาได้ก็ยาก

ด้าน นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคพลังประชาชน (พปช.) เพราะพรรคที่เป็นแกนนำจะเป็นพรรคไหนก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้วขอให้เร่งทำงาน เพราะสิ่งที่เอกชนคาดหวังจากรัฐบาลคือ ขอให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายใต้ 3 เรื่องหลัก คือ 1.บริหารจัดการเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค อย่าให้เงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค เพราะจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

2.ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนสถานะจากผู้ปกครอง มาเป็นผู้คิดในลักษณะกัลยาณมิตรกับนักธุรกิจ มองความเดือดร้อนของเอกชนเป็นความเดือดร้อนของรัฐบาล ไม่ควรออกกฎข้อห้ามในลักษณะที่ว่า เมื่อราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิตสินค้าขึ้นราคาแล้ว ห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าตาม

3.รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาวะตลาดการแข่งขัน แต่ยังมีเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการค้า การลงทุน และวางแผนธุรกิจ

ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หากทำ 3 ข้อนี้ได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ไม่ใช่ไม่ยอมรับกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าพรรคที่มีเสียงข้างมากมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หากพรรคที่มีเสียงข้างมากจัดตั้งไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่พรรคที่มีคะแนนรองลงมาจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ควรตั้งกติกาว่าไม่เอา พปช. หรือ ปชป. เพราะเท่ากับว่าไม่เคารพกติกา และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของประเทศ และมีผลกับเสถียรภาพทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

ส่วน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องขอดูนโยบายที่ชัดเจนหลังพรรคพลังประชาชน (พปช.) เมื่อรวมกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและผสมนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และการเป็นพรรคใหญ่น่าจะมีข้อดีในแง่เสถียรภาพการเมือง น่าจะบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักธุรกิจกังวลในเรื่องการใช้นโยบายประชานิยม ควรมีการปรับปรุงบางส่วน โดยเฉพาะความรอบคอบต่อการใช้งบประมาณ จนกระทบต่อภาวะหนี้ประชาชนและประเทศชาติในอนาคต

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า พรรคการเมืองใดเข้ามาทำงานก็ได้ แต่ต้องคำนึงสิ่งแรกในเรื่องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกแยกขึ้นอีก ขณะนี้นักธุรกิจกลัวเรื่องไม่มีความสงบในประเทศมากที่สุด เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีทัศนคติที่เป็นผู้นำ ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผู้นำต้องสร้างความปรองดอง และสงบเสงี่ยม ต้องเปลี่ยนการพูดจาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการสร้างความเข้าใจผิด หรือเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะเริ่มดีขึ้นหลังประเทศไทยจัดการเลือกตั้ง และต่างชาติมองว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อภาพชัดเจนและการเมืองมีเสถียรภาพ ไม่มีความขัดแย้ง และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ การลงทุนและการค้าก็จะดีขึ้น ด้านนโยบายนั้นเห็นว่าคล้ายๆ กัน ต่างเป็นนโยบายประชานิยม เพื่อการกระตุ้นรากหญ้าและเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรให้แต่เงิน ต้องสอนให้อยู่รอดและลดต้นทุน โดยเฉพาะประชาชนระดับกลางและรากหญ้า เพราะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

เชื่อว่าเสถียรภาพรัฐบาลคงไม่ยาวนัก จากองค์ประกอบรวมกันหลายพรรค ความหลากหลายจะทำให้แตกสลายง่ายค่อนข้างสูง รัฐบาลน่าจะมีอายุไม่เกินปีครึ่ง-2 ปี

ส่วน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) รวมพรรค และได้จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และไม่เกิดความแตกแยกในภาคสังคม หรือหากจะเกิดเหตุการณ์การคัดค้านก็คงเพียงระยะเวลาสั้นๆ 1-3 เดือน เศรษฐกิจไทยก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังไตรมาส 2 ของปี 2551 และขยายตัวได้ 4.5-5%

ในเรื่องของนโยบาย ประชาชนและภาคธุรกิจกำลังจับตาในเรื่องทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ว่ามีความเหมาะสมและเร่งแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดของปัญหา คือไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของ พปช. ขณะนี้ โดยประเด็นเปราะบางต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคพลังประชาชนคือ คะแนนพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมมีเพียงพอหรือไม่ และกระแสสังคมด้านความคิด นโยบาย หรือการนิรโทษกรรม 111 นักการเมือง ควรเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ

นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนได้มาตามกลไกของการเลือกตั้ง และประชาชนให้คะแนนเสียงมามาก ย่อมมีความชอบธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจต้องดูนโยบายหลังตั้งรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารประเทศ ภายใน 1 ปีนับจากนี้ รัฐบาลต้องพิสูจน์การทำงานและแก้ไขปัญหาในเรื่องออกมาตรการดูแลปัญหาผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และรักษาเสถียรภาพค่าบาทไม่ให้แข็งเกินกว่าปัจจุบัน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาลดลงมาก นโยบายดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันและพลังงาน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และการค้าระหว่างประเทศต้องใช้เชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยนั้นนิ่งยาก ยังอยู่ในภาวะกดดันรุนแรงในหลายเรื่อง ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศขอให้นึกถึงความสามารถปรองดอง และใช้เวลา 1 ปีบริหารงานให้เป็นรูปธรรม

ทางด้าน นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า พรรคไหนจะเป็นรัฐบาลก็คงมีค่าเหมือนกัน คือต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ส่วนกรณีที่หลายคนเกรงว่า หากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น ก็อยากให้คนยอมรับผลการเลือกตั้ง เมื่อเลือกเข้ามาแล้วก็ต้องยอมรับ จะมาคัดค้านกันอีกก็คงไม่ไหว อยากให้รัฐบาลลองทำงานก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนเอไอเอสยืนยันว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด พรรคใดเข้ามาก็ถือว่าดีหมด

ส่วน นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าดีกว่าเดิมมาก เพราะต้องรับฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนรัฐบาลที่แล้ว แต่หากเป็นพรรคพลังประชาชน แม้ว่าจะวุ่นวายบ้าง แต่ก็ถือว่าดี ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยเหมือนเดิม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากสามารถแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจได้ กระแสการคัดค้านอื่นๆ คงลดลงด้วย

สำหรับผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้นำประเทศ ก็คงต้องปรับตัวมากขึ้น อย่างเช่นกรณี นายสมัคร สุนทรเวช คงต้องนิ่งมากขึ้น หากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่หากจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องเฉียบขาดมากกว่านี้ โดยรวมแม้ใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไปในทางบวก เพราะแม้จะตั้งรัฐบาลได้ ก็ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมีการรวมกันหลายพรรค

นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า พรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลผสม ควรจะคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคจะเน้นด้านประชานิยม หากวางนโยบายใช้จ่ายด้านประชานิยมแล้วรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ก็จะทำให้การใช้จ่ายตามนโยบายเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ นอกจากนั้น หากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพก็จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติด้วย

สำหรับผู้ที่จะมารับตำแหน่ง รมว.คลัง นั้น นางพรรณี กล่าวว่า สมมติว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่หากเป็นนักบริหาร ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ขึ้นกับการเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน และมีทีมงานที่มีความสามารถ ถือเป็นสิ่งสำคัญ

คณบดีนิติศาสตร์ มช.ชี้คนนอกพรรคการเมืองงุบงิบตั้งรัฐบาลคือการตบหน้าประชาชน

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้สัมภาษณ์ช่วงข่าวภาคเที่ยงทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550


โดย ผศ.สมชาย เห็นว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสม แต่หากรวมพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากแบบปริ่มๆ คือระหว่าง 240-270 ที่นั่ง คงไม่เกิดเสถียรภาพ คงต้องมีเสียงมากกว่านั้น เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในรัฐบาล และไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่พรรค พปช. หรือ ปชป. เป็นพรรครัฐบาลต้องเผชิญปัญหาสามเรื่อง คือ


หนึ่ง รัฐบาลผสม ต้องมีการพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคอื่นมาก ยิ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลมากพรรคยิ่งมีปัญหามาก สอง การเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งอยู่ฐานเสียงทางสังคมการเมืองที่แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีฝ่ายตรงข้ามยืนอยู่ สาม รัฐบาลที่เกิดขึ้นอาจทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตัดแขนขาพรรคการเมืองเยอะ ทำให้พรรคการเมืองอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นแม้เสียงของรัฐบาลจะมั่นคงแต่ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ได้นำเสนอไว้กับประชาชนในการเลือก รัฐบาลไม่ว่าจะโดยพรรคใดเป็นแกนนำก็ก็จะต้องเผชิญกับสามปัญหานี้


ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเป็นคนฟอร์มรัฐบาลจะมีรูปแบบอย่างไร ผศ.สมชาย ตอบว่า สมมติว่าหากผมจะจัดตั้งรัฐบาล คงออกแบบให้มีพรรคร่วมรัฐบาลน้อยที่สุด และมีเสียงมากอยู่พอสมควร นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลผสมปรารถนามากที่สุด แต่ถ้ารัฐบาลผสม มีพรรคร่วมรัฐบาลมาก จะยิ่งมีโอกาสล่มสูงมาก


ผู้สื่อข่าวถามว่าตามที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากพรรคพลังประชาชนสามารถตั้งรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น อาจารย์จะอธิบายทางวิชาการอย่างไร ผศ.สมชายตอบว่า การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันเชิงนโยบาย พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากจะได้รับเสียงข้างมาก และที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าก็จะได้รับเสียงน้อยรองลงมา ดังนั้น การที่เกรงว่าพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวายนั้น ตรงกันข้ามการที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้เสียงรองลงมาได้ตั้งรัฐบาล แล้วคนที่ลงคะแนนให้พลังประชาชนก็มีเยอะไม่ใช่หรือครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราน่าจะจับตามองคือ ใครจะรวมกับใคร ทั้งหมดควรจะรวมโดยเปิดเผยและโปร่งใส


การที่ประชาชนไปหย่อนบัตร แล้วพรรคการเมืองมางุบงิบกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจนอกระบบมางุบงิบตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นตบหน้าประชาชน


รัฐบาลชุดที่เข้ามาหลังการเลือกตั้งมีสองเรื่องที่ต้องคิดถึงอย่างมาก คือหนึ่งเศรษฐกิจ ที่มีหลายเรื่องรุมเร้า เช่น ราคาน้ำมัน อีกเรื่องที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดระบบการเมืองที่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังเลือกตั้งก็วุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเตือนว่ามันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเรื่องนี้ ในการสร้างระบบการเมืองที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นฉบับที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จะทำให้ประชาธิปไตยกับคืนสู่สังคมไทยอย่างมั่นคงขึ้น


ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะเกิดการรัฐประหารซ้ำอีกหรือไม่ ผศ.สมชาย ตอบว่าผมคิดว่าการพูดถึงการปฏิวัติซ้ำ จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นอีกนั้น คงบอกได้อย่างหนึ่งว่าปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าข้ออ้างในการรัฐประหาร น่าจะตอบชัดเจนแล้วว่าล้มเหลว ทีว่ารัฐประหารเพื่อแก้ไขขัดแย้ง ความแตกแยก จริงๆ แล้วผมคิดว่าวันนี้คือวันที่ต่อจาก 19 ก.ย. 2549 การยึดอำนาจที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นเลย จนในที่สุดเราก็กลับเข้าสู่กติกาการเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม


ใครทำรัฐประหารคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมจะบอกว่ารัฐประหารไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย และจะทำให้ปัญหาของสังคมไทยยุ่งยากมากขึ้นไปอีกผศ.สมชายกล่าวในที่สุด


จาก http://www.prachatai.com/

ตะกายดาว

การที่ประชาชนไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ นั่นคงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตื่นตัวทางการเมือง อย่าไปคิดโง่ ไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจ ไม่ว่าจะคนในเมืองหรือคนบ้านนอก

เพียงแต่ว่าจะเลือกใคร พรรคไหน ต้องการให้ใครเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ซึ่งก็แล้วแต่ความนึกคิดของคน 2 กลุ่มใหญ่

แต่ที่แน่ๆ ครั้งนี้สิ่งหนึ่งก็คือความรู้สึกที่ต้องการเปลี่ยนแปลง “การเมือง” ซึ่งประเด็นหนึ่งก็คือการอยู่ในอำนาจของ คมช. 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมา ทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบการปฏิวัติยึดอำนาจ สนับสนุนหรือต่อต้าน

ต่างตกอยู่ในที่นั่งอันเดียวกันคือ เซ็ง เบื่อหน่าย ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่เห็นอนาคต

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการยึดอำนาจ มีรัฐบาลภายใต้อำนาจทหาร แต่ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆให้บรรลุเป้าหมายได้ มันก็เลยไร้ ประโยชน์ และผลพวงแห่งความไม่เชื่อมั่นทางการเมืองก็นำไปสู่ปัญหาทั้งภายในและนอกประเทศ

“เศรษฐกิจ” คือตัวหลักที่ชัดที่สุด

การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว เศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยู่กันอย่างนี้ไม่ได้แล้ว มีหวังประเทศพังแน่

ดังนั้น พฤติกรรมการลงคะแนนของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในชนบทยังคงยึดเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก และเชื่อมั่นว่าพลังประชาชนที่แปลงร่างมาจากไทยรักไทย น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ และจะส่งผลโดยตรงต่อพวกเขาที่จะได้ประโยชน์อย่างที่โครงการประชานิยมต่างๆ

นี่พูดถึงทั้งระดับล่างในเมืองและชนบท

เพราะการลงคะแนนเสียงที่ผ่านมา เท่าที่สอบถามคนระดับล่างในเมืองต่างก็ยังพูดถึงไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ดังนั้น พรรคการเมืองต่างก็รู้ดีก่อนการเลือกตั้งเสียอีกว่าพลังประชาชนจะต้องชนะเลือกตั้ง เพียงแต่คาดว่าตัวเลขจะไม่สูงเกินไปนัก หรือไม่ถึงเกินกึ่งหนึ่ง และในส่วนนี้จะไหลไปสู่พรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง

แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะที่อีสานนั้นเจาะแทบไม่ได้ มิหนำซ้ำพลังประชาชนกลับได้ ส.ส.เกือบเต็มพิกัดอีกพรรคเพื่อแผ่นดินที่ว่ามาแรงและมีฐานเสียงที่อีสานก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

“หัวหน้าพรรค” ยังสอบตกเลย นับประสาอะไร

กรณีนี้ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังตั้งคำถามอยู่เลยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายหลุดเกือบหมด นัยว่างานที่เจอแรงกระแทกจากพลังประชาชนที่คิดว่าเพื่อแผ่นดินเป็นคู่แข่งสำคัญ

ก็เลยทุ่มกันสะบัดช่อเพื่อเอาชนะให้ได้

ที่สำคัญก็คือการเมืองในห้วงวิกฤติการจะเลือกพรรคใหญ่-พรรคเล็ก จึงมีความสำคัญ อย่างพรรคเล็กก็ไม่มั่นใจว่าจะอยู่รอดหรือไม่ พูดง่ายๆไม่เชื่อมั่น แม้จะชมชอบตัวบุคคลก็ตาม และปัจจัยหลักอีกหนึ่งก็คือ “เงิน” ซึ่งก็รู้กันดีว่าไม่มีทางสู้พรรคนี้ได้

เช่นกัน พรรคประชาธิปัตย์ที่ตัวเลขสูงถึง 166 คน ถือว่าเกินเป้า โดยเฉพาะสนามกรุงเทพฯมาแบบพลิกล็อกกวาดไปถึง 27 ที่นั่ง เกินคาดหมาย ระบบสัดส่วนก็ได้ถึง 33 ที่นั่ง แพ้พลังประชาชนแค่ที่นั่งเดียวเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าคะแนนตีตื้นอย่างมากของประชาธิปัตย์น่าจะมาจาก “พลังเงียบ” ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด รู้ดีว่าโอกาสเป็นรัฐบาลมีน้อย แต่น่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีได้ มองทะลุไปด้วยว่าโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลก็ยังมีหากได้คะแนนดีหน่อยแล้วพรรคเล็กเอาด้วย

ยิ่ง “เพื่อแผ่นดิน” แค้นโดนทะลวง จึงจับมือกับชาติไทยที่ถูกตัดเชือกไม่ให้ร่วมรัฐบาล

“อภิสิทธิ์” ก็เลยได้ลุ้นเก้าอี้นายกฯขึ้นมาทันที.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

จาก http://www.thairath.co.th/#

ฝุ่นตลบ

ถ้าการเมือง อยู่ในช่วงเวลาที่ปกติสุข ผมเชื่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลคงไม่มีปัญหาคาราคาซังอยู่อย่างนี้ เมื่อพรรคพลัง-ประชาชนได้เสียงข้างมากเข้ามา ก็ได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน อย่างมากก็มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญกันบ้างพอหอมปากหอมคอ

นักการเมืองมืออาชีพถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คุณสมัคร สุนทรเวช ก็คงได้ขึ้นมาเป็นนายกฯคนที่ 25 ของประเทศไทยไปตามกติกา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ทำใจไป ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

แต่การเมืองวันนี้ผิดปกติ

ผมฟังมาว่า หลัง พลังประชาชนรู้ว่าได้เสียงข้างมาก แน่นอน ก็ต่อสายไปเชิญชวน ศิษย์เก่าอดีตพรรคไทยรักไทย ทั้งหลายร่วมตั้งรัฐบาล ก็ดูทำท่าจะไปได้สวย เพราะแต่ละพรรคก็สะบักสะบอมมาจากการเลือกตั้งกันทั้งนั้น อยากจะให้จบๆเรื่องซะที

ก็แปลว่าไม่มีประชาธิปัตย์กับชาติไทย

รัฐบาล 5 พรรค ที่ตั้งแท่นกันเอาไว้ก็จะมีพลังประชาชน 232 เพื่อแผ่นดิน 25 รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 มัชฌิมาธิปไตย 7 ประชาราช 4 เป็นรัฐบาล 278 เสียง ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง 2-3 เสียง

เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

และถึงเวลาจริงๆ ก็อาจจะ ดึงชาติไทยมารวมรัฐบาล อีกพรรคเพื่อให้เป็นรัฐบาลที่มั่นคงโดดเดี่ยว ประชาธิปัตย์ ไปเป็นฝ่ายค้านตามระเบียบ

แต่ก็อย่างที่ว่า การเมืองครั้งนี้ไม่ปกติ ไม่หมูเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากอำนาจพิเศษบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คุณสมัครเป็นนายกฯ ไม่อยากเห็นพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล หรืออาจจะเลยไปจนถึงเงื่อนไขไม่อยากให้ทักษิณกลับประเทศไทย เลยเข้าทางพรรคชาติไทยของ บรรหาร ศิลปอาชา พอดี

ปฏิบัติการขวางลำพลังประชาชนจึงเกิดขึ้น บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยโดดเข้าถ้ำ วัฒนา อัศวเหม แกนนำเพื่อแผ่นดินโดยมีสุวิทย์ คุณกิตติ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ร่วมวงหารือ

จับมือเป็นขั้วที่สามขึ้นมา

ทำให้รัฐบาลพลังประชาชนที่จับมือกันหลวมเหลือเสียงสนับสนุนที่ประมาณ 253 เสียง เกินครึ่งมาแค่ 13 เสียง หมิ่นเหม่เต็มที แถมยังมี ใบเหลืองใบแดง รออยู่ข้างหน้า

สมมติอีกฝ่าย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน รวมกันแล้วอยู่ที่ 225 เสียง แตกต่างกับขั้วพลังประชาชนอยู่ 28 เสียง เพราะฉะนั้น ลึกๆประชาธิปัตย์ก็หวังที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังมีความหวังเป็นนายกฯได้

อยู่ที่ว่าพลังประชาชนจะโดนใบแดงอีกถึง 10 ที่นั่งหรือไม่

แต่ถึงข้างประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาลสมใจนึก ดึงเอาพรรคเล็กๆสวิงกลับมาได้ ก็เป็นรัฐบาล 250-260 เสียง จะไปได้ กี่น้ำ นี่คือบทเริ่มต้นของเกมแย่งชิงอำนาจ ภายใต้คำสั่งลับภาคสอง

อยู่บนความหายนะของประเทศ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

จาก http://www.thairath.co.th/#

“ทักษิณ” ไม่ยุ่งการเมืองแค่ขอกลับบ้าน

วันที่ 25 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศยังเกาะติดความคืบหน้าการเลือกตั้งของไทยอย่างใกล้ชิด โดยอ้างการให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากฮ่องกง ระบุอดีตนายกฯทักษิณกำลัง “หาทางเลือก” เพื่อเดินทางกลับเมืองไทยภายในช่วงกลางเดือน ก.พ.หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือน เม.ย. แต่จะไม่ลงเล่นการเมืองอีกต่อไปและต้องการเดินทางกลับเมืองไทยในฐานะพลเมือง “ผมอยากกลับเมืองไทยแค่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง พอคือพอสำหรับการเมือง ผมจะไม่รับตำแหน่งใดๆทางการเมือง ยกเว้นหากพวกเขาเหล่านั้นต้องการคำปรึกษา ซึ่งผมจะให้โดยไม่คิดเรื่องค่าใช้จ่าย” อดีตนายกฯทักษิณระบุ อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่า ตนอาจทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้แก่พรรคพลังประชาชน หรือพีพีพี เพื่อผสานกลุ่มสนับสนุนตนกับนักการเมืองฝ่ายพันธมิตร พร้อมเรียกร้องให้เกิดความปรองดองกันภายในชาติ รวมถึงขอบคุณรัฐบาลทหารที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นได้ อันนำมาซึ่งประชาธิปไตยสู่เมืองไทยอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทุกคนควรช่วยกันคือสร้างความปรองดองขึ้นภายในชาติ ทุกฝ่ายต้องทิ้งอดีตขมขื่นและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างอนาคตสดใสและความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติ อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของอดีตนายกฯทักษิณยังระบุด้วยว่า แม้ตนไม่ปรารถนากลับสู่เส้นทางการเมืองจนกว่าจะรู้สึกว่าปลอดภัยดีแล้ว แต่ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ อาจต้องประเมินสถานการณ์ อีกครั้ง ส่วนประเด็นการตั้งรัฐบาลใหม่ อดีตนายกฯทักษิณ ระบุเชื่อมั่นจะสามารถตั้งรัฐบาลผสมได้ด้วยดี ถ้าไม่มีใครแทรกแซง

ปัดข่าว “ทักษิณ” หวนคืนการเมือง

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงว่า เนื้อหาที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวออกมามีความคลาดเคลื่อน ขอยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่กลับมาทำงานการเมืองอย่างสิ้นเชิง หากเดินทางกลับมาประเทศไทยก็จะมาทำงานด้านสาธารณกุศล ขอตั้งข้อสังเกตถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ที่นำเสนอนี้มีจุดประสงค์ อะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยแปลคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณผิดมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีเงินในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณพูดชัดว่าจะกลับมาช่วงกลางเดือน ก.พ.-เม.ย.2551 เพื่อมาต่อสู้คดีในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแน่นอน ส่วนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ก็คาดว่าจะกลับมาพร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ย้ำไม่รับเป็นที่ปรึกษานายกฯแน่

นายนพดลกล่าวว่า สำหรับข่าวที่ระบุว่า พรรคพลังประชาชนจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาของพรรคนั้น พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมให้คำปรึกษากับทุกรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมารับตำแหน่ง หรือเป็นที่ ปรึกษานายกฯอย่างเป็นทางการ เมื่อถามว่ามีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณร่วมมีบทบาททาบทามพรรคอื่นเพื่อตั้งรัฐบาล นายนพดลตอบว่า ไม่มีการทำเช่นนั้น ก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยออกมาพูดว่าอดีตนายกฯส่งเงิน 1 หมื่นล้านมาช่วยเลือกตั้งผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร เป็นการคาดการณ์จากความรู้สึก ไม่มีข้อเท็จจริง เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้คุยกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เพื่อทาบพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาล นายนพดลตอบว่า เป็นแค่รายงานข่าว ไม่จริงทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า คตส.แจ้งให้อดีตนายกฯเดินทางมาชี้แจงคดีในวันที่ 4 ม.ค.2551 นายนพดลตอบว่า เบื้องต้นทราบว่าจะส่งตัวแทนรับทราบข้อกล่าวหา แต่ตัว พ.ต.ท. ทักษิณจะยังไม่เดินทางกลับมาแน่นอน เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยคุยกับนายสมัครหรือไม่ นายนพดลตอบว่า ได้โทร.มาแสดงความยินดี และก็เป็นธรรมเนียมจารีตที่ชัดเจนว่าหัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดก็ต้องได้เป็นนายกฯ เชื่อว่าการยกมือเลือกตัวนายกฯคงไม่มีปัญหา และเสียงที่จะตั้งรัฐบาลได้อยู่ที่ 280-300 คน แต่หากเกิน 300 คนก็อาจจะมากเกินไป

อัด “เติ้ง” ตั้งแง่ต่อรองเก้าอี้นายกฯ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต่อรองขอตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แลกกับการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายนพดลตอบว่า แม้จะเป็นธรรมชาติของการเมืองที่ต้องมีการต่อรองในการมาร่วมรัฐบาลกัน แต่นายบรรหารก็ต้องหันกลับไปดูตัวเองด้วยว่ามีอำนาจต่อรองแค่ไหน ต้องดูจำนวน ส.ส.ของตัวเองด้วย ถึงมาเรียกร้องเป็นนายกฯ นายบรรหารต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนด้วย วันนี้เขาเลือกพรรคพลังประชาชนมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล วัฒนธรรมการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกเป็นอันดับที่ 1 เป็นนายกฯ มันเป็นไปไม่ได้ที่พรรคคะแนนเสียงน้อยกว่าจะมาเป็นนายกฯ พรรคพลังประชาชนไม่สามารถรับเงื่อนไขนี้ได้ พรรคชาติไทยไม่ควรมองประโยชน์ของตนเองมากกว่าประโยชน์ ของประเทศ ตรงนี้จะทำให้พรรคชาติไทยเสียเอง ส่วนอนาคตจะสามารถมาร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ของพรรคว่าจะพิจารณาอย่างไร ขณะเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของพรรคชาติไทยด้วยว่าจะปรับตัวให้เดินไปกับพรรคพลังประชาชนได้หรือไม่

จาก http://www.thairath.co.th/#

ตัวเลขพลิกแค่พปช.?

ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ

กับคิวที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ออกมาเปิดหวูดเชียร์พรรคประชาธิปัตย์แบบออกหน้าออกตา มีความชอบธรรมในการแย่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะครองเสียงข้างมากใน กทม.

หรือนี่จะเป็นสัญญาณจากทีม “บุญอุ้ม”

ที่แน่ๆจุดประกายความหวัง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่มีทางโยนผ้ายอมแพ้ง่ายๆ

เปิดเกมขุดบ่อล่อปลา หากมีโอกาสเป็นรัฐบาลจะไม่ยึติดกระทรวงคมนาคม เอาขนมหวานๆล่อเสือหิวเลย

และที่ต่อเนื่องจากคิวของ พล.อ.บุญรอดที่เชียร์ให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล “เทพเทือก” ก็ประกาศล่วงหน้า พรรคประชาธิปัตย์ขอจองกระทรวงกลาโหม

คงไม่ต้องบอกตรงๆว่า ล็อกไว้รองก้นใครแค่นี้ก็พอจับทางได้ แนวร่วมต่อต้านพรรคพลังประชาชน แตะมือกันเล่นยังไง

และแน่นอน เกมสกัดอำนาจเก่าเดินมาถึงขั้นนี้ แนวร่วมฝั่งตรงข้ามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องลุ้นกันทุกวิถีทาง ตราบใดที่พรรคพลังประชาชนยังมีแค่ตัวเลขลอยๆ ตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการไม่ได้

ก็ต้องดิ้นพลิกเกมกันทุกกระบวนท่า

ยิ่งล่าสุดตัวแปรสำคัญ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาประสานเสียงนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

ยืนยัน เกมล็อกแขนยังเกาะกันแน่น

รีบดับกระแสข่าวที่พรรคเพื่อแผ่นดินชิ่งไปรวมกับพรรคพลังประชาชน ยั่วให้ “บิ๊กเติ้ง” ระแวง

ว่ากันว่า เพื่อประกันความชัวร์ แกนนำสองพรรคตกลงนัดเจอหน้ากันทุกวัน อาจถึงขั้นล็อกห้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ โชว์ความบริสุทธิ์ใจ ไปไหนไปด้วยกัน

ณ นาทีนี้ยังยืนยันว่า อยู่ตรงกลาง โอกาส 50/50 พลิกได้ทุกขั้ว

และโดยเหตุผลที่ยกมาเอ่ยอ้างก็คือ ต้องรอให้ตัวเลขนิ่งซะก่อน ไม่ได้พูดตรงๆว่า รอลุ้นใบเหลือง ใบแดง จะตัดแต้มพรรคพลังประชาชนลงไปอีกเท่าไหร่

แน่นอน โดยอัตราความเสี่ยง 233 เสียงของพลังประชาชน ได้ลุ้นเสียวเยอะกว่าใคร

แต่ในทางกลับกัน พรรคอื่นๆก็ใช่ว่าจะรอดปลอดภัย สบายตัว เพราะตามรายงานการร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งหลายร้อยสำนวนที่ชงเข้า กกต.กลาง

ทุกพรรคโดนกันทั่วหน้า

และออกจะเซอร์ไพรส์ด้วยซ้ำ ถ้ารู้ว่าสำนวนทุจริตเลือกตั้งที่จ่อรออยู่ ในชั้นสอบสวนของ กกต.อันดับต้นๆ กลายเป็นของคนพรรคประชาธิปัตย์

โดนจับคอพาดเขียง

ที่แน่ๆเลยก็คือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ กรณีตำรวจจับเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท พร้อมบัญชีรายชื่อประชาชน การันตีโดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ฟันธงเจตนาชัด

ส่งสัญญาณเชือดตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ช้ำจุกอก ขนาดที่คนของประชาธิปัตย์ออกอาการฉุนขาด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จัดให้ พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีมมือปราบ คุมเกมทุจริตเลือกตั้ง

ทั้งๆที่รู้กันอยู่ว่า “วงกต” คือเพื่อนสนิทมากๆของคนชื่อ “ทักษิณ”

ผลก็คือ คดีของคนประชาธิปัตย์เรียงเป็นตับเลย

และตามรูปการณ์ของสำนวนใบเหลือง ใบแดงที่จ่อคิวอยู่ใน กกต. โดยอัตราส่วนเพิ่มหรือลดตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ไปยันพรรคเล็กพรรคน้อย หักลบกลบตัวเลขแล้ว

คงไม่ถึงขั้นพลิกล็อก หักมุมเลยทีเดียว

แต่ถ้าจะเกิดการพลิกโผอย่างที่ฝ่ายตรงข้าม “ทักษิณ” หวังจะหักเหลี่ยมพรรคพลังประชาชนกันจริงๆ โดยตัวเลขต้นทุนตั้งต้นของอีกขั้วหนึ่งที่จะพลิกเกมแย่งจัดรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ 165 พรรคชาติไทย 37 พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 พรรคประชาราช 5 รวมทั้งหมด 247 เสียง

รวมกันทุกเม็ดทุกแต้มแล้ว เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแค่ 7 เสียง

ด้วยตัวเลขที่ปริ่มน้ำขนาดนี้ มีหวังต้องตั้งทีมวิปรัฐบาลแบบครึ่งต่อครึ่ง ตามประกบ ส.ส.กันแบบตัวต่อตัว ป้องกันผู้แทนฯหายหัว

และอาจถึงขั้นต้องแจกคอมฟอร์ต 100 ไว้ให้อึ ฉี่ ไม่ให้ ส.ส. แวบหายเข้าห้องน้ำ ในช่วงเวลาโหวตลงคะแนนเรื่องสำคัญๆ

ตามรูปการณ์ แทนที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะเดินหน้าผลักดันวาระประชาชน มีหวังต้องวุ่นอยู่กับภาระตัวเอง.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก http://www.thairath.co.th/

กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง !

ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าวรายหนึ่ง ว่าแม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และจบลงด้วยชัยชนะแบบขาดลอยของพรรคพลังประชาชน ที่มีเหนือพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ก็ไม่มีความแน่นอนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกกต. อาจจะแจกใบเหลือง ใบแดงมากกว่า 60 ใบ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงไป โดย เฉพาะพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด ก็อาจจะได้รับใบเหลืองใบแดงมากที่สุด

ข่าวนี้นับว่าเป็นข่าวอัปมงคลแก่กกต.ทั้ง 5 คน อย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ หากว่าหลังจากวันนี้ไป เหตุการณ์ทางการเมืองจะคล้อยตามข่าวชิ้นนี้ และ การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ของ กกต. จะสอดรับกับข่าวชิ้นนี้ จะโดยบังเอิญ หรือ ตั้งใจก็ตาม

แม้จะไม่มีเหตุการณ์หรือแนวโน้มใด เป็นไปในทิศทางเดียวกับข่าวชิ้นนี้ แต่ก็ต้องถือว่าข่าวชิ้นนี้ เป็นอัปมงคลทางตรงแก่กกต.ทั้ง 5 คน เพราะเพียงแค่เริ่มต้นวินิจฉัย เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ก็ถูกตีกัน ดักคอ และกดดัน ล่วงหน้าเสียแล้ว

หากแจกน้อยกว่าก็ถูกครหา “ซูเอี๋ย” กับพรรคการเมืองบางพรรค หากแจกใกล้เคียง ก็หนีไม่พ้นเสียงก่นด่า “รับใบสั่ง” มาแล้ว แต่ถ้าแจกมากกว่า ก็จะกลายเป็นว่ากกต. คือ “ผู้ก่อวิกฤต” ในระอบประชาธิปไตย ขึ้นมา เพราะทำให้การเมืองหลังเลือกตั้งที่ควรจะคลี่คลาย ไปสู่หนทางที่ดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ต้องติดขัดอีกครั้งหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนจบโดยกกต. และความร่วมมืออย่างดียิ่งของทุกฝ่ายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม กอง ช่วยกันทำทางให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะการลงมือลงแรงแบบเกินพอดี และเอาจริงเอาจังจนออกนอกหน้าของครส. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นประธาน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 วันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองที่เสนอตัวให้ประชาชนพิจารณาเลือกตั้ง ต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาที่กกต.กำหนดไว้ อย่างเคร่งครัด และมีเจ้าหน้าที่กกต. ตำรวจ ทหาร กระจายกำลังกันอยู่ในทุกเขตเลือกตั้ง จับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการจัดการเลือกตั้งที่กกต.มีอิสระในการทำงานมากที่สุด เพราะไม่มีพรรคการเมืองใด เป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ ไม่มีพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลรักษาการ อยู่ในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง รณรงค์หาเสียง เหมือนการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักจะมีข้อครหาว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลรักษาการมีความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แถลงว่า 40 กว่าวันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึงกกต. 500 กว่าเรื่อง แต่มีเรื่องที่มีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ประมาณ 160 เรื่อง และมีเพียง 48 เรื่อง เท่านั้น ที่มีมูลเชื่อได้ว่ามีการกระทำการทุจริต พอนำเข้าสู่การพิจารณาของกกต. ได้ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นเรื่องกล่าวหา กลั่นแกล้ง โดยไม่มีมูลพอรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดจริง

จากสถิติการร้องเรียนข้างต้นนี้ เป็นที่น่าดีใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ร้องเรียนการกระทำความผิดน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และน่ายินดีว่า กกต. ไม่ได้ใช้อำนาจตัดสินชี้ขาดไปตามกระแสสื่อ หรือความสะใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่พยายามที่จะสืบสวนสอบสวน หาข้อมูล พยานหลักฐาน ประกอบการพิจารณา อย่างรอบคอบ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งระยะเวลาเพียง 40 กว่าวัน ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ จึงไม่มีการแจกใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด

มีข้อมูลประการหนึ่งที่ทำให้กกต. อึดอัดใจอย่างมาก ก็คือ มีความพยายามที่จะกดดันให้กกต. แจกใบเหลือง ใบแดง แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน แต่จากจำนวนเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาถึงกกต. พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นการร้องเรียนการกระทำผิดของผู้สมัครพรรคอื่น ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีน้อยมาก

เนื่องจากในความเป็นจริง ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประกบติดตัว จนทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ปราศรัยก็ยังถูกตามถ่ายภาพ และบันทึกเทปทุกเวที มีเพียงการร้องเรียนแบบลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อได้

การไม่สามารถออกใบแดงใบเหลืองให้แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้ แม้แต่รายเดียวของกกต. ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจและกดดันกกต. ไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการเปลี่ยนแผนด้วยการชี้นำให้กกต.เรียกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน จำนวนหนึ่งไม่น้อยกว่า 20 คนมารับข้อกล่าวหา จากกกต. เอง โดยใช้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่กกต. ตรวจสอบพบการกระทำที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดเอง โดยไม่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งผิดปกติวิสัยการทำงานของกกต. และเป็นการทำ งานที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับพรรคพลังประชาชน เท่านั้น ในส่วนของพรรคการเมือง กกต.ได้รับคำแนะนำว่าให้เป็นไปตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง กลับมีการให้ข้อมูลจากสำนักงานกกต. ว่ามีผู้ร้อง เรียนเข้ามาเพิ่มมากกว่า 1,000 เรื่อง ซึ่งเป็นไปตามคาดหมายว่าหลังการเลือกตั้ง จะมีการร้องเรียนมากขึ้น เพราะผู้แพ้เลือกตั้ง จะต้องหาเรื่องร้องเรียนผู้ชนะทุกคน และแน่นอนอีกเช่นกันว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะถูกร้องเรียนมากที่สุดก็คือผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ที่ชนะเลือกตั้งมากที่สุด

ตรงนี้เองที่จะเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการทำงานของกกต. โดยมีเป้าหมายที่จะแจกใบแดง ใบเหลืองให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้เพื่อให้สัดส่วนตัวเลขส.ส.ของแต่ละพรรค มีความไม่แน่นอน และดึงเวลาการจัดตั้งรัฐบาลออกไปให้นานที่สุด เพื่อที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสูตรการจัดตั้งรัฐบาล และสุดท้ายก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนข้าง ย้ายขั้วของพรรคการเมืองต่างๆ จนในที่สุด พรรคพลังประชาชน จะถูกลอยแพเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว แม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดก็ตาม

นี่คือโอกาสและนาทีทองของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่จะแทรกตัวเองเข้ามาเป็นผู้บงการเกมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และจัดการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยมือตัวเอง เพื่อที่จะครอบงำรัฐบาลใหม่ ได้ทุกส่วน

ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของผู้มีอำนาจนอกระบบและผู้ก่อการรัฐประหาร ที่ไม่มั่นใจในสวัสดิภาพของพวกตน หลังจากที่เห็นผลการเลือกตั้งที่ปรากฎออกมาแล้ว ว่าประชาชนต้องการให้พรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล

ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 คน จึงต้องระมัดระวังให้ดี สำหรับการทำงานสืบสวนสอบสวนวินิจฉัยข้อร้องเรียนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะลงมติทางใดทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นท่านทั้ง 5 จะตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่ต้องการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง และต้องการครอบงำการเมืองไทยไว้ใต้อำนาจเผด็จการ สืบต่อไป

ที่สำคัญคือ หากการพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนของ กกต. เป็นไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจนอกระบบและเผด็จการต้องการ กกต.ก็จะตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการและผู้มีอำนาจนอกระบบที่ไม่เคยเคารพประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ เสียง และมติของประชาชน

ที่สำคัญคือ กกต.จะต้องพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนทุกกรณี ทุกคน ทุกพรรค โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่รับ ทราบกันทั่วไปว่า เหตุที่ต้องมีการเลือกตั้ง ก็เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนมอบความไว้วางใจให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดเป็นผู้แทนของตน เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และลงคะ แนนมอบความไว้วางใจพรรคการเมือง ไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ

เจตนารมณ์ของประชาชนในการไปลงคะแนนเลือกตั้ง การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงให้แก่ผู้สมัครคนใดเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย และมอบความไว้วางใจให้พรรคการเมืองใด เป็นรัฐบาล เป็นสาระสำคัญที่สุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีปรัชญาว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

การออกเสียงลงคะแนนของประชาชน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับความเคารพสูงสุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เว้นเสียแต่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสียงของประชาชนจึงจะไม่ได้รับความเคารพ และไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับการเคารพจากผู้ปกครองที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่เห็นคุณค่าความหมายทั้งเสียงและความต้องการของประชาชน

ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้จัดการการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และเป็นผู้ที่ไsด้รับการยกย่องว่าเป็นคนสำคัญ เป็นองค์กรอิสระที่สำคัญในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงควรจะคำนึงถึง มติของประชาชน การออกเสียงของประชาชน เป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ และหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่คำนึงถึงความต้องการ และเสียงของผู้มีอำนาจนอกระบบบางคน บางกลุ่ม ที่ไม่เคยเชื่อถือ ไม่ยอมรับ และยังทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย

หาก กกต.ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของใคร องค์กรใด ก็ต้องแสดงออกถึงความเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง และมีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการสร้างสรรค์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความยั่งยืนถาวรตลอดไป ก็ควรจะต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

กกต.จะต้องระลึกไว้ด้วยว่า ประชาชนที่มาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั่วทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ออกมาตามที่กกต.รณรงค์เชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ

แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแล้ว กกต. ควรจะต้องยอมรับ ซึ่งผู้ได้รับการเลือกตั้งแต่ละคน ได้รับคะแนนน้อยที่สุด ก็คือ 50,000 เศษ ไปจนถึงมากกว่า 100,000 คะแนน

การที่ กกต. 5 คน จะใช้อำนาจของตนเอง ออกเสียงลบล้างการตัดสินใจของประชาชน ทำให้คะแนนที่ประชาชนมอบให้แก่ผู้สมัครคนใด และพรรคการเมืองใด เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีความหมาย จึงไม่อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่า เป็นการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน

หาก กกต.ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว

กกต. ก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการตัดสินใจของ กกต.

หาก กกต.และประชาชน ไม่เคารพการตัดสินใจ และการใช้สิทธิซึ่งกันและกันแล้ว

กกต. กับ ประชาชน จะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อ ความสำเร็จของกกต. ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชน เป็นสำคัญ

เราจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ออกเสียงไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา

หาก กกต. ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว กกต.นั่นล่ะ ที่จะเป็นผู้ก่อวิกฤตครั้งใหม่ให้แก่การเมืองไทย และจะทำให้การเมืองไทย ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

หากสุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่า กกต.จะเห็นชอบว่าใครควรจะได้เป็นส.ส.และใครไม่ควรเป็นส.ส. ทั้งๆ ที่ประชาชนออกเสียงลงมติแล้วว่าจะให้ใครเป็นส.ส. ให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ประชาชนออกเสียง เพราะกกต.ไม่เห็นชอบ แล้วเราจะไปเลือกตั้งกันทำไม

หากวันนี้ พรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ได้เป็นส.ส. เพราะกกต.ไม่เห็นด้วย แล้ว เราจะกล้าพูดหรือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นการปกครองของประชา ชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ได้อย่างไร

วรรคสุดท้ายที่ประชาชนอย่าง ประดาบ อยากจะฝากถึง กกต. 5 คน ก็คือ

“กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน”

โปรดฟังอีกครั้งหนี่ง !

โดย ประดาบ

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

'บรรหาร' ต่อรองขอเก้าอี้นายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคชาติไทยว่า หลังจากที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

ได้เดินทางเข้าพรรคเพื่อหารือกับแกนนำ เพราะภายหลังจากที่นายบรรหารได้ประกาศจับขั้วกับพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ช่วงคืนวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางพรรคชาติไทยได้มีการประสานไปยังพรรคพลังประชาชน เพื่อต่อรองขอเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงเกรดเอ 2 กระทรวง

สำหรับพรรคเพื่อแผ่นดิน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไปประสานงานกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา

เพื่อขอให้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่มอบหมายให้นายสมศักดิ์ ปริศานานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ประสานงานกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยต่อรองขอ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ คมนาคม ท่องเที่ยวฯ เกษตรฯ และการพัฒนาสังคมฯ กระทั่งช่วงสายวันที่ 24 ธ.ค. ยังไม่มีคำตอบจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งแกนนำในพรรคชาติไทย ได้ติดต่อประสานไปอีกครั้ง แต่ยังไม่มีคำตอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อแกนนำพรรคชาติไทยรับทราบว่า พรรคพลังประชาชนติดต่อพรรคเล็ก 3 พรรคได้แล้ว

นายบรรหารมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด เดินทางออกจากพรรคเมื่อเวลา 14.00 น. ไปซื้อกระเบื้องที่ร้านเครื่องสุขภัณฑ์ย่านถนนรัชดาภิเษก และตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร ย่านสุขุมวิท เพื่อตรวจเช็กร่างกาย ทราบภายหลังเป็นการตรวจเช็กในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหารเคยเปรยไว้ว่า หลังเลือกตั้งจะไปตรวจเช็กร่างกาย เนื่องจากในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ได้ตกน้ำครำที่เขตดอนเมือง และยังไม่มีเวลาตรวจเช็กร่างกาย นายบรรหารเกรงว่าจะมีปัญหาต่อสุขภาพ

จากนั้น นายบรรหารได้เดินทางกลับมาบ้าน ย่านจรัญสนิทวงศ์ เมื่อเวลา 17.30 น.

โดยมีสีหน้าเคร่งเครียด และไม่พอใจเมื่อเห็นผู้สื่อข่าววิ่งกรูเข้ามาหาเพื่อจะขอสัมภาษณ์ โดยนายบรรหารมีอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ขอร้องอย่าถ่ายได้มั้ย แค่นี้ก็เป็นข่าวด้วยหรือ” ต่อมาเวลา 18.20 น. นายบรรหารขึ้นรถตู้ออกจากบ้าน เพื่อเดินทางไปบ้านนายวัฒนา อัศวเหม แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ย่านสวนหลวง


Tuesday, December 25, 2007

คมช.พอใจผลเลือกตั้งรับห่วงคตส.โดนเช็คบิล

คมช. พอใจการเลือกตั้ง ไม่มีเหตุวุ่นวาย ขณะยอมรับ ห่วงการทำงานของ คตส. ระบุ พร้อมรับผิดชอบ ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

มีรายงานข่าวจากกองบัญชาการทหารบกว่า การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในวันนี้ ซึ่งพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และ พลเอกบุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ได้ร่วมรับประทาน อาหารเช้าแต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย พลเอกสนธิ ได้พูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองและผลการเลือกตั้ง พร้อมทั้งให้ข้อคิดแก่คมช.ว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ต้องแก้ด้วยการเมือง ฝ่ายทหารไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

สำหรับการประชุมคมช. ที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมต่อการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จ และผ่านพ้นไปได้โดยปราศจากความวุ่นวาย และขั้นตอนต่อไป เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะใช้เวลาในอีก 1 เดือนข้างหน้าต่อจากนี้ ทำให้กระบวนการเลือกตั้งของไทยบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และนานาประเทศ ซึ่งคมช.มุ่งหวังว่า การจัดตั้งรัฐบาลควรคำนึงถึงความสงบ เรียบร้อย ของชาติบ้านเมือง และความสมัครสมานสามัคคี

นอกจากนี้ยังได้มีแสดงความห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต่างๆที่คมช.ตั้งขึ้น โดยเฉพาะ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งทำหน้าที่เพื่อประชาชนตามครรลอง ของคำวินิจฉัย ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคตส. คมช.จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง อย่างไรก็ตามในที่ประชุมไม่ได้มี การหารือถึงกระแสข่าวการกลับมาล้างแค้นของพรรคพลังประชาชน ที่มีความเป็นไปได้สูงในการได้เป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล


สั่งจำคุก'สนธิ ลิ้มทองกุล' 3ปีไม่รอลงอาญาปรับ4หมื่น ฐานหมิ่น'ทักษิณ'

ศาลอาญาสั่งจำคุก'สนธิ ลิ้มทองกุล'3ปี ปรับเงินบก.ผู้จัดการอีก40,000บาท หลังอ้าง'ทักษิณ'เผาเวทีพันธมิตร กุเรื่องถูกลอบทำร้าย หลงมนต์ดำจนวิกลจริต ศาลให้ประกันตัวใช้หลักทรัพย์ 3 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาพิพากษาสั่งจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และปรับเงินนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บก. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมทั้งให้ลงโฆษณาคำพิพากษา ลงในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชนและผู้จัดการ เป็นเวลา 5 วัน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำนวน 3 คดี ในกรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้จ้างวางเผาเวทีปราศรัยของพันธมิตร จ้างมือปืนสังหารตนเอง และหมกหมุ่นในไสยศาสตร์จนวิกลจริต ต้องไปรับการรักษาตัวที่ประเทศสิงคโปร์

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า นายสนธิกำลังดำเนินการยื่นเรื่องประกันตัวต่อศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาว่า จะให้ประกันตัวหรือไม่ภายในวันนี้(25ธ.ค.)

ต่อมาศาลอาญาอนุญาตใช้หลักทรัพย์กรมทัณฑ์อิสรภาพ 3 แสนบาทเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว นายสนธิ กล่าวว่า โดยส่วนตัวยอมรับผลคำตัดสินแต่จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป และพร้อมถูกจำคุกหากคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ส่วนตัวยอมรับคำผลการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นายสนธิยังกล่าวยืนยันอีกว่า ตั้งแต่บัดนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะยุติการเคลื่อนไหวและจะไม่มีการชุมนุมอีกต่อไป โดยจะเปลี่ยนไปเป็นการให้ความรู้กับประชาชนแทน ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชาชนระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับภายในเดือนกุมภาพันธ์นั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีหากพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาสู้คดีเพื่อให้การเมืองของประเทศเดินหน้าต่อไป