WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

'วัฒนา' ทำเป็นไม่รู้จัก 'สมัคร'

นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ในที่ประชุมไม่ได้หารือเกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เห็นว่าในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะ กกต. ยังไม่ได้รับรอง ส.ส.ที่สำคัญข่าวที่ระบุว่าพรรคเพื่อแผ่นดินแบ่งเป็น 2 ขั้วนั้นก็ไม่เป็นความจริง พรรคเราไม่มีอะไรแตกแยก และการนัดพบกับ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสตร์ ที่บ้านสนามบินน้ำในค่ำวันนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการพบปะกันธรรมดา เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนมีความพยายามสลายขั้วระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคชาติไทย นายวัฒนากล่าวว่า พรรคอื่นตนไม่ทราบ รู้แต่เรื่องของพรรคเพื่อแผ่นดินที่พรรคของเรามีเอกภาพ ขณะนี้เรายังคุยกับพรรคชาติไทยอยู่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะต้องยึดถือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามถึงการประกาศจุดยืนของน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคพลังประชาชนได้ นายวัฒนากล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่พบหมอแว แต่ถ้าได้พบก็คงได้พูดคุยกัน ทั้งนี้ตนขอชื่นชมหมอแวว่า เป็นคนที่มีอุดมการณ์ใช้ได้ การพูดคุยคงไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าในฐานะที่เคยร่วมงานกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน สมัยอยู่พรรคประชากรไทย ได้มีการคุยกันเป็นการส่วนตัวถึงทิศทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ นายวัฒนาย้อนถามว่า 'คุณถามถึงคนชื่ออะไรนะ ' เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายวัฒนา ตอบว่า 'ผมไม่รู้จักคนๆนี้'


480 ผู้สร้างชาติ


ถ้าตัวเลขความเสียหายในเรื่องใบเหลืองใบแดง...ของพรรคพลังประชาชนไม่มากจนเป็นเรื่องผิดสังเกต

พรรคพลังประชาชน จะเป็นรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว

ตัวเลข 232 เสียง จากกึ่งหนึ่ง 240 ทำให้...พรรคอื่นๆ นอกจากพรรคพลังประชาชนไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้...

ในทางตรงกันข้าม หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว...ประเทศจะได้รัฐบาลและมีพรรคฝ่ายค้านในสัดส่วนที่ถูกต้อง...

ผู้แทนทั้ง 480 คนในพรรคการเมือง7 พรรค จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว

หากจะรักษาระบบรัฐสภาและสร้างศรัทธาให้กับระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ นั่นคือการร่วมกับพรรคพลังประชาชน สร้างรัฐบาลผสม 6 พรรคขึ้นมา

รัฐบาลใหม่ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะมี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่ปรึกษา

พรรคพลังประชาชน จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา...

พรรคชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน จะดูแลเรื่องการพัฒนาประเทศ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา...จะดูแลเรื่องกีฬาและการท่องเที่ยว

มัชฌิมาธิปไตย-ประชาราช ก็จะได้ร่วมอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี...

หากจะหลีกเลี่ยงวิกฤติการ....จากฝ่ายต่อต้าน...รัฐบาลใหม่ยังไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะนิรโทษกรรมให้กับ 111 ผู้ต้องห้ามเล่นการเมือง...หรือยุบเลิก คตส. ..

ด้วยเหตุผล 2ประการ

การนิรโทษกรรมนั้น...ยังมีเวลาและโอกาส

คตส. มีวาระของการสิ้นสุดอยู่แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ ที่เริ่มกลับมาสู่การยอมรับของประชาชน ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 43 ยังมีหนทางอีกยาวนานที่จะสร้างพรรคประชาธิปัตย์...ให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่เพียบพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้ายังยึดมั่นในวาระแห่งประชาชน 480 คนในรัฐสภา...จะต้องศรัทธาในระบบ ให้เกิดและฝังรากลงในจิตใจของประชาชน

เลิกฟังตัวตลกที่พกตำราโหราศาสตร์

มาป่วนชาติกันซะที

พญาไม้

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์...

จากหนังสือพิมพ์บางกอก ทูเดย์

โฆษก พปช.เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ

สำนักข่าวไทย 26 ธ.ค.-โฆษกพลังประชาชน เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ เพราะข้อตกลงเดิมกับประชาธิปัตย์และความชัดเจนงานที่จะร่วมดูแล มั่นใจผู้สมัครของพลังประชาชนจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกกรณีถูกใบเหลือง-ใบแดง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์" ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคว่า สูตรที่จะเตรียมแถลงหลังปีใหม่ขณะนี้ยังเป็นสูตรที่พรรคพลังประชาชนรวมกับ 3 พรรค 21 เสียง คือ รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช และต้องการได้เพื่อแผ่นดินและชาติไทยเข้าร่วมให้เสียงของรัฐบาลมีความมั่นคงและเป็นรัฐบาลที่ทุกคนมั่นใจได้ว่าเกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ แต่ขอให้มั่นใจว่าพลังประชาชนพร้อมจัดตั้งรัฐบาล และใช้ความพยายามเจรจากับพรรคอื่นต่อไปอีก

ร.ท.กุเทพ กล่าวถึงการจับขั้วของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินว่า คงมีทั้งการมาอยู่กับพลังประชาชนทั้งสองพรรค หรือตัดสินใจว่าไม่มาก็ไม่เป็นอะไร เพราะคำนวณดูแล้วมี 254 สียง ซึ่งมากกว่าจะไปอยู่ในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มีความโอกาสที่ 2 พรรคจะมาอยู่กับพลังประชาชน แต่อยากให้การเจรจาไม่ถูกกดดันจากพรรคอื่นที่จะมีผลต่อ 2 พรรค

"เหตุผลสำคัญคือมีการตกลงกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งมา โดยพรรคชาติไทยที่ผูกอยู่กับประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจนว่าเมื่อเขาจะมาร่วมแล้วเขาจะได้ดูแลงานตรงไหนอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาที่งานตรงนี้ต้องใช้เวลาในการเจรจาบ้าง ส่วนที่ว่าจะมีใครอยู่ด้านนอกด้านในมากดดันคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พรรคการเมืองจะต้องแสดงตัวต่อประชาชนว่าตัดสินใจเองได้โดยอิสระ ก็คิดว่าพรรคชาติไทยก็จะตัดสินใจได้บนพื้นฐานการให้อำนาจของพี่น้องประชาชน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

ร.ท.กุเทพ กล่าวมั่นใจด้วยว่า ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนที่จะส่งไปแทนผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งแล้วถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ใบเหลืองหรือใบแดง จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหมือนเดิม เนื่องจากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค หากส่งผู้สมัครคนใหม่ไปก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าคือคนของพรรค ดังนั้นถ้าจะเลือกตั้งใหม่ให้เกิดความบริสุทธิ์ใจพรรคก็ยินดี อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.จะแจกใบเหลืองหรือใบแดงเพิ่มอีก คงต้องมาพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร มีการร้องเรียนลักษณะกล่าวหาทำให้เกิดความสับสนมุ่งให้เกิดปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เชื่อว่า กกต.มีวิจารณญาณและข้อมูลอยู่ คงไม่รับเรื่องร้องเรียนสะเปะสะปะ และคงให้ความเป็นธรรมกับพลังประชาชน

"เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม ข้อมูลที่ร้องเข้ามาคงเยอะมาก โดยเฉพาะจากผู้สมัครที่สอบตก กกต.เองคงต้องเลือกเรื่องที่จะมีพิจารณาอย่างมีเหตุผล ถ้ารับทุกเรื่องก็จะมีข่าวออกมาว่าถูกสอบทุกเหตุก็จะปั่นป่วนสับสน ผมยังเชื่อว่า กกต.จะมีวิจารณญาณในการมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้เมื่อปมประเด็นไปอยู่ที่ใบเหลืองใบแดง ถ้ามีคนต้องการใช้ประเด็นนี้มาเป็นการขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่า กกต.จะรู้ทันกลเกมตรงนี้และจะไม่เล่นตามเพลงของคนที่จะร้องเรียนเข้ามา"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว.-สำนักข่าวไทย

จาก สำนักข่าวไทย

“ตัวแปร” ที่แท้จริง

แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย สำหรับผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550...คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด หรือ 240 จากทั้งหมด 480 ที่นั่ง


ดังนั้น หลังผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มชัดเจนออกมาในเวลาเที่ยงคืน คำถามสำคัญที่สุดที่ทุกคนรอคอย คาดเดา และพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากพรรคการเมืองต่างๆ ให้ได้ก็คือ

ใครจะจับขั้วกับใคร?


ถ้าเป็นตามสถานการณ์ปกติ พรรคพลังประชาชนที่ได้ที่นั่งมากที่สุดถึง 232 ย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย โดยต้องการอีกไม่กี่สิบที่นั่งเพียงเท่านั้น และพรรคขั้วตรงข้าม (ตลอดกาล) อย่างประชาธิปัตย์ ก็คงเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหลือแต่ เจ้าเมืองแปร อย่างพรรคที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ดูจะมีความสุขที่สุด เพราะจะเลือกข้างใดก็ได้ และเผลอๆ อาจจะได้ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลมากกว่าพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. มากกว่าด้วยซ้ำไป


แต่ว่า...การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าปกติ...


ไม่ใช่แค่การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญ มันคือการเลือกตั้งที่จะประกาศภาวะอารมณ์และการตัดสินใจของประชาชนในประเทศนี้ ที่มีต่ออุดมการณ์การเมืองบางอย่าง


เมื่อพรรคพลังประชาชนยังคงได้เสียงข้างมากเกือบทะลุครึ่งสภา ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายทหารระดับสูงท่านหนึ่งที่ร่วมในคณะรัฐประหารเคยออกมาปรามาสไว้ว่า พรรคการเมืองที่ถูกขับไล่ออกไปแล้ว (ด้วยวิธีการนอกรัฐสภา) มักไม่ได้กลับเข้ามาอีก...


แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนขับไล่ หนำซ้ำผลคะแนนยังออกมาว่าพรรคพลังประชาชนที่มีภาพลักษณ์เป็นตัวแทนอดีตพรรคไทยรักไทย ยังได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 เช่นนี้...


มันจึงคือการตบหน้าคณะรัฐประหารอย่างจัง


มันคือการประกาศว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องที่กองทัพหักคอประชาชนเอาเอง เพราะนอกจากคนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลประโยชน์ และแอบรวมหัวเปิดทางให้ทหารเข้ามาแล้ว...ประชาชนคนอื่นๆ ที่เหลือ เขาไม่ได้ต้องการด้วย


อย่างน้อย คนที่ไม่ต้องการทหารก็คือกว่า 20 ล้านเสียงที่กากบาทให้พรรคพลังประชาชนในครั้งนี้!


ถึงกระนั้น แม้ประชาชนส่วนมากจะเลือก และแม้คนที่ไม่ได้เลือกก็พร้อมจะยอมรับในเสียงข้างมาก...


แต่ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้โดยง่าย...แม้ว่า เจ้าเมืองแปร จะแทงกั๊กมาตลอดว่ายังห่วงใยและพร้อมจะคุยกันเสมอ (ถ้าได้เสียงข้างมาก...)


นั่นเพราะว่าตัวแปรที่แท้จริงไม่ได้ขี่ม้าสีหมอก...หากแต่เป็นตัวแปรพิเศษยิ่งกว่า ที่ทั้งมืด ลึกลับ และมีพลังอำนาจมากกว่านั้นหลายเท่าตัวนัก...


เป็นอำนาจพิเศษที่พรรคอันดับ 2 อย่างประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดีว่า ทำให้ตัวเองได้เปรียบ


เป็นอำนาจพิเศษที่หลายสำนักทั้งในและนอกประเทศต่างก็จับตามอง และไม่เคยละเลยที่จะเอ่ยถึงในกระบวนการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเมือง


เป็นอำนาจพิเศษที่ทำให้เกิดข่าวลือกระเซ็นกระสายในช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้งไม่กี่ชั่วโมง ว่ามีการเข้าพบผู้มากบารมี...ตามมาด้วยการดักคอกันว่า ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว คนอื่นอย่ายุ่ง


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้เรื่องธรรมดา เช่น การที่พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาล ไม่อาจทำได้


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้พรรคที่ 2 ได้ขึ้นมาแทน และต้องผสมกับพรรคที่ 3, 4, 5 ฯลฯ จนกลายเป็นรัฐบาลผสมที่คละเคล้ามากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง...และมีทีท่าจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง


บางที คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคพลังประชาชนจะจับขั้วกับใคร...


แต่อยู่ที่ว่า ใคร ได้รับการตั้งธงมาแล้วว่าจะให้ได้เป็นรัฐบาล



ภาคธุรกิจขานรับรัฐบาลพปช.

ภาคธุรกิจดาหน้าขานรับรัฐบาล พลังประชาชน เชื่อหลังตั้งรัฐบาลต่างชาติจะมองไทยดีขึ้น และจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งยังไม่คิดว่าจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ใคร ชี้ 1-3 เดือนแรกเศรษฐกิจอาจจะยังนิ่ง แต่หลังไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไปทุกอย่างจะไปได้สวย ระบุพรรคอันดับ 1 ย่อมมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง


นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)

กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต่างประเทศจะยอมรับได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากสิ่งที่นานาประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนต้องการจะเห็น และพร้อมจะลงทุนด้วยก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่จะยั่งยืนและยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล และความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้า พปช. เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ หรือจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ เช่น จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใครบางคน โดยเฉพาะตนเชื่อว่ารัฐบาลนั้นๆ ก็คงไม่สามารถอยู่ได้ เพราะเชื่อว่าเวลานี้ประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะกลับมา แต่เขาสนใจว่าครอบครัวจะมีกินมีใช้เพียงพอหรือไม่ นี่คือหน้าที่ที่ พปช. จะต้องรับมือให้ได้ ไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้จะหมดอย่างรวดเร็ว และโอกาสที่จะนำกลับมาได้ก็ยาก

ด้าน นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคพลังประชาชน (พปช.) เพราะพรรคที่เป็นแกนนำจะเป็นพรรคไหนก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้วขอให้เร่งทำงาน เพราะสิ่งที่เอกชนคาดหวังจากรัฐบาลคือ ขอให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายใต้ 3 เรื่องหลัก คือ 1.บริหารจัดการเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค อย่าให้เงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค เพราะจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

2.ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนสถานะจากผู้ปกครอง มาเป็นผู้คิดในลักษณะกัลยาณมิตรกับนักธุรกิจ มองความเดือดร้อนของเอกชนเป็นความเดือดร้อนของรัฐบาล ไม่ควรออกกฎข้อห้ามในลักษณะที่ว่า เมื่อราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิตสินค้าขึ้นราคาแล้ว ห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าตาม

3.รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาวะตลาดการแข่งขัน แต่ยังมีเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการค้า การลงทุน และวางแผนธุรกิจ

ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หากทำ 3 ข้อนี้ได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ไม่ใช่ไม่ยอมรับกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าพรรคที่มีเสียงข้างมากมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หากพรรคที่มีเสียงข้างมากจัดตั้งไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่พรรคที่มีคะแนนรองลงมาจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ควรตั้งกติกาว่าไม่เอา พปช. หรือ ปชป. เพราะเท่ากับว่าไม่เคารพกติกา และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของประเทศ และมีผลกับเสถียรภาพทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

ส่วน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องขอดูนโยบายที่ชัดเจนหลังพรรคพลังประชาชน (พปช.) เมื่อรวมกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและผสมนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และการเป็นพรรคใหญ่น่าจะมีข้อดีในแง่เสถียรภาพการเมือง น่าจะบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักธุรกิจกังวลในเรื่องการใช้นโยบายประชานิยม ควรมีการปรับปรุงบางส่วน โดยเฉพาะความรอบคอบต่อการใช้งบประมาณ จนกระทบต่อภาวะหนี้ประชาชนและประเทศชาติในอนาคต

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า พรรคการเมืองใดเข้ามาทำงานก็ได้ แต่ต้องคำนึงสิ่งแรกในเรื่องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกแยกขึ้นอีก ขณะนี้นักธุรกิจกลัวเรื่องไม่มีความสงบในประเทศมากที่สุด เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีทัศนคติที่เป็นผู้นำ ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผู้นำต้องสร้างความปรองดอง และสงบเสงี่ยม ต้องเปลี่ยนการพูดจาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการสร้างความเข้าใจผิด หรือเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะเริ่มดีขึ้นหลังประเทศไทยจัดการเลือกตั้ง และต่างชาติมองว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อภาพชัดเจนและการเมืองมีเสถียรภาพ ไม่มีความขัดแย้ง และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ การลงทุนและการค้าก็จะดีขึ้น ด้านนโยบายนั้นเห็นว่าคล้ายๆ กัน ต่างเป็นนโยบายประชานิยม เพื่อการกระตุ้นรากหญ้าและเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรให้แต่เงิน ต้องสอนให้อยู่รอดและลดต้นทุน โดยเฉพาะประชาชนระดับกลางและรากหญ้า เพราะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

เชื่อว่าเสถียรภาพรัฐบาลคงไม่ยาวนัก จากองค์ประกอบรวมกันหลายพรรค ความหลากหลายจะทำให้แตกสลายง่ายค่อนข้างสูง รัฐบาลน่าจะมีอายุไม่เกินปีครึ่ง-2 ปี

ส่วน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) รวมพรรค และได้จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และไม่เกิดความแตกแยกในภาคสังคม หรือหากจะเกิดเหตุการณ์การคัดค้านก็คงเพียงระยะเวลาสั้นๆ 1-3 เดือน เศรษฐกิจไทยก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังไตรมาส 2 ของปี 2551 และขยายตัวได้ 4.5-5%

ในเรื่องของนโยบาย ประชาชนและภาคธุรกิจกำลังจับตาในเรื่องทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ว่ามีความเหมาะสมและเร่งแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดของปัญหา คือไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของ พปช. ขณะนี้ โดยประเด็นเปราะบางต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคพลังประชาชนคือ คะแนนพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมมีเพียงพอหรือไม่ และกระแสสังคมด้านความคิด นโยบาย หรือการนิรโทษกรรม 111 นักการเมือง ควรเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ

นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนได้มาตามกลไกของการเลือกตั้ง และประชาชนให้คะแนนเสียงมามาก ย่อมมีความชอบธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจต้องดูนโยบายหลังตั้งรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารประเทศ ภายใน 1 ปีนับจากนี้ รัฐบาลต้องพิสูจน์การทำงานและแก้ไขปัญหาในเรื่องออกมาตรการดูแลปัญหาผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และรักษาเสถียรภาพค่าบาทไม่ให้แข็งเกินกว่าปัจจุบัน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาลดลงมาก นโยบายดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันและพลังงาน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และการค้าระหว่างประเทศต้องใช้เชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยนั้นนิ่งยาก ยังอยู่ในภาวะกดดันรุนแรงในหลายเรื่อง ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศขอให้นึกถึงความสามารถปรองดอง และใช้เวลา 1 ปีบริหารงานให้เป็นรูปธรรม

ทางด้าน นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า พรรคไหนจะเป็นรัฐบาลก็คงมีค่าเหมือนกัน คือต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ส่วนกรณีที่หลายคนเกรงว่า หากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น ก็อยากให้คนยอมรับผลการเลือกตั้ง เมื่อเลือกเข้ามาแล้วก็ต้องยอมรับ จะมาคัดค้านกันอีกก็คงไม่ไหว อยากให้รัฐบาลลองทำงานก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนเอไอเอสยืนยันว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด พรรคใดเข้ามาก็ถือว่าดีหมด

ส่วน นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าดีกว่าเดิมมาก เพราะต้องรับฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนรัฐบาลที่แล้ว แต่หากเป็นพรรคพลังประชาชน แม้ว่าจะวุ่นวายบ้าง แต่ก็ถือว่าดี ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยเหมือนเดิม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากสามารถแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจได้ กระแสการคัดค้านอื่นๆ คงลดลงด้วย

สำหรับผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้นำประเทศ ก็คงต้องปรับตัวมากขึ้น อย่างเช่นกรณี นายสมัคร สุนทรเวช คงต้องนิ่งมากขึ้น หากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่หากจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องเฉียบขาดมากกว่านี้ โดยรวมแม้ใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไปในทางบวก เพราะแม้จะตั้งรัฐบาลได้ ก็ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมีการรวมกันหลายพรรค

นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า พรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลผสม ควรจะคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคจะเน้นด้านประชานิยม หากวางนโยบายใช้จ่ายด้านประชานิยมแล้วรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ก็จะทำให้การใช้จ่ายตามนโยบายเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ นอกจากนั้น หากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพก็จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติด้วย

สำหรับผู้ที่จะมารับตำแหน่ง รมว.คลัง นั้น นางพรรณี กล่าวว่า สมมติว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่หากเป็นนักบริหาร ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ขึ้นกับการเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน และมีทีมงานที่มีความสามารถ ถือเป็นสิ่งสำคัญ

คณบดีนิติศาสตร์ มช.ชี้คนนอกพรรคการเมืองงุบงิบตั้งรัฐบาลคือการตบหน้าประชาชน

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้สัมภาษณ์ช่วงข่าวภาคเที่ยงทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550


โดย ผศ.สมชาย เห็นว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสม แต่หากรวมพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากแบบปริ่มๆ คือระหว่าง 240-270 ที่นั่ง คงไม่เกิดเสถียรภาพ คงต้องมีเสียงมากกว่านั้น เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในรัฐบาล และไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่พรรค พปช. หรือ ปชป. เป็นพรรครัฐบาลต้องเผชิญปัญหาสามเรื่อง คือ


หนึ่ง รัฐบาลผสม ต้องมีการพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคอื่นมาก ยิ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลมากพรรคยิ่งมีปัญหามาก สอง การเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งอยู่ฐานเสียงทางสังคมการเมืองที่แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีฝ่ายตรงข้ามยืนอยู่ สาม รัฐบาลที่เกิดขึ้นอาจทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตัดแขนขาพรรคการเมืองเยอะ ทำให้พรรคการเมืองอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นแม้เสียงของรัฐบาลจะมั่นคงแต่ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ได้นำเสนอไว้กับประชาชนในการเลือก รัฐบาลไม่ว่าจะโดยพรรคใดเป็นแกนนำก็ก็จะต้องเผชิญกับสามปัญหานี้


ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเป็นคนฟอร์มรัฐบาลจะมีรูปแบบอย่างไร ผศ.สมชาย ตอบว่า สมมติว่าหากผมจะจัดตั้งรัฐบาล คงออกแบบให้มีพรรคร่วมรัฐบาลน้อยที่สุด และมีเสียงมากอยู่พอสมควร นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลผสมปรารถนามากที่สุด แต่ถ้ารัฐบาลผสม มีพรรคร่วมรัฐบาลมาก จะยิ่งมีโอกาสล่มสูงมาก


ผู้สื่อข่าวถามว่าตามที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากพรรคพลังประชาชนสามารถตั้งรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น อาจารย์จะอธิบายทางวิชาการอย่างไร ผศ.สมชายตอบว่า การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันเชิงนโยบาย พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากจะได้รับเสียงข้างมาก และที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าก็จะได้รับเสียงน้อยรองลงมา ดังนั้น การที่เกรงว่าพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวายนั้น ตรงกันข้ามการที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้เสียงรองลงมาได้ตั้งรัฐบาล แล้วคนที่ลงคะแนนให้พลังประชาชนก็มีเยอะไม่ใช่หรือครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราน่าจะจับตามองคือ ใครจะรวมกับใคร ทั้งหมดควรจะรวมโดยเปิดเผยและโปร่งใส


การที่ประชาชนไปหย่อนบัตร แล้วพรรคการเมืองมางุบงิบกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจนอกระบบมางุบงิบตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นตบหน้าประชาชน


รัฐบาลชุดที่เข้ามาหลังการเลือกตั้งมีสองเรื่องที่ต้องคิดถึงอย่างมาก คือหนึ่งเศรษฐกิจ ที่มีหลายเรื่องรุมเร้า เช่น ราคาน้ำมัน อีกเรื่องที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดระบบการเมืองที่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังเลือกตั้งก็วุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเตือนว่ามันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเรื่องนี้ ในการสร้างระบบการเมืองที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นฉบับที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จะทำให้ประชาธิปไตยกับคืนสู่สังคมไทยอย่างมั่นคงขึ้น


ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะเกิดการรัฐประหารซ้ำอีกหรือไม่ ผศ.สมชาย ตอบว่าผมคิดว่าการพูดถึงการปฏิวัติซ้ำ จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นอีกนั้น คงบอกได้อย่างหนึ่งว่าปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าข้ออ้างในการรัฐประหาร น่าจะตอบชัดเจนแล้วว่าล้มเหลว ทีว่ารัฐประหารเพื่อแก้ไขขัดแย้ง ความแตกแยก จริงๆ แล้วผมคิดว่าวันนี้คือวันที่ต่อจาก 19 ก.ย. 2549 การยึดอำนาจที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นเลย จนในที่สุดเราก็กลับเข้าสู่กติกาการเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม


ใครทำรัฐประหารคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมจะบอกว่ารัฐประหารไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย และจะทำให้ปัญหาของสังคมไทยยุ่งยากมากขึ้นไปอีกผศ.สมชายกล่าวในที่สุด


จาก http://www.prachatai.com/

ตะกายดาว

การที่ประชาชนไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ นั่นคงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตื่นตัวทางการเมือง อย่าไปคิดโง่ ไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจ ไม่ว่าจะคนในเมืองหรือคนบ้านนอก

เพียงแต่ว่าจะเลือกใคร พรรคไหน ต้องการให้ใครเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ซึ่งก็แล้วแต่ความนึกคิดของคน 2 กลุ่มใหญ่

แต่ที่แน่ๆ ครั้งนี้สิ่งหนึ่งก็คือความรู้สึกที่ต้องการเปลี่ยนแปลง “การเมือง” ซึ่งประเด็นหนึ่งก็คือการอยู่ในอำนาจของ คมช. 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมา ทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบการปฏิวัติยึดอำนาจ สนับสนุนหรือต่อต้าน

ต่างตกอยู่ในที่นั่งอันเดียวกันคือ เซ็ง เบื่อหน่าย ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่เห็นอนาคต

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการยึดอำนาจ มีรัฐบาลภายใต้อำนาจทหาร แต่ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆให้บรรลุเป้าหมายได้ มันก็เลยไร้ ประโยชน์ และผลพวงแห่งความไม่เชื่อมั่นทางการเมืองก็นำไปสู่ปัญหาทั้งภายในและนอกประเทศ

“เศรษฐกิจ” คือตัวหลักที่ชัดที่สุด

การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว เศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยู่กันอย่างนี้ไม่ได้แล้ว มีหวังประเทศพังแน่

ดังนั้น พฤติกรรมการลงคะแนนของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในชนบทยังคงยึดเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก และเชื่อมั่นว่าพลังประชาชนที่แปลงร่างมาจากไทยรักไทย น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ และจะส่งผลโดยตรงต่อพวกเขาที่จะได้ประโยชน์อย่างที่โครงการประชานิยมต่างๆ

นี่พูดถึงทั้งระดับล่างในเมืองและชนบท

เพราะการลงคะแนนเสียงที่ผ่านมา เท่าที่สอบถามคนระดับล่างในเมืองต่างก็ยังพูดถึงไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ดังนั้น พรรคการเมืองต่างก็รู้ดีก่อนการเลือกตั้งเสียอีกว่าพลังประชาชนจะต้องชนะเลือกตั้ง เพียงแต่คาดว่าตัวเลขจะไม่สูงเกินไปนัก หรือไม่ถึงเกินกึ่งหนึ่ง และในส่วนนี้จะไหลไปสู่พรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง

แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะที่อีสานนั้นเจาะแทบไม่ได้ มิหนำซ้ำพลังประชาชนกลับได้ ส.ส.เกือบเต็มพิกัดอีกพรรคเพื่อแผ่นดินที่ว่ามาแรงและมีฐานเสียงที่อีสานก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

“หัวหน้าพรรค” ยังสอบตกเลย นับประสาอะไร

กรณีนี้ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังตั้งคำถามอยู่เลยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายหลุดเกือบหมด นัยว่างานที่เจอแรงกระแทกจากพลังประชาชนที่คิดว่าเพื่อแผ่นดินเป็นคู่แข่งสำคัญ

ก็เลยทุ่มกันสะบัดช่อเพื่อเอาชนะให้ได้

ที่สำคัญก็คือการเมืองในห้วงวิกฤติการจะเลือกพรรคใหญ่-พรรคเล็ก จึงมีความสำคัญ อย่างพรรคเล็กก็ไม่มั่นใจว่าจะอยู่รอดหรือไม่ พูดง่ายๆไม่เชื่อมั่น แม้จะชมชอบตัวบุคคลก็ตาม และปัจจัยหลักอีกหนึ่งก็คือ “เงิน” ซึ่งก็รู้กันดีว่าไม่มีทางสู้พรรคนี้ได้

เช่นกัน พรรคประชาธิปัตย์ที่ตัวเลขสูงถึง 166 คน ถือว่าเกินเป้า โดยเฉพาะสนามกรุงเทพฯมาแบบพลิกล็อกกวาดไปถึง 27 ที่นั่ง เกินคาดหมาย ระบบสัดส่วนก็ได้ถึง 33 ที่นั่ง แพ้พลังประชาชนแค่ที่นั่งเดียวเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าคะแนนตีตื้นอย่างมากของประชาธิปัตย์น่าจะมาจาก “พลังเงียบ” ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด รู้ดีว่าโอกาสเป็นรัฐบาลมีน้อย แต่น่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีได้ มองทะลุไปด้วยว่าโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลก็ยังมีหากได้คะแนนดีหน่อยแล้วพรรคเล็กเอาด้วย

ยิ่ง “เพื่อแผ่นดิน” แค้นโดนทะลวง จึงจับมือกับชาติไทยที่ถูกตัดเชือกไม่ให้ร่วมรัฐบาล

“อภิสิทธิ์” ก็เลยได้ลุ้นเก้าอี้นายกฯขึ้นมาทันที.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

จาก http://www.thairath.co.th/#

ฝุ่นตลบ

ถ้าการเมือง อยู่ในช่วงเวลาที่ปกติสุข ผมเชื่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลคงไม่มีปัญหาคาราคาซังอยู่อย่างนี้ เมื่อพรรคพลัง-ประชาชนได้เสียงข้างมากเข้ามา ก็ได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน อย่างมากก็มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญกันบ้างพอหอมปากหอมคอ

นักการเมืองมืออาชีพถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คุณสมัคร สุนทรเวช ก็คงได้ขึ้นมาเป็นนายกฯคนที่ 25 ของประเทศไทยไปตามกติกา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ทำใจไป ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

แต่การเมืองวันนี้ผิดปกติ

ผมฟังมาว่า หลัง พลังประชาชนรู้ว่าได้เสียงข้างมาก แน่นอน ก็ต่อสายไปเชิญชวน ศิษย์เก่าอดีตพรรคไทยรักไทย ทั้งหลายร่วมตั้งรัฐบาล ก็ดูทำท่าจะไปได้สวย เพราะแต่ละพรรคก็สะบักสะบอมมาจากการเลือกตั้งกันทั้งนั้น อยากจะให้จบๆเรื่องซะที

ก็แปลว่าไม่มีประชาธิปัตย์กับชาติไทย

รัฐบาล 5 พรรค ที่ตั้งแท่นกันเอาไว้ก็จะมีพลังประชาชน 232 เพื่อแผ่นดิน 25 รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 มัชฌิมาธิปไตย 7 ประชาราช 4 เป็นรัฐบาล 278 เสียง ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง 2-3 เสียง

เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

และถึงเวลาจริงๆ ก็อาจจะ ดึงชาติไทยมารวมรัฐบาล อีกพรรคเพื่อให้เป็นรัฐบาลที่มั่นคงโดดเดี่ยว ประชาธิปัตย์ ไปเป็นฝ่ายค้านตามระเบียบ

แต่ก็อย่างที่ว่า การเมืองครั้งนี้ไม่ปกติ ไม่หมูเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากอำนาจพิเศษบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คุณสมัครเป็นนายกฯ ไม่อยากเห็นพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล หรืออาจจะเลยไปจนถึงเงื่อนไขไม่อยากให้ทักษิณกลับประเทศไทย เลยเข้าทางพรรคชาติไทยของ บรรหาร ศิลปอาชา พอดี

ปฏิบัติการขวางลำพลังประชาชนจึงเกิดขึ้น บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยโดดเข้าถ้ำ วัฒนา อัศวเหม แกนนำเพื่อแผ่นดินโดยมีสุวิทย์ คุณกิตติ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ร่วมวงหารือ

จับมือเป็นขั้วที่สามขึ้นมา

ทำให้รัฐบาลพลังประชาชนที่จับมือกันหลวมเหลือเสียงสนับสนุนที่ประมาณ 253 เสียง เกินครึ่งมาแค่ 13 เสียง หมิ่นเหม่เต็มที แถมยังมี ใบเหลืองใบแดง รออยู่ข้างหน้า

สมมติอีกฝ่าย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน รวมกันแล้วอยู่ที่ 225 เสียง แตกต่างกับขั้วพลังประชาชนอยู่ 28 เสียง เพราะฉะนั้น ลึกๆประชาธิปัตย์ก็หวังที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังมีความหวังเป็นนายกฯได้

อยู่ที่ว่าพลังประชาชนจะโดนใบแดงอีกถึง 10 ที่นั่งหรือไม่

แต่ถึงข้างประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาลสมใจนึก ดึงเอาพรรคเล็กๆสวิงกลับมาได้ ก็เป็นรัฐบาล 250-260 เสียง จะไปได้ กี่น้ำ นี่คือบทเริ่มต้นของเกมแย่งชิงอำนาจ ภายใต้คำสั่งลับภาคสอง

อยู่บนความหายนะของประเทศ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

จาก http://www.thairath.co.th/#

“ทักษิณ” ไม่ยุ่งการเมืองแค่ขอกลับบ้าน

วันที่ 25 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศยังเกาะติดความคืบหน้าการเลือกตั้งของไทยอย่างใกล้ชิด โดยอ้างการให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากฮ่องกง ระบุอดีตนายกฯทักษิณกำลัง “หาทางเลือก” เพื่อเดินทางกลับเมืองไทยภายในช่วงกลางเดือน ก.พ.หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือน เม.ย. แต่จะไม่ลงเล่นการเมืองอีกต่อไปและต้องการเดินทางกลับเมืองไทยในฐานะพลเมือง “ผมอยากกลับเมืองไทยแค่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง พอคือพอสำหรับการเมือง ผมจะไม่รับตำแหน่งใดๆทางการเมือง ยกเว้นหากพวกเขาเหล่านั้นต้องการคำปรึกษา ซึ่งผมจะให้โดยไม่คิดเรื่องค่าใช้จ่าย” อดีตนายกฯทักษิณระบุ อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่า ตนอาจทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้แก่พรรคพลังประชาชน หรือพีพีพี เพื่อผสานกลุ่มสนับสนุนตนกับนักการเมืองฝ่ายพันธมิตร พร้อมเรียกร้องให้เกิดความปรองดองกันภายในชาติ รวมถึงขอบคุณรัฐบาลทหารที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นได้ อันนำมาซึ่งประชาธิปไตยสู่เมืองไทยอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทุกคนควรช่วยกันคือสร้างความปรองดองขึ้นภายในชาติ ทุกฝ่ายต้องทิ้งอดีตขมขื่นและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างอนาคตสดใสและความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติ อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของอดีตนายกฯทักษิณยังระบุด้วยว่า แม้ตนไม่ปรารถนากลับสู่เส้นทางการเมืองจนกว่าจะรู้สึกว่าปลอดภัยดีแล้ว แต่ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ อาจต้องประเมินสถานการณ์ อีกครั้ง ส่วนประเด็นการตั้งรัฐบาลใหม่ อดีตนายกฯทักษิณ ระบุเชื่อมั่นจะสามารถตั้งรัฐบาลผสมได้ด้วยดี ถ้าไม่มีใครแทรกแซง

ปัดข่าว “ทักษิณ” หวนคืนการเมือง

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงว่า เนื้อหาที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวออกมามีความคลาดเคลื่อน ขอยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่กลับมาทำงานการเมืองอย่างสิ้นเชิง หากเดินทางกลับมาประเทศไทยก็จะมาทำงานด้านสาธารณกุศล ขอตั้งข้อสังเกตถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ที่นำเสนอนี้มีจุดประสงค์ อะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยแปลคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณผิดมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีเงินในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณพูดชัดว่าจะกลับมาช่วงกลางเดือน ก.พ.-เม.ย.2551 เพื่อมาต่อสู้คดีในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแน่นอน ส่วนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ก็คาดว่าจะกลับมาพร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ย้ำไม่รับเป็นที่ปรึกษานายกฯแน่

นายนพดลกล่าวว่า สำหรับข่าวที่ระบุว่า พรรคพลังประชาชนจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาของพรรคนั้น พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมให้คำปรึกษากับทุกรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมารับตำแหน่ง หรือเป็นที่ ปรึกษานายกฯอย่างเป็นทางการ เมื่อถามว่ามีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณร่วมมีบทบาททาบทามพรรคอื่นเพื่อตั้งรัฐบาล นายนพดลตอบว่า ไม่มีการทำเช่นนั้น ก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยออกมาพูดว่าอดีตนายกฯส่งเงิน 1 หมื่นล้านมาช่วยเลือกตั้งผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร เป็นการคาดการณ์จากความรู้สึก ไม่มีข้อเท็จจริง เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้คุยกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เพื่อทาบพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาล นายนพดลตอบว่า เป็นแค่รายงานข่าว ไม่จริงทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า คตส.แจ้งให้อดีตนายกฯเดินทางมาชี้แจงคดีในวันที่ 4 ม.ค.2551 นายนพดลตอบว่า เบื้องต้นทราบว่าจะส่งตัวแทนรับทราบข้อกล่าวหา แต่ตัว พ.ต.ท. ทักษิณจะยังไม่เดินทางกลับมาแน่นอน เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยคุยกับนายสมัครหรือไม่ นายนพดลตอบว่า ได้โทร.มาแสดงความยินดี และก็เป็นธรรมเนียมจารีตที่ชัดเจนว่าหัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดก็ต้องได้เป็นนายกฯ เชื่อว่าการยกมือเลือกตัวนายกฯคงไม่มีปัญหา และเสียงที่จะตั้งรัฐบาลได้อยู่ที่ 280-300 คน แต่หากเกิน 300 คนก็อาจจะมากเกินไป

อัด “เติ้ง” ตั้งแง่ต่อรองเก้าอี้นายกฯ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต่อรองขอตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แลกกับการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายนพดลตอบว่า แม้จะเป็นธรรมชาติของการเมืองที่ต้องมีการต่อรองในการมาร่วมรัฐบาลกัน แต่นายบรรหารก็ต้องหันกลับไปดูตัวเองด้วยว่ามีอำนาจต่อรองแค่ไหน ต้องดูจำนวน ส.ส.ของตัวเองด้วย ถึงมาเรียกร้องเป็นนายกฯ นายบรรหารต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนด้วย วันนี้เขาเลือกพรรคพลังประชาชนมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล วัฒนธรรมการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกเป็นอันดับที่ 1 เป็นนายกฯ มันเป็นไปไม่ได้ที่พรรคคะแนนเสียงน้อยกว่าจะมาเป็นนายกฯ พรรคพลังประชาชนไม่สามารถรับเงื่อนไขนี้ได้ พรรคชาติไทยไม่ควรมองประโยชน์ของตนเองมากกว่าประโยชน์ ของประเทศ ตรงนี้จะทำให้พรรคชาติไทยเสียเอง ส่วนอนาคตจะสามารถมาร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ของพรรคว่าจะพิจารณาอย่างไร ขณะเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของพรรคชาติไทยด้วยว่าจะปรับตัวให้เดินไปกับพรรคพลังประชาชนได้หรือไม่

จาก http://www.thairath.co.th/#

ตัวเลขพลิกแค่พปช.?

ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ

กับคิวที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ออกมาเปิดหวูดเชียร์พรรคประชาธิปัตย์แบบออกหน้าออกตา มีความชอบธรรมในการแย่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะครองเสียงข้างมากใน กทม.

หรือนี่จะเป็นสัญญาณจากทีม “บุญอุ้ม”

ที่แน่ๆจุดประกายความหวัง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่มีทางโยนผ้ายอมแพ้ง่ายๆ

เปิดเกมขุดบ่อล่อปลา หากมีโอกาสเป็นรัฐบาลจะไม่ยึติดกระทรวงคมนาคม เอาขนมหวานๆล่อเสือหิวเลย

และที่ต่อเนื่องจากคิวของ พล.อ.บุญรอดที่เชียร์ให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล “เทพเทือก” ก็ประกาศล่วงหน้า พรรคประชาธิปัตย์ขอจองกระทรวงกลาโหม

คงไม่ต้องบอกตรงๆว่า ล็อกไว้รองก้นใครแค่นี้ก็พอจับทางได้ แนวร่วมต่อต้านพรรคพลังประชาชน แตะมือกันเล่นยังไง

และแน่นอน เกมสกัดอำนาจเก่าเดินมาถึงขั้นนี้ แนวร่วมฝั่งตรงข้ามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องลุ้นกันทุกวิถีทาง ตราบใดที่พรรคพลังประชาชนยังมีแค่ตัวเลขลอยๆ ตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการไม่ได้

ก็ต้องดิ้นพลิกเกมกันทุกกระบวนท่า

ยิ่งล่าสุดตัวแปรสำคัญ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาประสานเสียงนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

ยืนยัน เกมล็อกแขนยังเกาะกันแน่น

รีบดับกระแสข่าวที่พรรคเพื่อแผ่นดินชิ่งไปรวมกับพรรคพลังประชาชน ยั่วให้ “บิ๊กเติ้ง” ระแวง

ว่ากันว่า เพื่อประกันความชัวร์ แกนนำสองพรรคตกลงนัดเจอหน้ากันทุกวัน อาจถึงขั้นล็อกห้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ โชว์ความบริสุทธิ์ใจ ไปไหนไปด้วยกัน

ณ นาทีนี้ยังยืนยันว่า อยู่ตรงกลาง โอกาส 50/50 พลิกได้ทุกขั้ว

และโดยเหตุผลที่ยกมาเอ่ยอ้างก็คือ ต้องรอให้ตัวเลขนิ่งซะก่อน ไม่ได้พูดตรงๆว่า รอลุ้นใบเหลือง ใบแดง จะตัดแต้มพรรคพลังประชาชนลงไปอีกเท่าไหร่

แน่นอน โดยอัตราความเสี่ยง 233 เสียงของพลังประชาชน ได้ลุ้นเสียวเยอะกว่าใคร

แต่ในทางกลับกัน พรรคอื่นๆก็ใช่ว่าจะรอดปลอดภัย สบายตัว เพราะตามรายงานการร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งหลายร้อยสำนวนที่ชงเข้า กกต.กลาง

ทุกพรรคโดนกันทั่วหน้า

และออกจะเซอร์ไพรส์ด้วยซ้ำ ถ้ารู้ว่าสำนวนทุจริตเลือกตั้งที่จ่อรออยู่ ในชั้นสอบสวนของ กกต.อันดับต้นๆ กลายเป็นของคนพรรคประชาธิปัตย์

โดนจับคอพาดเขียง

ที่แน่ๆเลยก็คือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ กรณีตำรวจจับเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท พร้อมบัญชีรายชื่อประชาชน การันตีโดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ฟันธงเจตนาชัด

ส่งสัญญาณเชือดตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ช้ำจุกอก ขนาดที่คนของประชาธิปัตย์ออกอาการฉุนขาด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จัดให้ พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีมมือปราบ คุมเกมทุจริตเลือกตั้ง

ทั้งๆที่รู้กันอยู่ว่า “วงกต” คือเพื่อนสนิทมากๆของคนชื่อ “ทักษิณ”

ผลก็คือ คดีของคนประชาธิปัตย์เรียงเป็นตับเลย

และตามรูปการณ์ของสำนวนใบเหลือง ใบแดงที่จ่อคิวอยู่ใน กกต. โดยอัตราส่วนเพิ่มหรือลดตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ไปยันพรรคเล็กพรรคน้อย หักลบกลบตัวเลขแล้ว

คงไม่ถึงขั้นพลิกล็อก หักมุมเลยทีเดียว

แต่ถ้าจะเกิดการพลิกโผอย่างที่ฝ่ายตรงข้าม “ทักษิณ” หวังจะหักเหลี่ยมพรรคพลังประชาชนกันจริงๆ โดยตัวเลขต้นทุนตั้งต้นของอีกขั้วหนึ่งที่จะพลิกเกมแย่งจัดรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ 165 พรรคชาติไทย 37 พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 พรรคประชาราช 5 รวมทั้งหมด 247 เสียง

รวมกันทุกเม็ดทุกแต้มแล้ว เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแค่ 7 เสียง

ด้วยตัวเลขที่ปริ่มน้ำขนาดนี้ มีหวังต้องตั้งทีมวิปรัฐบาลแบบครึ่งต่อครึ่ง ตามประกบ ส.ส.กันแบบตัวต่อตัว ป้องกันผู้แทนฯหายหัว

และอาจถึงขั้นต้องแจกคอมฟอร์ต 100 ไว้ให้อึ ฉี่ ไม่ให้ ส.ส. แวบหายเข้าห้องน้ำ ในช่วงเวลาโหวตลงคะแนนเรื่องสำคัญๆ

ตามรูปการณ์ แทนที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะเดินหน้าผลักดันวาระประชาชน มีหวังต้องวุ่นอยู่กับภาระตัวเอง.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก http://www.thairath.co.th/