WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

มารยาทประชาธิปัตย์


กาหลิบ

ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้ง และกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน
ถึงผลการเลือกตั้งจะไม่ได้พรรคการเมืองเสียงข้างมากเด็ดขาดขนาดที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ชัดเจนอย่างยิ่งว่าสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นของพรรคพลังประชาชนที่ได้เสียงเกือบครึ่งสภา และกำลังใช้สิทธินั้นอย่างขะมักเขม้น
พรรคที่ได้รับเสียงอันดับสองลงมาจนถึง 1 ที่นั่งก็ต้องกลั้นใจรอคอยว่าเขาจะส่งเทียบเชิญมาหรือไม่
มารยาทอย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ในเมืองไทย
พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคชาติไทยและพรรคใหม่ในขณะนั้นคือความหวังใหม่ เคยตกอยู่สภาพที่มีเสียงต่างกันเพียง 2 ที่นั่งมาแล้ว ซึ่งกลายเป็นเสียงตัดสินว่าใครคือนายกรัฐมนตรีคนต่อมาในที่สุด
อย่าว่าแต่เสียงห่างกันเกือบร้อยอย่างประชาธิปัตย์กับพลังประชาชนในคราวนี้เลยครับ
ปัญหาคือเสียงจากพรรคอันดับสองอย่างประชาธิปัตย์นั้นออกจะชอบกลอยู่
ท่าทีของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นไม่มีอะไรแปลกประหลาด ยังรักษาภาพความขรึมขลังทางการเมืองได้บ้าง แต่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเองที่ออกจะแปลกและแปร่งอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แปร่งเพราะทองแดง แต่ประหลาดในเนื้อหาสาระต่างหาก
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์อย่างขึงขังว่า พรรคพลังประชาชนจะต้องระบุเวลามาให้ชัดเจนว่าจะตั้งรัฐบาลได้ภายในกี่เดือนกี่วัน เพราะถ้าเห็นว่านานเกินไป พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตั้งรัฐบาลขึ้นมาแข่งกับพรรคพลังประชาชน
เร่งเร้าเสมือนว่าวิ่งแข่งแพ้เขาแล้วกลับมาตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าผู้ชนะเหรียญทองใช้เวลานานเกินไป ผู้ชนะเหรียญเงินก็จะก้าวขึ้นมาสู่แป้นหมายเลขหนึ่ง และรับเหรียญทองไปแทน
ของพรรค์นี้ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนักในวงการเมือง ยกเว้นในหมู่คนที่ไม่รู้จักมารยาท
พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และได้มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนใครนั้น ย่อมหมายความว่าการกำหนดจังหวะจะโคน และนโยบายการจัดตั้งรัฐบาลทุกชนิดจะต้องมาจากพรรคพลังประชาชน ถึงแม้ว่าต้องสดับตรับฟังเสียงที่มาจากทุกสารทิศ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆนั้นจะสามารถสร้างเงื่อนไขในลักษณะบีบบังคับให้พรรคพลังประชาชนต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ผู้ให้เป็นไทยแท้ ก็คือเรื่องนี้เป็นกิจการของพรรคพลังประชาชน หาใช่กงการของพรรคประชาธิปัตย์ไม่
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมีความกระหายใคร่จัดรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องรอเวลาของตน คือเมื่อพรรคพลังประชาชนล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาล จะเพราะไม่สามารถประสานจุดยืนทางการเมืองได้ หรือถูกเจาะยางจากผู้หลักผู้ใหญ่คนใดของบ้านเมืองก็ตามแต่
อย่าลืมนะครับว่าการได้รับเสียงข้างมากนั้น แปลว่าพรรคการเมืองที่ได้รับความชอบธรรมดังกล่าว ย่อมสามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และวางบทบาทของตนเองให้สอดคล้องประสานไปได้อย่างแนบแน่น
พูดง่ายๆก็คือว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงน้อยกว่าจะต้องยอมรับถึงการพลิกโฉมหน้าใหม่ทางการเมือง นั่นคือสิทธิในการเป็นรัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายตน แต่อยู่ในมือของพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากนั่นเอง
สื่อมวลชนและนักวิชาการที่รู้มารยาทนี้ก็ควรจะร่วมเรียกร้องอย่างเดียวกัน ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขเหมือนกับว่าไม่ถูกใจตนเองหรือขัดใจตนเองแล้ว ก็ไปขอยืมปากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์มารบกวนรังควานกระบวนการที่ควรเป็นของระบบรัฐสภาไทย
บ้านเมืองใดก็ตามที่อยากเป็นอารยะ ย่อมต้องยึดถือว่าจารีตประเพณีและมารยาทมีความสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับกฎหมายของบ้านเมืองนั้น
ถ้าคำก็อ้างกฎหมายสองคำก็อ้างกฎหมาย แสดงว่าบ้านเมืองนั้นมีความตื้นเขินจนมาตรการทางสังคมอื่นๆไม่สามารถจะใช้จัดการให้เกิดความเป็นระเบียบทางสังคมได้เลย
ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ
รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้งและกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน แต่นั่นแหละครับ ถ้าย้อมตนเองด้วยมารยาทสักหน่อยก็จะทำให้ภาพสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นอีกเป็นอันมาก
เมื่อหลักของบ้านเมืองล่มสลายในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเลือกตั้งในครั้งนี้ ตลอดจนกระบวนการหลังการเลือกตั้งก็ควรจะเริ่มต้นจัดตั้งประเทศไทยใหม่ให้มีความเป็นรัฐประชาธิปไตย อันควรแก่การเป็นสมาชิกในประชาคมระหว่างประเทศทุกประการ
ส่องกระจกอย่าเห็นแต่หน้าตัวเองสิครับ เห็นแก่บ้านเมืองบ้าง.--จบ-


////////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

จาก hi-thaksin

เปิดทางให้'พลังประชาชน'

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม เพิ่งผ่านพ้นไป โดยวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงยอดผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างไม่เป็นทางการทั่วประเทศ จำนวน 480 คน แบ่งตามพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้ 1.พรรคพลังประชาชน ได้ ส.ส. 232 คน 2.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. 165 คน 3.พรรคชาติไทย ได้ ส.ส. 37 คน 4.พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส. 25 คน 5.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ ส.ส.9 คน ส่วนอีก 12 ที่นั่งเป็นของพรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เหตุที่ยังไม่สามารถประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งจำเป็นต้องให้ระยะเวลาสำหรับผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และรอเวลาในการพิจารณาการให้ "ใบเหลือง" และ "ใบแดง" ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้งคงจะทยอยประกาศรับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาได้แล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีไปจัดตั้งรัฐบาล โดยมีกำหนดเวลาให้ไม่เกิน 30 วัน หลังการเลือกตั้ง

ภารกิจต่อไปทางการเมืองของประเทศไทย จึงเป็นการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารประเทศ โดยในขณะนี้ได้เกิดสูตรการจัดตั้งรัฐบาลหลายสูตร เพราะผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา ไม่มีพรรคการเมืองใดได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 240 คน หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีเสียงถึง 232 เสียง แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาอยู่เรื่อยๆ ว่าพรรคพลังประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ หากพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมตัวกันไปโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่ยึดเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกินกว่าร้อยละ 70 เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรจำนวนเกินกว่า 200 คน ย่อมแสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีเจตจำนงที่จะให้พรรคพลังประชาชนบริหารราชการแผ่นดิน โดยหวังว่าพรรคพลังประชาชนจะนำพาประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตความแตกร้าวขัดแย้ง ให้พ้นจากสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า และให้พ้นจากภาวะทางสังคมที่เสื่อมทรุด

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชนเองก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนมีความเหมาะสมจะนั่งตำแหน่งผู้นำรัฐบาล โดยมีการประกาศมาตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนก็ประกาศสิ่งที่จะทำทางการเมือง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 แล้วยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ และ 2.จะนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยให้พ้นผิด และสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นนักการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อเป็นเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลอันใดที่จะไปปิดกั้นมิให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่น่าจะมีเหตุผลใดอีกเช่นกันที่จะปฏิเสธการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยกเว้นแต่เพียงนายสมัครจะปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนเล็งเห็นว่า นายสมัครไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการนำเสนอรายชื่ออื่นแทน นั่นก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาเช่นนี้ กลุ่มก้อนใดที่คิดจะปฏิเสธเสียงประชามติก็ควรจะหยุดยั้ง และยอมรับผลการเลือกตั้งเสีย ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนและนายสมัคร สุนทรเวช ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้ลั่นวาจาและสัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะการประกาศนโยบายในหลายรูปแบบ ซึ่งพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่าสามารถจะทำได้ เช่น การเพิ่มรายได้ 4 เท่า และการลดรายจ่ายลงอีก 4 เท่า ขณะที่พรรคการเมืองลำดับ 3 เป็นต้นไปก็ควรจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนประสบความสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนผงาดบนเวทีโลกได้อีกคำรบหนึ่ง


'อภิสิทธิ์'หวั่น'ทักษิณ'ก่อชนวนความขัดแย้งรอบสอง

'มาร์ค' หวั่น 'ทักษิณ' ก่อชนวนความขัดแย้งรอบสอง เตือนอย่าแทรกแซงกระบวนการศาล หรือชี้นำการเมือง แนะหัวหน้าทุกพรรคนึกถึงประโยชน์ของประเทศ อย่าตั้งรัฐบาลเพื่อ 'ทักษิณ' คนเดียว เชื่อหากทุกพรรคเข้าไปร่วมรัฐบาลจะเป็นอันตราย ไม่สามารตรวจสอบได้ ยันไม่ว่า ปชป. อยู่ในสถานะใดก็จะสร้างความปรองดองในชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงที่ฮองกงว่าจะหวนคืนการเมือง หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และก่อนเดือนเม.ย. 2551 จะเดินทางกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทยว่า ตนอยากพูดถึงหลักการสำคัญ คือ หากพ.ต.ท.ทักษิณ ประสงค์จะใช้สิทธิ์ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่จะกลับมาและต่อสู้คดี คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีใครไปขัดข้อง สำหรับจุดยื่นของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ และของทุกพรรคการเมืองคงเป็นอย่างนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยคนอื่น แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเลยเถิดจนถึงขั้นพูดชี้นำ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือแม้ขณะนี้จะเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและอันตราย อยากจะเรียกร้องว่า ประเทศชาติบอบซ้ำมามาก วันนี้ให้กระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรม เดินไปตามกระบวนการ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณควรที่จะใช้เวลาในช่วงนี้ ในเรื่องการใช้สิทธิส่วนตัวไปก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน เมื่อทุกอย่างมีข้อเท็จจริงปรากฏ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งอีกรอบหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว่า ถึงได้บอกว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ แสดงอาการที่จะเข้ามาแทรกแซง ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะกลายเป็นว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมา ไม่ได้มุ่งหมายแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่กลายเป็นว่าขณะนี้จะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว และไปแก้ในทางที่อาจจะเลยเถิดที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นอยากจะให้ระมัดระวัง

ต่อข้อถามว่า คิดว่าหัวหน้าพรรคการเมืองคนอื่น ควรนำเรื่องนี้เป็นปัจจัยในการจะตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้ยืนยันตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้วว่า ขอให้หัวหน้าทุกพรรคการเมืองตัดสินใจบนประโยชน์ของประเทศชาติของอนาคต ดังนั้นข้อมูลต่างๆที่ได้ฟังในวันนี้ ก็ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งนำไปประกอบการตัดสินใจด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยิ่งตอกย้ำหรือไม่ว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ความสงบที่จะได้เห็นภายในประเทศอาจจะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความสงบที่จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพกฎหมายและยอมรับสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ

สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องคิด คืออย่าทำให้กระบวนการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเสื่อมเสียอีกครั้ง กับการที่เอาอำนาจมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง นี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะประเทศชาติเจ็บปวดมามาก วันนี้ต้องหยุดไม่ว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาลก็แล้วแต่ ถ้าไปจัดตั้งขึ้นแล้วไม่หลีกหนีพฤติกรรมเหล่านี้ จะเป็นการทำร้ายบ้านเมือง ขณะนี้ขอให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกระบวนการ แต่ใครเป็นรัฐบาลแล้วต้องยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม และความถูกต้อง' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าความวุ่นวายจะยังมีต่ออยู่หรือไม่ ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณยังคงเคลื่อนไหว และกลับประเทศ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความวุ่นวายจะไม่มีถ้าคนที่มีอำนาจในบ้านเมือง ยึดถือทั้งความถูกต้อง และความยุติธรรม ฉะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ จะเคลื่อนไหวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็อยู่ที่ว่าเรามีรัฐบาล และมีผู้นำรัฐบาลยึดถือความถูกต้องหรือไม่ ถ้ามีทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้

ต่อข้อถามว่า มีการวิเคราะห์ไปไกลว่า จะมีการรัฐประหารอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครต้องการเห็นการรัฐประหาร ฉะนั้นขณะนี้นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องสำนึกว่า ต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ และต้องบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณอย่าพยายามแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงสภาพบ้านเมืองที่กำลังเปราะบางมาก ทั้งในเรื่องของสถาบันการเงิน และสถาบันอื่นๆหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนก็เหมือนกับคนไทยคนอื่น ที่กังวลและเป็นห่วง แต่ขอยืนยันว่าถ้าในชาติบ้านเมืองนี้ยึดถือความถูกต้อง ทุกอุปสรรคจะฟันฝ่าได้ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิด และตราบเท่าที่เราดำรงความถูกต้องบ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไปได้

ผมขอยืนยันว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะป็นอย่างไร เราจะไม่เป็นอุปสรรค หรือปัญหาต่อการสร้างความปรองดองในชาติเด็ดขาด ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นอยู่ในกรอบของกฎหมายได้ และถ้าเป็นฝ่ายค้าน ก็จะเป็นฝ่ายค้านที่รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นอย่าไปกังวลใจ แต่การที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีทุกพรรคการเมืองเข้าไปร่วม จะเป็นอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าถ้ารัฐบาลประกอบไปทุกพรรคการเมืองแล้ว วันข้างหน้าปัญหาเรื่องการตรวจสอบก็จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดที่ทำให้เกิดความปรองดอง' นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผมขอยืนยันว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะป็นอย่างไร เราจะไม่เป็นอุปสรรค หรือปัญหาต่อการสร้างความปรองดองในชาติเด็ดขาด ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นอยู่ในกรอบของกฎหมายได้ และถ้าเป็นฝ่ายค้าน ก็จะเป็นฝ่ายค้านที่รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นอย่าไปกังวลใจ แต่การที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีทุกพรรคการเมืองเข้าไปร่วม จะเป็นอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าถ้ารัฐบาลประกอบไปทุกพรรคการเมืองแล้ว วันข้างหน้าปัญหาเรื่องการตรวจสอบก็จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดที่ทำให้เกิดความปรองดอง' นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาตอนนี้ คือธรรมชาติของนักการเมือง คือเรื่องของผลประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่สุดต้องอยู่ที่ตัวผู้นำ เพราะคนที่เป็นผู้นำรัฐบาล จะเป็นคนกำกับและดูแลการทำงานของนักการเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรัฐบาลนั้น จะต้องมีตำแหน่งหน้าที่และมีอำนาจ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจนั้นไปในทางไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูแนวโน้มของพรรคพลังประชาชน ว่าจะตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ถ้าตั้งรัฐบาลได้อยากจะบอกอะไรแก่พรรคพลังประชาชนบ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชน

ถามว่า ก่อนหน้านี้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เคยประกาศจะเดินหน้านิริโทษกรรม อดีตกรรมการบริการพรรคไทยรักไทย 111 คน และยุบ คตส. คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอบอกตรงๆว่ายังสับสนอยู่ เพราะเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เห็นนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน พูดไปคนละทางกับนายสมัคร ซึ่งตนรู้สึกเป็นห่วงความไม่พร้อมของพรรคพลังประชาชน ที่หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค พูดไม่ตรงกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จนถึงวันนี้คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีความหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้มองเรื่องที่จะเป็นความหวัง เพราะพรรคพลังประชาชนกำลังดำเนินการอยู่ ตนเพียงแต่เห็นความไม่พร้อมในหลายๆเรื่องเท่านั้น จึงรู้สึกเป็นห่วง เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องมีภาระหนักมาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปัญหาใหญ่ๆที่ต้องเร่งแก้ไข

ต่อข้อถามว่า คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมกว่าพรรคพลังประชาชนตรงไหน หากรวมเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็กทุกพรรคแล้วได้จำนวน ส.ส.เกินครึ่งเพียง 12 เสียงเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะในอดีตเคยมีรัฐบาลผสม มีเสียงอย่างนี้ และอยู่ได้นานกว่ารัฐบาลพรรคเดียวอีกด้วย ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทำงานอย่างไร มีความซื่อสัตย์หรือไม่ แต่ขณะนี้ตัวเลขจำนวน ส.ส.ยังไม่นิ่ง เพราะต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน และอยู่ที่ว่าพรรคพลังประชาชนดำเนินการไปอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันอยู่หรือไม่ว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนตั้งไม่ได้ ก็เป็นความรับผิดชอบของตนที่จะต้องดำเนินการ และความจริงแล้วคะแนน ส.ส.ระบบสัดส่วนที่ออกมา ปรากฏว่าประชาชนไปลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ มากกว่าพรรคพลังประชาชน ดังนั้นตนก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนกัน แต่โดยมารยาทเมื่ออยู่ในระบบรัฐสภา เราใช้เกณฑ์เรื่องที่นั่ง เราก็ให้โอกาสพรรคพลังประชาชนจัดตั้งก่อน

เมื่อถามว่า ตัวนายอภิสิทธิ์อยู่วงการการเมืองว่ากว่า 10 ปีแล้ว เริ่มมองเห็นเค้ารางความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความไม่เรียบร้อยของการเมืองจะมีอยู่เสมอ และตนไม่หลอกตัวเองหรอกว่า ปัญหาข้างหน้านั้นยังไงก็เป็นปัญหาที่หนัก แต่เรามีความตั้งใจมุ่งมั่น และต้องเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ เพราะถ้าผู้นำไม่เชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ ก็เป็นผู้นำไม่ได้ ที่พูดนั้นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างง่าย แต่ตรงกันข้ามเวลานี้ทุกอย่างยาก เพราะความยากเราจึงต้องการคนที่มีความตั้งใจจริงๆ มีความซื่อสัตย์ทุ่มเทให้กับบ้านเมืองและประชาชนเต็มร้อย


'วัฒนา' ทำเป็นไม่รู้จัก 'สมัคร'

นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ในที่ประชุมไม่ได้หารือเกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เห็นว่าในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะ กกต. ยังไม่ได้รับรอง ส.ส.ที่สำคัญข่าวที่ระบุว่าพรรคเพื่อแผ่นดินแบ่งเป็น 2 ขั้วนั้นก็ไม่เป็นความจริง พรรคเราไม่มีอะไรแตกแยก และการนัดพบกับ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสตร์ ที่บ้านสนามบินน้ำในค่ำวันนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการพบปะกันธรรมดา เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนมีความพยายามสลายขั้วระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคชาติไทย นายวัฒนากล่าวว่า พรรคอื่นตนไม่ทราบ รู้แต่เรื่องของพรรคเพื่อแผ่นดินที่พรรคของเรามีเอกภาพ ขณะนี้เรายังคุยกับพรรคชาติไทยอยู่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะต้องยึดถือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามถึงการประกาศจุดยืนของน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคพลังประชาชนได้ นายวัฒนากล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่พบหมอแว แต่ถ้าได้พบก็คงได้พูดคุยกัน ทั้งนี้ตนขอชื่นชมหมอแวว่า เป็นคนที่มีอุดมการณ์ใช้ได้ การพูดคุยคงไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าในฐานะที่เคยร่วมงานกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน สมัยอยู่พรรคประชากรไทย ได้มีการคุยกันเป็นการส่วนตัวถึงทิศทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ นายวัฒนาย้อนถามว่า 'คุณถามถึงคนชื่ออะไรนะ ' เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายวัฒนา ตอบว่า 'ผมไม่รู้จักคนๆนี้'


480 ผู้สร้างชาติ


ถ้าตัวเลขความเสียหายในเรื่องใบเหลืองใบแดง...ของพรรคพลังประชาชนไม่มากจนเป็นเรื่องผิดสังเกต

พรรคพลังประชาชน จะเป็นรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว

ตัวเลข 232 เสียง จากกึ่งหนึ่ง 240 ทำให้...พรรคอื่นๆ นอกจากพรรคพลังประชาชนไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้...

ในทางตรงกันข้าม หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว...ประเทศจะได้รัฐบาลและมีพรรคฝ่ายค้านในสัดส่วนที่ถูกต้อง...

ผู้แทนทั้ง 480 คนในพรรคการเมือง7 พรรค จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว

หากจะรักษาระบบรัฐสภาและสร้างศรัทธาให้กับระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ นั่นคือการร่วมกับพรรคพลังประชาชน สร้างรัฐบาลผสม 6 พรรคขึ้นมา

รัฐบาลใหม่ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะมี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่ปรึกษา

พรรคพลังประชาชน จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา...

พรรคชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน จะดูแลเรื่องการพัฒนาประเทศ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา...จะดูแลเรื่องกีฬาและการท่องเที่ยว

มัชฌิมาธิปไตย-ประชาราช ก็จะได้ร่วมอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี...

หากจะหลีกเลี่ยงวิกฤติการ....จากฝ่ายต่อต้าน...รัฐบาลใหม่ยังไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะนิรโทษกรรมให้กับ 111 ผู้ต้องห้ามเล่นการเมือง...หรือยุบเลิก คตส. ..

ด้วยเหตุผล 2ประการ

การนิรโทษกรรมนั้น...ยังมีเวลาและโอกาส

คตส. มีวาระของการสิ้นสุดอยู่แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ ที่เริ่มกลับมาสู่การยอมรับของประชาชน ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 43 ยังมีหนทางอีกยาวนานที่จะสร้างพรรคประชาธิปัตย์...ให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่เพียบพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้ายังยึดมั่นในวาระแห่งประชาชน 480 คนในรัฐสภา...จะต้องศรัทธาในระบบ ให้เกิดและฝังรากลงในจิตใจของประชาชน

เลิกฟังตัวตลกที่พกตำราโหราศาสตร์

มาป่วนชาติกันซะที

พญาไม้

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์...

จากหนังสือพิมพ์บางกอก ทูเดย์

โฆษก พปช.เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ

สำนักข่าวไทย 26 ธ.ค.-โฆษกพลังประชาชน เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ เพราะข้อตกลงเดิมกับประชาธิปัตย์และความชัดเจนงานที่จะร่วมดูแล มั่นใจผู้สมัครของพลังประชาชนจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกกรณีถูกใบเหลือง-ใบแดง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์" ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคว่า สูตรที่จะเตรียมแถลงหลังปีใหม่ขณะนี้ยังเป็นสูตรที่พรรคพลังประชาชนรวมกับ 3 พรรค 21 เสียง คือ รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช และต้องการได้เพื่อแผ่นดินและชาติไทยเข้าร่วมให้เสียงของรัฐบาลมีความมั่นคงและเป็นรัฐบาลที่ทุกคนมั่นใจได้ว่าเกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ แต่ขอให้มั่นใจว่าพลังประชาชนพร้อมจัดตั้งรัฐบาล และใช้ความพยายามเจรจากับพรรคอื่นต่อไปอีก

ร.ท.กุเทพ กล่าวถึงการจับขั้วของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินว่า คงมีทั้งการมาอยู่กับพลังประชาชนทั้งสองพรรค หรือตัดสินใจว่าไม่มาก็ไม่เป็นอะไร เพราะคำนวณดูแล้วมี 254 สียง ซึ่งมากกว่าจะไปอยู่ในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มีความโอกาสที่ 2 พรรคจะมาอยู่กับพลังประชาชน แต่อยากให้การเจรจาไม่ถูกกดดันจากพรรคอื่นที่จะมีผลต่อ 2 พรรค

"เหตุผลสำคัญคือมีการตกลงกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งมา โดยพรรคชาติไทยที่ผูกอยู่กับประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจนว่าเมื่อเขาจะมาร่วมแล้วเขาจะได้ดูแลงานตรงไหนอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาที่งานตรงนี้ต้องใช้เวลาในการเจรจาบ้าง ส่วนที่ว่าจะมีใครอยู่ด้านนอกด้านในมากดดันคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พรรคการเมืองจะต้องแสดงตัวต่อประชาชนว่าตัดสินใจเองได้โดยอิสระ ก็คิดว่าพรรคชาติไทยก็จะตัดสินใจได้บนพื้นฐานการให้อำนาจของพี่น้องประชาชน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

ร.ท.กุเทพ กล่าวมั่นใจด้วยว่า ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนที่จะส่งไปแทนผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งแล้วถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ใบเหลืองหรือใบแดง จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหมือนเดิม เนื่องจากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค หากส่งผู้สมัครคนใหม่ไปก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าคือคนของพรรค ดังนั้นถ้าจะเลือกตั้งใหม่ให้เกิดความบริสุทธิ์ใจพรรคก็ยินดี อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.จะแจกใบเหลืองหรือใบแดงเพิ่มอีก คงต้องมาพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร มีการร้องเรียนลักษณะกล่าวหาทำให้เกิดความสับสนมุ่งให้เกิดปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เชื่อว่า กกต.มีวิจารณญาณและข้อมูลอยู่ คงไม่รับเรื่องร้องเรียนสะเปะสะปะ และคงให้ความเป็นธรรมกับพลังประชาชน

"เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม ข้อมูลที่ร้องเข้ามาคงเยอะมาก โดยเฉพาะจากผู้สมัครที่สอบตก กกต.เองคงต้องเลือกเรื่องที่จะมีพิจารณาอย่างมีเหตุผล ถ้ารับทุกเรื่องก็จะมีข่าวออกมาว่าถูกสอบทุกเหตุก็จะปั่นป่วนสับสน ผมยังเชื่อว่า กกต.จะมีวิจารณญาณในการมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้เมื่อปมประเด็นไปอยู่ที่ใบเหลืองใบแดง ถ้ามีคนต้องการใช้ประเด็นนี้มาเป็นการขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่า กกต.จะรู้ทันกลเกมตรงนี้และจะไม่เล่นตามเพลงของคนที่จะร้องเรียนเข้ามา"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว.-สำนักข่าวไทย

จาก สำนักข่าวไทย

“ตัวแปร” ที่แท้จริง

แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย สำหรับผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550...คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด หรือ 240 จากทั้งหมด 480 ที่นั่ง


ดังนั้น หลังผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มชัดเจนออกมาในเวลาเที่ยงคืน คำถามสำคัญที่สุดที่ทุกคนรอคอย คาดเดา และพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากพรรคการเมืองต่างๆ ให้ได้ก็คือ

ใครจะจับขั้วกับใคร?


ถ้าเป็นตามสถานการณ์ปกติ พรรคพลังประชาชนที่ได้ที่นั่งมากที่สุดถึง 232 ย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย โดยต้องการอีกไม่กี่สิบที่นั่งเพียงเท่านั้น และพรรคขั้วตรงข้าม (ตลอดกาล) อย่างประชาธิปัตย์ ก็คงเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหลือแต่ เจ้าเมืองแปร อย่างพรรคที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ดูจะมีความสุขที่สุด เพราะจะเลือกข้างใดก็ได้ และเผลอๆ อาจจะได้ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลมากกว่าพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. มากกว่าด้วยซ้ำไป


แต่ว่า...การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าปกติ...


ไม่ใช่แค่การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญ มันคือการเลือกตั้งที่จะประกาศภาวะอารมณ์และการตัดสินใจของประชาชนในประเทศนี้ ที่มีต่ออุดมการณ์การเมืองบางอย่าง


เมื่อพรรคพลังประชาชนยังคงได้เสียงข้างมากเกือบทะลุครึ่งสภา ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายทหารระดับสูงท่านหนึ่งที่ร่วมในคณะรัฐประหารเคยออกมาปรามาสไว้ว่า พรรคการเมืองที่ถูกขับไล่ออกไปแล้ว (ด้วยวิธีการนอกรัฐสภา) มักไม่ได้กลับเข้ามาอีก...


แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนขับไล่ หนำซ้ำผลคะแนนยังออกมาว่าพรรคพลังประชาชนที่มีภาพลักษณ์เป็นตัวแทนอดีตพรรคไทยรักไทย ยังได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 เช่นนี้...


มันจึงคือการตบหน้าคณะรัฐประหารอย่างจัง


มันคือการประกาศว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องที่กองทัพหักคอประชาชนเอาเอง เพราะนอกจากคนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลประโยชน์ และแอบรวมหัวเปิดทางให้ทหารเข้ามาแล้ว...ประชาชนคนอื่นๆ ที่เหลือ เขาไม่ได้ต้องการด้วย


อย่างน้อย คนที่ไม่ต้องการทหารก็คือกว่า 20 ล้านเสียงที่กากบาทให้พรรคพลังประชาชนในครั้งนี้!


ถึงกระนั้น แม้ประชาชนส่วนมากจะเลือก และแม้คนที่ไม่ได้เลือกก็พร้อมจะยอมรับในเสียงข้างมาก...


แต่ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้โดยง่าย...แม้ว่า เจ้าเมืองแปร จะแทงกั๊กมาตลอดว่ายังห่วงใยและพร้อมจะคุยกันเสมอ (ถ้าได้เสียงข้างมาก...)


นั่นเพราะว่าตัวแปรที่แท้จริงไม่ได้ขี่ม้าสีหมอก...หากแต่เป็นตัวแปรพิเศษยิ่งกว่า ที่ทั้งมืด ลึกลับ และมีพลังอำนาจมากกว่านั้นหลายเท่าตัวนัก...


เป็นอำนาจพิเศษที่พรรคอันดับ 2 อย่างประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดีว่า ทำให้ตัวเองได้เปรียบ


เป็นอำนาจพิเศษที่หลายสำนักทั้งในและนอกประเทศต่างก็จับตามอง และไม่เคยละเลยที่จะเอ่ยถึงในกระบวนการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเมือง


เป็นอำนาจพิเศษที่ทำให้เกิดข่าวลือกระเซ็นกระสายในช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้งไม่กี่ชั่วโมง ว่ามีการเข้าพบผู้มากบารมี...ตามมาด้วยการดักคอกันว่า ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว คนอื่นอย่ายุ่ง


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้เรื่องธรรมดา เช่น การที่พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาล ไม่อาจทำได้


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้พรรคที่ 2 ได้ขึ้นมาแทน และต้องผสมกับพรรคที่ 3, 4, 5 ฯลฯ จนกลายเป็นรัฐบาลผสมที่คละเคล้ามากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง...และมีทีท่าจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง


บางที คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคพลังประชาชนจะจับขั้วกับใคร...


แต่อยู่ที่ว่า ใคร ได้รับการตั้งธงมาแล้วว่าจะให้ได้เป็นรัฐบาล



ภาคธุรกิจขานรับรัฐบาลพปช.

ภาคธุรกิจดาหน้าขานรับรัฐบาล พลังประชาชน เชื่อหลังตั้งรัฐบาลต่างชาติจะมองไทยดีขึ้น และจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งยังไม่คิดว่าจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ใคร ชี้ 1-3 เดือนแรกเศรษฐกิจอาจจะยังนิ่ง แต่หลังไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไปทุกอย่างจะไปได้สวย ระบุพรรคอันดับ 1 ย่อมมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง


นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)

กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต่างประเทศจะยอมรับได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากสิ่งที่นานาประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนต้องการจะเห็น และพร้อมจะลงทุนด้วยก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่จะยั่งยืนและยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล และความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้า พปช. เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ หรือจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ เช่น จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใครบางคน โดยเฉพาะตนเชื่อว่ารัฐบาลนั้นๆ ก็คงไม่สามารถอยู่ได้ เพราะเชื่อว่าเวลานี้ประชาชนไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะกลับมา แต่เขาสนใจว่าครอบครัวจะมีกินมีใช้เพียงพอหรือไม่ นี่คือหน้าที่ที่ พปช. จะต้องรับมือให้ได้ ไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้จะหมดอย่างรวดเร็ว และโอกาสที่จะนำกลับมาได้ก็ยาก

ด้าน นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคพลังประชาชน (พปช.) เพราะพรรคที่เป็นแกนนำจะเป็นพรรคไหนก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้วขอให้เร่งทำงาน เพราะสิ่งที่เอกชนคาดหวังจากรัฐบาลคือ ขอให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายใต้ 3 เรื่องหลัก คือ 1.บริหารจัดการเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค อย่าให้เงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค เพราะจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

2.ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนสถานะจากผู้ปกครอง มาเป็นผู้คิดในลักษณะกัลยาณมิตรกับนักธุรกิจ มองความเดือดร้อนของเอกชนเป็นความเดือดร้อนของรัฐบาล ไม่ควรออกกฎข้อห้ามในลักษณะที่ว่า เมื่อราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิตสินค้าขึ้นราคาแล้ว ห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าตาม

3.รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาวะตลาดการแข่งขัน แต่ยังมีเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการค้า การลงทุน และวางแผนธุรกิจ

ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หากทำ 3 ข้อนี้ได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ไม่ใช่ไม่ยอมรับกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าพรรคที่มีเสียงข้างมากมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หากพรรคที่มีเสียงข้างมากจัดตั้งไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่พรรคที่มีคะแนนรองลงมาจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ควรตั้งกติกาว่าไม่เอา พปช. หรือ ปชป. เพราะเท่ากับว่าไม่เคารพกติกา และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของประเทศ และมีผลกับเสถียรภาพทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

ส่วน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องขอดูนโยบายที่ชัดเจนหลังพรรคพลังประชาชน (พปช.) เมื่อรวมกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและผสมนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และการเป็นพรรคใหญ่น่าจะมีข้อดีในแง่เสถียรภาพการเมือง น่าจะบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักธุรกิจกังวลในเรื่องการใช้นโยบายประชานิยม ควรมีการปรับปรุงบางส่วน โดยเฉพาะความรอบคอบต่อการใช้งบประมาณ จนกระทบต่อภาวะหนี้ประชาชนและประเทศชาติในอนาคต

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า พรรคการเมืองใดเข้ามาทำงานก็ได้ แต่ต้องคำนึงสิ่งแรกในเรื่องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกแยกขึ้นอีก ขณะนี้นักธุรกิจกลัวเรื่องไม่มีความสงบในประเทศมากที่สุด เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีทัศนคติที่เป็นผู้นำ ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ผู้นำต้องสร้างความปรองดอง และสงบเสงี่ยม ต้องเปลี่ยนการพูดจาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการสร้างความเข้าใจผิด หรือเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะเริ่มดีขึ้นหลังประเทศไทยจัดการเลือกตั้ง และต่างชาติมองว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อภาพชัดเจนและการเมืองมีเสถียรภาพ ไม่มีความขัดแย้ง และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ การลงทุนและการค้าก็จะดีขึ้น ด้านนโยบายนั้นเห็นว่าคล้ายๆ กัน ต่างเป็นนโยบายประชานิยม เพื่อการกระตุ้นรากหญ้าและเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรให้แต่เงิน ต้องสอนให้อยู่รอดและลดต้นทุน โดยเฉพาะประชาชนระดับกลางและรากหญ้า เพราะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

เชื่อว่าเสถียรภาพรัฐบาลคงไม่ยาวนัก จากองค์ประกอบรวมกันหลายพรรค ความหลากหลายจะทำให้แตกสลายง่ายค่อนข้างสูง รัฐบาลน่าจะมีอายุไม่เกินปีครึ่ง-2 ปี

ส่วน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) รวมพรรค และได้จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และไม่เกิดความแตกแยกในภาคสังคม หรือหากจะเกิดเหตุการณ์การคัดค้านก็คงเพียงระยะเวลาสั้นๆ 1-3 เดือน เศรษฐกิจไทยก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังไตรมาส 2 ของปี 2551 และขยายตัวได้ 4.5-5%

ในเรื่องของนโยบาย ประชาชนและภาคธุรกิจกำลังจับตาในเรื่องทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ว่ามีความเหมาะสมและเร่งแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดของปัญหา คือไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของ พปช. ขณะนี้ โดยประเด็นเปราะบางต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคพลังประชาชนคือ คะแนนพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมมีเพียงพอหรือไม่ และกระแสสังคมด้านความคิด นโยบาย หรือการนิรโทษกรรม 111 นักการเมือง ควรเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ

นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนได้มาตามกลไกของการเลือกตั้ง และประชาชนให้คะแนนเสียงมามาก ย่อมมีความชอบธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจต้องดูนโยบายหลังตั้งรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารประเทศ ภายใน 1 ปีนับจากนี้ รัฐบาลต้องพิสูจน์การทำงานและแก้ไขปัญหาในเรื่องออกมาตรการดูแลปัญหาผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และรักษาเสถียรภาพค่าบาทไม่ให้แข็งเกินกว่าปัจจุบัน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาลดลงมาก นโยบายดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันและพลังงาน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และการค้าระหว่างประเทศต้องใช้เชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยนั้นนิ่งยาก ยังอยู่ในภาวะกดดันรุนแรงในหลายเรื่อง ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศขอให้นึกถึงความสามารถปรองดอง และใช้เวลา 1 ปีบริหารงานให้เป็นรูปธรรม

ทางด้าน นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า พรรคไหนจะเป็นรัฐบาลก็คงมีค่าเหมือนกัน คือต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ส่วนกรณีที่หลายคนเกรงว่า หากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น ก็อยากให้คนยอมรับผลการเลือกตั้ง เมื่อเลือกเข้ามาแล้วก็ต้องยอมรับ จะมาคัดค้านกันอีกก็คงไม่ไหว อยากให้รัฐบาลลองทำงานก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนเอไอเอสยืนยันว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด พรรคใดเข้ามาก็ถือว่าดีหมด

ส่วน นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าดีกว่าเดิมมาก เพราะต้องรับฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนรัฐบาลที่แล้ว แต่หากเป็นพรรคพลังประชาชน แม้ว่าจะวุ่นวายบ้าง แต่ก็ถือว่าดี ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยเหมือนเดิม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากสามารถแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจได้ กระแสการคัดค้านอื่นๆ คงลดลงด้วย

สำหรับผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้นำประเทศ ก็คงต้องปรับตัวมากขึ้น อย่างเช่นกรณี นายสมัคร สุนทรเวช คงต้องนิ่งมากขึ้น หากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่หากจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องเฉียบขาดมากกว่านี้ โดยรวมแม้ใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไปในทางบวก เพราะแม้จะตั้งรัฐบาลได้ ก็ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมีการรวมกันหลายพรรค

นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า พรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลผสม ควรจะคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคจะเน้นด้านประชานิยม หากวางนโยบายใช้จ่ายด้านประชานิยมแล้วรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ก็จะทำให้การใช้จ่ายตามนโยบายเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ นอกจากนั้น หากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพก็จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติด้วย

สำหรับผู้ที่จะมารับตำแหน่ง รมว.คลัง นั้น นางพรรณี กล่าวว่า สมมติว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งอาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่หากเป็นนักบริหาร ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ขึ้นกับการเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน และมีทีมงานที่มีความสามารถ ถือเป็นสิ่งสำคัญ

คณบดีนิติศาสตร์ มช.ชี้คนนอกพรรคการเมืองงุบงิบตั้งรัฐบาลคือการตบหน้าประชาชน

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้สัมภาษณ์ช่วงข่าวภาคเที่ยงทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550


โดย ผศ.สมชาย เห็นว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสม แต่หากรวมพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากแบบปริ่มๆ คือระหว่าง 240-270 ที่นั่ง คงไม่เกิดเสถียรภาพ คงต้องมีเสียงมากกว่านั้น เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในรัฐบาล และไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่พรรค พปช. หรือ ปชป. เป็นพรรครัฐบาลต้องเผชิญปัญหาสามเรื่อง คือ


หนึ่ง รัฐบาลผสม ต้องมีการพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคอื่นมาก ยิ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลมากพรรคยิ่งมีปัญหามาก สอง การเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งอยู่ฐานเสียงทางสังคมการเมืองที่แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีฝ่ายตรงข้ามยืนอยู่ สาม รัฐบาลที่เกิดขึ้นอาจทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตัดแขนขาพรรคการเมืองเยอะ ทำให้พรรคการเมืองอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นแม้เสียงของรัฐบาลจะมั่นคงแต่ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ได้นำเสนอไว้กับประชาชนในการเลือก รัฐบาลไม่ว่าจะโดยพรรคใดเป็นแกนนำก็ก็จะต้องเผชิญกับสามปัญหานี้


ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเป็นคนฟอร์มรัฐบาลจะมีรูปแบบอย่างไร ผศ.สมชาย ตอบว่า สมมติว่าหากผมจะจัดตั้งรัฐบาล คงออกแบบให้มีพรรคร่วมรัฐบาลน้อยที่สุด และมีเสียงมากอยู่พอสมควร นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลผสมปรารถนามากที่สุด แต่ถ้ารัฐบาลผสม มีพรรคร่วมรัฐบาลมาก จะยิ่งมีโอกาสล่มสูงมาก


ผู้สื่อข่าวถามว่าตามที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากพรรคพลังประชาชนสามารถตั้งรัฐบาลจะเกิดความวุ่นวายนั้น อาจารย์จะอธิบายทางวิชาการอย่างไร ผศ.สมชายตอบว่า การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันเชิงนโยบาย พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากจะได้รับเสียงข้างมาก และที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าก็จะได้รับเสียงน้อยรองลงมา ดังนั้น การที่เกรงว่าพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวายนั้น ตรงกันข้ามการที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้เสียงรองลงมาได้ตั้งรัฐบาล แล้วคนที่ลงคะแนนให้พลังประชาชนก็มีเยอะไม่ใช่หรือครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราน่าจะจับตามองคือ ใครจะรวมกับใคร ทั้งหมดควรจะรวมโดยเปิดเผยและโปร่งใส


การที่ประชาชนไปหย่อนบัตร แล้วพรรคการเมืองมางุบงิบกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจนอกระบบมางุบงิบตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นตบหน้าประชาชน


รัฐบาลชุดที่เข้ามาหลังการเลือกตั้งมีสองเรื่องที่ต้องคิดถึงอย่างมาก คือหนึ่งเศรษฐกิจ ที่มีหลายเรื่องรุมเร้า เช่น ราคาน้ำมัน อีกเรื่องที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดระบบการเมืองที่ได้รับการยอมรับกว้างขวาง การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังเลือกตั้งก็วุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเตือนว่ามันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเรื่องนี้ ในการสร้างระบบการเมืองที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นฉบับที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จะทำให้ประชาธิปไตยกับคืนสู่สังคมไทยอย่างมั่นคงขึ้น


ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะเกิดการรัฐประหารซ้ำอีกหรือไม่ ผศ.สมชาย ตอบว่าผมคิดว่าการพูดถึงการปฏิวัติซ้ำ จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นอีกนั้น คงบอกได้อย่างหนึ่งว่าปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าข้ออ้างในการรัฐประหาร น่าจะตอบชัดเจนแล้วว่าล้มเหลว ทีว่ารัฐประหารเพื่อแก้ไขขัดแย้ง ความแตกแยก จริงๆ แล้วผมคิดว่าวันนี้คือวันที่ต่อจาก 19 ก.ย. 2549 การยึดอำนาจที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นเลย จนในที่สุดเราก็กลับเข้าสู่กติกาการเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม


ใครทำรัฐประหารคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมจะบอกว่ารัฐประหารไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย และจะทำให้ปัญหาของสังคมไทยยุ่งยากมากขึ้นไปอีกผศ.สมชายกล่าวในที่สุด


จาก http://www.prachatai.com/

ตะกายดาว

การที่ประชาชนไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ นั่นคงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตื่นตัวทางการเมือง อย่าไปคิดโง่ ไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจ ไม่ว่าจะคนในเมืองหรือคนบ้านนอก

เพียงแต่ว่าจะเลือกใคร พรรคไหน ต้องการให้ใครเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ซึ่งก็แล้วแต่ความนึกคิดของคน 2 กลุ่มใหญ่

แต่ที่แน่ๆ ครั้งนี้สิ่งหนึ่งก็คือความรู้สึกที่ต้องการเปลี่ยนแปลง “การเมือง” ซึ่งประเด็นหนึ่งก็คือการอยู่ในอำนาจของ คมช. 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมา ทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบการปฏิวัติยึดอำนาจ สนับสนุนหรือต่อต้าน

ต่างตกอยู่ในที่นั่งอันเดียวกันคือ เซ็ง เบื่อหน่าย ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่เห็นอนาคต

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการยึดอำนาจ มีรัฐบาลภายใต้อำนาจทหาร แต่ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆให้บรรลุเป้าหมายได้ มันก็เลยไร้ ประโยชน์ และผลพวงแห่งความไม่เชื่อมั่นทางการเมืองก็นำไปสู่ปัญหาทั้งภายในและนอกประเทศ

“เศรษฐกิจ” คือตัวหลักที่ชัดที่สุด

การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว เศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยู่กันอย่างนี้ไม่ได้แล้ว มีหวังประเทศพังแน่

ดังนั้น พฤติกรรมการลงคะแนนของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในชนบทยังคงยึดเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก และเชื่อมั่นว่าพลังประชาชนที่แปลงร่างมาจากไทยรักไทย น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ และจะส่งผลโดยตรงต่อพวกเขาที่จะได้ประโยชน์อย่างที่โครงการประชานิยมต่างๆ

นี่พูดถึงทั้งระดับล่างในเมืองและชนบท

เพราะการลงคะแนนเสียงที่ผ่านมา เท่าที่สอบถามคนระดับล่างในเมืองต่างก็ยังพูดถึงไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ดังนั้น พรรคการเมืองต่างก็รู้ดีก่อนการเลือกตั้งเสียอีกว่าพลังประชาชนจะต้องชนะเลือกตั้ง เพียงแต่คาดว่าตัวเลขจะไม่สูงเกินไปนัก หรือไม่ถึงเกินกึ่งหนึ่ง และในส่วนนี้จะไหลไปสู่พรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง

แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะที่อีสานนั้นเจาะแทบไม่ได้ มิหนำซ้ำพลังประชาชนกลับได้ ส.ส.เกือบเต็มพิกัดอีกพรรคเพื่อแผ่นดินที่ว่ามาแรงและมีฐานเสียงที่อีสานก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

“หัวหน้าพรรค” ยังสอบตกเลย นับประสาอะไร

กรณีนี้ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังตั้งคำถามอยู่เลยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายหลุดเกือบหมด นัยว่างานที่เจอแรงกระแทกจากพลังประชาชนที่คิดว่าเพื่อแผ่นดินเป็นคู่แข่งสำคัญ

ก็เลยทุ่มกันสะบัดช่อเพื่อเอาชนะให้ได้

ที่สำคัญก็คือการเมืองในห้วงวิกฤติการจะเลือกพรรคใหญ่-พรรคเล็ก จึงมีความสำคัญ อย่างพรรคเล็กก็ไม่มั่นใจว่าจะอยู่รอดหรือไม่ พูดง่ายๆไม่เชื่อมั่น แม้จะชมชอบตัวบุคคลก็ตาม และปัจจัยหลักอีกหนึ่งก็คือ “เงิน” ซึ่งก็รู้กันดีว่าไม่มีทางสู้พรรคนี้ได้

เช่นกัน พรรคประชาธิปัตย์ที่ตัวเลขสูงถึง 166 คน ถือว่าเกินเป้า โดยเฉพาะสนามกรุงเทพฯมาแบบพลิกล็อกกวาดไปถึง 27 ที่นั่ง เกินคาดหมาย ระบบสัดส่วนก็ได้ถึง 33 ที่นั่ง แพ้พลังประชาชนแค่ที่นั่งเดียวเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าคะแนนตีตื้นอย่างมากของประชาธิปัตย์น่าจะมาจาก “พลังเงียบ” ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด รู้ดีว่าโอกาสเป็นรัฐบาลมีน้อย แต่น่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีได้ มองทะลุไปด้วยว่าโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลก็ยังมีหากได้คะแนนดีหน่อยแล้วพรรคเล็กเอาด้วย

ยิ่ง “เพื่อแผ่นดิน” แค้นโดนทะลวง จึงจับมือกับชาติไทยที่ถูกตัดเชือกไม่ให้ร่วมรัฐบาล

“อภิสิทธิ์” ก็เลยได้ลุ้นเก้าอี้นายกฯขึ้นมาทันที.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

จาก http://www.thairath.co.th/#