WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

ความจงรักภักดีแบบ สนธิ ลิ้มทองกุล


ราวต้นปี 2549 ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน เวปไซต์ pantip.com ที่เขียนโดย Mr.PaPa เรื่อง “ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาในห้วงเวลานับแต่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติ เพราะ พิษสงของปากและเชื้อร้ายในน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แพร่เชื้อโรคทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทย ให้กลายเป็นประเทศที่อ่อนแอ กลายเป็นขี้โรคแห่งเอเชีย อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ

บทความ เรื่อง ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เขียนโดย Mr.PaPa ถูกนำไปเผยแพร่ ถ่ายทอด กระจายออกไปในหลายเวปไซต์ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่ามากหรือน้อย หูตาสว่างขึ้นเหมือนกับที่ผมเป็น (ผมเชื่ออย่างนั้น) แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ หลงเชื่อหัวปักหัวปำกับทุกคำที่สนธิ ลิ้มทองกุล พูด ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวกี่หน เพราะคนที่เดินตามสนธิ ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์และความเชื่อเป็นธงนำ

Mr.PaPa เขียนไว้เกือบ 2 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลายเรื่องที่อยู่ในบทความดังกล่าว จะมีความใกล้เคียง คล้ายคลึง กับคำพิพากษาของศาล ที่ตัดสินจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเฉพาะประเด็น สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ และอาวุธ ทำร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

Mr.PaPa เขียนไว้ด้วยว่าหากประชาชนหลงเชื่อและเดินตาม สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่ใช้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก แผ่นดินไทยก็จะแตกแยกและลุกเป็นไฟได้ไม่ยากนัก ซึ่งคำพิพากษาของศาล ก็ชี้ให้เห็นว่าการก่อม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ คือ ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สงบเรียบร้อย และเกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คำพิพากษาจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา น่าจะเป็นโทษสถานเบา เมื่อเทียบกับความพินาศฉิบหายของประเทศชาติ ที่ต้องประสบอยู่ในขณะนี้ อันมีเหตุมาจากการปลุกระดมประชาชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้ประเทศแตกแยก และก่อให้เกิดวิกฤติที่สุดในโลก โดยการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน เพื่อประ โยชน์ทางการเมืองของตนเองเพียงผู้เดียว

Mr.PaPa เขียนไว้เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งผ่านมาแล้ว เกือบ 2 ปี ว่าอย่างไร ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง ว่า ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเช่นไร

………………………………………

อาวุธประการสำคัญที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้หมายประหัตประหาร ไล่ล่าทักษิณ ชินวัตร มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เกือบ 1 ปีเต็ม ก็คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่สนธิ อวดอ้างว่าเขามีมากกว่า ทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ใช้ “ความจงรักภักดี” เป็นอาวุธ และ ประกาศจุดยืนแห่งชีวิตว่า จะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เพื่อปกป้องในหลวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่จงรักภักดี และ ไม่เคารพพระมหากษัตริย์

แต่ทว่าพฤติกรรมที่สำแดงออกถึงความจงรักภักดีของสนธิ ลิ้มทองกุล ในห้วงเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสนธิ ก่อให้เกิดวิกฤต และความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศไทย ปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยแตกแยก ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องระงับเหตุด้วยพระองค์เอง ก่อนที่จะบานปลาย และประชาชนบางส่วนจะหลงผิด ไปมากกว่านี้ เป็นพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง แต่สมควรจะกระทำตามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกคนพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง เพราะขึ้นอยู่กับมโนสำนึก และสำนึกใฝ่ดี ใฝ่ต่ำของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก....

1. ขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. แหล่งข่าวจากโรงงานผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เปิดเผยว่าสนธิ สั่งผลิตเสื้อจากหลายโรงงาน แต่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัว ราคาต้นทุนแขนสั้น 40 บาท แขนยาว 60 บาท ราคาขายแขนสั้น 150 บาท แขนยาว 200 บาท ประมาณการกันว่ารายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะน้อยกว่า 200 ล้านบาท

ขณะนี้เงินจำนวนนี้ ไปนอนอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงแล้ว สนธิ ผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ออกมาขาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การแตกความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รักสามัคคี และไม่เผชิญหน้ากัน นี่เป็นการอ้างความจงรักภักดีที่น่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดกว่านี้ก็คือ รายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มีการทักท้วงกันมากว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลิตสินค้าออกจำหน่าย เข้าข่ายหลอกหลวงผู้ซื้อ ว่าเป็นการสมทบทุน “สู้เพื่อในหลวง” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำธุรกิจ หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ทั้งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต ทั้งไม่ได้นำเงินทูลเกล้าถวายฯ ทั้งไม่ได้ตอบคำถามประชาชนว่าเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายอย่างไร จากการแอบอ้างสถาบัน บางคนเปรียบกับเสื้อคุณทองแดง ที่มีการผลิตขึ้นมาขายโดยหน่วยงานบางหน่วยงาน ยังต้องขอพระบรมราชานุญาต และรายได้ที่เกิดขึ้น ก็นำขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่สนธิ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำถาม คำทักท้วง และคำทวงถาม เรื่องเงินที่ได้จากการขายเสื้อ เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะเงินอุดหู

2. เปิดประเด็นโจมตี ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการทำตัวเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลงเชื่อว่า นายกฯทักษิณ บังอาจทำตัวเสมอพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่รู้ระเบียบประเพณี หรือรู้แล้วแต่แสร้างทำเป็นไม่รู้ ปิดบังข้อมูลที่เป็นจริงไว้ นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เกลียดชังเข้าใจผิด ต่อนายกฯทักษิณ การแสร้งโง่และโกหกของสนธิ ในเรื่องนี้ ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และในที่สุดต้องเดือดร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง จัดทำหนังสือชี้แจงแล้ว แต่สนธิ ก็ยังคงนำเสนอข้อมูลเท็จ ที่คิดขึ้นมาเอง จินตนาการเอง ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง กระทั่งความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ลุกลามไปจนทั่วประเทศ

สุดท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2548 ว่า “ไม่ผิด” จึงทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจต่อนายกฯทักษิณ ลงได้ แต่ สนธิ หาได้นำพาต่อพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ไม่ชี้กับพระราชดำรัส ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนกับ ข้อกล่าวหาของตัวเอง ที่ใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำชี้แจงจากสนธิ แม้แต่คำเดียวว่าเอาข้อมูลจากไหนมากล่าวหาให้ร้ายนายกฯทักษิณ มีแต่การสร้าวงประเด็นใหม่ๆ เพื่อขยายความบาดหมางใจ ความไม่พอใจในหัวใจประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ให้เพิ่มขึ้นอีก

3. การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และการอ่านคำถวายฎีกาให้ทรงใช้พระอำนาจแก้ไขปัญหา ซึ่งมีตอนจบของคำถวายฎีกา ว่า “ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงพระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้างความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สนธิ ทำให้ทุกคนที่ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ที่ชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทางโทรทัศน์ ต้องตกตะลึงกับลีลาการอ่านคำถวายฎีกาด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นมาก่อน กล่าวคือ มีทั้ง ชี้นิ้ว ชี้หน้า ชี้กราด เท้าเอว ตะโกน ซึ่งเป็นอาการที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และรับไม่ได้กับการถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความไม่เหมาะสมของสนธิ ที่กระทำต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาท้ายหนังสือถวายฎีกา กลับปรากฎว่ามีชื่อผู้ถวายฎีกา เพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ แต่กลับประกาศว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินไม่พอใจและได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

หลังจากการถวายฎีกา ที่หน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ หน้าประตูพระบรมมหาราช วัง เสร็จสิ้นลง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก เสนอให้มีการสลายตัว และยุติการชุมนุมชั่วคราว เพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย แต่สนธิ กลับไม่สนใจที่จะรอพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันชุมนุมขับไล่รัฐบาต่อทันที เพราะเห็นว่ากระแสกำลังขึ้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การถวายฎีกาของคนไทย ที่จะมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อกดดันให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยทางใดทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะมีผู้คัดค้าน ทัดทานอย่างไร สนธิ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง และเดินหน้าต่อ จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าสนธิ ถวายฎีกาเพื่ออะไร ต้องการใช้การถวายเป็นฎีกา เป็นเครื่องมือสร้างข่าว และปลุกระดมมวลชน เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์การเผชิญหน้าระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับ รัฐบาล แค่นั้นใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้สนใจผลของการถวายฎีกาเลยแม้แต่น้อย จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ สนธิ ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ขอแค่เพียงได้ถวายเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฉากต่อสู้ยกใหม่กับทักษิณ ชินวัตร ก็เพียงพอแล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ได้มีการถวายฎีกาไป สนธิ ก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงฎีกานั้นอีกเลย และไม่สนใจติดตามด้วยว่าทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร หรือไม่ ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน นึกอยากจะยื่นก็ยื่น นึกอยากจะเลิกก็เลิก ทำราวกับว่าการถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีค่าเสมอเพียงการส่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันให้ผู้อ่านทั่วไป นึกอยากส่งก็ส่ง นึกอยากจะเลิกส่งก็เลิก นี่คือพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล

4. การสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อเผด็จศึกทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ได้ ทั้งๆ ที่การคัดค้าน ทัดทาน ทักท้วงจากนักวิชาการจำนวนมาก ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างกระแส กดดัน เรียกร้องให้ใช้พระราชอำนาจ เพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เพิกเฉยกับเสียงคัดค้านทุกเสียง และเดินหน้าต่อ ปลุกระดมประชาชน ให้เข้าชื่อ ให้ร่วมส่งเสียง ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าเมืองไทย เพราะสนธิ ชักนำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงทำอะไรก็ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้อำนาจมากมาย

กว่าประชาชนทั่วประเทศจะรู้ว่าการเดินตามสนธิ เป็นสิ่งที่ผิด ขัดรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อพระมหากษัตริย์อีกด้วย ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ว่าการเรียกร้องมาตรา 7 เป็นการทำให้พระองค์ท่านทรงเดือดร้อน และไม่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะไม่พระราชทานนายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ประชาชนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินผิดทางมายาวไกลมาก

แต่สนธิ ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับพระราชดำรัส และความเดือดร้อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังไม่ทันที่พระราชดำรัสจะถูกตีพิมพ์เป็นตัวหนังสือ เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป สนธิ ให้สัมภาษณ์สวนทางพระราดำรัส ทันที ซึ่งคัดลอกมาจากเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ดังนี้

“ผู้สื่อข่าวถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสว่า มาตรา 7 เรื่องการ ขอนายกฯ พระราชทานไม่สามารถใช้ได้ นายสนธิ กล่าวว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่ใช้

เมื่อถามต่อว่า แต่กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไม่ต้องการที่จะทำเกินหน้าที่ นายสนธิ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ว่า ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ก็แสดงว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการ พระองค์ก็พร้อมจะใช้

ต่อข้อถามถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องนายกฯพระราชทาน จะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เราก็เดินเหมือนเดิม เพราะเราก็ ยังยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายืนหยัดเพราะการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็อยากรู้เหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโมฆะหรือเปล่า”

เมื่อถามว่า จะทบทวนบทบาทการชูเรื่องมาตรา7 หรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เรายังรวมอยู่ในทุกบทบาท เพราะตนคิดว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการก็ชูได้ ทำไมจะชูไม่ได้”

ก่อนจะจบท้ายการสัมภาษณ์ว่า "มันแข็งกร้าวตรงไหน และตนก็เห็นด้วยว่าที่จะให้ทุกอย่างอยู่ในระบอบรัฐสภา แต่ถ้า นายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ลาออกก็ใช้มาตรา 7 ได้ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ"

ก็อย่างนี้ล่ะ ถ้อยคำวาจา และการแสดงออกของผู้จงรักภักดีอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล

5. การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า นายกฯทักษิณ วางแผนการที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากประชาชน ลดบาทบาทและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และเชื่อมโยงให้เป็นแผนการร้ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และคณะผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่ไปวางแผนการกันไกลถึงประเทศฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่ผูกโยงปะติดปะต่อกันขึ้นมานี้ เป็นการจินตนาการของสนธิ ลิ้มทองกุล ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้าง เขียนบทความแลกเงินค่าคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แล้วก็ยังมี โสภณ สุภาพงษ์ อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมกันจินตนาการสร้างแผนร้ายนี้ขึ้นมา แล้วก็โยนว่าเป็นความคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่ต่างจากกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีต คือมีการกล่าวหานักการเมืองกลุ่มหนึ่งจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การต่อสู้ และการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง พฤติกรรมของสนธิ ในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่แตกต่างจากเรื่องกรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระแก้ว แต่เพิ่มความเข้มข้น และระดับความเกลียดชังคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ในหัวใจของคนไทย ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมของสนธิ และ พวกพ้อง ลูกน้องค่ายผู้จัดการ ทำกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง กรณีปฏิญญาฟินแลนด์ จึงปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ และผู้กล่าวหาก็ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันคำพูดของตัวเอง ว่าเป็นเรื่องจริง นี่ก็คือ พฤติกรรมของผู้จงรักภักดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จงรักภักดี ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเองมาโดยตลอด และ ใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทย เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือในการจุดประเด็น โหมไฟไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมา ก็เป็นอีกครั้งของการจุดกระแสและโหมไฟไล่นายกฯทักษิณ

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กุเรื่องไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เกินเลยไปถึงขั้น คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กันเลยทีเดียว เมื่อประมวลการพัฒนาทางความคิดของสนธิ ลิ้มทองกุล จากวันเริ่มต้นต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร จนถึงวันนี้ จึงไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ นอกจากว่า

“สนธิ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และเป็นอาวุธประหัตประหารศัตรูของตนเอง โดยหามีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงไม่”

ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นความจงรักภักดีจอมปลอม ที่ต้องเร่งกำจัดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะลุกเป็นไฟเพราะบุคคลผู้นี้

โดย ประดาบ

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

‘สนธิ'พบ‘เปรม-สุรยุทธ์'ถกสถานการณ์บ้านเมือง


วันนี้(26 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.45 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางออกทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่เข้ามาทำงานที่ตึกบัญชาการเมื่อเวลา 9.00 น. เพื่อเดินทางไปยังมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายทหารระดับสูงอีกหลายคน
อย่างไรก็ตามก่อนที่พล.อ.สนธิ จะเดินทางออกจากทำเนียบฯได้กล่าวกับผู้สือข่าวว่า วันนี้เรื่องการสัมภาษณ์ขอพักไว้ก่อน โดยได้โบกมือ พร้อมกับกล่าวว่าเรื่องการให้สัมภาษณ์ขออีกสองวันจะพูด ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ย้ำว่าสัญญานะว่าอีกสองวันจะพูดแน่ พล.อ.สนธิกล่าวด้วยอารมณ์ดีว่า แน่นอนครับ
ก่อนหน้านี้ระหว่างที่ พล.อ.สนธิ เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลก็ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

จาก hi-thaksin

'ประสงค์' ชี้ 'สมัคร' อาจถูก ป.ป.ช.ฟันตกสวรรค์


'ประสงค์' แหลมต้าน พปช.ตั้งรัฐบาล

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคขนาดกลางและเล็กมาถึงทางแยก ต้องเลือกว่าจะแยกไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจของพรรคขนาดกลางและเล็กมีความสำคัญต่ออนาคตการเมืองไทย ว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความราบรื่นหรือไม่ ส่วนตัวยังเชื่อว่าพรรคเหล่านี้จะมีสติปัญญามากพอ ว่าเหตุที่ต้องมีการรัฐประหาร นำไปสู่การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิอดีตกรรมการบริหาร 111 คน เกิดจากอะไร หากตัดสินใจไปอยู่กับพลังประชาชนเชื่อว่าปัญหาความวุ่นวายจะไม่จบ เพราะคนกรุงเทพฯจะลุกขึ้นมาต่อต้าน ถึงแม้จะได้เสียงสนับสนุนจากคนต่างจังหวัดล้นหลาม แต่ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ว่าคนต่างจังหวัดตั้งนายกฯ แต่คนกรุงเทพล้มนายกฯ

ชี้ 'สมัคร' อาจถูก ป.ป.ช.ฟันตกสวรรค์

น.ต.ประสงค์กล่าวต่อว่า แต่ถ้าเลือกเดินไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าจะมีปัญหาน้อยกว่า ถึงจะมีการจ้างคนต่างจังหวัดเข้ามาชุมนุม เจ้าหน้าที่ก็เอาอยู่ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ยากที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ยากที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ความวุ่นวายยังคงอยู่ ดูเหมือนวิกฤติต่างๆจะหมดไป แต่มันไม่หมด ตั้งแต่นี้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะทหารคงต้องเตรียมตัว เพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายได้เลย

ถามว่า พรรคพลังประชาชนระบุว่าจะสร้างความปรองดองในชาติ

น.ต.ประสงค์ตอบว่า คำว่าสมานฉันท์ไม่ใช่เอาความดีกับความชั่วมารวมกัน รัฐบาลกับนายทหารบางคนก็พยายามจะสมานฉันท์ เมื่อถามถึงคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก จะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกฯได้หรือไม่ น.ต.ประสงค์ตอบว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยกเว้นคดีลหุโทษ และคดีความผิดฐานหมิ่น ประมาทเอาไว้ หากนายสมัครได้เป็นนายกฯ แต่ยังมีคดีที่ทาง คตส.กำลังชี้มูลความผิดไปที่ ป.ป.ช. ซึ่งตรงนั้นหาก ป.ป.ช.ชี้ว่ามีมูลความผิด ก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีทันที


มารยาทประชาธิปัตย์


กาหลิบ

ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้ง และกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน
ถึงผลการเลือกตั้งจะไม่ได้พรรคการเมืองเสียงข้างมากเด็ดขาดขนาดที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ชัดเจนอย่างยิ่งว่าสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นของพรรคพลังประชาชนที่ได้เสียงเกือบครึ่งสภา และกำลังใช้สิทธินั้นอย่างขะมักเขม้น
พรรคที่ได้รับเสียงอันดับสองลงมาจนถึง 1 ที่นั่งก็ต้องกลั้นใจรอคอยว่าเขาจะส่งเทียบเชิญมาหรือไม่
มารยาทอย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ในเมืองไทย
พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคชาติไทยและพรรคใหม่ในขณะนั้นคือความหวังใหม่ เคยตกอยู่สภาพที่มีเสียงต่างกันเพียง 2 ที่นั่งมาแล้ว ซึ่งกลายเป็นเสียงตัดสินว่าใครคือนายกรัฐมนตรีคนต่อมาในที่สุด
อย่าว่าแต่เสียงห่างกันเกือบร้อยอย่างประชาธิปัตย์กับพลังประชาชนในคราวนี้เลยครับ
ปัญหาคือเสียงจากพรรคอันดับสองอย่างประชาธิปัตย์นั้นออกจะชอบกลอยู่
ท่าทีของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นไม่มีอะไรแปลกประหลาด ยังรักษาภาพความขรึมขลังทางการเมืองได้บ้าง แต่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเองที่ออกจะแปลกและแปร่งอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แปร่งเพราะทองแดง แต่ประหลาดในเนื้อหาสาระต่างหาก
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์อย่างขึงขังว่า พรรคพลังประชาชนจะต้องระบุเวลามาให้ชัดเจนว่าจะตั้งรัฐบาลได้ภายในกี่เดือนกี่วัน เพราะถ้าเห็นว่านานเกินไป พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตั้งรัฐบาลขึ้นมาแข่งกับพรรคพลังประชาชน
เร่งเร้าเสมือนว่าวิ่งแข่งแพ้เขาแล้วกลับมาตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าผู้ชนะเหรียญทองใช้เวลานานเกินไป ผู้ชนะเหรียญเงินก็จะก้าวขึ้นมาสู่แป้นหมายเลขหนึ่ง และรับเหรียญทองไปแทน
ของพรรค์นี้ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนักในวงการเมือง ยกเว้นในหมู่คนที่ไม่รู้จักมารยาท
พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และได้มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนใครนั้น ย่อมหมายความว่าการกำหนดจังหวะจะโคน และนโยบายการจัดตั้งรัฐบาลทุกชนิดจะต้องมาจากพรรคพลังประชาชน ถึงแม้ว่าต้องสดับตรับฟังเสียงที่มาจากทุกสารทิศ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆนั้นจะสามารถสร้างเงื่อนไขในลักษณะบีบบังคับให้พรรคพลังประชาชนต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ผู้ให้เป็นไทยแท้ ก็คือเรื่องนี้เป็นกิจการของพรรคพลังประชาชน หาใช่กงการของพรรคประชาธิปัตย์ไม่
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมีความกระหายใคร่จัดรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องรอเวลาของตน คือเมื่อพรรคพลังประชาชนล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาล จะเพราะไม่สามารถประสานจุดยืนทางการเมืองได้ หรือถูกเจาะยางจากผู้หลักผู้ใหญ่คนใดของบ้านเมืองก็ตามแต่
อย่าลืมนะครับว่าการได้รับเสียงข้างมากนั้น แปลว่าพรรคการเมืองที่ได้รับความชอบธรรมดังกล่าว ย่อมสามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และวางบทบาทของตนเองให้สอดคล้องประสานไปได้อย่างแนบแน่น
พูดง่ายๆก็คือว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงน้อยกว่าจะต้องยอมรับถึงการพลิกโฉมหน้าใหม่ทางการเมือง นั่นคือสิทธิในการเป็นรัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายตน แต่อยู่ในมือของพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากนั่นเอง
สื่อมวลชนและนักวิชาการที่รู้มารยาทนี้ก็ควรจะร่วมเรียกร้องอย่างเดียวกัน ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขเหมือนกับว่าไม่ถูกใจตนเองหรือขัดใจตนเองแล้ว ก็ไปขอยืมปากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์มารบกวนรังควานกระบวนการที่ควรเป็นของระบบรัฐสภาไทย
บ้านเมืองใดก็ตามที่อยากเป็นอารยะ ย่อมต้องยึดถือว่าจารีตประเพณีและมารยาทมีความสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับกฎหมายของบ้านเมืองนั้น
ถ้าคำก็อ้างกฎหมายสองคำก็อ้างกฎหมาย แสดงว่าบ้านเมืองนั้นมีความตื้นเขินจนมาตรการทางสังคมอื่นๆไม่สามารถจะใช้จัดการให้เกิดความเป็นระเบียบทางสังคมได้เลย
ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ
รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้งและกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน แต่นั่นแหละครับ ถ้าย้อมตนเองด้วยมารยาทสักหน่อยก็จะทำให้ภาพสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นอีกเป็นอันมาก
เมื่อหลักของบ้านเมืองล่มสลายในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเลือกตั้งในครั้งนี้ ตลอดจนกระบวนการหลังการเลือกตั้งก็ควรจะเริ่มต้นจัดตั้งประเทศไทยใหม่ให้มีความเป็นรัฐประชาธิปไตย อันควรแก่การเป็นสมาชิกในประชาคมระหว่างประเทศทุกประการ
ส่องกระจกอย่าเห็นแต่หน้าตัวเองสิครับ เห็นแก่บ้านเมืองบ้าง.--จบ-


////////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

จาก hi-thaksin

เปิดทางให้'พลังประชาชน'

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม เพิ่งผ่านพ้นไป โดยวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงยอดผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างไม่เป็นทางการทั่วประเทศ จำนวน 480 คน แบ่งตามพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้ 1.พรรคพลังประชาชน ได้ ส.ส. 232 คน 2.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. 165 คน 3.พรรคชาติไทย ได้ ส.ส. 37 คน 4.พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส. 25 คน 5.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ ส.ส.9 คน ส่วนอีก 12 ที่นั่งเป็นของพรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เหตุที่ยังไม่สามารถประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งจำเป็นต้องให้ระยะเวลาสำหรับผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และรอเวลาในการพิจารณาการให้ "ใบเหลือง" และ "ใบแดง" ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้งคงจะทยอยประกาศรับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาได้แล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีไปจัดตั้งรัฐบาล โดยมีกำหนดเวลาให้ไม่เกิน 30 วัน หลังการเลือกตั้ง

ภารกิจต่อไปทางการเมืองของประเทศไทย จึงเป็นการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารประเทศ โดยในขณะนี้ได้เกิดสูตรการจัดตั้งรัฐบาลหลายสูตร เพราะผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา ไม่มีพรรคการเมืองใดได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 240 คน หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีเสียงถึง 232 เสียง แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาอยู่เรื่อยๆ ว่าพรรคพลังประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ หากพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมตัวกันไปโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่ยึดเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกินกว่าร้อยละ 70 เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรจำนวนเกินกว่า 200 คน ย่อมแสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีเจตจำนงที่จะให้พรรคพลังประชาชนบริหารราชการแผ่นดิน โดยหวังว่าพรรคพลังประชาชนจะนำพาประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตความแตกร้าวขัดแย้ง ให้พ้นจากสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า และให้พ้นจากภาวะทางสังคมที่เสื่อมทรุด

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชนเองก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนมีความเหมาะสมจะนั่งตำแหน่งผู้นำรัฐบาล โดยมีการประกาศมาตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนก็ประกาศสิ่งที่จะทำทางการเมือง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 แล้วยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ และ 2.จะนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยให้พ้นผิด และสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นนักการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อเป็นเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลอันใดที่จะไปปิดกั้นมิให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่น่าจะมีเหตุผลใดอีกเช่นกันที่จะปฏิเสธการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยกเว้นแต่เพียงนายสมัครจะปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนเล็งเห็นว่า นายสมัครไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการนำเสนอรายชื่ออื่นแทน นั่นก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาเช่นนี้ กลุ่มก้อนใดที่คิดจะปฏิเสธเสียงประชามติก็ควรจะหยุดยั้ง และยอมรับผลการเลือกตั้งเสีย ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนและนายสมัคร สุนทรเวช ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้ลั่นวาจาและสัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะการประกาศนโยบายในหลายรูปแบบ ซึ่งพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่าสามารถจะทำได้ เช่น การเพิ่มรายได้ 4 เท่า และการลดรายจ่ายลงอีก 4 เท่า ขณะที่พรรคการเมืองลำดับ 3 เป็นต้นไปก็ควรจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนประสบความสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนผงาดบนเวทีโลกได้อีกคำรบหนึ่ง


'อภิสิทธิ์'หวั่น'ทักษิณ'ก่อชนวนความขัดแย้งรอบสอง

'มาร์ค' หวั่น 'ทักษิณ' ก่อชนวนความขัดแย้งรอบสอง เตือนอย่าแทรกแซงกระบวนการศาล หรือชี้นำการเมือง แนะหัวหน้าทุกพรรคนึกถึงประโยชน์ของประเทศ อย่าตั้งรัฐบาลเพื่อ 'ทักษิณ' คนเดียว เชื่อหากทุกพรรคเข้าไปร่วมรัฐบาลจะเป็นอันตราย ไม่สามารตรวจสอบได้ ยันไม่ว่า ปชป. อยู่ในสถานะใดก็จะสร้างความปรองดองในชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงที่ฮองกงว่าจะหวนคืนการเมือง หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และก่อนเดือนเม.ย. 2551 จะเดินทางกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทยว่า ตนอยากพูดถึงหลักการสำคัญ คือ หากพ.ต.ท.ทักษิณ ประสงค์จะใช้สิทธิ์ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่จะกลับมาและต่อสู้คดี คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีใครไปขัดข้อง สำหรับจุดยื่นของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ และของทุกพรรคการเมืองคงเป็นอย่างนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยคนอื่น แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเลยเถิดจนถึงขั้นพูดชี้นำ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือแม้ขณะนี้จะเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและอันตราย อยากจะเรียกร้องว่า ประเทศชาติบอบซ้ำมามาก วันนี้ให้กระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรม เดินไปตามกระบวนการ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณควรที่จะใช้เวลาในช่วงนี้ ในเรื่องการใช้สิทธิส่วนตัวไปก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน เมื่อทุกอย่างมีข้อเท็จจริงปรากฏ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งอีกรอบหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว่า ถึงได้บอกว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ แสดงอาการที่จะเข้ามาแทรกแซง ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะกลายเป็นว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมา ไม่ได้มุ่งหมายแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่กลายเป็นว่าขณะนี้จะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว และไปแก้ในทางที่อาจจะเลยเถิดที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นอยากจะให้ระมัดระวัง

ต่อข้อถามว่า คิดว่าหัวหน้าพรรคการเมืองคนอื่น ควรนำเรื่องนี้เป็นปัจจัยในการจะตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้ยืนยันตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้วว่า ขอให้หัวหน้าทุกพรรคการเมืองตัดสินใจบนประโยชน์ของประเทศชาติของอนาคต ดังนั้นข้อมูลต่างๆที่ได้ฟังในวันนี้ ก็ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งนำไปประกอบการตัดสินใจด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยิ่งตอกย้ำหรือไม่ว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ความสงบที่จะได้เห็นภายในประเทศอาจจะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความสงบที่จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพกฎหมายและยอมรับสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ

สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องคิด คืออย่าทำให้กระบวนการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเสื่อมเสียอีกครั้ง กับการที่เอาอำนาจมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง นี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะประเทศชาติเจ็บปวดมามาก วันนี้ต้องหยุดไม่ว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาลก็แล้วแต่ ถ้าไปจัดตั้งขึ้นแล้วไม่หลีกหนีพฤติกรรมเหล่านี้ จะเป็นการทำร้ายบ้านเมือง ขณะนี้ขอให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกระบวนการ แต่ใครเป็นรัฐบาลแล้วต้องยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม และความถูกต้อง' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าความวุ่นวายจะยังมีต่ออยู่หรือไม่ ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณยังคงเคลื่อนไหว และกลับประเทศ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความวุ่นวายจะไม่มีถ้าคนที่มีอำนาจในบ้านเมือง ยึดถือทั้งความถูกต้อง และความยุติธรรม ฉะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ จะเคลื่อนไหวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็อยู่ที่ว่าเรามีรัฐบาล และมีผู้นำรัฐบาลยึดถือความถูกต้องหรือไม่ ถ้ามีทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้

ต่อข้อถามว่า มีการวิเคราะห์ไปไกลว่า จะมีการรัฐประหารอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครต้องการเห็นการรัฐประหาร ฉะนั้นขณะนี้นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องสำนึกว่า ต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ และต้องบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณอย่าพยายามแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงสภาพบ้านเมืองที่กำลังเปราะบางมาก ทั้งในเรื่องของสถาบันการเงิน และสถาบันอื่นๆหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนก็เหมือนกับคนไทยคนอื่น ที่กังวลและเป็นห่วง แต่ขอยืนยันว่าถ้าในชาติบ้านเมืองนี้ยึดถือความถูกต้อง ทุกอุปสรรคจะฟันฝ่าได้ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิด และตราบเท่าที่เราดำรงความถูกต้องบ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไปได้

ผมขอยืนยันว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะป็นอย่างไร เราจะไม่เป็นอุปสรรค หรือปัญหาต่อการสร้างความปรองดองในชาติเด็ดขาด ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นอยู่ในกรอบของกฎหมายได้ และถ้าเป็นฝ่ายค้าน ก็จะเป็นฝ่ายค้านที่รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นอย่าไปกังวลใจ แต่การที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีทุกพรรคการเมืองเข้าไปร่วม จะเป็นอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าถ้ารัฐบาลประกอบไปทุกพรรคการเมืองแล้ว วันข้างหน้าปัญหาเรื่องการตรวจสอบก็จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดที่ทำให้เกิดความปรองดอง' นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผมขอยืนยันว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะป็นอย่างไร เราจะไม่เป็นอุปสรรค หรือปัญหาต่อการสร้างความปรองดองในชาติเด็ดขาด ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นอยู่ในกรอบของกฎหมายได้ และถ้าเป็นฝ่ายค้าน ก็จะเป็นฝ่ายค้านที่รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นอย่าไปกังวลใจ แต่การที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีทุกพรรคการเมืองเข้าไปร่วม จะเป็นอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าถ้ารัฐบาลประกอบไปทุกพรรคการเมืองแล้ว วันข้างหน้าปัญหาเรื่องการตรวจสอบก็จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดที่ทำให้เกิดความปรองดอง' นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาตอนนี้ คือธรรมชาติของนักการเมือง คือเรื่องของผลประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่สุดต้องอยู่ที่ตัวผู้นำ เพราะคนที่เป็นผู้นำรัฐบาล จะเป็นคนกำกับและดูแลการทำงานของนักการเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรัฐบาลนั้น จะต้องมีตำแหน่งหน้าที่และมีอำนาจ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจนั้นไปในทางไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูแนวโน้มของพรรคพลังประชาชน ว่าจะตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ถ้าตั้งรัฐบาลได้อยากจะบอกอะไรแก่พรรคพลังประชาชนบ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชน

ถามว่า ก่อนหน้านี้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เคยประกาศจะเดินหน้านิริโทษกรรม อดีตกรรมการบริการพรรคไทยรักไทย 111 คน และยุบ คตส. คิดว่าจะเป็นเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอบอกตรงๆว่ายังสับสนอยู่ เพราะเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เห็นนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน พูดไปคนละทางกับนายสมัคร ซึ่งตนรู้สึกเป็นห่วงความไม่พร้อมของพรรคพลังประชาชน ที่หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค พูดไม่ตรงกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จนถึงวันนี้คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีความหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้มองเรื่องที่จะเป็นความหวัง เพราะพรรคพลังประชาชนกำลังดำเนินการอยู่ ตนเพียงแต่เห็นความไม่พร้อมในหลายๆเรื่องเท่านั้น จึงรู้สึกเป็นห่วง เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องมีภาระหนักมาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปัญหาใหญ่ๆที่ต้องเร่งแก้ไข

ต่อข้อถามว่า คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมกว่าพรรคพลังประชาชนตรงไหน หากรวมเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็กทุกพรรคแล้วได้จำนวน ส.ส.เกินครึ่งเพียง 12 เสียงเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะในอดีตเคยมีรัฐบาลผสม มีเสียงอย่างนี้ และอยู่ได้นานกว่ารัฐบาลพรรคเดียวอีกด้วย ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทำงานอย่างไร มีความซื่อสัตย์หรือไม่ แต่ขณะนี้ตัวเลขจำนวน ส.ส.ยังไม่นิ่ง เพราะต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน และอยู่ที่ว่าพรรคพลังประชาชนดำเนินการไปอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันอยู่หรือไม่ว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนตั้งไม่ได้ ก็เป็นความรับผิดชอบของตนที่จะต้องดำเนินการ และความจริงแล้วคะแนน ส.ส.ระบบสัดส่วนที่ออกมา ปรากฏว่าประชาชนไปลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ มากกว่าพรรคพลังประชาชน ดังนั้นตนก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนกัน แต่โดยมารยาทเมื่ออยู่ในระบบรัฐสภา เราใช้เกณฑ์เรื่องที่นั่ง เราก็ให้โอกาสพรรคพลังประชาชนจัดตั้งก่อน

เมื่อถามว่า ตัวนายอภิสิทธิ์อยู่วงการการเมืองว่ากว่า 10 ปีแล้ว เริ่มมองเห็นเค้ารางความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความไม่เรียบร้อยของการเมืองจะมีอยู่เสมอ และตนไม่หลอกตัวเองหรอกว่า ปัญหาข้างหน้านั้นยังไงก็เป็นปัญหาที่หนัก แต่เรามีความตั้งใจมุ่งมั่น และต้องเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ เพราะถ้าผู้นำไม่เชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ ก็เป็นผู้นำไม่ได้ ที่พูดนั้นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างง่าย แต่ตรงกันข้ามเวลานี้ทุกอย่างยาก เพราะความยากเราจึงต้องการคนที่มีความตั้งใจจริงๆ มีความซื่อสัตย์ทุ่มเทให้กับบ้านเมืองและประชาชนเต็มร้อย


'วัฒนา' ทำเป็นไม่รู้จัก 'สมัคร'

นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ในที่ประชุมไม่ได้หารือเกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เห็นว่าในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะ กกต. ยังไม่ได้รับรอง ส.ส.ที่สำคัญข่าวที่ระบุว่าพรรคเพื่อแผ่นดินแบ่งเป็น 2 ขั้วนั้นก็ไม่เป็นความจริง พรรคเราไม่มีอะไรแตกแยก และการนัดพบกับ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสตร์ ที่บ้านสนามบินน้ำในค่ำวันนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการพบปะกันธรรมดา เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนมีความพยายามสลายขั้วระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคชาติไทย นายวัฒนากล่าวว่า พรรคอื่นตนไม่ทราบ รู้แต่เรื่องของพรรคเพื่อแผ่นดินที่พรรคของเรามีเอกภาพ ขณะนี้เรายังคุยกับพรรคชาติไทยอยู่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะต้องยึดถือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามถึงการประกาศจุดยืนของน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคพลังประชาชนได้ นายวัฒนากล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่พบหมอแว แต่ถ้าได้พบก็คงได้พูดคุยกัน ทั้งนี้ตนขอชื่นชมหมอแวว่า เป็นคนที่มีอุดมการณ์ใช้ได้ การพูดคุยคงไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าในฐานะที่เคยร่วมงานกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน สมัยอยู่พรรคประชากรไทย ได้มีการคุยกันเป็นการส่วนตัวถึงทิศทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ นายวัฒนาย้อนถามว่า 'คุณถามถึงคนชื่ออะไรนะ ' เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายวัฒนา ตอบว่า 'ผมไม่รู้จักคนๆนี้'


480 ผู้สร้างชาติ


ถ้าตัวเลขความเสียหายในเรื่องใบเหลืองใบแดง...ของพรรคพลังประชาชนไม่มากจนเป็นเรื่องผิดสังเกต

พรรคพลังประชาชน จะเป็นรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว

ตัวเลข 232 เสียง จากกึ่งหนึ่ง 240 ทำให้...พรรคอื่นๆ นอกจากพรรคพลังประชาชนไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้...

ในทางตรงกันข้าม หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว...ประเทศจะได้รัฐบาลและมีพรรคฝ่ายค้านในสัดส่วนที่ถูกต้อง...

ผู้แทนทั้ง 480 คนในพรรคการเมือง7 พรรค จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว

หากจะรักษาระบบรัฐสภาและสร้างศรัทธาให้กับระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ นั่นคือการร่วมกับพรรคพลังประชาชน สร้างรัฐบาลผสม 6 พรรคขึ้นมา

รัฐบาลใหม่ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะมี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่ปรึกษา

พรรคพลังประชาชน จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา...

พรรคชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน จะดูแลเรื่องการพัฒนาประเทศ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา...จะดูแลเรื่องกีฬาและการท่องเที่ยว

มัชฌิมาธิปไตย-ประชาราช ก็จะได้ร่วมอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี...

หากจะหลีกเลี่ยงวิกฤติการ....จากฝ่ายต่อต้าน...รัฐบาลใหม่ยังไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะนิรโทษกรรมให้กับ 111 ผู้ต้องห้ามเล่นการเมือง...หรือยุบเลิก คตส. ..

ด้วยเหตุผล 2ประการ

การนิรโทษกรรมนั้น...ยังมีเวลาและโอกาส

คตส. มีวาระของการสิ้นสุดอยู่แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ ที่เริ่มกลับมาสู่การยอมรับของประชาชน ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 43 ยังมีหนทางอีกยาวนานที่จะสร้างพรรคประชาธิปัตย์...ให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่เพียบพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้ายังยึดมั่นในวาระแห่งประชาชน 480 คนในรัฐสภา...จะต้องศรัทธาในระบบ ให้เกิดและฝังรากลงในจิตใจของประชาชน

เลิกฟังตัวตลกที่พกตำราโหราศาสตร์

มาป่วนชาติกันซะที

พญาไม้

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์...

จากหนังสือพิมพ์บางกอก ทูเดย์

โฆษก พปช.เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ

สำนักข่าวไทย 26 ธ.ค.-โฆษกพลังประชาชน เผย 2 เหตุเจรจาชาติไทยร่วมรัฐบาลยังไม่สำเร็จ เพราะข้อตกลงเดิมกับประชาธิปัตย์และความชัดเจนงานที่จะร่วมดูแล มั่นใจผู้สมัครของพลังประชาชนจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกกรณีถูกใบเหลือง-ใบแดง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์" ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคว่า สูตรที่จะเตรียมแถลงหลังปีใหม่ขณะนี้ยังเป็นสูตรที่พรรคพลังประชาชนรวมกับ 3 พรรค 21 เสียง คือ รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช และต้องการได้เพื่อแผ่นดินและชาติไทยเข้าร่วมให้เสียงของรัฐบาลมีความมั่นคงและเป็นรัฐบาลที่ทุกคนมั่นใจได้ว่าเกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ แต่ขอให้มั่นใจว่าพลังประชาชนพร้อมจัดตั้งรัฐบาล และใช้ความพยายามเจรจากับพรรคอื่นต่อไปอีก

ร.ท.กุเทพ กล่าวถึงการจับขั้วของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินว่า คงมีทั้งการมาอยู่กับพลังประชาชนทั้งสองพรรค หรือตัดสินใจว่าไม่มาก็ไม่เป็นอะไร เพราะคำนวณดูแล้วมี 254 สียง ซึ่งมากกว่าจะไปอยู่ในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มีความโอกาสที่ 2 พรรคจะมาอยู่กับพลังประชาชน แต่อยากให้การเจรจาไม่ถูกกดดันจากพรรคอื่นที่จะมีผลต่อ 2 พรรค

"เหตุผลสำคัญคือมีการตกลงกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งมา โดยพรรคชาติไทยที่ผูกอยู่กับประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจนว่าเมื่อเขาจะมาร่วมแล้วเขาจะได้ดูแลงานตรงไหนอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาที่งานตรงนี้ต้องใช้เวลาในการเจรจาบ้าง ส่วนที่ว่าจะมีใครอยู่ด้านนอกด้านในมากดดันคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พรรคการเมืองจะต้องแสดงตัวต่อประชาชนว่าตัดสินใจเองได้โดยอิสระ ก็คิดว่าพรรคชาติไทยก็จะตัดสินใจได้บนพื้นฐานการให้อำนาจของพี่น้องประชาชน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

ร.ท.กุเทพ กล่าวมั่นใจด้วยว่า ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนที่จะส่งไปแทนผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งแล้วถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ใบเหลืองหรือใบแดง จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหมือนเดิม เนื่องจากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค หากส่งผู้สมัครคนใหม่ไปก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าคือคนของพรรค ดังนั้นถ้าจะเลือกตั้งใหม่ให้เกิดความบริสุทธิ์ใจพรรคก็ยินดี อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.จะแจกใบเหลืองหรือใบแดงเพิ่มอีก คงต้องมาพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร มีการร้องเรียนลักษณะกล่าวหาทำให้เกิดความสับสนมุ่งให้เกิดปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เชื่อว่า กกต.มีวิจารณญาณและข้อมูลอยู่ คงไม่รับเรื่องร้องเรียนสะเปะสะปะ และคงให้ความเป็นธรรมกับพลังประชาชน

"เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม ข้อมูลที่ร้องเข้ามาคงเยอะมาก โดยเฉพาะจากผู้สมัครที่สอบตก กกต.เองคงต้องเลือกเรื่องที่จะมีพิจารณาอย่างมีเหตุผล ถ้ารับทุกเรื่องก็จะมีข่าวออกมาว่าถูกสอบทุกเหตุก็จะปั่นป่วนสับสน ผมยังเชื่อว่า กกต.จะมีวิจารณญาณในการมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้เมื่อปมประเด็นไปอยู่ที่ใบเหลืองใบแดง ถ้ามีคนต้องการใช้ประเด็นนี้มาเป็นการขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่า กกต.จะรู้ทันกลเกมตรงนี้และจะไม่เล่นตามเพลงของคนที่จะร้องเรียนเข้ามา"โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว.-สำนักข่าวไทย

จาก สำนักข่าวไทย

“ตัวแปร” ที่แท้จริง

แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย สำหรับผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550...คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด หรือ 240 จากทั้งหมด 480 ที่นั่ง


ดังนั้น หลังผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มชัดเจนออกมาในเวลาเที่ยงคืน คำถามสำคัญที่สุดที่ทุกคนรอคอย คาดเดา และพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากพรรคการเมืองต่างๆ ให้ได้ก็คือ

ใครจะจับขั้วกับใคร?


ถ้าเป็นตามสถานการณ์ปกติ พรรคพลังประชาชนที่ได้ที่นั่งมากที่สุดถึง 232 ย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย โดยต้องการอีกไม่กี่สิบที่นั่งเพียงเท่านั้น และพรรคขั้วตรงข้าม (ตลอดกาล) อย่างประชาธิปัตย์ ก็คงเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหลือแต่ เจ้าเมืองแปร อย่างพรรคที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ดูจะมีความสุขที่สุด เพราะจะเลือกข้างใดก็ได้ และเผลอๆ อาจจะได้ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลมากกว่าพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. มากกว่าด้วยซ้ำไป


แต่ว่า...การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าปกติ...


ไม่ใช่แค่การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญ มันคือการเลือกตั้งที่จะประกาศภาวะอารมณ์และการตัดสินใจของประชาชนในประเทศนี้ ที่มีต่ออุดมการณ์การเมืองบางอย่าง


เมื่อพรรคพลังประชาชนยังคงได้เสียงข้างมากเกือบทะลุครึ่งสภา ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายทหารระดับสูงท่านหนึ่งที่ร่วมในคณะรัฐประหารเคยออกมาปรามาสไว้ว่า พรรคการเมืองที่ถูกขับไล่ออกไปแล้ว (ด้วยวิธีการนอกรัฐสภา) มักไม่ได้กลับเข้ามาอีก...


แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนขับไล่ หนำซ้ำผลคะแนนยังออกมาว่าพรรคพลังประชาชนที่มีภาพลักษณ์เป็นตัวแทนอดีตพรรคไทยรักไทย ยังได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 เช่นนี้...


มันจึงคือการตบหน้าคณะรัฐประหารอย่างจัง


มันคือการประกาศว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องที่กองทัพหักคอประชาชนเอาเอง เพราะนอกจากคนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลประโยชน์ และแอบรวมหัวเปิดทางให้ทหารเข้ามาแล้ว...ประชาชนคนอื่นๆ ที่เหลือ เขาไม่ได้ต้องการด้วย


อย่างน้อย คนที่ไม่ต้องการทหารก็คือกว่า 20 ล้านเสียงที่กากบาทให้พรรคพลังประชาชนในครั้งนี้!


ถึงกระนั้น แม้ประชาชนส่วนมากจะเลือก และแม้คนที่ไม่ได้เลือกก็พร้อมจะยอมรับในเสียงข้างมาก...


แต่ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้โดยง่าย...แม้ว่า เจ้าเมืองแปร จะแทงกั๊กมาตลอดว่ายังห่วงใยและพร้อมจะคุยกันเสมอ (ถ้าได้เสียงข้างมาก...)


นั่นเพราะว่าตัวแปรที่แท้จริงไม่ได้ขี่ม้าสีหมอก...หากแต่เป็นตัวแปรพิเศษยิ่งกว่า ที่ทั้งมืด ลึกลับ และมีพลังอำนาจมากกว่านั้นหลายเท่าตัวนัก...


เป็นอำนาจพิเศษที่พรรคอันดับ 2 อย่างประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดีว่า ทำให้ตัวเองได้เปรียบ


เป็นอำนาจพิเศษที่หลายสำนักทั้งในและนอกประเทศต่างก็จับตามอง และไม่เคยละเลยที่จะเอ่ยถึงในกระบวนการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเมือง


เป็นอำนาจพิเศษที่ทำให้เกิดข่าวลือกระเซ็นกระสายในช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้งไม่กี่ชั่วโมง ว่ามีการเข้าพบผู้มากบารมี...ตามมาด้วยการดักคอกันว่า ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว คนอื่นอย่ายุ่ง


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้เรื่องธรรมดา เช่น การที่พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาล ไม่อาจทำได้


ด้วยตัวแปรนี้ อาจทำให้พรรคที่ 2 ได้ขึ้นมาแทน และต้องผสมกับพรรคที่ 3, 4, 5 ฯลฯ จนกลายเป็นรัฐบาลผสมที่คละเคล้ามากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง...และมีทีท่าจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง


บางที คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคพลังประชาชนจะจับขั้วกับใคร...


แต่อยู่ที่ว่า ใคร ได้รับการตั้งธงมาแล้วว่าจะให้ได้เป็นรัฐบาล