WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 26, 2007

‘ชูวิทย์'อัดยับ‘บรรหาร'แค่‘มังกือ'กระสันเก้าอี้นายกฯ

วันนี้ (26 ธ.ค.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนี้ ว่า การพยายามดำเนินการทางการเมืองของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่า เป็นการทำงานของนักการเมืองแบบเก่าๆ ที่พยายามวิ่งเต้นจับขั้วเพื่อต่อรองขอเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ตนอยากถามนายบรรหาร ว่า ไปทำอย่างนั้นทำไม อายุจะ 80 อยู่แล้ว อยู่เฉยๆ ไม่ดีกว่าหรือ อย่ากระสันให้มันมากนัก เพราะตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.ประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ นั่นก็คือ ถ้าไม่ใช่ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบรรหาร ควรที่จะทำตามที่ประชาชนสั่ง การพยายามวิ่งเต้นแสดงละครจำอวดอย่างนี้ประชาชนรู้ทันหมดแล้ว อย่าสำคัญตัวเองมากไป อยู่เฉยๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวเหมือนพรรคเล็กอื่นๆ จะดีกว่า

นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับนายบรรหารขณะนี้ บอกได้คำเดียวว่าต้องเป็นฝ่ายค้านตอนแก่ เพราะเดินเกมพลาด แล้วที่บอกว่านายบรรหารเป็นมังกรนั้น ตอนนี้เป็นได้อย่างมากก็แค่มังกือ เพราะแสดงอาการอยากมากจนเกินไป และส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคชาติไทยได้เสียงน้อยลงในกทม.เนื่องจากนายบรรหารไม่เข้าใจธรรมชาติการเมืองใน กทม.แค่ติดป้ายนายบรรหารชูกำปั้น ใส่เสื้อสีชมพู มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คน กทม.เลือกพรรคชาติไทย เพราะนายบรรหารไม่มีจุดยืน ถ้านายบรรหารประกาศให้ชัดเลยว่าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์คะแนนจะได้มากกว่านี้ ตนอยากขอร้องให้นายบรรหารแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย แล้วเปิดโอกาสให้มีการสรรหาใหม่ รวมทั้งปรับปรุงวิธีการทำงานของพรรคชาติไทยให้มีจุดยืนเป็นตัวของตัวเองที่ชัดเจนเพื่อเตรียมสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งต่อไป--จบ

จาก hi-thaksin

"เติ้ง"ชง2สูตร ต่อรองร่วมขั้ว"พปช."

ขอนายกฯหรือ3ว่าการ2ช่วย เปรย"2 มกราคม"มีข่าวดี "เลี้ยบ"ย้ำโอเคแล้ว3พรรค หึ่งล็อค"รมว.กห."ให้รวมใจ


วงพันธมิตร - นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรค หารือกับนายวัฒนา อัศวเหม นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่บ้าน พล.ต.สนั่นย่านสนามบินน้ำ เมื่อค่ำวันที่ 25 ธันวาคม


สะพัด"เติ้ง"ต่อรอง พปช. 2 สูตร ขอเก้าอี้นายกฯ หรือไม่ก็ 3 ว่าการกระทรวงเกรดเอ 2 รมช. "เลี้ยบ" ย้ำยึดครองเสียงข้างมากได้แล้ว เตรีรยมแถลงเปิดตัวแนวร่วม 3 พรรคเล็ก หลัง 3 ม.ค. รับตามตื๊อ "พผ.-ชาติไทย" ตั้งเป้ารัฐบาล 315 เสียง "เฉลม" เย้ย ปชป.จบแล้ว กลุ่ม 21 ไม่มีทางเปลี่ยนใจ

พปช.ย้ำได้ข้างมาก-เล็ง315เสียง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) แถลงเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม มีพรรคการเมืองอย่างน้อย 3 พรรค ตอบรับพร้อมเทเสียงสนับสนุน พปช.จนกลายเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล โดยนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พชป. และหัวหน้าพรรคการเมืองอีก 3 พรรค เตรียมแถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลังจาก พปช.ชนะการเลือกตั้งทั่วไป โดยยึดครองที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรสูงสุด 233 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งสำคัญที่ตามมาเป็นอันดับสองที่ได้เพียง 165 ที่นั่ง

ในการแถลงเมื่อเวลา 18.00 น. ณ ที่ทำการ พปช. อาคารไอเอฟซีที นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 พรรคการเมืองตอบรับที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ พปช.แล้ว แต่โดยมารยาทไม่ขอเปิดเผยชื่อ รวมตัวเลขขณะนี้ทำให้มีจำนวน ส.ส. 254 เสียง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 มกราคม 2551 หัวหน้า 3 พรรคการเมือง และนายสมัครจะร่วมแถลงข่าวอย่างแน่นอน สำหรับอีก 2 พรรคการเมืองอยู่ระหว่างการพูดคุย หากเข้าร่วมจะทำให้รัฐบาลมีเสียง 315 เสียง ทั้งนี้ ต้องการความมีเสถียรภาพเป็นไปได้ยากที่จะแบ่งเอาส่วนส่วนหนึ่งของบางพรรคการเมือง ถ้ามาก็ต้องมาร่วมกันทั้งหมด ส่วนนายกรัฐมนตรียังยืนยันว่าเป็นนายสมัคร


จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php

“สดศรี”ยุพรรคการเมือง จับขั้วเดินหน้าตั้งรัฐบาล [26 ธ.ค. 50 - 10:40]


นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (26 ธ.ค.) กรณีพรรคการเมืองรอให้สถานการณ์ การเมืองนิ่ง และรอ กกต.รับรองผล แจกใบเหลือง ใบแดงให้กับผู้สมัคร ส.ส.ที่ทุจริตการเลือกตั้ง ก่อน ว่า เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า ท่านจะรวบรวมตั้งรัฐบาลขึ้นมา หรือจับรวมกลุ่ม น่าจะดำเนินการไปเลย สำหรับใบเหลือง ใบแดง กกต.จะยึดหลักฐานในการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ อย่าได้กังวลในเรื่องนี้ ท่านไม่ต้องรอ กกต.

“ขอให้เดินหน้ากันไป อย่าใช้เงื่อนไขของ กกต. หรือจะรอดูว่า ได้ใบเหลือง ใบแดง เราไม่ได้มีอิทธิพลถึงขนาดที่พวกท่านจะตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ หรือจับขั้วกันไม่ได้” นางสดศรี กล่าว และว่า ข่าวที่มีการลงว่า กกต.จะให้ใบเหลืองเท่านี้ ใบแดงเท่านั้น ขนาดกกต.เองยังไม่ทราบ จะให้เท่าไหร่

นางสดศรี กล่าวถึงการทำทุจริตเลือกตั้งว่า ยังเป็นตำราเล่มเดิม มีเทคนิคเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ซึ่งประเทศไทยเมื่อไหร่จะเลิกเสียที เพราะหากไปดูที่ต่างประเทศ จะไม่รู้จักคำว่า ซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากภาวะเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชนยังอยู่ในระดับนี้ ปัญหานี้ก็คงแก้ไขยาก

จาก http://www.thairath.co.th/#

ฝ่ายกม.พปช.ยัน”สมัคร”คุณสมบัติครบนั่งนายกฯ [26 ธ.ค. 50 - 13:13]


วันนี้ (26 ธ.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องคดีความของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคว่า มั่นใจแม้ว่า ศาลจะตัดสินพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา นายสมัคร มีความผิดฐานหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น แต่จากการตรวจสอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญก็ระบุชัด ว่า คดีหมิ่นประมาท ไม่มีผลต่อตำแหน่งรัฐมนตรี จึงเห็นว่า นายสมัครไม่ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาให้จำคุก นายสมัคร และนายดุสิต ศิริวรรณ อดีตผู้ดำเนินรายการ "เช้าวันนี้ที่เมืองไทย" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และรายการ "สมัคร ดุสิต คิดตามวัน” ทางสถานี โมเดิร์นไนน์ ทีวี ช่อง 9 อสมท ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีทั้ง 2 คน กล่าวหานายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ทุจริตการประมูลโครงการต่างๆ ของกรุงเทพมหานครถึง 10 โครงการ เป็นเงินเกือบ 3,000 ล้านบาท และมีผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างซื้อรถยนต์ให้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้จำเลยทั้ง 2 คน จะไม่ได้ระบุชื่อชัดเจน แต่ก็ใช้ถ้อยคำชี้ชัดว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ที่โจทก์มีหน้าที่ควบคุมและอนุมัติการก่อสร้างอุโมงค์และสะพานข้ามแยกต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร จึงบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าจำเลยทั้ง 2 คน กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน จำเลยได้กระทำผิดรวม 4 กระทง จึงให้รวมกระทงลงโทษรวมจำคุก ทั้งสิ้น 24 เดือน จำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว และศาลให้รอการลงโทษ แต่กลับกระทำความผิดซ้ำ จึงให้ลงโทษโดยไม่รอลงอาญา และให้พิมพ์คำพิพากษาย่อ ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ มติชนเป็นเวลา 3 วัน อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 2 คนแล้ว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท

จาก http://www.thairath.co.th/#

ปชป.จับพิรุธพปช.ตั้งรบ. อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น [26 ธ.ค. 50 - 12:40]


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (26 ธ.ค.) ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแกนนำพรรค และว่าที่ ส.ส.กทม. ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนรอบกรุงเทพฯ ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่พรรคพลังประชาชนออกมายืนยันว่า สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นได้แล้ว 254 เสียง ว่า ส่วนตัวรู้แปลกใจที่พรรคพลังประชาชนออกมาให้ข่าว ทั้งที่พรรคการเมืองอื่นปฏิเสธ ดังนั้นขอเรียกร้องให้ข่าวอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ควรสร้างความสับสนให้กับประชาชน และควรให้เกียรติพรรคการเมืองอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีเวลาที่พรรคพลังประชาชนจะรวบรวมเสียง โดยไม่ต้องกลัวพรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลแข่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญนายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ว่าที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาชี้แจงเนื่องจากถูกนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากระทำการใส่ร้ายทำให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 53 (5) ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดให้มาชี้แจงภายในวันที่ 27 ธ.ค.นั้นว่า ต้องรอคำวินิจฉัยของกกต.ให้ชัดเจนก่อน และไม่กังวลที่ถูกหยิบยกมาโจมตี เพราะพรรคมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและจะไม่ปกป้องใคร

ด้าน น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดแถลงข่าวตอบโต้กรณีที่นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ออกมาระบุว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มีการต่อรองเรื่องตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับพรรคพลังประชาชนว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้นายนพดล กลับไปทบทวนตัวเอง เพราะการพูดกล่าวหาใคร ควรตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อน เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับหัวหน้าพรรคและพรรคชาติไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าว หัวหน้าพรรคชาติไทยไม่ติดใจ เนื่องจากถือเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของนายนพดล นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่า นายบรรหาร ไม่เคยคิดอยากเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่มีการกล่าวหา หรือมีการปล่อยข่าวในขณะนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทย วันนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากนายบรรหาร พร้อมด้วยแกนนำพรรค ได้ทยอยเดินทางเข้าประชุมพรรคตามปกติตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

จาก http://www.thairath.co.th/#

ความจงรักภักดีแบบ สนธิ ลิ้มทองกุล


ราวต้นปี 2549 ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน เวปไซต์ pantip.com ที่เขียนโดย Mr.PaPa เรื่อง “ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาในห้วงเวลานับแต่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติ เพราะ พิษสงของปากและเชื้อร้ายในน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แพร่เชื้อโรคทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทย ให้กลายเป็นประเทศที่อ่อนแอ กลายเป็นขี้โรคแห่งเอเชีย อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ

บทความ เรื่อง ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เขียนโดย Mr.PaPa ถูกนำไปเผยแพร่ ถ่ายทอด กระจายออกไปในหลายเวปไซต์ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่ามากหรือน้อย หูตาสว่างขึ้นเหมือนกับที่ผมเป็น (ผมเชื่ออย่างนั้น) แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ หลงเชื่อหัวปักหัวปำกับทุกคำที่สนธิ ลิ้มทองกุล พูด ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวกี่หน เพราะคนที่เดินตามสนธิ ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์และความเชื่อเป็นธงนำ

Mr.PaPa เขียนไว้เกือบ 2 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลายเรื่องที่อยู่ในบทความดังกล่าว จะมีความใกล้เคียง คล้ายคลึง กับคำพิพากษาของศาล ที่ตัดสินจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเฉพาะประเด็น สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ และอาวุธ ทำร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

Mr.PaPa เขียนไว้ด้วยว่าหากประชาชนหลงเชื่อและเดินตาม สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่ใช้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก แผ่นดินไทยก็จะแตกแยกและลุกเป็นไฟได้ไม่ยากนัก ซึ่งคำพิพากษาของศาล ก็ชี้ให้เห็นว่าการก่อม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ คือ ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สงบเรียบร้อย และเกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คำพิพากษาจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา น่าจะเป็นโทษสถานเบา เมื่อเทียบกับความพินาศฉิบหายของประเทศชาติ ที่ต้องประสบอยู่ในขณะนี้ อันมีเหตุมาจากการปลุกระดมประชาชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้ประเทศแตกแยก และก่อให้เกิดวิกฤติที่สุดในโลก โดยการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน เพื่อประ โยชน์ทางการเมืองของตนเองเพียงผู้เดียว

Mr.PaPa เขียนไว้เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งผ่านมาแล้ว เกือบ 2 ปี ว่าอย่างไร ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง ว่า ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเช่นไร

………………………………………

อาวุธประการสำคัญที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้หมายประหัตประหาร ไล่ล่าทักษิณ ชินวัตร มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เกือบ 1 ปีเต็ม ก็คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่สนธิ อวดอ้างว่าเขามีมากกว่า ทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ใช้ “ความจงรักภักดี” เป็นอาวุธ และ ประกาศจุดยืนแห่งชีวิตว่า จะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เพื่อปกป้องในหลวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่จงรักภักดี และ ไม่เคารพพระมหากษัตริย์

แต่ทว่าพฤติกรรมที่สำแดงออกถึงความจงรักภักดีของสนธิ ลิ้มทองกุล ในห้วงเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสนธิ ก่อให้เกิดวิกฤต และความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศไทย ปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยแตกแยก ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องระงับเหตุด้วยพระองค์เอง ก่อนที่จะบานปลาย และประชาชนบางส่วนจะหลงผิด ไปมากกว่านี้ เป็นพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง แต่สมควรจะกระทำตามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกคนพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง เพราะขึ้นอยู่กับมโนสำนึก และสำนึกใฝ่ดี ใฝ่ต่ำของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก....

1. ขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. แหล่งข่าวจากโรงงานผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เปิดเผยว่าสนธิ สั่งผลิตเสื้อจากหลายโรงงาน แต่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัว ราคาต้นทุนแขนสั้น 40 บาท แขนยาว 60 บาท ราคาขายแขนสั้น 150 บาท แขนยาว 200 บาท ประมาณการกันว่ารายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะน้อยกว่า 200 ล้านบาท

ขณะนี้เงินจำนวนนี้ ไปนอนอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงแล้ว สนธิ ผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ออกมาขาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การแตกความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รักสามัคคี และไม่เผชิญหน้ากัน นี่เป็นการอ้างความจงรักภักดีที่น่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดกว่านี้ก็คือ รายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มีการทักท้วงกันมากว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลิตสินค้าออกจำหน่าย เข้าข่ายหลอกหลวงผู้ซื้อ ว่าเป็นการสมทบทุน “สู้เพื่อในหลวง” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำธุรกิจ หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ทั้งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต ทั้งไม่ได้นำเงินทูลเกล้าถวายฯ ทั้งไม่ได้ตอบคำถามประชาชนว่าเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายอย่างไร จากการแอบอ้างสถาบัน บางคนเปรียบกับเสื้อคุณทองแดง ที่มีการผลิตขึ้นมาขายโดยหน่วยงานบางหน่วยงาน ยังต้องขอพระบรมราชานุญาต และรายได้ที่เกิดขึ้น ก็นำขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่สนธิ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำถาม คำทักท้วง และคำทวงถาม เรื่องเงินที่ได้จากการขายเสื้อ เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะเงินอุดหู

2. เปิดประเด็นโจมตี ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการทำตัวเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลงเชื่อว่า นายกฯทักษิณ บังอาจทำตัวเสมอพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่รู้ระเบียบประเพณี หรือรู้แล้วแต่แสร้างทำเป็นไม่รู้ ปิดบังข้อมูลที่เป็นจริงไว้ นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เกลียดชังเข้าใจผิด ต่อนายกฯทักษิณ การแสร้งโง่และโกหกของสนธิ ในเรื่องนี้ ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และในที่สุดต้องเดือดร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง จัดทำหนังสือชี้แจงแล้ว แต่สนธิ ก็ยังคงนำเสนอข้อมูลเท็จ ที่คิดขึ้นมาเอง จินตนาการเอง ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง กระทั่งความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ลุกลามไปจนทั่วประเทศ

สุดท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2548 ว่า “ไม่ผิด” จึงทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจต่อนายกฯทักษิณ ลงได้ แต่ สนธิ หาได้นำพาต่อพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ไม่ชี้กับพระราชดำรัส ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนกับ ข้อกล่าวหาของตัวเอง ที่ใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำชี้แจงจากสนธิ แม้แต่คำเดียวว่าเอาข้อมูลจากไหนมากล่าวหาให้ร้ายนายกฯทักษิณ มีแต่การสร้าวงประเด็นใหม่ๆ เพื่อขยายความบาดหมางใจ ความไม่พอใจในหัวใจประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ให้เพิ่มขึ้นอีก

3. การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และการอ่านคำถวายฎีกาให้ทรงใช้พระอำนาจแก้ไขปัญหา ซึ่งมีตอนจบของคำถวายฎีกา ว่า “ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงพระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้างความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สนธิ ทำให้ทุกคนที่ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ที่ชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทางโทรทัศน์ ต้องตกตะลึงกับลีลาการอ่านคำถวายฎีกาด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นมาก่อน กล่าวคือ มีทั้ง ชี้นิ้ว ชี้หน้า ชี้กราด เท้าเอว ตะโกน ซึ่งเป็นอาการที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และรับไม่ได้กับการถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความไม่เหมาะสมของสนธิ ที่กระทำต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาท้ายหนังสือถวายฎีกา กลับปรากฎว่ามีชื่อผู้ถวายฎีกา เพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ แต่กลับประกาศว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินไม่พอใจและได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

หลังจากการถวายฎีกา ที่หน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ หน้าประตูพระบรมมหาราช วัง เสร็จสิ้นลง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก เสนอให้มีการสลายตัว และยุติการชุมนุมชั่วคราว เพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย แต่สนธิ กลับไม่สนใจที่จะรอพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันชุมนุมขับไล่รัฐบาต่อทันที เพราะเห็นว่ากระแสกำลังขึ้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การถวายฎีกาของคนไทย ที่จะมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อกดดันให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยทางใดทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะมีผู้คัดค้าน ทัดทานอย่างไร สนธิ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง และเดินหน้าต่อ จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าสนธิ ถวายฎีกาเพื่ออะไร ต้องการใช้การถวายเป็นฎีกา เป็นเครื่องมือสร้างข่าว และปลุกระดมมวลชน เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์การเผชิญหน้าระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับ รัฐบาล แค่นั้นใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้สนใจผลของการถวายฎีกาเลยแม้แต่น้อย จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ สนธิ ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ขอแค่เพียงได้ถวายเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฉากต่อสู้ยกใหม่กับทักษิณ ชินวัตร ก็เพียงพอแล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ได้มีการถวายฎีกาไป สนธิ ก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงฎีกานั้นอีกเลย และไม่สนใจติดตามด้วยว่าทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร หรือไม่ ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน นึกอยากจะยื่นก็ยื่น นึกอยากจะเลิกก็เลิก ทำราวกับว่าการถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีค่าเสมอเพียงการส่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันให้ผู้อ่านทั่วไป นึกอยากส่งก็ส่ง นึกอยากจะเลิกส่งก็เลิก นี่คือพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล

4. การสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อเผด็จศึกทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ได้ ทั้งๆ ที่การคัดค้าน ทัดทาน ทักท้วงจากนักวิชาการจำนวนมาก ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างกระแส กดดัน เรียกร้องให้ใช้พระราชอำนาจ เพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เพิกเฉยกับเสียงคัดค้านทุกเสียง และเดินหน้าต่อ ปลุกระดมประชาชน ให้เข้าชื่อ ให้ร่วมส่งเสียง ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าเมืองไทย เพราะสนธิ ชักนำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงทำอะไรก็ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้อำนาจมากมาย

กว่าประชาชนทั่วประเทศจะรู้ว่าการเดินตามสนธิ เป็นสิ่งที่ผิด ขัดรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อพระมหากษัตริย์อีกด้วย ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ว่าการเรียกร้องมาตรา 7 เป็นการทำให้พระองค์ท่านทรงเดือดร้อน และไม่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะไม่พระราชทานนายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ประชาชนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินผิดทางมายาวไกลมาก

แต่สนธิ ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับพระราชดำรัส และความเดือดร้อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังไม่ทันที่พระราชดำรัสจะถูกตีพิมพ์เป็นตัวหนังสือ เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป สนธิ ให้สัมภาษณ์สวนทางพระราดำรัส ทันที ซึ่งคัดลอกมาจากเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ดังนี้

“ผู้สื่อข่าวถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสว่า มาตรา 7 เรื่องการ ขอนายกฯ พระราชทานไม่สามารถใช้ได้ นายสนธิ กล่าวว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่ใช้

เมื่อถามต่อว่า แต่กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไม่ต้องการที่จะทำเกินหน้าที่ นายสนธิ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ว่า ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ก็แสดงว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการ พระองค์ก็พร้อมจะใช้

ต่อข้อถามถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องนายกฯพระราชทาน จะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เราก็เดินเหมือนเดิม เพราะเราก็ ยังยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายืนหยัดเพราะการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็อยากรู้เหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโมฆะหรือเปล่า”

เมื่อถามว่า จะทบทวนบทบาทการชูเรื่องมาตรา7 หรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เรายังรวมอยู่ในทุกบทบาท เพราะตนคิดว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการก็ชูได้ ทำไมจะชูไม่ได้”

ก่อนจะจบท้ายการสัมภาษณ์ว่า "มันแข็งกร้าวตรงไหน และตนก็เห็นด้วยว่าที่จะให้ทุกอย่างอยู่ในระบอบรัฐสภา แต่ถ้า นายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ลาออกก็ใช้มาตรา 7 ได้ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ"

ก็อย่างนี้ล่ะ ถ้อยคำวาจา และการแสดงออกของผู้จงรักภักดีอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล

5. การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า นายกฯทักษิณ วางแผนการที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากประชาชน ลดบาทบาทและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และเชื่อมโยงให้เป็นแผนการร้ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และคณะผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่ไปวางแผนการกันไกลถึงประเทศฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่ผูกโยงปะติดปะต่อกันขึ้นมานี้ เป็นการจินตนาการของสนธิ ลิ้มทองกุล ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้าง เขียนบทความแลกเงินค่าคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แล้วก็ยังมี โสภณ สุภาพงษ์ อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมกันจินตนาการสร้างแผนร้ายนี้ขึ้นมา แล้วก็โยนว่าเป็นความคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่ต่างจากกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีต คือมีการกล่าวหานักการเมืองกลุ่มหนึ่งจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การต่อสู้ และการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง พฤติกรรมของสนธิ ในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่แตกต่างจากเรื่องกรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระแก้ว แต่เพิ่มความเข้มข้น และระดับความเกลียดชังคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ในหัวใจของคนไทย ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมของสนธิ และ พวกพ้อง ลูกน้องค่ายผู้จัดการ ทำกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง กรณีปฏิญญาฟินแลนด์ จึงปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ และผู้กล่าวหาก็ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันคำพูดของตัวเอง ว่าเป็นเรื่องจริง นี่ก็คือ พฤติกรรมของผู้จงรักภักดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จงรักภักดี ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเองมาโดยตลอด และ ใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทย เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือในการจุดประเด็น โหมไฟไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมา ก็เป็นอีกครั้งของการจุดกระแสและโหมไฟไล่นายกฯทักษิณ

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กุเรื่องไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เกินเลยไปถึงขั้น คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กันเลยทีเดียว เมื่อประมวลการพัฒนาทางความคิดของสนธิ ลิ้มทองกุล จากวันเริ่มต้นต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร จนถึงวันนี้ จึงไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ นอกจากว่า

“สนธิ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และเป็นอาวุธประหัตประหารศัตรูของตนเอง โดยหามีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงไม่”

ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นความจงรักภักดีจอมปลอม ที่ต้องเร่งกำจัดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะลุกเป็นไฟเพราะบุคคลผู้นี้

โดย ประดาบ

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

‘สนธิ'พบ‘เปรม-สุรยุทธ์'ถกสถานการณ์บ้านเมือง


วันนี้(26 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.45 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางออกทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่เข้ามาทำงานที่ตึกบัญชาการเมื่อเวลา 9.00 น. เพื่อเดินทางไปยังมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายทหารระดับสูงอีกหลายคน
อย่างไรก็ตามก่อนที่พล.อ.สนธิ จะเดินทางออกจากทำเนียบฯได้กล่าวกับผู้สือข่าวว่า วันนี้เรื่องการสัมภาษณ์ขอพักไว้ก่อน โดยได้โบกมือ พร้อมกับกล่าวว่าเรื่องการให้สัมภาษณ์ขออีกสองวันจะพูด ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ย้ำว่าสัญญานะว่าอีกสองวันจะพูดแน่ พล.อ.สนธิกล่าวด้วยอารมณ์ดีว่า แน่นอนครับ
ก่อนหน้านี้ระหว่างที่ พล.อ.สนธิ เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลก็ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

จาก hi-thaksin

'ประสงค์' ชี้ 'สมัคร' อาจถูก ป.ป.ช.ฟันตกสวรรค์


'ประสงค์' แหลมต้าน พปช.ตั้งรัฐบาล

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคขนาดกลางและเล็กมาถึงทางแยก ต้องเลือกว่าจะแยกไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจของพรรคขนาดกลางและเล็กมีความสำคัญต่ออนาคตการเมืองไทย ว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความราบรื่นหรือไม่ ส่วนตัวยังเชื่อว่าพรรคเหล่านี้จะมีสติปัญญามากพอ ว่าเหตุที่ต้องมีการรัฐประหาร นำไปสู่การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิอดีตกรรมการบริหาร 111 คน เกิดจากอะไร หากตัดสินใจไปอยู่กับพลังประชาชนเชื่อว่าปัญหาความวุ่นวายจะไม่จบ เพราะคนกรุงเทพฯจะลุกขึ้นมาต่อต้าน ถึงแม้จะได้เสียงสนับสนุนจากคนต่างจังหวัดล้นหลาม แต่ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ว่าคนต่างจังหวัดตั้งนายกฯ แต่คนกรุงเทพล้มนายกฯ

ชี้ 'สมัคร' อาจถูก ป.ป.ช.ฟันตกสวรรค์

น.ต.ประสงค์กล่าวต่อว่า แต่ถ้าเลือกเดินไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าจะมีปัญหาน้อยกว่า ถึงจะมีการจ้างคนต่างจังหวัดเข้ามาชุมนุม เจ้าหน้าที่ก็เอาอยู่ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ยากที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ยากที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ความวุ่นวายยังคงอยู่ ดูเหมือนวิกฤติต่างๆจะหมดไป แต่มันไม่หมด ตั้งแต่นี้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะทหารคงต้องเตรียมตัว เพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายได้เลย

ถามว่า พรรคพลังประชาชนระบุว่าจะสร้างความปรองดองในชาติ

น.ต.ประสงค์ตอบว่า คำว่าสมานฉันท์ไม่ใช่เอาความดีกับความชั่วมารวมกัน รัฐบาลกับนายทหารบางคนก็พยายามจะสมานฉันท์ เมื่อถามถึงคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก จะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกฯได้หรือไม่ น.ต.ประสงค์ตอบว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยกเว้นคดีลหุโทษ และคดีความผิดฐานหมิ่น ประมาทเอาไว้ หากนายสมัครได้เป็นนายกฯ แต่ยังมีคดีที่ทาง คตส.กำลังชี้มูลความผิดไปที่ ป.ป.ช. ซึ่งตรงนั้นหาก ป.ป.ช.ชี้ว่ามีมูลความผิด ก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีทันที


มารยาทประชาธิปัตย์


กาหลิบ

ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้ง และกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน
ถึงผลการเลือกตั้งจะไม่ได้พรรคการเมืองเสียงข้างมากเด็ดขาดขนาดที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ชัดเจนอย่างยิ่งว่าสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นของพรรคพลังประชาชนที่ได้เสียงเกือบครึ่งสภา และกำลังใช้สิทธินั้นอย่างขะมักเขม้น
พรรคที่ได้รับเสียงอันดับสองลงมาจนถึง 1 ที่นั่งก็ต้องกลั้นใจรอคอยว่าเขาจะส่งเทียบเชิญมาหรือไม่
มารยาทอย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ในเมืองไทย
พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคชาติไทยและพรรคใหม่ในขณะนั้นคือความหวังใหม่ เคยตกอยู่สภาพที่มีเสียงต่างกันเพียง 2 ที่นั่งมาแล้ว ซึ่งกลายเป็นเสียงตัดสินว่าใครคือนายกรัฐมนตรีคนต่อมาในที่สุด
อย่าว่าแต่เสียงห่างกันเกือบร้อยอย่างประชาธิปัตย์กับพลังประชาชนในคราวนี้เลยครับ
ปัญหาคือเสียงจากพรรคอันดับสองอย่างประชาธิปัตย์นั้นออกจะชอบกลอยู่
ท่าทีของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นไม่มีอะไรแปลกประหลาด ยังรักษาภาพความขรึมขลังทางการเมืองได้บ้าง แต่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเองที่ออกจะแปลกและแปร่งอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แปร่งเพราะทองแดง แต่ประหลาดในเนื้อหาสาระต่างหาก
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์อย่างขึงขังว่า พรรคพลังประชาชนจะต้องระบุเวลามาให้ชัดเจนว่าจะตั้งรัฐบาลได้ภายในกี่เดือนกี่วัน เพราะถ้าเห็นว่านานเกินไป พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตั้งรัฐบาลขึ้นมาแข่งกับพรรคพลังประชาชน
เร่งเร้าเสมือนว่าวิ่งแข่งแพ้เขาแล้วกลับมาตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าผู้ชนะเหรียญทองใช้เวลานานเกินไป ผู้ชนะเหรียญเงินก็จะก้าวขึ้นมาสู่แป้นหมายเลขหนึ่ง และรับเหรียญทองไปแทน
ของพรรค์นี้ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนักในวงการเมือง ยกเว้นในหมู่คนที่ไม่รู้จักมารยาท
พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และได้มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนใครนั้น ย่อมหมายความว่าการกำหนดจังหวะจะโคน และนโยบายการจัดตั้งรัฐบาลทุกชนิดจะต้องมาจากพรรคพลังประชาชน ถึงแม้ว่าต้องสดับตรับฟังเสียงที่มาจากทุกสารทิศ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆนั้นจะสามารถสร้างเงื่อนไขในลักษณะบีบบังคับให้พรรคพลังประชาชนต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ผู้ให้เป็นไทยแท้ ก็คือเรื่องนี้เป็นกิจการของพรรคพลังประชาชน หาใช่กงการของพรรคประชาธิปัตย์ไม่
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมีความกระหายใคร่จัดรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องรอเวลาของตน คือเมื่อพรรคพลังประชาชนล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาล จะเพราะไม่สามารถประสานจุดยืนทางการเมืองได้ หรือถูกเจาะยางจากผู้หลักผู้ใหญ่คนใดของบ้านเมืองก็ตามแต่
อย่าลืมนะครับว่าการได้รับเสียงข้างมากนั้น แปลว่าพรรคการเมืองที่ได้รับความชอบธรรมดังกล่าว ย่อมสามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และวางบทบาทของตนเองให้สอดคล้องประสานไปได้อย่างแนบแน่น
พูดง่ายๆก็คือว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงน้อยกว่าจะต้องยอมรับถึงการพลิกโฉมหน้าใหม่ทางการเมือง นั่นคือสิทธิในการเป็นรัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายตน แต่อยู่ในมือของพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากนั่นเอง
สื่อมวลชนและนักวิชาการที่รู้มารยาทนี้ก็ควรจะร่วมเรียกร้องอย่างเดียวกัน ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขเหมือนกับว่าไม่ถูกใจตนเองหรือขัดใจตนเองแล้ว ก็ไปขอยืมปากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์มารบกวนรังควานกระบวนการที่ควรเป็นของระบบรัฐสภาไทย
บ้านเมืองใดก็ตามที่อยากเป็นอารยะ ย่อมต้องยึดถือว่าจารีตประเพณีและมารยาทมีความสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับกฎหมายของบ้านเมืองนั้น
ถ้าคำก็อ้างกฎหมายสองคำก็อ้างกฎหมาย แสดงว่าบ้านเมืองนั้นมีความตื้นเขินจนมาตรการทางสังคมอื่นๆไม่สามารถจะใช้จัดการให้เกิดความเป็นระเบียบทางสังคมได้เลย
ไหนๆก็ผ่านภาวะเผด็จการสุดขั้วมาแล้ว จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาระดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็ช่วยกันประคองให้วิถีทางประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อสักนิดเถอะครับ
รู้ละครับว่าอดอยากปากแห้งและกระหายใคร่ดีกันขนาดไหน แต่นั่นแหละครับ ถ้าย้อมตนเองด้วยมารยาทสักหน่อยก็จะทำให้ภาพสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นอีกเป็นอันมาก
เมื่อหลักของบ้านเมืองล่มสลายในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเลือกตั้งในครั้งนี้ ตลอดจนกระบวนการหลังการเลือกตั้งก็ควรจะเริ่มต้นจัดตั้งประเทศไทยใหม่ให้มีความเป็นรัฐประชาธิปไตย อันควรแก่การเป็นสมาชิกในประชาคมระหว่างประเทศทุกประการ
ส่องกระจกอย่าเห็นแต่หน้าตัวเองสิครับ เห็นแก่บ้านเมืองบ้าง.--จบ-


////////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

จาก hi-thaksin

เปิดทางให้'พลังประชาชน'

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม เพิ่งผ่านพ้นไป โดยวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงยอดผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างไม่เป็นทางการทั่วประเทศ จำนวน 480 คน แบ่งตามพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้ 1.พรรคพลังประชาชน ได้ ส.ส. 232 คน 2.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. 165 คน 3.พรรคชาติไทย ได้ ส.ส. 37 คน 4.พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส. 25 คน 5.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ ส.ส.9 คน ส่วนอีก 12 ที่นั่งเป็นของพรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เหตุที่ยังไม่สามารถประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งจำเป็นต้องให้ระยะเวลาสำหรับผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และรอเวลาในการพิจารณาการให้ "ใบเหลือง" และ "ใบแดง" ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้งคงจะทยอยประกาศรับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาได้แล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีไปจัดตั้งรัฐบาล โดยมีกำหนดเวลาให้ไม่เกิน 30 วัน หลังการเลือกตั้ง

ภารกิจต่อไปทางการเมืองของประเทศไทย จึงเป็นการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารประเทศ โดยในขณะนี้ได้เกิดสูตรการจัดตั้งรัฐบาลหลายสูตร เพราะผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา ไม่มีพรรคการเมืองใดได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 240 คน หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะมีเสียงถึง 232 เสียง แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาอยู่เรื่อยๆ ว่าพรรคพลังประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ หากพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช และพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมตัวกันไปโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่ยึดเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกินกว่าร้อยละ 70 เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรจำนวนเกินกว่า 200 คน ย่อมแสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีเจตจำนงที่จะให้พรรคพลังประชาชนบริหารราชการแผ่นดิน โดยหวังว่าพรรคพลังประชาชนจะนำพาประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตความแตกร้าวขัดแย้ง ให้พ้นจากสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า และให้พ้นจากภาวะทางสังคมที่เสื่อมทรุด

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชนเองก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนมีความเหมาะสมจะนั่งตำแหน่งผู้นำรัฐบาล โดยมีการประกาศมาตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนก็ประกาศสิ่งที่จะทำทางการเมือง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 แล้วยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ และ 2.จะนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยให้พ้นผิด และสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นนักการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อเป็นเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลอันใดที่จะไปปิดกั้นมิให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่น่าจะมีเหตุผลใดอีกเช่นกันที่จะปฏิเสธการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยกเว้นแต่เพียงนายสมัครจะปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนเล็งเห็นว่า นายสมัครไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการนำเสนอรายชื่ออื่นแทน นั่นก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาเช่นนี้ กลุ่มก้อนใดที่คิดจะปฏิเสธเสียงประชามติก็ควรจะหยุดยั้ง และยอมรับผลการเลือกตั้งเสีย ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนและนายสมัคร สุนทรเวช ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้ลั่นวาจาและสัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะการประกาศนโยบายในหลายรูปแบบ ซึ่งพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่าสามารถจะทำได้ เช่น การเพิ่มรายได้ 4 เท่า และการลดรายจ่ายลงอีก 4 เท่า ขณะที่พรรคการเมืองลำดับ 3 เป็นต้นไปก็ควรจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนประสบความสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนผงาดบนเวทีโลกได้อีกคำรบหนึ่ง