WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 27, 2007

พปช.ยื่นวินิจฉัยสถานภาพ คตส.

จ่อร้องศาล รธน.ชี้ไม่ชอบด้วย กม.ขัดหลักนิติธรรม

ทีมกฏหมายพลังประชาชน เปิดเกมล้มกระดาน 'คตส.' ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย คตส.ขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มั่นใจขัดต่อหลักพื้นฐานกระ บวนการนิติธรรมนิติรัฐ อ้างเหมือนยุค 'รสช.' ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะที่ 'โฆษกคตส.' ออกโรงโต้ทันควัน ยืนยันเป็นหน่วยงานชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 50 แถมยังทำงานไม่เหมือนคณะกรรมการยึดทรัพย์สมัยรสช.

'นาม' ย้ำชัดเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีผลอะไรกับคตส. ล่าสุดยังเดินหน้าไล่บี้คดีจัดซื้อรถดับเพลิงฉาว กทม. 'ทนายหมัก' ยื้อยื่นชื่อพยานหลังปีใหม่ ส่วนคดีสินบนข้ามชาติ ทีมงานททท.เพิ่งเริ่มทำงาน ระบุทำได้แค่รวบรวมข้อมูล ไม่มีสิทธิสอบสวน-ตัดสินความผิด

ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการทำงานของ คตส.ว่า เท่าที่ได้ฟังจากทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการสู้คดี มีประเด็นอยู่ว่าการตรวจสอบของ คตส. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งจะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในเวลาที่สมควร เนื่องจากการตั้งคตส. นั้นควรจะมีการวินิจฉัยโดยศาล รัฐธรรมนูญว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าขัดต่อหลักพื้นฐานในกระบวนการนิติธรรมนิติรัฐ ในการเลือกปฏิบัติหรือตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ

'เท่าที่สดับตรับฟังดูเข้าใจว่าทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เตรียมการเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ถ้าเรื่องถึงมือศาล แล้วมีกระบวนการต่าง ๆเริ่มต้น ผมว่าประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรม นูญจะมีการยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเหมือนกับสมัย รสช.ที่มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ ซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยออกมาว่ากระบวนการ ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ

ทำให้คำสั่งยึดทรัพย์เป็นโมฆะโดยเฉพาะประกาศต่าง ๆ ของ คมช.ที่เกี่ยวเนื่องกับทุกคดีที่มีการกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ เราคิดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเคยวินิจฉัย ไว้แล้วว่าสิ่งใด ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ' นายชูศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่ทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมยกปัญหาที่มาของคตส.ไม่ชอบรัฐธรรมนูญเข้าต่อสู้ในชั้นศาลว่า ยืนยันได้ว่า คตส.มีที่มาชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 309

อีกทั้งการทำงานของ คตส.ก็ไม่เหมือนคณะกรรมการยึดทรัพย์ชุด รสช. ที่สั่ง ยึดทรัพย์เลยโดยไม่ผ่านศาล ทำให้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยภายหลังให้คำสั่งยึดทรัพย์มิชอบ แต่การทำงานของ คตส. เป็นเพียงการตั้งกรรมการ สอบคดีต่าง ๆ ไม่ได้ตัดสินยึดทรัพย์หรือชี้ว่าใครผิดแต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม.ว่า ในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้นัดทนายความของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน 1 ในผู้ถูกกล่าวหาเข้ายื่นรายชื่อพยานบุคคลพร้อมประเด็นที่จะให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสอบเพิ่ม

แต่ถ้าทนายความจะขอเลื่อนออกไปอีกก็คงจะไม่ได้เพราะตามระเบียบจะให้เลื่อนได้ไม่เกิน 15 วัน และต้องมีเหตุผลควรเชื่อด้วย ทั้งนี้จากการอ่านคำชี้แจงของนายสมัคร อ้างเหตุผลหนึ่งว่าทำตามคำสั่ง ของกระทรวงมหาดไทย

'กรณีที่พรรคพลังประชาชนจะยุบ คตส. นั้นก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเครียด หากยุบจริงก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บางทีผมก็รู้สึกเซ็ง ๆ เพราะบรรยา กาศไม่ค่อยดีมันทำให้ไม่ค่อยกระฉับกระเฉง แต่ก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรยังคงมุ่งหน้าทำงานตามปกติ การเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีผลอะไรกับ คตส.'

ด้าน นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความผู้ได้รับมอบหมายจากนายสมัคร ให้ดูแลคดีรถดับเพลิง เปิดเผยว่า เบื้องต้นทีมทนายอาจจะเข้ายื่นหนังสือต่อ คตส. เพื่อขอเลื่อนการส่งรายชื่อและประเด็นกลุ่มแรกที่จะให้ คตส.สอบเพิ่มเติมไปในช่วงหลังปีใหม่ เนื่องจากในช่วงใกล้ปีใหม่มีวันหยุดหลายวันทำให้ยากต่อการติดต่อบุคคลต่าง ๆ จากการประสานพยานบุคคลเบื้องต้นได้ให้การตอบรับว่าพร้อมให้ความร่วมมือแต่ต้องพูดคุยกันเพิ่มเติมก่อน

ส่วนที่โรงเรียนนายเรืออากาศ พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. กล่าวถึงการทำงานของคตส.ว่า คตส.เป็นหน่วยงานที่เราร้องขอให้ทุกท่านมาทำงานตามรัฐธรรมนูญปี 2549 เพื่อให้ เกิดความเรียบร้อยในบ้านเมือง ทุกท่านคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีอะไรที่เกินเลย ดังนั้นเมื่อกำหนดให้ คตส.สิ้นสุดการทำงานในเดือนมิ.ย. 51

คือสะสางทุกเรื่องให้เรียบร้อย การยุบคตส.ไม่ใช่จะยุบง่าย ๆ เพราะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมากกว่า 70% ที่ไปลงประชามติให้ผ่าน เพราะหากจะยุบก็ต้องมีเหตุผล และความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เรื่องที่มีอยู่ คตส. จะส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นไปตามระบบศาลยุติธรรม


ใบแดงเพื่อชาติ


กาหลิบ

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดียวกันนี้แหละครับ ที่สามารถจะนำประเทศไทยออกจากเงามืดของรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและ ภาวะเผด็จการครอบงำประเทศนี้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชนิดที่ยอมรับความเป็นจริงของโลก
ใครจะมองคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเห็นว่าเป็นคนห้าคนที่มีโอกาสพยุงศักดิ์ศรีและเกียรติยศของประเทศที่มีพลเมือง 63 ล้านคนมากที่สุดในขณะนี้
คณะกรรมการการเลือกตั้งขณะนี้มีหน้าที่ในการตั้งตัวเลขฐานในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เครื่องมือสำคัญก็คือตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด และในเขตเลือกตั้งใดบ้าง จากนั้นก็จะให้ใบเหลืองและใบแดงไปตามควร
มีการคาดการณ์ว่าใบเหลืองและใบแดงรวมกันอาจจะสูงถึง 30-40 ใบ บางคนก็ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่านั้น
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดหรอกครับ
หัวใจของเรื่องในขณะนี้ก็คือคนทั้งประเทศไทยและทั่วโลกต่างก็ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลชี้นำของระบอบเผด็จการ ถึงไม่ทำโดยตรงอย่างลูกผู้ชายแบบที่เห็นในปากีสถาน แต่ก็มีการแทรกแซงมากเพียงพอที่จะรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์แบบนั้นยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย
มีหลุมพรางที่ขุดล่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองตกลงไปคอหักตายอยู่มากมาย
เพราะเจตนาสำคัญก็คือไม่ต้องการรัฐบาลเลือกตั้งที่จะมีอำนาจอันล้นพ้นและท้าทาย "อำนาจเดิม" ของประเทศไทยได้อีก
ความกลัวรัฐบาลในแบบของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางรากฐานอยู่บนการแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำเสียก่อนที่ประชาชนจะมีส่วนในการชี้นำประเทศจริงๆ
รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศที่ประชาธิปไตยถูกทำลายอย่างจงใจเจตนา คนที่เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมจะมีฐานะที่ลำบากเสมอ
ลำบากบนเงื่อนไขที่ว่าเป็นคนดี แต่ถ้าหากเป็นคนที่ติดในยศฐาบรรดาศักดิ์และความรู้สึกว่าตนเองอิงแอบกับผู้มีอำนาจจริงก็คงจะไม่รู้สึกอะไรมาก
แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดียวกันนี้แหละครับที่สามารถจะนำประเทศไทยออกจากเงามืดของรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและภาวะเผด็จการครอบงำประเทศนี้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชนิดที่ยอมรับความเป็นจริงของโลกไปด้วยพร้อมกัน
การตีความทางกฎหมายมิได้กระทำตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังนำเอาภาพกว้างของสังคมและจิตวิทยาเข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย
คนทั้งประเทศและทั่วโลกต่างไม่ไว้วางใจรัฐธรรมนูญที่นำมาสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ ถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งเดินตามกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่มองหรือฟังเสียงข้างทางเลยก็จะนำประเทศไปสู่เป้าหมายที่ผู้เผด็จการเบื้องหลังต้องการตั้งแต่ต้น
พูดง่ายๆก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งกำลังแบกประเทศชาติเอาไว้บนบ่า สามารถจะนำออกจากเงามือเผด็จการก็ได้ หรือนำประเทศไทยถลำลึกลงไปในหลุมดำที่ไม่มีทางออกก็ได้อีกด้วยเช่นกัน
อย่าลืมนะครับว่าอะไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้คนอื่นเขารู้หมดแล้ว อย่าว่าแต่ชาวโลกผู้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเลย ชาวบ้านไทยแท้ๆขณะนี้ลองแวะไปถามดูสิครับจะได้คำตอบเชิงวิเคราะห์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะคิดกันได้ถึงขนาดนั้น และที่สำคัญคือจะกล้าพูดออกมาดังๆถึงขนาดนั้น
เงื่อนไขสังคมเปลี่ยนไปขนาดนี้ ขนาดหมูไม่กลัวน้ำร้อน และคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมาตั้งตนเองอยู่บนฐานเดิมอย่างไร
การออกใบเหลืองและใบแดงในครั้งนี้จึงจะต้องคิดถึงภาพกว้าง มิใช่คิดถึงกฎหมายตามตัวอักษร และต้องไม่คิดถึงเสียงกระซิบที่คอยชี้นำให้ตนเองเลี้ยวออกจากประชาธิปไตยไปเป็นเดือน
ก็ต้องกลั้นใจรอล่ะครับว่าธาตุแท้ของคนทั้งห้าคนที่เป็นกรรมการการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนท่านจะขัดแย้งอย่างไรในหมู่ท่านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะคนเราจะมีความแตกต่างขนาดไหนเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าหากสร้างเป้าหมายใหญ่ร่วมกันในการพัฒนาประเทศไปสู่โลกาภิวัตน์และออกจากแอกของเผด็จการก็จะสามารถร่วมใจกันทำงานนั้นได้โดยไม่ต้องคิดถึงตนเองมากจนเกินไป
กรรมการการเลือกตั้งที่ทำงานโดยไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ประเทศชาติและความรุ่งเรืองในระยะยาวจะรู้ทีเดียวครับว่าควรจะใช้ใบเหลืองและใบแดงเพื่อชาติอย่างไร--จบ-

/////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

พฤติกรรมการเมือง

ควันหลงจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นความเปลี่ยนแปลงและความจมปลัก ทางการเมืองหลายด้านด้วยกัน ถ้าจะถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาบริสุทธิ์ยุติธรรมเต็มร้อยหรือไม่ ตอบได้ เต็มปากเต็มคำว่า การเลือกตั้งในเมืองไทยไม่ว่าครั้งไหน ก็มีทั้งฝ่ายได้เปรียบและเสียเปรียบ
ครั้งนี้ ฝ่ายของประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าได้เปรียบมาตั้งแต่ยกแรก พี่เลี้ยงยกทีมกันมาเชียร์ อำนาจรัฐ แบ็กอัพทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด แถมกองทัพก็ส่งแรงเชียร์ไม่อั้น
ก็ยังแพ้พลังประชาชน
ผมว่าพฤติกรรมของประชาชนต่อการเลือกนักการเมือง เปลี่ยนไป แน่นอนว่า เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง กระแสก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
การเมืองภาคนิยมก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ที่ช้างล้มหรือล้มช้างในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ก็เป็นเพราะกระแสยังรักทักษิณส่วนหนึ่ง และกระแสรักทักษิณที่ว่านั่นแหละกำลังจะกลายเป็นการเมืองภาคนิยม เหมือนกับที่คนภาคใต้รักนายหัวชวน
ต่อไปนี้ ผมเชื่อว่า ฐานเสียงทางภาคเหนือและภาคอีสาน จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังประชาชนเช่นเดียวกับความยั่งยืนของประชาธิปัตย์ในภาคใต้
พรรคการเมืองที่จะแข่งกับพลังประชาชนในสองภาคดังกล่าว ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เช่นเดียวกับการเมืองในภาคใต้ แม้จะมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครแข่งกับประชาธิปัตย์ก็ตาม ก็เป็นลักษณะ ทิ้งๆขว้างๆ อย่าว่าแต่พรรคอื่นจะลงไปปราศรัย บางพื้นที่แทบจะไม่มีป้ายผู้สมัครติดให้เห็นด้วยซ้ำ
ที่ผมไม่ชอบใจอยู่อย่างก็คือ มีคนพยายามจะชี้นำว่า ถ้าคนกทม.เลือกพรรคการเมืองใด ถล่มทลายเข้ามา ก็ควรจะให้พรรคการเมืองนั้นเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
แสดงถึงภูมิปัญญา
เป็นการดูถูกประชาชน และไม่มีความเข้าใจและเข้าถึงในระบอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่มีวิกฤติ จนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้นตอก็มาจากคนใน กทม.นี่แหละ ถึงจะพูดกันให้สวยหรูว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คน กทม.ล้มรัฐบาล
หรืออีกความหมาย คน กทม.สร้างปัญหา คนต่างจังหวัดต้องมาแก้ปัญหา
ความรู้สึกตรงนี้จะทำให้มาตรฐานของประชาธิปไตยถูกบิดเบือน ทำให้คนส่วนน้อยที่คิดว่าตัวเองฉลาด เหนือคนส่วนใหญ่ เพราะความฉลาดที่คิดว่ารู้มากรู้ดี กลายเป็นจุดอ่อน เป็นตัวทำลายประชาธิปไตยให้อ่อนแอ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยอมเดินตามกรอบของกฎกติกา คนส่วนน้อยพยายามจะแหกกติกา
ถึงเวลาที่คนส่วนน้อยยอมรับความจริง ยอมรับประชา มติจากคนส่วนใหญ่ได้แล้ว อย่าไปดิ้นเพื่อช่วงชิงอำนาจที่ไม่ ชอบธรรม
ไม่เช่นนั้นสนามเลือกตั้งจะไม่ใช่ที่ยุติปัญหา
ต้องไปใช้สนามหลวงตัดสินปัญหา.
"หมัดเหล็ก"--จบ--


///////////////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอ


คนไทยในสหรัฐฯโหวต ‘สมัคร'เป็นนายกฯ

เว็ปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์เสนอข่าวสาร เรื่องราว และความเป็นอยู่ของกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา ได้จัดควิ๊กโหวต (Quick vote) เพื่อเปิดให้คนไทยในต่างแดนได้แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยผลการโหวตสถานะล่าสุดวันนี้ (26 ธ.ค.) ปรากฎว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 65.35 ตามมาด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ 32.46 เป็นอันดับสอง อันดับที่สามเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย คิดเป็นร้อยละ 0.88 ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีคะแนนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ0.44 อยู่ในอันดับที่สี่ สำหรับ พล.อ. เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กับนายประมวล รุจนเสรี พรรคประชามติ ยังไม่ได้เสียงโหวตสนับสนุนแต่อย่างใด


จาก hi-thaksin

ยังจะตะแบงกันอีก

สมใจรัฐธรรมนูญปิศาจคาบไปป์ที่ออกแบบให้การเมืองอ่อนแอ นักการเมืองน้ำเน่าจริง ๆ ขนาดพรรคพลังประชาชนฝ่าด่าน "ทอปบู๊ต" ได้ ส.ส. มากถึง 233 ที่นั่ง ขาด 8 เสียงก็จะได้ 241 เสียง เกินครึ่งของ ส.ส.ทั้งสภา 480 ที่นั่ง เป็นรัฐบาลพรรคเดียวยังได้
แต่ยังมีข่าว พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 165 เสียง ยังพยายามแย่งตั้งรัฐบาลแข่งอีก ทั้งที่หากเป็นการเมืองที่ไม่มีอำนาจ "นอกรัฐธรรมนูญ" มาครอบงำ พรรคพลังประชาชนต้องเป็นรัฐบาลพันเปอร์เซ็นต์แล้ว
แต่นั่นละ ด่าน "ใบเหลือง-ใบแดง"จาก "กกต." ก็ยังยืนทะมึนขวางอยู่ แถมมีข่าว 20-30 ใบ ที่ กกต. จะควักมาอาละวาด เป็นของพลังประชาชนเพียว ๆ อีก ถ้าจริง พรรคนี้จะเหลือ ส.ส. 200 ต้น ๆ มีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลได้
แต่บอกตรง ๆ ไม่เชื่อหรอกถ้าเล่นกันอย่างนั้น กกต. นั่นละจะถูกด่าเละว่าลำเอียง และการเลือกตั้งจะกลายภาพเป็นเลือกตั้งไม่เสรีและไม่เป็นธรรมไปทั่วโลกสวนทางความชื่นชมจากหลายประเทศก่อนหน้านี้ทันที !!!
เลือกข้าง (เลือกตั้ง) เที่ยวนี้บอกอะไรหลายอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. แค่ 165 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนกลับได้ถึง 233 ที่นั่ง ทั้งที่ถูก "อำนาจใหม่" มัดมือมัดเท้าถูกยุบพรรค ถูกบล็อกทุกวิถีทาง แม้แต่เลือกตั้งล่วงหน้ายังมีข่าวยัด "ไพ่ไฟ" ช่วยพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านเดิมเป็นกอบเป็นกำ
แต่ก็ยังสกัดกั้นกันไม่อยู่ !?!
ส.ส.เขตใน กทม. ที่ประชาธิปัตย์ได้ถล่มทลายถึง 29 ที่ ขณะที่พลังประชาชนได้แค่ 9 ที่นั่ง ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจะหาคนภาคไหนเล่นกับกระแสเท่าคน กทม. ไม่มีอีกแล้ว ประชาธิปัตย์นั่นล่ะซึ้งสุด เพราะเคยพ่ายพลังธรรมกับประชากรไทยยับเยินจนเหลือ ส.ส. คนเดียว ก็ยังเคยมาแล้ว
กระแสชนชั้นกลางของ กทม. จึงเอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว. กลาโหม ยกประเพณี (ที่ไหนไม่รู้) มาอ้าง ว่า ผลเลือกตั้งใน กทม. จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก ปชป. ก็เท่ากับเลือกประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลประมาณนั้น
ก็ไม่ผิดหรอกถ้ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย แต่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทยซะด้วย แล้วก็ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนระบุว่า ถ้าคนกทม. เลือกพรรคไหนเยอะแล้ว หัวหน้าพรรคนั้นจะต้องเป็นนายกฯด้วย จะมีแต่บอกว่า พรรคไหนได้รับเลือกตั้งมากที่สุด พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล
ก็เอาเถอะ ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไป ใครยังอยากตะแบงจนหยดสุดท้าย ก็ตะแบงไป
แต่ประชาชนทั้งประเทศได้แสดงเจตจำนงชัดเจนเลือกพรรค "พลังประชาชน" ด้วย คะแนนเสียงท่วมท้นถึง 233 เสียงไปแล้ว (ถึงจะโดนใบแดงตั้ง 20-30 ใบก็ยังได้ตั้ง 200 กว่าเสียงอยู่ดี) แม้จะไม่ถึงกึ่งหนึ่งพอจัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ชนะพรรคประชาธิปัตย์ถล่มทลาย
ถ้าไม่เอาสีข้างเข้าถู หัดมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ พลังประชาชนก็ควรเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล บริหารประเทศไป ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้าเสียที ใจคอจะให้ประชาชนจมจ่ออยู่กับสภาพบ้านเมืองที่มีแต่เรื่องห่วยแตก จมอยู่ก้นเหว ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันไปอีกนานแค่ไหนกันเนี่ย ???
โดยเฉพาะพรรคชาติไทยที่วิ่งแจ้นไปจับมือกับพรรคเพื่อแผ่นดินสร้างอำนาจต่อรองแบบน่าเกลียดน่าชัง และบรรหาร ศิลปอาชา ยังจะขอเก้าอี้นายกฯอีก ถ้าพลังประชาชนยังเอาพรรคชาติไทยมาเป็น "หอกข้างแคร่" อยู่
สงสัยจะโง่มากไปหน่อยนะ


.ดาวประกายพรึก--จบ-


/////////////////////////////////////////////

คอลัมน์ ฝ่าเปลวแดด : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 ธ.ค. 2550

'ป๋าเปรม'วอนทุกฝ่ายเสียสละเพื่อบ้านเมือง 'สุรยุทธ์'บอกทักษิณกลับไทยได้

'พล.อ.เปรม'วอนทุกคนอดทนเสียสละเพื่อบ้านเมือง ขณะที่นายกฯ วอนทุกฝ่ายเคารพผลการเลือกตั้ง ระบุ'ทักษิณ'กลับเมืองไทยหลังบ้านเมืองสงบ คงไม่มีปัญหา

ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปีของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิรักเมืองไทย มูลนิธิพิทักษ์อุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่ และมูลนิธิรัฐบุรุษ ซึ่งมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธาน

โดยมีบุคคลสำคัญที่เป็นคณะกรรมการของทั้ง 3 มูลนิธิ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส.พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฐฎ์ นายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นต้น

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม กล่าวในตอนหนึ่งว่า บรรดาคณะกรรมการ 3 นิธิ ล้วนเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูง ก็ขอให้ทุกคนเข้มแข็ง อดทน รู้รัก สามัคคี เสียสละทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะให้ความคุ้มครองทุกคน เพราะคงรู้ว่าทุกคนได้ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ทั้งนี้ ตนขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญปลอดภัยตลอดชีพของทุกคนภายหลังร่วมงานสังสรรค์

ต่อมา พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงช่ววจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า ไม่ได้เป็นห่วงอะไร เพราะคิดว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคการเมืองต่าง ๆ น่าจะได้ข้อยุติหลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่าง เป็นทางการ

เมื่อถามว่ายังมีคนบางกลุ่มไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและมองว่าถ้าพรรคพลังประชาชนเข้ามาจะมีปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พูดไปหลายครั้งแล้วว่าบ้านเมืองของเราต้องการความเรียบร้อยและผลการเลือกตั้ง ครั้งนี้ถือว่าโปร่งใสและเป็นธรรม น่าจะเป็นเครื่องตัดสินที่ดีที่สุด เพราะประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้ว เราควรเคารพการตัดสินใจของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้จะมีผลอะไร หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้ติดตามก็ไม่น่าจะมีปัญหาในส่วนของการดำเนินการใดๆ และหากสถานการณ์ สงบเรียบร้อย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับเข้ามาก็คงไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นคนกลางจะฝากอะไรไปถึงพรรคการเมืองขนาดกลาง ที่ยังไม่ตัดสินใจจับขั้วการเมือง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรจะฝาก เพราะคิดว่าทุกพรรคและทุกคนมีข้อคิดเห็นของตัวเองอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ระบุว่าลึก ๆ คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ต้องไปถาม พล.อ.บุญรอดเอง เพราะตนก็ยังไม่ได้พบกับท่านเลย

'ผมได้มอบหมายให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล ตลอดไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะอยากให้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไปโดยเรียบร้อยจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งการสั่งการดังกล่าวไม่ใช่ว่ามีรายงานความเคลื่อนไหวการก่อเหตุใด ๆ แต่เป็นบทเรียนจากปีที่แล้วที่มีเหตุเกิดขึ้น ในช่วงปีใหม่ ดังนั้นปีนี้เราก็ต้องป้องกันไว้ก่อน' พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว


'สุรเกียรติ์'แนะพผ.ต้องพร้อมเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน

โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน ระบุ สุรเกียรติ์ ให้คำแนะนำแก่สมาชิกพรรค ให้พร้อมเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาล

นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า โต๊ะอาหารกลางวันที่มี นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตประธานสภานโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคเข้าร่วมนั้น ได้มีการพูดคุยกันเรื่องทั่วไป และได้ให้คำ แนะนำในการดำเนินการทางการเมืองโดย สุรเกียรติ์ ระบุว่า อยากเห็นพรรคมีความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้าน หรือ รัฐบาล จะต้องพร้อมทุกรูปแบบ โดยมีอดีตผู้สมัครส.ส.กทม.ที่มาเข้าร่วมได้เสนอความคิดเห็นที่ จะตัดสินใจร่วมงานกับใคร โดยกรรมการบริหารพรรคจะนำไปสะท้อนในที่ประชุมวันพรุ่งนี้ด้วย

สำหรับมื้ออาหารเย็นในวันนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และผู้ประสานงานของพรรค จะร่วมมื้อเย็นที่บ้านของ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย


'สมัคร'นัดแถลงตั้งรัฐบาล4ม.ค.

โฆษก พปช.เผย'สมัคร'จะแถลงจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ 4 ม.ค.นี้

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลัง จะแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 4 มกราคม 2551 ขณะนี้พรรค พปช.มีเสียงจัดตั้งรัฐบาล 254 เสียงแน่นอน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น พรรคจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ และหวังว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน จะมาร่วมกับพรรคพลังประชาชนด้วย

'เราไม่ได้ตีขลุม แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงยืนยันได้ และมีแนวโน้มที่จะได้เพิ่มขึ้นด้วย'ร.ท.กุเทพ กล่าว และว่า ระยะนี้นายสมัครไม่สะดวกที่จะพบกับสื่อมวลชน เพราะเป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนจึงต้องระมัดระวังในการให้ข่าว แต่ไม่ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างที่เป็นข่าว และยังทำงานอยู่ภายในประเทศไทย

ร.ท.กุเทพ ยังเปิดเผยว่า วันนี้มีหนังสือแสดงความยืนดีจากสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ส่งมายังพรรค พปช. กรณีที่พรรคได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งท่วมท้น ซึ่งในนามของรัฐบาลกัมพูชา หวังว่าจะได้รักษาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไทยต่อไป.


หุ้นดีด29จุดรับพปช.ตั้งรัฐบาล

รายงานข่าวจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึง ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ธ.ค.นี้ เต็มไปด้วยความร้อนแรงมาก หลังจากนักลงทุนเห็นผลการเลือกตั้งที่ พรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนเสียง ส.ส.สูงที่สุดของประเทศ และมีโอกาสได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ

ทำให้ความชัดเจนทางการเมืองมีมากขึ้น ดัชนีพุ่งขึ้นตั้งแต่เปิดการซื้อขายในช่วงเช้า 9.45 จุด มาอยู่ที่ระดับ 823.05 จุด จนมาปิดตลาดที่ระดับ 843.28 จุด เพิ่มขึ้น 29.68 จุด มูลค่าการซื้อขาย 19,311.51 ล้านบาท ท่ามกลางแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ ในกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นอย่างร้อนแรงของดัชนีหุ้นไทย สาเหตุหลักมาจากผู้ลงทุนพอใจกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ประกอบกับการเลือกตั้งในรอบนี้เป็นไปได้ด้วยดีและมีความเรียบร้อย สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน ซึ่งเกินกว่าที่ ตลท.ได้คาดการณ์ไว้

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ในฐานะประธานสภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังจากการเลือกตั้งว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะนักลงทุนมีความมั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ที่ได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

และเริ่มเข้าสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตย ไม่ว่าจะได้พรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม แต่ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นตัว หลังจากในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัวต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า มีแนวโน้มที่สดใสมาก และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นถึงระดับ 1,000 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศที่มีความชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลชุดใหม่อาจเป็นพรรคพลังประชาชน ขณะเดียวกัน ช่วยหนุนให้นักลงทุนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น.


Wednesday, December 26, 2007

ผบ.ทบ.แนะทหารเป็นกลางรักสามัคคี

ผบ.ทบ. ให้กำลังพลวางตัวเป็นกลางและมีความสามัคคี ขอให้เชื่อมั่นผู้บังคับบัญชา และติดตามสถานการณ์ปีใหม่ใกล้ชิด

พันเอกหญิงศิริจันทร์ นาทอง รองโฆษกกองทัพบกแถลงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นประธาน โดยหารือกันถึง 3 เรื่องหลักโดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่ได้เน้นย้ำนโยบายเดิมในการวางตัวเป็นกลางและคำนึงถึงความสามัคคี พร้อมยืนยังภาพลักษณ์ของกองทัพยังเป็นที่เคารพรัก พร้อมขอให้หน่วยทหารทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจและเชื่อมั่นในตัวผู้บัญชาการทหารบก พร้อมกับน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติใช้ นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยสั่งให้หน่วยทหารติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล โดยแสดงความมั่นใจว่ามีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ได้

อย่างไรก็ตามได้มีการหารือถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นว่ามีการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องพร้อมให้มีการประเมินและหาข้อเสนอแนะเพิ่มเติม