WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 27, 2007

ประชาธิปัตย์ อะไรกันนี่!!!

ย้อนกลับไปช่วงที่ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มชัดเจนออกมาแล้วว่า พรรคที่ได้รับชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 คือ พรรคพลังประชาชน นั้น


ในยามนั้นคงไม่มีใครคาดหวังให้พรรคอันดับ 2 อย่าง ประชาธิปัตย์ จะออกมาแสดงความยินดีบนความพ่ายแพ้ของตัวเอง เหมือนอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียออกมาแสดงความยินดีกับพรรคคู่แข่งที่ชนะการเลือกตั้งไป...


เราอาจจะชื่นชมกับสปิริตนักการเมืองของฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องให้นักการเมืองไทยต้องทำตามแต่อย่างใด...ด้วยเข้าใจว่าวัฒนธรรมบางอย่างอาจไม่เหมือนกัน


แต่ทว่า...ผ่านมาไม่กี่วัน ท่าทีและปฏิกิริยาหลายอย่างของพรรคประชาธิปัตย์ กลับเริ่ม ผิดกาลเทศะ มากขึ้นเรื่อยๆ


ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผล ที่กล้าประกาศแบบเปิดช่องให้ตัวเองว่าพร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคอันดับ 1 ที่อาจจะวืดก็ได้นั้น...ก็ออกจะเสียมารยาทมากอยู่แล้ว


แต่การที่ออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์รายวันเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งดักคอพรรคพลังประชาชน พร้อมๆ กับแอบปลดกลอนหลังบ้านของตัวเอง เปิดทางให้ใครเข้ามาก็ได้นั้น...มันช่างผิดที่ผิดทางอย่างยิ่ง เพราะในเวลาแบบนี้ พรรคอันดับ 2 ควรจะปิดปากเงียบ ปล่อยให้พรรคอันดับ 1 เขาพูดจากันไปให้เสร็จสิ้นกระบวนความ...ซึ่งถ้าเวลานั้นไม่สามารถจัดตั้งกันได้จริงๆ แล้วโอกาสค่อยไหลมาสู่มือวางอันดับ 2...ก็ไม่มีอะไรน่าเกลียด


นั่นเรื่องมารยาททางการเมืองก็อีกเรื่องหนึ่ง


แต่ถ้าตัดคำว่ามารยาท สปิริต หรือหลักการประชาธิปไตย ที่พรรคอันดับ 1 ต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้ง...ตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป


พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ควรพยายามเสนอตัวมาเป็นรัฐบาลอยู่ดี


จากจำนวน ส.ส. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศออกมาอย่างเป็นทางการนั้น พรรคพลังประชาชนได้ทั้งหมด 233 ที่นั่ง


ขณะที่ประชาธิปัตย์ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ได้เพียง 165 ที่นั่ง


ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้ ก็คือต้องรวบรวมพรรคที่เหลือทั้งหมด นอกเหนือจากพลังประชาชน ไว้ด้วยกัน เพื่อจะให้ได้ 247 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 7 เสียง


ก็อย่างที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์พูดไว้นั่นแหละว่า...เกินมาแค่นั้นก็พอแล้ว


ในทางหลักการคงไม่เป็นไร แต่ถามว่าแล้วความเสียหายในระดับประเทศ...ประชาธิปัตย์ได้คิดถึงบ้างหรือไม่


ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงเท่านั้น ขณะที่พรรคฝ่ายค้านมีถึง 233 เสียง เกือบครึ่งสภา อยากถามว่าแล้วรัฐบาลจะทำงานทำการกันได้อย่างไร


เรื่องจะให้ฝ่ายค้านนั่งเฉยๆ โดยไม่อภิปราย ก็เห็นจะไม่ได้ เพราะฝ่ายใดก็ต้องทำหน้าที่ของฝ่ายนั้น


หรือยังไม่ต้องถึงมือฝ่ายค้าน ลำพังแค่ทะเลาะต่อรองกันเองในรัฐบาล ก็วุ่นวายจนไม่มีเวลาไปบริหารประเทศแล้ว


เรื่องแบบนี้ ถ้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดว่าตัวเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ไม่น้ำเน่า ให้ลองไปถามโก๋แก่เก๋าทั้งหลายในพรรคดูก็ได้ว่าจะวุ่นวายจริงเพียงใด และสภาพรัฐบาลที่คะแนนเสียงฟัดเหวี่ยงกับฝ่ายค้านแบบเฉียดฉิวแค่นี้ ...หัวหน้าพรรคหรือนายกฯ จะต้องหมดตูดสักแค่ไหน


คนอย่างเทพเทือก หรือใครก็ตามในประชาธิปัตย์ คงไม่มีทางที่จะไม่รู้วัฒนธรรมการเมืองไทยแบบนี้...แต่ทั้งที่รู้ก็ยังจะพูดจาสอดแทรกกระแซะจะเป็นรัฐบาลให้ได้ตลอดเวลา


แสดงว่าตำแหน่ง (ในรัฐบาล) ต้องมาก่อน ไม่ใช่ประชาชนมาก่อน...หรืออย่างไร ?


จิตใจกับหน้าที่

หากไม่มีปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
เรา...ก็คงไม่มีทหารเก่าที่ชื่อ พล.อ.บุญรอด
สมทัศน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
จนถึงวันที่ตัวเลขเลือกตั้งปรากฏชัดออก
มาแบบนี้แล้ว...ท่าน...พล.อ.บุญรอด ยังฝันลึกๆ
ว่า ประชาธิปัตย์จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล...
และท่านบอกว่า...ต้องฟังเสียงคนกรุงเทพฯ
เป็นหลัก เพราะคนกรุงเทพฯ เลือกประชาธิปัตย์
คำว่าประชาธิปไตยในความรู้จักของ
ท่าน...คงจะเบนเบี่ยงไปจากความเป็นจริงจน
ไกลสุดกู่
ในฐานะผู้ใหญ่ของประเทศ...ท่านต้องเก็บ
ความหวังความปรารถนาของท่านไว้ในหัวใจ...และ
ต้องทำให้ประเทศที่ท่านต้องรับผิดชอบ...มีความ
มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดี
ตัวเลขประชาธิปัตย์หากเป็นรัฐบาลรวมกับ
ทุกพรรค จะชนะพรรคอันดับ 1 ที่เป็นฝ่ายค้าน
เพียง 8 เสียง...
ด้วยจำนวนเพียงเท่านั้น ประเทศที่ท่าน
รับผิดชอบจะไม่มีวันนิ่ง...เมื่อการเมือง
ไม่นิ่ง...จะไม่มีอะไรนิ่ง...รัฐบาลมีโอกาสที่จะ
พังลงได้ทุกๆ วินาที...ที่มีกฎหมายสำคัญ
เข้าสู่สภา...
ในฐานะประชาชนคนไทย...ต้องเข้าให้
ถึงพระราชดำรัสขององค์พระประมุขแห่งแผ่นดิน
...และความห่วงใยในความเป็นไปของบ้านเมือง
ในปัจจุบัน...
ในฐานะสุภาพบุรุษนักรบ...ท่านต้อง
เคารพต่อผู้ชนะในการสงคราม...เท่าๆ กับที่
ต้องให้เกียรติกับศัตรู
กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย
...กรุงเทพฯ จึงไม่ใช่ประเทศไทย...ท่านไม่ใช่
อันธพาลการเมือง...ที่จะไปเที่ยวตีขลุม...
ว่า เสียง 248 เสียงที่ไม่ใช่...เสียงของ
พลังประชาชนนั้น...คือ เสียงคนไม่เอาทักษิณ
และไม่ควรให้พลังประชาชนจัดรัฐบาล...
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้แล้วว่า
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์...คือ นายกรัฐมนตรี
เฉพาะกาล ที่คืนประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ
และประชาชนคนไทย...ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น
และรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล...ท่านพึงสนับสนุน
หัวใจจะคิดจะอยากให้เป็นเช่นไรนั้น...
ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปขัด
แต่...หน้าที่ต่างหาก...คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ
ต้องทำให้บ้านนี้เมืองนี้มั่นคงและอยู่รอด
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์



อภิสิทธิ์: มารยาทการเมืองอยู่ที่ไหน…?

ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วอย่างชัดเจน พรรคพลังประชาชน ได้เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนน 233 เสียง ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสอง คือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนน 165 อยู่ 68 เสียง

เรียกว่า 'ชนะแบบขาดลอย'

ท่ามกลางคนดู ที่ก็รู้และเห็นว่า ทั้งกติกา – กรรมการข้างสนาม – กรรมการบนเวที เอนเอียงขนาดไหน...?

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ทางด้านการเมืองของประเทศไทยที่ดำมืด แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชนิด เอาเป็นเอาตายกันมายาวนานถึง 15 เดือน น่าจะจบลงด้วยบรรยากาศที่พอจะมองเห็นความกลมเกลียวในสายเลือด คนไทยด้วยกันเองปรากฎขึ้นบ้าง

แต่ก็ดูจะเข้าสุภาษิตที่ว่า 'ขี้แพ้ชวนตี' ทำลายความหวังของคนไทยไปเสียอย่างนั้นแหละ !!!

สังคมประชาธิปไตย จะเดินหน้าไปได้ ก็อยู่ที่ผู้คนในสังคมนั้น ต้องรู้จักเคารพ กติกา หรือกฎระเบียบ ที่ใช้อยู่ร่วมกัน – รู้จักแพ้ รู้จักชนะ มีหัวใจเป็นนักกีฬา - รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์

ที่สำคัญ ต้องรู้จักให้เกียรติผู้อื่นด้วยความจริงใจ !!!

แต่นี่อะไร... เป็นทั้งการแข่งขันกันทางการเมืองในระดับชาติที่คนในสังคมต่างก็ต้องจับตามองกันถ้วนหน้า... เป็นถึงระดับคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศ ที่จะต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่สังคม... เป็นบรรยากาศเริ่มต้นที่จะพาสังคมไทยกลับเข้าสู่ภาวะแห่งความสมานฉันท์

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังแสดงอะไร...?

ผมต้องขอยืมคำพูดของ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาตอกย้ำอีกครั้งว่า

'คุณอภิสิทธิ์เองก็เคยเรียนถึงเมืองนอกมาแล้ว เห็นประเพณีประชาธิปไตยของตะวันตกมาแล้ว ที่หลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้ที่สองหรือได้คะแนนน้อยเขาจะโทรศัพท์ ไปแสดงความยินดีกับพรรคที่ได้ คะแนนอันดับหนึ่ง แล้วประกาศว่า ยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อให้พัฒนาประเทศต่อไป

ทั้งที่ก่อนจะมีเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ก็พูดทำนอง จะสร้างความสมานฉันท์ แต่พอคะแนนออกมาแล้วกลับ พูดกระทบกระเทียบ ไม่แสดงความยินดี ซึ่งไม่สง่างาม

การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ ถือว่าแสดงความไม่จริงใจ แทนที่จะบอกว่า จะร่วมมือกับผู้ชนะ เพื่อพัฒนาประเทศ แต่กลับแสดงออก พร้อมแข่งขันตั้งรัฐบาลตลอด และมีบางประโยคพูดเหมือนกับจะตั้งรัฐบาล แข่งโดยบอกว่าเพราะพลังประชาชนคะแนนไม่ถึงครึ่ง ซึ่งนี่เหมือนกับมีการล็อกไว้ไม่ให้ถึงครึ่ง แล้วให้มีการช่วงชิง พรรคเล็กพรรคน้อยมารวม

ดังนั้น บรรยากาศสังคมไทยเลยตึงเครียดตั้งแต่ตอนเย็นของวันเลือกตั้งเมื่อวาน เพราะคะแนนไม่ถึงครึ่ง ทั้งที่หลังการเลือกตั้ง เย็นวันนั้นควรเป็นบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นสมานฉันท์ ทุกฝ่ายยินดีกับผู้ชนะ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

เหมือนคล้ายๆ อิจฉา ไม่ไว้ใจ เหมือนมีการกระทบกระเทียบ มีความพยายามตั้งพรรครัฐบาลแข่ง แทนที่จะยื่นมือสนับสนุน หรือปล่อยวางเปิดโอกาสให้ผู้ชนะเต็มที่

คุณอภิสิทธิ์กล่าวเช่นนี้เหมือนเป็นผู้แพ้ที่ไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติผู้ชนะตามประเพณีประชาธิปไตย

แล้วสุดท้ายจริงๆ ช่วงดึก บรรยากาศยิ่งไม่ค่อยดี เพราะมีข่าวว่า พรรคเล็กพรรคน้อยไปพูดกันเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลก

เขามีแต่จะไปคุยกับพรรคใหญ่ อันนี้กลายเป็นพรรคเล็กๆ พูดกันเองแล้วบอกว่า ทำเพื่อชาติ

ไม่ใช่แล้ว... มองอย่างไรก็ไม่ใช่ นี่เป็นการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง!!!

แทนที่ election night ควรเป็นคืนแห่งความชื่นชมยินดี ผู้แพ้ยอมรับพ่ายแพ้อย่างสง่างาม มีน้ำใจนักกีฬา เป็นคืนที่แต่ละฝ่ายหันหน้าเขาหากันอย่างสมานฉันท์ แต่ที่พูดมานี้ไม่มีเลย

สะท้อนว่าการต่อสู้ทางการเมืองในสังคมระหว่างพรรคฝ่ายต่างๆ จะดำเนินต่อไป เสถียรภาพทางการเมือง จะเป็นคำถามต่อไป บรรยากาศสมานฉันท์ที่หลายๆ ฝ่ายใฝ่หาจะเป็นความจริงได้หรือไม่' นั่นคือ คำกล่าว ของอาจารย์ธเนศวร์

ส่วนผม ก็อยากตั้งคำถามว่า... นี่หรือคือบุคคลที่สังคมไทยจะฝากผีฝากไข้ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ...?

นอกจากคุณอภิสิทธิ์ ที่ยังทำตัวเป็นเด็กอมมือให้อับอายผู้คนไปทั่วโลกแล้ว สื่ออีกหลายสำนัก ก็ดูจะพาให้สังคมไทยวิปริตตามไปด้วย

รับลูกเอียงข้าง สร้างกระแสให้พรรคเสียงข้างน้อยจับขั้วตั้งรัฐบาลแบบหน้าด้านๆ ให้กลายเป็นความชอบธรรมไปแบบดื้อๆ เสียอย่างนั้น

กลายเป็นคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ได้เสียงข้างมาก ไม่เหมาะสมเป็นแกน จัดตั้งรัฐบาล ไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

แล้วนี่สังคมไทยจะอยู่กันยังไง จะเอาอะไรมาเป็นหลัก จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ให้คนในสังคมได้ยึดถือเป็นความถูกต้อง เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามที่ต้องยึดถือเป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลังๆต่อไป

หนักเข้าไปอีกก็ลมปากของรัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.บุญรอด สมทัศน์

ที่แสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นว่า ไม่เคารพในเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ถือเอาพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้ชนะ การเลือกตั้งใน กทม.เป็นตัวชี้ขาดต้องเป็นนายกฯ

อย่างนั้นคงต้องให้คนไทยทั้งประเทศย้ายทะเบียนมาอยู่กันให้หมดใน กทม.ดีไหม

ฟังแล้วนึกไม่ออกเลยว่า พูดออกมาได้อย่างไร หรือคนพูดมองคนต่างจังหวัดว่า ไม่ใช่คนไทย สิทธิและเสียงของพวกเขาจึงอ่อนด้อยกว่าคนใน กทม.

ยอมรับ.. แล้วปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่ถูกต้องเสียทีเถอะ !!!


โฆษกคลังเชื่อมือ'มิ่งขวัญ-ทนง'หากนั่งเก้าอี้รมว.

โฆษกกระทรวงคลัง เชื่อมือ มิ่งขวัญ - ทนง นั่งขุนคลังคนใหม่ไม่มีปัญหา ยืนยัน พร้อมทำงานร่วมทุกพรรค ชี้ รัฐบาลผสมไม่ใช่ปัญหาฉุดเศรษฐกิจ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษก กระทรวงการคลัง เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาคุมกระทรวงการคลัง ก็พร้อมสนับสนุนทีมเศรษฐกิจทุกพรรค ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ที่มีกระแสข่าวว่าอาจเป็น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชาชน หรือ นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรว่าการ กระทรวงการคลัง

มองว่า หากเป็นนายมิ่งขวัญ หรือ นายทนง ก็ถือว่ามีความสามารถทั้งคู่ โดยนายมิ่งขวัญ เคยบริหารบริษัท มาก่อน ทั้ง บริษัท โตโยต้า และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผลงานที่พิสูจน์ถึงความสามารถ ซึ่งต้องให้ โอกาสว่าความรู้ด้านการตลาด สามารถนำมาใช้บริหารประเทศได้หรือไม่ แต่มองว่าทีมงานกระทรวงการคลัง สามารถช่วยให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจมหภาคได้

นอกจากนี้ นายสมชัย ยังกล่าวว่าในส่วนรัฐบาลผสมจะอายุสั้นเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา แต่ขอให้เป็นประชาธิปไตยเชื่อว่าต่างชาติเข้าใจดี และไม่ใช่อุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญคือนโยบายที่ออกมา มีแนวโน้มสวนกระแสโลกหรือไม่ และอย่ามีการประท้วงเล่นนอกเกม ในส่วนของเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เกิดม็อบ คือ

เรื่องนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และการยุบคณะกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ถ้าทำขึ้นมาจะมีปัญหาแน่นอน แต่ นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ประกาศแล้วว่า เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่ากับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายประชานิยม

ที่อาจจะก่อปัญหาให้กับฐานะการเงินการคลัง คงจะต้องปรึกษากระทรวงการคลังก่อน ขณะที่พร้อมสนับสนุน การก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สายและหวยบนดิน ขณะที่ไม่เชื่อว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะเผาจริง แต่มองว่าน่าจะดีขึ้น เพราะภาพรวมการเมืองเริ่มนิ่ง รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยทำให้ต่างชาติเชื่อมั่น ขณะที่ภาคเอกชนจะเริ่มกลับมาลงทุน ในปีหน้า


พปช.ซัดทหารวางตัวไม่เป็นกลาง

ที่พรรคพลังประชาชน ทีมผู้ สมัคร ส.ส.กทม. เขต 1 พรรคพลังประชาชน ประกอบด้วย นายกมล บันไดเพชร น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล และ น.ส. ยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ แถลงข่าวคัดค้านผลการเลือกตั้ง โดยนายกมลกล่าวว่า หลังจากปรึกษากับฝ่ายกฎหมายเห็นว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1

พบข้อมูลข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง มีนายทหารยศพลโทจัดเลี้ยงผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัวภายใน กรมทหาร ร.1 พัน 3 รอ. พร้อมกับข่มขู่ให้ไปลงคะแนนให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขต ในหน่วยเลือกตั้งที่ 73 ซึ่งได้เทปบันทึกเสียงมาตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา


หลังจากที่มีสื่อมวลชนนำข้อมูลออกมา ก็ทราบว่าทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วยถูกสั่งลงโทษ นอกจากนี้ ยังพบว่าหน่วยเลือกตั้งอื่นๆในเขตทหาร ก็มีการกระทำลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกัน


พปช.ยื่นวินิจฉัยสถานภาพ คตส.

จ่อร้องศาล รธน.ชี้ไม่ชอบด้วย กม.ขัดหลักนิติธรรม

ทีมกฏหมายพลังประชาชน เปิดเกมล้มกระดาน 'คตส.' ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย คตส.ขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มั่นใจขัดต่อหลักพื้นฐานกระ บวนการนิติธรรมนิติรัฐ อ้างเหมือนยุค 'รสช.' ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะที่ 'โฆษกคตส.' ออกโรงโต้ทันควัน ยืนยันเป็นหน่วยงานชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 50 แถมยังทำงานไม่เหมือนคณะกรรมการยึดทรัพย์สมัยรสช.

'นาม' ย้ำชัดเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีผลอะไรกับคตส. ล่าสุดยังเดินหน้าไล่บี้คดีจัดซื้อรถดับเพลิงฉาว กทม. 'ทนายหมัก' ยื้อยื่นชื่อพยานหลังปีใหม่ ส่วนคดีสินบนข้ามชาติ ทีมงานททท.เพิ่งเริ่มทำงาน ระบุทำได้แค่รวบรวมข้อมูล ไม่มีสิทธิสอบสวน-ตัดสินความผิด

ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการทำงานของ คตส.ว่า เท่าที่ได้ฟังจากทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการสู้คดี มีประเด็นอยู่ว่าการตรวจสอบของ คตส. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งจะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในเวลาที่สมควร เนื่องจากการตั้งคตส. นั้นควรจะมีการวินิจฉัยโดยศาล รัฐธรรมนูญว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าขัดต่อหลักพื้นฐานในกระบวนการนิติธรรมนิติรัฐ ในการเลือกปฏิบัติหรือตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ

'เท่าที่สดับตรับฟังดูเข้าใจว่าทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เตรียมการเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ถ้าเรื่องถึงมือศาล แล้วมีกระบวนการต่าง ๆเริ่มต้น ผมว่าประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรม นูญจะมีการยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเหมือนกับสมัย รสช.ที่มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ ซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยออกมาว่ากระบวนการ ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ

ทำให้คำสั่งยึดทรัพย์เป็นโมฆะโดยเฉพาะประกาศต่าง ๆ ของ คมช.ที่เกี่ยวเนื่องกับทุกคดีที่มีการกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ เราคิดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเคยวินิจฉัย ไว้แล้วว่าสิ่งใด ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ' นายชูศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่ทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมยกปัญหาที่มาของคตส.ไม่ชอบรัฐธรรมนูญเข้าต่อสู้ในชั้นศาลว่า ยืนยันได้ว่า คตส.มีที่มาชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 309

อีกทั้งการทำงานของ คตส.ก็ไม่เหมือนคณะกรรมการยึดทรัพย์ชุด รสช. ที่สั่ง ยึดทรัพย์เลยโดยไม่ผ่านศาล ทำให้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยภายหลังให้คำสั่งยึดทรัพย์มิชอบ แต่การทำงานของ คตส. เป็นเพียงการตั้งกรรมการ สอบคดีต่าง ๆ ไม่ได้ตัดสินยึดทรัพย์หรือชี้ว่าใครผิดแต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม.ว่า ในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้นัดทนายความของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน 1 ในผู้ถูกกล่าวหาเข้ายื่นรายชื่อพยานบุคคลพร้อมประเด็นที่จะให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสอบเพิ่ม

แต่ถ้าทนายความจะขอเลื่อนออกไปอีกก็คงจะไม่ได้เพราะตามระเบียบจะให้เลื่อนได้ไม่เกิน 15 วัน และต้องมีเหตุผลควรเชื่อด้วย ทั้งนี้จากการอ่านคำชี้แจงของนายสมัคร อ้างเหตุผลหนึ่งว่าทำตามคำสั่ง ของกระทรวงมหาดไทย

'กรณีที่พรรคพลังประชาชนจะยุบ คตส. นั้นก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเครียด หากยุบจริงก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บางทีผมก็รู้สึกเซ็ง ๆ เพราะบรรยา กาศไม่ค่อยดีมันทำให้ไม่ค่อยกระฉับกระเฉง แต่ก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรยังคงมุ่งหน้าทำงานตามปกติ การเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีผลอะไรกับ คตส.'

ด้าน นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความผู้ได้รับมอบหมายจากนายสมัคร ให้ดูแลคดีรถดับเพลิง เปิดเผยว่า เบื้องต้นทีมทนายอาจจะเข้ายื่นหนังสือต่อ คตส. เพื่อขอเลื่อนการส่งรายชื่อและประเด็นกลุ่มแรกที่จะให้ คตส.สอบเพิ่มเติมไปในช่วงหลังปีใหม่ เนื่องจากในช่วงใกล้ปีใหม่มีวันหยุดหลายวันทำให้ยากต่อการติดต่อบุคคลต่าง ๆ จากการประสานพยานบุคคลเบื้องต้นได้ให้การตอบรับว่าพร้อมให้ความร่วมมือแต่ต้องพูดคุยกันเพิ่มเติมก่อน

ส่วนที่โรงเรียนนายเรืออากาศ พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. กล่าวถึงการทำงานของคตส.ว่า คตส.เป็นหน่วยงานที่เราร้องขอให้ทุกท่านมาทำงานตามรัฐธรรมนูญปี 2549 เพื่อให้ เกิดความเรียบร้อยในบ้านเมือง ทุกท่านคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีอะไรที่เกินเลย ดังนั้นเมื่อกำหนดให้ คตส.สิ้นสุดการทำงานในเดือนมิ.ย. 51

คือสะสางทุกเรื่องให้เรียบร้อย การยุบคตส.ไม่ใช่จะยุบง่าย ๆ เพราะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมากกว่า 70% ที่ไปลงประชามติให้ผ่าน เพราะหากจะยุบก็ต้องมีเหตุผล และความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เรื่องที่มีอยู่ คตส. จะส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นไปตามระบบศาลยุติธรรม


ใบแดงเพื่อชาติ


กาหลิบ

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดียวกันนี้แหละครับ ที่สามารถจะนำประเทศไทยออกจากเงามืดของรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและ ภาวะเผด็จการครอบงำประเทศนี้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชนิดที่ยอมรับความเป็นจริงของโลก
ใครจะมองคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเห็นว่าเป็นคนห้าคนที่มีโอกาสพยุงศักดิ์ศรีและเกียรติยศของประเทศที่มีพลเมือง 63 ล้านคนมากที่สุดในขณะนี้
คณะกรรมการการเลือกตั้งขณะนี้มีหน้าที่ในการตั้งตัวเลขฐานในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เครื่องมือสำคัญก็คือตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด และในเขตเลือกตั้งใดบ้าง จากนั้นก็จะให้ใบเหลืองและใบแดงไปตามควร
มีการคาดการณ์ว่าใบเหลืองและใบแดงรวมกันอาจจะสูงถึง 30-40 ใบ บางคนก็ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่านั้น
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดหรอกครับ
หัวใจของเรื่องในขณะนี้ก็คือคนทั้งประเทศไทยและทั่วโลกต่างก็ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลชี้นำของระบอบเผด็จการ ถึงไม่ทำโดยตรงอย่างลูกผู้ชายแบบที่เห็นในปากีสถาน แต่ก็มีการแทรกแซงมากเพียงพอที่จะรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์แบบนั้นยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย
มีหลุมพรางที่ขุดล่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองตกลงไปคอหักตายอยู่มากมาย
เพราะเจตนาสำคัญก็คือไม่ต้องการรัฐบาลเลือกตั้งที่จะมีอำนาจอันล้นพ้นและท้าทาย "อำนาจเดิม" ของประเทศไทยได้อีก
ความกลัวรัฐบาลในแบบของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางรากฐานอยู่บนการแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำเสียก่อนที่ประชาชนจะมีส่วนในการชี้นำประเทศจริงๆ
รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศที่ประชาธิปไตยถูกทำลายอย่างจงใจเจตนา คนที่เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมจะมีฐานะที่ลำบากเสมอ
ลำบากบนเงื่อนไขที่ว่าเป็นคนดี แต่ถ้าหากเป็นคนที่ติดในยศฐาบรรดาศักดิ์และความรู้สึกว่าตนเองอิงแอบกับผู้มีอำนาจจริงก็คงจะไม่รู้สึกอะไรมาก
แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดียวกันนี้แหละครับที่สามารถจะนำประเทศไทยออกจากเงามืดของรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและภาวะเผด็จการครอบงำประเทศนี้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชนิดที่ยอมรับความเป็นจริงของโลกไปด้วยพร้อมกัน
การตีความทางกฎหมายมิได้กระทำตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังนำเอาภาพกว้างของสังคมและจิตวิทยาเข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย
คนทั้งประเทศและทั่วโลกต่างไม่ไว้วางใจรัฐธรรมนูญที่นำมาสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ ถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งเดินตามกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่มองหรือฟังเสียงข้างทางเลยก็จะนำประเทศไปสู่เป้าหมายที่ผู้เผด็จการเบื้องหลังต้องการตั้งแต่ต้น
พูดง่ายๆก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งกำลังแบกประเทศชาติเอาไว้บนบ่า สามารถจะนำออกจากเงามือเผด็จการก็ได้ หรือนำประเทศไทยถลำลึกลงไปในหลุมดำที่ไม่มีทางออกก็ได้อีกด้วยเช่นกัน
อย่าลืมนะครับว่าอะไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้คนอื่นเขารู้หมดแล้ว อย่าว่าแต่ชาวโลกผู้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเลย ชาวบ้านไทยแท้ๆขณะนี้ลองแวะไปถามดูสิครับจะได้คำตอบเชิงวิเคราะห์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะคิดกันได้ถึงขนาดนั้น และที่สำคัญคือจะกล้าพูดออกมาดังๆถึงขนาดนั้น
เงื่อนไขสังคมเปลี่ยนไปขนาดนี้ ขนาดหมูไม่กลัวน้ำร้อน และคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมาตั้งตนเองอยู่บนฐานเดิมอย่างไร
การออกใบเหลืองและใบแดงในครั้งนี้จึงจะต้องคิดถึงภาพกว้าง มิใช่คิดถึงกฎหมายตามตัวอักษร และต้องไม่คิดถึงเสียงกระซิบที่คอยชี้นำให้ตนเองเลี้ยวออกจากประชาธิปไตยไปเป็นเดือน
ก็ต้องกลั้นใจรอล่ะครับว่าธาตุแท้ของคนทั้งห้าคนที่เป็นกรรมการการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนท่านจะขัดแย้งอย่างไรในหมู่ท่านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะคนเราจะมีความแตกต่างขนาดไหนเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าหากสร้างเป้าหมายใหญ่ร่วมกันในการพัฒนาประเทศไปสู่โลกาภิวัตน์และออกจากแอกของเผด็จการก็จะสามารถร่วมใจกันทำงานนั้นได้โดยไม่ต้องคิดถึงตนเองมากจนเกินไป
กรรมการการเลือกตั้งที่ทำงานโดยไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ประเทศชาติและความรุ่งเรืองในระยะยาวจะรู้ทีเดียวครับว่าควรจะใช้ใบเหลืองและใบแดงเพื่อชาติอย่างไร--จบ-

/////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

พฤติกรรมการเมือง

ควันหลงจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นความเปลี่ยนแปลงและความจมปลัก ทางการเมืองหลายด้านด้วยกัน ถ้าจะถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาบริสุทธิ์ยุติธรรมเต็มร้อยหรือไม่ ตอบได้ เต็มปากเต็มคำว่า การเลือกตั้งในเมืองไทยไม่ว่าครั้งไหน ก็มีทั้งฝ่ายได้เปรียบและเสียเปรียบ
ครั้งนี้ ฝ่ายของประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าได้เปรียบมาตั้งแต่ยกแรก พี่เลี้ยงยกทีมกันมาเชียร์ อำนาจรัฐ แบ็กอัพทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด แถมกองทัพก็ส่งแรงเชียร์ไม่อั้น
ก็ยังแพ้พลังประชาชน
ผมว่าพฤติกรรมของประชาชนต่อการเลือกนักการเมือง เปลี่ยนไป แน่นอนว่า เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง กระแสก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
การเมืองภาคนิยมก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ที่ช้างล้มหรือล้มช้างในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ก็เป็นเพราะกระแสยังรักทักษิณส่วนหนึ่ง และกระแสรักทักษิณที่ว่านั่นแหละกำลังจะกลายเป็นการเมืองภาคนิยม เหมือนกับที่คนภาคใต้รักนายหัวชวน
ต่อไปนี้ ผมเชื่อว่า ฐานเสียงทางภาคเหนือและภาคอีสาน จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังประชาชนเช่นเดียวกับความยั่งยืนของประชาธิปัตย์ในภาคใต้
พรรคการเมืองที่จะแข่งกับพลังประชาชนในสองภาคดังกล่าว ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เช่นเดียวกับการเมืองในภาคใต้ แม้จะมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครแข่งกับประชาธิปัตย์ก็ตาม ก็เป็นลักษณะ ทิ้งๆขว้างๆ อย่าว่าแต่พรรคอื่นจะลงไปปราศรัย บางพื้นที่แทบจะไม่มีป้ายผู้สมัครติดให้เห็นด้วยซ้ำ
ที่ผมไม่ชอบใจอยู่อย่างก็คือ มีคนพยายามจะชี้นำว่า ถ้าคนกทม.เลือกพรรคการเมืองใด ถล่มทลายเข้ามา ก็ควรจะให้พรรคการเมืองนั้นเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
แสดงถึงภูมิปัญญา
เป็นการดูถูกประชาชน และไม่มีความเข้าใจและเข้าถึงในระบอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่มีวิกฤติ จนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้นตอก็มาจากคนใน กทม.นี่แหละ ถึงจะพูดกันให้สวยหรูว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คน กทม.ล้มรัฐบาล
หรืออีกความหมาย คน กทม.สร้างปัญหา คนต่างจังหวัดต้องมาแก้ปัญหา
ความรู้สึกตรงนี้จะทำให้มาตรฐานของประชาธิปไตยถูกบิดเบือน ทำให้คนส่วนน้อยที่คิดว่าตัวเองฉลาด เหนือคนส่วนใหญ่ เพราะความฉลาดที่คิดว่ารู้มากรู้ดี กลายเป็นจุดอ่อน เป็นตัวทำลายประชาธิปไตยให้อ่อนแอ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยอมเดินตามกรอบของกฎกติกา คนส่วนน้อยพยายามจะแหกกติกา
ถึงเวลาที่คนส่วนน้อยยอมรับความจริง ยอมรับประชา มติจากคนส่วนใหญ่ได้แล้ว อย่าไปดิ้นเพื่อช่วงชิงอำนาจที่ไม่ ชอบธรรม
ไม่เช่นนั้นสนามเลือกตั้งจะไม่ใช่ที่ยุติปัญหา
ต้องไปใช้สนามหลวงตัดสินปัญหา.
"หมัดเหล็ก"--จบ--


///////////////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอ


คนไทยในสหรัฐฯโหวต ‘สมัคร'เป็นนายกฯ

เว็ปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์เสนอข่าวสาร เรื่องราว และความเป็นอยู่ของกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา ได้จัดควิ๊กโหวต (Quick vote) เพื่อเปิดให้คนไทยในต่างแดนได้แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยผลการโหวตสถานะล่าสุดวันนี้ (26 ธ.ค.) ปรากฎว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 65.35 ตามมาด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ 32.46 เป็นอันดับสอง อันดับที่สามเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย คิดเป็นร้อยละ 0.88 ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีคะแนนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ0.44 อยู่ในอันดับที่สี่ สำหรับ พล.อ. เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กับนายประมวล รุจนเสรี พรรคประชามติ ยังไม่ได้เสียงโหวตสนับสนุนแต่อย่างใด


จาก hi-thaksin

ยังจะตะแบงกันอีก

สมใจรัฐธรรมนูญปิศาจคาบไปป์ที่ออกแบบให้การเมืองอ่อนแอ นักการเมืองน้ำเน่าจริง ๆ ขนาดพรรคพลังประชาชนฝ่าด่าน "ทอปบู๊ต" ได้ ส.ส. มากถึง 233 ที่นั่ง ขาด 8 เสียงก็จะได้ 241 เสียง เกินครึ่งของ ส.ส.ทั้งสภา 480 ที่นั่ง เป็นรัฐบาลพรรคเดียวยังได้
แต่ยังมีข่าว พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 165 เสียง ยังพยายามแย่งตั้งรัฐบาลแข่งอีก ทั้งที่หากเป็นการเมืองที่ไม่มีอำนาจ "นอกรัฐธรรมนูญ" มาครอบงำ พรรคพลังประชาชนต้องเป็นรัฐบาลพันเปอร์เซ็นต์แล้ว
แต่นั่นละ ด่าน "ใบเหลือง-ใบแดง"จาก "กกต." ก็ยังยืนทะมึนขวางอยู่ แถมมีข่าว 20-30 ใบ ที่ กกต. จะควักมาอาละวาด เป็นของพลังประชาชนเพียว ๆ อีก ถ้าจริง พรรคนี้จะเหลือ ส.ส. 200 ต้น ๆ มีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลได้
แต่บอกตรง ๆ ไม่เชื่อหรอกถ้าเล่นกันอย่างนั้น กกต. นั่นละจะถูกด่าเละว่าลำเอียง และการเลือกตั้งจะกลายภาพเป็นเลือกตั้งไม่เสรีและไม่เป็นธรรมไปทั่วโลกสวนทางความชื่นชมจากหลายประเทศก่อนหน้านี้ทันที !!!
เลือกข้าง (เลือกตั้ง) เที่ยวนี้บอกอะไรหลายอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. แค่ 165 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนกลับได้ถึง 233 ที่นั่ง ทั้งที่ถูก "อำนาจใหม่" มัดมือมัดเท้าถูกยุบพรรค ถูกบล็อกทุกวิถีทาง แม้แต่เลือกตั้งล่วงหน้ายังมีข่าวยัด "ไพ่ไฟ" ช่วยพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านเดิมเป็นกอบเป็นกำ
แต่ก็ยังสกัดกั้นกันไม่อยู่ !?!
ส.ส.เขตใน กทม. ที่ประชาธิปัตย์ได้ถล่มทลายถึง 29 ที่ ขณะที่พลังประชาชนได้แค่ 9 ที่นั่ง ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจะหาคนภาคไหนเล่นกับกระแสเท่าคน กทม. ไม่มีอีกแล้ว ประชาธิปัตย์นั่นล่ะซึ้งสุด เพราะเคยพ่ายพลังธรรมกับประชากรไทยยับเยินจนเหลือ ส.ส. คนเดียว ก็ยังเคยมาแล้ว
กระแสชนชั้นกลางของ กทม. จึงเอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว. กลาโหม ยกประเพณี (ที่ไหนไม่รู้) มาอ้าง ว่า ผลเลือกตั้งใน กทม. จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก ปชป. ก็เท่ากับเลือกประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลประมาณนั้น
ก็ไม่ผิดหรอกถ้ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย แต่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทยซะด้วย แล้วก็ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนระบุว่า ถ้าคนกทม. เลือกพรรคไหนเยอะแล้ว หัวหน้าพรรคนั้นจะต้องเป็นนายกฯด้วย จะมีแต่บอกว่า พรรคไหนได้รับเลือกตั้งมากที่สุด พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล
ก็เอาเถอะ ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไป ใครยังอยากตะแบงจนหยดสุดท้าย ก็ตะแบงไป
แต่ประชาชนทั้งประเทศได้แสดงเจตจำนงชัดเจนเลือกพรรค "พลังประชาชน" ด้วย คะแนนเสียงท่วมท้นถึง 233 เสียงไปแล้ว (ถึงจะโดนใบแดงตั้ง 20-30 ใบก็ยังได้ตั้ง 200 กว่าเสียงอยู่ดี) แม้จะไม่ถึงกึ่งหนึ่งพอจัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ชนะพรรคประชาธิปัตย์ถล่มทลาย
ถ้าไม่เอาสีข้างเข้าถู หัดมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ พลังประชาชนก็ควรเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล บริหารประเทศไป ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้าเสียที ใจคอจะให้ประชาชนจมจ่ออยู่กับสภาพบ้านเมืองที่มีแต่เรื่องห่วยแตก จมอยู่ก้นเหว ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันไปอีกนานแค่ไหนกันเนี่ย ???
โดยเฉพาะพรรคชาติไทยที่วิ่งแจ้นไปจับมือกับพรรคเพื่อแผ่นดินสร้างอำนาจต่อรองแบบน่าเกลียดน่าชัง และบรรหาร ศิลปอาชา ยังจะขอเก้าอี้นายกฯอีก ถ้าพลังประชาชนยังเอาพรรคชาติไทยมาเป็น "หอกข้างแคร่" อยู่
สงสัยจะโง่มากไปหน่อยนะ


.ดาวประกายพรึก--จบ-


/////////////////////////////////////////////

คอลัมน์ ฝ่าเปลวแดด : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 ธ.ค. 2550