WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 27, 2007

'ป๋าเปรม'ชมรัฐบาลเสียสละ แก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง

นายกฯ นำ ครม.ตบเท้าอวยพรประธานองคมนตรี 'ป๋าเปรม' ขอบคุณรัฐบาลที่เสียสละแก้ปัญหาของประเทศ ไม่หวั่นข่าว พปช.เตรียมเช็คบิล คมช.-คตส. วอนคนไทยอดทนช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบ

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี เข้าอวยพรปีใหม่แก่พลงอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน การสัมมนาเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนมอบแจกัน ดอกไม้และไดอารี่ ทั้งนี้ พล.อ.เปรม กล่าวอวยพรในตอนหนึ่งว่า ต้องขอชื่นชมทุกๆคนที่ได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง และต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง

พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า เนื่องในโอกาสที่พล.อ.เปรมได้เดินทางมาเปิดการสัมมนาดังกล่าว ที่ทำเนียบรัฐบาล ตนจึงถือโอกาสเชิญคณะรัฐมนตรีมาอวยพรและขอรับพรในเทศกาลปีใหม่จากพล.อ.เปรม ซึ่งพลงอ.เปรมไม่ได้ฝากอะไรกับรัฐบาลในช่วงสุดท้ายของวาระ และไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการเมือง เพียงแต่พูดถึงเรื่องการทำงาน โดยบอกว่าสิ่งที่ทำส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ดีก็น่าจะส่งผลดีให้กับผู้ที่ได้ดำเนินการ ทั้งในระยะเวลาสั้นๆและระยะยาวต่อไป สำหรับอนาคตและทิศทางของบ้านเมืองจะเดินไปอย่างไรต่อไป นั้นก็อยู่ที่การดำเนินการต่อไป

เมื่อถามว่ามองอย่างไรต่อกระแสข่าวที่พรรคพลังประชาชนเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะเช็คบิล คมช. และหน่วยงานที่คมช.ตั้งขึ้นโดยเฉพาะ คตส. พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า

อย่างที่ตนบอกไว้แล้วว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินของประชาชนก็คง ต้องให้การดำเนินการเป็นไป ตามขั้นตอนของ ประชาธิปไตย

อย่างที่ตนบอกไว้แล้วว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินของประชาชน

ก็คงต้องให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของประชาธิปไตยเราไม่ควรที่จะมองในสิ่งที่ยังมาไม ่ถึงในแง่ร้ายเกินไป

'ผมขอให้ประชาชนอดทนและช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย เราจะได้พัฒนาบ้านเมืองของเราให้มีความก้าวหน้าต่อไป'

ต่อข้อถามว่าการที่พรรคพลังประชาชนยื่นเรื่องให้ตรวจสอบองค์กรอิสระที่ คมช.ตั้งขึ้นจะส่งผลต่อการทำงาน ที่ผ่านมาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างไร เราจะไปคิดล่วงหน้าคงไม่ดี และไม่ควร จะไปมองในแง่ที่เป็นผลกระทบต่อความสามัคคีและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง


เรืองโรจน์ยันไม่ตามเช็คบิล คมช.

รองหัวหน้าพรรค พปช. ยันหากได้เป็นรัฐบาลจะไม่ตามเช็คบิล คมช.

พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันว่า พรรคจะต้องดูแลงาน ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง เนื่องจากเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางพรรค ยังไม่มีการหารือเรื่องการวางตัวบุคคลว่าจะให้ใครนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใด พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่า เมื่อ พปช.ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการโยกย้ายผู้นำเหล่าทัพ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการแก้แค้น อย่างแน่นอน โดยเรื่องนี้ได้รับคำยืนยันหลังจากได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะนโยบายของพรรคที่มีมาตั้งแต่แรกคือการปรองดองและสร้างความสมานฉันท์

'รับรองได้ ท่านไม่มีเรื่องนี้เด็ดขาด...นโยบายของพรรคเราตอนเริ่มหาเสียงคือการปรองดอง การสมานฉันท์ เราจะไม่อาฆาตใคร เมื่อเราขึ้นมาแล้ว พรรคไม่ทำเด็ดขาดที่จะรื้อหัว ผมไปถามอดีตประธาน คมช. ถามรักษาการ ประธาน คมช.ในเรื่องนี้ ไม่มีแน่ เราไม่เคยมีความคิดอย่างนั้น เราพี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้น ไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน.. เราพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ว่าต้องเลิกสักที ไม่เช่นนั้นมันจะฆ่ากันไม่หยุด" พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวและว่า วันนี้พรรค มีคะแนนเสียงร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว 254 เสียง แต่ยังพร้อมจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่น ที่สนใจเข้ามา ร่วมรัฐบาล

เมื่อถามถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความหวังว่ามีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า 'ฝัน'


'บุญรอด'ปลงชีวิต!เปรียบปฏิวัติเหมือนภัยธรรมชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรียบการปฏิวัติเหมือนภัยธรรมชาติ ที่มิอาจคาดการณ์ได้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังให้พรกับผู้บังคับบัญชาการเหล่าทัพดังกล่าว และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงกลาโหมเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ว่า ขณะนี้ตนได้ปล่อยวางแล้วอนาคต อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดและประชาชนต้องยอมรับการตัดสินใจของตัวเองหากเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง ส่วนอนาคตตนเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดการปฏิวัติ แต่คงจะยืนยันได้ในหลักการเท่านั้น เพราะการปฏิวัติเปรียบเสมือนภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้

นอกจากนี้พล.อ.บุญรอด ยังกล่าวอีกว่าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาลหลังวันปีใหม่นั้นคาดว่า คงจะไม่ล่าช้าเกินไปกับการรอคอยเพราะกฎหมายได้กำหนดว่าให้ตั้งรัฐบาลภายใน 30 วัน นับจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก่อนการประชุมสภากลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้เข้าอวยพร พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงที่บ้านพักเกศะโกมลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ด้วย


ความสง่างาม “มาร์ค 99”


ขอแสดงความยินดีกับพรรคเก่าแก่ ผลคะแนนการเลือกตั้งที่ประกาศออกมา ซึ่งได้ คะแนน ทะลุ 150 ที่นั่งขึ้นไป ถือเป็นตัวเลขที่เป็นประวัติศาสตร์ของพรรค แต่ยังไม่พอที่จะเป็นอันดับ 1 ของตารางในการเลือกตั้งครั้งนี้

การแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศไม่ปกติ เงื่อนไขของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายฝ่ายให้ค่า ให้ราคา กับพรรคเก่าแก่ เพราะคิดว่าจะชนะแบบถล่มทลาย ด้วยเงื่อนไขหลายทาง


การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคลางแคลงใจแต่แรกว่า

1.ผู้มีอำนาจรัฐ จะเข้าด้วยช่วยเหลือ ในการสกัดกั้นพรรคคู่แข่ง

2.ผู้มีอำนาจรัฐ จะเข้าด้วยช่วยเหลือ ในการสั่งเทคะแนนให้

พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพียงใด ยังไม่มีใครพิสูจน์ทราบได้ เพราะพิสูจน์ไปก็ไม่สามารถตรวจสอบอย่างแท้จริงเหมือน กรณีเอกสารลับ ได้

แต่ต้องยอมรับว่า เป็นความคลางแคลงใจ เป็นความไม่เหมาะสม เมื่อประเทศจะต้องเดินหน้าสู่วิถีทางประชาธิปไตย

ล่าสุดมีการ เผยแพร่คลิปฉาวโฉ่ ทาง อินเตอร์เน็ต อันเนื่องจากหน่วยทหารหนึ่ง ที่เรียก ทหาร ชี้นำ สั่งการ เพื่อให้มีการ เลือกหมายเลขหนึ่ง และ อีก 3 เบอร์ ในเขตหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ ที่เกิดในเขตเลือกตั้งที่ 1 ระบบสัดส่วน อันประกอบไปด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และเขตเลือกตั้งหนึ่งในหน่วยทหาร

คลิปนี้ ไม่รู้ใครทำ ไม่รู้ว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือไม่ เพียงใด?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากกองทัพ ว่าจะมีการสอบสวนอะไรมากน้อยเพียงใด นอกจากผู้นำหน่วยทหาร บอกว่า ใครทำก็ผิดกฎหมาย? คำพูดง่ายๆ ที่ตอบกับสังคม

เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวกับ หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

แต่เราอยากเห็น ความสง่างามทางการเมือง ของนักการเมือง ที่อ้างว่าเป็น คนหนุ่ม รุ่นใหม่ ไฟแรง และที่สำคัญ รูปร่างหน้าตา หล่อเหลาเกลาเกลี้ยง

มันคงไม่มีคำถามนี้เกิดขึ้น หากไม่มีนักวิชาการใน เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาสร้างกติกานอกกฎเกณฑ์ โดยอ้างว่า พรรคประชาธิปัตย์ชนะในเขต กทม. ถือว่าตั้งรัฐบาลได้ ทั้งที่มี ความคลางแคลงใจในผลคะแนน ในเขตนี้พอสมควร

ทั้งที่ที่มาของจำนวนคะแนน มีความน่าเคลือบแคลงใจของ ประชาชน และ สื่อมวลชน ที่ออกข่าวไปทั่วถ้วน

ที่จริง หัวหน้าพรรค หนุ่มไฟแรง คนนี้เป็นคนที่ มีความดีในตัวไม่น้อย

เขาควรจะต้องมี ตัวช่วยซึ่งเป็นอำนาจนอกระบบ นอกวิถีทาง มากมายขนาดนี้ด้วยหรือ

เขาอยู่ในฐานะจะปฏิเสธ ตัวช่วย เหล่านี้ได้หรือไม่

ตัวช่วย ที่ว่าคงต้องยืมคำว่า มะม่วงจำบ่ม มาให้เห็นภาพเหมือนกัน

หากปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เป็นไป ตามกฎเกณฑ์ กติกา ปกติ ไม่มีเหตุ ปฏิวัติรัฐประหาร ใครจะไปรู้ ปีนี้ หัวหน้าพรรคการเมืองนั้น อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนท่วมท้นในปีนี้ก็เป็นไปได้

นอกจากจะได้คะแนนท่วมท้นแล้ว อาจจะไม่มีคำถามเรื่องความสง่างาม การไม่มีรอยด่างพร้อย ใน ข้อครหา ต่างๆ

เรื่อง นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7

เรื่อง การหนีหมายเรียกเกณฑ์ทหาร

เรื่อง ตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งนี้

ประชาธิปไตย ที่อยู่ในครรลองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน กับนโยบาย ประชาชนต้องมาก่อน ไปด้วยกันได้หรือไม่ เพียงใด

วันนี้พรรคเก่าแก่ต้องทบทวนบทบาททางการเมือง ในการเดินหมากกลที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะประชาชนเขารู้ทันกันหมดแล้ว

บทบรรณาธิการ

ปิด ASTV คืนความสามัคคีให้ประเทศไทย

อ่านคำพิพากษาของศาล ที่สั่งจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญาแล้ว ผมเริ่มพอมองเห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และพอจะเห็นแล้วว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นวิกฤติไปได้อย่างไร

จะมากจะน้อย ก็อดคิดถึงพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550 ซึ่ง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ได้ออกหนังสือเวียนถึงผู้พิพากษา สำนักงานศาลยุติธรรมทุกคน ให้น้อมนำพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน 128 คน ก่อนเข้ารับตำแหน่ง มาเป็นแนวทางปฏิบัติและการดำรงตนต่อไป


บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำตามกฎเกณฑ์หรือว่าของกฎหมายก็ได้ หรือต้องเป็นตามความดี กฎเกณฑ์ของความดี และความดีนั้นก็คืออะไรที่ตรงไปตรงมา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ต่อประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีสิทธิที่จะมีชีวิต ที่ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องมีขื่อมีแป ถ้าไม่มีขื่อมีแปแล้ว ประเทศชาติก็ต้องล่มจม อันนี้สำคัญ ที่ต้องมีผู้พิพากษาที่ต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ค่อยดี คือหมายความว่า ไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางหลีกเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดี เพื่อความดีของตัว ฉะนั้น ท่านต้องรักษาความเข้มแข็งของคำปฏิญาณนี้


ถ้าพูดถึงง่ายๆ ก็ไม่ง่าย เพราะความดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ว่าทำไมมันยาก เพราะมีอคติ หมายความว่าคนเราอยากที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมาก แต่ท่านได้ปฏิญาณว่า ท่านจะไม่หลงใหลในอคติ ซึ่งเป็นของดีมาก ถ้าไม่หลงใหลในอคติก็ทำไม่ยาก ฉะนั้น ถ้าท่านรักษาสิ่งที่ท่านได้เปล่งวาจานี้ ก็จะทำได้ง่าย เพราะถ้าเราไม่หลงในอคติ ก็ไม่ยากที่จะทำดี ถ้าทำดีแล้ว ทุกคนก็ได้ประโยชน์ ในการรักษาความดีบางอย่างอาจจะไม่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ใช่หลงในอคติ มีคนที่อยากจะไปในทางที่ไม่ถูก อยากจะไปในทางที่เป็นอคติ เขาพยายามที่จะหลอกลวงตลอดเวลา ท่านต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาจะต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต ทั้งในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่า เวลาขึ้นบัลลังก์ หรือทำหน้าที่ในการพิพากษา ทั้งเวลาธรรมดาปกติ อย่างท่านไปไหน ท่านก็ละทิ้งความเป็นผู้พิพากษา ละทิ้งความเป็นคนที่มีความดี ความตรงไปตรงมา ละทิ้งไม่ได้ อย่างเช่น ท่านไปอยู่ในชนบท ท่านไปเห็นคนไม่ดี ท่านต้องต่อสู้ เพื่อให้ความไม่ดีนั้นหายไป หมดไป จะต้องให้ความดีอยู่ ต้องรักษาไว้


เมื่อได้อ่านคำพิพากษาจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา ผมมีความเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาได้น้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางมาปฏิบัติแล้ว


แต่เพียงแค่ศาล ยังไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ประเทศไทยที่แตกแยกอย่างหนักให้กลับคืนสู่ความสมัครสมานสามัคคี ดังพระราชประสงค์ ที่ทรงเน้นย้ำทุกโอกาสแก่ประชาชนและข้าราชการทุกหมู่เหล่า


ทุกองคาพยพของรัฐ ที่ภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าแผ่นดิน เป็นข้าในพระองค์ ควรจะน้อมนำพระบรมราโชวาท และคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ไปขยายผลต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อสนองพระราชดำรัสโดยเร็ว


คำพิพากษาของศาลชี้ไว้ชัดแล้วว่า การที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดจากล่าวหาให้ร้าย หมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่มีเจตนาที่จะพิสูจน์ความจริง และทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการใส่เสื้อสีเหลืองมีข้อความว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง คือต้นเหตุของความแตกแยกในประเทศไทย ทำให้ประชาชนในชาติแตกแยกความสามัคคี แบ่งข้างแบ่งฝ่าย โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ


ลำพังเพียงคำพูดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คงไม่ทำให้เกิดความแตกแยกและก่อให้เกิดวิกฤติของประเทศมากมายขนาดนี้ หากว่าเป็นการพูดในสถานที่ส่วนตัว เป็นการพูดในวงจำกัด มีคู่สนทนาและผู้รับฟังไม่กี่คน และไม่มีการนำไปถ่ายทอดต่อ ความเสียหายก็จะเกิดในวงจำกัด ไม่แพร่ขยาย กระจายลุกลามไปทั่วประเทศและทั่วโลกเช่นที่ผ่านมา


แต่เป็นเพราะนายสนธิใช้วิธีการพูดผ่านสื่อ ที่ตนเองและลูกหลาน บริวาร เป็นเจ้าของ เป็นผู้บริหาร ได้แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เว็บไซต์ manager.co.th จึงทำให้ความเสียหายและความแตกแยกจากการพูดเท็จ และแอบอ้างใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ศาลได้ตัดสินลงโทษการกระทำความผิดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้พูด และ นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ผู้เผยแพร่ข้อความคำพูดของนายสนธิแล้ว แต่ยังมีสื่ออีกหลายชนิดในเครือข่าย ที่นายสนธิใช้ในการกระทำความผิดกรณีนี้เหมือนกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ยังไม่ถูกลงโทษ


แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาล แต่ หากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีความเข้มแข็ง และไม่หลงในอคติ ดังพระบรมราโชวาท ก็ย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าสื่อในเครือข่ายนายสนธิ หาได้มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันแต่อย่างใด


ผลของการกระทำของสื่อเหล่านั้น ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ร่วมกันสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างรุนแรง ไม่ได้มีแต่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเท่านั้นที่เผยแพร่คำพูดของนายสนธิ


โดยเฉพาะ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และเว็บไซต์ manager.co.th ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นายสนธิใช้แพร่ขยาย กระจายความคิด ชักจูงประชาชนให้หลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นคนชั่วเป็นคนดี จนทำให้แผ่นดินไทยที่เคยสงบต้องลุกเป็นไฟ ทำให้คนไทยที่เคยรักเอื้อเฟื้อกัน ต้องเป็นศัตรูมุ่งฆ่าฟันกันเอง


ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในฐานะอดีตองคมนตรี จะน้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เหมือนกับที่ผู้พิพากษาได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและไม่หลงในอคติของศาลแล้ว จะใช้อำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ในมือ ยุติการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีในเร็ววัน เพื่อยุติการสร้างความแตกแยกในแผ่นดินไทย ที่จนถึงวันนี้ เอเอสทีวีก็ยังไม่หยุดสร้างความแตกแยก และปลุกระดม แบ่งขั้ว แบ่งข้าง อย่างต่อเนื่อง

เพียงแต่รัฐบาลสั่งให้ กรมประชาสัมพันธ์ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของเอเอสทีวี ความแตกแยกของบ้านเมือง การแบ่งข้างแบ่งขั้วของคนไทยก็จะหายไป ความสุขสงบ ความสมานฉันท์ ก็จะกลับคืนมาทันที เพราะไม่มีสื่อที่ทำตัวเป็น บ่างช่างยุ และ ยามเผาแผ่นดินอีกต่อไป


เว้นเสียแต่ว่า รัฐบาลและ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติ และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล


ประชาธิปัตย์ อะไรกันนี่!!!

ย้อนกลับไปช่วงที่ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มชัดเจนออกมาแล้วว่า พรรคที่ได้รับชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 คือ พรรคพลังประชาชน นั้น


ในยามนั้นคงไม่มีใครคาดหวังให้พรรคอันดับ 2 อย่าง ประชาธิปัตย์ จะออกมาแสดงความยินดีบนความพ่ายแพ้ของตัวเอง เหมือนอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียออกมาแสดงความยินดีกับพรรคคู่แข่งที่ชนะการเลือกตั้งไป...


เราอาจจะชื่นชมกับสปิริตนักการเมืองของฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องให้นักการเมืองไทยต้องทำตามแต่อย่างใด...ด้วยเข้าใจว่าวัฒนธรรมบางอย่างอาจไม่เหมือนกัน


แต่ทว่า...ผ่านมาไม่กี่วัน ท่าทีและปฏิกิริยาหลายอย่างของพรรคประชาธิปัตย์ กลับเริ่ม ผิดกาลเทศะ มากขึ้นเรื่อยๆ


ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผล ที่กล้าประกาศแบบเปิดช่องให้ตัวเองว่าพร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคอันดับ 1 ที่อาจจะวืดก็ได้นั้น...ก็ออกจะเสียมารยาทมากอยู่แล้ว


แต่การที่ออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์รายวันเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งดักคอพรรคพลังประชาชน พร้อมๆ กับแอบปลดกลอนหลังบ้านของตัวเอง เปิดทางให้ใครเข้ามาก็ได้นั้น...มันช่างผิดที่ผิดทางอย่างยิ่ง เพราะในเวลาแบบนี้ พรรคอันดับ 2 ควรจะปิดปากเงียบ ปล่อยให้พรรคอันดับ 1 เขาพูดจากันไปให้เสร็จสิ้นกระบวนความ...ซึ่งถ้าเวลานั้นไม่สามารถจัดตั้งกันได้จริงๆ แล้วโอกาสค่อยไหลมาสู่มือวางอันดับ 2...ก็ไม่มีอะไรน่าเกลียด


นั่นเรื่องมารยาททางการเมืองก็อีกเรื่องหนึ่ง


แต่ถ้าตัดคำว่ามารยาท สปิริต หรือหลักการประชาธิปไตย ที่พรรคอันดับ 1 ต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้ง...ตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป


พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ควรพยายามเสนอตัวมาเป็นรัฐบาลอยู่ดี


จากจำนวน ส.ส. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศออกมาอย่างเป็นทางการนั้น พรรคพลังประชาชนได้ทั้งหมด 233 ที่นั่ง


ขณะที่ประชาธิปัตย์ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ได้เพียง 165 ที่นั่ง


ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้ ก็คือต้องรวบรวมพรรคที่เหลือทั้งหมด นอกเหนือจากพลังประชาชน ไว้ด้วยกัน เพื่อจะให้ได้ 247 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 7 เสียง


ก็อย่างที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์พูดไว้นั่นแหละว่า...เกินมาแค่นั้นก็พอแล้ว


ในทางหลักการคงไม่เป็นไร แต่ถามว่าแล้วความเสียหายในระดับประเทศ...ประชาธิปัตย์ได้คิดถึงบ้างหรือไม่


ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงเท่านั้น ขณะที่พรรคฝ่ายค้านมีถึง 233 เสียง เกือบครึ่งสภา อยากถามว่าแล้วรัฐบาลจะทำงานทำการกันได้อย่างไร


เรื่องจะให้ฝ่ายค้านนั่งเฉยๆ โดยไม่อภิปราย ก็เห็นจะไม่ได้ เพราะฝ่ายใดก็ต้องทำหน้าที่ของฝ่ายนั้น


หรือยังไม่ต้องถึงมือฝ่ายค้าน ลำพังแค่ทะเลาะต่อรองกันเองในรัฐบาล ก็วุ่นวายจนไม่มีเวลาไปบริหารประเทศแล้ว


เรื่องแบบนี้ ถ้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดว่าตัวเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ไม่น้ำเน่า ให้ลองไปถามโก๋แก่เก๋าทั้งหลายในพรรคดูก็ได้ว่าจะวุ่นวายจริงเพียงใด และสภาพรัฐบาลที่คะแนนเสียงฟัดเหวี่ยงกับฝ่ายค้านแบบเฉียดฉิวแค่นี้ ...หัวหน้าพรรคหรือนายกฯ จะต้องหมดตูดสักแค่ไหน


คนอย่างเทพเทือก หรือใครก็ตามในประชาธิปัตย์ คงไม่มีทางที่จะไม่รู้วัฒนธรรมการเมืองไทยแบบนี้...แต่ทั้งที่รู้ก็ยังจะพูดจาสอดแทรกกระแซะจะเป็นรัฐบาลให้ได้ตลอดเวลา


แสดงว่าตำแหน่ง (ในรัฐบาล) ต้องมาก่อน ไม่ใช่ประชาชนมาก่อน...หรืออย่างไร ?


จิตใจกับหน้าที่

หากไม่มีปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
เรา...ก็คงไม่มีทหารเก่าที่ชื่อ พล.อ.บุญรอด
สมทัศน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
จนถึงวันที่ตัวเลขเลือกตั้งปรากฏชัดออก
มาแบบนี้แล้ว...ท่าน...พล.อ.บุญรอด ยังฝันลึกๆ
ว่า ประชาธิปัตย์จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล...
และท่านบอกว่า...ต้องฟังเสียงคนกรุงเทพฯ
เป็นหลัก เพราะคนกรุงเทพฯ เลือกประชาธิปัตย์
คำว่าประชาธิปไตยในความรู้จักของ
ท่าน...คงจะเบนเบี่ยงไปจากความเป็นจริงจน
ไกลสุดกู่
ในฐานะผู้ใหญ่ของประเทศ...ท่านต้องเก็บ
ความหวังความปรารถนาของท่านไว้ในหัวใจ...และ
ต้องทำให้ประเทศที่ท่านต้องรับผิดชอบ...มีความ
มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดี
ตัวเลขประชาธิปัตย์หากเป็นรัฐบาลรวมกับ
ทุกพรรค จะชนะพรรคอันดับ 1 ที่เป็นฝ่ายค้าน
เพียง 8 เสียง...
ด้วยจำนวนเพียงเท่านั้น ประเทศที่ท่าน
รับผิดชอบจะไม่มีวันนิ่ง...เมื่อการเมือง
ไม่นิ่ง...จะไม่มีอะไรนิ่ง...รัฐบาลมีโอกาสที่จะ
พังลงได้ทุกๆ วินาที...ที่มีกฎหมายสำคัญ
เข้าสู่สภา...
ในฐานะประชาชนคนไทย...ต้องเข้าให้
ถึงพระราชดำรัสขององค์พระประมุขแห่งแผ่นดิน
...และความห่วงใยในความเป็นไปของบ้านเมือง
ในปัจจุบัน...
ในฐานะสุภาพบุรุษนักรบ...ท่านต้อง
เคารพต่อผู้ชนะในการสงคราม...เท่าๆ กับที่
ต้องให้เกียรติกับศัตรู
กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย
...กรุงเทพฯ จึงไม่ใช่ประเทศไทย...ท่านไม่ใช่
อันธพาลการเมือง...ที่จะไปเที่ยวตีขลุม...
ว่า เสียง 248 เสียงที่ไม่ใช่...เสียงของ
พลังประชาชนนั้น...คือ เสียงคนไม่เอาทักษิณ
และไม่ควรให้พลังประชาชนจัดรัฐบาล...
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้แล้วว่า
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์...คือ นายกรัฐมนตรี
เฉพาะกาล ที่คืนประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ
และประชาชนคนไทย...ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น
และรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล...ท่านพึงสนับสนุน
หัวใจจะคิดจะอยากให้เป็นเช่นไรนั้น...
ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปขัด
แต่...หน้าที่ต่างหาก...คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ
ต้องทำให้บ้านนี้เมืองนี้มั่นคงและอยู่รอด
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์



อภิสิทธิ์: มารยาทการเมืองอยู่ที่ไหน…?

ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วอย่างชัดเจน พรรคพลังประชาชน ได้เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนน 233 เสียง ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสอง คือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนน 165 อยู่ 68 เสียง

เรียกว่า 'ชนะแบบขาดลอย'

ท่ามกลางคนดู ที่ก็รู้และเห็นว่า ทั้งกติกา – กรรมการข้างสนาม – กรรมการบนเวที เอนเอียงขนาดไหน...?

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ทางด้านการเมืองของประเทศไทยที่ดำมืด แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชนิด เอาเป็นเอาตายกันมายาวนานถึง 15 เดือน น่าจะจบลงด้วยบรรยากาศที่พอจะมองเห็นความกลมเกลียวในสายเลือด คนไทยด้วยกันเองปรากฎขึ้นบ้าง

แต่ก็ดูจะเข้าสุภาษิตที่ว่า 'ขี้แพ้ชวนตี' ทำลายความหวังของคนไทยไปเสียอย่างนั้นแหละ !!!

สังคมประชาธิปไตย จะเดินหน้าไปได้ ก็อยู่ที่ผู้คนในสังคมนั้น ต้องรู้จักเคารพ กติกา หรือกฎระเบียบ ที่ใช้อยู่ร่วมกัน – รู้จักแพ้ รู้จักชนะ มีหัวใจเป็นนักกีฬา - รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์

ที่สำคัญ ต้องรู้จักให้เกียรติผู้อื่นด้วยความจริงใจ !!!

แต่นี่อะไร... เป็นทั้งการแข่งขันกันทางการเมืองในระดับชาติที่คนในสังคมต่างก็ต้องจับตามองกันถ้วนหน้า... เป็นถึงระดับคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศ ที่จะต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่สังคม... เป็นบรรยากาศเริ่มต้นที่จะพาสังคมไทยกลับเข้าสู่ภาวะแห่งความสมานฉันท์

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังแสดงอะไร...?

ผมต้องขอยืมคำพูดของ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาตอกย้ำอีกครั้งว่า

'คุณอภิสิทธิ์เองก็เคยเรียนถึงเมืองนอกมาแล้ว เห็นประเพณีประชาธิปไตยของตะวันตกมาแล้ว ที่หลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้ที่สองหรือได้คะแนนน้อยเขาจะโทรศัพท์ ไปแสดงความยินดีกับพรรคที่ได้ คะแนนอันดับหนึ่ง แล้วประกาศว่า ยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อให้พัฒนาประเทศต่อไป

ทั้งที่ก่อนจะมีเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ก็พูดทำนอง จะสร้างความสมานฉันท์ แต่พอคะแนนออกมาแล้วกลับ พูดกระทบกระเทียบ ไม่แสดงความยินดี ซึ่งไม่สง่างาม

การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ ถือว่าแสดงความไม่จริงใจ แทนที่จะบอกว่า จะร่วมมือกับผู้ชนะ เพื่อพัฒนาประเทศ แต่กลับแสดงออก พร้อมแข่งขันตั้งรัฐบาลตลอด และมีบางประโยคพูดเหมือนกับจะตั้งรัฐบาล แข่งโดยบอกว่าเพราะพลังประชาชนคะแนนไม่ถึงครึ่ง ซึ่งนี่เหมือนกับมีการล็อกไว้ไม่ให้ถึงครึ่ง แล้วให้มีการช่วงชิง พรรคเล็กพรรคน้อยมารวม

ดังนั้น บรรยากาศสังคมไทยเลยตึงเครียดตั้งแต่ตอนเย็นของวันเลือกตั้งเมื่อวาน เพราะคะแนนไม่ถึงครึ่ง ทั้งที่หลังการเลือกตั้ง เย็นวันนั้นควรเป็นบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นสมานฉันท์ ทุกฝ่ายยินดีกับผู้ชนะ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

เหมือนคล้ายๆ อิจฉา ไม่ไว้ใจ เหมือนมีการกระทบกระเทียบ มีความพยายามตั้งพรรครัฐบาลแข่ง แทนที่จะยื่นมือสนับสนุน หรือปล่อยวางเปิดโอกาสให้ผู้ชนะเต็มที่

คุณอภิสิทธิ์กล่าวเช่นนี้เหมือนเป็นผู้แพ้ที่ไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติผู้ชนะตามประเพณีประชาธิปไตย

แล้วสุดท้ายจริงๆ ช่วงดึก บรรยากาศยิ่งไม่ค่อยดี เพราะมีข่าวว่า พรรคเล็กพรรคน้อยไปพูดกันเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลก

เขามีแต่จะไปคุยกับพรรคใหญ่ อันนี้กลายเป็นพรรคเล็กๆ พูดกันเองแล้วบอกว่า ทำเพื่อชาติ

ไม่ใช่แล้ว... มองอย่างไรก็ไม่ใช่ นี่เป็นการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง!!!

แทนที่ election night ควรเป็นคืนแห่งความชื่นชมยินดี ผู้แพ้ยอมรับพ่ายแพ้อย่างสง่างาม มีน้ำใจนักกีฬา เป็นคืนที่แต่ละฝ่ายหันหน้าเขาหากันอย่างสมานฉันท์ แต่ที่พูดมานี้ไม่มีเลย

สะท้อนว่าการต่อสู้ทางการเมืองในสังคมระหว่างพรรคฝ่ายต่างๆ จะดำเนินต่อไป เสถียรภาพทางการเมือง จะเป็นคำถามต่อไป บรรยากาศสมานฉันท์ที่หลายๆ ฝ่ายใฝ่หาจะเป็นความจริงได้หรือไม่' นั่นคือ คำกล่าว ของอาจารย์ธเนศวร์

ส่วนผม ก็อยากตั้งคำถามว่า... นี่หรือคือบุคคลที่สังคมไทยจะฝากผีฝากไข้ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ...?

นอกจากคุณอภิสิทธิ์ ที่ยังทำตัวเป็นเด็กอมมือให้อับอายผู้คนไปทั่วโลกแล้ว สื่ออีกหลายสำนัก ก็ดูจะพาให้สังคมไทยวิปริตตามไปด้วย

รับลูกเอียงข้าง สร้างกระแสให้พรรคเสียงข้างน้อยจับขั้วตั้งรัฐบาลแบบหน้าด้านๆ ให้กลายเป็นความชอบธรรมไปแบบดื้อๆ เสียอย่างนั้น

กลายเป็นคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ได้เสียงข้างมาก ไม่เหมาะสมเป็นแกน จัดตั้งรัฐบาล ไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

แล้วนี่สังคมไทยจะอยู่กันยังไง จะเอาอะไรมาเป็นหลัก จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ให้คนในสังคมได้ยึดถือเป็นความถูกต้อง เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามที่ต้องยึดถือเป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลังๆต่อไป

หนักเข้าไปอีกก็ลมปากของรัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.บุญรอด สมทัศน์

ที่แสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นว่า ไม่เคารพในเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ถือเอาพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้ชนะ การเลือกตั้งใน กทม.เป็นตัวชี้ขาดต้องเป็นนายกฯ

อย่างนั้นคงต้องให้คนไทยทั้งประเทศย้ายทะเบียนมาอยู่กันให้หมดใน กทม.ดีไหม

ฟังแล้วนึกไม่ออกเลยว่า พูดออกมาได้อย่างไร หรือคนพูดมองคนต่างจังหวัดว่า ไม่ใช่คนไทย สิทธิและเสียงของพวกเขาจึงอ่อนด้อยกว่าคนใน กทม.

ยอมรับ.. แล้วปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่ถูกต้องเสียทีเถอะ !!!


โฆษกคลังเชื่อมือ'มิ่งขวัญ-ทนง'หากนั่งเก้าอี้รมว.

โฆษกกระทรวงคลัง เชื่อมือ มิ่งขวัญ - ทนง นั่งขุนคลังคนใหม่ไม่มีปัญหา ยืนยัน พร้อมทำงานร่วมทุกพรรค ชี้ รัฐบาลผสมไม่ใช่ปัญหาฉุดเศรษฐกิจ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษก กระทรวงการคลัง เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาคุมกระทรวงการคลัง ก็พร้อมสนับสนุนทีมเศรษฐกิจทุกพรรค ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ที่มีกระแสข่าวว่าอาจเป็น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชาชน หรือ นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรว่าการ กระทรวงการคลัง

มองว่า หากเป็นนายมิ่งขวัญ หรือ นายทนง ก็ถือว่ามีความสามารถทั้งคู่ โดยนายมิ่งขวัญ เคยบริหารบริษัท มาก่อน ทั้ง บริษัท โตโยต้า และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผลงานที่พิสูจน์ถึงความสามารถ ซึ่งต้องให้ โอกาสว่าความรู้ด้านการตลาด สามารถนำมาใช้บริหารประเทศได้หรือไม่ แต่มองว่าทีมงานกระทรวงการคลัง สามารถช่วยให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจมหภาคได้

นอกจากนี้ นายสมชัย ยังกล่าวว่าในส่วนรัฐบาลผสมจะอายุสั้นเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา แต่ขอให้เป็นประชาธิปไตยเชื่อว่าต่างชาติเข้าใจดี และไม่ใช่อุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญคือนโยบายที่ออกมา มีแนวโน้มสวนกระแสโลกหรือไม่ และอย่ามีการประท้วงเล่นนอกเกม ในส่วนของเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เกิดม็อบ คือ

เรื่องนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และการยุบคณะกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ถ้าทำขึ้นมาจะมีปัญหาแน่นอน แต่ นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ประกาศแล้วว่า เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่ากับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายประชานิยม

ที่อาจจะก่อปัญหาให้กับฐานะการเงินการคลัง คงจะต้องปรึกษากระทรวงการคลังก่อน ขณะที่พร้อมสนับสนุน การก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สายและหวยบนดิน ขณะที่ไม่เชื่อว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะเผาจริง แต่มองว่าน่าจะดีขึ้น เพราะภาพรวมการเมืองเริ่มนิ่ง รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยทำให้ต่างชาติเชื่อมั่น ขณะที่ภาคเอกชนจะเริ่มกลับมาลงทุน ในปีหน้า


พปช.ซัดทหารวางตัวไม่เป็นกลาง

ที่พรรคพลังประชาชน ทีมผู้ สมัคร ส.ส.กทม. เขต 1 พรรคพลังประชาชน ประกอบด้วย นายกมล บันไดเพชร น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล และ น.ส. ยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ แถลงข่าวคัดค้านผลการเลือกตั้ง โดยนายกมลกล่าวว่า หลังจากปรึกษากับฝ่ายกฎหมายเห็นว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1

พบข้อมูลข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง มีนายทหารยศพลโทจัดเลี้ยงผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัวภายใน กรมทหาร ร.1 พัน 3 รอ. พร้อมกับข่มขู่ให้ไปลงคะแนนให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขต ในหน่วยเลือกตั้งที่ 73 ซึ่งได้เทปบันทึกเสียงมาตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา


หลังจากที่มีสื่อมวลชนนำข้อมูลออกมา ก็ทราบว่าทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วยถูกสั่งลงโทษ นอกจากนี้ ยังพบว่าหน่วยเลือกตั้งอื่นๆในเขตทหาร ก็มีการกระทำลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกัน