WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 27, 2007

“เทพเทือก”ประกาศยังไม่ถอดใจ โยนผ้ายอมแพ้ [27 ธ.ค. 50 - 13:20]

วันนี้ (27 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากหลังวันที่ 4 มกราคมนี้ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง พร้อมฝากให้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันคิดถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม พร้อมฝากให้พรรคพลังประชาชนให้ความสำคัญและเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้


หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า หากพรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลก็หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนหลายคน เตรียมเดินทางไปฮ่องกงเพื่อฉลองชัยชนะการเลือกตั้งกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น หากเป็นตนเองจะฉลองชัยชนะกับประชาชน


ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ถอดใจ แม้พรรคพลังประชาชนจะออกมาระบุว่า จะแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาลวันที่ 4 ม.ค.ปีหน้า และยืนยันไม่มีการชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อนพรรคพลังประชาชน เพราะต้องให้เกียรติพรรคที่ได้เสียงข้างมากก่อน โดยจะขอรอความชัดเจนจากพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องของการให้ใบเหลืองใบแดงด้วย


เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มีการพูคุยทางโทรศัพท์กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการจับขั้วการจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนไม่มีวันถอดใจ หรือไม่มีวันโยนผ้า พร้อมสู้ แต่จะไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ให้คนรู้สึกรำคาญ

จาก http://www.thairath.co.th/#

จรัญ ระบุ สมัครคุณสมบัติไม่ขัดนั่งเก้าอี้นายกฯ

ปลัดยุติธรรม"ระบุคุณสมบัติ “สมัคร”ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่อยากให้ความเห็นเรื่องถูกเช็คบิล เพราะพูดมากไปหาว่าท้าทาย


นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุถึงข้อกฎหมายกรณีนายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรนูญมาตรา 174(5) ที่บัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีฟ้องหมิ่นประมาท ว่า ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้บุคคลที่อยู่ระหว่างรับตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีต้องมีความสง่างาม เมื่อต้องโทษระหว่างดำรงตำแหน่งก็จำเป็นต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าต้องคำพิพากษา ไม่ว่ารอลงอาญา หรือไม่ก็ตาม

แต่ในรัฐธรรมนุญได้ยกเว้นโทษไว้ 3อย่าง คือการกระทำผิดโดยประมาท กระทำผิดโดยไม่เจตนา และกระทำผิดโดยหมิ่นประมาท ซึ่งคดีหมิ่นประมาท เป็นความผิดลหุโทษ จึงต้องมีข้อยกเว้น

นายจรัญกล่าวต่อว่า เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ต้องให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน ดังนั้นอาจจะไปหมิ่นประมาทคนอื่นโดยไม่ตั้งใจก็ได้ อย่างไรก็ตามหากเป็นความผิดประเภทอื่นๆ ถึงแม้คดีจะรอลงอาญา ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ หากเป็นประชาชนทั่วไปหากต้องคำพิพากษาต้องรอคดีให้ถึงที่สุด ยังไม่ถือว่ามีความผิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่ติดขั้นอะไร นายจรัญ กล่าวว่า ไม่อยากพูดถึงตัวบุคคล ที่พูดเพราะต้องการให้ความเห็นตามเจตนารมย์และข้อกฎหมาย ในฐานะที่เป็นอดีตสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามว่า กลัวถูกกลับมาเช็คบิลหรือไม่ นายจรัญ กล่าว ไม่อยากพูดหรือให้ความห็น ถ้าพูดไปซ้ายก็หาว่าท้าทาย ถ้าพูดมามาขวาก็หาว่าประจบประแจง ดังนั้นอยู่เฉยๆดีกว่า รอดูปฏิกริยาผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

'กุเทพ'ยันพผ.ส่งซิกจับขั้วตั้งรบ.แล้ว

โฆษกพลังประชาชน ยัน พรรคเพื่อแผ่นดินส่งสัญญาณร่วมขั้วตั้งรัฐบาลแล้ว


ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ยืนยัน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ส่งสัญญาณที่ดีกับพรรคพลังประชาชนแล้วในการตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยมั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงปีใหม่นี้ และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ม.ค.ปีหน้า ขณะที่เห็นว่าคะแนนเสียงของพรรคหลังจับขั้วแล้วที่มี 254 เสียง เป็นตัวเลขที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขของพรรคประชาธิปัตย์หลังรวมขั้วการเมือง แม้ตัวเลขของพรรคพลังประชาชนจะไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอนก็ตามขณะเดียวกันทางคณะกรรมการบริหารพรรค ก็มีความพึงพอใจกับคะแนน 233 ที่นั่งของพรรคพลังประชาชน ถึงแม้จะแพ้พรรคประชาธิปัตย์ในเขตกทม. แต่ก็ถือว่าดีกว่า ส่วนความผิดปกติในคะแนนเสียงเลือกตั้งของกทม.นั้น ที่ประชุมได้มีความเห็นแต่งตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้ง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธานในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา ที่ต้องเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากโดนใบเหลือง ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท

'วัฒนา'อ้างเพื่อประโยชน์ชาติร่วมตั้งรัฐบาลพปช.

ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน อ้างประโยชน์บ้านเมือง แบไต๋ พร้อมแยกแยะเรื่องส่วนตัว ออกจากเรื่องส่วนรวม

นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะสรุปจะจับขั้วการเมืองจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดแต่ยืนยัน ไม่มีอคติกับพรรคการเมืองใด และยินดีร่วมงาน หากให้ประโยชน์กับบ้านเมืองได้ ก็พร้อมที่จะแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากส่วนรวม แม้จะไม่ถูกกับหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่ก็รับได้ พร้อมเรียกร้องใหัรัฐบาลชุดต่อไปยุติความแตกแยกและไม่ควรคิดเรื่องตามเช็คบิลกัน

ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังยืนยัน สมาชิกพรรค ไม่แตกกลุ่มและการตัดสินใจเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ต้องเป็นมติของกรรมการบริหารฯ


รอเสียบ

'อภิสิทธิ์' วอน พปช.หยุดให้ข้อมูลสับสน ลั่นหาก 4 ม.ค. ยังไร้ความชัดเจน ปชป.พร้อมแก้ปัญหาชาติ ขอเสนอตัวจัดตั้งรัฐบาลเอง ไม่สนเสียงขาด ชี้เสถียรภาพไม่ได้วัดด้วยจำนวน ส.ส.เสมอไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่ชัดเจน เกี่ยวกับการ จัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากหลังวันที่ 4 มกราคมนี้ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง

โดยไม่สนว่าจะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งเพียงไม่ถึง 10 เสียงก็ตาม เพราะความมั่นคงและเสถียรภาพ ของรัฐบาลไม่ได้วัดจากจำนวน ส.ส.เสมอไป ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลก็หมายความว่าพรรค ประชาธิปัตย์พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ ยังเรียกร้องให้พรรคพลังประชาชนหยุดสร้างความสับสนด้วยการให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการต่อรองทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จนทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวฝากให้ทุกพรรคการเมืองที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลว่า ให้คิดถึงแนวทาง การฟื้นฟูเศรษฐกิของประเทศ แม้จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม และช่วยกันให้ความสำคัญเดินหน้าแก้ปัญหา เศรษฐกิจของประเทศเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนหลายคน เตรียมเดินทางไปฮ่องกง เพื่อฉลองชัยชนะการเลือกตั้งกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า หากเป็นตนเองจะฉลองชัยชนะ กับประชาชน


'ป๋าเปรม'ชมรัฐบาลเสียสละ แก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง

นายกฯ นำ ครม.ตบเท้าอวยพรประธานองคมนตรี 'ป๋าเปรม' ขอบคุณรัฐบาลที่เสียสละแก้ปัญหาของประเทศ ไม่หวั่นข่าว พปช.เตรียมเช็คบิล คมช.-คตส. วอนคนไทยอดทนช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบ

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี เข้าอวยพรปีใหม่แก่พลงอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน การสัมมนาเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนมอบแจกัน ดอกไม้และไดอารี่ ทั้งนี้ พล.อ.เปรม กล่าวอวยพรในตอนหนึ่งว่า ต้องขอชื่นชมทุกๆคนที่ได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง และต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง

พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า เนื่องในโอกาสที่พล.อ.เปรมได้เดินทางมาเปิดการสัมมนาดังกล่าว ที่ทำเนียบรัฐบาล ตนจึงถือโอกาสเชิญคณะรัฐมนตรีมาอวยพรและขอรับพรในเทศกาลปีใหม่จากพล.อ.เปรม ซึ่งพลงอ.เปรมไม่ได้ฝากอะไรกับรัฐบาลในช่วงสุดท้ายของวาระ และไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการเมือง เพียงแต่พูดถึงเรื่องการทำงาน โดยบอกว่าสิ่งที่ทำส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ดีก็น่าจะส่งผลดีให้กับผู้ที่ได้ดำเนินการ ทั้งในระยะเวลาสั้นๆและระยะยาวต่อไป สำหรับอนาคตและทิศทางของบ้านเมืองจะเดินไปอย่างไรต่อไป นั้นก็อยู่ที่การดำเนินการต่อไป

เมื่อถามว่ามองอย่างไรต่อกระแสข่าวที่พรรคพลังประชาชนเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะเช็คบิล คมช. และหน่วยงานที่คมช.ตั้งขึ้นโดยเฉพาะ คตส. พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า

อย่างที่ตนบอกไว้แล้วว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินของประชาชนก็คง ต้องให้การดำเนินการเป็นไป ตามขั้นตอนของ ประชาธิปไตย

อย่างที่ตนบอกไว้แล้วว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินของประชาชน

ก็คงต้องให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของประชาธิปไตยเราไม่ควรที่จะมองในสิ่งที่ยังมาไม ่ถึงในแง่ร้ายเกินไป

'ผมขอให้ประชาชนอดทนและช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย เราจะได้พัฒนาบ้านเมืองของเราให้มีความก้าวหน้าต่อไป'

ต่อข้อถามว่าการที่พรรคพลังประชาชนยื่นเรื่องให้ตรวจสอบองค์กรอิสระที่ คมช.ตั้งขึ้นจะส่งผลต่อการทำงาน ที่ผ่านมาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างไร เราจะไปคิดล่วงหน้าคงไม่ดี และไม่ควร จะไปมองในแง่ที่เป็นผลกระทบต่อความสามัคคีและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง


เรืองโรจน์ยันไม่ตามเช็คบิล คมช.

รองหัวหน้าพรรค พปช. ยันหากได้เป็นรัฐบาลจะไม่ตามเช็คบิล คมช.

พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันว่า พรรคจะต้องดูแลงาน ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง เนื่องจากเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางพรรค ยังไม่มีการหารือเรื่องการวางตัวบุคคลว่าจะให้ใครนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใด พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่า เมื่อ พปช.ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการโยกย้ายผู้นำเหล่าทัพ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการแก้แค้น อย่างแน่นอน โดยเรื่องนี้ได้รับคำยืนยันหลังจากได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะนโยบายของพรรคที่มีมาตั้งแต่แรกคือการปรองดองและสร้างความสมานฉันท์

'รับรองได้ ท่านไม่มีเรื่องนี้เด็ดขาด...นโยบายของพรรคเราตอนเริ่มหาเสียงคือการปรองดอง การสมานฉันท์ เราจะไม่อาฆาตใคร เมื่อเราขึ้นมาแล้ว พรรคไม่ทำเด็ดขาดที่จะรื้อหัว ผมไปถามอดีตประธาน คมช. ถามรักษาการ ประธาน คมช.ในเรื่องนี้ ไม่มีแน่ เราไม่เคยมีความคิดอย่างนั้น เราพี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้น ไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน.. เราพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ว่าต้องเลิกสักที ไม่เช่นนั้นมันจะฆ่ากันไม่หยุด" พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวและว่า วันนี้พรรค มีคะแนนเสียงร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว 254 เสียง แต่ยังพร้อมจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่น ที่สนใจเข้ามา ร่วมรัฐบาล

เมื่อถามถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความหวังว่ามีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า 'ฝัน'


'บุญรอด'ปลงชีวิต!เปรียบปฏิวัติเหมือนภัยธรรมชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรียบการปฏิวัติเหมือนภัยธรรมชาติ ที่มิอาจคาดการณ์ได้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังให้พรกับผู้บังคับบัญชาการเหล่าทัพดังกล่าว และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงกลาโหมเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ว่า ขณะนี้ตนได้ปล่อยวางแล้วอนาคต อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดและประชาชนต้องยอมรับการตัดสินใจของตัวเองหากเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง ส่วนอนาคตตนเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดการปฏิวัติ แต่คงจะยืนยันได้ในหลักการเท่านั้น เพราะการปฏิวัติเปรียบเสมือนภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้

นอกจากนี้พล.อ.บุญรอด ยังกล่าวอีกว่าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาลหลังวันปีใหม่นั้นคาดว่า คงจะไม่ล่าช้าเกินไปกับการรอคอยเพราะกฎหมายได้กำหนดว่าให้ตั้งรัฐบาลภายใน 30 วัน นับจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก่อนการประชุมสภากลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้เข้าอวยพร พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงที่บ้านพักเกศะโกมลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ด้วย


ความสง่างาม “มาร์ค 99”


ขอแสดงความยินดีกับพรรคเก่าแก่ ผลคะแนนการเลือกตั้งที่ประกาศออกมา ซึ่งได้ คะแนน ทะลุ 150 ที่นั่งขึ้นไป ถือเป็นตัวเลขที่เป็นประวัติศาสตร์ของพรรค แต่ยังไม่พอที่จะเป็นอันดับ 1 ของตารางในการเลือกตั้งครั้งนี้

การแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศไม่ปกติ เงื่อนไขของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายฝ่ายให้ค่า ให้ราคา กับพรรคเก่าแก่ เพราะคิดว่าจะชนะแบบถล่มทลาย ด้วยเงื่อนไขหลายทาง


การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคลางแคลงใจแต่แรกว่า

1.ผู้มีอำนาจรัฐ จะเข้าด้วยช่วยเหลือ ในการสกัดกั้นพรรคคู่แข่ง

2.ผู้มีอำนาจรัฐ จะเข้าด้วยช่วยเหลือ ในการสั่งเทคะแนนให้

พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพียงใด ยังไม่มีใครพิสูจน์ทราบได้ เพราะพิสูจน์ไปก็ไม่สามารถตรวจสอบอย่างแท้จริงเหมือน กรณีเอกสารลับ ได้

แต่ต้องยอมรับว่า เป็นความคลางแคลงใจ เป็นความไม่เหมาะสม เมื่อประเทศจะต้องเดินหน้าสู่วิถีทางประชาธิปไตย

ล่าสุดมีการ เผยแพร่คลิปฉาวโฉ่ ทาง อินเตอร์เน็ต อันเนื่องจากหน่วยทหารหนึ่ง ที่เรียก ทหาร ชี้นำ สั่งการ เพื่อให้มีการ เลือกหมายเลขหนึ่ง และ อีก 3 เบอร์ ในเขตหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ ที่เกิดในเขตเลือกตั้งที่ 1 ระบบสัดส่วน อันประกอบไปด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และเขตเลือกตั้งหนึ่งในหน่วยทหาร

คลิปนี้ ไม่รู้ใครทำ ไม่รู้ว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือไม่ เพียงใด?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากกองทัพ ว่าจะมีการสอบสวนอะไรมากน้อยเพียงใด นอกจากผู้นำหน่วยทหาร บอกว่า ใครทำก็ผิดกฎหมาย? คำพูดง่ายๆ ที่ตอบกับสังคม

เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวกับ หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

แต่เราอยากเห็น ความสง่างามทางการเมือง ของนักการเมือง ที่อ้างว่าเป็น คนหนุ่ม รุ่นใหม่ ไฟแรง และที่สำคัญ รูปร่างหน้าตา หล่อเหลาเกลาเกลี้ยง

มันคงไม่มีคำถามนี้เกิดขึ้น หากไม่มีนักวิชาการใน เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาสร้างกติกานอกกฎเกณฑ์ โดยอ้างว่า พรรคประชาธิปัตย์ชนะในเขต กทม. ถือว่าตั้งรัฐบาลได้ ทั้งที่มี ความคลางแคลงใจในผลคะแนน ในเขตนี้พอสมควร

ทั้งที่ที่มาของจำนวนคะแนน มีความน่าเคลือบแคลงใจของ ประชาชน และ สื่อมวลชน ที่ออกข่าวไปทั่วถ้วน

ที่จริง หัวหน้าพรรค หนุ่มไฟแรง คนนี้เป็นคนที่ มีความดีในตัวไม่น้อย

เขาควรจะต้องมี ตัวช่วยซึ่งเป็นอำนาจนอกระบบ นอกวิถีทาง มากมายขนาดนี้ด้วยหรือ

เขาอยู่ในฐานะจะปฏิเสธ ตัวช่วย เหล่านี้ได้หรือไม่

ตัวช่วย ที่ว่าคงต้องยืมคำว่า มะม่วงจำบ่ม มาให้เห็นภาพเหมือนกัน

หากปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เป็นไป ตามกฎเกณฑ์ กติกา ปกติ ไม่มีเหตุ ปฏิวัติรัฐประหาร ใครจะไปรู้ ปีนี้ หัวหน้าพรรคการเมืองนั้น อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนท่วมท้นในปีนี้ก็เป็นไปได้

นอกจากจะได้คะแนนท่วมท้นแล้ว อาจจะไม่มีคำถามเรื่องความสง่างาม การไม่มีรอยด่างพร้อย ใน ข้อครหา ต่างๆ

เรื่อง นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7

เรื่อง การหนีหมายเรียกเกณฑ์ทหาร

เรื่อง ตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งนี้

ประชาธิปไตย ที่อยู่ในครรลองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน กับนโยบาย ประชาชนต้องมาก่อน ไปด้วยกันได้หรือไม่ เพียงใด

วันนี้พรรคเก่าแก่ต้องทบทวนบทบาททางการเมือง ในการเดินหมากกลที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะประชาชนเขารู้ทันกันหมดแล้ว

บทบรรณาธิการ

ปิด ASTV คืนความสามัคคีให้ประเทศไทย

อ่านคำพิพากษาของศาล ที่สั่งจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญาแล้ว ผมเริ่มพอมองเห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และพอจะเห็นแล้วว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นวิกฤติไปได้อย่างไร

จะมากจะน้อย ก็อดคิดถึงพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550 ซึ่ง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ได้ออกหนังสือเวียนถึงผู้พิพากษา สำนักงานศาลยุติธรรมทุกคน ให้น้อมนำพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน 128 คน ก่อนเข้ารับตำแหน่ง มาเป็นแนวทางปฏิบัติและการดำรงตนต่อไป


บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำตามกฎเกณฑ์หรือว่าของกฎหมายก็ได้ หรือต้องเป็นตามความดี กฎเกณฑ์ของความดี และความดีนั้นก็คืออะไรที่ตรงไปตรงมา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ต่อประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีสิทธิที่จะมีชีวิต ที่ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องมีขื่อมีแป ถ้าไม่มีขื่อมีแปแล้ว ประเทศชาติก็ต้องล่มจม อันนี้สำคัญ ที่ต้องมีผู้พิพากษาที่ต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ค่อยดี คือหมายความว่า ไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางหลีกเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดี เพื่อความดีของตัว ฉะนั้น ท่านต้องรักษาความเข้มแข็งของคำปฏิญาณนี้


ถ้าพูดถึงง่ายๆ ก็ไม่ง่าย เพราะความดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ว่าทำไมมันยาก เพราะมีอคติ หมายความว่าคนเราอยากที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมาก แต่ท่านได้ปฏิญาณว่า ท่านจะไม่หลงใหลในอคติ ซึ่งเป็นของดีมาก ถ้าไม่หลงใหลในอคติก็ทำไม่ยาก ฉะนั้น ถ้าท่านรักษาสิ่งที่ท่านได้เปล่งวาจานี้ ก็จะทำได้ง่าย เพราะถ้าเราไม่หลงในอคติ ก็ไม่ยากที่จะทำดี ถ้าทำดีแล้ว ทุกคนก็ได้ประโยชน์ ในการรักษาความดีบางอย่างอาจจะไม่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ใช่หลงในอคติ มีคนที่อยากจะไปในทางที่ไม่ถูก อยากจะไปในทางที่เป็นอคติ เขาพยายามที่จะหลอกลวงตลอดเวลา ท่านต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาจะต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต ทั้งในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่า เวลาขึ้นบัลลังก์ หรือทำหน้าที่ในการพิพากษา ทั้งเวลาธรรมดาปกติ อย่างท่านไปไหน ท่านก็ละทิ้งความเป็นผู้พิพากษา ละทิ้งความเป็นคนที่มีความดี ความตรงไปตรงมา ละทิ้งไม่ได้ อย่างเช่น ท่านไปอยู่ในชนบท ท่านไปเห็นคนไม่ดี ท่านต้องต่อสู้ เพื่อให้ความไม่ดีนั้นหายไป หมดไป จะต้องให้ความดีอยู่ ต้องรักษาไว้


เมื่อได้อ่านคำพิพากษาจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา ผมมีความเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาได้น้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางมาปฏิบัติแล้ว


แต่เพียงแค่ศาล ยังไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ประเทศไทยที่แตกแยกอย่างหนักให้กลับคืนสู่ความสมัครสมานสามัคคี ดังพระราชประสงค์ ที่ทรงเน้นย้ำทุกโอกาสแก่ประชาชนและข้าราชการทุกหมู่เหล่า


ทุกองคาพยพของรัฐ ที่ภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าแผ่นดิน เป็นข้าในพระองค์ ควรจะน้อมนำพระบรมราโชวาท และคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ไปขยายผลต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อสนองพระราชดำรัสโดยเร็ว


คำพิพากษาของศาลชี้ไว้ชัดแล้วว่า การที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดจากล่าวหาให้ร้าย หมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่มีเจตนาที่จะพิสูจน์ความจริง และทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการใส่เสื้อสีเหลืองมีข้อความว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง คือต้นเหตุของความแตกแยกในประเทศไทย ทำให้ประชาชนในชาติแตกแยกความสามัคคี แบ่งข้างแบ่งฝ่าย โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ


ลำพังเพียงคำพูดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คงไม่ทำให้เกิดความแตกแยกและก่อให้เกิดวิกฤติของประเทศมากมายขนาดนี้ หากว่าเป็นการพูดในสถานที่ส่วนตัว เป็นการพูดในวงจำกัด มีคู่สนทนาและผู้รับฟังไม่กี่คน และไม่มีการนำไปถ่ายทอดต่อ ความเสียหายก็จะเกิดในวงจำกัด ไม่แพร่ขยาย กระจายลุกลามไปทั่วประเทศและทั่วโลกเช่นที่ผ่านมา


แต่เป็นเพราะนายสนธิใช้วิธีการพูดผ่านสื่อ ที่ตนเองและลูกหลาน บริวาร เป็นเจ้าของ เป็นผู้บริหาร ได้แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เว็บไซต์ manager.co.th จึงทำให้ความเสียหายและความแตกแยกจากการพูดเท็จ และแอบอ้างใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ศาลได้ตัดสินลงโทษการกระทำความผิดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้พูด และ นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ผู้เผยแพร่ข้อความคำพูดของนายสนธิแล้ว แต่ยังมีสื่ออีกหลายชนิดในเครือข่าย ที่นายสนธิใช้ในการกระทำความผิดกรณีนี้เหมือนกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ยังไม่ถูกลงโทษ


แม้จะไม่มีคำพิพากษาของศาล แต่ หากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีความเข้มแข็ง และไม่หลงในอคติ ดังพระบรมราโชวาท ก็ย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าสื่อในเครือข่ายนายสนธิ หาได้มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันแต่อย่างใด


ผลของการกระทำของสื่อเหล่านั้น ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ร่วมกันสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างรุนแรง ไม่ได้มีแต่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเท่านั้นที่เผยแพร่คำพูดของนายสนธิ


โดยเฉพาะ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และเว็บไซต์ manager.co.th ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นายสนธิใช้แพร่ขยาย กระจายความคิด ชักจูงประชาชนให้หลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นคนชั่วเป็นคนดี จนทำให้แผ่นดินไทยที่เคยสงบต้องลุกเป็นไฟ ทำให้คนไทยที่เคยรักเอื้อเฟื้อกัน ต้องเป็นศัตรูมุ่งฆ่าฟันกันเอง


ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในฐานะอดีตองคมนตรี จะน้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เหมือนกับที่ผู้พิพากษาได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและไม่หลงในอคติของศาลแล้ว จะใช้อำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ในมือ ยุติการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีในเร็ววัน เพื่อยุติการสร้างความแตกแยกในแผ่นดินไทย ที่จนถึงวันนี้ เอเอสทีวีก็ยังไม่หยุดสร้างความแตกแยก และปลุกระดม แบ่งขั้ว แบ่งข้าง อย่างต่อเนื่อง

เพียงแต่รัฐบาลสั่งให้ กรมประชาสัมพันธ์ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของเอเอสทีวี ความแตกแยกของบ้านเมือง การแบ่งข้างแบ่งขั้วของคนไทยก็จะหายไป ความสุขสงบ ความสมานฉันท์ ก็จะกลับคืนมาทันที เพราะไม่มีสื่อที่ทำตัวเป็น บ่างช่างยุ และ ยามเผาแผ่นดินอีกต่อไป


เว้นเสียแต่ว่า รัฐบาลและ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติ และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล