WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 27, 2007

'หมอแว'กลับลำจับขั้ว'พปช.'อ้างปชช.แก้ปัญหาบ้านเมือง

'เพื่อแผ่นดิน'แตกพร้อมกระโดดจับขั้วพปช. ด้าน'หมอแว'กลับลำอ้าง เพราะเป็นความต้องการของปชช. แก้ภาวะทางตันทางการเมือง

ได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่าที่ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรค เพื่อหารือถึงแนวทางทางการ เมืองของพรรค โดยมีแกนนำของพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานคณะที่ปรึกษาพรรค ขาดเพียงนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคแผ่นดิน เพียงคนเดียว โดยก่อนการประชุมว่าที่ส.ส.ของพรรคล้วนแสดงความเห็น ไปในทิศทางเดียวกัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 1 กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับว่าที่ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินและประชาชนเห็นว่าการจะทำให้นโยบายพรรคเดินหน้าได้จะต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น รวมทั้งการที่ จะทำให้เศรษฐกิจของเดินหน้าต่อไปได้ ก็จะต้องช่วยกันทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ เพื่อเรียกสร้าง ความเชื่อมั่น กลับคืนมา หากว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนโดนใบแดงไม่มากพรรคเพื่อแผ่นดินก็ควรที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน เพื่อช่วยกันทำงานให้บ้านเมือง

ด้านนายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พรรคควรต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ่ของคณะกรรมการบริหารพรรคและว่าที่ ส.ส.ทุกคน ซึ่งจากการรับฟังความเห็นของหลายฝ่ายต่างก็อยากเห็น รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการบริหารประเทศเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งการตัดสินใจใดๆจะต้องยึดหลักการของพรรคที่จะไม่ทะเลาะกับใคร ที่สำคัญหลักประชาธิปไตย จะต้องให้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลพรรคอื่นไม่ควรจะมาจัดตั้งแข่ง

ขณะที่ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ รองหัวหน้าพรรค และว่าที่ ส.ส.นราธิวาส ซึ่งมีจุดยืนมาตลอดว่าไม่สามารถ ร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนได้มาวันนี้ (27ธ.ค.)ให้สัมภาษณ์ว่า จะไปรวมกับใครต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงหลังประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ก็ไม่ค่อยประทับใจการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และเท่าที่ได้รับฟังเสียงจากประชาชน 2-3 ครั้งหลังการเลือกตั้งพบว่าประชาชน อยากให้นำความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องสำคัญต้องการให้บ้านเมืองมีทางออก ไม่เจอทางตัน คนใต้มีเหตุผล เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไปวิธีการคิดก็เปลี่ยนไปด้วย ควรให้การเมืองเป็นเรื่องรอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าอยู่ข้างไหนแล้วจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า หากพรรคเล็กไปรวมกับ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสียงเกินครึ่งไม่ถึง 10 เสียง แต่ถ้าพรรคเล็กไปรวมกับพลังประชาชน ก็จะทำให้ได้เสียง เกินครึ่งมากกว่า ก็น่าจะมีความมั่นคงกว่ามีเสถียรภาพมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าอะไรที่ทำให้เงื่อนไขของกลุ่มเปลี่ยนไป นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไป ตามคาด เมื่อผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ก็ต้องทบทวน เมื่อวานนี้ (26 ธ.ค.) ทางกลุ่มสัจจานุภาพได้จัดเวทีรับฟังความเห็นที่ จ.นราธิวาสพบว่าประชาชนก็มีเสียงแตกกันอยู่ จากเดิมที่ไม่ต้องการให้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่เมื่อวานนี้เสียงเริ่มแตกแล้ว

ต่อข้อถามว่าทางกลุ่มมีเงื่อนไขอะไรในการเข้าร่วมรัฐบาล นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า ไม่มีเงื่อนไข เพียงแต่ต้องการ ให้บ้านเมืองมีทางออก ต่อข้อถามว่าจำเป็นที่ทางกลุ่มต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ด้วยหรือไม่ นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า เป็นนโยบายของเราอยู่แล้วว่าควรมีคนในพื้นที่เป็นรัฐมนตรี เพื่อที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ของคนภาคใต้

นายรณฤทธิชัย คานเขต ว่าที่ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ได้มีสมาชิกจากพรรคพลังประชาชน ติดต่อมาชวนให้ไปอยู่พรรคเดียวกันจริง เพราะก็เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยก่อนที่จะเป็นพรรคพลังประชาชนมาก่อน ดังนั้นการทำงานกับพรรคพลังประชาชนก็น่าจะง่ายกว่า และนโยบายก็คล้ายกันจึงน่าจะต่อยอดการทำงานได้ โดยเฉพาะนโยบายในเรื่องน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดินมีนโยบายของระบบน้ำแบบชลประทานระบบท่อ พรรคพลังประชาชนก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

ด้านนายประนอม โพธิ์คำ ว่าที่ส.ส.จังหวัดนครราชสีมาเขต 2 กล่าวว่า การที่จะเข้าไปร่วมกับ พรรคการเมืองใด นั้นต้องคิดให้รอบคอบ และโดยส่วนตัวตนคิดว่าหากเราไปอยู่กับฝั่งเสียงข้างมากแต่ผู้บริหาร ทำงานร่วมกันไม่ได้ก็จะเกิด ปัญหา แต่ถ้าเราอยู่กับเสียงข้างน้อยเข้ากันได้ทำงานร่วมกันได้ก็อยู่ได้นาน เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจ

ขณะที่นายโสภณ เพรชสว่าง อดีตผู้สมัครบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง แต่ก่อนเราจะบอกว่ามีคืนหมาหอน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วมีแต่คืนฝนตก การเลือกตั้งครั้งนี้มีการขนประชาชนไปรับเงิน ซึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์เราก็ทราบดีว่าเป็นพื้นที่ของใคร ไม่มีใครกล้าคัดค้านและกล้าเป็นพยาน โดยเฉพาะเมื่อทราบว่า กกต.จังหวัดจะแจกใบเหลืองใบแดงให้พรรคเขาก็จัดม๊อบกดดัน กกต.จังหวัดซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้น


‘สื่อเทศ'มองไทยหลังเลือกตั้ง คืนสู่วิถีประชาธิปไตย หรือ ถอยหลัง

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเมืองไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนแผนที่โลก รัฐบาล นักการทูต นักวิชาการ และสื่อมวลชนต่างประเทศต่างจับตามองพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เกาะติดนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนข่าวที่มากถึงเกือบ 4,000 ชิ้นที่นำเสนอออกมาทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้รวบรวมมุมมอง และความคิดผ่านบทวิเคราะห์ และบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ นิว สเตรทส์ ไทมส์ ของมาเลเซียและ อิเล็กทริก นิว เปเปอร์ ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนมองในแบบโซนตะวันออก ขณะที่วอลล์สตรีต เจอร์นัล ของสหรัฐ ดิ อินดิเพนเดนต์ และเดอะ การ์เดี้ยน ของอังกฤษ เป็นหนึ่งในกลุ่มสื่อตะวันตก ที่สะท้อนมุมมองมาถึงไทย
ในบทบรรณาธิการ "Return to democracy" นิว สเตรทส์ ไทมส์ มองการเลือกตั้งที่ผ่านมาในด้านบวกว่า กำลังนำประเทศไทยหวนคืนสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตยอีกครั้ง บรรดานายพล ซึ่งทำรัฐประหารโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ เพื่อโค่นรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากอำนาจเมื่อ 15 เดือนก่อน ได้ทำตามคำพูดที่จะฟื้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้กับประเทศไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นิว สเตรทส์ ไทมส์ ได้ชี้ไปที่ความล้มเหลว 2 ประการของคณะปฏิรูปการปกครอง โดยระบุว่า พวกเขาไม่สามารถทำได้ดีตามคำมั่นสัญญาที่จะผสานรอยร้าวในประเทศที่แตกแยกกันอย่างลึกซึ้ง และอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถขจัด "ทักษิณ" ออกไปพ้นระบบการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ พวกเขาเพียงทำได้แค่ ทำให้ทักษิณลี้ภัยตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ อายัดทรัพย์สิน ตั้งข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่น ยุบพรรคการเมืองของเขา และห้ามคนใกล้ชิดและแกนนำของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้ลงเล่นการเมือง
"แรงสนับสนุนที่น่าประทับใจของพรรคพลังประชาชนเป็นสัญญาณหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังมีคนรักอยู่มากน้อยแค่ไหน ขณะที่ความแข็งแกร่งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่า ยังมีคนเกลียดเขาอยู่มากน้อยแค่ไหนเช่นกัน" บทบรรณาธิการของสื่อมาเลเซีย ตั้งข้อสังเกตและทิ้งท้ายว่า แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะยังไม่จบ แต่หากพรรคใดหรือใครก็ตามที่มีคะแนนนำ จะได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และนำพาประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย
มุมมองข้างต้นสอดคล้องกับบทความใน "เดอะ อิเล็กทริก นิวส์เปเปอร์" ของสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความนิยมที่ต่อ "นักการเมือง" ของพวกเขา ดังความเห็นที่สื่อฉบับนี้สอบถามจากผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์รายหนึ่ง หลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในวงล้อมของฝูงชนที่ชื่นชมและมอบดอกไม้ให้กำลังใจ โดยกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่ดูจริงใจและซื่อสัตย์คนหนึ่ง ซึ่งเขาจะโหวตให้พรรคการเมืองนี้ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลทักษิณเป็นที่นิยมในฐานเสียงภาคตะวันออก เฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯ ในพื้นที่นี้ถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ดังนั้นหากผลการเลือกตั้ง ใครได้ครองพื้นที่นี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งสูง
อย่างไรก็ดี มุมมองจากตะวันออกกลาง อย่าง "เยรูซาเล็ม โพสต์" ซึ่งแสดงความแคลงใจผ่านบทวิเคราะห์ ของ ดร.อิสซัค คาฟีร์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากสถาบันอินเตอร์ดิสซิปีนารี เซ็นเตอร์ ในเฮอร์ซลิยาที่ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังหวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยจริงๆ หรือเขาเริ่มต้นที่หากพรรคพลังประชาชน ซึ่งครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งไม่ถูกตั้งข้อหาซื้อเสียงหรือโกงการเลือกตั้งมากเกินไปก็จะมีโอกาสได้ฟอร์มรัฐบาล แต่พรรคพลังประชาชนก็จะบริหารประเทศ โดยที่กองทัพมีอำนาจมากมาย ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะในประเด็นที่สามารถแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองได้โดยไม่ต้องปรึกษารัฐบาลพลเรือนก่อน
"ขณะนี้มีความกังวลบางประการว่า ทหารจะพยายามขัดขวางพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีเวลา 30 วันในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ให้สามารถทำเช่นนั้นได้ ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นการตัดสินว่า ไทยจะมุ่งหน้าไปสู่เสถียรภาพ หรือ ไร้ความมั่นคงต่อไป"
ในอีกฟากหนึ่งของโลก สื่อตะวันตก ให้น้ำหนักไปกับพัฒนาการที่จะตามมาหลังการเลือกตั้ง ดังบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล ฉบับเช้าวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม ที่ตั้งข้อสังเกตว่า การชนะการเลือกตั้งโดยไม่ได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชาชน ผลที่ตามมาอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและความปั่นป่วนในตลาดเงิน ตลาดทุนในประเทศไทยอีกครั้ง
สตีเฟน ไรต์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีตฯ อ้างคำกล่าวของนักวิเคราะห์ทางการเมือง ซึ่งระบุว่า ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนย่อมเป็นการปูทางให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กลับมาประเทศไทยหลังจากต้องลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พร้อมทั้งคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่กองทัพไทยจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเพื่อป้องกันการเข้าสู่อำนาจการเมืองของพรรคพลังประชาชน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ความวุ่นวายปั่นป่วนย่อมเกิดขึ้นกับนักลงทุน
วอลล์สตรีตฯ ได้อ้างความเห็นของวาณิชธนกิจ CIMB ที่คาดการณ์ว่า ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ไทยน่าจะตกลงไปมากกว่า 10% หากกองทัพเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการเป็นผู้นำรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ นับตั้งแต่ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติผ่านกฎหมายร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้อำนาจกับกองทัพเข้ามาจัดการแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง
การเคลื่อนไหวของกองทัพ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สื่อนอกจับตามอง ดังที่สำนักข่าวรอยเตอร์ ตั้งข้อสังเกตหลังประกาศผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า คำถามใหญ่สำหรับเวลานี้คือ กองทัพและเหล่ารอยัลลิสต์ที่ฝ่าย ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรอ้างว่าเป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น จะยอมรับและปล่อยให้พรรคการเมืองจากฝ่ายผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่
เพราะทั้งทหารและชนชั้นนำเก่าในประเทศไทยยอมต้องเรียกร้องให้หยุดยั้งการกลับมามีอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรผ่านตัวแทนทางการเมือง ซึ่งหนึ่งในหลายวิธีของการยับยั้ง พ.ต.ท.ทักษิณอาจรวมถึงการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน อีกทั้งกองทัพย่อมยินดีให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลมากกว่า แม้ว่านักวิเคราะห์หลายคนจะชี้ให้เห็นว่า การรวมกันเป็นพรรครัฐบาลผสมจากพรรคการเมืองถึง 5 พรรคจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ตาม ซึ่งตรงกับการรายงานของ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ซึ่งระบุว่า หากเกิดรัฐบาลผสมหลายพรรคในครั้งนี้ รัฐบาลย่อมเกิดความอ่อนแอและมีอายุสั้นได้
ขณะที่ เดวิด โคเฮน จากแอ็กชั่น อีโคโนมิกส์ ในสิงคโปร์ระบุว่า มองในแง่ดี ผลการเลือกตั้งอาจดำเนินต่อไป แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า กองทัพจะทำอย่างไรต่อไป และไม่มีใครจะแกล้งทำเป็นรู้ได้ว่าทหารจะทำอะไรต่อ ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลและหัวเสียขึ้นมาบ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม ในรายงานข่าวจากรอยเตอร์ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ระบุว่า ตลาดทุนเริ่มมีความหวังกลับมาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถึงจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาความผิดหวังจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในไทยแล้ว หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยตกลงไปต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี มาอยู่ที่ 4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 5%
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในเรื่องการจับขั้วตั้งรัฐบาล ที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ของสื่อต่างประเทศ เช่นเดียวกับสื่อไทย เริ่มจากเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับวันอังคารที่ 25 ธันวาคม ระบุถึงความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในประเทศไทยในเรื่องการจับขั้วรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยระบุว่า ความผิดพลาดจากการได้รับเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำให้เกิดการต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลให้ลำบากมากขึ้น
"ไม่ว่าความเข้มแข็งของพรรคพลังประชาชนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณและผู้สนับสนุนซึ่งมีอำนาจทางการเมืองอยู่มาก จะเป็นพลังพอจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ แต่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในประเทศไทยจะยังดำเนินต่อไป ซึ่งเหตุจากความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย"
ขณะที่หนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ในอังกฤษระบุว่า ชัยชนะจากการเลือกตั้งคือชัยชนะของผู้ถูกขับไล่ ซึ่งหลังการเลือกตั้งไม่ว่าจะพรรค พลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ สมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังต้องเป็นผู้ที่ถูกจับจ้องอย่างแท้จริงอยู่ดี
โดย แคธี มาร์ก จาก ดิ อินดิเพนเดนต์ได้ตั้งคำถามไว้ในตอนท้ายบทความว่า หลังผลการเลือกตั้งปรากฏแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับไปรับคำพิพากษาตามที่ให้สัญญาหรือไม่ และหากเขากลับเมืองไทย เขาจะมีบทบาทใดในทางการเมือง และทหารจะปล่อยให้เขาจัดการอะไรได้มากแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้ดูเหมือนวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยยังคงอีกไกลกว่าจะสิ้นสุด
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี ระบุในรายงานข่าวของเว็บไซต์ www.nytimes.com ระบุว่า หวั่นจะเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และหากกองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง อาจเป็นสาเหตุทำให้ประเทศไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะยิ่งสร้างความลำบากให้กับประเทศไทยและธุรกิจไทยที่ต้องการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ
"ถ้ามีความแตกแยกจากสถาบันอื่นๆ นอกรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นรัฐบาล อีกครั้งในประเทศไทย หรือเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในสังคมอีก ย่อมมี ผลร้ายทั้งต่อเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ซึ่งจะแย่ยิ่งกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา" เอสแอนด์พีระบุ
นายแม็กซิม เบอร์เนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของแคนาดา ระบุในแถลงการณ์ว่า แคนาดารู้สึกยินดีที่ไทยสามารถกลับเข้าสู่เส้นทางของประชาธิปไตยได้อีกครั้ง และเรากำลังรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเราจะติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป


ดึงเกมประคองสุดขั้ว [27 ธ.ค. 50 - 03:37]


ไม่แน่ใจว่า อาจเป็นเพราะหมอดูทัก “ปากจะเป็นภัย” ทำให้ชวดโอกาสทอง ในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อยู่แค่เอื้อม

“ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงได้เก็บเนื้อเก็บตัว

สงบปากสงบคำเป็นพิเศษ

สังเกตว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศชัยชนะในสนามเลือกตั้ง แถลงเชิญชวนพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล ระยะ 2-3 วันมานี้ “ลุงหมัก” ทำตัวเป็นนินจาล่องหน แวบออกจากบ้านตั้งแต่พระยังไม่ออกบิณฑบาตทุกวัน

นักข่าวตามดักสัมภาษณ์กันไม่ทัน

แต่อีกนัยหนึ่ง เขาก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจนแล้ว “ลุงหมัก” แค่แต่งตัวรอเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าในการเจรจาทาบทามพรรคร่วมรัฐบาล เป็นงานในภารกิจของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

คนที่ต่อสายตรงถึงฮ่องกงได้ตลอดเวลา

ก็อย่างที่เห็น “หมอเลี้ยบ” แถลงความคืบหน้ารายวัน หลังจากที่แพลมไต๋มีพรรคการเมืองตอบรับร่วมรัฐบาล รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง

ล่าสุดประกาศตัวเลขรัฐบาล 254 เสียง

ดูจากจำนวนก็ลงตัวพอดี พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง และพรรคประชาราชอีก 5 บวกกับพรรคพลังประชาชน 233 ที่นั่ง

ล็อกแต้มประกันความปลอดภัย ได้จัดรัฐบาลชัวร์

แต่จะแน่นปึ๊ก มีเสถียรภาพแค่ไหน ดูแล้วอย่างไรเสียพรรคพลังประชาชนก็ต้องตามง้อตามงอน 61 เสียงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่แท็กทีมกันแน่นกับทีมงานพรรคเพื่อแผ่นดิน จนหยดสุดท้าย

เพราะตัวเลข 254 เทียบกับ 315 ระดับความอุ่นใจมันต่างกัน

และสถานการณ์มาถึงตรงนี้ โดยท่าทีที่สะท้อนออกมาจาก “บิ๊กเติ้ง” และทีมงานพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังอยู่ที่ระดับ 50/50

มีลุ้นพลิกได้ทุกหน้า

โดยข้ออ้างที่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ยังไม่รู้ตัวเลขสุดท้ายหลังการแจกใบเหลือง ใบแดง จะนิ่งอยู่ที่ตรงไหน

อ่านกันง่ายๆ ก็แค่ลีลาของเซียนเขี้ยวลากดิน ดึงราคาต่อรอง

แต่ลึกๆโดยเงื่อนไขความจำเป็นของพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่ต้องประกาศจับมือกันเป็นตัวแปรสำคัญ ดึงเกมร่วมรัฐบาล มันก็ใช่จะไม่มีเหตุอันควรเอาซะเลย

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังสุดขั้วสุดโต่ง

ฝั่งชนะ ขุนศึกค่ายพลังประชาชนกำลังฮึกเหิมกับเสียงที่ถล่มทลาย ไม่ทันไรก็ตั้งท่าจะโละนั่นโละนี่ “นายใหญ่” กำหนดโปรแกรมจะกลับบ้านกันเดือนนั้นเดือนนี้

ออกลีลาเต๊ะจุ๊ย วางมาดแถลงเชิญชวนพรรคร่วมรัฐบาลออกอากาศ ประกาศกันลอยๆ เหมือนจะแสดงความหยิ่งไม่ง้อใคร

ไม่ต้องกระดิกนิ้ว เดี๋ยวก็วิ่งมาหาเอง

ขณะที่ฝ่ายแพ้ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ทหาร ทีมงานสกัดขั้วอำนาจเก่า กำลังตกอยู่ในอาการผิดหวังอย่างแรง

ระคนผวาจะโดนล้างแค้นเอาคืน

แผนสกัด “ทักษิณ” ล่มไม่เป็นท่า เกมเพาเวอร์เพลย์ กำลังอยู่ในขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อ

หากพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินในฐานะตัวแปร รีบด่วนตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนตั้งแต่นาทีแรก แสดงตัวแสดงตนเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีได้ชั่วข้ามคืน

แรงหมั่นไส้จากฝ่ายตรงข้าม “ทักษิณ” คงจะพุ่งเข้าใส่

โดยเฉพาะคิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ล้วนแต่เป็นอดีตลูกน้องเก่าของอดีตนายกฯทักษิณ หากจะชิ่งไปแตะมือกับพรรคพลังประชาชน โดยภาพหนีไม่พ้นเครือข่ายไทยรักไทยเก่ากลับไปรวมหัวกันใหม่ ดีไม่ดีจะยั่วให้หน่วยสกัดอำนาจเก่าตามรวบอีกรอบ

ในทางกลับกัน หากพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินแสดงอาการดึงดันจะร่วมยื้อจัดรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ สวนกระแสที่เทให้พรรคพลังประชาชนได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง

มีหวังโดนจิกโดนด่า ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่

ทำตาม “ใบสั่ง” อำนาจพิเศษ

เร้ากองเชียร์ “ทักษิณ” ให้ลุกฮือ ทวงความชอบธรรม.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก http://www.thairath.co.th/#

เพื่อแผ่นดินแตก แบ่งก๊วน ร่วมรัฐบาลพปช. [27 ธ.ค. 50 - 04:10]

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้ว โดยพรรคพลังประชาชนประกาศจับมือกับ 3 พรรคเล็กจัดตั้งรัฐบาล 254 เสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามประกาศพร้อมจะทำหน้าที่แทนพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ โดยมีพรรคชาติไทยที่จับมือกับพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นขั้วที่ 3 ที่ยังแทงกั๊กอยู่นั้น ล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศจะแถลงข่าวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ม.ค. 2551 ขณะที่ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินเริ่มเปิดตัวสนับสนุนพรรคให้เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน

“สมัคร” เดินตลาดสบายอารมณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า ช่วงเช้าวันที่ 26 ธ.ค. นายสมัครเดินทางออกจากบ้านซอยนวมินทร์ 81 ไปที่พรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรี เพื่อให้การต้อนรับและหารือกับเอกอัครราชทูตกัมพูชาที่นำสารแสดงความยินดีจากสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มาแสดงความยินดีที่พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ต่อมาเวลา 11.30 น. นายสมัครออกเดินทางไปซื้ออาหารสด ผลไม้และขนมหวานที่ตลาด อ.ต.ก. โดยตลอดทางที่เดินซื้อของในตลาดมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเข้ามายกมือไหว้ ทักทายแสดงความยินดี บางคนตะโกนเชียร์นายสมัครให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จและได้เป็นนายกรัฐมนตรี บางรายก็เข้ามาขอถ่ายรูปขอลายเซ็น

ซื้อผ้าใหม่ตัดเสื้อให้ดูสดใส

จากนั้นนายสมัครเดินทางไปที่ตลาดบางลำภู แวะซื้อของกินและขนมอีกหลายอย่างจากร้านเจ้าประจำที่คุ้นเคยกันมานาน โดยแม่ค้าในละแวกนั้นต่างส่งเสียงตะโกนกันลั่นว่า “ป๋าหมักมา ท่านนายกฯมา” นายสมัครจึงตะโกนตอบว่า “ยัง ต้องรอก่อน รอหน่อย” เมื่อแม่ค้าอีกรายหนึ่งตะโกนเชียร์ว่า “ป๋าชนะแล้วต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ ถ้าตั้งไม่ได้พวกหนูอายเขานะ เพราะพวกเราลงคะแนนไปให้ หมดแล้ว” ซึ่งนายสมัครถึงกับหัวเราะชอบใจ พร้อมกล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีเป็นพิเศษว่า “ตั้งได้แน่ ตั้งได้แน่นอน 100% รอหน่อยๆ” เมื่อเดินซื้อของจนครบแล้วนายสมัครจึงแวะไปกินกวยจั๊บในซอยคลองถมวัดพระพิเรนทร์ เสร็จแล้วจึงเดินทางไปที่ตลาดสำเพ็งเพื่อซื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อซาฟารี และซื้อโมเดลรถ 4 คันไปฝากหลานชายด้วย โดยนายสมัครกล่าวว่า ที่ต้องมาซื้อผ้าตัดเสื้อใหม่เพราะภรรยาบอกว่าเสื้อที่สวมอยู่สีทึมๆ ทำให้ หน้าดูมืด ต้องไปหาผ้ามาตัดใหม่ให้หน้าสว่างขึ้น

จาก http://www.thairath.co.th/#

สมัครลั่นเช็คบิลกทม. พ่ายเลือกตั้งล่วงหน้า [27 ธ.ค. 50 - 14:46]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (27 ธ.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน โดยในที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกต พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ผลการเลือกตั้งใน กทม.กันอย่างกว้างขวาง


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวช่วงหนึ่งว่า จะขอเข้าไปตรวจสอบผลการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในพื้นที่ กทม. เนื่องจากผลเลือกตั้งของเอ็กซิทโพลระบุว่า พรรคพลังประชาชนได้ 21 คน แต่กลับเหลือแค่ 9 คน เป็นเรื่องที่ผิดปกติ


"คะแนนเลือกตั้งใน กทม.ต้องเริ่มต้นนินทากัน จะบอกผู้ว่าฯ กทม.ให้ว่า จะทำอะไรก็ขอให้ระมัดระวังตัว จาก 100 คะแนน พรรคพลังประชาชน ได้ 20 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 80 คะแนน บางอันเราได้ 0 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้เต็ม แต่ไม่เป็นไร เราได้ฉลองศรัทธาแน่ ไม่ต้องโวยวาย แต่เราต้องตรวจสอบให้ประชาชนได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมในช่วงเวลา 7 วันคะแนนเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น" หัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าว และว่าต้องมีการตรวจสอบ ว่าใครเป็นคนต้นคิดให้ไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้เลย โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า


ต่อมาเวลา 12.00 น. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมว่า การประชุมวันนี้ กรรมการบริหารพรรคแสดงความพอใจต่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา แต่ยังติดใจผลคะแนนใน กทม.หลายเขต เพราะที่พรรคประเมินเอาไว้นั้นอย่างน้อย 11 คน ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือก หากดูจากผลคะแนนในวันที่ 23 ธ.ค. แต่เมื่อมีการนำคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามานับรวมด้วย ปรากฏว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบหมายให้ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เข้าไปติดตามดูแลในส่วนนี้


ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่ช่วงแรกมีการระบุให้ไปลงทะเบียนไว้ก่อน แต่สุดท้ายกลับมีการเชิญชวนให้ไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ากันเยอะๆ เรายังสงสัยที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราจะเข้าไปดูสัดส่วนของคนที่ลงคะแนนล่วงหน้า เนื่องจากพบว่าบางส่วนเป็นคนที่ไม่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่กลับมีชื่อเข้ามา


"สำหรับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบสัดส่วน ที่พรรคพลังประชาชนได้จากทั่วประเทศในสัดส่วนที่น้อยลง โดยเหลือเพียง 12 ล้านกว่าคะแนนนั้น ถือว่ายังน่าพอใจ เพราะยังมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เกือบ 2 แสนคะแนน อย่างไรก็ตาม เราจะไม่หยิบยกคะแนนตรงนี้มาอ้างความชอบธรรม เพียงแต่ไม่อยากให้บางพรรคที่นำคะแนนรวมใน กทม.มาพูดอ้างว่า สมควรที่จะเป็นนายกฯ สมควรที่จะจัดตั้งรัฐบาล เพราะขนาดคะแนนโดยรวมทั้งประเทศของเราก็ยังมากกว่า" โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าว


จาก http://www.thairath.co.th/#

“เทพเทือก”ประกาศยังไม่ถอดใจ โยนผ้ายอมแพ้ [27 ธ.ค. 50 - 13:20]

วันนี้ (27 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากหลังวันที่ 4 มกราคมนี้ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง พร้อมฝากให้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันคิดถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม พร้อมฝากให้พรรคพลังประชาชนให้ความสำคัญและเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้


หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า หากพรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลก็หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนหลายคน เตรียมเดินทางไปฮ่องกงเพื่อฉลองชัยชนะการเลือกตั้งกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น หากเป็นตนเองจะฉลองชัยชนะกับประชาชน


ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ถอดใจ แม้พรรคพลังประชาชนจะออกมาระบุว่า จะแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาลวันที่ 4 ม.ค.ปีหน้า และยืนยันไม่มีการชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อนพรรคพลังประชาชน เพราะต้องให้เกียรติพรรคที่ได้เสียงข้างมากก่อน โดยจะขอรอความชัดเจนจากพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องของการให้ใบเหลืองใบแดงด้วย


เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มีการพูคุยทางโทรศัพท์กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการจับขั้วการจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนไม่มีวันถอดใจ หรือไม่มีวันโยนผ้า พร้อมสู้ แต่จะไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ให้คนรู้สึกรำคาญ

จาก http://www.thairath.co.th/#

จรัญ ระบุ สมัครคุณสมบัติไม่ขัดนั่งเก้าอี้นายกฯ

ปลัดยุติธรรม"ระบุคุณสมบัติ “สมัคร”ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่อยากให้ความเห็นเรื่องถูกเช็คบิล เพราะพูดมากไปหาว่าท้าทาย


นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุถึงข้อกฎหมายกรณีนายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรนูญมาตรา 174(5) ที่บัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีฟ้องหมิ่นประมาท ว่า ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้บุคคลที่อยู่ระหว่างรับตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีต้องมีความสง่างาม เมื่อต้องโทษระหว่างดำรงตำแหน่งก็จำเป็นต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าต้องคำพิพากษา ไม่ว่ารอลงอาญา หรือไม่ก็ตาม

แต่ในรัฐธรรมนุญได้ยกเว้นโทษไว้ 3อย่าง คือการกระทำผิดโดยประมาท กระทำผิดโดยไม่เจตนา และกระทำผิดโดยหมิ่นประมาท ซึ่งคดีหมิ่นประมาท เป็นความผิดลหุโทษ จึงต้องมีข้อยกเว้น

นายจรัญกล่าวต่อว่า เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ต้องให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน ดังนั้นอาจจะไปหมิ่นประมาทคนอื่นโดยไม่ตั้งใจก็ได้ อย่างไรก็ตามหากเป็นความผิดประเภทอื่นๆ ถึงแม้คดีจะรอลงอาญา ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ หากเป็นประชาชนทั่วไปหากต้องคำพิพากษาต้องรอคดีให้ถึงที่สุด ยังไม่ถือว่ามีความผิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่ติดขั้นอะไร นายจรัญ กล่าวว่า ไม่อยากพูดถึงตัวบุคคล ที่พูดเพราะต้องการให้ความเห็นตามเจตนารมย์และข้อกฎหมาย ในฐานะที่เป็นอดีตสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามว่า กลัวถูกกลับมาเช็คบิลหรือไม่ นายจรัญ กล่าว ไม่อยากพูดหรือให้ความห็น ถ้าพูดไปซ้ายก็หาว่าท้าทาย ถ้าพูดมามาขวาก็หาว่าประจบประแจง ดังนั้นอยู่เฉยๆดีกว่า รอดูปฏิกริยาผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

'กุเทพ'ยันพผ.ส่งซิกจับขั้วตั้งรบ.แล้ว

โฆษกพลังประชาชน ยัน พรรคเพื่อแผ่นดินส่งสัญญาณร่วมขั้วตั้งรัฐบาลแล้ว


ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ยืนยัน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ส่งสัญญาณที่ดีกับพรรคพลังประชาชนแล้วในการตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยมั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงปีใหม่นี้ และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ม.ค.ปีหน้า ขณะที่เห็นว่าคะแนนเสียงของพรรคหลังจับขั้วแล้วที่มี 254 เสียง เป็นตัวเลขที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขของพรรคประชาธิปัตย์หลังรวมขั้วการเมือง แม้ตัวเลขของพรรคพลังประชาชนจะไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอนก็ตามขณะเดียวกันทางคณะกรรมการบริหารพรรค ก็มีความพึงพอใจกับคะแนน 233 ที่นั่งของพรรคพลังประชาชน ถึงแม้จะแพ้พรรคประชาธิปัตย์ในเขตกทม. แต่ก็ถือว่าดีกว่า ส่วนความผิดปกติในคะแนนเสียงเลือกตั้งของกทม.นั้น ที่ประชุมได้มีความเห็นแต่งตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้ง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธานในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา ที่ต้องเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากโดนใบเหลือง ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท

'วัฒนา'อ้างเพื่อประโยชน์ชาติร่วมตั้งรัฐบาลพปช.

ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน อ้างประโยชน์บ้านเมือง แบไต๋ พร้อมแยกแยะเรื่องส่วนตัว ออกจากเรื่องส่วนรวม

นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะสรุปจะจับขั้วการเมืองจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดแต่ยืนยัน ไม่มีอคติกับพรรคการเมืองใด และยินดีร่วมงาน หากให้ประโยชน์กับบ้านเมืองได้ ก็พร้อมที่จะแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากส่วนรวม แม้จะไม่ถูกกับหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่ก็รับได้ พร้อมเรียกร้องใหัรัฐบาลชุดต่อไปยุติความแตกแยกและไม่ควรคิดเรื่องตามเช็คบิลกัน

ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังยืนยัน สมาชิกพรรค ไม่แตกกลุ่มและการตัดสินใจเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ต้องเป็นมติของกรรมการบริหารฯ


รอเสียบ

'อภิสิทธิ์' วอน พปช.หยุดให้ข้อมูลสับสน ลั่นหาก 4 ม.ค. ยังไร้ความชัดเจน ปชป.พร้อมแก้ปัญหาชาติ ขอเสนอตัวจัดตั้งรัฐบาลเอง ไม่สนเสียงขาด ชี้เสถียรภาพไม่ได้วัดด้วยจำนวน ส.ส.เสมอไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่ชัดเจน เกี่ยวกับการ จัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากหลังวันที่ 4 มกราคมนี้ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง

โดยไม่สนว่าจะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งเพียงไม่ถึง 10 เสียงก็ตาม เพราะความมั่นคงและเสถียรภาพ ของรัฐบาลไม่ได้วัดจากจำนวน ส.ส.เสมอไป ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลก็หมายความว่าพรรค ประชาธิปัตย์พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ ยังเรียกร้องให้พรรคพลังประชาชนหยุดสร้างความสับสนด้วยการให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการต่อรองทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จนทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวฝากให้ทุกพรรคการเมืองที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลว่า ให้คิดถึงแนวทาง การฟื้นฟูเศรษฐกิของประเทศ แม้จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม และช่วยกันให้ความสำคัญเดินหน้าแก้ปัญหา เศรษฐกิจของประเทศเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนหลายคน เตรียมเดินทางไปฮ่องกง เพื่อฉลองชัยชนะการเลือกตั้งกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า หากเป็นตนเองจะฉลองชัยชนะ กับประชาชน