WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 30, 2007

ด่วน อำนาจมืด คุกคาม กกต

แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และ ประชนได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลและเป็นผู้ บริหารประเทศ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ถึง 233 เสียง แต่กระบวนการสกัดกั้น พรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และรุนแรงที่สุดในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ยังไม่หยุดปฏิบัติการ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายของผู้บงการและขับเคลื่อนขบวนการนี้ ที่อาศัยอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์

เป้าหมายของ จอมบงการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศต่อไปภายใต้การชี้นำของขบวนการสี่เสาเทเวศร์

ล่าสุด จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ส่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่มีอาการอกหัก เครียดจัด แค้นจัด จนแทบบ้าคลั่งเต็มที เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการตัดสินใจของประชาชน ไปเจรจากับ กกต. ท่านหนึ่ง เพื่อให้เจ้าร่วมขบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล หลังจากที่ กกต.อีก 4 คน ตกลงรับแผนแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ชื่อ สมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับและเข้าร่วมแผนงานนี้ด้วย เนื่องจาก สมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีร้องเรียนทั้งหมด

หาก สมชัย ไม่เสนอให้ที่ประชุมกกต. พิจารณา ตามจำนวนที่จอมบงการต้องการ หรือ ไม่เสนอตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้

ข่าวชิ้นนี้ ยังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบเฉพาะกกต.5 คน และคนใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกไปพบ และออกมาพร้อมกับใบสั่ง และนายทหารระดับสูงของคมช. ที่เพิ่งประชุมกันไปเมื่อวันที่ 26 – 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งประชุมกันเองในหมู่สมาชิกคมช. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าทีม ทั้งการประชุมร่วมกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัวแทนของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การประชุมร่วมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอง รวมไปถึงการยกทีมไปพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน มากที่สุด และจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นสถานการณ์ที่คมช. ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคพลังประชาขนมากขนาดนี้

ประดาบ ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่ง ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แจ้งไปยังนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่ถูกวางตัวให้มาเป็นประธานกกต. เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ ว่า พล.อ.เปรม ต้องการให้กกต.ออกใบแดง ให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 20 ใบ ซึ่งตรงกับที่หนังสือพิมพ์มติชน เคยเสนอข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียว จะถูกใบแดงถึง 20 ใบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

หลังจากได้รับแจ้งความประสงค์ของพล.อ.เปรม นายอภิชาติ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวปรอ. ของพล.อ.สนธิ และในฐานะประธานกต. ก็แจ้งให้กกต.อีก 4 คนทราบ ปรากฎว่ามีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ รับใบสั่งด้วยความยินดีและพร้อมใจปฏิบัติตาม โดยไม่มีคำถามและข้อสงสัย ในขณะที่กกต.อีก 3 คน คือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และ นายสมชัย จึงประเสริฐ ไม่เห็นด้วย และต้องการทราบเรื่องจากปากของพล.อ.สนธิ โดยตรง ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ข่าวชิ้นนี้ สอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีความมั่นใจว่ากกต.จะออกใบเหลือง ใบแดง มากจนเป็นเงื่อนไขให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชน เป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 68 เสียง มากกว่าพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันเสียอีก

อาการ มั่นใจว่าจะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาใบเหลืองใบแดง ในขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มั่นใจว่าถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่นายวารินทร์ โหรคมช. ทำนายว่านายสมัคร จะไม่ได้เป็นนายกรัฐฒนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาล เป็นอาการผิดปกติอย่างมากสำหรับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 จะต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคที่แพ้การเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาล

แต่ทว่า ความมั่นอกมั่นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่ออก มาเด้งรับความต้องการของคมช. ด้วยการโวยวายว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ทำงานช้า และจงใจทำสำนวนอ่อน เพื่อไม่ให้มีการออกใบเหลือง ใบแดง

นางสดศรี สัตยธรรม ยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กกต.ปล่อยเอกสารการสอบสวนรั่วไปถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ของกกต. โดยเสนอตัวมาเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบ สวน แทนนายสมชัย เอง อีกทั้งยังออกมาให้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการแจกใบแดง จนทำให้เกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล

ปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นในซีกฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย คมช. และ กกต.บางคน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ล่วงหน้า

หลังการเลือกตั้งผ่านไป 3 วัน กกต.เพิ่งออกใบเหลืองให้แก่พรรคพลังประชาชนได้แค่ 3 ใบ ทำให้จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ลูกสมุนในคมช. เริ่มอึดอัด หายใจติดขัด เพราะกกต.ให้คำตอบไม่ชัดเจนว่าจะทำตามใบสั่งที่ส่งมาหรือไม่ ในขณะที่ใบแดงที่รออยู่ กลับจะตกแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจับซื้อเสียงพร้อมเงิน 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมบงการและคมช. ยิ่งไม่สบายใจ ว่ากกต.จะทำงานด้วยความเที่ยงตรงต่อหลักการของกฎหมาย หรือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อคมช.กันแน่

เมื่อไม่มั่นใจในกกต. ก็ทำให้ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง พล.อ.สนธิ จึงต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยการเรียกกกต. ทั้ง 5 คน มาพบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งข่าวนี้ก็รั่วไปถึงหนังสือพิมพ์อีก และมีการรายงานข่าวกันอย่างเปิดเผย แต่มีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่กกต.อีก 4 คนปิดปากเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ

การพบปะของกกต. กับ พล.อ.สนธิ ไม่ได้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมน ตรี กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หากแต่เป็นการเรียกพบทีละคน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ กกต.แต่ละคน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อทวงถามบุญคุณ และสั่งให้ปฏิบัติตามใบสั่งของจอมบงการแห่งบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ที่เป็นนายใหญ่ของคมช.

พล.อ.สนธิ สามารถเจรจาหว่านล้อมให้กกต. 2 คน คล้อยตามได้ด้วยการข่มขู่ จนเกิดความหวาดกลัวในชีวิตตนเองและครอบครัว ได้แก่ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร ในขณะที่ กกต.อีก 2 คน คือ นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ และ นางสดศรี สัตยธรรม พร้อมใจกันรับปฏิบัติเต็มที่ แต่ท่าทีของนายอภิชาติ ไม่โฉ่งฉ่างแจ่มชัดเท่ากับนางสดศรี เพราะเก็บอาการได้ดีกว่า

แต่ การข่มขู่ของพล.อ.สนธิ ที่ใช้ได้ผลกับคนอื่น กับไม่ได้ผลเมื่อนำมาใช้กับนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นคนสำคัญในการนำเสนอสำนวนการร้องเรียน ให้กกต.ทั้งคณะพิจารณา เนื่องจากนายสมชัย ยึดหลักของกฎหมาย และความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ยอมยึดหลักกู และความต้องการของคมช. เป็นหลัก

ผลที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย จึงประเสริฐ เมื่อไม่ยอมรับใบสั่งของคมช. ก็คือ ข้อ เสนอเชิงบังคับให้หยุดงานด้วยการลาพักร้อน 10 วัน ซึ่งนายสมชัย ก็ไม่ยินยอมอีก จึงได้รับข้อเสนอใหม่ ให้ออกไปจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดทางให้นางสดศรี สัตยธรรม มาทำหน้าที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แทน

1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จนถึงทุกวันนี้ นางสดศรี พูดกับนักข่าวหลายครั้งว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนมีปัญหาล่าช้า และอยากจะทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทนนายสมชัย และได้ยื่นข้อเสนอไปที่ ประธานกกต. แล้ว ซึ่งนายอภิชาติ ในฐานะประธานกกต. ก็มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอนี้ อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเท่ากับไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของนายสมชัย

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นตำรวจรับใช้ในบ้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มี หน้าที่หลักคือเปิดปิดประตูบ้านสุโขทัยของนายสนธิ และดูแลความปลอดภัยของสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มาเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนสอบสวนของกกต. อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่าสำนวนการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคพลังประชาชน

แรงกดดันที่นายสมชัย ในขณะนี้หนักหน่วงและรุนแรงมาก และกำลังจะลุกลามไปถึงบุคคลในครอบครัวของนายสมชัย อีกทั้งยังมีการขัดขวางไม่ให้นายสมชัย เข้าร่วมการประชุมกกต.ทั้งคณะ เพื่อไม่ให้นายสมชัย มีส่วนร่วมในการลงมติ เพื่อให้การออกใบเหลืองใบแดง เป็นไปตามที่คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้รู้ระแคะระคาย และกลเกมของฝ่ายคมช. แล้ว ว่ากำลังบีบบังคับนายสมชัย อย่างไร จึงทำให้การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นไปด้วยความตึงเครียด และระมัดระวังตัวสูง เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

มีการยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของกกต.จังหวัดที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ก็คือ ที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประธานกกต. เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด คือ นายเกษม วัฒนธรรม ยื่นสำนวนสอบสวนให้ออกใบแดงแก่ผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คน เนื่องจาก นายเนวิน ชิดชอบ ไปยืนฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน

ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เห็นว่าเป็นการยื่นคำร้องให้ใบแดงที่ไม่มีเหตุผล และไม่น่าเชื่อว่าคนระดับประธานกกต. จะให้เหตุผลเช่นนี้ เพราะในการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่สนามหลวง มีอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย หลายคนไปร่วมสังเกตการณ์และฟังการปราศรัย เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ ประธาน กกต.บุรีรัมย์ กลับใช้เหตุผลนี้เสนอให้ใบแดงแก่พรรคพลังประชาชน แบบยกจังหวัด หากกกต.เห็นด้วยกับนายเกษม ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กกต.คณะนี้อยู่ใต้การบัญชาการของคมช. และทำงานใบสั่ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ

ในขณะที่คมช. กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณ แทรกแซงกกต. องค์กรอิสระ และเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ คมช.เองกลับทำเลวร้ายกว่าหลายพันเท่า และทำกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวสายตาประชาชนที่ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แม้แต่น้อย

สถานการณ์ในขณะนี้ จึงทำให้นายสมชัย จึงประเสริฐ และครอบครัว ตกอยู่ในอันตราย อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งแรงกดดันในกกต.ด้วยกันเอง และคำข่มขู่คุกคามจากคมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์

กำลัง ใจจากประชาชน คือ สิ่งที่น่าจะช่วยให้นายสมชัย ยืนหยัดอยู่เพื่อความถูกต้อง และความดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกหาเหตุ หาเรื่องออกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค ไม่เว้นแต่ละวันในขณะนี้

มีแต่กำลังใจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านอำนาจมืด อำนาจเผด็จการที่กำลังเข้าครอบงำกกต. ได้

เช่นเดียวกับ มีแต่พลังประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านเผด็จการครอบงำประเทศไทย และชีวิตคนไทย ได้

จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกคนร่วมกันให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ผู้ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ด้วยครับ


โดย ประดาบ hi-thaksin.org

30/12/50

กกต. แจก 3 ใบแดง พปช.

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา (30 ธ.ค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต. มีมติให้ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน คือ นายประกิจ พลเดช นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ข้อกล่าวหาเรื่องของการแจกเงิน และการขนคนใบฟังการปราศรัย กกต.เห็นว่ามีการกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา จึงต้องเพิกถอนสิทธิ์เป็นเวลา 1 ปี และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทั้ง 3 ราย ชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงจะถูกดำเนินคดีอาญาด้วย

ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสำนวนการสอบสวนใบเหลือง-ใบแดงมีการรั่วไหล และว่า กกต.จะทยอยตรวจสอบใบเหลือง-ใบแดงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คาดว่าภายใน 2-3 วันจะทราบผลว่ามีใบเหลือง-ใบแดงจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ วันที่ 3 ม.ค. 2551 จะทราบจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าใด และจะประกาศผลในส่วนที่ไม่มีผู้ร้องเรียน

นายสุเมธ ยังปฏิเสธว่าไม่มีการดักฟัง กกต.ในการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง แต่หากมีการดักฟังจริงก็ไม่เกิดปัญหาขึ้น เพราะ กกต.ทำงานอย่างโปร่งใส จึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ และขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมายัง กกต.แล้วกว่า 100 เรื่อง

ที่มา ไทยรัฐ 30/12/50

ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2550............

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2550............

เปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 40 กับ รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ปี 50 ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองช่างห่างไกลกันลิบลับ เห็นได้จากหลังเลือกตั้งนับจากปี 40 เป็น ต้นมา พรรคการเมืองมีแนวโน้มจัดตั้ง รัฐบาลที่แข็งแกร่ง ได้มากขึ้น โดยเฉพาะยุค รัฐบาลทักษิณ สามารถเริ่มทำงานช่วยเหลือประชาชน ได้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผลการเลือกตั้งเลยทีเดียว!!!.............

แต่รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ที่ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อย คุย นักคุยหนาว่าดีที่สุดในโลก จนป่านนี้แล้ว การจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่มีอะไรแน่นอน ข้อสำคัญ พรรคการเมืองที่ได้รับการความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศเป็นอันดับ 1 ต้องทำตัวไม่ต่างจาก ขอทาน เที่ยววิ่งไปขอความเมตตาปรานีจากพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งมีอำนาจต่อรองเหนือพรรคอันดับ 1 ไปแล้ว และนี่ก็คือ สิ่งที่ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อย ต้องการเห็นมากที่สุด!!!.............

ภาวะกลับตาลปัตรที่เกิดขึ้น ก็เพราะมี ใครบางคน ต้องการหมุนทวนเข็มนาฬิกาให้สถานการณ์ย้อนยุคกลับไป เนื่องจากกลัวว่า อำนาจทางอ้อม ที่ประชาชนมอบให้พรรคการเมืองจะมีมากเกินไปจนไปกระทบ โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ก็เลยต้องแก้ด้วยการ พบกันครึ่งทาง ใช้อำนาจเก่าแก่ถ่วงดุลอำนาจใหม่ตามวิถีประชาธิปไตย!!!.............

เรื่องนี้ เห็นได้จากข้อเสนอ 5 ข้อของ พรรคชาติไทย และ พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ยื่นให้กับ พรรคพลังประชาชน ส่งต่อไปให้ ใครบางคนในต่างประเทศ รายละเอียดทั้ง 5 ข้อเป็นอย่างไร พ่อแม่พี่น้องประชาชนลองไปอ่านจากข่าวให้ดีๆก็จะพบได้เองว่า เป็นข้อเสนอที่สะท้อนมุมมองของ อำนาจเก่าแก่ ที่มีต่อ อำนาจใหม่ ได้ อย่างชัดเจนที่สุด!!!.............

“เห่าไฟ” มองว่า พรรคชาติไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเพียง ทูต ในการเจรจาหย่าศึก เพื่อนำไปสู่การปกครองแบบ ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาอีก หากพรรคพลังประชาชน ไม่รับข้อเสนอ ก็จะมีการงัดแผน 2 ขึ้นมาใช้ นั่นก็คือ ให้ พรรคชาติไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน ไปจับขั้วกับ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วรอฟังผลใบแดงใบเหลืองจาก กกต. !!! .............

จริงๆแล้ว อำนาจเก่าแก่ ไม่ต้องเจรจากับ พรรคพลังประชาชนก็ได้ “เห่าไฟ” เชื่อว่า พวกฮาร์ดคอร์ หรือ พวกซาดิสต์ ในกลุ่มอำนาจเก่าแก่ ก็คงจะลุ้นให้ใช้วิธี แตกหัก ผลักพรรคพลังประชาชนไปเป็นฝ่ายค้าน แต่โชคดีที่ยังพอมี กุนซือ ที่สุขุมรอบคอบ เตือนว่า แผ่นดินอาจไม่สงบสุข วิธีหักดิบเอาพรรคอันดับ 2 ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็เท่ากับ ทำร้ายจิตใจประชาชน ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกพรรคอันดับ 1 อย่างรุนแรง บ้านเมืองมีหวังไม่ได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขแน่นอน!!!.............

ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์การเมือง จึงปรากฏออกมาอย่างที่เห็นกันอยู่นี่แหละ ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการจะให้เป็นอย่างไร “เห่าไฟ” ขอบอกว่า อย่าได้ดูถูกดูแคลนตัวเองเด็ดขาด ใครจะดูถูก รากหญ้า อย่างไรก็ช่างเขา แต่ รากหญ้า อย่าได้ดูถูกตัวเอง เพราะ พลังของรากหญ้า ก็คือ พลังของแผ่นดินนั่นเอง!!!.............

หากจำกันได้ ตอนปฏิวัติ เป้าหมายก็คือต้องการเล่นงาน พรรคตัวแทนรากหญ้า ให้ถึงตายใช่หรือไม่ แต่มาวันนี้ ผู้มีอำนาจรู้แล้วว่า ยิ่งทำลายก็ยิ่งเติบโต ก็เลยยอมเจรจาด้วย สันติวิธี พรรคที่เป็นตัวแทนรากหญ้าก็ขอให้จดจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี ถ้าวันใดไม่มี ชาวรากหญ้า ให้การสนับสนุน รับรองได้เลยว่า ต้องตายไร้แผ่นดินไทยกลบหน้าแน่นอน!!!.............

หลังจากนี้ ก็ ต้องตามไปดูกันต่อว่า เมื่อยื่นข้อเสนอ 5 ข้อมาแล้ว จะมีข้อเสนออะไรติดตามมาอีกระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านมา ประชาชนชาวรากหญ้า ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินก็ยอม อ่อนข้อ ให้มากพอแล้ว หากต้องการ สมานฉันท์ กันจริงๆ ก็ต้องยึดหลักความเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่สมานฉันท์แบบเอาแต่ ได้ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น เห็นแล้วไร้ความเป็นธรรมสิ้นดี!!!.............

ส่วนคำขู่เรื่องปฏิวัติ “เห่าไฟ” ฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ท้าทาย แต่อยากเตือนให้กลับไปทำการบ้านเรื่อง ยุทธวิธี ให้ดีกว่านี้ เพราะก่อนหน้า 19 กันยายน 2549 คำว่า ปฏิวัติ หมายถึงการหย่าศึกนองเลือด ประชาชนถึงได้มอบดอกไม้ให้แทนก้อนอิฐ แต่หลังจากนั้น คำว่า ปฏิวัติ ในสายตาประชาชนหมายถึง การบริหารงานล้มเหลว ประชาชนยากจนถ้วนหน้า แถมยังใช้อำนาจรัฐแบบเลือกปฏิบัติ ใครขืนปฏิวัติอีก ก็จะกลายเป็น จำเลย ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ วีรบุรุษ อีกต่อไป!!!.............

จริงๆแล้ว ใกล้ปีใหม่ “เห่าไฟ” ไม่น่าหยิบเอาเรื่องซีเรียสมาเขียน แต่ก็อดไม่ได้ เพราะมันเป็น ความจริง ที่คนไทยต้องเผชิญหลังจากเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไป ยังไงก็ขออวยพรให้ ทุกคนประสบความสุขสมหวังในปีหน้า ชีวิตคนเราอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปี ถ้าให้ดีก็รักกันไว้ให้มากๆดีกว่าจะมาทะเลาะเบาะแว้งฆ่าฟันกันเอง สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ!!! .............



จาก ไทยรัฐ 30/12/50

5 เสือกกต. กฎหมายปราบมาร


เมื่อวันเวลาหมุนเปลี่ยนเวียนผัน ผ่านมาถึงสิ้นปี

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ต้อง มานั่งประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อเลือกบุคคลการเมืองแห่งปี

และแน่นอน ผู้ที่ได้ครองตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี จากการ พิจารณาของเราไม่ได้หมายความว่า

เขาผู้นั้นต้องเป็นบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยม หรือมีความสามารถเก่งกาจเชี่ยวชาญการเมือง

เพราะเวทีแห่งนี้ ไม่ใช่เวทีประกวดบุคคลดีเด่นทางการเมือง

แต่บุคคลการเมืองแห่งปี ในนิยามของเรานั้น หมายถึงบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพ สร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด สร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นกับการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน

สำหรับปีนี้ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ยอมรับว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติในรอบปี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร

ทำให้การพิจารณาคัดเลือกบุคคลการเมืองแห่งปี มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย จะหยิบใครมาพิจารณาก็มีข้อด้อย ข้อเสียข้อติติง มีริ้วรอยตำหนิ

ทั้งผู้นำรัฐบาล บิ๊ก คมช. อดีตผู้ก่อการยึดอำนาจ อดีตผู้นำที่ระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ ที่มีการเสนอชื่อขึ้นมา ส่วนใหญ่โดดเด่นไปในเรื่องความขัดแย้ง ต่อสู้ ห้ำหั่น

หยิบยกใครมาพิจารณาก็เต็มไปด้วยเงื่อนไขหักล้าง มีทั้งเสียงเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ไม่มีใครได้เสียงเอกฉันท์

สุดท้ายจึงต้องมีการทบทวน พิจารณากันอย่างรอบด้านในมุมที่กว้างออกไป และในที่สุด ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี 2550

ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่บุคคลการเมืองแห่งปีเป็นคณะบุคคล ไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา

สำหรับเหตุผลที่ทีมของเราลงมติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี

ก็เพราะปีนี้การเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ เป็นปีแห่งการ เปลี่ยนผ่านจากห้วงรัฐประหาร กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย โดยผ่าน กระบวนการเลือกตั้งของประชาชน

ซึ่ง กกต.ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการ เปลี่ยนผ่านครั้งนี้

โดยเฉพาะการควบคุมการเลือกตั้งในภาวะสงครามการเมือง ภาย ใต้สถานการณ์รัฐประหารไม่สะเด็ดน้ำ

สำหรับที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ที่ประกอบด้วย

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง

ชัดเจน 5 เสือ กกต.ชุดนี้ ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่มีที่มา จากการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผ่านการลงมติคัดเลือกจากวุฒิสภาในช่วงวิกฤติการเลือกตั้งจากเหตุที่ กกต.ชุดอย่างหนา 3 คน ถูกศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

แต่ระหว่างที่รอกระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ได้เกิดปัญหาสะดุด เพราะมีการรัฐประหาร

จากนั้นคณะผู้ยึดอำนาจจึงมีประกาศแต่งตั้งให้ผู้ที่ได้รับการคัด เลือกจากวุฒิสภาทั้ง 5 คน เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นการแต่งตั้งตามน้ำ

แน่นอน 5 เสือ กกต.ชุดนี้ ล้วนเป็นมือกฎหมาย เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษาและอดีตอัยการระดับสูง ได้รับการยอมรับในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมดี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย

เคยเป็นผู้พิพากษาในแผนกคดีปกครองในศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 และภาค 5 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย

เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร อธิบดีอัยการ คดีทรัพย์สินทาง ปัญญาและการค้าระหว่าง ประเทศ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุด

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย

เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก คดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ ภาค 3 อธิบดีผู้พิพากษา ภาค7 และภาค 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 7 และผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง จบนิตศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ และนิติศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เคยเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

ระดับเปาบุ้นจิ้น ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม มีการมองกันว่า กกต.ทั้ง 5 คนเป็นมือกฎหมายถนัดเรื่องการตัดสินคดี แต่อาจไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง ในขณะที่ นักการเมืองมีสารพัดวิชามาร จะทันเกมกันหรือไม่

แต่ กกต.ก็ได้พิสูจน์ว่าด้วยความเป็นนักกฎหมาย สามารถใช้กฎหมายแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะ ในประเด็นนักการเมือง 111 คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากคดียุบพรรคไทยรักไทย

กกต.ได้ตอบข้อหารือ ไม่ให้นักการเมืองทั้ง 111 คน เข้ามายุ่งเกี่ยว กับการหาเสียงเลือกตั้ง ย้ำชัดเรื่องนี้ไม่ใช่คำสั่ง เป็นเพียงคำแนะนำ แต่ถ้าใครฝ่าฝืนอาจมีคนอื่นไปฟ้องศาลดำเนินคดี

เพียงเท่านี้ ก็สามารถสยบความเคลื่อนไหวของคนในบ้านเลขที่ 111 ได้อย่างชะงัด

ทำให้นักเลือกตั้งที่สมัยก่อนไม่ค่อยเกรงกลัวกติกา ผวาไปตามๆกัน

นอกจากนี้ กกต.ยังวางระเบียบคุมเข้มการหาเสียง กำหนดจำนวน ขนาดแผ่นป้ายหาเสียง จุดติดแผ่นป้าย กำหนดจุดปราศรัยใหญ่ ป้องกันการทุ่มเงินโฆษณาหาเสียง สร้างความเท่าเทียมให้กับทุกพรรค

ส่งผลให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปแบบราบเรียบ อยู่ในกรอบ ไม่คึกคักครึกโครมเหมือนที่ผ่านๆมา

แต่อีกมุมหนึ่ง การออกระเบียบคุมเข้ม ก็ช่วยทำให้การหาเสียงแบบผิดกฎหมายลดลงไป

เหนืออื่นใด ภารกิจสำคัญของ กกต.ชุดนี้ คือ การดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด

เพื่อดำรงความบริสุทธิ์และยุติธรรมในการเลือกตั้ง

สำหรับภาคปฏิบัติในการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ กกต.ได้ประเดิมการทำหน้าที่ด้วยการตัดสิทธิผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติไปกว่า 30 คน

และในจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม ที่มีประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งสิ้น 2,965,279 คน

การดูแลในภาพรวมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตั้งแท่นพิจารณาเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเลือก ตั้งหลายคดี อาทิ

กรณีการจ่ายเงินจ้างยานพาหนะขนคนไปฟังปราศรัยที่ อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา กรณีนายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน หาเสียง โดยใช้รูปและวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนที่สุดนายประแสงต้องชิงลาออกจากสมาชิกพรรค ถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัคร ส.ส.

นอกจากนี้ กกต.ยังมีมติส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนิน คดีอาญากรณีพรรคพลังประชาชนปลอมลายเซ็นในใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคของนายสิทธิ ชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาหมาดๆ กกต.ก็ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้ผ่านไปได้ ด้วยความเรียบร้อย

โดยผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 233 คน พรรคประชาธิปัตย์ 165 คน พรรคชาติไทย 37 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน พรรคมัชฌิ-มาธิปไตย 7 คน และพรรคประชาราช 5 คน

พรรคพลังประชาชนประกาศตัวเป็นแกนนำเชิญพรรคเล็กจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็ประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาลถ้า พรรคพลังประชาชนรวบรวมเสียงข้างมากไม่สำเร็จ

เดินเกมจับขั้วกันฝุ่นตลบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างยิ่งก็คือ

มีการร้องเรียนว่าที่ ส.ส. จำนวนหลายสิบราย ใช้วิชามาร มีพฤติกรรมทุจริต ทำผิด กฎหมายการเลือกตั้ง

หวังผลให้มีการแจกใบเหลือง ใบแดง

โดยหลังการเลือกตั้ง กกต.ได้เริ่มพิจารณาเรื่องร้องเรียนและมีมติประเดิมแจกใบเหลืองว่าที่ ส.ส.นครราชสีมาไปแล้ว 3 คน ในกรณีจ้างรถขนชาวบ้านไปปราศรัยที่ อ.พระทองคำ

และยังมีเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งอีกเป็นร้อย สำนวนที่จ่อคิวรอการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ตรงนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต.ที่ต้องตัดสินด้วยความ สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้ผลการชี้ขาดเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

เพราะกฎหมายต่างๆที่ออกมาทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง เป็นเพียงตัวหนังสือ

แต่การนำกฎหมายไปใช้ในภาคปฏิบัติให้เป็นจริง ขึ้นอยู่กับ คนที่บังคับใช้กฎหมาย

โดยเฉพาะในสถานการณ์การเลือกตั้งหลังการรัฐประหาร การเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้ว มีการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ

กกต.จึงมีบทบาทสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมยอมรับการตัดสินชี้ขาดผลการเลือกตั้ง

ฉะนั้น การที่จะทำให้การเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผ่านนำ พาประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติไปได้ จึงขึ้นอยู่ที่ กกต.ชุดนี้

เพราะหากผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอย่างที่หมอดูบางราย ทำนายเอาไว้

เหนืออื่นใด ถ้าการบังคับใช้กฎหมายเป็นข้อยุติความขัดแย้ง ไม่ได้ ปัญหาก็ไม่จบ

ความสูญเสียจะกินลึก จนล่มจมหายนะ ประสบเคราะห์กรรม กันทั้งประเทศ

ด้วยบทบาทและหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยน ผ่านประเทศไทยในครั้งนี้ ความเข้มแข็งและเที่ยงธรรมของ กกต. จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ทีมของเราจึงยกให้ 5 เสือ กกต. เป็นบุคคลการเมืองแห่ง ปี 2550.


จาำก ไทยรัฐ ( 30/12/50)

'ชูวิทย์'ขู่มอบพวงหรีดให้ 'เติ้ง'หากเข้าร่วมรัฐบาลพปช.

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวบริเวณหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เพื่อประท้วงนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งนายชูวิทย์ได้นำป้ายที่มีเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของนายบรรหาร เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2550 ว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน

โดยนายชูวิทย์ กล่าวว่า การที่พรรคชาติไทยนำเสนอแนวทาง 5 ประการเป็นการบังหน้าเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล ตนขอถามว่าลืมคำพูดที่ว่าจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพมา 30 ปีผิดหวัง คำพูดนี้หายไปไหน คนเราต้องมีจุดยืน วันนี้ประชาชนไม่ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่ต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง จะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย ์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวทำได้อย่างไร ซึ่งก่อนหน้าไปจับมือ กอดคอ ปรึกษาหารือกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าอยู่ขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ แต่หลังวันที่ 23 ธ.ค.กลับไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ท่านพูดเองว่าจะไม่ไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน แต่การเอาสถาบันมาอ้าง ทำให้คนอื่นเลวหมดเพื่อจะได้ร่วมรัฐบาล แค่แย้มปากก็เห็นไรฟัน ดังนั้นนายบรรหารต้องมีจุดยืนบ้าง ไม่ใช่น้ำลายไหล อยากจะร่วมรัฐบาลอย่างเดียว อายุ 80 ปีแล้วจะลืมคำพูดง่ายเท่ากับหลอกลวงประชาชน ท่านให้ประชาชนไปโหวต ในวันที่ 23 ธ.ค. เสร็จแล้ววันนี้ก็พลิกไปอยู่กับพรรคพลังประชาชน

'ผมขอเรียกร้องให้นายบรรหารมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเข้มแข็ง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล พลังประชาชน ไม่เช่นนั้นวันที่ไปร่วมรัฐบาลผมจะนำพวงหรีดไปมอบให้ การเป็นนักการเมืองไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นรัฐบาล เสมอไป ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ได้ดี ผมยอมรับทั้งสองพรรคใหญ่ แต่ไม่เข้าใจพรรคชาติไทยวิ่งจนตีนพลิก ไปบ้านคนนั้นคนนี้ ผมเคารพความอาวุโสของท่าน แต่ไม่เคารพจุดยืน เพราะท่านไม่มีจุดยืนทางการเมือง ดังนั้นผมจะไปมอบพวงหรีดเพื่อแสดงให้เห็นท่านได้ตายไปในทางการเมืองแล้ว แต่ถ้าไปจัดตั้งรัฐบาล กับพรรคประชาธิปัตย์ผมจะเอากระเช้าดอกไม้ไปให้”นายชูวิทย์ กล่าว



จาก Hi-Thaksin.org 29/12/07

ร้องศาลฏีกาขอเลือกตั้งใหม่

ผู้สมัครส.ส.ปชป.ร้องศาลฎีกา ขอเลือกตั้งใหม่ เพราะพปช.เป็นนอมีนีทักษิณ

นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน พรรคพลังประชาชน และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 พรรคพลังประชาชน ต่อศาลฏีกา เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา219 (3) กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ ศาลฏีกา มีอำนาจวินิฉัยคดีเกี่ยวกับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว. โดยตนได้ยื่นให้ศาลฏีกา วินิจฉัย 4 ข้อ คือ

1. ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า พรรคพลังประชาชน เป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิ์ ส่งส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งส.ส.สัดส่วน และเขต ให้ถือว่าเป็นโมฆะ หรือไม่เป็นผลทางกฎหมาย

2.มีคำสั่งให้นายสมัคร เป็นนอมินี หรือเป็นตัวแทนของหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิ์ลงนามส่งผู้สมัคร ลงรับเลือกตั้ง และการลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นโมฆะ

3.ขอให้มีคำพิพากษาว่า การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า ตลอดจนการเอาบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไป รวมนับคะแนนเสียง โดยให้เพิกถอนการนับคะแนน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

4.ขอให้มีคำพิพากษาว่า การแจกซีดีให้กับประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม และห้ามมิให้ กกต.ประกาศรับรองผลทั่วประเทศ หรือ เพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ทั้งนี้ศาลฏีกานัดไต่สวนเวลา 16.00 น.วันที่ 3 ม.ค.2551


จาก Hi-Thaksin.org 29/12/07

Saturday, December 29, 2007

วีรบุรุษหลงสนาม



พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลายเป็นที่รู้จัก และสนใจของผู้คนขึ้นมา ก็เมื่อหนังสือ พิมพ์ลงข่าวว่าเขาเรียกตัวเองว่า วีรบุรุษ

วีรบุรุษ ในความหมายของ พล.อ.สพรั่ง ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หมายถึงตัวเขาเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบคำถามกับนักข่าวในเรื่องที่ ถูกโจมตีว่า เขาเบิกงบราชการไปสูงถึง 7.2 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ นำบอร์ด 13 คน พร้อมลูกเมีย รวมถึงครอบครัวตัวเอง เดินทางไปดูงานด้าน การรักษาความปลอดภัย และการแบ่งการจราจรทางอากาศระหว่างท่าอากาศยานในประเทศ กับท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่เยอรมนี และอังกฤษ หลังจากที่เพิ่งจะเข้าไปเป็นประธานบอร์ดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เพียงไม่กี่เดือน

ในขณะที่ผู้บริหารสนามบินที่ถูกอ้างถึงไม่ได้อนุญาตให้พวกเขาเข้าไป เสาะแสวงหาข้อมูลตามที่ต้องการ หรือแม้แต่ในกรณีที่จะขอไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิมีการลอกเลียนแบบสนามบินจากประเทศเยอรมนีมาจริง หรือไม่

ความเป็นคนพูดจาโผงผาง และออกจะมีบุคลิกพิเศษของ พล.อ.สพรั่ง ดึงดูดให้ สื่อมวลชน และผู้คนทั่วไปต้องหันมาให้ความสนใจในตัวเขา และงานที่เขาทำมากขึ้น เมื่อเขาได้ แต่งตั้งผู้คนจำนวนมากเข้าไปเป็นคณะทำงาน และที่ปรึกษา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด ทอท. หรือบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เขานั่งเป็นประธานอีกตำแหน่ง แต่ละบอร์ดล้วนแต่มีวาระต้องดำเนินการตามธงที่ได้ตั้งไว้หลายเรื่องด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดทั้งหมดจะดูกระตือรือร้นกับงานในภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ทำอย่าง ไร แต่ผลการดำเนินงานของ ทอท. และทีโอที กลับออกมาในทางตรงกันข้าม

เส้นกราฟที่น่าจะวิ่งฉิวขึ้นไปสร้างสถิติใหม่ กลับดิ่งลงตามลำดับจากต้นปีจนถึงปลายปี

ว่าแต่เป็นเพราะอะไร? ทีมเศรษฐกิจ ขออนุญาตประเมินภาพรวม และผลงานในแต่ละด้านเป็นอนุสนธิว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐวิสาหกิจต้องกลับไปอยู่ในมือทหาร หรือในมือของผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในกิจการนั้นๆ เหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน...ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร

ขยันฟันเบี้ยประชุมแห่งปี

อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นว่า นอกจากจะแต่งตั้งบุคคลจำนวนมากเข้าไปเป็นคณะทำงานในบอร์ด ทอท. และบอร์ดทีโอที แล้ว พล.อ.สพรั่ง ยังแต่งตั้ง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม และประธานกรรมาธิการคมนาคม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) “เพื่อนรัก” เข้าไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาประธานบอร์ด มีอำนาจเรียกตรวจสอบ และสั่งการกำกับดูแลกิจการภายในของ ทอท.แทนประธานบอร์ดได้ด้วย

ที่ ทอท.นับแต่วันที่ พล.อ.สพรั่งเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 17 พ.ย. 2549 พบว่า บอร์ด 15 คน ประชุมกันจนถึงวันที่ 17 ธ.ค. 2550 รวมแล้วกว่า 43-45 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 4 ครั้ง จากเดิมที่เคยมีการประชุมกันเดือนละครั้งเฉลี่ยทั้งปี 12-14 ครั้ง

ทั้งนี้ ทอท.จะต้องจ่ายค่าตอบแทนบอร์ดเป็นรายเดือน คนละ 20,000 บาท บวกค่าเบี้ยประชุมที่ขอปรับขึ้นอีกคนละ 15,000 บาทต่อครั้ง หากประชุมกันถี่ ทอท.ก็ต้องจ่ายถี่ จึงมีการทำข้อตกลงกันว่า ถ้าประชุมเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน ให้จ่ายค่าเบี้ยประชุมแค่เบี้ยประชุมเพียง 2 ครั้ง บอร์ดแต่ละคนจึงได้เงินเดือนรวมเบี้ยประชุมกันเดือนละ 50,000-60,000 บาท

15 คน ทอท.ต้องจ่ายเดือนละ 750,000-900,000 บาท

ยังไม่นับคณะทำงานด้านต่างๆที่แต่งตั้งกันเข้ามาอีกกว่า 5-6 คณะ และคณะอนุกรรมการทั้งจากคนในบอร์ด และคนนอกที่เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องต่างๆให้อีก 10-20 ชุด คนเหล่านี้มีค่าเบี้ยประชุมเฉลี่ยคนละ 3,000-5,000 บาทต่อการประชุมแต่ละครั้ง แต่ละเดือนมีการประชุม 2 ครั้ง คนเหล่านี้ก็จะได้ค่าตอบแทนอีก เฉลี่ยเดือนละ 6,000-10,000 บาท

ล่าสุด บอร์ดยังได้มีมติให้จ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสแก่ตัวเองอีกคนละ 216,000 บาท เฉพาะประธานบอร์ดตั้งได้เพิ่มอีก 25% ก็จะตก 270,000 บาท ขณะ ที่รองประธานได้ 243,000 บาท ถ้านับรวมปี 2549 ที่เพิ่งเข้าไปนั่งเก้าอี้ได้ไม่นาน

ถ้าปี 2550 ทอท.มีรายได้ และกำไรดีเหมือนปี 2549 บอร์ดก็คงจะได้รับเงินรางวัลไปเต็มๆคนละ 1,200,000 บาท

เช่นเดียวกับบอร์ดทีโอทีที่ พล.อ.สพรั่งเรียกประชุมบอร์ดถี่ยิบไม่แพ้กันรวม 40 ครั้งใน 10 เดือน นับตั้งแต่เข้าไปรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2550 หรือเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง ครั้งละ 10,000 บาท ตกเดือนละ 40,000 บาท ยัง ไม่นับคณะกรรม- การย่อยที่บอร์ด แต่ละคนเข้าไปร่วมเป็นกรรมการด้วยอีก 5 ชุด แต่ละชุดได้เบี้ย ประชุมครั้งละ 10,000 บาท ประชุมกัน5 ครั้งใน 1 เดือน ก็ตก 50,000 บาท

ทีนี้ถ้ารวมกับการประชุมบอร์ดชุดใหญ่ด้วย บอร์ดแต่ละคนอาจ มีรายได้เหยียบเดือนละถึง100,000บาท

ชำเราสนามบินสุวรรณภูมิ

กลับมาที่ผลงานของบอร์ด ทอท.ที่ทำงานกันอย่างหัวปัก หัวปํา แต่สิ่งที่ได้รับนับแต่เริ่มภารกิจแรกของ พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดที่เขาแต่งตั้งเข้าไป ก็คือ มีมติให้สัญญาสัมปทานที่ทำกับคิงเพาเวอร์ทั้งในส่วนที่ให้บริหารพื้นที่ เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษี เป็นโมฆะ!

หลังจากนั้นก็ปฏิเสธไม่ยอมมีนิติ สัมพันธ์ใดๆ นับตั้งแต่ ไม่ยอมต่ออายุบัตรเข้า-ออกให้แก่เจ้าหน้าที่สาขาธนาคารไทยพาณิชย์ และทหารไทยที่ได้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ รวม ถึงพนักงานร้านค้าทั้งหมด พร้อมปฏิเสธไม่ยอมรับรายได้ ค่าเช่ารายเดือนที่คิงเพาเวอร์จัดเก็บจากร้านค้าไปส่งมอบให้

ในขณะที่สัญญาสัมปทานซึ่งมีอายุ 10 ปีดังกล่าว ระบุผลตอบแทนขั้นต่ำที่จะ ได้รับจากร้านค้าปลอดภาษี รวมตลอดสัญญา 16,700 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งผลตอบแทนจากรายได้ในอัตรา 15-20% โดยคิงเพาเวอร์ได้ชำระค่าสัมปทานล่วงหน้าไปแล้ว 2 ปี เป็นเงิน 2,500 ล้านบาท

ส่วนสัญญาบริหารพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์อายุ 10 ปี ระบุผลตอบแทนขั้นต่ำต่อปี เป็นเงิน 1,400 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งผลประโยชน์อีก 15% ของรายได้ โดยสัญญานี้ คิงเพาเวอร์ได้ชำระค่าสัมปทานล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 ล้านบาทเช่นกัน ประเมินมูลค่าผลตอบแทนโดยรวมในระยะ 10 ปีไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท

ตามด้วยการฮาราคีรีตัวเองอีกครั้งด้วยการประกาศฉีกสัญญาสัมปทานที่ทอท. มอบให้แก่คิงเพาเวอร์ จนเป็นผลให้คิงเพาเวอร์ต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องต่อศาลของความเป็นธรรมต่อ ศาลแพ่ง พร้อมเรียกค่าเสียหายกับ ทอท.เป็นมูลค่าสูงถึง 68,000 ล้านบาท

ผลจากการไม่ยอมรับรู้รายได้ ทำให้ฐานะการเงินของ ทอท.ประสบภาวะขาดสภาพคล่องกำไรสุทธิในปี 2550 ลดลงอย่างฮวบฮาบจากปี 2549 ที่มีกำไรกว่า 9,379 ล้านบาท เหลือ เพียง 1,094 ล้านบาท

ในขณะที่รายได้ซึ่งควรจะได้จากหลายทาง เช่น ค่าเช่าพื้นที่ภายในศูนย์ขนส่งสาธารณะเพื่อสร้างช็อปปิ้ง มอลล์ รวมตลอดถึงค่าเช่าอาคารสำนักงาน และคลังสินค้า และค่าเช่าโครงข่ายระบบโทรคมนาคม ที่ควรจะบริหารจัดการรายได้อย่างเต็มรูปแบบ และจัดเก็บจากผู้ประกอบการรายอื่นๆได้

ก็กลับไม่ได้มีการจัดเก็บ หรือติดตามให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ ทอท.อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย แต่กลับปล่อยทิ้งค้างไว้ให้เป็นภาระในอนาคต แทนที่จะเปิดให้รายอื่นที่มีศักยภาพกว่าเข้าไปเช่าพื้นที่ทำธุรกิจต่างๆ เหล่านั้นแทน

แปลว่า รายได้หลักก็ไม่เอา รายได้รองก็ไม่มีปัญญาจัดเก็บ!

นี่ยังไม่นับความพยายามบอร์ดของ พล.อ.สพรั่ง บอร์ดและที่ปรึกษาร่วมมือกันก่อการร้าย และกระทำชำเราสนามบินสุวรรณภูมิด้วยกรรมวิธีต่างๆ

ตั้งแต่กล่าวหาว่า การก่อสร้างสนามบินมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล และกฎของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) มีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร จนเป็นเหตุให้รันเวย์ร้าว แท็กซี่เวย์ทรุดตัว หลังคา รั่ว ร้านค้าเกะกะทางเดิน ตลอดจนถึงเครื่องตรวจระเบิดไม่ทำงาน และสายการบินโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ไม่ประสงค์จะลงจอด

ขณะที่ส้วมในอาคารยังสกปรก และมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอรองรับผู้คนที่แห่ไปเยี่ยมชมสนาม บินหลายหมื่นคนในช่วงเปิดสนามบินแรกๆได้ ไม่เท่านั้น ยังมีการตามไปข่มขู่จะยกเลิกสัญญาบริหารโรงแรมโนโวเทลในสนามบิน

กระทั่งถึงการข่มขู่ว่า จะเปลี่ยนบริษัทรักษาความปลอดภัยในสนามบิน แต่จนแล้วจนรอด ก็กลับต่อสัญญาให้บริษัทเดิมออกไปอีก 5 ปี แถมยังเพิ่มกะของ รปภ.ให้ได้รับเงินมากขึ้นด้วย เป็นต้น

ไม่ใช่แต่เท่านี้ บอร์ด รวมถึงที่ปรึกษาประธานบอร์ด ยังผลักดันให้ ครม.มีมติให้เปิดใช้สนามบินดอนเมือง เป็นสนามบินคู่แฝด เพื่อให้เครื่องบินที่มีเส้นทางบินในประเทศ และสายการบินต้นทุนต่ำสามารถลดต้นทุนการบินมาใช้สนามบินดอนเมืองได้ ก่อนจะเตรียมการผลักดันให้เปิดดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติ แข่งกับสุวรรณภูมิอีกครั้งในเวลาต่อมา

ยึดคืนสัมปทานโทรคมนาคม

หันมาดูทีโอที ที่ พล.อ.สพรั่ง นั่งเป็นประธานบอร์ดอยู่ หลังจากที่เข้าไปรับตำแหน่ง ในวันที่ 6 ก.พ. 2550 พล.อ.สพรั่งได้นำเสนอยุทธศาสตร์การผนวกรวมโครงข่ายสื่อสารทุกระบบเข้าด้วย กัน เรียกชื่อสั้นๆว่า “เทเลคอมพูล” ครั้งนั้น พล.อ.สพรั่งมองว่าโครงข่าย โทรคมนาคมเป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่ควรจะตกไปอยู่ในมือเอกชน หากแต่ควรเป็น ของรัฐ จึงคิดจะเอาโครงข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดกลับมารวมไว้ในที่เดียวกันยังทีโอที ตามเดิม

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้หมายความว่า สัมปทานมือถือของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เครือข่ายของบริษัท โทเทิ่ล แอ๊คเซส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะต้องถูกดึงกลับคืนมาเป็นของรัฐ

แม้สัญญาสัมปทานเหล่านี้จะยังไม่หมดอายุ แต่ พล.อ.สพรั่งก็คิดว่า อย่างไรเสียก็ต้องหมดสัญญาอยู่ดี จึงไม่ต่างตรงไหน ถ้าจะดึงกลับคืนมาก่อน

นี่ไม่เฉพาะแต่สัมปทานมือถือเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปจนถึงสัมปทาน โทรศัพท์พื้นฐานที่ให้แก่บริษัททรู และทีทีแอนด์ทีไปทำด้วย

ว่าแต่ยุทธศาสตร์นี้มีอันต้องคว้าน้ำเหลว เพราะไม่มีเอกชนรายใดเห็นด้วย ที่แน่ๆ พล.อ.สพรั่งและบอร์ด อาจถูกเอกชนเหล่านี้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ เช่นเดียวกับที่ถูกคิงเพาเวอร์ฟ้องมาแล้ว

อีกผลงานก็คือ โครงการจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์ชุมสายเพื่อรองรับการให้บริการ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) มูลค่า 976 ล้านบาท ซึ่งเสนอให้มีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และเป็นรายการที่ พล.อ.สพรั่งขอมา ภายใต้ข้ออ้างเพื่อความมั่นคง และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะนำไปใช้ในภาคใต้ เช่นเดียวกับที่ขอเครื่องซีทีเอ็กซ์ จากสุวรรณภูมิไปใช้ตรวจระเบิดที่ภาคใต้นั่นแหละ!!

จริงๆเดิมทีหน่วยข่าวกรองทางทหารได้ขอบริจาคเงินจากทีโอทีเพื่อ จัดซื้อ อุปกรณ์ดังกล่าว ถูกโจมตีมากว่า ทีโอทีมีกำไรเพียงปีละ 1,000 ล้านบาท ไม่สมควรจะบริจาคเงินในวงเงินที่สูงขนาดนั้นแก่ทหารได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม บอร์ดก็ยังคงยืนกรานต้องการจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวให้ จึงมีมติให้ทีโอทีจัด

ซื้อโดยวิธีพิเศษโดยการเปิดเจรจากับเอกชนเป็นการด่วน และตกลงจ้างเหมาไปเป็นเงินทั้งสิ้น 860 ล้านบาท

ผลงานของ พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดทีโอที ยังไม่จบเท่านี้ หากแต่ในวันที่ 16 พ.ย. 2550 บอร์ดยังมีมติให้ทีโอทียื่นฟ้องร้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายกรณีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ดีแทค และทรูมูฟ ได้หยุดจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access charge) ในแบบเก่า ซึ่งเป็นการจ่ายในลักษณะที่ กสท และเอกชน เป็นผู้จ่ายอยู่ฝ่ายเดียว เพื่อจะไปจ่ายค่าเชื่อม โยงในแบบใหม่ (Interconnection charge) ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทุกรายเปลี่ยนระบบมาใช้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายที่ให้ ทั้ง ทีโอที กสท และเอกชน ต่างคนต่างจ่ายเมื่อโทร.เข้าหากัน ทั้งยังจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย

แต่เนื่องจากการเปลี่ยนระบบการจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายดังกล่าว ทำให้ ทีโอทีสูญรายได้ในช่วงปี 2550 ไปเป็นจำนวนถึง 14,000 ล้านบาท

ขณะที่รายได้จากการให้บริการของทีโอที มีแนวโน้มจะลดลงตามลำดับด้วยเหตุที่คุณภาพการให้บริการต่ำ ไม่มีเลขหมายใหม่ๆเพิ่มแก่ลูกค้า อีกทั้งผู้บริโภคยังหันไปใช้บริการโทรศัพท์มือถือของเอกชนเพิ่มขึ้น ทำให้ทีโอทีต้องดิ้นทุกทางเพื่อให้รายได้ของตนกลับมา ขณะเดียวกันก็เพื่อจะรักษาสถานภาพของตนไว้ให้ได้ด้วย

หลังเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่เข้ามา เราต่างก็หวังว่า พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดที่เขากอดคอเข้ามาด้วยกันในรัฐวิสาหกิจสำคัญข้างต้นนี้ จะเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปด้วยดี หลังจากที่ “หลงสนาม” มานานเต็มทนแล้ว.


จาก ไทยรัฐ 29/12/50

พปช.เมิน5ข้อเสนอร่วมรัฐบาล


'สมัคร' ติง'บรรหาร' กล่าวหาไม่จงรักภักดีเท่ากับดูถูกตนเอง

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดแถลงข่าวตำหนินายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย(ชท.) กรณีประกาศจุดยืนร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.)ในการเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อคืน นี้ ซึ่งเงื่อนไขข้อแรก คือจะต้องแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยระบุว่าถือเป็นการดูหมิ่นตนเอง ว่าไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

'ผมอยากบอกคุณบรรหารควรแหงนมาดูหน้าอกผมด้วยว่าผมได้ตราจุลจอมเกล้าฯสูงกว่า เพราะฉะนั้น คุณบรรหารไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผมเรื่องความจงรักภักดี'นายสมัคร กล่าว

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวถึงการยื่นเงื่อนไข 5 ข้อ ของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยยืนยันว่า ทั้ง 5 ข้อนั้นเป็นไปตามการแสดงจุดยืนของพรรคฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

จาก hi-thaksing.org 28/12/07



------------------------------------

ข้อมูลเพิ่มเติม www.thaiinsider.info

วันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 15.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อพรรคพลังประชาชน เพื่อแลกกับการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นการแถลงครั้งแรกของนายสมัครนับแต่ได้ออกมาขอบคุณประชาชนที่เลือก พรรคพลังประชาชน เมื่อเย็นวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา

โดยนายสมัครได้นำรูปถ่ายตนเองในชุดเต็มยศสวมเสื้อคลุมประดับเครื่องราชย์ อิสริยาภรณ์ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ขนาด 8 x 10 นิ้วมาวางประกอบการแถลงข่าว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาว่า ตนชื่อ 'สมัคร สุนทรเวช' หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้ง 233 ที่นั่ง เมื่อคืนนี้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งมา 37 ที่นั่ง ได้มีเอกสารพาดพิงตน แต่ตนจะพูดถึงเฉพาะข้อที่ 1 เท่านั้น คืออยากบอกให้นายบรรหารรู้ว่า ที่นายบรรหารแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างนั้น ตนแปลความหมายได้ว่านายบรรหารดูหมิ่นตน ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดีต่อเจ้าฟ้า-เจ้าแผ่นดิน

'ผมจะบอกให้คุณบรรหารรู้นะว่า แม้จะรู้จักกันมานาน แต่คุณบรรหารไม่ศึกษาว่าผมเป็นใครมาจากไหนอย่างไร ตระกูลผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คุณตาผมมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) เป็นพระยาจังวาง เป็นจิตกรประจำพระราชสำนักรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 คุณลุงผม มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) เป็นแพทย์ประจำองค์รัชกาลที่ 6 คุณพ่อผมชื่อ พระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) เป็นข้าราชการในรัชกาลที่ 6 คุณลุงผมอีกคน 'จมื่นเทพดรุณาทร' นามสกุล 'กัลยาณมิตร' หรือ 'เปรื่อง กัลยาณมิตร' คุณอาผม 'จมื่นอมรดรุณรักษ์' (แจ่ม สุนทรเวช) ตระกูลผมรับสนองพระเดชพระคุณมา ผมนี่ล่ะไม่ได้รับราชการ แต่เป็นนักการเมืองก็มีโอกาสได้สนองพระเดชพระคุณ ผมเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 5 หน รองนายกฯอีก 2 หน เป็นรัฐบาลมาแล้ว 8 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2545 ผมได้รับพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ. ว.) ที่พูดก็อยากจะบอกคุณบรรหาร ว่าควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วย ว่าผมนั้นได้ตราจุลจอมเกล้าสูงกว่าคุณบรรหาร เพราะฉะนั้นคนอย่างคุณบรรหาร ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมาหากษัตริย์'นายสมัครกล่าว

นายสมัคร กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ มันมีข่าวบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่ทราบ จะคิดบัญชี จะปรับบัญชี ใครลาออก อะไรกันนักหนา ตนไม่เคยพูดเลย คนของพรรคพลังประชาชนก็ไม่เคยพูด ตั้งแต่สิ้นปีมาพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแล้ว 3-4 ครั้ง ถึงเรื่องความรักความสามัคคี ตนก็รับใส่เกล้าต้องการจะตั้งใจสนองพระเดชพระคุณ ครั้งนี้ก็เป็นโอกาสที่ตนจะได้ทำงานถวาย แต่อะไรกันนักหนาไปเที่ยวเอาไมโครโฟนจ่อปากถามผบ.ทบ.และรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ ไปเที่ยวถามเองตอบเอง แล้วก็แสดงอาการกันเอง ตรงกันข้ามกับผบ.ทบ. ซึ่งตนได้ออกปากชมตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้บอกว่าการเมืองต้องแก้ด้วย การเมือง ไม่ใช่ด้วยการปฏิวัติ ตนก็ออกปากว่า 'พ่อคุณ...นานๆ จะเจอลูกผู้ชายพูดจาอย่างนี้เสียที' การพูดของผบ.ทบ.ทำให้บรรยากาศมันเย็นขึ้น ส่วน กกต.ตนก็ขอบคุณเขาตลอดมา ถ้าตนไม่ใช่คนประนีประนอมตนก็เป็นบ้าที่ไหนไปแล้ว ดูกรณีเอกสารลับ ตนนี่แหละเป็นคนประนีประนอมช่วยรักษากองทัพบก ไม่ให้กระทบกระเทือนกันต่อไปอีก ตนก็บอกแล้วให้เป็นเรื่องของ กกต.จะพิจารณา

(จาก hi-thaksin.org )

คำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร



กรุณาคลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย

จาก hi-thaksin.org (28/12/07)


สมัครยืนยัน พปช. ตั้งรัฐบาลได้แน่นอน


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้นัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นครั้งแรกภายหลังชนะการเลือกตั้ง ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. โดยสาระสำคัญคือการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ การเตรียมการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 มกราคม 2551 และความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม นายสมัคร บอกกับคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ได้ตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่ต้องกังวล พร้อมกันนี้ จะขอให้ตรวจสอบคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะอาจจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร จึงขอตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิด ส่วนกรณีที่นายสมัคร ไม่ต้องการให้ความเห็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงนี้ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน อธิบายว่า เพราะนายสมัคร ต้องการให้เกิดความชัดเจน และได้ข้อยุติเสีย ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวางตำแหน่งให้พล.อ.เรืองโรจน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเริ่มประชุม หรือวางตัวบุคคลใด แต่เรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคง ต้องอยู่กับพรรคพลังประชาชน เพราะเป็นนโยบายที่ทำให้ประเทศอยู่รอดและปลอดภัย ส่วนการฟอร์มทีมรัฐบาลจนถึงวันนี้ ยังยืนยันที่ 254 เสียง แต่เรายังเปิดโอกาส หากจะมีพรรคอื่นเข้ามาร่วม เพราะยังมีเวลา

เมื่อถามว่า ในกรณีของกลุ่ม ส.ส.บ้านริมน้ำบางส่วน จะเข้ามาร่วมรัฐบาล พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยหารือกัน

ส่วนที่ถามว่า มีการระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พล.อ.เรื่องโรจน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นว่า เป็นแค่ความฝัน





จาก hi-thaksin.org
ภาพการ์ตูนประกอบ ไทยรัฐ