ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าววานนี้ (29 ธ.ค.) กรณีว่าที่ ส.ส.และอดีต ส.ส. พรรคพลังประชาชนกว่า 60 คน ยกคณะไปเยี่ยม พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เลี้ยงอาหารกลางวันที่โรงแรมรอยัล การ์เดนท์ ฝั่งเกาลูน โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้นำพวงมาลัยมอบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนตนเป็นตัวแทนกลุ่มกล่าวอวยพรปีใหม่ และขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณที่สร้างความเจริญให้ประเทศไทย ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังรักและศรัทธาต่อผลงานที่เคยทำไว้ ส่งผลให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวแสดงความยินดีกับพวกเราที่กำลังจะได้เป็น ส.ส. และอวยพรปีใหม่ พร้อมระบุว่าคณะปฏิวัติมีแผนบันได 4 ขั้นคือ ยุบพรรค ยึดทรัพย์ สลายขั้ว และสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นให้ได้รับชัยชนะ เขาใช้ความพยายามขจัดพวกเรา แต่ก็ไม่สามารถสกัดได้ เพราะพวกเรายังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ทั้งยังมีคนใหม่ๆไหลเข้ามารวมตัวกัน
ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวอีกว่า จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวพร้อมมีน้ำตาคลอเบ้าว่า "ทรัพย์สินของผมที่ถูกอายัดนั้น ล้วนหามาจากการประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้วจึงมาเล่นการเมือง ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเมื่อเข้าสู่การเมืองแล้วต้องมาเจอะเจอกับเหตุการณ์เยี่ยงนี้ในชีวิต ผมทำธุรกิจจนมั่นคงแล้วจึงเข้าสู่การเมือง ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าทุกวันนี้ต้องขอยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่าย ไม่เคยคิดว่าครอบครัวต้องถูกกระทำจนต้องแยกกันอยู่ ทั้งลูก เมียไม่มีโอกาสจะอยู่ด้วยกัน" ทำให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณที่ฟังอยู่ใกล้ๆถึงน้ำตาไหลร้องไห้ออกมา
"ผมต้องกลับประเทศไทยแน่ เพราะนั่นคือบ้านเกิดเมืองนอนของผม ถ้าเป็นไปได้ผมจะใช้ความรู้และประสบการณ์ช่วยเหลือรัฐบาลให้ทำงานเพื่อประเทศชาติเข้มแข็งประชาชนมีความสุข เมื่อสักครู่มีพวกเราถามผมว่าจะกลับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จริงหรือ ตอบได้เลยว่าไม่กลับ เพราะจะมีผลกระทบกับคนหนุ่มสาว ราคาดอกกุหลาบจะแพงมาก คร่าวๆน่าจะเป็นเดือนเมษายน ช่วงใกล้สงกรานต์ จะได้ไปทำบุญ ผมขอขอบคุณที่มาเยือน ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จ สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ" ร.ต.ท.เชาวรินอ้างคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณ
จาก hi-thaksin.org 30/12/07
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 31, 2007
‘ทักษิณ' ปลื้มสมาชิกพปช.แห่เยี่ยม-ยันกลับเมืองไทยแน่
นพ.สุรพงษ์ ชี้มีความพยายามสกัด พปช.ตั้งรัฐบาล
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ติงการให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน น่าจะแค่ใบเหลือง ยันใบเหลือง-แดงเยอะ ไม่กระทบพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ชี้มีแผนให้บันไดขั้น 4 สกัดพรรคตั้งรัฐบาล
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ว่า ช่วงเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ และไม่เคยมีพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งรัฐบาลรอผลการเลือกตั้งให้ชัดเจนเท่านี้มาก่อน รวมถึงมีการสร้างข่าวว่าจะมีการแจกใบเหลือง-ใบแดง จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนเห็นว่า การทำงานของ กกต. ขณะนี้มี 2 มาตรฐาน คือ เป็นการทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวน และมีการตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสืบสวนสอบสวนพิเศษขึ้นมาพิจารณา สรุปเป็นสำนวนส่งให้ กกต.ชุดใหญ่ พิจารณาได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งถือเป็นช่องทางพิเศษ จึงต้องจับตาดูถึงความเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลขอความเป็นธรรมอยู่
"พรรคพลังประชาชนพบว่า บุคคลที่มาทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว มีความสนิทสนมกับกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาก่อน จึงอาจไม่เป็นกลาง อีกทั้งการให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.ของพรรคทั้ง 3 คน ก็ผ่านทางช่องทางพิเศษมาจากคณะอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งพรรคเห็นว่า ว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 คน ควรได้แค่ใบเหลืองเท่านั้น" นพ.สุรพงษ์ กล่าว
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต.ชุดใหญ่ ว่าจะจัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้จะมีการข่มขู่และถูกแทรกแซงทุกรูปแบบ แต่ก็ต้องการเห็น กกต.ทุกคนทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และ กกต.ทุกคนก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปี
นอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ ยังเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบกระแสข่าวว่า การเลือกตั้งล่วงหน้ามีผู้มาลงคะแนนเลือกตั้งมากกว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะที่ผ่านมาได้เคยขอข้อมูลไปยัง กกต.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ โดย กกต.อ้างว่าคอมพิวเตอร์เสีย ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ซึ่งผิดกับต่างจังหวัดที่มีการทำข้อมูลเสร็จแล้ว
ต่อกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคพลังประชาชนอาจโดนใบเหลือง-ใบแดงกว่า 60 ใบ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นการปล่อยข่าว และแสดงให้เห็นถึงความพยายามเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. และมีผู้ที่กำลังจะหมดอำนาจพยายามเข้าไปแทรกแซงกระบวนการนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดู อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกกังวลว่า การให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.ของพรรค จะกระทบต่อพรรคการเมืองที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยพรรคการเมือง 3 พรรคที่เคยติดต่อไป ยังคงยืนยันจะร่วมงานกับพรรคเหมือนเดิม ส่วนการตัดสินใจของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน คงจะมีความชัดเจนในการแถลงอย่างเป็นทางการ วันที่ 2 ม.ค.นี้
"ผมขอตั้งข้อสังเกตต่อไปถึงการสกัดไม่ให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลว่า มีความพยายามที่จะให้บันไดขั้นที่ 4 บรรลุผล กำหนดตัวนายกรัฐมนตรีตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ โดยเป็นการแจกใบเหลือง-ใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนจำนวนมาก เพื่อให้พรรคที่เหลือไหลไปร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์" นพ.สุรพงษ์ กล่าว
ที่มา : สำนักข่าวไทยจาก hi-thaksin.org 31/12/50
3ว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์‘พปช.'ยันสู้ต่อหลังถูกใบแดง
นายประกิจ พลเดช ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน เป็นผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 และเป็นว่าที่ ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 1 บุรีรัมย์ ซึ่งถูกกกต.กลางประกาศให้ใบแดง บอกว่ารู้สึกตกใจ แต่ตนมีพยานยืนยันพร้อมว่าไม่ได้แจกเงินซื้อเสียงตามที่มีผู้ร้องเรียน
โดยนายหนูไกล สุดมี ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแกนนำและรับเงินก็ยืนยันกับ กกต.จังหวัด แล้วว่าไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ส่วนนายจรุญ กองกิจ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.เสาเดียว อ.หนองหงส์ ที่อ้างว่าได้รับเงินก็เป็นหัวคะแนนให้กับนายหนูแดง วรรณกลางซ้าย ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนพวกตน ในเมื่อพวกตนทั้ง 3 คนซึ่งไม่เคยแจกเงินซื้อเสียงเลย แต่ต้องมาถูกลงโทษแบบนี้ ก็ไม่อยากเรียกร้องอะไรอีก คงพูดได้เพียงว่าถ้ายังมี กกต.ที่ขาดความเป็นธรรมก็ไม่ควรจะมีกกต.เลยน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตามตนพร้อมจะต่อสู้กับความอยุติธรรมต่อไป เคียงคู่กับพี่น้องประชาชนที่ให้โอกาสและตัดสินใจเลือกตน อย่างที่เห็นได้จากผลการเลือกตั้ง
ด้านนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์พรรคพลังประชาชน ที่มีคะแนนเป็นลำดับที่ 2 และลำดับ 3 ซึ่งถูกให้ใบแดงเช่นกัน กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องและยังรู้สึกสับสนกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อกระแสข่าวที่ออกมา เพราะรู้สึกว่าตนบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำผิดก็คงไม่โดนใบแดงแน่นอน ประกอบกับยังไม่ได้เข้าไปชี้แจงที่ กกต.กลาง จึงเห็นว่าคงจะยังไม่มีการตัดสินวินิจฉัย อย่างไรก็ตามยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอหารือกับทางแกนนำพรรคพลังประชาชนก่อน
จาก hi-thaksin.org 30/12/50
จับตาสมัครรื้อกองทัพเช็กบิล คมช.ปมจัดซื้ออาวุธ
จับตา'สมัคร 1' จัดระเบียบอำนาจใหม่ 'ทหาร ตร. มท. ยุติธรรม สื่อ นักวิชาการ กลุ่มทุน' เผยวาระเร่งด่วน รื้อโครงสร้างกองทัพ รุ่น 10 ฟื้นอีกหน พร้อมส่งสอบคอรัปชั่น
แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชนที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความพอใจผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ ส.ส.233 คน พร้อมกันนั้นได้ปลอบใจผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตก และให้คำสัญญาว่า ผู้ที่สอบตกจะมีตำแหน่งทางการเมืองให้ เช่น ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี
แหล่งข่าวกล่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ รู้สึกแปลกใจที่อดีตส.ส.กทม.ของพรรคส่วนใหญ่สอบตก โดยแกนนำพรรคบางคนได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า เหตุที่ ส.ส.กทม.สอบตกนั้นมาจากการเคลื่อนไหวของ นปก.ที่กระทำการหลายอย่างเกินกว่าเหตุ
แหล่งข่าวบอกด้วยว่าในการฟอร์มรัฐบาล สมัคร 1 นั้น มี 4 แกนนำพรรคดำเนินการ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยที่จะตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค มีเสียง 315 เสียง และขณะนี้กำลังพิจารณารายชื่อบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี รวมทั้งรายชื่อรัฐมนตรีและตำแหน่งต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นว่าเหมาะสมหรือไม่
แหล่งข่าวรายเดิมบอกว่าเมื่อรัฐบาลสมัคร 1 เข้าบริหารประเทศแล้ว สิ่งที่พรรคจะทำในลำดับถัดไปคือ การจัดระเบียบอำนาจใหม่ ของข้าราชการประจำ ทหาร ตำรวจ มหาดไทย กระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ นักธุรกิจและสื่อ โดยใช้เครือข่ายของอำนาจใหม่ทั้งหมด
'ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ รื้อโผทหารใหม่ให้เร็วที่สุด โดยจะดึงนายทหารและเตรียมทหารรุ่น 10 ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาอยู่ในสายกำลังหลัก และได้มอบให้เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 บางคนไปหารือต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.บ้างแล้ว เบื้องต้นจะให้ พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ในตำแหน่งต่อไปก่อน แต่ตำแหน่งอื่นๆ ต้องเปลี่ยนแปลงทันที' แหล่งข่าวระบุ
ส่วนการเช็กบิลคมช.และองค์กรต่างๆ คงไม่มี จะมีก็เพียงการเข้าไปตรวจสอบว่ามีการคอรัปชั่นหรือไม่ โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธ
'เรื่องยกเลิก คตส.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่า จะไม่ยกเลิกแน่ ไม่อย่างนั้นสังคมจะประณาม พรรคพลังประชาชน แต่ก็จะใช้วิธีตรวจสอบคู่ขนานว่า การทำงานของ คตส.นั้นยึดหลักกฎหมาย หลักนิติธรรมและกลั่นแกล้งกันหรือไม่ หากพบข้อบกพร่อง พรรคก็จะเสนอให้สังคมรับรู้เช่นกัน' แหล่งข่าว กล่าว‘เฉลิม'แนะกกต.ส่งสำนวนฯให้ศาลฎีกา
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ยำรุง ว่าที่ ส.ส.ลำดับที่ 2 กลุ่ม 6 กทม. พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังมีการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง ที่ค่อนข้างเร่งรีบ ซึ่งตนเห็นว่า หาก กกต.ไม่สามารถพิจารณาให้เสร็จทันกำหนดก็ควรที่จะส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน รวมถึงเชื่อว่าการสืบสวนการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง ซึ่งมีคณะอนุกรรมการตรวจสอบสำนวนคดีการทุจริตการเลือกตั้งของ กกต.มีตำรวจยศ พล.ต.ต.คนหนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรเดิมที่เคยขับไล่อดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาทำงานรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่ายังคงเชื่อมั่นใน กกต.ทั้ง 5 คนพร้อมทั้งอยากให้ กกต.ทำงานอย่างละเอียดรอบคอบไม่ควรที่จะเร่งรีบในการพิจารณา
จาก hi-thaksin.org 30/12/50
‘หมอเลี้ยบ'ชี้แจกใบแดง3ว่าที่ส.ส.พปช.ไม่โปร่งใส
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ใบแดงแก่ผู้สมัครของพรรคในเขตที่ 1 จังหวัดบุรีรีมย์ว่า การสืบสวนข้อมูลนั้นมีถึง 2 มาตราฐาน และการพิจารณาข้อมูลและสืบสวนยังได้ใช้ช่องทางพิเศษที่ให้คณะอนุกรรมการชุดใหม่ส่งข้อมูลการสืบสวนให้กกต.พิจารณาโดยไม่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการสืบสวน ทั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตุด้วยว่าผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมานี้มีความใกล้ชิดกับผู้ที่ขับไล่รัฐบาลชุดที่แล้วด้วย
นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนยังเชื่อมั่นในการทำงานของกกต. ว่าจะเป็นไปด้วยความบริสุทธ์ ยุติธรรม และพรรคเองก็เคารพในกติกา ของบ้านเมือง เพราะที่ผ่านมาตลอด 2-3 เดือนนี้มีกระแสข่าวที่มีความพยายามจะแจกใบเหลืองใบแดงจำนวนมาก ทั้งนี้ยังเชื่อว่าข่าวลือดังกล่าวเป็นการพยายามที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ถือว่าความพยามดังกล่าวนั้นไร้ผล
สำหรับว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 จ.บุรีรัมย์ ที่ถูกพิจารณาให้ใบแดง คือ นายประกิจ พลเดช นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี
จาก hi-thaksin.org 30/12/50
Sunday, December 30, 2007
ด่วน อำนาจมืด คุกคาม กกต
แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และ ประชนได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลและเป็นผู้ บริหารประเทศ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ถึง 233 เสียง แต่กระบวนการสกัดกั้น พรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และรุนแรงที่สุดในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ยังไม่หยุดปฏิบัติการ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายของผู้บงการและขับเคลื่อนขบวนการนี้ ที่อาศัยอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์
เป้าหมายของ จอมบงการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศต่อไปภายใต้การชี้นำของขบวนการสี่เสาเทเวศร์
ล่าสุด จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ส่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่มีอาการอกหัก เครียดจัด แค้นจัด จนแทบบ้าคลั่งเต็มที เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการตัดสินใจของประชาชน ไปเจรจากับ กกต. ท่านหนึ่ง เพื่อให้เจ้าร่วมขบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล หลังจากที่ กกต.อีก 4 คน ตกลงรับแผนแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ชื่อ สมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับและเข้าร่วมแผนงานนี้ด้วย เนื่องจาก สมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีร้องเรียนทั้งหมด
หาก สมชัย ไม่เสนอให้ที่ประชุมกกต. พิจารณา ตามจำนวนที่จอมบงการต้องการ หรือ ไม่เสนอตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้
ข่าวชิ้นนี้ ยังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบเฉพาะกกต.5 คน และคนใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกไปพบ และออกมาพร้อมกับใบสั่ง และนายทหารระดับสูงของคมช. ที่เพิ่งประชุมกันไปเมื่อวันที่ 26 – 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา
ทั้งประชุมกันเองในหมู่สมาชิกคมช. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าทีม ทั้งการประชุมร่วมกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัวแทนของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การประชุมร่วมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอง รวมไปถึงการยกทีมไปพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน มากที่สุด และจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นสถานการณ์ที่คมช. ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคพลังประชาขนมากขนาดนี้
ประดาบ ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่ง ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แจ้งไปยังนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่ถูกวางตัวให้มาเป็นประธานกกต. เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ ว่า พล.อ.เปรม ต้องการให้กกต.ออกใบแดง ให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 20 ใบ ซึ่งตรงกับที่หนังสือพิมพ์มติชน เคยเสนอข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียว จะถูกใบแดงถึง 20 ใบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
หลังจากได้รับแจ้งความประสงค์ของพล.อ.เปรม นายอภิชาติ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวปรอ. ของพล.อ.สนธิ และในฐานะประธานกต. ก็แจ้งให้กกต.อีก 4 คนทราบ ปรากฎว่ามีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ รับใบสั่งด้วยความยินดีและพร้อมใจปฏิบัติตาม โดยไม่มีคำถามและข้อสงสัย ในขณะที่กกต.อีก 3 คน คือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และ นายสมชัย จึงประเสริฐ ไม่เห็นด้วย และต้องการทราบเรื่องจากปากของพล.อ.สนธิ โดยตรง ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ข่าวชิ้นนี้ สอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีความมั่นใจว่ากกต.จะออกใบเหลือง ใบแดง มากจนเป็นเงื่อนไขให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชน เป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 68 เสียง มากกว่าพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันเสียอีก
อาการ มั่นใจว่าจะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาใบเหลืองใบแดง ในขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มั่นใจว่าถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่นายวารินทร์ โหรคมช. ทำนายว่านายสมัคร จะไม่ได้เป็นนายกรัฐฒนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาล เป็นอาการผิดปกติอย่างมากสำหรับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 จะต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคที่แพ้การเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาล
แต่ทว่า ความมั่นอกมั่นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่ออก มาเด้งรับความต้องการของคมช. ด้วยการโวยวายว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ทำงานช้า และจงใจทำสำนวนอ่อน เพื่อไม่ให้มีการออกใบเหลือง ใบแดง
นางสดศรี สัตยธรรม ยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กกต.ปล่อยเอกสารการสอบสวนรั่วไปถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ของกกต. โดยเสนอตัวมาเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบ สวน แทนนายสมชัย เอง อีกทั้งยังออกมาให้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการแจกใบแดง จนทำให้เกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล
ปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นในซีกฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย คมช. และ กกต.บางคน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ล่วงหน้า
หลังการเลือกตั้งผ่านไป 3 วัน กกต.เพิ่งออกใบเหลืองให้แก่พรรคพลังประชาชนได้แค่ 3 ใบ ทำให้จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ลูกสมุนในคมช. เริ่มอึดอัด หายใจติดขัด เพราะกกต.ให้คำตอบไม่ชัดเจนว่าจะทำตามใบสั่งที่ส่งมาหรือไม่ ในขณะที่ใบแดงที่รออยู่ กลับจะตกแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจับซื้อเสียงพร้อมเงิน 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมบงการและคมช. ยิ่งไม่สบายใจ ว่ากกต.จะทำงานด้วยความเที่ยงตรงต่อหลักการของกฎหมาย หรือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อคมช.กันแน่
เมื่อไม่มั่นใจในกกต. ก็ทำให้ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง พล.อ.สนธิ จึงต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยการเรียกกกต. ทั้ง 5 คน มาพบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งข่าวนี้ก็รั่วไปถึงหนังสือพิมพ์อีก และมีการรายงานข่าวกันอย่างเปิดเผย แต่มีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่กกต.อีก 4 คนปิดปากเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ
การพบปะของกกต. กับ พล.อ.สนธิ ไม่ได้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมน ตรี กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หากแต่เป็นการเรียกพบทีละคน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ กกต.แต่ละคน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อทวงถามบุญคุณ และสั่งให้ปฏิบัติตามใบสั่งของจอมบงการแห่งบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ที่เป็นนายใหญ่ของคมช.
พล.อ.สนธิ สามารถเจรจาหว่านล้อมให้กกต. 2 คน คล้อยตามได้ด้วยการข่มขู่ จนเกิดความหวาดกลัวในชีวิตตนเองและครอบครัว ได้แก่ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร ในขณะที่ กกต.อีก 2 คน คือ นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ และ นางสดศรี สัตยธรรม พร้อมใจกันรับปฏิบัติเต็มที่ แต่ท่าทีของนายอภิชาติ ไม่โฉ่งฉ่างแจ่มชัดเท่ากับนางสดศรี เพราะเก็บอาการได้ดีกว่า
แต่ การข่มขู่ของพล.อ.สนธิ ที่ใช้ได้ผลกับคนอื่น กับไม่ได้ผลเมื่อนำมาใช้กับนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นคนสำคัญในการนำเสนอสำนวนการร้องเรียน ให้กกต.ทั้งคณะพิจารณา เนื่องจากนายสมชัย ยึดหลักของกฎหมาย และความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ยอมยึดหลักกู และความต้องการของคมช. เป็นหลัก
ผลที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย จึงประเสริฐ เมื่อไม่ยอมรับใบสั่งของคมช. ก็คือ ข้อ เสนอเชิงบังคับให้หยุดงานด้วยการลาพักร้อน 10 วัน ซึ่งนายสมชัย ก็ไม่ยินยอมอีก จึงได้รับข้อเสนอใหม่ ให้ออกไปจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดทางให้นางสดศรี สัตยธรรม มาทำหน้าที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แทน
1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จนถึงทุกวันนี้ นางสดศรี พูดกับนักข่าวหลายครั้งว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนมีปัญหาล่าช้า และอยากจะทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทนนายสมชัย และได้ยื่นข้อเสนอไปที่ ประธานกกต. แล้ว ซึ่งนายอภิชาติ ในฐานะประธานกกต. ก็มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอนี้ อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเท่ากับไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของนายสมชัย
นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นตำรวจรับใช้ในบ้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มี หน้าที่หลักคือเปิดปิดประตูบ้านสุโขทัยของนายสนธิ และดูแลความปลอดภัยของสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มาเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนสอบสวนของกกต. อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่าสำนวนการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคพลังประชาชน
แรงกดดันที่นายสมชัย ในขณะนี้หนักหน่วงและรุนแรงมาก และกำลังจะลุกลามไปถึงบุคคลในครอบครัวของนายสมชัย อีกทั้งยังมีการขัดขวางไม่ให้นายสมชัย เข้าร่วมการประชุมกกต.ทั้งคณะ เพื่อไม่ให้นายสมชัย มีส่วนร่วมในการลงมติ เพื่อให้การออกใบเหลืองใบแดง เป็นไปตามที่คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ต้องการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้รู้ระแคะระคาย และกลเกมของฝ่ายคมช. แล้ว ว่ากำลังบีบบังคับนายสมชัย อย่างไร จึงทำให้การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นไปด้วยความตึงเครียด และระมัดระวังตัวสูง เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว
มีการยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของกกต.จังหวัดที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ก็คือ ที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประธานกกต. เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด คือ นายเกษม วัฒนธรรม ยื่นสำนวนสอบสวนให้ออกใบแดงแก่ผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คน เนื่องจาก นายเนวิน ชิดชอบ ไปยืนฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน
ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เห็นว่าเป็นการยื่นคำร้องให้ใบแดงที่ไม่มีเหตุผล และไม่น่าเชื่อว่าคนระดับประธานกกต. จะให้เหตุผลเช่นนี้ เพราะในการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่สนามหลวง มีอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย หลายคนไปร่วมสังเกตการณ์และฟังการปราศรัย เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ ประธาน กกต.บุรีรัมย์ กลับใช้เหตุผลนี้เสนอให้ใบแดงแก่พรรคพลังประชาชน แบบยกจังหวัด หากกกต.เห็นด้วยกับนายเกษม ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กกต.คณะนี้อยู่ใต้การบัญชาการของคมช. และทำงานใบสั่ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ
ในขณะที่คมช. กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณ แทรกแซงกกต. องค์กรอิสระ และเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ คมช.เองกลับทำเลวร้ายกว่าหลายพันเท่า และทำกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวสายตาประชาชนที่ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แม้แต่น้อย
สถานการณ์ในขณะนี้ จึงทำให้นายสมชัย จึงประเสริฐ และครอบครัว ตกอยู่ในอันตราย อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งแรงกดดันในกกต.ด้วยกันเอง และคำข่มขู่คุกคามจากคมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์
กำลัง ใจจากประชาชน คือ สิ่งที่น่าจะช่วยให้นายสมชัย ยืนหยัดอยู่เพื่อความถูกต้อง และความดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกหาเหตุ หาเรื่องออกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค ไม่เว้นแต่ละวันในขณะนี้
มีแต่กำลังใจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านอำนาจมืด อำนาจเผด็จการที่กำลังเข้าครอบงำกกต. ได้
เช่นเดียวกับ มีแต่พลังประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านเผด็จการครอบงำประเทศไทย และชีวิตคนไทย ได้
จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกคนร่วมกันให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ผู้ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ด้วยครับ
โดย ประดาบ hi-thaksin.org
30/12/50
กกต. แจก 3 ใบแดง พปช.
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา (30 ธ.ค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต. มีมติให้ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน คือ นายประกิจ พลเดช นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ข้อกล่าวหาเรื่องของการแจกเงิน และการขนคนใบฟังการปราศรัย กกต.เห็นว่ามีการกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา จึงต้องเพิกถอนสิทธิ์เป็นเวลา 1 ปี และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทั้ง 3 ราย ชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงจะถูกดำเนินคดีอาญาด้วย
ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสำนวนการสอบสวนใบเหลือง-ใบแดงมีการรั่วไหล และว่า กกต.จะทยอยตรวจสอบใบเหลือง-ใบแดงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คาดว่าภายใน 2-3 วันจะทราบผลว่ามีใบเหลือง-ใบแดงจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ วันที่ 3 ม.ค. 2551 จะทราบจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าใด และจะประกาศผลในส่วนที่ไม่มีผู้ร้องเรียน
นายสุเมธ ยังปฏิเสธว่าไม่มีการดักฟัง กกต.ในการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง แต่หากมีการดักฟังจริงก็ไม่เกิดปัญหาขึ้น เพราะ กกต.ทำงานอย่างโปร่งใส จึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ และขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมายัง กกต.แล้วกว่า 100 เรื่อง
ที่มา ไทยรัฐ 30/12/50ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2550............
• หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาสมานฉันท์กันอย่างยุติธรรม ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2550............
• เปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 40 กับ รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ปี 50 ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองช่างห่างไกลกันลิบลับ เห็นได้จากหลังเลือกตั้งนับจากปี 40 เป็น ต้นมา พรรคการเมืองมีแนวโน้มจัดตั้ง รัฐบาลที่แข็งแกร่ง ได้มากขึ้น โดยเฉพาะยุค รัฐบาลทักษิณ สามารถเริ่มทำงานช่วยเหลือประชาชน ได้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ผลการเลือกตั้งเลยทีเดียว!!!.............
• แต่รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ที่ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อย คุย นักคุยหนาว่าดีที่สุดในโลก จนป่านนี้แล้ว การจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่มีอะไรแน่นอน ข้อสำคัญ พรรคการเมืองที่ได้รับการความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศเป็นอันดับ 1 ต้องทำตัวไม่ต่างจาก ขอทาน เที่ยววิ่งไปขอความเมตตาปรานีจากพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งมีอำนาจต่อรองเหนือพรรคอันดับ 1 ไปแล้ว และนี่ก็คือ สิ่งที่ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อย ต้องการเห็นมากที่สุด!!!.............
• ภาวะกลับตาลปัตรที่เกิดขึ้น ก็เพราะมี ใครบางคน ต้องการหมุนทวนเข็มนาฬิกาให้สถานการณ์ย้อนยุคกลับไป เนื่องจากกลัวว่า อำนาจทางอ้อม ที่ประชาชนมอบให้พรรคการเมืองจะมีมากเกินไปจนไปกระทบ โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ก็เลยต้องแก้ด้วยการ พบกันครึ่งทาง ใช้อำนาจเก่าแก่ถ่วงดุลอำนาจใหม่ตามวิถีประชาธิปไตย!!!.............
• เรื่องนี้ เห็นได้จากข้อเสนอ 5 ข้อของ พรรคชาติไทย และ พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ยื่นให้กับ พรรคพลังประชาชน ส่งต่อไปให้ ใครบางคนในต่างประเทศ รายละเอียดทั้ง 5 ข้อเป็นอย่างไร พ่อแม่พี่น้องประชาชนลองไปอ่านจากข่าวให้ดีๆก็จะพบได้เองว่า เป็นข้อเสนอที่สะท้อนมุมมองของ อำนาจเก่าแก่ ที่มีต่อ อำนาจใหม่ ได้ อย่างชัดเจนที่สุด!!!.............
• “เห่าไฟ” มองว่า พรรคชาติไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเพียง ทูต ในการเจรจาหย่าศึก เพื่อนำไปสู่การปกครองแบบ ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาอีก หากพรรคพลังประชาชน ไม่รับข้อเสนอ ก็จะมีการงัดแผน 2 ขึ้นมาใช้ นั่นก็คือ ให้ พรรคชาติไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน ไปจับขั้วกับ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วรอฟังผลใบแดงใบเหลืองจาก กกต. !!! .............
• จริงๆแล้ว อำนาจเก่าแก่ ไม่ต้องเจรจากับ พรรคพลังประชาชนก็ได้ “เห่าไฟ” เชื่อว่า พวกฮาร์ดคอร์ หรือ พวกซาดิสต์ ในกลุ่มอำนาจเก่าแก่ ก็คงจะลุ้นให้ใช้วิธี แตกหัก ผลักพรรคพลังประชาชนไปเป็นฝ่ายค้าน แต่โชคดีที่ยังพอมี กุนซือ ที่สุขุมรอบคอบ เตือนว่า แผ่นดินอาจไม่สงบสุข วิธีหักดิบเอาพรรคอันดับ 2 ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็เท่ากับ ทำร้ายจิตใจประชาชน ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกพรรคอันดับ 1 อย่างรุนแรง บ้านเมืองมีหวังไม่ได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขแน่นอน!!!.............
• ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์การเมือง จึงปรากฏออกมาอย่างที่เห็นกันอยู่นี่แหละ ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการจะให้เป็นอย่างไร “เห่าไฟ” ขอบอกว่า อย่าได้ดูถูกดูแคลนตัวเองเด็ดขาด ใครจะดูถูก รากหญ้า อย่างไรก็ช่างเขา แต่ รากหญ้า อย่าได้ดูถูกตัวเอง เพราะ พลังของรากหญ้า ก็คือ พลังของแผ่นดินนั่นเอง!!!.............
• หากจำกันได้ ตอนปฏิวัติ เป้าหมายก็คือต้องการเล่นงาน พรรคตัวแทนรากหญ้า ให้ถึงตายใช่หรือไม่ แต่มาวันนี้ ผู้มีอำนาจรู้แล้วว่า ยิ่งทำลายก็ยิ่งเติบโต ก็เลยยอมเจรจาด้วย สันติวิธี พรรคที่เป็นตัวแทนรากหญ้าก็ขอให้จดจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี ถ้าวันใดไม่มี ชาวรากหญ้า ให้การสนับสนุน รับรองได้เลยว่า ต้องตายไร้แผ่นดินไทยกลบหน้าแน่นอน!!!.............
• หลังจากนี้ ก็ ต้องตามไปดูกันต่อว่า เมื่อยื่นข้อเสนอ 5 ข้อมาแล้ว จะมีข้อเสนออะไรติดตามมาอีกระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านมา ประชาชนชาวรากหญ้า ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินก็ยอม อ่อนข้อ ให้มากพอแล้ว หากต้องการ สมานฉันท์ กันจริงๆ ก็ต้องยึดหลักความเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่สมานฉันท์แบบเอาแต่ ได้ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น เห็นแล้วไร้ความเป็นธรรมสิ้นดี!!!.............
• ส่วนคำขู่เรื่องปฏิวัติ “เห่าไฟ” ฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ท้าทาย แต่อยากเตือนให้กลับไปทำการบ้านเรื่อง ยุทธวิธี ให้ดีกว่านี้ เพราะก่อนหน้า 19 กันยายน 2549 คำว่า ปฏิวัติ หมายถึงการหย่าศึกนองเลือด ประชาชนถึงได้มอบดอกไม้ให้แทนก้อนอิฐ แต่หลังจากนั้น คำว่า ปฏิวัติ ในสายตาประชาชนหมายถึง การบริหารงานล้มเหลว ประชาชนยากจนถ้วนหน้า แถมยังใช้อำนาจรัฐแบบเลือกปฏิบัติ ใครขืนปฏิวัติอีก ก็จะกลายเป็น จำเลย ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ วีรบุรุษ อีกต่อไป!!!.............
• จริงๆแล้ว ใกล้ปีใหม่ “เห่าไฟ” ไม่น่าหยิบเอาเรื่องซีเรียสมาเขียน แต่ก็อดไม่ได้ เพราะมันเป็น ความจริง ที่คนไทยต้องเผชิญหลังจากเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไป ยังไงก็ขออวยพรให้ ทุกคนประสบความสุขสมหวังในปีหน้า ชีวิตคนเราอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปี ถ้าให้ดีก็รักกันไว้ให้มากๆดีกว่าจะมาทะเลาะเบาะแว้งฆ่าฟันกันเอง สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ!!! .............
จาก ไทยรัฐ 30/12/50
5 เสือกกต. กฎหมายปราบมาร
เมื่อวันเวลาหมุนเปลี่ยนเวียนผัน ผ่านมาถึงสิ้นปี
ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ต้อง มานั่งประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อเลือกบุคคลการเมืองแห่งปี
และแน่นอน ผู้ที่ได้ครองตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี จากการ พิจารณาของเราไม่ได้หมายความว่า
เขาผู้นั้นต้องเป็นบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยม หรือมีความสามารถเก่งกาจเชี่ยวชาญการเมือง
เพราะเวทีแห่งนี้ ไม่ใช่เวทีประกวดบุคคลดีเด่นทางการเมือง
แต่บุคคลการเมืองแห่งปี ในนิยามของเรานั้น หมายถึงบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพ สร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด สร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นกับการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน
สำหรับปีนี้ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ยอมรับว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติในรอบปี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร
ทำให้การพิจารณาคัดเลือกบุคคลการเมืองแห่งปี มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย จะหยิบใครมาพิจารณาก็มีข้อด้อย ข้อเสียข้อติติง มีริ้วรอยตำหนิ
ทั้งผู้นำรัฐบาล บิ๊ก คมช. อดีตผู้ก่อการยึดอำนาจ อดีตผู้นำที่ระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ ที่มีการเสนอชื่อขึ้นมา ส่วนใหญ่โดดเด่นไปในเรื่องความขัดแย้ง ต่อสู้ ห้ำหั่น
หยิบยกใครมาพิจารณาก็เต็มไปด้วยเงื่อนไขหักล้าง มีทั้งเสียงเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ไม่มีใครได้เสียงเอกฉันท์
สุดท้ายจึงต้องมีการทบทวน พิจารณากันอย่างรอบด้านในมุมที่กว้างออกไป และในที่สุด ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี 2550
ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่บุคคลการเมืองแห่งปีเป็นคณะบุคคล ไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา
สำหรับเหตุผลที่ทีมของเราลงมติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี
ก็เพราะปีนี้การเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ เป็นปีแห่งการ เปลี่ยนผ่านจากห้วงรัฐประหาร กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย โดยผ่าน กระบวนการเลือกตั้งของประชาชน
ซึ่ง กกต.ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการ เปลี่ยนผ่านครั้งนี้
โดยเฉพาะการควบคุมการเลือกตั้งในภาวะสงครามการเมือง ภาย ใต้สถานการณ์รัฐประหารไม่สะเด็ดน้ำ
สำหรับที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ที่ประกอบด้วย
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง
ชัดเจน 5 เสือ กกต.ชุดนี้ ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่มีที่มา จากการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผ่านการลงมติคัดเลือกจากวุฒิสภาในช่วงวิกฤติการเลือกตั้งจากเหตุที่ กกต.ชุดอย่างหนา 3 คน ถูกศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
แต่ระหว่างที่รอกระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ได้เกิดปัญหาสะดุด เพราะมีการรัฐประหาร
จากนั้นคณะผู้ยึดอำนาจจึงมีประกาศแต่งตั้งให้ผู้ที่ได้รับการคัด เลือกจากวุฒิสภาทั้ง 5 คน เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นการแต่งตั้งตามน้ำ
แน่นอน 5 เสือ กกต.ชุดนี้ ล้วนเป็นมือกฎหมาย เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษาและอดีตอัยการระดับสูง ได้รับการยอมรับในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมดี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย
เคยเป็นผู้พิพากษาในแผนกคดีปกครองในศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 และภาค 5 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย
เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร อธิบดีอัยการ คดีทรัพย์สินทาง ปัญญาและการค้าระหว่าง ประเทศ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุด
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย
เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก คดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ ภาค 3 อธิบดีผู้พิพากษา ภาค7 และภาค 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 7 และผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้
นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง จบนิตศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ และนิติศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เคยเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ระดับเปาบุ้นจิ้น ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม มีการมองกันว่า กกต.ทั้ง 5 คนเป็นมือกฎหมายถนัดเรื่องการตัดสินคดี แต่อาจไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง ในขณะที่ นักการเมืองมีสารพัดวิชามาร จะทันเกมกันหรือไม่
แต่ กกต.ก็ได้พิสูจน์ว่าด้วยความเป็นนักกฎหมาย สามารถใช้กฎหมายแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะ ในประเด็นนักการเมือง 111 คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากคดียุบพรรคไทยรักไทย
กกต.ได้ตอบข้อหารือ ไม่ให้นักการเมืองทั้ง 111 คน เข้ามายุ่งเกี่ยว กับการหาเสียงเลือกตั้ง ย้ำชัดเรื่องนี้ไม่ใช่คำสั่ง เป็นเพียงคำแนะนำ แต่ถ้าใครฝ่าฝืนอาจมีคนอื่นไปฟ้องศาลดำเนินคดี
เพียงเท่านี้ ก็สามารถสยบความเคลื่อนไหวของคนในบ้านเลขที่ 111 ได้อย่างชะงัด
ทำให้นักเลือกตั้งที่สมัยก่อนไม่ค่อยเกรงกลัวกติกา ผวาไปตามๆกัน
นอกจากนี้ กกต.ยังวางระเบียบคุมเข้มการหาเสียง กำหนดจำนวน ขนาดแผ่นป้ายหาเสียง จุดติดแผ่นป้าย กำหนดจุดปราศรัยใหญ่ ป้องกันการทุ่มเงินโฆษณาหาเสียง สร้างความเท่าเทียมให้กับทุกพรรค
ส่งผลให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปแบบราบเรียบ อยู่ในกรอบ ไม่คึกคักครึกโครมเหมือนที่ผ่านๆมา
แต่อีกมุมหนึ่ง การออกระเบียบคุมเข้ม ก็ช่วยทำให้การหาเสียงแบบผิดกฎหมายลดลงไป
เหนืออื่นใด ภารกิจสำคัญของ กกต.ชุดนี้ คือ การดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด
เพื่อดำรงความบริสุทธิ์และยุติธรรมในการเลือกตั้ง
สำหรับภาคปฏิบัติในการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ กกต.ได้ประเดิมการทำหน้าที่ด้วยการตัดสิทธิผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติไปกว่า 30 คน
และในจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม ที่มีประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งสิ้น 2,965,279 คน
การดูแลในภาพรวมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
นอกจากนี้ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตั้งแท่นพิจารณาเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเลือก ตั้งหลายคดี อาทิ
กรณีการจ่ายเงินจ้างยานพาหนะขนคนไปฟังปราศรัยที่ อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา กรณีนายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน หาเสียง โดยใช้รูปและวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนที่สุดนายประแสงต้องชิงลาออกจากสมาชิกพรรค ถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัคร ส.ส.
นอกจากนี้ กกต.ยังมีมติส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนิน คดีอาญากรณีพรรคพลังประชาชนปลอมลายเซ็นในใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคของนายสิทธิ ชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
สำหรับการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาหมาดๆ กกต.ก็ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้ผ่านไปได้ ด้วยความเรียบร้อย
โดยผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 233 คน พรรคประชาธิปัตย์ 165 คน พรรคชาติไทย 37 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน พรรคมัชฌิ-มาธิปไตย 7 คน และพรรคประชาราช 5 คน
พรรคพลังประชาชนประกาศตัวเป็นแกนนำเชิญพรรคเล็กจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็ประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาลถ้า พรรคพลังประชาชนรวบรวมเสียงข้างมากไม่สำเร็จ
เดินเกมจับขั้วกันฝุ่นตลบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างยิ่งก็คือ
มีการร้องเรียนว่าที่ ส.ส. จำนวนหลายสิบราย ใช้วิชามาร มีพฤติกรรมทุจริต ทำผิด กฎหมายการเลือกตั้ง
หวังผลให้มีการแจกใบเหลือง ใบแดง
โดยหลังการเลือกตั้ง กกต.ได้เริ่มพิจารณาเรื่องร้องเรียนและมีมติประเดิมแจกใบเหลืองว่าที่ ส.ส.นครราชสีมาไปแล้ว 3 คน ในกรณีจ้างรถขนชาวบ้านไปปราศรัยที่ อ.พระทองคำ
และยังมีเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งอีกเป็นร้อย สำนวนที่จ่อคิวรอการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ตรงนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต.ที่ต้องตัดสินด้วยความ สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้ผลการชี้ขาดเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย
เพราะกฎหมายต่างๆที่ออกมาทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง เป็นเพียงตัวหนังสือ
แต่การนำกฎหมายไปใช้ในภาคปฏิบัติให้เป็นจริง ขึ้นอยู่กับ คนที่บังคับใช้กฎหมาย
โดยเฉพาะในสถานการณ์การเลือกตั้งหลังการรัฐประหาร การเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้ว มีการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ
กกต.จึงมีบทบาทสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมยอมรับการตัดสินชี้ขาดผลการเลือกตั้ง
ฉะนั้น การที่จะทำให้การเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผ่านนำ พาประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติไปได้ จึงขึ้นอยู่ที่ กกต.ชุดนี้
เพราะหากผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอย่างที่หมอดูบางราย ทำนายเอาไว้
เหนืออื่นใด ถ้าการบังคับใช้กฎหมายเป็นข้อยุติความขัดแย้ง ไม่ได้ ปัญหาก็ไม่จบ
ความสูญเสียจะกินลึก จนล่มจมหายนะ ประสบเคราะห์กรรม กันทั้งประเทศ
ด้วยบทบาทและหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยน ผ่านประเทศไทยในครั้งนี้ ความเข้มแข็งและเที่ยงธรรมของ กกต. จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ทีมของเราจึงยกให้ 5 เสือ กกต. เป็นบุคคลการเมืองแห่ง ปี 2550.
จาำก ไทยรัฐ ( 30/12/50)