WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 1, 2008

บุคคลในข่าว คอลัมน์ประจำวัน จากไทยรัฐ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.....ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ.....สวัสดีปีใหม่ 2551 ประจำวันอังคารที่ 1 มกราคม 2551...


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.....ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ.....สวัสดีปีใหม่ 2551 ประจำวันอังคารที่ 1 มกราคม 2551............

เริ่มศักราชใหม่ ต้อนรับปีชวด จะเป็น ปีหนูติดจั่น หรือปีหนูร่าเริง หรือจะเป็น ปีหนูวุ่นวาย.......ก็อยู่ที่คนไทยในชาติจะ สามัคคีกันแค่ไหน.....ด้วยความหวังว่าประเทศไทยและคนไทย จะผ่าทางตันวิกฤติบ้านเมือง ไปได้ด้วยดี.....เลิกเสียทีที่จะมาทะเลาะกันเอง..... “อินทรีเหล็ก” อยากจะอันเชิญพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นพรอันเป็นมงคลในเทศกาลปีใหม่.....คนไทยต้องรู้รักสามัคคี ก่อนที่ประเทศชาติจะล่มจม............

ก่อนอื่น บ้านเมืองจะต้องยึด หลักเกณฑ์กติกา.....ที่เป็นธรรมและชอบธรรม.....ทุกหน่วยงานทุกสถาบัน จะต้องรู้จักภาระหน้าที่ของตัวเอง.....กลับเข้าสู่ที่ตั้ง.....ยุติเรื่อง บุญคุณความแค้นส่วนตัว.....เลิกหวาดระแวง เลิกมีทิฐิและทำใจเสียสละ.....อำนาจพิเศษ จะต้องไม่มาก้าวก่าย.....แค่นี้ประเทศไทยก็ไปรอดแล้ว............

ไหนๆก็ไหนๆพูดกันให้ตรงเป้า.....คนที่อยู่ในประเทศ ต้องเลิกหวาดระแวง คนที่อยู่ต่างประเทศ.....เลิกหวาดระแวงว่า ขั้วอำนาจเก่า จะกลับมาล้างแค้นซะที.....เมื่อเจ้าตัวย้ำแล้วย้ำอีกว่า ไม่ขอกลับมาเล่นการเมือง.....จะรับใช้ประเทศไทยในฐานะคนไทยคนหนึ่ง..... และพร้อมที่จะ กลับเข้ามาสู้คดี ในระบบขบวนการยุติธรรมทุกอย่าง.....ก็น่าจะจบ ไม่เห็นต้องมากลัวเงาตัวเอง............

“อินทรีเหล็ก” เห็นด้วย ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเข้ามาหลังมีรัฐบาล หลังบ้านเมืองผ่อนคลายวิกฤติการเมืองแล้วจะหันหลังให้กับการเมืองจริงๆ..... ใช้ความสามารถของอดีตผู้นำ ทั้ง ในด้านสังคม ต่างประเทศ และ เศรษฐกิจ ช่วยฟื้นฟูชาติอีกแรง............

อย่างน้อย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีศักยภาพในแง่ของ ความเชื่อมั่น และได้ภาพว่า คนไทยเลิกทะเลาะกันแล้ว.....ทำงาน ด้านสังคม กีฬา เดินสายโรดโชว์ เศรษฐกิจ..... ภาพที่ต่างประเทศมองประเทศไทยในด้านลบก็จะดีขึ้น............

ที่รู้มา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บทเรียนครั้งนี้มากมาย.....การตัดสินใจหันหลังให้การเมือง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ สงสารครอบครัว..... ทั้งภรรยาและลูกต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน...... เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับน้ำตาซึม............

เอ้า รัฐบาล พลังประชาชน จะตั้งไข่ได้หรือไม่ เงื่อนไขอยู่ที่ กกต. .....ตามประสาคนหาข่าว กกต.จะ มีการแจกใบแดง หลายจังหวัด......และทำท่าจะไปลงที่ พลังประชาชน หนักกว่าเพื่อน.....“อินทรีเหล็ก” ว่าประเด็นนี้ต้องพิจารณาให้ดี......อย่าให้มีข้อครหาว่า เลือกที่รักมักที่ชัง ยังเล่นสงครามล้างขั้วกันไม่เลิก............

ก็หลักฐานออกทนโท่ ทั้ง ประชาธิปัตย์ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน และพรรคอื่นมีข้อร้องเรียนไม่แพ้กัน.....บางจังหวัดค่อนข้างจะชัด.....อาทิ เพชรบูรณ์ ชัยนาท มหาสารคาม กาฬสินธุ์ หรืออุบลราชธานี.....กกต.ระวังจะกลายเป็น เหยื่อตัวจุดชนวนนองเลือด เพราะความมีหลายมาตรฐานนะจะบอกให้............

ที่ “อินทรีเหล็ก” ได้ยินมาเต็มสองรูหู......การที่ กกต.ใช้ ตำรวจสันติบาล เข้าไปช่วยในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง......กลายเป็นช่องว่างของ ความไม่เป็นธรรม ขึ้นมา.....ก็เพราะมีนายตำรวจบางนายที่ ฝักใฝ่พันธมิตร และ ฝ่ายยึดอำนาจ แฝงอยู่ด้วย.....นอกจากนี้ ยังมี นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บางคนเข้ามาคุมงาน ตามใบสั่ง ด้วยตัวเอง.....งานนี้ขอบอกไม่เกี่ยวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. .....แต่ “อินทรีเหล็ก” อยากจะฝากความหวังให้ช่วย สกัดอีแอบ ที่จะเข้าไปสร้างความเสื่อมเสียให้กับสีกากี และสร้าง ความวุ่นวาย ให้กับบ้านเมือง พับผ่า............

พูดถึงเรื่องใบสั่งก็ต้องเปิดโปงกันหน่อย.....จริงหรือไม่ที่มีความพยายาม จะให้การเมืองเปลี่ยนขั้ว ให้ได้.....จริงหรือไม่ที่ ชงข้อมูลให้ กกต. เตรียมออกใบแดง 67 ใบ......และจริงหรือไม่ ว่าจะเป็นใบแดงที่เป็นของ ว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ทั้งหมด............

“อินทรีเหล็ก” อยากจะวิงวอน กกต.ในฐานะคนไทย ที่อยากเห็นประเทศชาติบ้านเมืองสงบสุข....... กกต.ต้องเป็นกลาง และเป็นธรรม......อย่าเป็นเครื่องมือของ เกมชิงอำนาจทางการเมือง......กกต.อย่าตกเป็นเครื่องมือของ การปฏิวัติอำนาจ...... เพราะ กกต.คือเครื่องมือกลั่นกรอง อำนาจประชาธิปไตย ของประชาชนให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด............

ความจริงที่ต้องยอมรับ คือ เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้พลังประชาชนมาเป็น แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล.....ไม่ใช่ ประชาธิปัตย์......ถ้าคิดจะฝืนเสียงสวรรค์ ของประชาชน....นอกจากจะตะแบง ไม่ เคารพกติกา ในระบอบประชาธิปไตย....... จิตใจก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย อีกด้วย............

ฮัดเช้ย สุดท้ายรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเป็น ของขวัญปีใหม่.......หรือจะเป็น รายการสยองขวัญปีใหม่ กันแน่ ห้ามกะพริบตา.....ว่าจะมี อำนาจพิเศษ เข้ามาแทรกแซงหรือไม่.......และจะได้เห็นหน้าตานักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย แต่ หัวใจเป็นเผด็จการ รับใช้ต่อท่ออำนาจ.......เพื่อสกัดกั้นอำนาจเก่า......ทำตัวเป็น ลูกตุ้มถ่วงประชาธิปไตย ไปฉิบ ............

ที่แปลกหูแปลกตา ก็เห็นจะเป็นรายงานความเคลื่อนไหวของ คนในกองทัพ......วิ่งเข้ารับใบสั่งกันอุตลุด...... หวังจะให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาในบ้านเมืองอีกกระทอก..... ก็ต้องชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. .....ที่วางตัวเป็นกลางไม่เอาด้วย.......ไม่เอาศักดิ์ศรีของกองทัพไปเสี่ยง............

เฮ้อ ที่ไปปล่อยข่าวกันโครมๆตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง......ถ้าเลือกพลังประชาชนเข้ามา ทหารจะปฏิวัติ..... ไม่อายชาวบ้านบ้างหรือไง.....เดี๋ยวนี้ประชาชน ไม่ได้กินแกลบกินรำ......จะได้ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ..... ใครคิดที่จะยึดอำนาจจากมือประชาชน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม......ก็จะได้เห็น พลังจากประชาชน เต็มท้องสนามหลวงชัวร์............

เมื่อ กลิ่นอายของเผด็จการ ยังไม่สะเด็ดน้ำ.....มีใบสั่งไปถึง อดีตนายทหาร คนสำคัญ ให้ใช้บารมีในฐานะเจ้านายเก่า......ไม่ให้เข้าไปจับขั้วตั้งรัฐบาลกับพลังประชาชน...... วนเวียนอยู่แต่ความแค้นส่วนตัวไม่เลิก.............

บรรทัดสุดท้าย “อินทรีเหล็ก” ถือโอกาสกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะ เป็นเศรษฐกิจหรือการเมืองในปีนี้ แม้จะไม่ดี แต่ก็หวังว่าจะไม่ร้ายเกินไป สำคัญ ต้องตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาท โชคดีปีใหม่ครับ............

“อินทรีเหล็ก”

จาก http://www.thairath.co.th/#

'อ๋อย' โวย คมช.บงการกกต.แจกใบแดงพปช. หวังพลิกขั้วปชป.ตั้งรัฐบาล

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงถึงกรณี ว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์เขต 1 พรรคพลังประชาชนได้ใบแดงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า กรณีที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่า การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เพราะขณะนี้ถือว่า การเลือกตั้งยังไม่สมบูรณ์ คือยังไม่มีการรับรองผล จึงอาจมีแนวโน้มการให้ใบแดงเพิ่มอีก

อีกทั้งการให้ใบแดงกับทั้ง 3 คน เป็นไปโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้บุคคล เหล่านั้นเข้ามาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนทราบมาก่อนตั้งแต่เป็นรักษาการ หัวน้าพรรคไทยรักไทย โดยมีอดีต ส.ส.หลายคนมาบอกว่า จำเป็นต้องไปอยู่พรรคอื่น เพราะได้รับแจ้ง จากผู้นำคมช.ในขณะนั้นว่า ถ้ายังอยู่ หรือไปอยู่พรรคที่ต่อเนื่องจากไทยรักไทยจะโดนใบแดง และจากนั้นก็เกิดเอกสารลับคมช.ที่ให้สกัด ขัดขวางทำลายพรรคพลังประชาชนโดยเฉพาะ


นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคมช. ก็ออกมาพูดว่า รัฐบาลจะตั้งยากเพราะใบเหลืองใบแดงจะมีมาก รวมทั้งนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการครป. ก็อออกมาบอกว่า ใบแดงจะมาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดสอดคล้องกันในฐานะเป็นพันธมิตรของคมช.

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ประชาชนทั้งประเทศไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจจึงเลือกพรรคพลังประชาชน ด้วยคะแนนทิ้งห่าง พรรคประชาธิปัตย์ แต่บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเช่น พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม กลับมาบอกว่า เชื่อลึกๆว่าประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาลทั้งที่ได้เสียงน้อยกว่ามาก มันจะเกี่ยวพันกันหมด ที่สำคัญบทบาทของกกต.ไม่มีความเป็นกลาง เพราะพล.อ.สนธิ พูดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่า กกต.ชุดนี้ตัวเองตั้งมากับมือ ทั้งหมดชัดเจนว่า จะมีการสกัดพรรคพลังประชาชน ตั้งใจให้ใบเหลือง ใบแดงมาตั้งแต่ต้น หากปล่อยให้มีการให้ใบเหลืองใบแดงตามอำเภอใจมากขึ้น จะมีผลถึงขั้นเปลี่ยนขั้วพรรค การเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชาชนอาจได้เสียงน้อยลงไปมาก ไม่มีโอกาสกลับมาแข่งอีก ซึ่งทั้งหมดถือ เป็นการบงการดำเนินการของกกต.

'ตอนนี้ผู้รัฐประหารกำลังกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือรัฐมนตรี ผ่านกกต.ทั้ง 4 คน ส่วนเรื่องการยื่นถอดถอนกกต.ในการทำหน้าที่ไม่เป็นกลางคงทำไม่ทันแล้ว เพราะต้องทำหน้าที่รับรอง ผลเลือกตั้ง แต่มันก็ตันเพราะต้องให้ส.ว.ถอดถอน ซึ่งส.ว.ครึ่งหนึ่งก็มาจากเขาทั้งนั้น ผมคิดว่าการทำ อย่างนี้ เป็นการฝืนมติมหาชน เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย นำไปสู่หายะต่อบ้านเมือง เป็นการ ทำลายผลการเลือกตั้ง หมายถึงว่าเรากำลังปกครองในระบอบเผด็จการ จะทำให้เกิดความอาฆาต มาตร้าย ไม่สมานฉันท์ เป็นอัตรายใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง เป็นการสืบทอดอำนาจรัฐประหาร กกต.ควรทำหน้าที่อย่าง เป็นกลาง ให้ได้แค่ใบเหลือเล็กน้อยตามข้อมูลหลัก ส่วนใบแดงควรให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ซึ่งทุกฝ่ายจะมั่นใจกว่า' นายจาตุรนต์ กล่าว และว่า ไม่ได้ปลุกให้คนมาชุมนุมกัน แต่ขอเรียกร้องให้สังคมช่วยกันติดตามการทำงานของกกต.และขอให้ผู้ยึดอำนาจ และกกต.ทั้ง 4 คน ยอมรับมติมหาชน

เมื่อถามว่า หากกกต.ยังเดินหน้าแจกใบแดงพรรคพลังประชาชนจะเกิดความวุนวายหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ก็จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมอย่างรุนแรง ไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นในสายตาของ ต่างประเทศ ไม่มี และต้องล่มไปในที่สุด และไม่มีหลักประกันว่าเราจะมีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมไปอีก 7 ปี ตามวาระของกกต


พปช.จับมือ3พรรคเล็กตั้งรบ.-เตือนอีแอบจ้องสกัด


(31ธค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรค อาทิ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายนพดล ปัทมะรองเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรค พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรค นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค เรียกประชุมด่วนกรรมการบริหารพรรคอย่างเร่งด่วน ที่ทำการพรรคพลังประชาชนตั้งแต่เวลา 10.00 น. เพื่อหารือว่าที่ ส.ส.พรรคถูกกรณีใบแดง
นายสมัคร กล่าวว่า จะมาบอกให้ฟังว่า เราเป็นพรรคการเมืองเมื่อเลือกตั้งมาแล้วเราก็พร้อมรับกติกา แต่เมื่อมีอะไรผิดปกติก็ต้องตะแคงหูฟังคำวิจารณ์ จนถึงวันนี้ตนก็ยังมั่นใจใน กกต.ใครจะประโคมข่าวอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะจังหวัดไหนก็ตาม มีความพยายามจากคนนอก อยู่นอกวงการเมืองด้วยซ้ำก็เห็นใจ กกต. ที่มีอะไรก็แล้วแต่เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ และจากคำให้การของพรรคพวก ว่าตลอด 7 วัน ที่มีการสอบสวน มันมีความผิดปกติเพราะมีความพยายามที่จะอาศัยมือและสถานะของ กกต. ทำให้เกิดความปั่นป่วนทั้งวงการ ทั้งเชียงราย อุดรธานี หนองคาย จึงไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างสถานการณ์เอาผู้คนมาสอบปากคำ มันประหลาด ฟังแล้วเป็นทุกข์แทน กกต. และที่แปลกใจคือคนที่เกี่ยวข้องกับคณะปฎิวัติ มาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ว่าเชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองที่ได้ 233 เสียง จะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่พรรคที่ได้น้อยกว่าจะได้เป็นรัฐบาล เพราะมีมือคนที่อยู่ข้างนอกคอยจัดการให้ ซึ่งไปสอดคล้องกับคนที่ได้คะแนนเลือกตั้งน้อยกว่าเรา ที่ออกมาแสดงท่าทางดีใจ
นายสมัคร กล่าวว่า ในเขต กทม. ก็มีความผิดปกติ ซึ่งเราก็ฝากความหวังไว้ที่ กกต.ว่าจะดูแลอย่างไร ไม่อยากวิจารณ์ แต่ที่ขอไปก่อนหน้านี้ เรื่องของผลคะแนนก็ยังไม่ได้ แต่ กกต.ใหญ่บอกว่าจะต้องผ่าน 60 วัน ซึ่งเราก็รอไม่มีปัญหา รอเพื่อที่จะได้ฉีกหน้าใครบางคน ตนรอได้ ก็ต้องฝากความหวังไว้กับ กกต. และที่เชื่อมั่นว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน และที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ก็เพราะ กกต.ได้ประคับประคองไว้ แต่มีคนจากภายนอกมาดำเนินการทำให้กระทบกระเทือน ซึ่งเป็นความเสียหายกับการเลือกตั้ง ดังนั้นใครที่กำลังดำเนินการใดๆก็ตามที่ไม่ได้มาจากคำสั่งของ กกต. แต่เป็นอำนาจจากข้างนอก ไปกระทำการอันน่าเกลียด ไปกระทำการที่เชียงราย เพราะลูกเขยใครบางคนไม่ได้รับเลือกตั้ง ตำรวจในปัจจุบันหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไปดูคนที่เข้าลิฟท์เมื่อคืนนี้ ที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก เราก็เลยตัดสินใจวันนี้ บ่ายสองโมง จะแถลงประกาศตั้งรัฐบาลก่อนขึ้นปีใหม่ และไม่ปิดประตูที่ใครจะตามมาทีหลัง จะอ้างว่าตัดสินใจแล้วก็ไม่ว่า โดยจะประกาศตั้งใช้ตัวเลข 254 เสียง จะเหลือ 251 ก็ไม่เป็นปัญหา ยังตั้งได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ลบเพราะยังไม่ไปกฤษฎีกา และขอกล่าวถึงคนที่เขียนคอลัมน์โดยระบุว่า เมื่อพลังประชาชนตั้งรัฐบาล 254 เสียงเป็นรัฐบาลที่ปริ่มน้ำ แต่หากพลิกกลับ เหลือพรรคพลังประชาชนพรรคเดียวก็จะมี ที่เหลือก็จะรวมกันได้ 247 ไม่ปริ่มหรือ
นายสมัคร กล่าวว่า หลังจากประชุมวันนี้เราก็จะกล้ำกลืนความกระทบกระทั่งว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้คนทั่วโลกเขามาดู ยกย่องชมเชย บอกว่าเรียบร้อย มันต้องได้รับการจัดตั้งเป็นรัฐบาลเมื่อดูตัวเลขแล้ว ตนจะอดทน แต่ที่จะบอกให้ฟังเมื่อครั้งไปหาเสียงปรากฏว่ามีหนังสือเล่มหนึ่ง มีชื่อว่าก้อนกรวดในรองพระบาท เมื่อเห็นหนังสือแล้วใจหาย ไม่กล้าเปิดอ่าน จึงขอบอกให้รู้ว่าใครจะทำอะไรอยากให้สำนึกบ้าง พรรคที่ได้รับเลือกตั้ง 233 ไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล เราจะดำเนินการตามกระบวน แต่ว่าไม่ใช่การท้าทาย
เมื่อถามว่าคนที่อยู่ภายนอก ที่เอ่ยถึงเป็นบุคคลเดียวที่ทำหนังสือเล่มนี้ใช่หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่กล้าเปิด แต่เห็นชื่อ และเป็นบุคคลที่มีตำแหน่ง
พล.อ. เรืองโรจน์ กล่าวว่า สำหรับการประกาศจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วกว่ากำหนดที่เคยกำหนดไว้ว่าจะเป็นวันที่ 4 มกราคมนั้น ไม่ได้เป็นการแก้เกมส์เพราะเกมส์นี้เป็นเกมส์ของเรา เพราะเรามั่นใจว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ ในวันนี้เมื่อเราสามารถจัดตั้งได้ 254 เสียง เราก็ต้องประกาศให้ประชาชนรู้ ส่วนพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นเราไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และยังฟไม่จำเป็นต้องไปคุยตอนนี้ เพราะเขาก็ประกาศแล้วว่าจะแถลงในวันที่ 2 มกราคม--จบ--


จาก hi-thaksin

ด่วน! อำนาจมืดคุกคาม กกต.


แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และ ประชนได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลและเป็นผู้บริหารประเทศ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ถึง 233 เสียง แต่กระบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และรุนแรงที่สุดในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ยังไม่หยุดปฏิบัติการ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายของผู้บงการและขับเคลื่อนขบวนการนี้ ที่อาศัยอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์

เป้าหมายของ จอมบงการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศต่อไปภายใต้การชี้นำของขบวนการสี่เสาเทเวศร์

ล่าสุด จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ส่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่มีอาการอกหัก เครียดจัด แค้นจัด จนแทบบ้าคลั่งเต็มที เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการตัดสินใจของประชาชน ไปเจรจากับ กกต. ท่านหนึ่ง เพื่อให้เจ้าร่วมขบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล หลังจากที่ กกต.อีก 4 คน ตกลงรับแผนแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ชื่อ สมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับและเข้าร่วมแผนงานนี้ด้วย เนื่องจาก สมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีร้องเรียนทั้งหมด

หากสมชัย ไม่เสนอให้ที่ประชุมกกต. พิจารณา ตามจำนวนที่จอมบงการต้องการ หรือ ไม่เสนอตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้

ข่าวชิ้นนี้ ยังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบเฉพาะกกต.5 คน และคนใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกไปพบ และออกมาพร้อมกับใบสั่ง และนายทหารระดับสูงของคมช. ที่เพิ่งประชุมกันไปเมื่อวันที่ 26 – 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งประชุมกันเองในหมู่สมาชิกคมช. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าทีม ทั้งการประชุมร่วมกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัวแทนของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การประชุมร่วมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอง รวมไปถึงการยกทีมไปพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน มากที่สุด และจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นสถานการณ์ที่คมช. ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคพลังประชาขนมากขนาดนี้

ประดาบ ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่ง ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แจ้งไปยังนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่ถูกวางตัวให้มาเป็นประธานกกต. เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ ว่า พล.อ.เปรม ต้องการให้กกต.ออกใบแดง ให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 20 ใบ ซึ่งตรงกับที่หนังสือพิมพ์มติชน เคยเสนอข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียว จะถูกใบแดงถึง 20 ใบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

หลังจากได้รับแจ้งความประสงค์ของพล.อ.เปรม นายอภิชาติ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวปรอ. ของพล.อ.สนธิ และในฐานะประธานกต. ก็แจ้งให้กกต.อีก 4 คนทราบ ปรากฎว่ามีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ รับใบสั่งด้วยความยินดีและพร้อมใจปฏิบัติตาม โดยไม่มีคำถามและข้อสงสัย ในขณะที่กกต.อีก 3 คน คือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และ นายสมชัย จึงประเสริฐ ไม่เห็นด้วย และต้องการทราบเรื่องจากปากของพล.อ.สนธิ โดยตรง ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ข่าวชิ้นนี้ สอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีความมั่นใจว่ากกต.จะออกใบเหลือง ใบแดง มากจนเป็นเงื่อนไขให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชน เป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 68 เสียง มากกว่าพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันเสียอีก

อาการมั่นใจว่าจะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาใบเหลืองใบแดง ในขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มั่นใจว่าถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรเช่นเดียวกับที่นายวารินทร์ โหรคมช. ทำนายว่านายสมัคร จะไม่ได้เป็นนายกรัฐฒนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาล เป็นอาการผิดปกติอย่างมากสำหรับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 จะต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคที่แพ้การเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาล

แต่ทว่า ความมั่นอกมั่นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่ออก มาเด้งรับความต้องการของคมช. ด้วยการโวยวายว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ทำงานช้า และจงใจทำสำนวนอ่อน เพื่อไม่ให้มีการออกใบเหลือง ใบแดง

นางสดศรี สัตยธรรม ยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กกต.ปล่อยเอกสารการสอบสวนรั่วไปถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ของกกต. โดยเสนอตัวมาเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบ สวน แทนนายสมชัย เอง อีกทั้งยังออกมาให้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการแจกใบแดง จนทำให้เกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย คมช. และ กกต.บางคน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ล่วงหน้า

หลังการเลือกตั้งผ่านไป 3 วัน กกต.เพิ่งออกใบเหลืองให้แก่พรรคพลังประชาชนได้แค่ 3 ใบ ทำให้จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ลูกสมุนในคมช. เริ่มอึดอัด หายใจติดขัด เพราะกกต.ให้คำตอบไม่ชัดเจนว่าจะทำตามใบสั่งที่ส่งมาหรือไม่ ในขณะที่ใบแดงที่รออยู่ กลับจะตกแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจับซื้อเสียงพร้อมเงิน 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมบงการและคมช. ยิ่งไม่สบายใจ ว่ากกต.จะทำงานด้วยความเที่ยงตรงต่อหลักการของกฎหมาย หรือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อคมช.กันแน่

เมื่อไม่มั่นใจในกกต. ก็ทำให้ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง พล.อ.สนธิ จึงต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยการเรียกกกต. ทั้ง 5 คน มาพบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งข่าวนี้ก็รั่วไปถึงหนังสือพิมพ์อีก และมีการรายงานข่าวกันอย่างเปิดเผย แต่มีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่กกต.อีก 4 คนปิดปากเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ

การพบปะของกกต. กับ พล.อ.สนธิ ไม่ได้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมน ตรี กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หากแต่เป็นการเรียกพบทีละคน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ กกต.แต่ละคน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อทวงถามบุญคุณ และสั่งให้ปฏิบัติตามใบสั่งของจอมบงการแห่งบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ที่เป็นนายใหญ่ของคมช.

พล.อ.สนธิ สามารถเจรจาหว่านล้อมให้กกต. 2 คน คล้อยตามได้ด้วยการข่มขู่ จนเกิดความหวาดกลัวในชีวิตตนเองและครอบครัว ได้แก่ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร ในขณะที่ กกต.อีก 2 คน คือ นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ และ นางสดศรี สัตยธรรม พร้อมใจกันรับปฏิบัติเต็มที่ แต่ท่าทีของนายอภิชาติ ไม่โฉ่งฉ่างแจ่มชัดเท่ากับนางสดศรี เพราะเก็บอาการได้ดีกว่า

แต่ การข่มขู่ของพล.อ.สนธิ ที่ใช้ได้ผลกับคนอื่น กับไม่ได้ผลเมื่อนำมาใช้กับนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นคนสำคัญในการนำเสนอสำนวนการร้องเรียน ให้กกต.ทั้งคณะพิจารณา เนื่องจากนายสมชัย ยึดหลักของกฎหมาย และความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ยอมยึดหลักกู และความต้องการของคมช. เป็นหลัก

ผลที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย จึงประเสริฐ เมื่อไม่ยอมรับใบสั่งของคมช. ก็คือ ข้อเสนอเชิงบังคับให้หยุดงานด้วยการลาพักร้อน 10 วัน ซึ่งนายสมชัย ก็ไม่ยินยอมอีก จึงได้รับข้อเสนอใหม่ ให้ออกไปจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดทางให้นางสดศรี สัตยธรรม มาทำหน้าที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แทน

1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จนถึงทุกวันนี้ นางสดศรี พูดกับนักข่าวหลายครั้งว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนมีปัญหาล่าช้า และอยากจะทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทนนายสมชัย และได้ยื่นข้อเสนอไปที่ ประธานกกต. แล้ว ซึ่งนายอภิชาติ ในฐานะประธานกกต. ก็มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอนี้ อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเท่ากับไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของนายสมชัย

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นตำรวจรับใช้ในบ้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มีหน้าที่หลักคือเปิดปิดประตูบ้านสุโขทัยของนายสนธิ และดูแลความปลอดภัยของสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มาเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนสอบสวนของกกต. อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่าสำนวนการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคพลังประชาชน

แรงกดดันที่นายสมชัย ในขณะนี้หนักหน่วงและรุนแรงมาก และกำลังจะลุกลามไปถึงบุคคลในครอบครัวของนายสมชัย อีกทั้งยังมีการขัดขวางไม่ให้นายสมชัย เข้าร่วมการประชุมกกต.ทั้งคณะ เพื่อไม่ให้นายสมชัย มีส่วนร่วมในการลงมติ เพื่อให้การออกใบเหลืองใบแดง เป็นไปตามที่คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้รู้ระแคะระคาย และกลเกมของฝ่ายคมช. แล้ว ว่ากำลังบีบบังคับนายสมชัย อย่างไร จึงทำให้การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นไปด้วยความตึงเครียด และระมัดระวังตัวสูง เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

มีการยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของกกต.จังหวัดที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ก็คือ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประธานกกต. เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด คือ นายเกษม วัฒนธรรม ยื่นสำนวนสอบสวนให้ออกใบแดงแก่ผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คน เนื่องจาก นายเนวิน ชิดชอบ ไปยืนฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน

ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เห็นว่าเป็นการยื่นคำร้องให้ใบแดงที่ไม่มีเหตุผล และไม่น่าเชื่อว่าคนระดับประธานกกต. จะให้เหตุผลเช่นนี้ เพราะในการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่สนามหลวง มีอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย หลายคนไปร่วมสังเกตการณ์และฟังการปราศรัย เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ ประธานกกต.บุรีรัมย์ กลับใช้เหตุผลนี้เสนอให้ใบแดงแก่พรรคพลังประชาชน แบบยกจังหวัด หากกกต.เห็นด้วยกับนายเกษม ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กกต.คณะนี้อยู่ใต้การบัญชาการของคมช. และทำงานใบสั่ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ

ในขณะที่คมช. กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณ แทรกแซงกกต. องค์กรอิสระ และเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ คมช.เองกลับทำเลวร้ายกว่าหลายพันเท่า และทำกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวสายตาประชาชนที่ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แม้แต่น้อย

สถานการณ์ในขณะนี้ จึงทำให้นายสมชัย จึงประเสริฐ และครอบครัว ตกอยู่ในอันตราย อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งแรงกดดันในกกต.ด้วยกันเอง และคำข่มขู่คุกคามจากคมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์

กำลังใจจากประชาชน คือ สิ่งที่น่าจะช่วยให้นายสมชัย ยืนหยัดอยู่เพื่อความถูกต้อง และความดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกหาเหตุ หาเรื่องออกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค ไม่เว้นแต่ละวันในขณะนี้

มีแต่กำลังใจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านอำนาจมืด อำนาจเผด็จการที่กำลังเข้าครอบงำกกต. ได้

เช่นเดียวกับ มีแต่พลังประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านเผด็จการครอบงำประเทศไทย และชีวิตคนไทย ได้

จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกคนร่วมกันให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ผู้ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ด้วยครับ

โดย ประดาบ

จาก hi-thaksin

โพลชี้‘ทักษิณ'นักการเมืองที่ปชช.ชอบมากที่สุด


เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน กรณี "ที่สุดแห่งปี 2550" ในกลุ่มตัวอย่าง 8,367 คน ทุกสาขาอาชีพ ระหว่างวันที่ 10-30 ธันวาคม พบว่า ความหวังในปีหน้าที่ประชาชนอยากให้ประเทศไทยเป็น อันดับ 1 ร้อยละ 49.36 คือประเทศไทยมีความสงบสุข ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบ รองลงมาร้อยละ 30.45 คือเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น และอันดับ 3 ร้อยละ 20.19 มีผู้นำประเทศที่ดี มีรัฐบาลที่ดี ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนมีความสุขมากที่สุด คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวร คิดเป็นร้อยละ 71.12 รองลงมาร้อยละ 20.89 มีการเลือกตั้งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และอันดับ 3 ร้อยละ 7.99 บ้านเมืองสงบสุข

ส่วนนักการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 47.53 รองลงมาร้อยละ 43.28 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอันดับ 3 ร้อยละ 9.19 นายชวน หลีกภัย นักการเมืองหญิงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด คือ นางปวีณา หงสกุล ร้อยละ 45.95 รองลงมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอันดับ 3 ร้อยละ 13.50 น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ คิดเป็นร้อยละ 13.50

สำหรับดารา-นักร้องที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด ยังคงเป็น "เบิร์ด" ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องเพลงไทยสากลหญิง คือ ดา เอ็นโดรฟิน นักร้องลูกทุ่งชาย คือ ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องลูกทุ่งหญิง คือ ต่าย อรทัย ดาราชาย ได้แก่ "เคน" ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ดาราหญิง คือ "แพนเค้ก" เขมนิจ จามิกรณ์ นักกีฬาชาย คือ นักฟุตบอล "ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย นักกีฬาหญิง ได้แก่ ปลื้มจิตร์ ถินขาว นักวอลเลย์บอล


จาก hi-thaksin

‘ทักษิณ' ปลื้มสมาชิกพปช.แห่เยี่ยม-ยันกลับเมืองไทยแน่


ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าววานนี้ (29 ธ.ค.) กรณีว่าที่ ส.ส.และอดีต ส.ส. พรรคพลังประชาชนกว่า 60 คน ยกคณะไปเยี่ยม พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เลี้ยงอาหารกลางวันที่โรงแรมรอยัล การ์เดนท์ ฝั่งเกาลูน โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้นำพวงมาลัยมอบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนตนเป็นตัวแทนกลุ่มกล่าวอวยพรปีใหม่ และขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณที่สร้างความเจริญให้ประเทศไทย ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังรักและศรัทธาต่อผลงานที่เคยทำไว้ ส่งผลให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวแสดงความยินดีกับพวกเราที่กำลังจะได้เป็น ส.ส. และอวยพรปีใหม่ พร้อมระบุว่าคณะปฏิวัติมีแผนบันได 4 ขั้นคือ ยุบพรรค ยึดทรัพย์ สลายขั้ว และสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นให้ได้รับชัยชนะ เขาใช้ความพยายามขจัดพวกเรา แต่ก็ไม่สามารถสกัดได้ เพราะพวกเรายังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ทั้งยังมีคนใหม่ๆไหลเข้ามารวมตัวกัน

ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวอีกว่า จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวพร้อมมีน้ำตาคลอเบ้าว่า "ทรัพย์สินของผมที่ถูกอายัดนั้น ล้วนหามาจากการประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้วจึงมาเล่นการเมือง ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเมื่อเข้าสู่การเมืองแล้วต้องมาเจอะเจอกับเหตุการณ์เยี่ยงนี้ในชีวิต ผมทำธุรกิจจนมั่นคงแล้วจึงเข้าสู่การเมือง ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าทุกวันนี้ต้องขอยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่าย ไม่เคยคิดว่าครอบครัวต้องถูกกระทำจนต้องแยกกันอยู่ ทั้งลูก เมียไม่มีโอกาสจะอยู่ด้วยกัน" ทำให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณที่ฟังอยู่ใกล้ๆถึงน้ำตาไหลร้องไห้ออกมา

"ผมต้องกลับประเทศไทยแน่ เพราะนั่นคือบ้านเกิดเมืองนอนของผม ถ้าเป็นไปได้ผมจะใช้ความรู้และประสบการณ์ช่วยเหลือรัฐบาลให้ทำงานเพื่อประเทศชาติเข้มแข็งประชาชนมีความสุข เมื่อสักครู่มีพวกเราถามผมว่าจะกลับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จริงหรือ ตอบได้เลยว่าไม่กลับ เพราะจะมีผลกระทบกับคนหนุ่มสาว ราคาดอกกุหลาบจะแพงมาก คร่าวๆน่าจะเป็นเดือนเมษายน ช่วงใกล้สงกรานต์ จะได้ไปทำบุญ ผมขอขอบคุณที่มาเยือน ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จ สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ" ร.ต.ท.เชาวรินอ้างคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณ--จบ--


จาก hi-thaksin

Monday, December 31, 2007

สมัคร​ ​สุนทรเวช​ ​มีลักษณะ​ต้อง​ห้าม​เป็น​นายกรัฐมนตรีจริง​หรือ

จาก มติชน
31 ธค 50

โดย​ ​กิตติศักดิ์​ ​ปรกติ​ ​อาจารย์ประจำ​คณะนิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


สรุป:

"ผลก็คือ​ ​ตราบ​ใด​ก็ตามที่ศาล​ยัง​ไม่​มีคำ​พิพากษา​ถึง​ที่สุด​ให้​จำ​คุกนายสมัคร​ ​นายสมัครย่อม​ยัง​ไม่​ขาดคุณสมบัติ​หรือ​มีลักษณะ​ต้อง​ห้าม​เป็น​รัฐมนตรี​ ​และ​เมื่อ​เป็น​รัฐมนตรี​แล้ว​ ​หากต่อมาศาลพิพากษา​ให้​จำ​คุกนายสมัคร​เพราะ​ความ​ผิดฐานหมิ่นประมาท​ ​นายสมัครก็​ไม่​ต้อง​พ้น​จาก​ตำ​แหน่งรัฐมนตรี​อยู่​ดี​ ​เนื่อง​จาก​นายสมัคร​ได้​รับประ​โยชน์​จาก​ข้อยกเว้น​ใน​มาตรา​ 182 (3) ​อัน​เป็น​กรณีที่รัฐธรรมนูญกำ​หนด​ให้​รัฐมนตรี​ซึ่ง​ต้อง​คำ​พิพากษา​ให้​จำ​คุก​ ​ไม่​ว่าคดี​จะ​ยัง​ไม่​ถึง​ที่สุด​ ​หรือ​จะ​มีการรอการลงโทษ​หรือ​ไม่​ต้อง​พ้น​จาก​ตำ​แหน่งไป"



มาตรา 182(3)

มาตรา​ 182 (3) ​กำ​หนด​ให้​ความ​เป็น​รัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ

"​ต้อง​คำ​พิพากษา​ให้​จำ​คุก​ ​แม้คดี​นั้น​จะ​ยัง​ไม่​ถึง​ที่สุด​ ​หรือ​มีการรอการลงโทษ​ ​เว้นแต่​เป็น​กรณีที่คดี​ยัง​ไม่​ถึง​ที่สุด​หรือ​มีการรอการลงโทษ​ใน​ความ​ผิดอัน​ได้​กระทำ​โดย​ประมาท​ ​ความ​ผิดลหุ​โทษ​ ​หรือ​ความ​ผิดฐานหมิ่นประมาท"


อ่านต่อ บทความเต็มที่นี่

2550...​ปี​แห่งการเสียโอกาส


ความ​จริง​แล้ว​เรื่องราวที่​จะ​สรุปต่อไปนี้ล้วน​เป็น​เรื่องที่​ “​ทีมเศรษฐกิจ​” ​ได้​ ​วิ​เคราะห์ผ่านตาท่าน​ผู้​อ่าน​ ​มา​แล้ว​ตลอด​ทั้ง​ปี

เรา​ได้​ลำ​ดับภาพรวมเศรษฐกิจของประ​เทศ​ ​ปัญหา​ความ​วุ่นวาย​ใน​สนามบินสุวรรณภูมิ​ ​ความ​ล่าช้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้า​ ​รวม​ถึง​การยกเลิกโครงการประชานิยมต่างๆ​

ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ ​โครงการแปลงสินทรัพย์​เป็น​ทุน​ ​กองทุนหมู่บ้าน​และ​ชุมชนเมืองแห่งชาติ​ ​โครงการหนึ่งตำ​บล​ ​หนึ่งผลิตภัณฑ์​ (โอทอป) ​ที่ล้วนแต่​เป็น​โครงการที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ ​และ​ช่วย​พลิกฟื้นเศรษฐกิจ​ใน​ระดับรากหญ้า​

ที่รัฐบาลขิงแก่กลับมีนโยบายยกเลิก​และ​เปลี่ยนแปลงโครงการไป​ ​อย่างหน้ามือ​ ​เป็น​หลังมือไปหมด​

การดำ​เนินการเช่นนี้​ ​ทำ​ให้​ประ​เทศ​และ​คนไทยเสียโอกาสไป​ ​และ​ทำ​ให้​ต้อง​เดินถอยหลังไปหลายก้าว​ ​ทั้ง​เป็น​เรื่องยุ่งยากสำ​หรับ​ ​รัฐบาล​ใหม่​ที่​จะ​เข้า​มา​แก้​ไข​ ​ไม่​ว่า​ใคร​จะ​เข้า​มาก็ตาม​

เหมือนเช่นที่มีการเปรียบเปรยว่า​ ​เรือเจาะรู​ให้​ล่มง่ายนิดเดียว​ ​การกู้​เรือกลับมา​ใหม่​ยุ่งยากแสนเข็ญ​

ฉัน​ใด​ก็ฉัน​นั้น​ ​ใน​เรื่องของภาวะ​เศรษฐกิจของประ​เทศ​ ​ถ้า​ทุกฝ่าย​ช่วย​กัน​คนละ​ไม้​ ​คนละมือ​ ​ทำ​ลายมัน​ ​ก็ยากที่​เรา​จะ​ทำ​กลับคืนมา​ได้​ ​และ​ไม่​รู้​จะ​กลับมา​ได้​เมื่อ​ใด​

เรา​ถึง​เรียกว่า​ “​ปี​ 2550” ​เป็น​ “​ปี​แห่งการเสียโอกาส​” เพราะ​เมื่อเศรษฐกิจของประ​เทศถูกฉุดลงมา​แล้ว​ ​ยากยิ่งนักที่​จะ​ดึงขึ้นมา​ได้

เลิกประชานิยม​ไม่​สนชาวบ้าน

นโยบายประชานิยมที่สร้าง​ความ​คึกคัก​ให้​เศรษฐกิจของชาวบ้าน​ใน​ระดับรากหญ้า​ ​แต่ถูก​ “​รัฐบาลสุรยุทธ์​” มอง​ใน​ทางตรง​ ​กัน​ข้ามว่า​เป็น​ปัญหาของประ​เทศ​ ​การยกเลิก​ “​โครงการแปลงสินทรัพย์​เป็น​ทุน​” ​จึง​เกิดขึ้น​เป็น​ลำ​ดับแรก​

ทั้งๆ​ที่​เป็น​โครงการ​ช่วย​ให้​ประชาชนที่คิดทำ​มาหากิน​ ​แต่​ไม่​มีหลักทรัพย์​ไปค้ำ​ประ​กัน​การกู้​เงิน​สามารถ​นำ​สิทธิต่างๆ​ที่ธนาคาร​ ​ไม่​เคยยอมรับ​ ​เช่น​ ​สิทธิ​ใน​แผงลอย​ ​สิทธิ​ใน​ที่ดิน​ ​นส​. 3 ​สิทธิ​ใน​ทรัพย์สินทางปัญญา​ ​หรือ​สิทธิการ​เป็น​เจ้าของเครื่องจักรไปค้ำ​ ​ประ​กัน​การกู้​เงิน​ได้

ขณะที่​โครงการหนึ่งตำ​บล​ ​หนึ่งผลิตภัณฑ์​ ​หรือ​โอทอป​ ​ได้​เปลี่ยนชื่อ​เป็น​ “​ผลิตภัณฑ์​ ​ชุมชน​และ​ท้องถิ่น​” ​แม้​ไม่​ได้​ถูกยกเลิก​ ​แต่ภาย​ใต้​การบริหารอย่าง​ไม่​เอา​ใจ​ใส่​ ​ทำ​ให้​ ​การยกระดับสินค้าของชาวบ้านไปสู่ตลาด​ทั่ว​โลกที่​เคยวิ่งฉิว​เป็น​อัน​ต้อง​สะดุดลง

ด้านโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน​/​ชุมชน​ ​หรือ​หมู่บ้านเอสเอ็มแอล​ ​ถูกเปลี่ยน​ ​ชื่อ​เป็น​หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง​ ​เมื่อเริ่มโครงการ​ ​ไป​ได้​ไม่​นาน​ ​จัดสรรเงินลงหมู่บ้าน​ ​ไป​ 18,253 ​หมู่บ้าน​ ​ภาย​ใต้​งบประมาณ​ 4,149 ​ล้านบาท​ ​และ​ยัง​ใช้​ไม่​หมดอีก​ 850 ​ล้านบาท​

พอ​ถึง​ต้นปีงบประมาณ​ 2551 ​ใน​เดือน​ ​ต​.​ค​. 2550 ​รัฐบาลก็ตัดสินใจยกเลิกโครงการนี้อีก​ ​ด้วย​เหตุผลว่า​เป็น​โครงการลักษณะ​เดียว​ ​กับ​ยุทธศาสตร์​อยู่​ดีมีสุขของรัฐบาลชุดนี้​ ​โดย​ไม่​ได้​มองว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของยุทธศาสตร์​อยู่​ดีมีสุข​ไม่​มี​ความ​คืบหน้า​เลย​

ส่วน​กองทุนหมู่บ้าน​และ​ชุมชนเมืองแห่งชาติ​ ​ที่​เคยวางอนาคต​ให้​ยกระดับ​เป็น​ธนาคารชุมชน​ ​แม้รัฐบาลนี้​จะ​ให้​เดินหน้าต่อ​ ​แต่ตลอด​ 1 ​ปีที่ผ่านมา​ไม่​มี​ความ​คืบหน้า​เช่น​กัน​

นอก​จาก​นั้น​ ​รัฐบาลนี้​ยัง​ได้​พยายามบอนไซศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ​หรือ​ทีซีดีซี​ ​ที่รัฐบาลก่อนปลุกปั้น​ให้​เกิดขึ้นมา​ ​เพื่อ​เป็น​ ​ศูนย์กลาง​ความ​รู้ด้านการออกแบบ​และ​ความ​คิดสร้างสรรค์​ ​อัน​จะ​นำ​ไปสู่การพัฒนา​ “​เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า​” ​ให้​เกิดขึ้น​ใน​ประ​เทศไทย​

โดย​สั่งยุบรวม​กับ​สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้​แห่งชาติ​ (เอ็นดี​เอ็มไอ) ​ภาย​ใต้​ชื่อ​ใหม่​ว่า​ ​สถาบันการเรียนรู้​และ​สร้างสรรค์​ (ไอดีซี​แอล) ​ทั้งๆ​ที่​ไม่​มี​แผนรองรับว่า​จะ​ดำ​เนินงาน​กัน​อย่างไรต่อ​ ​พร้อม​ยัง​สร้างปัญหาคาราคาซังมากมาย​

ด้วย​เหตุ​เพียง​ความ​กลัวว่า​ยัง​มี​เงาของคน​ใน​รัฐบาลทักษิณ​ยัง​ครอบงำ​อยู่​เท่า​นั้น​เอง​!!

ชักเนื้อยึดสัมปทานไอทีวี​

อีกหนึ่งผลงานโบดำ​ที่ทำ​ให้​รัฐสูญเสียโอกาส​ ​แทนที่​จะ​ได้​ “​ค่าต๋ง​” ​ผลประ​โยชน์​เข้า​รัฐ​ 25,000 ​ล้านบาท​ ​ตลอดอายุสัมปทาน​ 30 ​ปี

กลับ​ต้อง​ชักเนื้อ​ 5% ​ของภาษีสรรพสามิตสุรา​-​ยาสูบ​ ​ใน​วงเงิน​ไม่​เกิน​ 2,000 ​ล้านบาทต่อปี​ไปหล่อเลี้ยง​ ​ทีวีสาธารณะ​แทน​

ปัญหายุ่งๆ​นี้​เกิดขึ้นเมื่อสถานี​โทรทัศน์​ไอทีวีถูกรัฐบาลยกเลิกสัญญาสัมปทาน​และ​ให้​ ​โอนทรัพย์สินของไอทีวีมา​เป็น​ของรัฐ​ ​โดย​เปลี่ยนชื่อ​เป็น​สถานี​โทรทัศน์ที​ไอทีวี​ ​และ​กำ​ลัง​จะ​กลาย​ ​เป็น​ทีวีสาธารณะ​ใน​เร็วๆ​นี้

ภายหลัง​จาก​มี​ความ​ขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา​ ​คือ​ ​สำ​นักงานปลัดสำ​นักนายกรัฐมนตรี​ (สปน​.) ​และ​บริษัทไอทีวี​ ​จำ​กัด​ (มหาชน) ​เรื่องการจ่ายค่าสัมปทาน​และ​การปรับผังรายการเพิ่มสัด​ส่วน​ของรายการบันเทิง

จน​ใน​ที่สุด​ ​สปน​.​ได้​ไล่​เบี้ยค่าปรับอภิมหา​โหด​ ​เล่นเอา​ไอทีวี​ “​ล้ม​ทั้ง​ยืน​”

แต่​เรื่อง​ไม่​ได้​จบลงแค่​นั้น​ ​เมื่อรัฐบาลทำ​งานแบบสุกเอา​เผากิน​ ​และ​รวบรัดออกร่าง​ ​พ​.​ร​.​บ​. ​องค์การกระจายเสียง​และ​แพร่ภาพ​ ​สาธารณะ​แห่งประ​เทศไทย​ ​หรือ​ ​พ​.​ร​.​บ​.​ทีวีสาธารณะ​ ​ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ​ (สนช​.) ​ไป​ทั้ง​ 3 ​วาระ​แล้ว​

โดย​หวังว่า​เมื่อพระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงลงพระปรมาภิ​ไธย​ ​และ​มีการประกาศกฎหมายนี้​ใช้​ใน​หนังสือราชกิจจานุ​เบกษา​แล้ว​ ​ก็​จะ​ผลักดันสถานี​โทรทัศน์ที​ไอทีวี​เป็น​ทีวีสาธารณะ​ได้

แต่​แล้ว​ก็​ไป​ไม่​รอด​ ​เมื่อศาลปกครองสูงสุด​ได้​สั่งจำ​หน่ายคดีที่​ ​สปน​.​ยื่นฟ้อง​ ​บมจ​.​ไอทีวี​ ​ชำ​ระ​เงิน​ 101,865 ​ล้านบาท

ประกอบ​ด้วย​ ​ค่าปรับผังรายการ​ 97,760 ​ล้านบาท​ ​ค่าสัมปทาน​ส่วน​ต่าง​ 2,887 ​ล้านบาท​ ​ค่าดอกเบี้ยของค่าสัมปทาน​ส่วน​ต่าง​ 562 ​ล้านบาท​ ​และ​มูลค่าทรัพย์สินที่ส่งมอบ​ไม่​ครบ​ ​หลังการบอกเลิกสัญญาสัมปทาน​ 656 ​ล้านบาท​ ​พร้อมดอกเบี้ย​ 7.5% ​ต่อปี​

ทำ​ให้​ข้อขัดแย้ง​ทั้ง​หมด​ต้อง​กลับไปสู่กระบวนการอนุญา​โตตุลาการ​ใหม่​

มาตรา​ 190 ​อุปสรรคการค้า​

มาตรา​ 190 ​แห่งรัฐธรรมนูญ​ ​พ​.​ศ​. 2550 ​เป็น​อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำ​ให้​ไทยสูญเสียโอกาส​ใน​การเจร​จากา​รค้าระหว่างประ​เทศ​ ​เพราะ​กำ​หนด​ให้​การทำ​สนธิสัญญา​ ​และ​ความ​ตกลงระหว่างประ​เทศ​ ​ต้อง​เสนอรัฐสภา​ให้​ความ​เห็นชอบ​ ​และ​หากมีผลกระทบ​ ​มาก​ต้อง​ทำ​ประชาพิจารณ์​

ซึ่ง​ทำ​ให้​เกิด​ความ​ยุ่งยาก​ใน​ทางการปฏิบัติมาก​ ​เพราะ​การเจรจาทุกครั้ง​จะ​ต้อง​ขอ​ความ​ ​เห็นชอบ​จาก​สภา​ ​ขณะที่การเจร​จากา​รค้า​ ​ทั่ว​ไป​ ​ไม่​ได้​เกิดขึ้นภาย​ใน​ครั้งเดียว​แล้ว​สำ​เร็จ​

หาก​ต้อง​ขอ​ความ​เห็นชอบทุกครั้ง​ ​แน่นอนว่า​ ​การเจรจา​จะ​มี​ความ​คืบหน้า​ ​ยาก​ ​ประ​เทศคู่​เจรจาอาจเกิด​ความ​เบื่อหน่าย​ ​ที่สำ​คัญ​ ​หากสภา​ไม่​เห็นชอบก็​จะ​ไม่​สามารถ​เจรจาต่อ​ได้

ถึง​แม้​ใน​รัฐธรรมนูญ​จะ​กำ​หนดต่อว่า​ ​ต้อง​มีกฎหมายลูกที่กำ​หนด​ ​หลักเกณฑ์​และ​วิธีการ​ใน​การเจรจาที่ชัดเจนเพื่อ​เป็น​หลักปฏิบัติ​ ​ิสำ​หรับ​ผู้​เจรจา​ ​แต่​ใน​ระหว่างที่กฎหมายลูก​ยัง​ไม่​มีผลบังคับ​ใช้​การเจรจาข้อตกลงการค้า​เสรีของไทย​ ​กับ​ประ​เทศ​ใหม่ๆ​ก็​ต้อง​หยุดชะงักไป​โดย​ปริยาย

มาตรา​ 190 ​จึง​อาจทำ​ให้​ไทยตกขบวนการค้า​เสรี​ ​สุดท้าย​จะ​กระทบต่อเศรษฐกิจ​โดย​รวมของประ​เทศ​ ​รวม​ถึง​ความ​เชื่อถือ​ ​และ​ความ​สัมพันธ์ระหว่างไทย​กับ​ประ​เทศคู่​เจรจา​ด้วย

ผลงาน​ “​ที​โอที​” ​เหลว​ไม่​เป็น​ท่า​

ปี​ 2550 ​ถือว่า​เป็น​ปี​แห่งการเสียโอกาสของบริษัท​ ​ที​โอที​ ​จำ​กัด​ (มหาชน) ​อย่างหนักหนา​ ​สาหัส​ ​เพราะ​นอก​จาก​ไม่​มีพัฒนาคุณภาพการ​ให้​บริการ​ ​ไม่​สร้างราย​ได้​เพิ่ม​แล้ว​ ​ยัง​เกิด​ความ​วุ่นวาย​และ​ขัดแย้ง​กัน​เอง​ไม่​เลิกรา​

นับตั้งแต่​ ​พล​.​อ​.​สพรั่ง​ ​กัลยาณมิตร​ ​รองปลัดกระทรวงกลา​โหม​ ​มานั่งแท่น​เป็น​ประธานคณะกรรมการ​ ​มีการเปลี่ยนกรรมการ​ผู้​จัดการ​ใหญ่​ถึง​ 4 ​คน​ ​เริ่มตั้งแต่นายสมควร​ ​บูรมินเหนทร์​ ​นายวุฒิพงษ์​ ​เพรียบจริยวัฒน์​ ​พ​.​อ​.​นที​ ​ศุกลรัตน์​ ​และ​นายกิตติพงศ์​ ​เตมียะประดิษฐ์​ ​จนทำ​ให้​ขาด​ความ​ต่อ​เนื่อง​ใน​การบริหารงาน

ที​โอทีมี​ทั้ง​ปัญหาภาย​ใน​ ​ขั้นตอนการทำ​งานล่าช้า​ ​ประกอบ​กับ​บอร์ด​ไม่​มีนโยบายชัดเจน​ ​จนพนักงานที​โอทีถอดใจ​ใน​การทำ​งาน​ ​จึง​ส่ง​ให้​ผลดำ​เนินงาน​ไม่​เป็น​ไปตามเป้าหมาย​ ​เช่น​ ​จาก​ที่กำ​หนด​ใน​ปี​ 2550 ​จะ​มี​ผู้​ใช้​อินเตอร์​เน็ต​ความ​เร็ว​สูงทะลุ​ 1 ​ล้านราย​ ​กลับทำ​ได้​ 400,000 ​ราย​เท่า​นั้น​

ขณะที่ตลอด​ทั้ง​ปีนี้ที​โอที​จึง​มีกำ​ไรเพียง​ 1,000 ​ล้านบาท​ ​ลดลง​จาก​เดิมมีกำ​ไร​ 6,981.22 ​ล้านบาท​

ล่าสุดสำ​นักงานนโยบาย​และ​แผนรัฐวิสาหกิจ​ได้​ทำ​หนังสือ​ ​ถึง​กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ​และ​การสื่อสาร​ (ไอซีที) ​ให้​เร่งจัดทำ​แผนยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินอย่างเร่งด่วน​

เพราะ​ที​โอทีมี​แนวโน้มที่​จะ​ประสบปัญหาด้านการเงิน​ใน​อนาคตอัน​ใกล้​นี้​

หวยบนดินสูญ​ 5.2 ​หมื่นล้าน

คำ​สั่งยุติหวยบนดิน​ ​แบบเลขท้าย​ 3 ​ตัว​ ​และ​ 2 ​ตัว​ ​ตั้งแต่ปลายเดือน​ ​พ​.​ย​.2549 ​ยาวนานมาตลอดปี​ 2550 ​ยัง​ไม่​เห็นวี่​แวว​ใด​ออกมา​เรียกเสียงฮือฮา​กับ​นักเสี่ยงโชค​ได้​อีกครั้ง​

หนำ​ซ้ำ​ยัง​ปล่อย​ให้​หวย​ใต้​ดินระบาด​ ​จน​ ​บรรดา​เจ้ามือหวย​ใต้​ดินออกอาการลิงโลดดี​ใจ​ ​ฟันกำ​ไรเหนาะๆ​เข้า​กระ​เป๋านับ​ไม่​ถ้วน​

หากคำ​นวณ​เป็น​ตัวเลขแบบคร่าวๆ​ ​แต่ละงวดมียอดจำ​หน่ายหวยบนดินงวดละ​ 2,000 ​ล้านบาท​ ​ฉะ​นั้น​ ​ตั้งแต่รัฐบาลสั่งหยุดจำ​หน่ายหวยบนดินจน​ถึง​งวดปัจจุบัน​ (30 ​ธ​.​ค​. 2550) ​รวม​ 26 ​งวด​

รัฐบาลเสียโอกาส​จาก​การหาราย​ได้​ถึง​ 52,000 ​ล้านบาทที​เดียว

น่า​เสียดาย​ ​เพราะ​แทนที่​เงินเหล่านี้​จะ​ถึง​มือเด็กยากจน​ ​เช่น​ ​โครงการ​ 1 ​อำ​เภอ​ 1 ​ทุน​ ​ที่​เป็น​โอกาส​ให้​เด็กไทยที่ยากจนไปเล่า​เรียน​ใน​ต่างประ​เทศฟรีๆ​ ​แต่ดันทะลึ่ง​ ​ไป​อยู่​ใน​กระ​เป๋าของเจ้ามือหวย​ใต้​ดินแทน​

แผนก่อสร้างรถไฟฟ้าบิดเบี้ยว​

จน​แล้ว​จนรอดรถไฟฟ้า​ 5 ​สายทางที่หลายรัฐบาลวาดฝัน​ให้​ประชาชนชาวกรุงเทพฯ​ ​หลงเคลิ้มว่า​จะ​เดินทาง​ได้​อย่างสะดวกรวด​เร็ว​ ​ก็​ยัง​ไม่​ขับเขยื้อนไปไหน​ ​มี​เพียง​ 2 ​สาย​ ​ที่​ ​ครม​.​เห็นชอบ​ ​แต่​ยัง​ไม่​ได้​เริ่มก่อสร้าง​ใดๆ​ทั้ง​สิ้น

เริ่มต้น​จาก​สายสี​แดงที่​แบ่งออก​เป็น​ 2 ​ช่วง​ ​คือ​ ​บางซื่อ​-​ตลิ่งชัน​ ​ระยะทาง​ 15 ​กม​. ​และ​บางซื่อ​-​รังสิต​ ​ระยะทาง​ 26 ​กม​. ​วงเงินลงทุน​ 68,000 ​ล้านบาท

แม้ที่ประชุม​ ​ครม​.​จะ​เปิดไฟเขียว​ให้​เดินหน้า​โครงการไป​แล้ว​ ​พร้อมกำ​หนดว่าภาย​ใน​เดือน​ ​ต​.​ค​.2550 ​จะ​ได้​ผู้​รับเหมา​เพื่อดำ​เนินการก่อสร้าง​ใน​ช่วงบางซื่อ​-​ตลิ่งชัน​ ​เพื่อลงมือก่อสร้างต้นปี​ 2551 ​แต่จน​แล้ว​จนรอด​ถึง​บัดนี้ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​เปิดประกวดราคาหา​ผู้​รับเหมา​

ขณะที่ช่วงบางซื่อ​-​รังสิต​ ​จะ​ต้อง​รอ​ให้​เงินค่าก่อสร้าง​ใน​ช่วง​ ​แรกเหลือก่อน​จึง​จะ​ลงมือ​ได้​

อีก​ทั้ง​มีปรากฏการณ์พิ​เศษของรถไฟฟ้าสายสี​แดงที่​จะ​เอารถไฟแบบดี​เซลรางวิ่งไปพลางๆ​ก่อน​ ​เมื่อเห็นว่ามี​ความ​พร้อมเพิ่มขึ้นค่อยหารถไฟฟ้ามาวิ่งบนรางเดียว​กัน​

สำ​หรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง​ ​ช่วงบางซื่อ​-​บาง​ใหญ่​ ​ระยะทาง​ 23 ​กม​. ​วงเงิน​ 55,000 ​ล้านบาท​ ​จาก​นโยบายของรัฐบาลก่อน​ ​จะ​เป็น​ลำ​ดับแรกที่​ได้​ก่อสร้างก่อน​ ​แต่​ด้วย​หลักเกณฑ์ที่รัฐบาลชุดนี้กำ​หนด​ให้​ผ่าน​ ​พ​.​ร​.​บ​.​การ​เข้า​ร่วมการงานระหว่างรัฐบาล​และ​เอกชน​ ​พ​.​ศ​. 2535 ​จึง​ต้อง​ถูกพิจารณากลั่นกรองหลายขั้นตอน

เมื่อ​ ​ครม​.​ให้​เดินหน้า​โครงการ​ได้​ ​ก็​ยัง​ติดปัญหา​เงินค่า​เวนคืนที่ดินที่สูงขึ้น​ถึง​หนึ่ง​เท่า​ตัว​ ​จนกระทรวงคมนาคม​ต้อง​นำ​กลับไปพิจารณา​ใหม่​ ​และ​เพิ่งเสนอ​ให้​ ​ครม​.​เห็นชอบ​ใน​วงเงิน​ 9,209 ​ล้านบาท​

ส่วน​กำ​หนดเวลาที่วาง​ไว้​ว่า​จะ​เริ่มหา​ผู้​รับเหมา​และ​ก่อสร้าง​ได้​ใน​ต้นปี​ 2551 ​ก็​ยัง​เป็น​ปัญหา​อยู่​

เพราะ​ธนาคารเพื่อ​ความ​ร่วมมือระหว่างประ​เทศของญี่ปุ่น​ (เจบิก) ​ผู้​ให้​เงินกู้​ ​เห็นว่ารูปแบบโครงการเปลี่ยนแปลงไป​จึง​ขอทบทวนการ​ให้​กู้​ใหม่​ทั้ง​หมด​

ทอท​.​ราย​ได้​ลดกำ​ไรหล่นวูบ

บริษัทท่าอากาศยานไทย​ ​จำ​กัด​ (มหาชน) ​หรือ​ ​ทอท​. ​ใน​ฐานะ​ผู้​กำ​กับ​ดู​แลสนามบินนานาชาติ​ ​ใน​ประ​เทศไทย​ ​มีผลงาน​ใน​อดีตโกยกำ​ไร​เป็น​กอบ​เป็น​กำ​ปีละกว่า​ 10,000 ​ล้านบาท​ ​เพราะ​เป็น​ธุรกิจผูกขาด

แต่ตลอด​ทั้ง​ปี​ 2550 ​นี้​ ​กลับมีกำ​ไรลดลงเหลือ​ไม่​ถึง​ 1,000 ​ล้านบาท

มา​จาก​สา​เหตุสำ​คัญ​ 2 ​ประการ​ ​ประการแรก​จาก​การเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ​ ​ทำ​ให้​ต้อง​หักค่า​เสื่อมราคา​ใน​ปี​แรก​ 5,000-6,000 ​ล้านบาท

แต่ประการที่​ 2 ​ถือ​เป็น​ผลของการบริหารงานของคณะกรรมการ​ ​ทอท​. ​ที่มี​ ​พล​.​อ​.​สพรั่ง​ ​เป็น​ประธาน​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​กรณีที่​เข้า​มาล้างบางกลุ่มบริษัทคิง​ ​เพา​เวอร์​ ​ที่​ได้​รับสัมปทานการ​ ​บริหารพื้นที่​เชิงพาณิชย์​และ​ร้านค้าปลอดภาษี​ ​ด้วย​การประกาศยกเลิกสัญญาสัมปทาน​

ทำ​ให้​ราย​ได้​ของ​ ​ทอท​.​ที่​ได้​รับ​จาก​กลุ่มบริษัทคิง​ ​เพา​เวอร์​ ​เดือนละ​ 300 ​ล้านบาท​ ​หรือ​ปีละกว่า​ 3,000 ​ล้านบาทหายไป​

ซ้ำ​ร้ายไปกว่า​นั้น​ ​ทอท​.​ยัง​ถูกกลุ่มคิง​ ​เพา​เวอร์​ ​ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่า​เสียหาย​ ​กว่า​ 68,000 ​ล้านบาท​ ​พร้อมขอ​ความ​คุ้มครอง​จาก​ศาล​ไม่​ให้​ ​ทอท​.​เข้า​มารื้อถอน

เท่า​กับ​สิ่งที่คณะกรรมการ​ ​ทอท​.​ตัดสินใจไปมี​แต่​เสีย​กับ​เสีย​ ​จึง​เป็น​ที่มาของ​ ​ปี​แห่งการเสียโอกาส​โดย​แท้​!!!

ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐ


จาก ไทยรัฐ 31/12/50

เหลียวหลังการเมือง​2550 ​ปีปฏิ​เสธเผด็จการ


เรื่องของกาลเวลา​ ​มีการกำ​หนดช่วง​จาก​ชั่วโมง​เป็น​วัน​ ​จาก​วัน​เป็น​เดือน​ ​จาก​เดือน​เป็น​ปี

ใน​ห้วงรอยต่อแห่งกาลเวลาที่​เวียนมาบรรจบครบปี​ ​ถือ​เป็น​ช่วงเหมาะสมที่สุด​ ​สำ​หรับการทบทวนสิ่งต่างๆ​ที่​เกิดขึ้น​ใน​รอบปี

“​ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ​” ​จึง​ขอ​ใช้​โอกาส​ใน​วันสุดท้ายของปี​ 2550 ​เหลียวหลังย้อนกลับไปมองร่องรอยปรากฏการณ์ทางการเมือง​ ​ใน​ช่วงขวบปีที่กำ​ลัง​จะ​ผ่านพ้นไป

เริ่ม​จาก​ฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​ที่ปีนี้มีสภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ​ (สนช​.) ​ทำ​หน้าที่​แทนสภา​ผู้​แทนราษฎร​ ​วุฒิสภา​ ​และ​รัฐสภา​

โดย​ตั้งแต่ช่วงต้นปี​ ​เป็น​เรื่องของการออกแบบรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ใหม่​ ​มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ​ ​และ​คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ​ ​เป็น​หัวหอก​ใน​การยกร่างฯ​ ​ตามปฏิทินเวลาที่วาง​ไว้

ทั้ง​นี้​ ​ใน​ช่วงยกร่างฯ​ ​มีการตั้งธง​กัน​เอา​ไว้​หลายประ​เด็น​ ​เช่น​ ​มีการเสนอ​ให้​นายกรัฐมนตรี​ ​มา​จาก​คนนอก​ ​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​เป็น​ ​ส​.​ส​. ​เสนอ​ให้​ ​ส​.​ว​.​มา​จาก​การสรรหา

แต่สุดท้ายก็ต้านกระ​แสสังคม​ไม่​ไหว​ ​ต้อง​ยอมกำ​หนด​ให้​ ​นายกฯ​ ​มา​จาก​ ​ส​.​ส​. ​ส่วน​ที่มาของ​ ​ส​.​ว​.​ให้​มา​จาก​การเลือกตั้ง​และ​สรรหาผสม​กัน

ขณะ​เดียว​กัน​ ​ก็ยกเลิกการเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​. ​แบบวันแมนวันโหวต​ ​มา​ใช้​แบบรวมเขตเรียงเบอร์

อย่างไรก็ตาม​ ​ต้อง​ถือว่า​เป็น​ครั้งแรก​ใน​ประวัติศาสตร์การเมืองไทย​ ​ที่มีการจัดลงคะ​แนนเสียง​ ​ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ​ ​โดย​คน​ส่วน​ใหญ่​ให้​ความ​เห็นชอบ

สำ​หรับการทำ​หน้าที่ของสภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ​ ​ตลอดปี​ ​มีกฎหมายที่สำ​คัญ​ ​จำ​เป็น​ต่อการบริหารประ​เทศออกมาน้อยมาก

แต่มีปรากฏการณ์​ใหม่​เกิดขึ้น​ให้​เห็น​ ​นั่นก็คือสมาชิก​ ​สนช​.​เปิดอภิปราย​ ​ทั่ว​ไปรัฐบาล​โดย​ไม่​มีการลงมติ​ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​ครั้งแรก​ ​ของสภา​ ​ที่มา​จาก​การแต่งตั้ง​ใน​ยุครัฐประหาร

ดู​แล้ว​ก็คล้ายบรรยากาศแบบประชาธิปไตย​ ​แต่​ใน​ความ​เป็น​จริง​ ​เป็น​เรื่องอำ​นาจ​และ​ผลประ​โยชน์​ ​ที่​ไม่​ลงตัวของคนฝ่ายเดียว​กัน​ ​ที่​แบ่งกลุ่มแบ่งพวก​อยู่​ใน​ ​สนช​.

มา​ถึง​ช่วงปลายปีก็​เกิดเหตุการณ์ม็อบที่​ไม่​พอใจการพิจารณาร่างกฎหมาย​ ​ใน​ช่วง​ใกล้​เลือกตั้งปีนรั้วรัฐสภาบุก​เข้า​ไป​ถึง​หน้าห้องประชุม​ ​สนช​.

ปรากฏการณ์​เหล่านี้​ ​สะท้อน​ให้​เห็น​ถึง​การชิงการนำ​ของกลุ่มพลังภาย​ใน​ ​สนช​.​ที่มี​ทั้ง​สายพันธมิตร​ ​สายเอ็นจี​โอ​ ​สายข้าราชการพลเรือน​ ​และ​สายทหาร

สรุปภาพรวม​ 12 ​เดือนที่ผ่านมาของฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​มีสภาพ​ไม่​ต่าง​จาก​คำ​เปรียบเปรย

ไก่ตรุษจีน​ใน​เข่งที่รอเชือด​ ​จิกตี​กัน​เอง

หันมาที่ฝ่ายตุลาการ​ ​เป็น​ที่ชัดเจนว่าช่วงกลางปีที่ผ่านมา​ ​มีปรากฏการณ์การ​ใช้​อำ​นาจของตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​สั่นสะ​เทือนเลื่อนลั่นไป​ทั้ง​เมือง

เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำ​ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย​ ​พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิ​ ​เลือกตั้งอดีตกรรมการบริหารพรรค​ 111 ​คน​

ส่งผล​ให้​เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมามากมาย​ ​อาทิ​ ​ทำ​ให้​ขาดแคลนบุคลากร​ ​ทางการเมือง​ ​เนื่อง​จาก​นักการเมืองระดับแกนนำ​ถูกเว้นวรรคการเมือง​ 5 ​ปี​

ทำ​ให้​เกิดการเมือง​ใน​รูปแบบร่างทรง​ ​ทั้ง​หัวหน้าพรรคที่​เป็น​ร่างทรง​ ​กรรมการบริหารพรรคร่างทรง​ ​และ​ผู้​สมัคร​ ​ส​.​ส​.​ร่างทรง

ทำ​ให้​มีพรรคการเมืองเกิดขึ้น​ใหม่​หลายพรรค​ ​ส่วน​ใหญ่​ ​ป้อมค่ายที่​แตกตัวออกมา​จาก​พรรคไทยรักไทย

ขณะที่ทางด้านศาลยุติธรรม​ ​ใน​ปีนี้​ได้​มีคำ​พิพากษาตัดสินคดี​ ​ที่​เกี่ยวข้อง​กับ​นักการเมืองหลายคดี​ ​อาทิ

ศาลอาญามีคำ​พิพากษา​ให้​จำ​คุกนายสมัคร​ ​สุนทรเวช​ 2 ​ปี​ ​โดย​ไม่​รอลงอาญา​ ​ใน​คดีหมิ่นประมาทนาย​สามารถ​ ​ราชพลสิทธิ์​ ​อดีตรอง​ผู้​ว่าฯ​ ​กทม​. ​แต่​ให้​ประ​กัน​ตัวสู้คดี​ใน​ชั้นอุทธรณ์

ศาลอาญาพิพากษาจำ​คุกนายประชัย​ ​เลี่ยวไพรัตน์​ 3 ​ปี​ ​โดย​ไม่​รอการลงโทษ​ ​ใน​คดีปั​�​นหุ้นทีพี​ไอโพลีน​ ​และ​มีคำ​พิพากษา​ให้​จำ​คุกนายประชัย​ 1 ​เดือน​ ​โดย​ไม่​รอลงอาญา​ ​ใน​คดีละ​เมิดอำ​นาจศาล​ ​แต่อนุญาต​ให้​ประ​กัน​ตัวสู้คดี

ศาลอาญาพิพากษา​ให้​จำ​คุกนายสมหมาย​ ​ภาษี​ 2 ​ปี​ ​โดย​ไม่​รอลงอาญา​ ​ใน​คดีปฏิบัติหน้าที่​โดย​มิชอบกรณีสั่งพักงานอดีตรอง​ ​ผอ​.​บริษัทไทยเดินเรือทะ​เล​ (บทด​.) ​ใน​สมัย​เป็น​รองปลัดกระทรวงการคลัง​ ​แต่​ให้​ประ​กัน​ตัวสู้คดี​ใน​ชั้นอุทธรณ์​ ​ส่งผล​ให้​นายสมหมายหลุด​จาก​เก้าอี้​ ​รมช​.​คลังทันที

ศาลฎีกามีคำ​พิพากษา​ให้​จำ​คุกนายบุญมาก​ ​ศิริ​เนาวกุล​ ​อดีต​ผู้​สมัคร​ ​ส​.​ส​.​ราชบุรี​ ​พรรคประชาธิปัตย์​ 1 ​ปี​ ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ 10 ​ปี​ ​ใน​คดีทุจริตเลือกตั้งเมื่อปี​ 2543 ​แต่​โทษจำ​คุก​ให้​รอลงอาญา​ ​ส่งผล​ให้​ขาดคุณสมบัติพ้น​จาก​การ​เป็น​ผู้​สมัคร​ ​ส​.​ส​.​ก่อน​ถึง​วันเลือกตั้ง

ศาลสถิตยุติธรรม​ ​ใช้​กฎหมายเข้ม

สำ​หรับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น​ใน​การนำ​คดีขึ้นสู่การพิจารณา​ใน​ชั้นศาล

โดย​เฉพาะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ​ที่ก่อ​ให้​เกิด​ความ​เสียหายแก่รัฐ​ (คตส​.) ​ที่​เป็น​ผลพวงมา​จาก​การรัฐประหาร​

มีการตรวจสอบเรื่องการทุจริต​ใหญ่ๆ​ของรัฐบาลชุดที่​แล้ว​ 15 ​เรื่อง​ ​ปรากฏว่า​ใน​รอบปีนี้​ ​สามารถ​ส่งสำ​นวน​เข้า​สู่การพิจารณา​ใน​ชั้นศาล​ได้​เพียง​ 2 ​คดี​ ​คือ

คดีหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป​ ​และ​คดี​ใช้​อำ​นาจ​ ​โดย​มิชอบซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิ​เษก​

และ​มีคดีที่ส่งสำ​นวน​ให้​อัยการสูงสุดพิจารณา​เพื่อส่งฟ้องศาล​ 1 ​คดี​ ​คือ​ ​คดีออกสลากพิ​เศษ​ 3 ​ตัว​ 2 ​ตัว​ ​ทำ​ให้​รัฐเสียหาย

ส่วน​ที่​เหลืออีก​ 10 ​กว่า​เรื่อง​ยัง​อยู่​ใน​ขั้นตอนของคณะกรรมการไต่สวน​ ​คตส​. ​โดย​ผู้​ถูกกล่าว​ส่วน​ใหญ่​ขอเลื่อนการ​เข้า​ชี้​แจงหลายครั้งหลายหน​ ​ทำ​ให้​การพิจารณายืดเยื้อมาจน​ถึง​ทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม​ ​คตส​.​ได้​มีคำ​สั่งอายัดเงิน​ใน​บัญชี​เงินฝาก​และ​ทรัพย์สินที่ครอบครัว​ ​บุตร​ ​และ​บริวาร​ ​ของ​ ​พ​.​ต​.​ท​.​ทักษิณ​ ​ชินวัตร​ ​อดีตนายกฯ​ ​ได้​รับ​จาก​การขายหุ้นชินคอร์ป​ ​หลายระลอกรวมวงเงินกว่า​ 72,000 ​ล้านบาท

ใน​ขณะที่ฝ่าย​ผู้​ถูกกล่าวหาที่หลบไปตั้งหลัก​อยู่​ต่างประ​เทศ​ ​อ้างเหตุที่​ยัง​ไม่​มาชี้​แจงข้อกล่าวหา​ ​ว่า​เป็น​เพราะ​ไม่​มั่นใจ​ใน​ความ​ยุติธรรมของอำ​นาจรัฐปัจจุบัน​ ​และ​ไม่​มั่นใจ​ใน​ความ​ปลอดภัย​ ​แต่ยืนยันหลังเลือกตั้งมีรัฐบาล​ใหม่​แล้ว​จะ​กลับมา

หันมาทางฝ่ายบริหาร​ ​ใน​รอบปีนี้ชัดเจนว่า​ “​รัฐบาลขิงแก่​” ​ภาย​ใต้​การนำ​ของ​ ​พล​.​อ​.​สุรยุทธ์​ ​จุลานนท์​ ​นายกรัฐมนตรี​ ​เกิดปัญหา​เครื่องรวนมาตลอด

ช่วงต้นปี​ ​ม​.​ร​.​ว​.​ปรีดิยาธร​ ​เทวกุล​ ​ลาออก​จาก​ตำ​แหน่งรองนายกฯ​และ​ ​รมว​.​คลัง​ ​เพราะ​ไม่​พอใจที่นายกฯ​ ​แต่งตั้งนายสมคิด​ ​จาตุศรีพิทักษ์​ ​มา​เป็น​ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประ​เทศ

ทำ​ให้​ต้อง​มีการปรับ​ ​ครม​.​ดึงนายฉลองภพ​ ​สุสังกร์กาญจน์​ ​เข้า​มา​เป็น​ ​รมว​.​คลังคน​ใหม่

ถัดมา​ไม่​นาน​ ​นายประสิทธิ์​ ​โฆวิ​ไลกูล​ ​ลาออก​จาก​ ​รมต​.​ประจำ​สำ​นักนายกฯ​ ​ทำ​ให้​ต้อง​ปรับ​ ​ครม​.​อีกครั้ง

ผ่านมา​ถึง​ช่วงปลายปี​ ​เมื่อรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ใหม่​มีผลบังคับ​ใช้​ ​ข้อห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นเกิน​ 5 ​เปอร์​เซ็นต์​ ​พ่นพิษ​ ​ส่งผล​ให้​นายอารีย์​ ​วงศ์อารยะ​ ​ต้อง​ลาออก​จาก​ ​รมว​.​มหาดไทย​ ​นายเกษม​ ​สนิทวงศ์​ ​ณ​ ​อยุธยา​ ​ลาออก​จาก​ ​รมว​.​ทรัพยากรธรรมชาติฯ​ ​นายสิทธิชัย​ ​โภไคยอุดม​ ​ลาออก​จาก​ ​รมว​.​ไอซีที​ ​นายสวนิต​ ​คงสิริ​ ​ลาออก​จาก​ ​รมช​.​ต่างประ​เทศ​ ​และ​นางอรนุช​ ​โอสถานนท์​ ​ลาออก​จาก​ ​รมช​.​พาณิชย์​

ทำ​ให้​ ​พล​.​อ​.​สุรยุทธ์​ต้อง​ปรับ​ ​ครม​. ​นั่งควบเก้าอี้​ ​รมว​. ​มหาดไทย​ ​ท่ามกลาง​ ​กระ​แสถล่ม​ ​เรื่อง​เขา​ยายเที่ยง​ ​ทำ​ให้​เสียรังวัดไปพอสมควร

ใน​ด้านผลงานของรัฐบาลชุดนี้​ ​ไม่​ต้อง​พูด​ถึง​ ​เพราะ​ไม่​มีอะ​ไร​เข้า​ตาประชาชน​ ​ถึง​ขนาดถูกตั้งฉายาว่า​เป็น​รัฐบาลฤาษีขี่​เต่า

สำ​หรับ​ผู้​นำ​รัฐบาลมีจุดแข็ง​อยู่​จุดเดียว​ ​ก็คือ​ ​เรื่องการคืนอำ​นาจ​ให้​ประชาชน​ ​ประกาศเปรี้ยง​จะ​ให้​มีการเลือกตั้งวันที่​ 23 ​ธันวาคม

แม้มี​แรงยื้อ​จาก​บางฝ่ายที่อยาก​ให้​เลื่อนการเลือกตั้งออกไป​ ​ถึง​ขั้นมีข่าวว่า​จะ​เปลี่ยนตัวนายกฯ​ ​แต่​ ​พล​.​อ​.​สุรยุทธ์ก็​ยัง​มั่นคง​ใน​จุดยืนเดิม​ ​ไม่​เปลี่ยนแปลง

สรุป​แล้ว​รัฐบาลชุดนี้​ ​เป็น​แค่รัฐบาลเฉพาะกาล​ ​ที่​เข้า​มาดู​แลประ​เทศเพื่อรอเวลา​เปลี่ยนผ่าน​ ​ให้​มีการเลือกตั้งกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

เป็น​แค่รัฐบาลคั่นเวลาจริงๆ

ส่วน​อีกอำ​นาจหนึ่งที่ซ้อน​อยู่​กับ​อำ​นาจฝ่ายบริหาร​ ​นั่นก็คือ​ ​คมช​.

เมื่อ​ ​พล​.​อ​.​สนธิ​ ​บุญยรัตกลิน​ ​ประธาน​ ​คมช​. ​เกษียณอายุราชการ​จาก​เก้าอี้​ ​ผบ​.​ทบ​. ​ฐานอำ​นาจ​ ​ที่​เคยมี​อยู่​เต็มเปี่ยมก็มีอัน​ต้อง​เปลี่ยนมือ​ ​เกิดอาการตีนลอย​ ​อำ​นาจเบ็ดเสร็จหมดไป​ ​สุดท้ายก็​ต้อง​โดด​เข้า​มา​เป็น​รองนายกรัฐมนตรี​ ​ดู​แลด้าน​ความ​มั่นคง

ตรงนี้​เป็น​ปกติของระบบ​ ​เมื่ออำ​นาจปกติ​เปลี่ยนผ่าน​เข้า​มา​ ​อำ​นาจพิ​เศษก็​ต้อง​ถอยไป

สำ​หรับอำ​นาจสำ​คัญอีกอันหนึ่ง​ ​ใน​สถานการณ์ที่ปีนี้​เป็น​ปี​เปลี่ยนผ่าน​ ​เพื่อคืนอำ​นาจประชาธิปไตย​ ​ให้​ประชาชน​ ​คณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต​.) ​จึง​มี​ความ​สำ​คัญมาก

เพราะ​ต้อง​ทำ​งานท้าทาย​ใน​การควบคุมการเลือกตั้ง​ให้​เกิด​ความ​บริสุทธิ์ยุติธรรม​ ​ท่ามกลางการต่อสู้​แข่งขัน​กัน​อย่างรุนแรงของพรรคการเมือง​และ​ขั้วอำ​นาจ

แม้ก่อนการเลือกตั้งวันที่​ 23 ​ธันวาคม​ ​กกต​.​ยัง​ไม่​สามารถ​แจกใบเหลืองใบแดง​ผู้​สมัคร​ ​ส​.​ส​.​ที่มีพฤติกรรมทุจริตกระทำ​ผิดกฎหมายเลือกตั้ง​ได้​ ​เพราะ​เวลากระชั้นชิด

แต่มา​ถึง​วันนี้​ ​ผลคะ​แนนเลือกตั้งอย่าง​ไม่​เป็น​ทางการออกมา​แล้ว​ว่า​ ​พรรคพลังประชาชน​ได้​ ​ส​.​ส​.​เข้า​มา​เป็น​อันดับหนึ่ง​ 233 ​คน​ ​พรรคประชาธิปัตย์ตามมา​เป็น​อันดับสอง​ 165 ​คน

พรรคพลังประชาชน​ได้​สิทธิ​เป็น​แกนนำ​รวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลผสม​ ​ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาล​ ​ถ้า​พรรคพลังประชาชนรวบรวมเสียงข้างมาก​ไม่​สำ​เร็จ

ช่วงชิงอำ​นาจรัฐ​กัน​จน​ถึง​เฮือกสุดท้าย

ท่ามกลางการร้องเรียนทุจริตเลือกตั้ง​และ​คัดค้านผลการเลือกตั้งนับร้อยเรื่อง​จาก​ทั่ว​ประ​เทศ​ ​ก็​ต้อง​รอดูว่า​ ​กกต​.​จะ​ใช้​อำ​นาจตามกฎหมายเลือกตั้ง​ ​เพื่อรักษา​ความ​สุจริต​ ​ความ​ยุติธรรม​ ​และ​ความ​เที่ยงธรรม​ ​เข้มข้นมากขนาดไหน

ว่าที่​ ​ส​.​ส​.​จะ​โดนเชือด​ ​แจกใบเหลือง​ ​ใบแดง​ ​ทั้ง​หมดกี่ราย

ทางด้านตัวแปรสำ​คัญทางการเมืองตลอดปีนี้​ ​ก็​ยัง​คง​เป็น​ ​พ​.​ต​.​ท​.​ทักษิณ​ ​ชินวัตร​ ​อดีตนายกฯ​ ​หัวขบวนกลุ่มอำ​นาจเก่า​

แม้ว่าตัว​อยู่​นอกประ​เทศ​ ​แต่ก็มีนอมินีทางการเมือง​อยู่​ใน​เมืองไทย​ ​มีการต่อสายบัญชาการ​ ​มีบทบาท​อยู่​เบื้องหลังการขับเคลื่อนทางการเมืองมาตลอด

และ​มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ​ใน​ช่วงสิ้นปีที่มีการเลือกตั้ง​ ​แถมกำ​ลัง​จะ​มีบทบาทต่อ​เนื่อง​ข้ามปี​ไปอีก​ด้วย​ ​หลัง​จาก​พรรคพลังประชาชนชนะ​เลือกตั้ง​ได้​เป็น​แกนนำ​จัดตั้งรัฐบาล

จาก​ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่​เกิดขึ้น​ใน​รอบปี​ 2550 ​ชี้​ให้​เห็นว่า​ ​ผล​จาก​การรัฐประหาร​ ​สามารถ​ยึดอำ​นาจ​ได้​ ​แต่​ ​ปกครอง​ไม่​ได้​ ​บริหารประ​เทศ​ไม่​ได้

การทำ​งานของรัฐบาลเฉพาะกาล​ ​เชื่องช้า​ ​ไม่​กล้าตัดสินใจ​ ​ทำ​ให้​ชาวบ้านยี้

สิ่งที่​เกิดขึ้น​ทั้ง​หมดเหล่านี้​ ​ถือ​เป็น​บทเรียนของพวกเผด็จการ​ ​ที่​ต้อง​ควรรู้ว่า

ชาวบ้านรับ​ไม่​ได้​กับ​รัฐบาลที่​ไม่​ได้​มา​จาก​การเลือกตั้ง

ทีมของเรา​จึง​ขอบอกว่า​ ​ปีนี้คือ​ ​ปีปฏิ​เสธเผด็จการ​.


ทีมการเมือง ไทยรัฐ

จาก ไทยรัฐ 31/12/50

เผย​ ​สมชัย​ ​ไม่​ร่วมลงมติ​แจกแดง​

เมื่อเวลา​ 17.00 ​น​. ​วานนี้​ (30 ​ธ​.​ค​.) ​นางสดศรี​ ​สัตยธรรม​ ​กกต​. ​ด้านกิจการพรรคการเมือง​ ​กล่าว​ถึง​การพิจารณา​เรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​. ​ว่า​ ​วันนี้คาดว่าคง​ยัง​ไม่​มีอะ​ไรชัดเจน​ ​ใน​การพิจารณา​ให้​ใบเหลืองใบแดง​ ​โดย​ใน​วันที่​ 31 ​ธ​.​ค​. ​กกต​.​จะ​หยุดพักการพิจารณา​ 1 ​วัน​ ​และ​จะ​เริ่มพิจารณาต่อ​กัน​ใน​วันที่​ 1 ​ม​.​ค​. 2551 ​ที่มีสำ​นวนเรื่องร้องเรียนที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของสันติบาล​ ​เตรียมรอ​เข้า​สู่การพิจารณาอีกกว่า​ 100 ​สำ​นวน​ ​เป็น​ที่น่าสังเกตว่าสำ​นวนที่สันติบาลเสนอ​เข้า​สู่การพิจารณาของ​ ​กกต​. ​จะ​ไม่​มีการยกคำ​ร้องมี​เพียง​ให้​ไปสอบสวนเพิ่มเติม​เท่า​นั้น​ ​นอก​จาก​นี้​ใน​วันที่​ 1 ​ม​.​ค​. ​นายประสพ​ ​บุษราคัม​ ​ว่าที่​ ​ส​.​ส​.​อุดรธานี​ ​เขต​ 3 ​พรรคพลังประชาชน​ ​จะ​นำ​พยานหลักฐาน​เข้า​ชี้​แจงต่อ​ ​กกต​.​กรณีที่ถูกร้องคัดค้านว่าปราศรัย​ใส่​ร้าย​ ​และ​กรณี​แจกซีดี​

นางสดศรีกล่าว​ถึง​กรณีที่พรรคพลังประชาชนเรียกร้อง​ให้​ ​กกต​. ​ตรวจสอบ​ความ​เป็น​กลางของ​ ​พล​.​ต​.​ต​. ​ชัยยะ​ ​ศิริอำ​พันธ์กุล​ ​รอง​ ​ผบช​.​ส​. ​ใน​ฐานะหัวหน้าฝ่ายสืบสวนสอบสวน​ ​ที่​ได้​รับการแต่งตั้ง​จาก​ ​กกต​. ​ให้​ช่วย​สืบหาข่าวการทุจริตเลือกตั้งว่า​ ​หากพรรคพลังประชาชน​ต้อง​การ​ให้​ ​กกต​.​ตรวจสอบ​ ​ก็​สามารถ​ยื่นเรื่อง​เข้า​มา​ได้​ ​กกต​.​จะ​ส่งเรื่องไป​ยัง​ ​ผบ​.​ตร​.​ให้​ช่วย​ตรวจสอบ​ ​อย่างไร​ ​ก็ตาม​ ​ตามปกติ​ ​พล​.​ต​.​ต​.​ชัยยะก็​เป็น​คณะอนุกรรมการสืบสวนของ​ ​กกต​.​อยู่​แล้ว​ ​เมื่อถาม​ถึง​การแจกใบปลิวโจมตี​ ​กกต​. ​นางสดศรีตอบว่า​ ​ทราบ​แล้ว​ว่า​เป็น​ฝีมือใคร​ ​แต่​ ​ไม่​อยากพูด​ ​เราก็ทำ​หน้าที่​ไปตามปกติ​ ​ส่วน​มติ​ ​กกต​.​ใน​การพิจารณา​ใบแดงที่​ ​จ​.​บุรีรัมย์​ ​เขต​ 1 ​ของพรรคพลังประชาชน​ ​ที่นายสมชัย​ ​จึง​ประ​เสริฐ​ ​กกต​. ​ด้านสืบสวนสอบสวน​ ​ไม่​เข้า​ร่วมประชุม​และ​ไม่​ร่วมลงมติพิจารณา​ด้วย​นั้น​ ​ก็ขอ​ให้​ไปถามเจ้าตัวเอง​ ​ปกติหาก​ ​พล​.​ต​.​ต​.​ชัยยะ​เข้า​ชี้​แจงเรื่องร้องเรียนต่อที่ประชุม​ ​กกต​. ​นายสมชัยก็​จะ​ไม่​ร่วมประชุม​ด้วย​

ด้าน​ ​พล​.​ต​.​ต​.​ชัยยะพยายามหลีกเลี่ยงที่​จะ​ตอบคำ​ถาม​ ​กรณีพรรคพลังประชาชนร้องเรียนว่ามีพฤติกรรม​ไม่​เป็น​กลาง​ ​โดย​กล่าวเพียงว่า​ “​ผมทำ​หน้าที่​ ​เพื่อมารักษา​ความ​สงบเรียบร้อย​เท่า​นั้น​”

นายอภิชาต​ ​สุขัคคานนท์​ ​ประธาน​ ​กกต​. ​กล่าวว่า​ ​ยัง​ไม่​ทราบเรื่องที่พรรคพลังประชาชนระบุว่า​ ​พล​.​ต​.​ต​. ​ชัยยะ​ ​ศิริอำ​พันธ์กุล​ ​รอง​ ​ผบช​.​ส​. ​ที่​ได้​รับการแต่งตั้ง​เป็น​หัวหน้าฝ่ายสืบสวนของ​ ​กกต​.​มีพฤติกรรม​ไม่​เป็น​กลาง​ ​ยัง​ไม่​เห็นเรื่องร้องเรียนอะ​ไร​เข้า​มา​ ​แต่การแต่งตั้ง​เป็น​มติของที่ประชุม​ ​กกต​. ​เพราะ​เห็นว่า​เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน​ ​กกต​.​มี​ไม่​เพียงพอ​ ​เมื่อ​ ​ผบช​.​ส​.​ส่ง​ ​พล​.​ต​.​ต​.​ชัยยะ​เข้า​มา​ ​ก็ถือ​เป็น​มติ​ให้​เป็น​หัวหน้าทีมสอบสวน​ ​ยืนยัน​ได้​ว่า​ไม่​ได้​ ​แต่งตั้ง​จาก​คำ​สั่งใคร​ ​หรือ​มี​ใครมา​แทรกแซง​ ​เพราะ​คนอย่างตน​ไม่​มี​ใครแทรกแซง​ได้​ ​เมื่อถามว่า​ ​หากปัญหา​ความ​ขัดแย้งส่งผลไป​ถึง​ขั้นที่นายสมชัยลาออก​จาก​ตำ​แหน่ง​จะ​มีปัญหา​ใน​การทำ​งานของ​ ​กกต​.​หรือ​ไม่​ ​นายอภิชาตกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า​ “​อย่ามาถามผมเรื่องนี้​ ​ผม​ไม่​เคยคิดว่าการทำ​งาน​จะ​มีปัญหาอย่างไร​ ​ตอนนี้ทุกคนทำ​งาน​ ​คำ​ถามนี้ผม​ไม่​ตอบ​ ​เพราะ​ไม่​อย่าง​นั้น​ก็​จะ​นำ​ไปโยง​กับ​เรื่อง​นั้น​เรื่องนี้​ ​แล้ว​ก็​จะ​ส่งผลเสียหาย​ได้​” ​นายอภิชาตกล่าว​ถึง​การงดประชุม​ ​กกต​.​ใน​วันที่​ 31 ​ธ​.​ค​.​นี้​ ​ว่า​ ​ต้อง​ยอมรับว่าตอนนี้​เหนื่อยกายมาก​ ​หาก​ต้อง​ทำ​งานต่อ​เนื่อง​ ​จะ​ต้อง​ทำ​งานอีก​ 20 ​กว่าวันที่ผ่านมาก็​ไม่​ได้​หยุด​

นายสุทธิพล​ ​ทวีชัยการ​ ​เลขาธิการ​ ​กกต​.​แถลงภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณา​เรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า​ ​กกต​.​ได้​พิจารณา​เรื่องคัดค้านที่ร้องเรียน​เข้า​มาตั้งแต่วันที่​ 25-30 ​ธ​.​ค​. ​ที่มี​ทั้ง​สิ้น​ 117 ​เรื่อง​ ​โดย​ใน​วันที่​ 30 ​ธ​.​ค​.​นี้​ ​ได้​พิจารณา​ไป​แล้ว​ 33 ​เรื่อง​ ​โดย​แยก​เป็น​การแจกเงิน​และ​ทรัพย์สิน​ 15 ​เรื่อง​ ​หลอกลวง​ ​ใส่​ร้าย​ 4 ​เรื่อง​ ​เจ้าหน้าที่วางตัว​ไม่​เป็น​กลาง​ 4 ​เรื่อง​ ​การติดตั้งป้ายผิดหลักเกณฑ์​จาก​ที่​ ​กกต​.​กำ​หนด​ 5 ​เรื่อง​ ​และ​เรื่อง​อื่นๆ​ 5 ​เรื่อง​ ​ซึ่ง​จะ​เป็น​เรื่องการฝ่าฝืนระ​เบียบการหา​เสียง​ ​เช่น​ ​การหา​เสียง​ใน​ช่วงการเลือกตั้ง​ ​โดย​เรื่องร้องเรียน​ทั้ง​ 33 ​เรื่อง​นั้น​ ​แบ่งตามรายภาค​ได้​แก่​ ​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ 14 ​เรื่อง​ ​ภาคกลาง​ 12 ​เรื่อง​ ​ภาค​ใต้​ 3 ​เรื่อง​ ​ภาคเหนือ​ 4 ​เรื่อง​ ​ซึ่ง​เป็น​เรื่องร้องเรียนต่อพรรคพลังประชาชน​ 11 ​เรื่อง​ ​นอก​นั้น​เป็น​เรื่องร้องเรียนพรรคชาติ​ไทย​ ​พรรคประชาธิปัตย์​ ​พรรคเพื่อแผ่นดิน​และ​พรรคประชาราช​ ​ทั้ง​นี้​ ​กกต​.​ได้​มีมติมอบหมาย​ให้​มีการสอบสวนเพิ่มเติม​ 3 ​เรื่อง​ ​และ​ ​มอบหมาย​ให้​คณะกรรมการสอบสวนหาข้อมูล​ ​หลักฐาน​ ​โดย​เฉพาะพยานบุคคล​ ​มา​เพิ่มเติมอีก​ 9 ​เรื่อง​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​ได้​ยกคำ​ร้องไป​ 21 ​เรื่อง​ ​ใน​การพิจารณา​เรื่องร้องคัดค้านที่ผ่านมา​ ​กกต​.​ได้​พิจารณายกคำ​ร้อง​ ​พิจารณา​ให้​ยุติ​เรื่อง​และ​ไม่​รับ​ไว้​พิจารณา​ ​รวม​ทั้ง​สิ้น​ 60 ​เรื่อง

ที่มา ไทยรัฐ [31 ​ธ​.​ค​. 50 - 05:22]


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
5 เสือ กกต. กฎหมายปราบมาร ( ข้อมูลใครเป็นใครและทำหน้าที่อะไรใน กกต.) จาก ไทยรัฐ
อำนาจมืดคุกคาม กกต. ( อะไรเกิดขึ้นที่ กกต. ทำไม คุณสมชัย ไม่เข้าประชุม ) โดย ประดาบ
หมอเลี้ยบ ชี้แจกใบแดง 3 ว่าที่ สส. พปช. ไม่โปร่งใส