จากวลีอมตะ "The old soldier never die" ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย ที่ถูกชูขึ้นมาโดย "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อก่อนจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
ราวกับเป็นสัญญาณเรียกพลจุดกระแส ปลุกทหารเฒ่าตบเท้ากันพรึบพรับ ตลอดปี 2550 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปี "ทหารครองเมือง"
เพราะผู้ที่เข้ามากุมอำนาจทางการเมืองส่วนใหญ่มียศนายพลนำหน้ากันทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ไปยันสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
แม้แต่ประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ขุนทหารก็ตบเท้าเข้าไปยึดเก้าอี้ จองทำเลทอง
ตอกย้ำบรรยากาศประเทศไทยในยุครัฐประหาร กองทัพเบ่งบานเต็มบ้านเต็มเมือง
และแม้จะผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมๆกับมีคำสั่งเคลื่อนกำลังทหารกลับเข้ากรมกอง
แต่โดยเงื่อนไขทางการเมืองที่ยังกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของการเผชิญหน้า โดยเฉพาะการประกาศกลับเมืองไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ อย่างช้าไม่เกินเดือนเมษายนนี้ มีหรือที่กองทัพจะละสายตา
ณ พื้นที่ในหน้าพิเศษปีใหม่นี้ "ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" จึงได้เกาะติดยุทธวิธีพรางตัวของเหล่าทหารเฒ่า เพื่อคอยเฝ้าจับตาดูสถานการณ์บ้านเมืองที่จะเกิดขึ้นในปี 2551
ลากยาววิกลิเกข้ามปี.
@@@@@@@
พระเอกหลงโรง
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี อดีตประธาน คมช. เจ้าของฉายา "บิ๊กบัง" ผู้มีรอยยิ้มหวานมหาเสน่ห์ รับบทพระเอกมาตั้งแต่ต้นปี 2550 ลากยาวต่อเนื่องมาจากการนำทีมปฏิวัติวันที่ 19 กันยายน 2549 ถ้าไม่บังเอิญได้เวลาเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม 2550 เงื่อนไขบีบให้จำเป็นต้องย้ายวิกเล่น
ในช่วงปี 2550 มีหินถูกโยนออกมาถามทางต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการต่ออายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ไปอีก 1 ปี หรือรวบหัวรวบหางรุ่นพี่ป่าหวายอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีซะเอง อีกทางหนึ่งก็มีข่าวลือ "บิ๊กบัง" ส่งเสบียงหนุนพรรคการเมืองนั้น ค่ายการเมืองนี้ เพื่อเตรียมเป็นฐานรองรับการถอดเครื่องแบบลงสนามเลือกตั้ง สารพัดพรมนุ่มๆที่มีทีมงานปูทางไว้ให้เลือกเดิน ท่ามกลางกระแสต้านเผด็จการรากงอก เสียงกระแอมดักคอกลืนน้ำลายลากยาวอำนาจ
ขณะที่เจ้าตัว "บิ๊กบัง" ก็ออกลีลาเล่นมุกแทงกั๊ก แบ่งรับแบ่งสู้ ทิ้งปริศนารายวัน แต่ที่เด็ดกว่าอะไรก็คือคิวที่ "บิ๊กบัง" เปรียบตัวเป็นพระเอกลิเกต้องเปลี่ยนบทเล่นไปเรื่อยๆ แบะท่าไม่วางมือง่ายๆ จำเป็นต้องสานภารกิจกัปตันทีมสกัดขั้วอำนาจเก่า ตอกฝาโลง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ให้กลับมาทวงแค้นเอาคืนทีมโค่นอำนาจ
ประกอบกับเงื่อนไขบีบให้ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการส่งไม้ต่อให้จ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ ในสถานการณ์ที่มีถึง 3 ตัวเต็งให้เลือก ทั้ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ และก็กลายเป็นจุดหักเหที่มิตรกลายเป็นศัตรู "บิ๊กบัง" ถูกแนวร่วมพันธมิตรม็อบไล่ "ทักษิณ" กองเชียร์ของ พล.อ.สพรั่งหันปลายกระบอกปืนเข้าถล่มไม่ยั้ง
ทำให้สถานภาพในห้วงท้ายบนตำแหน่ง ผบ.ทบ.และประธาน คมช.เป๋ไปเป๋มา
ก่อนจะลงเอย "บิ๊กบัง" เปลี่ยนบทจาก ผบ.ทบ. หลังเกษียณอายุราชการทิ้งเก้าอี้ประธาน คมช. เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่เป็นผลผลิตของคณะปฏิวัติ แถมพ่วงด้วยเก้าอี้ประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติ ว่าด้วยการณรงค์ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.)
ถือดาบเล่มใหญ่ในการสกัดเครือข่ายอำนาจเก่าไม่ให้ฟื้นคืนชีพมาหลอน
และนั่นก็เหมือนดาบที่สะท้อนกลับเข้าหาตัว เพราะมันสอดรับกับเอกสาร คมช.สกัดกลุ่มอำนาจเก่าที่ลงนามโดย พล.อ.สนธิ ถูกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นำออกมาแฉดังๆไปทั่วบ้านทั่วเมือง และปรากฏว่าคณะอนุกรรมการ กกต.ฟันธงทหารวางตัวไม่เหมาะสม เอกสารลับ คมช.เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งในการให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
ก่อนมติ กกต.ใหญ่จะปิดเกม ออกลูกเจ๊ากันไป
อย่างไรก็ตามโดยกระแสถือว่าคะแนนเห็นใจไหลไปตกอยู่ที่พรรคพลังประชาชนเต็มๆ จนทำให้ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม และก็เป็นอีกช็อตหนึ่งที่ถือว่า "บิ๊กบัง" ในฐานะกัปตันทีมสกัดอำนาจเก่าต้องเสียฟอร์ม จากบทของพระเอกเริ่มกระเดียดไปทางผู้ร้าย และยิ่งเสียความมั่นใจไปใหญ่ กับคิวที่โดนนายปรีชา ตังควัฒนา ทนายความใจถึง ตะโกนด่าหน้าคูหาเลือกตั้งล่วงหน้า ด้วยประโยคบาดใจ "กูไม่เลือกมึง กูไม่เอาเผด็จการ"
และกระนั้นก็ดี แม้สถานภาพจะดูง่อนแง่นในบั้นปลาย "บิ๊กบัง" ตกอยู่ในสภาพเหมือนถูกโดดเดี่ยว หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครในหมู่พวกที่ร่วมกันโค่น "ทักษิณ" ด้วยกันมา แต่โดยลีลาก็ยังมีลูกหยอดอยู่ตลอด หากบ้านเมืองยังไม่สงบก็อาจตัดสินใจลงสนามการเมืองได้ทุกเมื่อ
สรุปว่า พระเอกลิเกยังไม่ปิดวิก.
@@@@@@@
"วีรบุรุษ" เก็บฉาก
พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ผู้มีนามกรว่า "บิ๊กเปย" นายพลตัวเล็ก ใจใหญ่ พูดจาโผงผาง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าตั้งตัวเองเป็น "วีรบุรุษ" แบบไม่เขิน
แต่ด้วยลีลาใจถึงใจ สไตล์บู๊ดุดันนี่แหละ พลิกกลับมาเป็นภัย จากที่มาแรงเป็นม้าตีนต้น เต็งจ๋าว่าที่จ่าฝูงกองทัพบก บุกไปที่ไหนหดหัวที่นั่น
มีข่าวดังๆแบบรายวัน พล.อ.สพรั่งเลยกลายเป็นเป้าโฟกัส
จากเสียงเชียร์ให้ลุยล้างบางคอรัปชัน พลันมีเรื่องของข่าวคราวการตบทรัพย์ปราบทุจริตกันจนอ้วนในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเกรดเอ ทั้งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทศท. จำกัด (มหาชน) ที่ "บิ๊กเปย" นั่งเอ้เต้เป็นประธานบอร์ดใหญ่
และนั่นก็มีผลสะเทือนถึงสถานะตัวเก็ง ผบ.ทบ.คนใหม่
ไปๆมาๆรู้ตัวว่าหลุดโผแน่ "บิ๊กเปย" ออกมายื่นไม้ตาย ธรรมเนียมทหาร "น้องขึ้นเป็นนาย พี่ต้องลาออก" แต่ก็สายเกินเพล วืดเก้าอี้ จ่าฝูงกองทัพบกไปแบบเจ็บช้ำระกำใจ ต้องบินไปพักสงบสติอารมณ์ที่ประเทศอินเดีย เอาธรรมะเข้าข่มใจ
แต่ก็ต้องยอมรับในความเป็นทหารอาชีพ จบแล้วจบกัน เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ พล.อ.สพรั่งก็ยอมรับแต่โดยดี
จะมีอาการที่สะท้อนภาวะลึกๆทางใจก็คือการหายหน้าหายตาไปจากวงข้าว คมช. ไม่ร่วมสังฆกรรมกับทีมที่ร่วมยึดอำนาจจาก "ทักษิณ" ด้วยกันมา และโดยตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกระบองอยู่ในมือ แค่รับผิดชอบงานธุรการไปวันๆ
วีรบุรุษอย่าง "บิ๊กเปย" หลุดจากวงจรอำนาจไปโดยปริยาย.
@@@@@@@
ดำดินกำกับบท
พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. ผู้มีชื่อรู้จักกันในหมู่เพื่อนพ้องว่า "บิ๊กตุ่น" และก็เป็น "ตุ่น" สมฉายา เพราะว่าถนัดเรื่องการเดินงานใต้ดิน เชี่ยวชาญในการประสานทางลึกกับฝ่ายต่างๆ ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ให้เป็นฝ่าย เสธ. ในการวางเกมสลายขั้วอำนาจเก่า
อาศัยความเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตนายทหารใหญ่ที่หันมาลงสนามเลือกตั้ง "บิ๊กตุ่น" เลยสนิทสนมกับนักการเมือง มีเครือข่ายระดับหัวหน้าก๊วนกระจายอยู่ทุกพรรค งานหลักคือการประสานกับนักเลือกตั้งอาชีพในการจัดตั้งป้อมค่าย เพื่อเป็นฐานตัดกำลังเครือข่ายพรรคไทยรักไทย
ก็เลยมีข่าวว่าจะถอดยูนิฟอร์มทหารลาออกจากปลัดกระทรวงกลาโหม ทิ้งเก้าอี้ใหญ่เลขาธิการ คมช. ไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสีเขียว เพื่อภารกิจเฉพาะในการบี้กับพรรคพลังประชาชน สกัดนอมินีอำนาจเก่า แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีการแสดงท่าทีชัดเจนออกมา
นอกจากข่าวลือ "บิ๊กตุ่น" ต่อท่อน้ำเลี้ยงหนุนค่ายนั้นค่ายนี้ เตรียมยึดเก้าอี้หัวหน้าพรรค เพื่อเป็นฐานรองรับให้ พล.อ.สนธิก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ความมาแตกเอานาทีสุดท้ายเมื่อปรากฏชื่อและนามสกุลคุ้นของ "สกลธีร์ ภัททิยกุล" เปิดตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นั่นแหละถึงบางอ้อ ใจจริงของ "บิ๊กตุ่น" ทุ่มให้ค่ายไหน
ยิ่งวันนี้พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ด้วยอายุราชการที่ยังเหลืออีก 1 ปี อำนาจที่ยังมีอยู่ในกำมือ ยังถือเป็นผู้กำหนดเกมเล่นได้
ชื่อ "บิ๊กตุ่น" ยังจัดเป็นของแสลงสำหรับค่ายพลังประชาชน.
@@@@@@@
ทหารเรือย้ายวิก
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ที่พรรคพวกเรียกขานกันว่า "บิ๊กบรรณ" ในฐานะเพื่อนรักของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร จากทหารเรือที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่น กลายมาเป็น สนช.ทีมปราบทุจริต
ปะฉะดะไม่เลือกหน้า ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง มาถึงการรถไฟฯ ทีแรกก็ดูขึงขัง ตอนหลังชักมีเรื่องทะแม่งๆ ประเภทมีคนเห็นไอ้หนุ่มรถไถแวะไปเที่ยวเซ็นทรัล
และผลจากเพื่อนรักวืดเก้าอี้ใหญ่ ผบ.ทบ. ในฐานะเชียร์ลีดเดอร์ "บิ๊กบรรณ" ออกอาการทำใจไม่ได้ เล่นบทหัวหอกออกมาอาละวาด โวยวาย
เลยโดนชะตากรรมโหด ถูกคำสั่งเด้งเป็นวาระจัดให้เป็นพิเศษจากเก้าอี้รองปลัดกลาโหม ที่ไปแขวนต่องแต่งเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ฐานวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งผู้บังคับบัญชา โดนตั้งกรรมการสอบวินัย สุดท้ายเลยตัดสินใจลาออกจากราชการทหาร
แต่ประเมินจากคอนเนกชั่นที่แนบแน่นกับนักเลือกตั้ง เส้นทางของ "บิ๊กบรรณ" คงจะไม่จบแค่ทหารนอกราชการ
อนาคตคงได้เห็นเปลี่ยนวิกไปวาดลวดลายในสนามการเมือง.
@@@@@@@
ทหารเฒ่าไม่ตาย
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สุภาพบุรุษหมายเลข 1 นามว่า "บิ๊กแอ้ด" นายทหารผู้มีหัวใจประชาธิปไตย ผู้สืบสานตำนาน "The old soldier never die"
ทหารเฒ่าไม่มีวันตายของจริง
ด้วยบุคลิกที่ดูนุ่มนิ่ม แต่ดื้อหลบในไม่ใช่เล่น ผลงานล็อกวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม เป็นเครื่องการันตี แม้จะมีเสียงทักท้วง มีกระแสล้มเลือกตั้ง ยื้อยุดฉุดกระชากกันตลอดทาง แต่ก็ยังยื้อจนถึงที่หมายสำเร็จ
และด้วยบทช้าแต่ชัวร์ สไตล์ฤาษีขี่เต่า ไม่บุ่มบ่ามตามใจจิ๊กโก๋ เลยถูกโจมตีว่าใส่เกียร์ว่างไม่เล่นบทโหดกับเครือข่ายอำนาจเก่า จนถึงจุดหนึ่งก็โดนฝ่ายตรงข้าม "ทักษิณ" ยัดข้อหาไส้ศึกเกี๊ยเซียะกับกลุ่มอำนาจเก่า
วิเคราะห์กันเป็นฉากๆว่า "บิ๊กแอ้ด" เดินหมากซ่อนเกม 3-4 ชั้น แอบยักคิ้วหลิ่วตาเปิดทางให้อดีตนายกฯ กลับมาทวงอำนาจ
แถมยังโดนถล่มเรื่องบ้านบนเขายายเที่ยง จนช่วงหนึ่งถึงขั้นมีข่าวปล่อยหนาหูว่า นายกฯ สุรยุทธ์ถอดใจ อยากไขก๊อกวันละ 3 เวลาหลังอาหาร
ฤาษีหนีกลับอาศรม
แต่ก็อึดเรื่อยมาจนครบเทอมรัฐบาลเฉพาะกิจ
และเห็นนิ่งๆนิ่มๆ พูดถึงเรื่องบทโหด ไม่ต้องย้อนไปถึงผลงานการเด็ดหัวกองกำลังกะเหรี่ยง ก็อดอาร์มีที่บุกยึดโรงพยาบาลราชบุรี ตายเรียบในชั่วข้ามคืนฉากบู๊ไม่ปรานีใครเหมือนกัน
อย่างที่เห็นรายการเชือดนิ่มๆที่แฝงอยู่ในมาดนิ่งๆ กับคิวเด้งฟ้าผ่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ฐานวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา จัดให้เป็นกรณีพิเศษแค่ 2 ตำแหน่ง หลังโผโยกย้ายทหารไม่กี่วัน
ปกติเชื่องช้า แต่บทโหดทันอกทันใจ
ถึงจะโดนด่าเรื่องไม่มีผลงาน แต่เมื่อเทียบกับความสามารถประคองสถานการณ์บ้านเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แยกข้างเผชิญหน้า
ชื่อ "สุรยุทธ์" แฝงความแกร่งในทุกอณู.
@@@@@@@
ม้วนเสื่อคุมเชิง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เจ้าของนิกเนม "บิ๊กป๊อก" ที่ "ป๊อก" สมชื่อ เพราะกินรอบวง แซงโค้งรุ่นพี่ทั้ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์
แหกด่านเข้ามาเป็นจ่าฝูงกองทัพบกได้แบบม้วนเดียวจบ
ด้วยบุคลิกนิ่งขรึม พูดน้อย ต่อยหนัก แม้จะมีเสียงทัก เป็นเตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เสียวๆเพื่อนจะตัดกันไม่ขาด
แต่อีกทางหนึ่งก็มีการยืนยันจากคนวงใน เบื้องหลังเบื้องลึกระหว่าง "อนุพงษ์" กับ "ทักษิณ" แม้จะเป็นเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้สนิท คิดต่างมุมมาตลอด
โดยเหตุการณ์ที่ยืนยันถึงสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างห่างเหิน ก็คือข้อมูลที่มีการเปิดเผยในหนังสือ "Thaksin where are you" ของหมวด "เจี๊ยบ" ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภควัต ที่บินไปสัมภาษณ์อดีตนายกฯทักษิณที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ย้อนเหตุการณ์นาทีรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 มีการต่อสายโทรศัพท์ข้ามทวีปมาจากสหรัฐอเมริกาถึงนายทหารใหญ่ในคณะปฏิรูปฯ
เป็นสายจากอดีตนายกฯทักษิณต่อถึงเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ แต่ถูกปล่อยให้ "miss call"
"บิ๊กป๊อก" ไม่ยอมรับสาย "ทักษิณ"
โดยจุดยืนที่เลือกอยู่กับฝ่ายโค่นอำนาจ ไม่มีการวอกแวก เพื่อนหักดิบเพื่อน
"อนุพงษ์" กับ "ทักษิณ" ยังมีแค้นฝังใจ
เหนืออื่นใดหากย้อนไปตามรอยของ "บิ๊กป๊อก" เติบโตมาจากทหารเสือราชินี เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ ผบ.ทบ.ตามลำดับ
เส้นทางก่อนขึ้นเป็นใหญ่ ทรงตัวได้นิ่งมาตลอด เบื้องหลังแน่นปึ้ก
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความทรงพลังที่แฝงอยู่เบื้องหลัง "บิ๊กป๊อก" ก็ไม่ได้สำแดงฤทธิ์เดชเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ยำเกรง
ในทางตรงข้าม กลับแสดงออกถึงความเป็นทหารอาชีพ ด้วยการประกาศจุดยืนกลางวงผู้บริหารสื่อมวลชน ภายหลังการรับตำแหน่ง ผบ.ทบ.
"ไม่สมควร ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำกองทัพ จะเอากองทัพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราขออยู่เป็นกลาง"
เป่านกหวีดเรียกพลกลับเข้ากรมกอง
พร้อมๆ กับคำประกาศสัญญาลูกผู้ชายชาติทหาร แม้ขั้วอำนาจเก่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลและถูกปลดออกจาก ผบ.ทบ. ก็จะไม่มีการปฏิวัติ
"บิ๊กป๊อก" พูดเสียงดังฟังชัด การยึดอำนาจเพื่อตัวเอง งี่เง่าที่สุดในโลก
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ โดยเงื่อนไขที่ฝ่ายอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ยังตั้งแง่เผชิญหน้า วิกฤติการเมืองยังไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ แม้จะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะเมื่อนอมินีอย่างพรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
รถถังยังออกมาวิ่งบนถนนได้ตลอดเวลา
อย่าลืมว่า แม้แต่คิวของ "บิ๊กบัง" ก็ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกว่าไม่มีปฏิวัติ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงรถถังก็ติดเครื่อง
เรื่องเสียวๆแบบนี้ ใครเขาจะบอกล่วงหน้า.
"ทีมการเมือง"--จบ--
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 2, 2008
ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย-กองทัพทะมึนหลังฉาก ปชต. "พรางตัว" เปิดวิกลิเกข้ามปี!
'อภิสิทธิ์' ยิ้มร่าหลังฟังคำทำนาย
เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ จ.สุโขทัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ได้พาครอบครัวไปถวายสังฆทาน แก่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ที่วัดหนองโว้งวรวิหาร พระอารามหลวง อ.สวรรคโลก โดยมีนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ และนายสัมพันธ์ ตั้งเบญผล 2 ว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่ของพรรค พร้อมด้วยนายสมชาติ ลิมปะพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก ให้การต้อนรับ และนำเข้ากราบ และขอพรจากพระหลวงพ่อสองพี่น้อง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของ จ.สุโขทัย เก่าแก่หลายร้อยปี
หลังจากนั้น ได้เข้ากราบนมัสการพระครูสุนันท์คุณาภรณ์ (หลวงพ่อเล็ก) เจ้าอาวาส พระเกจิชื่อดัง มีชื่อเสียงด้านทำนายดวงชะตา
หลังจากถวายปัจจัยและรับพรปีใหม่เสร็จเรียบร้อย หลวงพ่อเล็กได้มอบวัตถุมงคลและประพรมน้ำพุทธมนต์ให้ ก่อนที่จะดูลายมือให้แก่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งหลวงพ่อเล็กได้ทำนายว่า นายอภิสิทธิ์มีดวงชะตาได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรีแน่นอน หากไม่ได้ในคราวนี้ อีกไม่เกิน 2 ปี ก็จะได้เป็น จะต้องได้ดูแลประชาชนคนไทยทั้งประเทศ 'อาตมาขอให้คุณโยมตั้งใจให้มั่น บุญความดีของคุณโยมมีมาก จะส่งผลให้เห็นในเร็ววัน หากเป็นนายกฯแล้ว ประเทศชาติจะสงบสุข เอาแต่สิ่งดีๆ มาบริหารบ้านเมือง ขออย่าเอาสิ่งไม่ดี มาเป็นแบบอย่าง' ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มและรอยยิ้ม ให้แก่นายอภิสิทธิ์ เป็นอย่างมาก
ขอขอบคุณ http://www.teenee.com/
ไล่บี้ 'ลุงหมัก'แจงมือสกปรก
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีนายสมัคร ระบุว่ามีมือสกปรกมาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชนว่า อยากให้พรรคพลังประชาชนชี้แจงให้ชัดว่ามือสกปรกนี้หมายถึงใคร ถ้าหมายถึงบุคคลระดับสูงที่นายสมัครเคยพูดไว้ ตนคิดว่าพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินน่าจะพิจารณาดูว่าสิ่งที่พรรคพลังประชาชนตอบรับข้อเสนอว่าจะไม่จาบจ้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น จะเป็นจริงหรือไม่
โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้งฯ กล่าว อีกว่า
มือสกปรกที่ขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลไม่น่าจะมี แต่น่าจะมีเฉพาะมือที่สกปรกสนับสนุนให้นายสมัครจัดตั้งรัฐบาลหรือเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะคำสัมภาษณ์จากเกาะฮ่องกงของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนอย่างแท้จริง
นายเทพไท กล่าวเรียกร้องให้นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ที่ได้ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคพลังประชาชน
ให้นำคำสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ไปเป็นหลักฐานยื่นต่อ กกต. ด้วย “ถ้าดูจากคำให้สัมภาษณ์ก็เป็นแผนของ พ.ต.ท. ทักษิณ เพื่อบีบพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพูดว่ารัฐบาลจะต้องมีเสียง 315 เสียง และให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว นี่เป็นสัญญาณจากฮ่องกงอยู่แล้ว นายสมัครและพรรคพลังประชาชนก็ได้ดำเนินการตามแผนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กำกับทั้งหมด”
โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้งฯ กล่าวว่า
พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว แต่ต้องดูท่าทีอีกครั้งหลังวันที่ 2 ม.ค. ไปแล้วและการให้ใบเหลืองใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเกมการเมืองอาจผันแปรไปจนนาทีสุดท้าย และสิ่งที่ชี้ชัดได้มากที่สุดคือ วันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมนัดแรกวันที่ 22 ม.ค. นี้ น่าจะเป็นสัญญาณว่าใครจะได้เป็น
พปช.ย้ำ 'ชท.-พผ.' ร่วมรัฐบาลแน่ [2 ม.ค. 51 - 04:58]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เปิดแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ 3 พรรคขนาดเล็กนั้น นายสมัครมอบหมายให้คนสนิทเดินทางไปฮ่องกง เพื่อรายงานผลการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทราบ พร้อมทั้งขอความเห็นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในการดำเนินการตั้งรัฐบาลขั้นต่อไป โดยสาเหตุที่นายสมัครไม่โทรศัพท์คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีการดักฟังได้
พปช.ย้ำ “ชท.-พผ.ร่วมรัฐบาลแน่
ด้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเจรจาเพื่อดึงพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดินมาร่วมรัฐบาลว่า เป็นไปตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าว แนวโน้มคือมาแน่นอน เพราะเป็นคนเชิญทั้ง 2 พรรคด้วยตัวเอง ได้ตกปากรับคำกันแล้ว แต่วันที่ 2 ม.ค.นี้ ทั้ง 2 พรรคคงจะพูดคุยกันอีกครั้งก่อนประกาศความชัดเจน แต่พรรคพลังประชาชนคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแถลงข่าวของทั้ง 2 พรรค แต่ถ้าต้องการให้เราส่งตัวแทนไปร่วมแถลงข่าวด้วยก็ไม่มีปัญหา สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยในรายละเอียด ต้องเป็นภายหลังจาก 6 พรรคมาปวารณาตัวทำงานร่วมกันแล้ว จึงจะส่งตัวแทนของแต่ละพรรคมาพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าว
ตั้ง 3 แกนนำ พปช.ถกเก้าอี้ รมต.
วันเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ลงนามในหนังสือถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เพื่อขอให้ส่งตัว พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบช.ส. กลับหน่วยงานต้นสังกัดเดิม โดยระบุว่า พล.ต.ต.ชัยยะปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. เพื่อขอให้เรียกตัว พล.ต.ต.ชัยยะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรอง ผบช.ส.ตามเดิม เนื่องจากการทำงานของ พล.ต.ต.ชัยยะไม่เป็นกลาง ทั้งนี้ นายสมัครได้มอบหมายให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเป็นผู้ไปยื่นหนังสือที่ กกต.และที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ขณะเดียวกัน ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน นายสมัครจะขอให้ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับหน้าที่การเจรจากับพรรคการเมืองต่างๆในการจัดสรรตำแหน่ง รมต.
ข่าวการเมือง
ดิ้นจนเกินงาม
เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศคงจะอิดหนาระอาใจ กับการดิ้นเฮือกสุดท้ายของผู้เฒ่าทางการเมือง เพื่อต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ใครต่อใครเคยมองว่าเป็นมังกรการเมือง วันนี้เป็นแค่ปลาไหลชรา แถมยังโหยหิวอีกต่างหาก เพราะในรัฐบาลครั้งหน้า ก็จะเป็นฝ่ายค้านติดต่อกัน 2 สมัย
คงไม่ใช่แค่อดอยากปากแห้งอย่างที่นายบรรหารเคยพูดไว้ เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ก็เข้าใจล่ะครับว่า ผู้เฒ่าทางการเมืองอย่างนายบรรหาร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ นายวัฒนา อัศวเหม เวลาที่จะเดินบนถนนการเมืองเหลือน้อยเต็มที หรือแทบไม่มีอีกแล้วด้วยซ้ำไป
หากเป็นนักการเมืองชราที่เป็นฝ่ายค้าน ย่อมจะเหงาเป็นธรรมดา เพราะลูกหลานไม่อยากจะเข้าไปหา บารมีก็จะถดถอยน้อยลงไปทุกวัน แล้วจะฝ่อไปเอง
ทางกลับกัน ถ้าเป็นรัฐบาล อย่างน้อยก็ยังมีนักธุรกิจหรือ ส.ส. แวะเวียนไปทักทาย เพราะเข้าหารัฐมนตรีที่กระทรวงไม่ได้ มาหาผู้เฒ่าดีกว่า ทำให้หัวใจผู้เฒ่ากระชุ่มกระชวยได้บ้าง
นี่คือเหตุและผลที่ทำให้ผู้เฒ่าการเมือง 3 ท่าน ดิ้นรนจนน่าอิดหนาระอาใจ โดยเฉพาะ นายบรรหาร ศิลปอาชา ถึงกับแสดงอาการเกรี้ยวกราดไล่นักข่าวที่ถามคำถามจี้ใจดำออกจากพรรค
เพราะสิ่งที่เดินเกมอยู่ไม่ได้ดั่งใจ เวลาที่จะเล่นการเมืองไม่เหลือแล้ว จึงเกิดอาการหงุดหงิดอย่างที่เห็นๆ
จริงๆ แล้วเมื่อฟังสาเหตุแล้วน่าจะสงสารนายบรหารและคณะผู้เฒ่า แต่หากคิดรอบด้าน นายบรรหารต่างหากที่กำหนดขึ้นมาทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ส่งไมตรีไปล่วงหน้า แต่กลับขยี้ไมตรีทิ้ง เพราะมั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนสู้ไม่ได้
ส่วนกรณีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีเวลาอีกยาวไกลที่จะเดินบนถนนการเมือง แต่การดิ้นรนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น
น่าขยะแขยงกว่าพฤติกรรมของท่านผู้เฒ่าทางการเมืองเสียอีก
นายสุเทพผ่านเส้นทางการเมืองมานาน จนก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด น่าจะรู้ดีว่าจำนวน ส.ส. ที่ได้มา ไม่ว่าจะจัดสูตรไหน ถึงแม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 240 เสียง แต่เกินมาแค่ 7 คนเท่านั้น
ยกเว้นคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใบแดงพรรคพลังประชาชนสัก 25 ใบ แต่ในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้
เมื่อจำนวน ส.ส. เกินครึ่งหนึ่งเพียง 7 คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะให้สิทธิ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ โดยไม่พ้นสภาพการเป็น ส.ส. แต่ไม่สามารถที่จะใช้เสียงของตัวเองในการยกมือสนับสนุนญัตติที่เกี่ยวพัน เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ
หากจะเอาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี ต้องถามตัวเองก่อนว่า ตัวนายสุเทพจะยอมหรือที่ไม่ขอเป็นรัฐมนตรี
ก็เปล่าทั้งเพ
แล้วไม่รู้จะดิ้นรนไปหาพระแสงอะไร ให้ประชาชนคนไทยพากันอิดหนาระอาใจ
ประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกคว่ำกลางสภา ก่อนที่จะบริหารราชการแผ่นดินเคยมีมาแล้วไม่ใช่หรือ ในสมัยที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ถูกคว่ำทันทีในการแถลงนโยบายรัฐบาล
นั่นแหละ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี ส.ส. 18 คน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีต้องยุบสภา
ประวัติศาสตร์ของประชาธิปัตย์เคยบันทึกไว้แล้วมิใช่หรือ
หรือว่ากระสันที่จะเป็นรัฐบาล จนลืมความสำนึกผิดชอบชั่วดี เหมือนตอนที่แจก สปก.4-01 ให้กับเศรษฐีภูเก็ต ซึ่งเป็นสามีของเลขานุการของตนเอง กระนั้นหรือ
ล่าสุดประกาศ หากวันที่ 4 มกราคม ปีหน้า พรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดรัฐบาลได้ ก็จะขึ้นมาจัดรัฐบาลแข่งอีก ไม่รู้จะเอาจำนวน ส.ส. ที่ไหนมาเพิ่มให้เกินครึ่งหนึ่ง มากพอที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
จำนวน ส.ส. มีจำนวนจำกัดเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ 480 คน ต่างจากบัตรผีที่กากบาทไว้ล่วงหน้าเท่าไรก็ได้ แต่อย่าให้เกินจำนวนประชากรในเขตเลือกตั้งเท่านั้น แล้วนำมาปนกับบัตรของคนที่ไปลงคะแนนในวันเลือกตั้ง นะขอรับ
ตอนแรกมีคนพูดให้ฟังว่า ที่นายสุเทพดิ้นรนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เกรงว่าจะถูกสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เปิดเกมให้นายอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากหัวหน้าพรรค เหมือนที่ นายชวน หลีกภัย และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้ทำตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว เมื่อการเลือกตั้งแพ้พรรคไทยรักไทย
เป็นเหตุผลที่พอฟังได้ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว แต่มาคิดอีกที ใครล่ะจะไปเดินเกมให้หัวหน้าพรรคที่รูปหล่อที่สุด แสดงสปิริตลาอออก
อายุก็ยังน้อย ยังมีเวลาเดินบนถนนการเมืองอีกนาน รอเวลาอีกไม่นานนักการเมืองเก่าๆ จะเลิกกันหมด ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ
ตามที่นายสุเทพพูดไว้ ชาวบ้านเปิดทีวีเห็นหน้านายกรัฐมนตรีหล่อๆ ดูแล้วสบายตา
แต่จะทำงานเป็นหรือไม่เป็น ค่อยว่ากันอีกที
“สมชัย” ไขก๊อกหนีคนบ้ายื่นค้าน3แดงบุรีรัมย์
“สมชัย จึงประเสริฐ” ถอดใจ ไขก๊อกพ้น กกต. หลังถูกกดดันและก้าวก่ายหนัก จนถึงกับน๊อตหลุดมาแล้ว ขณะที่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือคัดค้าน “ใบแดง” ระบุ กกต. กลางทำงานขัดกฎหมายเลือกตั้ง ตัดสินโดยไม่มีการสอบสวน แถมยังส่อเข้าข้างพรรคคู่แข่งจนเห็นได้ชัด แฉ! กกต.บุรีรัมย์ เคยประกาศจะแจกใบแดงผู้สมัคร พปช. ให้หมด 9 คน “หมอเลี๊ยบ” จี้เปลี่ยนตัว “ชัยยะ” ชี้วางตัวไม่เป็นกลาง
บรรยากาศการเมืองในขณะนี้นอกเหนือไปจากการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว สิ่งที่สังคมกำลังจับจ้องก็คือการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีทั้งประเด็นการให้ใบเหลือง-ใบแดง ที่มีกระแสข่าวลือว่ามีใบสั่งให้จัดการให้ใบแดงกับผู้สมัครพรรคพลังประชาชนมากๆ เพื่อสกัดกั้นการจัดต้งรัฐบาล หรือแม้แต่ความขัดแย้งภายใน กกต. เอง ก็เป็นสิ่งที่สังคมกังวล และมีการเชื่อมโยงไปถึงกระแสกดดันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในเหลือง-ใบแดงที่กำลังดำเนนการอยู่
ในเรื่องของความขัดแย้งภายใน กกต. ที่มีข่าวออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะกรณีที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาพูดถึงการสลับความรับผิดชอบของ กกต.ทั้ง 5 คน จนนายสมชัย จึงประเสริฐ ระเบิดอารมณ์ว่า “อย่าไปฟังคนบ้า” มาแล้วนั้น กระทั่งมีการนำเอาตำรวจสันติบาลมาช่วยดูแลงานด้านสืบสวนสอบสวน ที่เป็นงานของนายสมชัย จึงมีข่าวลือตามออกมาว่านายสมชัย จะลาออกจาก กกต. นั้น
นายสมชัย กล่าวถึงเรื่องดีงกล่าวว่า ไม่มีใครมากดดันตน ส่วนที่ตนไม่เข้าร่วมประชุมกกต.ในบางครั้งก็ไม่มีอะไร เนื่องจากติดภารกิจบ้าง ไม่สบายบ้าง ไม่อยากประชุมตนก็ไม่ประชุม
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าน้อยใจจะลาออกจากตำแหน่ง กกต. กลับไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส นายสมชัย ยอมรับว่า ทำงานที่ศาลถนัดกว่าทำงานตรงนี้ หากศาลยอมให้กลับก็อยากจะกลับไปทำงานที่ศาล
เมื่อถามอีกว่า เป็นเพราะความขัดแย้งใน กกต.ใช่หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ไม่เห็นมีใครมาขัดแย้งกับตน และตนไม่ได้ไปขัดแย้งกับใคร เพียงแต่งานบางอย่าง ไม่ชอบและไม่อยากทำ ไม่สบายใจก็ไม่อยากทำ
เมื่อถามว่าเป็นเพราะข้อครหาเรื่องสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เขาครหากันอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ตนทำหน้าที่ของสมบูรณ์แล้วในเรื่องของการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง ต่อไปนี้ก็เป็นไปตามกระบวนการของการทำงาน โดย กกต.ที่เหลือ 4 คนสามารถทำงานได้อยู่แล้วและถือว่าครบองค์ประชุม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ศาลยังไม่ได้ติดต่อกลับมา ในเรื่องที่จะให้กลับไปทำงานที่ศาล
ส่วนที่มีการมองกันว่านายสมชัย ไม่พอใจที่มีการตั้ง พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบช.ส. มาเป็นหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนช่วยหาข่าวการทุจริตเลือกตั้งนั้น
ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า การที่ กกต. 4 คนมีมติตั้งตำรวจสันติบาลมาช่วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.มีไม่พอ จึงขอให้มาช่วยตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้ว เพราะตอนนั้นมีข่าวการซื้อเสียงเยอะมาก ส่วนที่พูดกันว่านายสมชัยไม่เห็นด้วย และไม่ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งนั้น ช่วงนั้นนายสมชัยป่วย เมื่อเรื่องนี้เข้ามาในที่ประชุม กกต. 4 คน ที่ยังอยู่ก็มีมติออกมา ภายหลังนายสมชัยไม่ได้ทักท้วงอะไร
ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้ง พล.ต.ต.ชัยยะ ดังกล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. เป็นผู้ส่งมาให้ รวมถึงกำลังตำรวจสันติบาลกว่า 600 นาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ กกต.มีจำนวนไม่พอ หากคิดว่าพล.ต.ต. ชัยยะทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ก็ไปร้องที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้โดยตรง
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในวันที่ 1 ม.ค. จะเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณาเปลี่ยนตัว พล.ต.ต. ชัยยะ เนื่องจากไม่เป็นกลาง
ส่วนกรณีการแจกใบแดงให้ผู้สมัครพลังประชาชน ที่เขต 1 บุรีรัมย์ โดยไม่มีการเรียกสอบสวน และมีแนวโน้มส่อเข้าข้างบางพรรคการเมืองชัดแจ้งนั้น
วันเดียวกันนี้ นายประกิจ พลเดช ผู้รับเลือกตั้ง ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมผู้สมัครร่วมทีมได้เดินทางไปยื่นคัดค้านคำตัดสินของ กกต. พร้อมทั้งชี้แจงว่าได้มีการหารือกันแล้ว เห็นถึงความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน จึงได้นำเรื่องดังกล่าวร้องเรียนต่อ กกต.
ทั้งนี้จะขอชี้แจ้งข้อกล่าวหาโดยจะยื่นเสนออ้างข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 24 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการโดยพลัน
ในการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้โอกาสผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ทราบเหตุแห่งการร้อง การคัดค้าน หรือการกล่าวหา มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐาน รวมทั้งต้องให้โอกาสมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีที่ผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงหลักฐาน หรือไม่มาให้ถ้อยคำ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิในการชี้แจง แสดงหลักฐาน หรือให้ถ้อยคำ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการต่อไปได้
กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนที่ลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดต้องลงลายมือชื่อในหนังสือลงมติในเรื่องนั้น และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อเท็จจริงและเหตุผล พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งทุกคนที่พิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งผู้ใดลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดแล้ว แต่ยังมิได้ลงลายมือชื่อในคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนั้น เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจลงลายมือชื่อได้ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งบันทึกเหตุนั้นไว้ในคำวินิจฉัยชี้ขาดแทนการลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งผู้นั้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่ประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้งอีกจำนวนหนึ่งไม่อาจลงลายมือชื่อได้ ให้กรรมการการเลือกตั้งเท่าที่เหลืออยู่เป็นผู้บันทึกเหตุ และถ้าเป็นกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะไม่อาจลงลายมือชื่อได้ ให้เลขาธิการเป็นผู้บันทึกเหตุนั้น
วิธีการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคำร้องต่อศาลให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด”
จะเห็นได้ว่าข้อกฎหมายที่กล่าวมานี้ กกต.จะต้องมีการเรียกผู้สมัครที่มีเหตุให้ต้องสงสัยเข้าไปชี้แจ้งก่อน ทั้งนี้จะเข้ายื่นฟ้องต่อกฤษฎีกา เพื่อขอความเป็นธรรมด้วย
นายประกิจ กล่าวต่อไปว่าได้มีการปรึกษานักกฎหมายหลายๆ คน ซึ่งทางนักกฎหมายเองก็ตอบตรงกันว่าเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากจะอ้างมาตรา 19 จาก พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ที่มีการเขียนถึงการมอบหมายให้ กกต.จังหวัด ทำหน้าที่แทน กกต.กลาง ก็ต้องหาถ้อยคำการมอบอำนาจ และก็ดูจะไม่ชอบธรรมตามมาตรา 24 อยู่ดี
ทั้งนี้ ยังเห็นว่าผู้ร้องคัดค้านครั้งนี้เป็นผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน พยานทั้ง 38 ปาก ก็ได้ชี้แจงปฏิเสธการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น จึงเข้าใจว่าน่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้สมัครพรรคดังกล่าว ส่วนทางกกต.จังหวัดกลับเชื่อข้อมูลเท็จเหล่านั้นอย่างสนิทใจ ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่า กกต.ไม่วางตัวเป็นกลาง และไม่เป็นธรรม
“กกต. เอียงข้างมาตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว เพราะประกาศว่าสามารถให้ใบแดงผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คนที่จ.บุรีรัมย์ได้ แสดงว่ามีธงไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รอดูผลการเลือกตั้งก่อน คือถ้าผู้สมัคร ส.ส. พรรคอื่นได้ไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพรรคพลังประชาชนได้ถึงจะมาเล่นงาน”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังจะได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.กลางมากน้อยแค่ไหน นายประกิจ กล่าวว่า กกต. กลางน่าจะเลือกดูที่เหตุผลมากกว่า อย่างไรก็ตาม จะต้องสู้ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพราะกรณีนี้ถือว่าเป็นการประหารชีวิตของตนทางการเมือง ในขณะที่การประหารชีวิตจริงๆ ยังต้องมีการสืบถามพยาน แต่เหตุดังกล่าวยังไม่มีการสืบพยาน หรือสอบปากคำข้อชี้แจงของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน เลยสักคน เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง
นายประกิต กล่าวเสริมว่าได้ทราบว่าเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการประชุมเรื่องสอบสวนกรณีต่างๆ หลายกรณี แต่กลับไม่มี กกต.บุรีรัมย์คนไหนจะออกมาบอกว่าพบการทุจริตเห็นสมควรให้ใบแดงกับพรรคพลังประชาชนเลย
แต่พอวันที่ 24 ธ.ค. หลังการเลือกตั้ง 1 วัน กกต.บุรีรัมย์กลับประกาศแจ้งข้อกล่าวหา จึงเกิดข้อสงสัย เนื่องจากทางพรรคเคารพกฎหมายที่สุด ทั้งยังเตรียมใจมาก่อนวันเลือกตั้งอีกว่าอาจจะเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น จึงพยายามหาเสียงทุกวิถีทางที่ดำเนินไปอย่างถูกกฎหมาย
“ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายๆ สื่อ ว่าผมไม่เคยเข้าไปให้ปากคำต่อ กกต.บุรีรัมย์เลย จนเมื่อถึงวันที่ 27 ธันวาคม ก็ยังไม่มีถ้อยคำจากผมเลย ผมจึงต้องแจ้งในคำให้การนี้ต่อ กกต.กลาง เพราะกลัวว่าไม่เกิดความชอบธรรม”
นอกจากนี้ นายประกิจ เปิดเผยว่าได้มีการพูดคุยกับนายกองพัน ภายหลังเรื่องที่เกิดด้วย โดย นายกองพันยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองมานานแล้ว ตั้งแต่สอบตก อบต. ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด
นายประกิจ รับว่าส่วนตัวรู้จักกับนายกองพันจริง เพราะนายกองพันเคยมารับจ้างทำอ้อยให้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าหากคนที่เคยสอบตก อบต. ไม่น่าจะสามารถพูดคำมั่นสัญญาให้ชาวบ้านเป็นร้อยๆ คนเชื่อถือได้ จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายกองพันจะเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจะเข้ายื่นเรื่องร้องขอต่อ กกต. กลาง และกฤษฎีกาแล้ว จะเดินทางไปยังผู้ตรวจการรัฐสภา และกลุ่มสมาพันสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
ขณะที่วันเดียวกันนี้ได้มีการเรียกนายประสพ บุษราคัม และนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ว่าที่ ส.ส.เขต 3 อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องแจกซีดี และซื้อเสียงต่อที่ประชุมใหญ่ กกต. แต่ยังไม่มีการตัดสินโดยให้เวลาไปรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและกลับมาชี้แจงภายใน 6 วัน
นอกจากนี้ ยังมีสำนวนใหญ่ เช่น จับหัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเงินสดกว่า 1.3 ล้านบาท ที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ยังไม่มีการพิจารณา และกรณีซื้อเสียงที่ จ.อุทัยธานี
'สนั่น'รับหากร่วมรัฐบาลพปช.ก็นั่งโต๊ะกินข้าวกับปชป.ได้
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยืนยันว่า หากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเหมือนเดิม และยังคงมีการรับประทานอาหารร่วมกันและจะสามารถอธิบายกับพรรคประชาธิปัตย์ได้
ทั้งนี้เมื่อถามถึงการยกมือโหวตเพื่อเลือกนายกฯในวันเปิดสภาวันแรก หากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนจริง พรรคจะยกมือโหวต นายสมัคร หรือไม่นั้น พล.ต.สนั่น ยอมรับว่า ทางพรรคคงไม่สามารถตั้งข้อแม้ หรือ มีข้อเรียกร้องอะไรได้
กดปุ่มข้ามปี
แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดคือ กรรมการการเลือกตั้งห้าคนแตกแยกกันเละเทะ แทบจะไม่สามารถประสานประโยชน์ให้เป็นหนึ่งได้อย่าง กรณีของนายพลตำรวจตรีที่ก่อเหตุในบุรีรัมย์ พอกรรมการสดศรีนำตัวเข้ามา กรรมการสมชัย จึงประเสริฐ ก็เดินออกจากห้องไป
ไม่ว่าใครจะเดินข้ามเส้นเข้าสู่ปีใหม่กันรื่นเริงเบิกบานขนาดไหนก็ตาม
แต่คนบางคนในบ้านบางหลังกลับก้มหน้าก้มตายื้อยุดเอาไว้สุดกำลัง ฝืนธรรมชาติและไม่ยอมให้เวลาผ่านจากเก่าไปสู่ใหม่ได้อย่างสะดวกดาย
นั่นคือบรรยากาศในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ที่หลายคนยังไม่รู้
เอากันจริงจังขนาดล่อนจ้อนหมดแล้วทั้งตัว ไม่เหลืออะไรเอาไว้บังหน้าบังหลังให้เกิดความขลังอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป
ศูนย์กลางของเรื่องคือการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคพลังประชาชนได้สิทธิ์ก่อนใคร ในฐานะที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากนั่นแหละครับ
สนุกตื่นเต้นเหมือนลงว่ายน้ำในทะเลในเวลากลางคืนและมีฉลามแก่ๆว่ายวนอยู่ด้วยหลายตัว
ชนิดที่ได้กลิ่นเลือดเพียงนิดเดียวมีหวังว่ายมาร่วมกินโต๊ะกันอีกเป็นฝูง จนคนที่ว่ายอยู่อาจไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ก็เลยต้องว่ายระมัดระวังและคุมเชิงกันตลอดเวลาในช่วงส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่
ฉลามเตรียมปุ่มที่กดได้ตลอดเวลาไว้หลายปุ่ม เพื่อจะกีดกันมิให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
เริ่มต้นก็ใช้อิทธิพลที่มีเหนือพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน กดดันมิให้เขาเข้าร่วม
ถ้ากระเหี้ยนกระหือรือจะร่วมให้ได้ก็ให้ตั้งเงื่อนไขที่หวังว่าพรรคพลังประชาชนได้ยินแล้วต้องสำลัก เพราะจุดประสงค์ไม่ต้องการให้ตอบได้ แต่ต้องการป้ายสีเสียก่อนล่วงหน้าว่าเธอเป็นคนเลวและฉันเป็นคนดี
การเข้าร่วมรัฐบาลก็กระทำอย่างเสียไม่ได้และเห็นแก่บ้านแก่เมือง
ปรากฏว่านอกจากจะไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแล้ว
คนที่ถูกอ้างถึงบางเงื่อนไขนั้นยังโกรธกริ้วจนต้องเรียกตัวไปใส่กันตรงๆว่าเอาเรื่องนี้ไปขายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองทำไม
หน้าแหกกันเป็นการภายในจนบัดนี้
ถ้าเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ก็ไปสู่ปุ่มที่สองคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นั่นคือเรื่องของใบเหลืองและใบแดง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องง่าย
ม้าของใครก็คงเข้าคอกคนนั้น
แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดคือ กรรมการการเลือกตั้งห้าคนแตกแยกกันเละเทะ แทบจะไม่สามารถประสานประโยชน์ให้เป็นหนึ่งได้ อย่างกรณีของนายพลตำรวจตรีที่ก่อเหตุในบุรีรัมย์ พอกรรมการสดศรีนำตัวเข้ามา กรรมการสมชัย จึงประเสริฐ ก็เดินออกจากห้องประชุมไป
ปุ่มที่ว่านี้จึงมีปัญหาเรื่องสายไฟ กดลงไปแล้วไม่แน่ใจว่าไฟจะเดินหรือไม่
ขณะนี้เจ้าของกำลังรีบส่งคนลงไปซ่อมเพื่อเตรียมกดให้จั๋งหนับ
อีกอย่างหนึ่งปุ่มนี้เสี่ยงต่อการหน้าแตกสาแหรกขาด เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมามี ANFREL หรือเครือข่ายเอเชียว่าด้วยการเลือกตั้งเสรีในเครือข่ายสหประชาชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 อย่างจริงจังอยู่ด้วยโดยตลอด
หลักฐานของเขาก็มี ถ้าจู่ๆเกิดมีอะไรพรวดพราดขึ้นมาเพื่อเอาเรื่องกันให้ได้ตามใบสั่งก็จะเกิดการเปรียบเทียบหลักฐานขึ้นมาทันที
แล้วไทยอาจต้องเขินอาย ก็หลักฐานของโลกเขาชี้ไปอีกทางหนึ่ง แล้วจะให้เขารับรองความเป็นประชาธิปไตยของไทยอย่างไรต่อไป
ปุ่มนี้จึงสะดวกสำหรับผู้ใช้ แต่อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
สุดท้ายคือปุ่มการใช้กำลัง ซึ่งเตรียมไว้เสร็จสรรพทั้งคนและ "ของ" คล้ายๆเหตุการณ์เมื่อส่งท้ายปีใหม่ของปี 2549-2550 นั่นแหละครับ
กำลังพลเกี่ยวข้องตั้ง 2,820 คน กระจายออกเป็นจุดๆ 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งใจจะสร้างเหตุวุ่นวายแถวๆบ้านของผู้ใหญ่ฝ่ายอำมาตย์ เพื่อจะโยนบาปให้ฝ่ายตรงข้าม
คนที่เกี่ยวข้องก็มากันพร้อม ไม่ว่าจะเป็นนายพลที่ชอบเล่นกับระเบิด หรือ เสธ.คนดังที่ชอบเหยียบเรือสองแคม อดีต ส.ว. ที่เป็นลูกหลานของระบอบเผด็จการปากมัน หรือพลเอกเจ้าของซุ้มมือปืน ฯลฯ
คุณสมัคร สุนทรเวช ก็เลยเปิดแถลงข่าวในวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อประกาศขั้นแรกของการจัดตั้งรัฐบาลในเวลา 14.00 น. เสียเลย เพราะทำท่าว่าจะยื้อยุดไม่สุดสิ้นและอย่างไม่มีสติ
บ้านเมืองจึงข้ามปีมาสู่ 2551 จนได้ในที่สุดครับ.--จบ-
////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง
จาก หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
'ทักษิณ'หนุน'หมัก'นั่งนายกฯ
'ทักษิณ' แจงผ่าน TITV ยืนยัน เลิกเล่นการเมือง 100 % เตรียมเดินทางกลับไทยสงกรานต์สู้คดี พร้อมปรับความเข้าใจกับ'ป๋าเปรม' หนุน'สมัคร'เหมาะนั่งนายกฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ตัวจริงชัดเจน"ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หลังทราบผลการเลือกตั้ง และเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน โดยระบุว่า จะวางมือทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น และจะกลับประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และเมื่อเดินทางกลับมาแล้วจะเข้าพบและทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อความสมานฉันท์ของบ้านเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นว่ารัฐบาลใหม่จะต้องบริหารทั้งการเมือง และบริหารประเทศควบคู่กันไป ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด แม้จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนโผงผาง ดุดัน ไม่ฟังใครก็ตาม ซึ่งก็เป็นเพียงยุทธศาสตร์ในการหาเสียง แต่เชื่อว่านายสมัคร จะปรับตัวได้ และยืนยันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่เหมาะสมจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเสียงสนับสนุนน้อย
ครป.อัดพปช.สร้างปมความแตกแยกตั้งแต่ยังไม่ทำงาน
ครป. ห่วงเริ่มต้นตั้งรัฐบาลก็เริ่มสร้างความเคลือบแคลงให้ประชาชน อัด พปช.สร้างปมความแตกแยก ตั้งแต่ยังไม่ทำงานแนะเปิดตัวและพฤติกรรม มือสกปรกข้างนอก อย่าผูกเรื่องย้อนปมแตกแยกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
นายสุริยะใสกตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องน่า เป็นห่วงที่การจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในขณะนี้ แค่เริ่มต้นก็สร้างตวามเคลือบแคลง สงสัย และสร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลชุดใหม ่จะทำให้บ้านเมืองสมานฉันท์และเดินหน้าสู่การแก้ไข วิกฤติของประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพยายามพูดถึงมือที่มองไม่เห็นหรือมือสกปรกขัดขวางการ จัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาชี้แจงประชาชน จะได้รู้ใครเป็นใครและทำอะไรอยู่ เพราะรู้ทั้งรู้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นปมที่สร้างความแตกแยก นับตั้งแต่ที่ พตท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯ พูดถึงผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของตัวเองจนสร้าง ปัญหาตามมามากมาย
นายสุริยะใสกล่าวว่า หลังเลือกตั้งทุกฝ่ายก็เคารพผลการเลือกตั้งและมอบความชอบธรรม ให้กับพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่พยายามสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนและส่อว่า จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกรอบ

