WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 3, 2008

กกต.เตรียมประกาศรับรอง380ส.ส.วันนี้

คณะกรรมการการเลือกตั้งเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. 380 คน วันนี้ ระบุ จะพิจารณารับรอง ส.ส.ทั้งหมดภายใน 21 ม.ค.

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้านการบริหารการเลือกตั้ง เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า ในวันนี้จะมีการพิจารณาการรับรองผล ส.ส.จำนวน 380 คน โดยเป็นผู้ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนและยกคำร้อง พร้อมยืนยันจะพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนนี้ เพื่อให้ทันต่อการเปิดสภาในวันแรก นอกจากนี้จะจัดการเลือกตั้งที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 13 ม.ค. และ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 19 ม.ค. โดยหากไม่มีปัญหาหรือเรื่องร้องเรียนจะรับรองทั้งหมดภายในวันที่ 21 ม.ค.

สำหรับบรรยากาศที่ด้านล่างอาคารศรีจุลทรัพย์ ได้เปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาเป็นวันแรกด้วย


ต้นเหตุ"ความวุ่นวาย"...



สภาพการเมืองที่วุ่นวายจากการวิ่ง "ต่อรอง" ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลกันฝุ่นตลบ ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ หลังการเลือกตั้งในขณะนี้

หลายคนที่เพิ่งติดตามการเมืองมาไม่กี่ปี อาจจะสงสัยถึงความเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

ความสงสัยนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หรือเป็นเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความวุ่ยวายนี้

"วรเจตน์ ภาคีรัตน์" รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำถามนี้ว่า "กรณีที่จะมีรัฐบาลผสมเกิดขึ้น การต่อรองกันในเรื่องตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นกับทุกประเทศในโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นปกติ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์

"การต่อรองเช่นนี้ ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มากนัก หากจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีส่วนทำให้เกิดหลายพรรคการเมืองขึ้นมา

"นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้โดยการกำหนดให้ ส.ส.ระบบเขตเป็นแบบเขตใหญ่แต่มี ส.ส.ได้หลายคน ทำให้ผู้สมัครจากพรรคขนาดเล็กมีโอกาสเข้ามาในสภาได้ ทำให้พรรคขนาดใหญ่ไม่ได้ ส.ส.ยกทีมในเขตนั้นๆ แต่ระบบสัดส่วนไม่ได้เอื้อให้แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก"

ส่วนความต้องการที่จะได้ ส.ส.จำนวนมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลล้มง่ายๆ เนื่องจากกำหนดในเรื่องจำนวนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น อ.วรเจตน์มองว่า "ก็อาจเป็นเพราะต้องการเสถียรภาพ เนื่องจากกลไกตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น ก็อาจจะต้องการรัฐบาลที่มีเสียงที่มีความเป็นปึกแผ่น อาจมีความจำเป็น

"ส่วนหนึ่งมาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ก็เป็นเหตุผลลำดับสอง เหตุผลลำดับแรกน่าจะมาจากความต้องการได้จำนวน ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดก่อน

"สำหรับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น หลายประเด็น ในวันข้างหน้าอาจจะต้องมีการตีความ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี อาจจะต้องมีการตีความว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ด้วยจะลงมติให้เพื่อนรัฐมนตรีได้หรือไม่

"หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญยังจะเป็นประเด็นให้ถกเถียง ทั้งในแง่คุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ"

ฟังจาก อ.วรเจตน์แล้วก็อาจจะมองได้ว่า สาเหตุของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

แต่น่าจะมาจากทั้งรัฐธรรมนูญและตัวบุคคล ซึ่งเป็น "นักการเมือง" นั่นเอง..


จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php

"รัฐบาลสมานฉันท์" บทสรุปหลังฝุ่นควันจาง



การฟอร์มรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามลำดับ ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนที่สามารถกวาด ส.ส.ได้มาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียง 233 ที่นั่ง ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

แม้ตัวเลข 233 ยังไม่นิ่ง เพราะต้องรอบทสรุปในการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ถือเป็นพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.จำนวนมากเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ ส.ส.ห่างกันกว่า 60 ที่นั่ง

แต่ตัวเลขของพรรคพลังประชาชนก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเด็ดขาด

ดังนั้น สถานการณ์ความวุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาลจึงดำเนินขึ้น ท่ามกลางการต่อรองทุกรูปแบบทุกปัจจัย เพื่อรวมรวบพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ "รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ" ตามที่ "นายใหญ่" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ออกชิมลางล่วงหน้าก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม

โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ ศัตรูขู่อาฆาต ให้เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคการเมืองเดียวอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียง 165 เสียง

ส่วนฝากรัฐบาลด้วยจำนวน 315 เสียงจากพรรคพลังประชาชน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช มัชฌิมาธิปไตย

ส่วนพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ถึงแม้จะยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่จากการประสานเป็นการภายในและท่าทีการแสดงอออกของทั้ง 2 พรรค คงจะร่วมเป็นหนึ่งในรัฐบาลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่กว่าที่จะมาร่วมรัฐบาลได้นั้น พรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์ออกมาชิงไหวชิงพริบกันอย่างเต็มที่

เริ่มจากพรรคการเมืองที่ออกสตาร์ตเป็นพรรคแรก จะเป็นพรรคใดไม่ได้นอกจากพรรคชาติไทย เจ้าของฉายา "พรรคปลาไหล" ที่หลังจากกลับลำประกาศแยกทางกันเดินกับพรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคพันธมิตร ก่อนการเลือกตั้งก็ตั้งท่าจะไหลกลับมาชื่นมื่นกับพรรคพลังประชาชน เพื่อขอพรรครัฐบาลร่วมกัน โดยมีกระแสข่าวว่าพรรคชาติไทยได้ยื่นเงื่อนไขขอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการร่วมรัฐบาล

แต่เงื่อนไขข้อนี้กลับไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะพรรคพลังประชาชนเห็นว่า เป็นการขอที่มากเกินกว่าที่จะให้ได้ แกนนำของพรรคพลังประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจต่อท่าทีของนายบรรหารอยู่แล้ว ได้เสนอไม่ให้นำพรรคชาติไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

แต่พรรคชาติไทยอาศัยความเก๋าเกมทางการเมือง รีบรวบรัดจับมือทำสัญญาใจกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศเป็นพันธมิตรกันทางการเมือง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ กับพรรคพลังประชาชน แต่หนทางเดินสู่ทำเนียบรัฐบาลของสองพรรคการเมืองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตามที่คาดการณ์ไว้

เพราะที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน มีภาพที่ยืนตรงข้ามพรรคพลังประชาชน และ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด แถมยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "อำนาจพิเศษ" และบุคคลระดับสูงในประเทศ ซึ่ง "บิ๊กเติ้ง" เองก็เคยออกมาระบุว่า "จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกันมากว่า 30 ปีผิดหวัง"

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนชัยชนะจากการเลือกตั้งตกเป็นของพรรคพลังประชาชน

ทั้งสองพรรคจึงจำเป็นต้องหาเหตุผลมารองรับการแปรพักตร์ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

เงื่อนไข 5 ข้อของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินจึงถือกำเนิดขึ้น คือ 1.ต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ต้องไม่ก้าวล่วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 3.ต้องไม่มีการล้างแค้น 4.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยจะต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย 5.ต้องไม่ยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

แต่เกมนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่ทั้ง 2 พรรคตั้งความหวังเอาไว้ เพราะพลันที่เงื่อนไข 5 ข้อนี้เข้าหูนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ผู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มขวาจัดได้ออกมาตอบโต้อย่างทันควัน เพราะเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้มีการตีความได้ว่าพรรคพลังประชาชนไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการไม่สมควรที่นำสถาบันเบื้องสูงมาต่อรองทางการเมือง

ในห้วงเวลานั้นเอง "คอการเมือง" ทั้งหลายฟันธงได้ทันทีว่า ประตูการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนของพรรคชาติไทยได้ปิดลงแล้ว

แต่ยังไม่ทันข้ามคืน เกมการจับขั้วก็พลิกผันอีกรอบ เมื่อนายบรรหาร ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ภายหลังเกิดอาการโลกหมุนที่มีสาเหตุเกิดจากความเครียด จนความดันพุ่งสูง บรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชน นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคและน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำพรรคหลายคน ตบเท้าเข้าเยี่ยม "บิ๊กเติ้ง" อย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคพลังประชาชนส่งตัวแทนเข้าพบนายบรรหารอย่างเปิดเผย ทำให้บรรยากาศที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันนั้นเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

ซึ่งพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอีกต่อไป พลิกเกมย้อนกลับ 2 พรรคพันธมิตร ด้วยการจับ 3 พรรคการเมืองขนาดเล็กมาเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ประกาศจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวน 254 เสียงในเบื้องต้น

กลวิธีนี้ส่งผลให้ 2 พรรคพันธมิตรไม่สามารถดิ้นไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว เนื่องจากคะแนนเสียงการจัดตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีเกินกึ่งหนึ่ง

ส่วนความคืบหน้าการจัดคณะรัฐมนตรี ของรัฐบาลชุดปีใหม่นี้ วงในพรรคพลังประชาชนเล่าว่า พรรคจะขอดูแลในกระทรวงหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและมวลชนเอง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะแต่งตั้งให้ "คนนอก" ที่มีความสามารถและมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มากกว่าที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ของพรรค

เพื่อเป็นการป้องกันหาก กกต.แจกใบแดงให้พรรคเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลต่อความเข้มแข็งของรัฐบาล กรณีที่ ส.ส.ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีสิทธิลงมติซักฟอกเรื่องที่ตัวเองเกี่ยวข้องได้ และเพื่อสร้างภาพให้สาธารณชนได้เห็นว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนอาสาเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

หลายคนที่มีอคติคงต้องถึงเวลายอมรับและทำใจหากประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช" เพราะเป็นนายกฯที่มาตามครรลองกติกาประชาธิปไตย ที่สากลถือว่าเสียงสวรรค์ของประชาชนเป็นใหญ่

หรือถ้าทนไม่ได้ต้องการนายกรัฐมนตรีที่ตนเองต้องการ ที่มาจากนอกกติกาที่วางไว้ ก็ต้องออกมาป่าวร้องโหยหาอำนาจนอกระบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากระบอบประชาธิปไตยอีกซักครั้ง โดยเอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน

แต่ใครจะกล้าลองและกล้าทำเท่านั้น...


จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสส่งสาส์นไว้อาลัย‘พระพี่นาง'

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้มีสารกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความไว้อาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเนื้อความในสารระบุว่า"ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกโศกเศร้าและสะเทือนใจอย่างยิ่ง ในนามของรัฐบาลฝรั่งเศส และประชาชนฝรั่งเศส ขอแสดงความเสียใจ แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความจริงใจและขอเป็นกำลังใจให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประชาชนชาวไทยในช่วงโศกเศร้าอาดูรดังกล่าว ประเทศฝรั่งเศสจะไม่ลืมบทบาทที่สำคัญยิ่งของพระองค์ ในการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ได้ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์ การศึกษาและด้านวัฒนธรรมแก่ผู้ด้อยโอกาส พระองค์ทรงแสดงแบบอย่างให้เห็นถึงกำลังใจที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ ขันติธรรม และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตลอดช่องที่ทรงมีพระชนมชีพอยู่ข้าพระพุทธเจ้าขอแสดงความเสียใจอีกครั้งหนึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม"--จบ--


จาก hi-thaksin

พระเทพฯเสด็จประกอบพระราชพิธีพระศพ พระพี่นางฯ

สมเด็จพระเทพฯ ทรงทำพิธีถวายภัตตาหารเช้า แด่พระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมพิธีพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะ พระศพแล้ว


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมายัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 8 รูป ที่สวดพระอภิธรรม ในการพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีประชาชนที่พร้อมใจกันสวมใส่ชุดดำไว้ทุกข์ เฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก

ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้มีการจัดเตรียมความพร้อมสถานที่ ภายในศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง เพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินทางเข้าถวายสักการะพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีการประดิษฐาน พระฉายาลักษณ์ของพระองค์ด้วยฉลองพระองค์สีแดง ด้านล่างปูด้วยผ้าพรมสีแดงสด สำหรับประชาชนเข้าสักการะพร้อมตั้งจุดลงนามถวายสักการะ โดยใช้สมุดลงนาม จำนวน 12 เล่ม และจุดถวายพวงหรีดและพวงมาลัย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้นำไปไว้ยังพระที่นั่งดุสิตมหปราสาทด้วย ล่าสุดได้มีการเปิดให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะแด่พระองค์ท่านแล้ว



ถ้าประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล?


เป็นธรรมดาและธรรมชาติของนักและพรรคการเมืองไทยที่ต้องหาทางขวนขวายดิ้นรนเพื่อให้ได้"อำนาจรัฐ"สร้างผลงานบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาต่างๆให้ประชาชน โดยที่ยังไม่ปรากฏว่ามีนักหรือพรรคการเมืองใด ประกาศตัวว่าจะเป็น"ฝ่ายค้าน"
เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ที่ตกไปเป็นฝ่ายค้านนานถึง 6 ปี จะต้องหาช่องทางเข้าสู่"วงจรอำนาจ"เพื่อแสดงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน
เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองที่หวังเข้ามาทำมาหากินกับผลประโยชน์ที่ได้จากสมบัติของประเทศมากบ้างน้อยบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย เพราะ"ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านให้อดอยากปากแห้ง"อย่างที่หัวหน้าพรรคชาติสุพรรณกำลังวิ่งรอกจับขั้วต่อรองผลประโยชน์ร่วมรัฐบาล
เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเกือบจะชนะคู่แข่งขันที่เคยบริหารบ้านเมืองผิดพลาด จะต้องฉวยโอกาสและหาความชอบธรรมเข้ามาบริหารประเทศทุกวิถีทาง
เป็นธรรมดาและเป็นกฎกติกามารยาทในระบอบประชาธิปไตยที่จะต้อง"ให้เกียรติและเคารพ"พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากกว่าจัดตั้งรัฐบาลก่อน
เป็นธรรมดามาก ถ้าหากประชาธิปัตย์ยุคนี้ยังไม่ลืม"หลักการ"ของ ชวน หลีกภัย ที่เปิดโอกาสให้พรรคได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลก่อน เช่น เมื่อปี2539 ที่พรรคความหวังใหม่ ได้ 125 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 123 เสียง
คราวนั้นพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคความหวังใหม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งๆที่มีคะแนนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพียง 2 เสียงเท่านั้น
แต่ไม่ธรรมดาและไม่รักษากฎกติกามารยาทเลย ที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ดาหน้าออกมาประกาศเชิงข่มขู่หรือ"ล็อคพรรคการเมืองอื่นๆ"ไว้แล้วมาบอกว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆหากพรรคประชาธิปัตย์ยังเชื่อน้ำมนต์คารมปากของ"บิ๊กบัง"เมื่อครั้งเป็นประธานคมช.มีอำนาจล้นประเทศ พูดเป็นนัยๆกับนักข่าวว่าหลังเลือกตั้งแล้วพรรคที่จะได้เป็นรัฐบาลคือพรรค(ประชาธิปัตย์ ชาติไทยและมหาชน)ซึ่งเคยอยู่ตรงกันข้ามกับพรรคที่ถูกยึดอำนาจ
ไม่ใช่ธรรมดาและไม่ใช่เรื่องปกติที่อยู่ๆพรรคที่ได้คะแนนอันดับสองจะมาประกาศพร้อมจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ทั้งๆที่ทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ข้อสำคัญรัฐธรรมนูญ2550 มาตรา 127 กำหนดให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง ต่อจากนั้นก็โหวตซาวเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีเวลาฟอร์มรัฐบาลได้อีก 30 วัน(มาตรา172)หลังจากเปิดสภาฯครั้งแรก
นี่ แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ กดดันพรรคที่ได้เสียงข้างมากอีกแล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไปก่อน
แต่หากหลังวันที่ 4 มกราคม2551ไปแล้ว ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเอง พร้อมฝากให้พรรคพลังประชาชนให้ความสำคัญ และเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้
ก็การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพิ่งผ่านไปเพียง 10 วันเท่านั้นไม่ใช่หรือ จะมีขีดเส้นตายหลังวันที่ 4 มกราคม2551 อีกทำไม ใบเหลือง-ใบแดง จากกกต.ก็ยังประกาศออกมาไม่หมด ตัวเลขคะแนนเสียงของพรรคต่างๆก็ยังไม่นิ่ง
หากถือคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นทางการ คือพรรคพลังประชาชน 233 เสียง ประชาธิปัตย์ 165 เสียง ชาติไทย 37 เสียง เพื่อแผ่นดิน 24 เสียง รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง มัชฌิมาธิปไตย 7 เสียงและประชาราช 5 เสียง แล้ว
ต่อให้พรรคประชาธิปัตย์ดื้อดึงจัดตั้งรัฐบาลได้จริง แล้วให้พรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว อย่างเก่งประชาธิปัตย์ก็ได้แค่ 247 เสียง เกินครึ่งไป 7 เสียง เท่านั้นเอง
พรรคการเมืองไหน เขาจะอยู่ร่วมกับรัฐบาลที่มีเสียงหมิ่นเหม่ต่อความพ่ายแพ้ในสภาฯ ไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ได้ หรือไปดูงานต่างประเทศยิ่งไม่ได้ หากฝ่ายค้านเขาขอโหวตลงคะแนน ไม่แพ้กันตั้งแต่ในมุ้งหรือ
ประชาธิปัตย์จะสวมวิญญาณเทวดาที่ไหนมาบริหารประเทศได้ ถึงทำได้ก็ไม่เกิน 99 วันอย่างแน่นอน
"อภิสิทธิ์ "เอ๋ย ไปหาวิธีป้องกันไม่ให้คนใช้ในบ้านหยิบบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเกือบแสนบาทให้ได้ก่อนเถอะ!--จบ--

สำนึกร่วมถวายอาลัย


ต้อนรับพุทธศักราช 2551 ด้วยน้ำตาแห่งความอาลัย
02.54 น. รุ่งขึ้นวันที่ 2 มกราคม วันสุดท้ายของเทศกาลเฉลิมฉลอง ประชาชนชาวไทยได้ดื่มด่ำกับเทศกาลปีใหม่กันอย่างมีความสุข
สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ความว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 ตามที่ สำนักพระราชวังได้แถลงการณ์ให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น
แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการได้ทรุดลงตามลำดับ และได้สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 2 นาฬิกา 54 นาที วันที่ 2 มกราคม 2551 รวมพระชันษา 84 ปี
สิ้นแล้วสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯผู้ทรงคุณต่อแผ่นดิน
"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ขอร่วมเป็นหนึ่งในดวงใจพสกนิกรชาวไทยทั้ง 60 ล้านกว่าดวง ประนมมือส่งแรงอธิษฐาน
อัญเชิญดวงพระวิญญาณเสด็จสู่สวรรคาลัย
ด้วยน้ำพระทัยแห่งความเมตตา พระกรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชนผู้ยากไร้
กับภาพที่ชินตาทางสถานีโทรทัศน์ช่วงข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯได้เสด็จไปทรงเยี่ยมเจ้าหน้าที่มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ตามท้องถิ่นทุรกันดาร
ทรงไต่ถามทุกข์สุขกับชาวบ้าน เด็กเล็ก คนชรา อย่างใกล้ชิด โดยไม่ถือพระองค์
และทุกครั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯจะร่วมกันร้องเพลง พอ.สว.ประจำจังหวัดนั้นๆถวาย ประทานพระวโรกาสให้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด
เป็นการให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นกันเอง
และทั้งหมดทั้งปวงก็คือการสืบสานพระปณิธานพระมารดา ช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บำบัดทุกข์ บำรุงสุขเหล่าพสกนิกรชาวไทย
แม้วันนั้นจะไม่มีอีกแล้ว แต่ด้วยน้ำพระทัยอันใหญ่หลวง
พระคุณอันประเสริฐจารึกอยู่ในแผ่นดินสืบไป
และด้วยบรรยากาศแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของประชาชนชาวไทย น้ำตาแห่งความเศร้าโศกเอ่อล้น
ทุกดวงใจร่วมถวายอาลัย
จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่ตลอดวันที่ 2 มกราคม
จะเป็นวันปลอดการเมือง
นักเลือกตั้งพร้อมอกพร้อมใจสงบปากสงบคำ สำนึกกันโดย อัตโนมัติ
ว่าที่แกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชาชนงดการแถลงข่าวประเด็นการเมือง หยุดความเคลื่อนไหวในการจับขั้วรัฐบาล
พักเดินสายจีบพรรคร่วมชั่วคราว
เพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง
เกรงจะเป็นการไม่เหมาะสม
พร้อมทั้งสั่งลูกพรรคงดให้สัมภาษณ์การเมืองตลอด ทั้งวัน
รวมถึงช็อตไฮไลต์
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้สั่งงดกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ
เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำมิบังควร
ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมนัดสำคัญ ในการแถลงจุดยืนทางการเมืองร่วมกันของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินที่นัดกันไว้
จะประกาศร่วมรัฐบาลในช่วงค่ำวันที่ 2 มกราคม
เกมตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคต้องยื้อออกไป
แต่ลึกๆภายในเขาล็อกแขนกันแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน--จบ--


//////////////////////////////

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ทั่วโลกร่วมอาลัย‘พระพี่นาง'พร้อมเผยแพร่พระเกียรติคุณ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า พสกนิกรชาวไทยนับพันนับหมื่นคนในเครื่องแต่กายชุดไว้อาลัยต่างพากันร่วมถวายความอาลัยต่อการจากไปของพระองค์ที่พระบรมมหาราชวังกันอย่างเนืองแน่น พร้อมระบุว่า บรรดาพรรคการเมืองไทยกำลังขะมักเขม้นต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่างพากัน ยุติท่าทีทางการเมืองเป็นการชั่วคราว เพื่อไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์

"การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่านถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่ง ใหญ่ที่สุดของฉันและเมืองไทย" รอยเตอร์สสัมภาษณ์พสกนิกรวัย 97 ปี ที่ถวายความอาลัยที่โรงพยาบาลศิริราช

สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพี ได้เผยแพร่พระประวัติและพระกรณียกิจของพระองค์อย่างละเอียด โดยสำนักข่าวเอพี ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีความสนพระทัยในศิลปะแขนงต่างๆ โดยเฉพาะการละครและดนตรีคลาสสิก ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาด้านภาษาถึง 5 ภาษา โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส และทรงโปรดวัฒนธรรมฝรั่งเศสตลอดพระชนม์ชีพ นอกจากนี้ยังทรงโปรดการเดินทางและทรงบันทึกรายละเอียดของการเดินทางในรูปของพระนิพนธ์หลายเล่ม นักข่าวเอพีถึงกับยกย่องพระองค์กว่า ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีความเป็นสากลและปรีชาในด้านต่างๆ มากที่สุดในยุคนี้

สำหรับสำนักข่าวเอเอฟพียกย่องสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ว่าทรงอุทิศพระองค์อย่างเต็มที่ให้กับการพัฒนาพื้นที่ชนบทของประเทศและสนับสนุนการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระองค์ยังทรงมีพระอุปถัมภ์โครงการเพื่อการกุศลหลายโครงการ รวมถึงมูลนิธิโรคไต และทรงประทานทุนทรัพย์เพื่อสร้างโรงเรียนในแถบชนบท

สื่อที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง ซีเอ็นเอ็นและบีบีซี ติดตามข่าวการสิ้นพระชนม์อย่างต่อเนื่อง โดยข่าวการสิ้นพระชนม์ที่รายงานโดยสถานีข่าวซีเอ็นเอ็น ของสหรัฐ ปรากฏว่ามีผู้ติดตามข่าวการสิ้นพระชนม์เป็นจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรกของข่าวเด่นประจำวัน ด้านสำนักข่าว บีบีซี ของอังกฤษ ได้รายงานข่าวอย่างละเอียดและต่อเนื่องตลอดทั้งวัน พร้อมระบุว่าการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยต้องชะลอลงเป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ไม่เพียงสำนักข่าวชั้นนำของโลกเท่านั้นที่รายงานข่าวอัน สร้างความเศร้าสลดใจชาวไทยในครั้งนี้ แต่ยังรวมถึงสื่อท้องถิ่นระดับแถวหน้าในอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ สำนักข่าวฟอกซ์นิวส์ ของสหรัฐ สำนักข่าวเจแปน ทูเดย์ ของญี่ปุ่น รวมถึงสำนักข่าวในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น


จาก hi-thaksin

กกต.สาบาน ยึดมั่นในความถูกต้อง เที่ยงธรรม

กกต.สาบาน ยึดมั่นในความถูกต้อง เที่ยงธรรม
นปช.เรียกร้องให้คมช.และอำนาจนอกระบบยุติการแทรกแซงการทำงานของกกต.


แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยนายสุรชัย ด่านวัฒนาอนุสรณ์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นำประชาชนกว่า 100 คนบุกสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง อาคารศรีจุลทรัพย์ ในวันที่ 2 มกราคม 51 เวลา 10.00 น. โดยตำรวจได้นำแผงเหล็กมาปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปชุมนุมภายในอาคารได้ ผู้ชุมนุมจึงนั่งชุมนุมอยู่บริเวณทางเข้าอาคาร พร้อมกับถือป้ายประท้วง มีข้อความว่า เราเชื่อแล้วว่า ความเป็นกลางไม่มีในโลกนี้ กกต.อย่าสอพลอคมช. เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนี้คืนสนอง ฯลฯ


นายสุรชัย ด่านวัฒนาอนุสรณ์ ได้เปิดเวทีปราศรัย ที่หน้ากกต. จากนั้นเวลา 12.00 น.นายสุรชัย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อให้ทบทวนการยกคำร้องการร้องคัดค้านว่าที่ ส.ส. 2 คน ประกอบด้วย นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล และนายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ ว่าที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช ที่ปราศรัยกล่าวหา เนื่องจากเห็นว่า การยกคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะนายมาโนชญ์ วิชัยกุล อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช ได้ปราศรัยบนเวทีใส่ร้ายโจมตีตนให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากระบุว่าตนด่าในหลวง ทั้งๆ ที่ตนได้รับอภัยโทษอภัยโทษจากในหลวง ดังนั้นการที่ กกต.ยกเหตุผลในการยกร้องที่ว่า 'ไม่มีใครยืนยันได้ว่า บุคคลทั้งสองร่วมอยู่บนเวที' ทั้ง ๆ ที่บุคคลที่กระทำนั้นเป็นพ่อของผู้สมัครและเป็นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งของพรรคปชป. รวมทั้งก่อนจะขึ้นปราศรัยนายสุรเชษฐ์ได้เป็นคนเชิญให้นายมาโนชญ์เป็นคนขึ้นปราศรัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรชัยได้นำซีดีที่เป็นการปราศรัยด้วยภาษาถิ่นของนายมาโนชญ์ พร้อมทั้งเอกสารคำถอดเทปการปราศรัยของนายมาโนชญ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 ที่วัดสระ ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช โดยเนื้อหาเป็นการจากภาษาถิ่นและนำมามอบให้กกต.โดยมีนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เป็นผู้รับมอบ พร้อมกล่าวว่า จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา


ทางด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.ได้ยื่นหนังสือถึง กกต. มีข้อความระบุว่า 1.ขอให้กกต. ดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หากมีการแทรกแซงก็ขอให้ กกต. ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
2.การแจกใบเหลือง-ใบแดงต้องให้โอกาสผู้ถูกร้องเรียนชี้แจงและต้องไม่เลือกปฏิบัติ
3.ขอคัดค้านการพูดของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ระบุว่า หาก กกต. ถูกกดดันมากจะลาออกและส่งผลให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้นั้น การพูดเช่นนี้ถือเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และ
4. ขอรียกร้องให้ คมช.และอำนาจนอกระบบทุกกลุ่มทุกคนยุติการแทรกแซงทางการเมือง


โดยมี นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เป็นผู้รับมอบ พร้อมกล่าวว่า จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา ขอยืนยันว่า การทำหน้าที่ของกกต.ทำอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่มีใครสามารถกดดันการทำงานของกกต.ได้ และตนก็ไม่เคยไปพบคนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เลย ส่วนกระแสกดดันให้ กกต.ลาออกทั้งหมดนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะทุกคนตั้งใจทำงานอยากจะให้จัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า การทำหน้าที่ทุกอย่าง ทำไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้าใครทำไม่ดีต่อประเทศก็ถือว่า พวกผมเนรคุณต่อประเทศชาติ และขอสาบานว่า สิ่งใดผิดว่ากันไปตามผิด สิ่งใดถูกว่ากันไปตามผิด


ภายหลังการยื่นหนังสือเสร็จแล้ว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขประกาศว่า จะเฝ้าติดตามการทำงาสนของกกต.อย่างไกล้ชิด หากพบว่าไม่ได้ดำเนินการโดยสุจริตเที่ยงธรรมและมีการเลือกปฏิบัติเมื่อไร ก็จะนำประชาชนมาชุมนุมกันอีก หลังจากนี้ผู้ชุมนุมร่วมกันร้องเพลงปณิธานแห่งเสรีชน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับ


โดย : สมยศ พฤกษาเกษมสุข 3 มกราคม 2008 00:57


จาก http://www.serichon.com/index.php

ครม.เห็นชอบ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ว. [3 ม.ค. 51 - 05:25]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 2 ม.ค. มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นการประชุม ครม.นัดแรกของปี พ.ศ .2551 นั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายโฆสิต ปั้นเปี˜ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นตัวแทนของ ครม.กล่าวอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เนื่องจากการประชุม ครม.ครั้งนี้ถือเป็นการประชุม ครม.ครั้งแรกของปีใหม่ ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ได้กล่าวตอบแก่ ครม.ตอนหนึ่งว่า หลายคนพูดกันว่า ครม.ชุดนี้แต่ละท่านไม่จำเป็นต้องเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ทุกท่านก็ได้เข้ามาทำงานด้วยความรับผิดชอบและความเสียสละ ก็ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีทั้งหลายที่มาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและพระบารมีของในหลวง ทรงปกปักรักษาคุ้มครองแก่รัฐมนตรีทุกท่านด้วย

“ธีรภัทร์” ปัดเรื่องมือที่มองไม่เห็น

นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนว่า มีมือที่มองไม่เห็นจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จว่า ความจริงคำว่ามือที่มองไม่เห็นไม่ใช่คำพูดของตน แต่เป็นคำพูดของนักข่าวมติชนที่มาถาม การจัดตั้งรัฐบาลบอกแล้วว่ามันมีหลายปัจจัยทั้งที่มีความชัดเจนและไม่มีความชัดเจน ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน ปัจจัยที่ชัดเจนคือเรื่องจำนวนที่นั่ง ส.ส. ส่วนปัจจัยที่เห็นได้ไม่ชัดเจนหรือมือที่มองไม่เห็น ก็อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปโดยธรรมชาติของตัวมัน เมื่อถามว่าเรื่องนี้ไปสอดคล้องทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีผู้มีอำนาจนอกระบบไปกดดันให้ กกต. ตั้งเป้าแจกใบแดงให้พรรคพลังประชาชน นายธีรภัทร์ตอบว่า อย่าไปวิเคราะห์ผิด มือที่มองไม่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่พูดได้ คือมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนมือที่มองไม่เห็นที่เป็นนามธรรม อาจจะหมายถึงพระหัตถ์ของพระสยามเทวาธิราช ที่จะคุ้มครองประเทศไทย ให้ได้คนที่ดีมาปกครองบ้านเมือง ใครที่คิดไม่ดีมาปกครองก็จะอยู่ได้ไม่นาน

เชื่อใบแดงใบเหลืองป่วนตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่า ตรงนี้จะยิ่งไปสอดคล้องกับการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศว่า กกต.จะแจกใบแดงให้พลังประชาชนมากถึง 30 ใบ นายธีรภัทร์ตอบว่า ไม่ทราบ เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.ที่จะพิจารณา ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย อึดอัดใจเตรียมจะลาออกจาก กกต. ถือเป็นเรื่องของ กกต.แต่ละท่าน และก็ยังเหลือ กกต.อีก 4 คน คงไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น และการทำงานของ กกต.ที่จะพิจารณาไปตามกลไกและตามพยานหลักฐาน โดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบพยานหลักฐานส่งมายังคณะกรรมการ ต้องไว้ใจและเชื่อใจท่าน แต่ใครที่โกงหรือทุจริตการเลือกตั้งก็ต้องได้รับผลตามที่ตัวเองทำไว้ จำนวนใบเหลืองใบแดงที่จะออกมา อาจจะส่งผลกระทบต่อเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะทำให้ตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงไป

เชียร์ “ทักษิณ” ให้กลับไทยมาสู้คดี

เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าทาง คมช.หรือคณะปฏิวัติรัฐประหารไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกดดัน กกต. นายธีรภัทร์ตอบว่า ไม่มี ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเช่นนี้ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับในความถูกต้องในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเป็นตัวเลขที่เห็นได้ชัดเจนว่าประชาชนเขาตัดสินใจอย่างไร เพราะฉะนั้นคงไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องปัจจัยอื่น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของระบอบประชาธิปไตยต่อไป แต่คนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสถานการณ์ขณะนี้มีปัญหาที่สั่งสมมานาน ต้องมาแก้อีกมาก ใครก่ออะไรไว้ก็ต้องกลับมาแก้ เช่น เรื่องผลกระทบต่อประชาชนจากสนามบินสุวรรณภูมิ และปัจจุบันมีระบบตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญมากมาย สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางกลับประเทศไทยช่วงเดือน เม.ย. นั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี ท่านจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้ ท่านก็เป็นคนไทย ควรจะกลับมาต่อสู้คดีไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่กลับมาเคลียร์ ปัญหาต่างๆก็จะคาราคาซังอยู่ และบ้านเมืองของเราก็สงบสุขไม่ได้มีปัญหาการเมืองที่รุนแรงเหมือนประเทศอื่น จึงไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ถ้าท่านกลับมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ก็เป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย

ครม.เห็นชอบ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ว.

พ.อ.ประชาสัณห์ ชนะสงคราม ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นการทั่วไป ในวันที่ 2 มี.ค. 2551 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอมา และให้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 296 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ระบุให้ดำเนินการให้ได้มาซึ่ง ส.ว.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.มีผลบังคับใช้

สภาฯ คึกคักรับรายงานตัว ส.ส.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งการให้กองการสถานที่จัดเตรียมสถานที่บริเวณห้องโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา 1 เพื่อให้ ส.ส.ที่ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.มารายงานตัว โดยมีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมจัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ 50 ข้อบังคับการประชุมสภา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ. กกต. รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ (โน้ตบุ๊ก) นั้น จะยังไม่มีการแจกให้ในตอนนี้ เนื่องจากทางสำนักงานเลขาฯยังอยู่ในขั้นตอนการประมูลลอตใหม่ สำหรับ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นชุดที่ 23 โดยคาดว่า การรายงานตัวแสดงตนของ ส.ส.จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า สำหรับเอกสารและหลักฐานที่ ส.ส.ต้องนำมาแสดงตนที่รัฐสภา ประกอบด้วยหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งจาก กกต. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบสำคัญการสมรส สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 6 รูป ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 12 รูป และขนาด 3 นิ้ว จำนวน 12 รูป

ข่าวการเมือง

จาก http://www.thairath.co.th/