WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 3, 2008

การเมืองต้นปีใหม่ 2551 ชัยชนะของ 'ทักษิโณมิกส์' สถานการณ์อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้

รู้สึกว่าหลังทราบผลเลือกตั้งแล้ว และหยุดฉลองปีใหม่มา ประเด็นทางการเมืองไม่ได้มีอะไรที่ตื่นเต้น มากมายนัก แม้มีเรื่องราวหลายๆ อย่างเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่อยู่เหนือความคาดหมายนัก ผมสรุปประเด็นได้ดังนี้

1. เรื่องการแจกใบแดง ก็อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว และคิดว่าพรรคพลังประชาชนก็คงคาดหมาย แล้วว่าจะโดนแจกใบแดง และก็คงหาทางแก้เกมได้ไม่ยากนัก เพราะประชาชนเลือกข้างไปแล้ว แจกใบแดงไป ก็ไม่มีผลให้คนที่ลงคะแนนให้ พปช. หันไปเลือก ปชป. อย่างมากคนก็เลือกพรรคเล็กที่คาดว่าจะมาอยู่กับ พปช. หรือ พปช. อาจเจรจาให้พรรคพันธมิตรเช่น พรรคประชากรไทย หรือพรรคอื่นๆ ส่งคนลงแทน และประชาชน ก็คงไม่เปลี่ยนข้าง ใบแดงจะกี่ใบ ก็ไม่มีผลให้คนเปลี่ยนข้างอย่างที่พวกอำมาตย์คาดหวัง

2. เรื่องจัดตั้งรัฐบาลมันก็เป็นไปตามความคาดหมาย สุดท้าย พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทย หลังจากดีดดิ้น กระบิดกระบวนเล็กน้อย แล้วก็จะรีบหอบผ้าหอบผ่อนตามมาทันที ส่วนข้อเสนอต่างๆ ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่จุดประสงค์หลักคือ ต่อรองโควต้า รมต. ประเด็นหลักของการจัดตั้งรัฐบาลของ พรรค พปช. ก็คงอยู่ที่การเจรจาโควต้า รมต. เท่านั้นว่าใครควรจะได้ตำแหน่งอะไร พรรคไหนได้โควต้า รมต. กระทรวงไหนบ้าง และได้กี่กระทรวง

3. เรื่องใหญ่และสำคัญ เกี่ยวกับสมเด็จพระพี่นางทรงเสด็จสู่สวรรครรไล ก็อยู่ในความคาดหมายของคนไทย อยู่แล้ว เพราะท่านทรงพระประชวรมานานแล้ว และก็มีรายงานของสำนักพระราชวังออกมาตลอด เรื่องนี้เป็นไปตาม กฎอนิจจัง มีเกิด มีแก่ มีเจ็บมีตาย เป็นธรรมดาโลก และท่านก็ไปตามอายุขัยของท่าน ไม่ได้จากไปอย่างปัจจุบัน ทันด่วนอย่างคุณพุ่ม แม้จะน่าเศร้า แต่ชาวพุทธถือเป็นเรื่องธรรมดาโลก แม้แต่พระพุทธองค์ยังคงเข้าสู่ปรินิพพาน มนุษย์ธรรมดาก็คงเลี่ยงไม่พ้น

4. การแถลงตั้งรัฐบาลอาจชะลอไปสองสามวัน เพื่อไว้อาลัยแด่สมเด็จพระพี่นาง

5. เรื่องมือที่มองไม่เห็นแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล ก็อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว ไม่แทรกแซงซิจึงแปลก และแม้จะ'มือมองไม่เห็น' แต่คนก็เห็นตัวโค่โล่ว่าใครแทรกแซง ก็คงไม่พ้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่กลายเป็น คนบาปของแผ่นดิน แม้จะทำให้การตั้งรัฐบาลยุ่งยากไปบ้าง ล้าช้าไปบ้าง บ้านเมืองวุ่นวายขึ้นบ้าง น่าเบื่อหน่ายบ้าง แต่ก็จะไม่มีผลต่อทิศทางทางการเมืองในขณะนี้ เพราะ ประชาชนได้ตัดสินออกมาชัดเจนแล้ว และแรงบีบของสังคม ที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายไม่รู้จักจบ ที่มีที่มาจาก พล.อ.เปรม นี้ ก็จะเกิดแรงต้านของสังคมส่วนต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะคาดว่าทุกคนอยากให้มันจบแล้ว คนจะได้ทำมาหากินเสียที ประชาชนทั่วไป นักธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม ทั้งหลายเจ็บมากพอแล้ว

6. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คงสบายใจและคงจะกลับเมืองไทยในช่วงครึ่งปีนี้ และแม้ว่าอาจจะยังคง มีเรื่องยุ่งยากอยู่บ้าง แต่เกมการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม ก็อยู่ในวิสัยที่จะควบคุมได้ ชัยชนะทางการเมืองนั้น มองเห็นได้ชัดเจนแล้ว แต่จะทำให้มันราบเรียบหมดจดได้อย่างไรเท่านั้นเองคือสิ่งที่จะต้องจัดการ หากแสดงออก ถึงการให้อภัยอย่างแท้จริง และทุ่มเทกับการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของชาติ แม้ขนะนี้จะอยู่ต่างประเทศ ก็อาจเดินสายเงียบ ๆ เจรจาทางการค้า และชัดจูงนักลงทุนต่างประเทศให้มั่นใจเศรษฐกิจไทย คาดว่าชาวโลกจะให้ความเชื่อถืออย่างยิ่ง

สรุปแล้ว ตอนนี้ฝ่ายตรงข้าม พปช. ขาด 'อาวุธสำคัญ' ที่จะรุกตอบโต้ ผมคาดว่า กกต. แม้จะมีความโน้ม เอียงลำเอียง อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สุดกู่น่าเกลียดจนเกินไป ยังมีแรงทัดทานกันอยู่ ยังมียางอายกันอยู่ ทำให้ กกต. ไม่เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการตอบโต้ทักษิณเท่าใดนัก และคาดว่าคงใช้ไม่ได้ผล

ส่วนทหารนั้น คงมีแต่ทหารแตกแถวบางคนเท่านั้น ที่เข้ามายุ่งกับการเมือง แต่ไม่ใช่ทหารที่อยู่ในตำแหน่ง หลักคุมกำลัง ทำให้การแทรกแซงทางการเมืองเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ผลการเลือกตั้ง ได้ชี้ชัดเจนถึงความไร้ ประสิทธิภาพในการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ทิศทางของการลงคะแนน เสียงเลือกตั้งของประชาชนมากมายนัก

ส่วนทหารที่คุมกำลัง คาดว่าคงได้รับบทเรียนอย่างเพียงพอแล้วว่ามันเป็นการไม่คุ้มค่า ที่เอากองทัพ มายุ่งกับการเมือง และประเด็นที่กองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยว ก็ไม่ใช่ทิศทางการอยู่รอดของบ้านเมือง เป็นแต่เพียงการ ขัดแย้งกันทางการเมืองของประชาชน ที่ไม่อาจใช้กำลังในการตัดสินได้ คิดว่ากองทัพคงไม่กล้าเข้ามายุ่งมากนัก ยกเว้นทหารบางคนที่มีผลประโยชน์มีส่วนได้ส่วนเสีย กับ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.เปรม แต่ทหารเหล่านี้ก็ไม่ได้คุม กำลังหลักแล้ว เช่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ที่คาดว่าหากมี รมต.กลาโหมจากรัฐบาลใหม่แล้วอาจโดนเด้งออกจาก ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะตำแหน่งนี้ไม่ได้คุมกำลัง จึงไม่น่าเกรงกลัวเท่าใด

พล.อ.อนุพงศ์ ก็ค่อนข้างนิ่ง เพราะได้ตำแหน่งไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงหรือแสวงโชคทางการเมือง ที่มีแต่เสียกับเสีย เพราะแม้ลงมือทำรัฐประหารไปแล้ว ตัวอย่างของ พล.อ.สนธิ ที่สร้างศัตรูและความเกลียดชัง เอาไว้มากมาย คงเป็นบทเรียนอย่างดี ว่าอยากเกษียณอายุราชการอย่างมีเกียรติ หรือ เกษียณแบบนอนไม่หลับ

ปีใหม่นี้พวกนิยมทักษิณ ค่อนข้างสบายใจ เพราะได้ชัยชนะทางการเมืองแล้ว แม้ไม่เด็ดขาดแต่ทิศทางแนวโน้มก็ไปในทางนี้ ฝ่ายตรงข้ามทำมาทุกอย่างแล้วก็ได้แค่นี้เอง 'ลงทุนทำรัฐประหารแล้ว ก็ได้แค่นี้เอง' ฝ่ายเราจึงไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามใช้ 'อาวุธนิวเคลียร์ทางการเมืองแล้ว' คือรัฐประหาร แต่เราก็ยังรอดจากการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ เมื่อเรารอดจากอาวุธร้ายแรงที่สุดของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกลัว หรือกังวลอะไรอีก

(บทความโดย ลูกชาวนาไทย )

จากคุณ : ผัดสะตอใส่กุ้ง

ขอขอบคุณ http://www.pantip.com/

จาก Hi-Thaksin

สุเทพดิ้นเฮือกสุดท้าย หวังปั้นอภิสิทธิ์สู่ฝัน

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้คู่แข่งทางการเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ จะเปลี่ยนจากไทยรักไทยเดิมมาเป็น พรรคพลังประชาชน

แต่บทสรุปที่ออกมาคือ พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอยด้วยจำนวนเก้าอี้ ส.ส.233 ต่อ 165

และแม้ว่าในวันนี้จะเริ่มเห็นเค้าลางของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช

แต่สิ่งที่ทำให้ต้องแปลกใจคงจะเป็นสภาพการณ์ของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ยังดูแช่มชื่น แจ่มใส แถมยังออกอาการมั่นใจเสียเหลือเกินว่า พรรคพลังประชาชน จะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ บวกกับคำทิ้งท้ายของ เทพเทือก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคที่บอกทำนองว่า

หากวันที่ 4 มกราคม พรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินหน้ารวบรวมพรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ความมั่นใจเสียเหลือเกินของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ สร้างความสงสัยว่า อะไรที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจเช่นนั้น

ถ้าถามถึงสาเหตุของความมั่นใจ ก็เชื่อได้ว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ (สุดท้าย) ของพรรคประชาธิปัตย์คงจะหนีไม่พ้น ปาฏิหาริย์กรณีใบเหลือง-ใบแดง ที่ทางพรรคคาดหวังว่า กกต.จะกรุณาแจกใบเหลือง-ใบแดงให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 60 ใบ

โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่ทางพรรคขุดคุ้ยถือเป็นความหวังสุดท้ายคือ กรณีการแจก ซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็อาจจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล และอาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พลิกให้พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสที่จะผลักดันให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีโอกาสสมหวังในเก้าอี้นายกฯบ้าง

แต่กระนั้นก็ยังคงต้องพึ่งผลการทำงานของ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คราวนี้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อใช้ในการจับผิดฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคพลังประชาชน โดยผลการทำงานของ วอร์รูม ชุดนี้ ในเบื้องต้นพบว่ามีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งกว่า 30 เรื่อง

โดยแบ่งเป็นเรื่องการแจกซีดี พ.ต.ท.ทักษิณจำนวน 18 เรื่อง และเรื่องการซื้อสิทธิ ขายเสียง จำนวน 7 เรื่อง และเรื่องการปราศรัยใส่ร้ายจำนวน 5 เรื่อง ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ ทางคณะทำงานชุดนี้ได้ส่งเอกสาร พร้อมทั้งประจักษ์พยานที่เป็นประชาชนให้กับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา

และสิ่งที่จะต้องจับตาดูเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น พลังมืด ที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคพลังประชาชนว่าจะแสดง ปาฏิหาริย์ เข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

เพราะหากรัฐบาลชุดใหม่นี้ไม่ได้ชื่อ ประชาธิปัตย์ ก็คงต้องแสดงความเห็นใจกับการรอคอยตลอด 6 ปีเต็ม แม้ว่าจะมีสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการปฏิวัติรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณหรือแม้กระทั่งคดียุบพรรคและจำกัดสิทธิทางการเมือง 111 คนของพรรคไทยรักไทย จะเอื้ออำนวยให้ทุกอย่าง

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถสานฝันช่วยให้ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สมหวัง

คงต้องรอดูว่าการดิ้นเฮือกสุดท้ายของ สุเทพ จะปั้นฝันให้ อภิสิทธิ์ ได้หรือไม่...


กกต.เรียกสอบ'เติ้ง'

รายงานข่าวจาก กกต.แจ้งว่า เวลา 14.00 น. ที่อาคารศรีจุลทรัพย์

กกต.ได้ประชุมพิจารณาสำนวนของสันติบาลที่ลงพื้นที่สอบสวนทั้งสิ้น 13 สำนวน แยกเป็นประเภทข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการให้วีซีดีและสัญญาจะให้เงิน 8 เรื่อง ติดป้ายผิดที่ 3 เรื่อง เจ้าหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลาง 1 เรื่อง และดูหมิ่นเหยียดหยามรัฐธรรมนูญ 1 เรื่อง สำนวนที่ กกต.มีมติมอบหมายให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมโดยหากเห็นว่ามีมูลก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมทั้งให้มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.นางบุญรื่น ศรีธเรศ นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ และนายคมเดช ไชยศิวามงคล ว่าที่ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน 2.นายมีชัย จิตต์พิพัฒน์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ว่าที่ส.ส.เขต 6 นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน 3.นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ว่าที่ส.ส.เขต 2 ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน โดยทั้ง 3 กรณีเป็นการแจกทรัพย์สินที่เป็นวีซีดีและแจกเงิน

สำหรับสำนวนที่ กกต.สั่งสอบเพิ่มเติมให้ครบทุกประเด็น 2 เรื่อง ประกอบด้วย

จ.สุพรรณบุรี เขต 1 นายบรรหาร ศิลปอาชา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ส.ส.พรรคชาติไทย ในข้อหากรรมการประจำหน่วยปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และ จ.นครราชสีมา เขต 4 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ว่าที่ส.ส.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และนายอนุวัฒน์ วิเศษจินดารัตน์ ว่าที่ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ข้อหาแจกเงิน

นอกจากนี้ กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ติดแผ่นป้ายหาเสียง 1 เรื่อง และไม่รับเป็นเรื่องคัดค้าน 7 เรื่อง แบ่งเป็นพรรคพลังประชาชน 4 เรื่อง พรรคชาติไทย 2 เรื่อง และกรณีผู้ทำหนังสือรัดทำมะนวย 1 เรื่อง


ฝ่ายแค้น

วันวานเป็นอีกวันหนึ่งที่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพเหมือนกัน คือ เศร้าโศกเสียใจจากการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แม้จะทำใจไว้บ้างแล้ว เมื่อทราบว่าพระองค์ทรงพระประชวร โดยมีประกาศสำนักพระราชวังแถลงให้ทราบเป็นระยะๆ ก็ตาม

นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย หลังจากที่ปวงชนชาวไทยได้ฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างชื่นมื่น เพราะมีความหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สามารถแก้ไขทุกปัญหาที่หมักหมมอยู่มากมายได้ดีกว่ารัฐบาลรักษาการ ที่รักษาการจริงๆ มาครึ่งค่อนปี

เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ย่อมตระหนักดีว่าได้เข้ามาสู่อำนาจ ได้บริหารราชการแผ่นดินนั้น ประชาชนเป็นผู้มอบอำนาจให้ จึงต้องฟังเสียงประชาชน แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อยู่ในสามัญสำนึกของนักการเมืองทุกคน ไม่จำเป็นต้องประกาศเป็นวาระประชาชน อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ภูมิอกภูมิใจกันนักหนาที่คิดคำนี้ขึ้นมาได้ แต่คนทั่วๆ ไปฟังไม่รู้เรื่อง

นี่คือส่วนดีที่เห็นได้ชัดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

โดยปีนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ใช้วันที่ 31 ธันวาคม 2550 วันส่งท้ายปีเก่า แถลงการณ์จัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลือกพรรคพลังประชาชนให้ชนะพรรคประชาธิปัตย์อย่างท่วมท้น

เพราะตลอดระยะเวลาที่ผลการเลือกตั้งออกมา แทนที่บรรยากาศการเมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติ เหมือนอดีตที่ผ่านมา กลับเกิดความสับสนในหมู่ประชาชนที่สนใจการเมือง อันเกิดจากการไม่รู้จักแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามทุกวิถีทางในการชิงจัดตั้งรัฐบาล ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้เลือกตั้งแบบไม่มีราคา

ความสับสนที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมืองนั้น ได้ขยายวงกว้างออกไป โดยเพื่อนของเอกฉัตร มานั่งคุยให้ฟังว่า ทุกๆ ปีจะพาครอบครัวไปฉลองปีใหม่ที่ต่างจังหวัดตามกระแสนิยม แต่ปีนี้ลูกเมียอยากจะฉลองปีใหม่ที่กรุงเทพฯ ไม่อยากจะฝ่าจราจรที่ติดขัด ไม่อยากจะไปแย่งกันกินแย่งกันใช้กับคนที่ไปฉลองกันที่ต่างจังหวัด

ที่สำคัญ คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะได้พบกับการจราจรโล่ง เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ปีหนึ่งมีแค่ 2 วันเท่านั้น คือ วันสงกรานต์กับวันปีใหม่

ใครที่ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กรุงเทพฯ ก็จะได้บรรยากาศแบบนี้

เพื่อนคนดังกล่าวเล่าให้ฟังว่า การที่ไม่เดินทางไปฉลองปีใหม่ที่ต่างจังหวัดปีนี้ แม้จะได้เห็นจราจรคล่องตัว แต่ไปต่างจังหวัดดีกว่า

เพราะไปต่างจังหวัดจะไม่ต้องรับรู้ข่าวสารการบ้านการเมือง แต่อยู่ในกรุงเทพฯ ต้องนั่งดูทีวีกับครอบครัว โดยเฉพาะรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ปกติทั่วๆ ไปจะไม่มีการจัดระดับอายุคนดู

ในวันที่ 31 ธันวาคม ตอนบ่ายมีภาพข่าว นายสมัคร สุนทรเวช ร่วมกับพรรคประชาราช พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคมัชฌิมาธิปไตย แถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล โดยโทรทัศน์ได้นำเสนอข่าวดังกล่าวทันทีที่นายสมัครแถลงข่าว แทรกในช่วงเวลาของรายการบันเทิง

เท่ากับว่าลูกของเขาแม้ไม่ได้สนใจกับข่าวการเมืองมากนัก ก็ได้รับรู้การจัดตั้งรัฐบาลในระดับหนึ่ง

แต่...ไม่ถึงชั่วโมง กลับมีภาพข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การร่วมกันแถลงข่าวเป็นการจัดฉาก พรรคประชาธิปัตย์ยังมีหวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล เพราะตัวเลขจำนวน ส.ส. ยังไม่นิ่ง อาจจะมีการให้ใบแดงกับพรรคพลังประชาชน 60 ใบ สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงทันที

ยุ่งละสิ...เพื่อนคนดังกล่าวต้องนั่งอธิบายให้ลูกฟังว่า นี่คือเกมการเมืองที่ผิดปกติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นับตั้งแต่ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เพื่อนคนดังกล่าวจึงเสนอแนะว่า ต่อไปนี้หาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และยังต้องโผล่หน้ามาออกทีวีทุกวัน ในช่วงภาคข่าวโทรทัศน์ทุกช่อง ควรจะจัดระดับอายุคนดู หรือไม่ก็ควรจะขึ้นตัวอักษรว่า

ควรใช้วิจารณญาณในการชม

เยาวชนของชาติจะได้แยกแยะได้ถูกต้องว่าในแวดวงการเมืองนั้น เขาไม่รู้จักแพ้รู้จักชนะกัน

การแสวงหาอำนาจของนักการเมือง มักจะลืมเรื่องจริยธรรม คุณธรรม และความถูกต้องชอบธรรม

ถึงวันนี้มีเพียง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับสมุนไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังมั่นใจว่าการเมืองยังพลิกผันได้ แต่คนทั่วๆ ไปเขามั่นใจกันว่า พรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลแน่นอน แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่รับรอง ส.ส. ครบถ้วนก็ตาม แต่ตัวเลขจำนวน ส.ส. คงจะไม่พลิกผันมากนัก เนื่องจากวันนี้สายตาของประชาชนกำลังจ้องไปที่ กกต. กำลังทำอะไรกันอยู่

คงไม่กล้าตอบแทนบุญคุณคนที่ตั้งมาจนลืมนึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง

แน่นอน การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำงานถนัดโดยไม่ต้องซ้อม โดยการเป็นฝ่ายค้านอย่างโดดเดี่ยวนั้น ย่อมเป็นประโยชน์กับประชาชนที่ได้พรรคการเมืองฝ่ายค้านอาชีพมาตรวจสอบรัฐบาล

แต่เกรงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเล่นบทฝ่ายแค้นแทนฝ่ายค้าน เพียงประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ขุดโค่นเผด็จการแบบถอนรากถอนโคน ส่งเสริมประชาธิปไตยให้แข็งแกร่ง

** ปวงข้าพระพุทธเจ้า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ต่อปวงชนชาวไทย พระกรณียกิจและพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านจะจารึกอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ทรงนำพาพระองค์ท่านไปประทับ ณ ที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย... ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


** หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 59 วันที่ 3 มกราคม 2551 วันนี้ แทง แทนไท รับหน้าที่ พร้อมให้คำมั่นว่าเราจะร่วมกันเดินหน้า ขุดโค่นเผด็จการแบบถอนรากถอนโคน ส่งเสริมประชาธิปไตยให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าแก้ปัญหา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่วุ่นวายมาหลายปีแล้ว

** สมัคร สุนทรเวช เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล 4 พรรคไปเมื่อวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไล่หลัง ไม่กี่ชั่วโมง บรรหาร ศิลปอาชา ออกมาแถลง เข้าร่วมรัฐบาลหน้าตาเฉย ทั้งที่ทำหน้าตาขึงขัง เสนอเงื่อนไข 5 ข้อ ชาวบ้านนึกว่า ล้อต๊อก หวนคืนจอตู้ ในเวอร์ชั่น ตลกการเมือง...หรืออย่างไร ใครจะไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ใครจะไม่ต้องการความสมานฉันท์ของคนในชาติ


** จับตา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เปิดบ้านพักสนามบินน้ำ ขู่ฟอดๆ สลายขั้วการเมือง


เพื่อแผ่นดิน และ ชาติไทย หากตกลงไม่ได้ ไม่รู้ว่าตกลง แบ่งสันปันส่วนเก้าอี้ ที่เหลือๆ อยู่จาก 4 พรรคร่วมรัฐบาล ที่ ผนึกกันแน่นเปรี๊ยะ แต่แรก และ เจรจาต้าอ่วยแบ่งสรรปันส่วนเก้าอี้ รมต. กันเกือบจะลงตัวกันแล้ว ใช่หรือไม่ อย่างไร


** มาช้ายังดีกว่าไม่มา แต่จะมา หารเท่า มัน ดูกระไร หรือไม่ สูตร 7 ต่อ 1 หรือ 9 ต่อ 1 วันนี้ยังไม่จบ ยังไม่ยุติ เพราะต้องมีโบนัสให้ 3 พรรคร่วม ที่ตัดสินใจมาก่อน บรรทัดนี้ แทง แทนไท เชียร์เต็มที่ เพราะ พวกยึกๆ ยักๆ ทำเล่นตัว หรือจะกลัว มือสกปรก ที่กำลังทำตัวเป็น มือขยันมาช่วยขยี้ ให้การฟอร์มรัฐบาลครั้งนี้มันยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน


** Invisible Hand (มือที่มองไม่เห็น) จะใช่คนเดียวกับ ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ จะใช่คนเดียวกับ คนที่เคารพมากว่า 30 ปี จะใช่คนเดียวกับ คนที่อยู่เบื้องหลังแผนการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ คงไม่ต้องไปใครต่อใครให้เสียเวลา เพราะผู้อ่านประชาทรรศน์เป็นคนเฉลยได้อยู่แล้ว เขาคือ...! ถูกต้องแล้วคร้าบ...


* หันมาดู ว่าที่พรรคฝ่ายค้าน ดูจะออกมา ลุ้นตัวโก่ง หวังลมๆ แล้งๆ ว่าพรรคที่ชนะเลือกตั้งจะได้ ใบเหลือง ใบแดง เกลื่อนกลาด 60 ใบ!!! เหมือนทำอะไรไม่ได้แล้วก็หันมาแช่งเพื่อนเสียฉิบ แทง แทนไท เตือนว่า ระวังคนจะจำภาพติดตา ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักให้อภัย ในเมื่อแพ้การเลือกตั้งทิ้งขาดขนาดนี้ ควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ต้องดิ้นรนโทร.ไปล็อบบี้พรรคที่เขาจะถูกดึงเข้าร่วมรัฐบาล หรือไปหาพระเจ้าที่ไหนสาดน้ำมนต์ให้หรอก


** สปิริต เป็นเรื่องสำคัญ แทง แทนไท ไม่เคยได้ยิน หัวหน้าพรรคเก่าแก่ แสดงความยินดีให้กับ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งขาดลอย แม้แต่นิดเดียว เห็นแต่ อาการแดกดัน อาการเคียดแค้น อาการเสียดาย อย่างออกนอกหน้า แทง แทนไท ไม่เคยได้ยิน หัวหน้าพรรคเก่าแก่ ออกมา แสดงสปิริต ในการ สลายขั้วทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้ พรรคพันธมิตรเดิม ได้มีโอกาสไปจัดตั้งรัฐบาล น่าเสียดาย... น่าเสียดาย... ไหนว่าเป็นคนหนุ่ม รุ่นใหม่ ไฟแรง ไฉนเป็นอย่างนี้ไปได้


** ขำสุดๆ...อยากจะเป็นรัฐบาล ดันตั้งเป้า ตัวเลข ส.ส. ที่จะได้รับเลือกตั้ง เพียง 170 เสียง แค่คิดก็ผิดแล้ว คนจะเป็นรัฐบาลจะต้องได้เสียงเกินครึ่ง คือ 241 เสียง ขึ้นไป หาใช่ตัวเลข 170 เสียง ไปถาม เด็กอนุบาล ดูก็รู้ ว่าใช่หรือไม่ เป้าหมายที่วางเอาไว้แต่แรกก็ผิด แล้วยังมาชื่นชมตัวเองว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคมาจนเป็น พรรคเก่าแก่ เลือกตั้งครั้งนี้ได้ที่นั่งในสภาเยอะที่สุด...เวงกำของใครก็ไม่รู้ มีเลขาธิการขี้เท่อแบบนี้ รบร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง


** ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเก่าแก่ มีความ พร้อมที่สุด ตั้งแต่ ตั้งพรรค มา เพราะได้ทั้ง กระแส และ กระสุน ตุนไว้เพียบ ยอดบริจาคทะลุ เป็น หลักร้อยล้าน แถมมี ตัวช่วย มากมายก่ายกองไปหมด จึงเป็นข้อกังขาภายในพรรคว่าเกิดอะไรขึ้นกับ คณะกรรมการบริหารพรรค ที่ไม่ใช้จังหวะและโอกาสอันเป็นประโยชน์นี้ แปรเป็นคะแนนเสียงได้


** พรรคเก่าแก่ เล่นการเมืองด้วยลีลาท่าทางเหมือน ในปัจจุบัน ใช้ความเป็น ภูมิภาคนิยม มีผลงานไปที่ ภาคหนึ่ง แต่ ไม่มีผลงาน ให้กับคน ภาคอื่น อย่างเป็นรูปธรรม และไม่ให้เกียรติในตำแหน่งสำคัญๆ ภูมิภาคอื่นไม่มีโอกาสได้เข้าไปนั่งในเก้าอี้ หัวหน้าพรรค หรือ เลขาธิการพรรค ของพรรคเก่าแก่นี้เลย ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา 2 ตำแหน่งนี้ ต้องเป็น คนจากภาคใต้ เท่านั้นเอง!!! แล้วจะไป ครองใจคนภาคอื่น ได้อย่างไร


** ฝากถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. (บางคน) ที่สำคัญตนเองผิด คิดว่า ใหญ่โตคับบ้านคับเมืองเหลือประดา จะอะไรนักหนา แค่มี ผู้สมัคร ส.ส. เข้าร้องเรียน ขอความเป็นธรรม ว่าท่านไม่ควรให้ใบแดง ใบเหลืองเอง หากมีมาตรฐาน จริยธรรม คุณธรรม ในการตัดสินใจแบบเหตุที่ 3 ใบแดงบุรีรัมย์ แต่ดันออกมา ตีโพยตีพาย ว่าหาก กกต. 4 คนลาออก จะได้ไม่มีใครมารับรอง ส.ส. เข้าสภา ไม่ใช่จะท้าทาย...แต่ว่า แน่จริง เชิญออกไปเลย! จะได้ช่วยกันตีเกราะเคาะไม้ กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ้ย...มาช่วยกันดู ผลผลิตเผด็จการ คิดได้แค่เนี้ยะ...จริงๆ


สามเหลี่ยมดินแดง


กกต.เตรียมประกาศรับรอง380ส.ส.วันนี้

คณะกรรมการการเลือกตั้งเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. 380 คน วันนี้ ระบุ จะพิจารณารับรอง ส.ส.ทั้งหมดภายใน 21 ม.ค.

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้านการบริหารการเลือกตั้ง เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า ในวันนี้จะมีการพิจารณาการรับรองผล ส.ส.จำนวน 380 คน โดยเป็นผู้ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนและยกคำร้อง พร้อมยืนยันจะพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนนี้ เพื่อให้ทันต่อการเปิดสภาในวันแรก นอกจากนี้จะจัดการเลือกตั้งที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 13 ม.ค. และ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 19 ม.ค. โดยหากไม่มีปัญหาหรือเรื่องร้องเรียนจะรับรองทั้งหมดภายในวันที่ 21 ม.ค.

สำหรับบรรยากาศที่ด้านล่างอาคารศรีจุลทรัพย์ ได้เปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาเป็นวันแรกด้วย


ต้นเหตุ"ความวุ่นวาย"...



สภาพการเมืองที่วุ่นวายจากการวิ่ง "ต่อรอง" ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลกันฝุ่นตลบ ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ หลังการเลือกตั้งในขณะนี้

หลายคนที่เพิ่งติดตามการเมืองมาไม่กี่ปี อาจจะสงสัยถึงความเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

ความสงสัยนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หรือเป็นเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความวุ่ยวายนี้

"วรเจตน์ ภาคีรัตน์" รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำถามนี้ว่า "กรณีที่จะมีรัฐบาลผสมเกิดขึ้น การต่อรองกันในเรื่องตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นกับทุกประเทศในโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นปกติ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์

"การต่อรองเช่นนี้ ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มากนัก หากจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีส่วนทำให้เกิดหลายพรรคการเมืองขึ้นมา

"นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้โดยการกำหนดให้ ส.ส.ระบบเขตเป็นแบบเขตใหญ่แต่มี ส.ส.ได้หลายคน ทำให้ผู้สมัครจากพรรคขนาดเล็กมีโอกาสเข้ามาในสภาได้ ทำให้พรรคขนาดใหญ่ไม่ได้ ส.ส.ยกทีมในเขตนั้นๆ แต่ระบบสัดส่วนไม่ได้เอื้อให้แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก"

ส่วนความต้องการที่จะได้ ส.ส.จำนวนมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลล้มง่ายๆ เนื่องจากกำหนดในเรื่องจำนวนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น อ.วรเจตน์มองว่า "ก็อาจเป็นเพราะต้องการเสถียรภาพ เนื่องจากกลไกตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น ก็อาจจะต้องการรัฐบาลที่มีเสียงที่มีความเป็นปึกแผ่น อาจมีความจำเป็น

"ส่วนหนึ่งมาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ก็เป็นเหตุผลลำดับสอง เหตุผลลำดับแรกน่าจะมาจากความต้องการได้จำนวน ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดก่อน

"สำหรับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น หลายประเด็น ในวันข้างหน้าอาจจะต้องมีการตีความ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี อาจจะต้องมีการตีความว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ด้วยจะลงมติให้เพื่อนรัฐมนตรีได้หรือไม่

"หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญยังจะเป็นประเด็นให้ถกเถียง ทั้งในแง่คุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ"

ฟังจาก อ.วรเจตน์แล้วก็อาจจะมองได้ว่า สาเหตุของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

แต่น่าจะมาจากทั้งรัฐธรรมนูญและตัวบุคคล ซึ่งเป็น "นักการเมือง" นั่นเอง..


จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php

"รัฐบาลสมานฉันท์" บทสรุปหลังฝุ่นควันจาง



การฟอร์มรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามลำดับ ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนที่สามารถกวาด ส.ส.ได้มาเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียง 233 ที่นั่ง ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

แม้ตัวเลข 233 ยังไม่นิ่ง เพราะต้องรอบทสรุปในการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ถือเป็นพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.จำนวนมากเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ ส.ส.ห่างกันกว่า 60 ที่นั่ง

แต่ตัวเลขของพรรคพลังประชาชนก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเด็ดขาด

ดังนั้น สถานการณ์ความวุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาลจึงดำเนินขึ้น ท่ามกลางการต่อรองทุกรูปแบบทุกปัจจัย เพื่อรวมรวบพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ "รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ" ตามที่ "นายใหญ่" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ออกชิมลางล่วงหน้าก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม

โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ ศัตรูขู่อาฆาต ให้เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคการเมืองเดียวอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียง 165 เสียง

ส่วนฝากรัฐบาลด้วยจำนวน 315 เสียงจากพรรคพลังประชาชน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช มัชฌิมาธิปไตย

ส่วนพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ถึงแม้จะยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่จากการประสานเป็นการภายในและท่าทีการแสดงอออกของทั้ง 2 พรรค คงจะร่วมเป็นหนึ่งในรัฐบาลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่กว่าที่จะมาร่วมรัฐบาลได้นั้น พรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์ออกมาชิงไหวชิงพริบกันอย่างเต็มที่

เริ่มจากพรรคการเมืองที่ออกสตาร์ตเป็นพรรคแรก จะเป็นพรรคใดไม่ได้นอกจากพรรคชาติไทย เจ้าของฉายา "พรรคปลาไหล" ที่หลังจากกลับลำประกาศแยกทางกันเดินกับพรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคพันธมิตร ก่อนการเลือกตั้งก็ตั้งท่าจะไหลกลับมาชื่นมื่นกับพรรคพลังประชาชน เพื่อขอพรรครัฐบาลร่วมกัน โดยมีกระแสข่าวว่าพรรคชาติไทยได้ยื่นเงื่อนไขขอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการร่วมรัฐบาล

แต่เงื่อนไขข้อนี้กลับไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะพรรคพลังประชาชนเห็นว่า เป็นการขอที่มากเกินกว่าที่จะให้ได้ แกนนำของพรรคพลังประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจต่อท่าทีของนายบรรหารอยู่แล้ว ได้เสนอไม่ให้นำพรรคชาติไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

แต่พรรคชาติไทยอาศัยความเก๋าเกมทางการเมือง รีบรวบรัดจับมือทำสัญญาใจกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศเป็นพันธมิตรกันทางการเมือง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ กับพรรคพลังประชาชน แต่หนทางเดินสู่ทำเนียบรัฐบาลของสองพรรคการเมืองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตามที่คาดการณ์ไว้

เพราะที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน มีภาพที่ยืนตรงข้ามพรรคพลังประชาชน และ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด แถมยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "อำนาจพิเศษ" และบุคคลระดับสูงในประเทศ ซึ่ง "บิ๊กเติ้ง" เองก็เคยออกมาระบุว่า "จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกันมากว่า 30 ปีผิดหวัง"

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนชัยชนะจากการเลือกตั้งตกเป็นของพรรคพลังประชาชน

ทั้งสองพรรคจึงจำเป็นต้องหาเหตุผลมารองรับการแปรพักตร์ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

เงื่อนไข 5 ข้อของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินจึงถือกำเนิดขึ้น คือ 1.ต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ต้องไม่ก้าวล่วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 3.ต้องไม่มีการล้างแค้น 4.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยจะต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย 5.ต้องไม่ยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

แต่เกมนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่ทั้ง 2 พรรคตั้งความหวังเอาไว้ เพราะพลันที่เงื่อนไข 5 ข้อนี้เข้าหูนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ผู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มขวาจัดได้ออกมาตอบโต้อย่างทันควัน เพราะเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้มีการตีความได้ว่าพรรคพลังประชาชนไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการไม่สมควรที่นำสถาบันเบื้องสูงมาต่อรองทางการเมือง

ในห้วงเวลานั้นเอง "คอการเมือง" ทั้งหลายฟันธงได้ทันทีว่า ประตูการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนของพรรคชาติไทยได้ปิดลงแล้ว

แต่ยังไม่ทันข้ามคืน เกมการจับขั้วก็พลิกผันอีกรอบ เมื่อนายบรรหาร ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ภายหลังเกิดอาการโลกหมุนที่มีสาเหตุเกิดจากความเครียด จนความดันพุ่งสูง บรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชน นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคและน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำพรรคหลายคน ตบเท้าเข้าเยี่ยม "บิ๊กเติ้ง" อย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคพลังประชาชนส่งตัวแทนเข้าพบนายบรรหารอย่างเปิดเผย ทำให้บรรยากาศที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันนั้นเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

ซึ่งพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอีกต่อไป พลิกเกมย้อนกลับ 2 พรรคพันธมิตร ด้วยการจับ 3 พรรคการเมืองขนาดเล็กมาเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ประกาศจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวน 254 เสียงในเบื้องต้น

กลวิธีนี้ส่งผลให้ 2 พรรคพันธมิตรไม่สามารถดิ้นไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว เนื่องจากคะแนนเสียงการจัดตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีเกินกึ่งหนึ่ง

ส่วนความคืบหน้าการจัดคณะรัฐมนตรี ของรัฐบาลชุดปีใหม่นี้ วงในพรรคพลังประชาชนเล่าว่า พรรคจะขอดูแลในกระทรวงหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและมวลชนเอง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะแต่งตั้งให้ "คนนอก" ที่มีความสามารถและมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มากกว่าที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ของพรรค

เพื่อเป็นการป้องกันหาก กกต.แจกใบแดงให้พรรคเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลต่อความเข้มแข็งของรัฐบาล กรณีที่ ส.ส.ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีสิทธิลงมติซักฟอกเรื่องที่ตัวเองเกี่ยวข้องได้ และเพื่อสร้างภาพให้สาธารณชนได้เห็นว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนอาสาเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

หลายคนที่มีอคติคงต้องถึงเวลายอมรับและทำใจหากประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช" เพราะเป็นนายกฯที่มาตามครรลองกติกาประชาธิปไตย ที่สากลถือว่าเสียงสวรรค์ของประชาชนเป็นใหญ่

หรือถ้าทนไม่ได้ต้องการนายกรัฐมนตรีที่ตนเองต้องการ ที่มาจากนอกกติกาที่วางไว้ ก็ต้องออกมาป่าวร้องโหยหาอำนาจนอกระบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากระบอบประชาธิปไตยอีกซักครั้ง โดยเอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน

แต่ใครจะกล้าลองและกล้าทำเท่านั้น...


จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสส่งสาส์นไว้อาลัย‘พระพี่นาง'

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้มีสารกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความไว้อาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเนื้อความในสารระบุว่า"ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกโศกเศร้าและสะเทือนใจอย่างยิ่ง ในนามของรัฐบาลฝรั่งเศส และประชาชนฝรั่งเศส ขอแสดงความเสียใจ แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความจริงใจและขอเป็นกำลังใจให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประชาชนชาวไทยในช่วงโศกเศร้าอาดูรดังกล่าว ประเทศฝรั่งเศสจะไม่ลืมบทบาทที่สำคัญยิ่งของพระองค์ ในการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ได้ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์ การศึกษาและด้านวัฒนธรรมแก่ผู้ด้อยโอกาส พระองค์ทรงแสดงแบบอย่างให้เห็นถึงกำลังใจที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ ขันติธรรม และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตลอดช่องที่ทรงมีพระชนมชีพอยู่ข้าพระพุทธเจ้าขอแสดงความเสียใจอีกครั้งหนึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม"--จบ--


จาก hi-thaksin

พระเทพฯเสด็จประกอบพระราชพิธีพระศพ พระพี่นางฯ

สมเด็จพระเทพฯ ทรงทำพิธีถวายภัตตาหารเช้า แด่พระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมพิธีพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะ พระศพแล้ว


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมายัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 8 รูป ที่สวดพระอภิธรรม ในการพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีประชาชนที่พร้อมใจกันสวมใส่ชุดดำไว้ทุกข์ เฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก

ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้มีการจัดเตรียมความพร้อมสถานที่ ภายในศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง เพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินทางเข้าถวายสักการะพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีการประดิษฐาน พระฉายาลักษณ์ของพระองค์ด้วยฉลองพระองค์สีแดง ด้านล่างปูด้วยผ้าพรมสีแดงสด สำหรับประชาชนเข้าสักการะพร้อมตั้งจุดลงนามถวายสักการะ โดยใช้สมุดลงนาม จำนวน 12 เล่ม และจุดถวายพวงหรีดและพวงมาลัย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้นำไปไว้ยังพระที่นั่งดุสิตมหปราสาทด้วย ล่าสุดได้มีการเปิดให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะแด่พระองค์ท่านแล้ว