WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 4, 2008

อย่าน่ารำคาญ


เหล็กใน

หลังผลเลือกตั้งออกมาเป็นทางการ

ถ้าใครที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยเดิม

คงอดผิดหวังแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ ที่ต้องชวดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปอย่างน่าเสียดาย

หลังการยึดอำนาจ 19 กันยาฯ 49

ตอนนั้นใครต่อใครหลายคนก็คาดหมายว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับเลือกเข้ามาชนิดถล่มทลาย

เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ ของนายอภิสิทธิ์ น่าจะสดใส และไม่ต้องเปลืองแรงมาก

เนื่องจากก่อนหน้านั้นบนเวทีการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้รับการจัดอันดับความรู้ความสามารถให้เป็นรองแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว

จะมีอีกคนก็คือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ดังนั้น พอเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ

พรรคไทยรักไทยคู่ปรับก็โดนตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบทิ้ง

นายสมคิด ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ต้องเว้นวรรคการเมืองนาน 5 ปี

รัศมีของนายอภิสิทธิ์ จึงเปล่งประกายเจิดจรัส

แฟนๆ ประชาธิปัตย์ต่างพากันมั่นอกมั่นใจ หนนี้นายอภิสิทธิ์ไม่เป็นนายกฯ ไม่ได้แล้ว

แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระแหนะกระแหนสอดแทรกให้ได้ยินว่า ถ้าลองทหารยึดอำนาจให้แล้ว ทักษิณถูกขับไล่ไปเรียบร้อย พรรคไทยรักไทยโดนยุบ

ทุกอย่างลงล็อกเสียขนาดนี้ ถ้าอภิสิทธิ์ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ก็นั่นแหละ สุดท้ายก็ไม่รู้จะว่ายังไงจริงๆ

ถึงวันนี้บอกได้เลยว่าโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หรือโอกาสที่นายอภิสิทธิ์ จะได้เป็นนายกฯ คนที่ 25 นั้น

แทบไม่มีเปอร์เซ็นต์เหลืออยู่เลย

เพราะดูจากท่าทีพรรค "ตัวแปร" ทั้งหลาย พร้อมจะโดดเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนด้วยกันทั้งนั้น


รวมถึงพันธมิตรฝ่ายค้านเก่าอย่างพรรคชาติไทย

นั่นแหละ "ปลาไหล" ตัวจริงเป็นๆ

ดูจากสภาพการณ์ทั้งหลายทั้งปวงตอนนี้

การฝากความหวังไว้ที่ กกต.ว่าจะชักใบแดงให้พรรคพลังประชาชน 40-50 ใบ ก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยอยู่สักหน่อย

หรือจะตั้งหน้าตั้งตาสาปแช่งพรรคพลังประชาชนให้โดนยุบทิ้งอีกรอบ จะยิ่งเลยเถิดเข้าไปใหญ่

พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ ทำได้อย่างเดียวคือยอมจำนน

เอาเวลาไปนั่งคิดทบทวนว่าอะไรคือจุดอ่อนของพรรคที่ทำให้พ่ายแพ้ทั้งที่มี "ตัวช่วย" มากมาย

การออกมาดิ้นรนตีรวนของแกนนำพรรคบางคนควรหยุดได้แล้ว

ขืนมากไปกว่านี้ จากพรรคที่น่าเห็นอกเห็นใจ

อาจจะกลายเป็นพรรคที่น่ารำคาญไป

กกต.รับรองส.ส.วันนี้ “สดศรี”เจ้าเก่าขู่ออกยกทีม

สมชัยประกาศสู้ต่อ ยังไม่ถอดใจลาออกจนกว่าจะทำงานให้ลุล่วง ระบุงานต้องมาก่อน ขณะที่กลุ่ม นปช. ชุมนุมให้กำลังใจ พร้อมจี้ กกต.ทำงานด้วยความเป็นกลาง อย่าเลือกปฏิบัติหรือจ้องเล่นงานเฉพาะบางพรรคการเมือง ขณะเดียวกันเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. ชุดแรกวันนี้ คาดรับรองได้กว่า 100 คน สดศรีเอาอีก ระบุกดดัน กกต.มาก หากลาอกหมดจะไม่มีการรับรองส.ส.


การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 2 มกราคม ผ่านมา ยังคงดำเนินไปอย่างตอเนื่องท่ามกลางกระแสความขัดแย้งภายใน จากกรณีของนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบวนสอบสวนและวินิจฉัย ที่มีข่าวลาออกและขอกลับไปทำหน้าที่เดิมที่ศาลยุติธรรม รวมถึงความต่อเนื่องกรณีแจกใบแดงให้กับว่าที่ ส.ส. 3 คน ใน จ.บุรีรัมย์


โดยล่าสุดมีประเด็นแฉออกมาอีกว่า มีความพยายนามกดดันให้ระงับการประกาศรับรอง ส.ส.บุรีรัมย์ทั้ง 4 เขต แต่ กกต.ก็ยังคงยืนกรานว่าได้ทำหน้าที่เป็นกลางแล้ว ขณะที่ พิจารณาแล้วใบเหลือง-ใบแดง 13 เรื่อง รอดหมด และพร้อมเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. ชุดแรกภายในวันที่ 3 ม.ค.ไม่ต่ำกว่า 100-200 คน


ทั้งนี้ นายสมชัย จึงประเสริฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการลาออก ว่า หลังจากได้รับกำลังใจจากหลายฝ่าย ทำให้มีกำลังใจปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ กกต.ให้สำเร็จ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้จัดการเลือกตั้งให้ยุติธรรม และลุล่วง ซึ่งตนก็รับใส่เกล้าและที่ผ่านมาก็จัดการเลือกตั้งได้ดีและควรทำให้สำเร็จ


ส่วนที่หลายฝ่ายจับตามองงานด้านสืบสวนสอบสวนรวมถึงมองว่าการสืบสวนไม่เป็นกลาง นายสมชัย กล่าวว่า การจับตามองจากหลายฝ่ายเป็นเรื่องดี ซึ่งหากไม่มีใครสนใจกลับจะเป็นเรื่องแปลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสอบสวนเป็นกลาง อย่าเอาความคิดเก่าๆ มาตัดสิน คือต้องเข้าใจว่า หน้าที่ด้านสืบสวนของ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนจริงๆ แต่มีหน้าที่อ่านสำนวนและนำเสนอสำนวนให้ กกต.ทราบ ส่วนพนักงานสืบสวนในพื้นที่ กกต.ใช้ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และแต่งตั้งถึง 1,200 คน ซึ่งได้เสียงบประมาณอบรมไปเป็นจำนวนมาก


ปีใหม่ ก็อยากเห็นการพูดจาไพเราะ ภาษาดอกไม้ แต่ดอกไม้กับงานไปด้วยกันไม่ได้ ซึ่งงานต้องมาก่อน แล้วดอกไม้ค่อยตามมานายสมชัย กล่าว


ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง กล่าวเชื่อมั่นว่า นายสมชัย จะไม่ละทิ้งหน้าที่ในภาวะวิกฤติตอนนี้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานและยืนยันไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน กกต.


ส่วนกรณีการแจกใบแดงให้กับ ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ 3 คน ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะกกต.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนที่ จ.บุรีรัมย์ แจ้งข้อกล่าวหาและรับการชี้แจง ซึ่งทั้ง 3 คน ก็ได้รับทราบและก็มีหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงไม่ให้ทั้ง 3 คน เข้าชี้แจงต่อกกต.กลางเช่นเดียวกับกรณีของเขตเลือกตั้งอื่นๆ ทั้งที่เป็นกรณีเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายประพันธ์กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนต่างๆ ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดเป็นคนชี้ข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีเวลาแล้ว และกรณีต่างๆ ที่มาชี้แจงต่อกกต.กลางขณะนี้เป็นคำสั่งที่กกต.นัดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งหากผู้สมัครคนใด ต้องการที่จะเข้าชี้แจงต่อกกต.กลาง ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ โดยกกต.ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป


ที่มีข่าวว่า กกต.จะแยก 50-60 ใบแดง ไม่รู้เอาข่าวมาจากไหน เพราะกกต.ทำตามพยานหลักฐานที่มีและเป็นกลาง และจะเอาที่ไหนไปให้ขณะนั้นนายประพันธ์กล่าว


ขณะที่ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ตนเพิ่งได้รับรายงานจากประธาน กกต.บุรีรัมย์ และกำลังตรวจสอบ พร้อมทั้งจะสำเนารายงานให้กกต.ทุกคนได้ดู โดยเรื่องนี้เป็นเหตุที่ต้องมาพิจารณาว่า เกิดจากอะไร ซึ่งหากประชาชนไม่เข้าใจถึงกระบวนการต้องรีบชี้แจงให้เข้าใจ เพื่อลดแรงกดดันให้เบาลง


เราก็ระวังเรื่องความเป็นกลาง และไม่มุ่งที่จะทำร้ายหนึ่งพรรคการเมืองใด การพิจารณาต้องทำตามพยานหลักฐาน อีกทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยังต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการตรวจสอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาด้วย


อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ที่ด้านหน้าอาคารศรีจุลพทรัย์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ชุมนุมประมาณ 50 กว่าคน นำโดย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินทางมาชุมนุมสนับสนุน การทำงานของนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. โดยไม่ต้องการให้ลาออกจาก กกต. และขอให้ กกต.ทำงานด้วยความเป็นกลางด้วย


นายสุรชัย ได้กล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง เสนอ 4 ข้อเรียกร้องต่อ กกต. ประกอบด้วย 1.ให้ กกต.ดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และหากมีการแทรกแซงก็ให้ กกต.ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ 2. การแจกใบเหลือง ใบแดง ต้องให้โอกาสผู้ถูกร้องเรียนชี้แจง และต้องไม่เลือกปฏิบัติ


3. ขอคัดค้านการพูดของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ระบุว่าหาก กกต.ถูกกดดันมากจะลาออก และส่งผลให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ การพูดเช่นนี้ถือเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และ 4. ขอเรียกร้องให้ คมช. และอำนาจนอกระบบทุกกลุ่มทุกคนยุติการแทรกแซงทางการเมือง


นายสุรชัย ยังเปิดเผยภายหลังจาก กกต.ยกคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 ด้วยว่า ตนได้หารือกับทนายความแล้ว เบื้องต้นจะฟ้องร้องดำเนินคดีนายมาโนชญ์ วิชัยกุล อดีต ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช ในฐานะผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ 4 นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นกล่าวปราศรัยหาเสียงด้วยการโจมตีตนเอง โดยมีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่บนเวทีทั้งสองคนคือ นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล


สำหรับนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง เปิดเผยว่า การประชุม กกต.ในวันนี้ (2 ม.ค.) จะเป็นการพิจารณาประกาศรับรอง ส.ส.ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศรายชื่อในรอบแรกได้วันที่ 3 ม.ค.51 โดยจะเป็น ส.ส.ในระบบสัดส่วน เนื่องจากไม่มีปัญหาการร้องเรียนเข้ามาที่ กกต. คาดว่า รอบแรกจะประกาศออกมาก่อนประมาณ 100-200 คน


ในขณะที่การประกาศรับรอง ส.ส.แบบแบ่งเขตจะทยอยประกาศรับรองไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 22 ม.ค. และยังจะมีการพิจารณาสำนวนคำร้องต่างๆ ที่ยังทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสดศรี ได้ออกมากล่าวด้วยอารมณ์ว่า หาก กกต.ทั้ง 5 คนถูกโจมตีมาก แล้วทุกคนลาออกหมด จะส่งผลให้ไม่มีการประกาศรับรอง ส.ส. และทุกอย่างหยุดนิ่งหมด ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ อยากถามว่าต้องการเช่นนี้หรือไม่


ใครที่สงสัยการทำหน้าที่ของ กกต. 4 คน ไม่ถูกต้องควรยื่นเรื่องฟ้องศาลฎีกา เพื่อให้ศาลสั่งระงับการทำหน้าที่ของ กกต.ชั่วคราว ไม่ใช่มาด่า กกต. ผ่านสื่อ แล้วก็ไม่ทราบว่าายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปเอาข่าวมาจากไหนว่า กกต. จะแจกใบแดงพรรคพลังประชาชนถึง 60 ใบ เพราะเราต้องพิจารณาตามหลักฐานและระเบียบกฎเกณฑ์ เราไม่ใช่มีหน้าที่ออกหวยหรือเบอร์ตามที่ใครจะกะเกณฑ์ได้นางสดศรีกล่าว


นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เปิดเผยถึงกรณีเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง หรือพีเน็ตระะบุมีการซื้อเสียงที่ จ.มหาสารคาม และ กกต.จะแจกใบแดงได้ถึง 6 ใบนั้น พบว่า หลักฐานอ่อนสาวไปไม่ถึง และพยานไม่ให้ความร่วมมือจึงจำเป็นต้องยกคำร้องไป


สำหรับกรณีว่าที่ ส.ส.แจกซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กกต.ลงมติว่าเป็นความผิดนั้น ตามกฎหมายแล้ว กกต.ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องยุบพรรค ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด กกต. ทำได้แค่ชี้มูลว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่


เรื่องแจกซีดี เนื้อหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ถือเป็นคนนอกไม่เกี่ยวกับพรรคเลย แล้วเอามาแจกทำไม และยังมีราคาชัดเจน 99 บาท ทำผิดกฎหมายคือการให้ทรัพย์ หรือเพื่อจูงใจ แต่ถามว่าพรรครู้เรื่องหรือไม่ กรรมการบริหารพรรครู้หรือไม่ รวมถึงประเด็นนายยงยุทธ หากสอบแล้วไม่เกี่ยวก็รอดตัวไป แต่หากสอบแล้วเกี่ยวกับนายยงยุทธ หรือเกี่ยวถึงขั้นยุบพรรค กกต.ก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนายสุเมธ ระบุ


อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีการนำเรื่องการพิจารณาให้ใบเรื่อง-ใบแดง ตามที่มีการร้องเรียนมาจำนวน 13 เรื่อง เข้าสู่พิจารณา ซึ่งหลังการพิจารณาปรากฎว่า ทั้ง 13 เรื่อง ที่ประชุม กกต.ยกคำร้องไม่มีการแจกใบเหลือง-ใบแดงทั้งหมด


ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน และเป็นพี่ชายของนายรุ่งโรจน์ ว่าที่ ส.ส. ที่ถูกใบแดง ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทราบมาว่ากำลังมีความพยายามกดดันให้ กกต.กลางระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 4 เขตไว้ก่อน โดยมีการสร้างหลักฐานพยานเท็จของผู้สมัครบางพรรคเพื่อเอาผิดกับว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชน และมีตำรวจรู้เห็นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับคำขู่ที่พวกตนได้รับก่อนเลือกตั้ง และขณะนี้ได้ส่งหนังสือพร้อมหลักฐานการสร้างพยานเท็จใส่ร้ายให้ กกต.กลางแล้ว


อีกด้านหนึ่ง ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่าที่ ร.ต.ทวี ชุนเกาะ รักษาการ ผอ.กต.บุรีรัมย์ หลังจากได้รับรายงานว่า พยาน 2 รายใน อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ที่นำเงินซื้อเสียงของหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งมามอบให้ กกต.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าจะผิดกฎหมาย ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. พยาน 2 รายดังกล่าวได้ถูกชายฉกรรจ์อุ้มหายตัวไป ซึ่งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.พลับพลาไชยในคืนวันเดียวกัน แต่ล่าสุดเหตุการณ์ผ่านไป 8 วันไม่มีความคืบหน้าและตำรวจยังตามตัวพยานทั้ง 2 รายนี้ไม่พบ โดยว่าที่ ร.ต.ทวี ได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนเรียกตัวพยานที่เหลือมาสอบข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกับสั่งการให้นายสมคิด สินไธสง ชุดเฉพาะกิจสืบสวนหาข่าวประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามตัวพยานทั้ง 2 รายที่ถูกอุ้มหายตัวไปกลับมาให้การกับ กกต.บุรีรัมย์ ด้วย


นอกจากนั้น ในวันเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฏ.กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)โดยกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม 2551 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้จัดการเลือกตั้ง ส.ว.จำนวน 76 คน


ขณะที่วันที่ 21 ก.พ. 2551 เป็นวันที่คณะกรรมการสรรหา ส.ว. สรรหาบุคคลจาก 5 องค์กร มาเป็น ส.ว.แบบสรรหาจำนวน 74 คน โดยรวม ส.ว.สองระบบแล้วจะเป็น ส.ว. 150 คน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดย ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะมีวาระอยู่ในตำแหน่ง 6 ปี ส่วนส.ว.จากการสรรหาจะอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี


ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันเดียวกันนี้ บรรดาพรรคการเมืองต่างยุติบทบาทเป็นการชั่วคราว เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


ในส่วนของพรรคพลังประชาชนที่กำหนดให้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และนัดแถลงข่าวก็ได้งดการแถลง รวมทั้งยังงดการเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) เพื่อขอให้มีการเปลี่ยนรายงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบใบเหลือง ใบแดงด้วย


ส่วนกำหนดการเดิมที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน จะมีการแถลงร่วมกันถึงท่าทีการร่วมรัฐบาลนั้น


พรรคชาติไทยได้ยกเลิกการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และงดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงการประชุมร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินในช่วงเย็น ที่บ้านนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินด้วย แต่อาจจะเป็นการหารือกันภายในพรรค ส่วนจะแถลงข่าวเมื่อใดนั้นต้องรอดูวันที่เหมาะสม


อย่างไรก็ดี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยืนยันอีกคร้งว่าพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินมีเจตนารมย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ได้ยกเลิกการประชุมในช่วงเย็น ก็ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการแถลงคำไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แทน


ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุว่าจะงดการเคลื่อนไหวทา


งการเมืองตลอดทั้งสัปดาห์


ด้านนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข่าวที่ระบุมือที่มองไม่เห็นเข้ามาทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตนบอกเพียงว่าการจัดตั้งรัฐบาล มีทั้งปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจน คือที่นั่ง หรือจำนวน ส.ส.และปัจจัยที่อาจจะเห็นไม่ได้ชัดเจนซึ่งอาจมีหลายปัจจัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน


ซึ่งมือที่มองเห็นในความหมายของตัวเองเป็นรูปธรรม คือเรื่องเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนมือที่มองไม่เห็นที่เป็นนามธรรม อาจจะหมายถึงพระหัตถ์ของพระสยามเทวาธิราชเจ้า ที่จะคุ้มครองประเทศไทยให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง

ไกวัลยธรรม [4 ม.ค. 51 - 18:53]

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่พวกเราก็ดูๆจะรู้จัก อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มี ตัวตน เรียกรวมๆว่า สามัญลักษณะ ครับ

ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านนำมาสอนใหม่ พลิกแพลงให้น่าสนใจขึ้นว่า เป็นกฎตายตัวที่จะบังคับให้สังขารทั้งหลาย ไม่มีอะไรเป็นของหยุดคงที่ แม้แต่ขณะจิตเดียว

ข้อสังเกตง่ายๆ มันจะตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วมันก็จะเปลี่ยนไป เร็วมาก เร็วเหมือนกับฟ้าแลบ

เพราะเป็นความไม่เที่ยงทางจิต

จิตนี้ อาศัยวัตถุปรุงจากข้างนอก รูป เสียง กลิ่น รส เกิดเป็น ความรู้สึกนึกคิด เป็นจิตใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ไหลเร็วรุนแรง ยิ่งกว่า น้ำไหลในลำคลอง

ความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู เป็นกระแสความไม่เที่ยง เป็นกระแสของความโง่ ที่ไหลไปเท่านั้น

จึงเห็นความเป็นอนัตตา ไม่มีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

ท่านอาจารย์ย้ำว่า การมองเห็น อนัตตา ความไม่มีตัวตนได้ เพราะเห็น อนิจจัง ความไม่เที่ยง เห็น ทุกขัง ความทุกข์

สิ่งที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะไปด้วยกันเสมอ พระ พุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในฐานะที่มันตั้งอยู่ตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับการเกิดหรือการไม่เกิด

“ตถาคตจะเกิด หรือตถาคตจะไม่เกิด ธาตุนั้นมีอยู่แล้ว”

มองต่อไปข้างหน้า กฎนี้ จะไปจบลงที่ไหน เมื่อไหร่...คำตอบ คือ ไม่มีทางจะจบได้

ท่านอาจารย์ใช้คำว่า นี่คือความเป็นไกวัลย์ มองข้างหน้าก็ไม่จบ มองย้อนหลังก็ไม่จบ มองรอบด้านก็ไม่จบ ข้างบนก็ไม่จบ ข้างล่างก็ไม่จบ

ไม่มีที่จบ เป็นไกวัลย์ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหมือนกันหมด

การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่แหละ คือเห็นพระเจ้า ในความหมายหนึ่ง ก็จะเกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลก ซึ่งง่ายซึ่งสะดวก ที่จะเข้าถึงนิพพาน

“นิพพานเป็นพระเจ้าในความหมายหนึ่ง” ท่านพุทธทาสว่า

พระเจ้ามีหลายความหมาย พระเจ้าอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ เมื่อเราได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว

ไม่มีความทุกข์เลย

นี่คือส่วนเล็กๆ ของหนังสือธรรมะที่อาจารย์พุทธทาส เรียกว่า...ไกวัลยธรรม ซึ่งท่านบรรยายไว้ครั้งแรก ที่ลานหินโค้ง เมื่อ 7 เม.ย. พ.ศ.2516

29 ธ.ค. 2535 ท่านเรียกพระมาให้จด “อรรถาธิบาย” คำต่อคำ ทำได้ 2 วัน รวมเวลา 6 ชั่วโมง ก็หยุดไปเลย เพราะร่างกายไม่อำนวย

จากนั้นไม่นาน...ท่านก็ละสังขาร

พระผู้รู้จากสำนักสวนโมกข์บอกว่า ในจำนวนหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ 72 เล่ม เล่ม ไกวัลยธรรม เป็นหนังสือที่ท่านอาจารย์รัก และให้ความสำคัญมากที่สุด

ท่านมุ่งหมาย ช่วยให้ลูกๆได้สนองพระคุณแม่ ท่านจึงเลือกมาพิมพ์แจกในงานศพโยมแม่

เมื่อใดที่วิปโยคโศกเศร้า อันเกิดจากความสูญเสียของรัก ปูชนียบุคคลอันเป็นที่รัก มีก็แต่ธรรมะที่จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ทุเลา

ทำใจให้ได้ว่า...ความตายบอกความจริง ความพลัดพรากคือของแน่นอน ยึดมั่นเพียงใดก็แตกดับ หวงห่วงเพียงใดก็สิ้นสูญ คุณงามความดีเท่านั้น จีรังยั่งยืน.

"กิเลน ประลองเชิง"

คอลัมน์ ชักธงรบ

เวลาที่สูญเปล่า [4 ม.ค. 51 - 18:38]

ต้อง “ยอมรับความจริง” เกี่ยวกับ “ปัญหายานรก” เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

หลังจากเครือข่ายเอเย่นต์ค้ายานรกกลับมาระบาดหนักยิ่งกว่าเก่า และเพิ่มความเหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้แต่น้อย

หากยังจำกันได้ ด.ต.มาโนช ศรีละคร กับ ส.ต.ท.ไสว อาจหนอง หว้า คู่นักสืบมือดีมากประสบการณ์ของ กก.สส.บก.น.1 ต้อง “พลีชีพสังเวยชีวิต” หลังเข้าจับกุมแก๊งยาไอซ์ของ “เสธ.น็อต” พ.ต.ชานนท์ ชิณวงษ์ มี ร.ต.ท.สาริษฐ์ อักษร รองสารวัตรหนุ่มนักสืบบาดเจ็บสาหัส

แก๊งค้ายานรกย่านบางเขนก่อเหตุยิง จ.ส.ต.สุริยันต์ พุทธขันธ์ และ จ.ส.ต.วิมล เวชกุล 2 ตำรวจสายตรวจดีเด่นของ สน.บางเขน “เสียชีวิต” คาเครื่องแบบ ขณะที่ ด.ต.พิเชษฐ์ พลเกตุ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ บก.น.9 ช่วยราชการ ปส.บก.น.9 “เสียชีวิต” ขณะตามจับกุมเอเย่นต์ยาบ้าย่านฝั่งธนฯ

ล่าสุดเมื่อสิ้นปี พ.ต.ท.จรูญ บุญมี สว.สป.สน.ร่มเกล้า พาลูกน้องจะไปจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับยาเสพติดที่ ชุมชนเคหะร่มเกล้า โซน 7 กลับถูก นายพิรุณ หรือหรั่ง พันธุมะเกียรติ ผู้ต้องหาและ นายนคร พันธุมะเกียรติ น้องชายชักปืนยิงใส่บาดเจ็บปางตาย

แม้เหตุการณ์ครั้งนั้น คู่พี่น้องยานรกจะถูกวิสามัญฆาตกรรม แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการยานรกจะสิ้นซากไปด้วย เพราะมันยังคงแพร่ระบาดสู่เด็กและเยาวชนตามชุมชน ตรอกซอกซอย ลามสู่รั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย กระจายเข้าสู่สถานบันเทิงหนักข้อเพิ่มมากขึ้น

ชุมชนเคหะร่มเกล้า ย้ายถิ่นฐานมาจากชุมชนคลองเตยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่นำธุรกิจค้ายานรกติดตามมาด้วย

โดยเฉพาะ นายชนะ หรือตุ๊ พันธุมะเกียรติ พ่อค้ายาบ้าลูกสมุน นายสุภาพ สีแดง หรือ “ภาพ 70 ไร่” ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในโซน 7 พัวพันอยู่เบื้องหลังยิง ถล่มโหด 5 ศพ พ่อค้ายาเสพติดในชุมชนแห่งนี้เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่ 2538 ก่อนที่ตัวเองจะ “สิ้นชื่อ” ถูกฆ่าตัดตอนสมัยยุค รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามยานรกในอีก 8 ปีต่อมา

ปรากฏว่า นายพิรุณ หรือหรั่ง พันธุมะเกียรติ กระโดดขึ้นเป็น “ขาใหญ่” ค้ายานรกแทนพ่อ สร้างอิทธิพลและเครือข่ายจนชาวชุมชนพากันหวาดผวาไม่กล้ายุ่ง

ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเข้าปราบปรามไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีมวลชนคอยเป็นกำแพงขวาง ไม่ต่างจากชุมชนคลองเตยในยุคก่อน

คงต้องฝาก “รัฐบาลใหม่” วางนโยบายแก้ปัญหายานรกเสียใหม่

เพราะเวลาปีเศษๆ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะ “สูญเปล่า”

เสียทั้งชีวิตผู้บริสุทธิ์ เสียเจ้าหน้าที่ฝีมือดี ไปไม่รู้เท่าไหร่.

สหบาท

คอลัมน์ ส่องตำรวจ

พปช.-ชท.ยังเงียบสงบ งดกิจกรรมการเมือง [4 ม.ค. 51 - 04:42]

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. บรรยากาศภายในพรรคพลังประชาชนว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงบรรดาแกนนำและสมาชิกพรรคบางส่วนเดินทางเข้ามาประชุมประปราย โดยทุกคนล้วนแต่งกายด้วยสูทสีดำ และงดการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งนี้ ในช่วงเช้ามีนักธุรกิจตลอดจนประชาชนได้นำกระเช้าดอกไม้มาอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ให้พรรค มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนรับมอบ


เบรกรับรองผลว่าที่ ส.ส.ราชบุรี ปชป.

ต่อมาเวลา 11.30 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน แถลงว่า ขอเรียกร้องให้ กกต. ระงับการรับรองผลเลือกตั้งของนายปรีชญา ขำเจริญ ว่าที่ ส.ส. เขต 1 ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนเข้ามาเป็นลำดับที่ 3 ด้วยคะแนน 92,169 เพราะตรวจสอบพบความผิดปกติในการส่งผลคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก ของ น.ส.ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 1 พรรคพลังประชาชน ที่มีหลักฐานชัดเจนปรากฏบนกระดานนับคะแนนว่าได้ 83 คะแนน แต่พอส่งคะแนนประจำหน่วยไปยังจังหวัด กลับมีเลข 3 เพียงตัวเดียว หายไป 80 คะแนน เป็นผลให้ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนที่ได้ 92,123 คะแนน ตกลงไปอยู่ลำดับที่ 4 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อได้ตรวจสอบไปยังนายสุนทร พูลศิริวิทย์ ผอ.เลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ก็ได้รับหนังสือตอบกลับยืนยันว่า น.ส.ชะวรลัทธิ์ได้คะแนนในหน่วยดังกล่าว 83 คะแนน เบื้องตัน น.ส.ชะวรลัทธิ์ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.จังหวัดแล้ว จากนั้นจึงไปยื่นต่อ กกต.กลาง เราไม่ทราบสาเหตุของความผิดพลาดดังกล่าว เพียงแต่ขอความเป็นธรรมให้กับผู้สมัคร ส่วนความผิดปกติในเรื่องอื่น ก็จะตรวจสอบและร้องเรียนต่อ กกต.ต่อไป

จี้ กกต.-สตช.เปลี่ยนตัว “ชัยยะ”

นายสมพงษ์กล่าวว่า สำหรับการยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อขอให้เปลี่ยนตัว พล.ต.ต.ชัยยะ สิริอำพันธ์ รองผบช.ส. ประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนของ กกต.นั้น ทางพรรคได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. และจะเดินทางไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อีกทางหนึ่งด้วย เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า กกต.หรือ สตช.จะเป็นผู้พิจารณาในการเปลี่ยนตัวดังกล่าว สาเหตุที่ต้องการให้เปลี่ยนตัวเนื่องจาก พล.ต.ต. ชัยยะทำงานร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มของเรามาโดยตลอด แต่เราไม่ได้มองว่า พล.ต.ต.ชัยยะมีความเกี่ยวข้องกับกรณีการแจกใบแดง แก่ว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ แต่อย่างใด เป็นคนละเรื่องกัน

ดิ้นสู้ร้องกฤษฎีกาถอนมติ กกต.

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชนทั้ง 3 คน ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พร้อมให้ชำระค่าเสียหายในการเลือกตั้ง รวมทั้งดำเนินคดีอาญา ได้ไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมและคัดค้านการถูกเพิกถอนสิทธิ์ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เพราะเห็นว่าคำสั่งของ กกต.ไม่เที่ยงธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้ง 3 คนต้องได้รับโทษทั้งที่ ยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กกต.กลาง ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องให้ถ้อยคำต่อ กกต. เท่านั้น ฉะนั้น การให้ถ้อยคำเฉพาะแค่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนจังหวัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังได้ร้องเรียน ถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ทำโดยไม่เที่ยงธรรม เนื่องจาก กกต.บุรีรัมย์มีพฤติการณ์หลายอย่างปรากฏตามสื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมีอคติ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน จึงขอเพียงโอกาสไปชี้แจงต่อหน้า กกต.ตามกฎหมายเท่านั้น

ข้องใจ กกต.พิจารณาคดี ปชป.ล่าช้า

ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขอตั้งคำถามถึง กกต.ว่ามีขั้นตอนและกระบวนพิจารณาพิจารณาคำร้องเรียนของผู้สมัครแต่ละพรรคอย่างไร เหตุใดจึงแตกต่างกัน เพราะหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้เวลามาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชนกลับพิจารณาอย่างรวดเร็ว สำหรับกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาด เปรียบสถานการณ์ตอนนี้ก็เหมือนกับเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวที่แต่งงานกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่นายสุเทพกลับมาบอกว่าอย่าเพิ่งเข้าหอ นายสุเทพคงต้องไปพบจิตแพทย์บ้าง ส่วนตัวรู้สึกเขินแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เป็นความสง่างามของพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันมายาวนาน วันนี้ ต่อให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ก็ไม่มีความสง่างาม เพราะไม่เคยตอบคำถามเรื่องการหนีทหารได้เลย

ชท.งดเคลื่อนไหวการเมืองต่ออีก 2 วัน

ด้านพรรคชาติไทยนั้น วันเดียวกัน นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงข่าวว่า พรรคชาติไทยของดกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่องไปอีก 2 วัน คือวันที่ 3-4 ม.ค. พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคชาติไทยได้ไปร่วมลงนามถวายสักการะ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยในกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรม มหาราชวัง ส่วนต่างจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัด หรือในสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้ให้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่ทางพรรคจะไม่มีความเห็นเหมือนเดิม หลังจาก 2 วันนี้แล้ว ทางพรรคจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเริ่มกิจกรรมทางการเมืองอีกเมื่อใด เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.อาจไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็น ส.ส.แบบสัดส่วน นายนิกรได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

รช.มุ่งสอยเก้าอี้โคราช 3 ที่นั่งก่อน

วันเดียวกัน ที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าในการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อแจ้งมติเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนว่า คาดว่าจะเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หลังวันที่ 13 ม.ค. เพราะขณะนี้ทางพรรคกำลังให้ความสำคัญกับการเตรียมการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครราชสีมา เขต 3 หากมีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงผลการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน รวมถึงจะแจ้งให้ทราบถึงเรื่องโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่พรรคจะได้รับ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชนจะว่าอย่างไร เพราะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน บอกว่าจะให้ความสำคัญกับพรรคเล็กที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก แต่ขณะนี้ นายสมัครก็ยังไม่บอกว่าจะให้ตำแหน่งอะไรบ้าง

ยอมรับสภาพไม่ต่อรองเก้าอี้ รมต.

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาจะได้โควตาเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี กับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง นายประดิษฐ์ตอบว่า เป็นแค่การคาดคะเนกันไป เพราะยังไม่มีการตกลงอะไรกัน แต่ ณ วันนี้ให้อะไรมาเราก็ต้องรับ เพราะเราเป็นพรรคเล็กมีแค่ 9 ที่นั่ง คงไปต่อรองอะไรลำบาก แต่ก็ต้องดูว่าสิ่งที่ให้มาเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งพรรคพลังประชาชนต้องอธิบายได้ว่าให้ด้วยเหตุผลอะไร ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่มีการวางตัวผู้มาเป็นรัฐมนตรี โดยหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสม มีเหตุผล และสามารถอธิบายต่อสังคมได้ ไม่ได้ดูจากโควตาว่ากลุ่มใดนำ ส.ส.เข้ามาได้มากเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาจากหลายเหตุผลประกอบกัน

ศาลฎีการับฟ้องคดี พปช.เป็นนอมินี [4 ม.ค. 51 - 04:41]

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 3 ม.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลโดยนายชาลี ทัพภวิมล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนมีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะ พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคพลังประชาชน เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัย 4 ข้อ 1. พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ซึ่งไม่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคพลังประชาชนทั้งแบบสัดส่วนและแบบเขต โดยให้ศาลมีคำสั่งว่า การส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนทั้งแบบสัดส่วนและแบบเขต เป็นโมฆะหรือไม่ เป็นผลทางกฎหมาย 2. นายสมัครที่เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิ์ลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ 3. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค. ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า ตลอดจนการเอาบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปรวมนับคะแนนเสียง โดยให้เพิกถอนการนับคะแนนเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และ 4. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การแจกซีดีให้กับประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม และห้ามไม่ให้ กกต.ประกาศรับรองผลทั่วประเทศ หรือเพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน

โดยศาลมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีดำหมายเลขที่ ลต.1/2551 นัดพิจารณาคดีในวันที่ 15 ม.ค. เวลา 10.00 น. โดยให้ส่งหมายแจ้งวันนัดพิจารณาคดีพร้อมสำเนาคำร้องให้ กกต. พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค นายสนอง เทพอักษรณรงค์ และนายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้สมัครพรรคทราบ หากผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้าน ให้ดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับสำเนาคำฟ้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ทั้งนี้ การส่งหมายแจ้งวันนัดพิจารณาพร้อมสำเนาคำร้องหากไม่มีผู้รับโดยชอบ ให้ปิดหมายไว้ในที่ที่แล เห็นได้ง่าย ณ สำนักงาน กกต. และบุคคล

ไม่รับฟ้องคดีขอไต่สวนฉุกเฉิน

ส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวโดยศาลฎีกานัดพิจารณาไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อมีคำสั่งระงับการจัดการเลือกตั้ง ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งและระงับการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ของ กกต.นั้น ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ม.235 วรรค 1 บัญญัติให้ กกต.เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2550 กกต.ก็ดำเนินการจัดการเลือกตั้งเรื่อยมา การที่ผู้ร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งระงับการจัดการเลือกตั้ง ระงับการรับรองผลเลือกตั้ง และระงับการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ไว้ชั่วคราว เป็นการระงับกระบวนการเพื่อให้ได้บุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในการใช้อำนาจปกครองประเทศ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร ย่อมจะกระทบกระเทือนต่อประโยชน์ของสาธารณชนเป็นอย่างยิ่ง กรณีนี้จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่ศาลจะไต่สวนและคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว

นัดพิจารณาคดีร้องเลือกตั้งโมฆะ 16 ม.ค.

วันเดียวกันนี้ ศาลฎีกายังได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์ ประธานเครือข่ายประชาชนภาคอีสานพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ยื่นฟ้อง กกต. เรื่องขอให้ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค. เป็นโมฆะ ไว้เป็นคดีดำหมายเลขที่ ลต.2/2551 และนัดพิจารณาวันที่ 16 ม.ค. เวลา 10.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายสราวุท ทองเพ็ญ โฆษกพรรคความหวังใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 3 ลำดับ 3 ยื่นฟ้อง กกต. เรื่องขอให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค. เป็นโมฆะเนื่องจากไม่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้ง เป็นคดีดำหมายเลขที่ ลต. 44/2550 และนัดพิจารณาคดีวันที่ 11 ม.ค. เวลา 10.00 น.

ศาลฎีกาเรียก พปช.แจงข้อหานอมินี

ต่อมาเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาได้นำหมายนัดจำนวน 4 ชุด มาติดประกาศภายในที่ทำการพรรคพลังประชาชน เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 ขอให้ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ได้รับทราบ โดยเปิดโอกาสให้ส่งคำคัดค้านต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ วันที่ได้รับสำนวน นายยืนหยัด ใจสมุทร คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคพลังประชาชน เกรงว่าการนำหมายดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในส่วนของนายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล และนายสนอง เทพอักษรณรงค์ ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ฝ่ายกฎหมายจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนของนายสมัครและพรรคพลังประชาชน จะไม่แจ้งต่อผู้สมัคร 2 คนดังกล่าว เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่ต้องดำเนินการ หลังจากนี้พรรคจะตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามพรรคไม่รู้สึกกังวลต่อกรณีที่ศาลรับฟ้องดังกล่าว โดยเฉพาะคำว่านอมินีเป็นคำจำกัดความที่มีความหมายกว้างมาก และการกล่าวอ้างนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย

ออกอาการเครื่องรวน

วิเคราะห์การเมือง

ได้เฮก่อนเพื่อน สำหรับผู้โชคดีได้รับของขวัญปีใหม่ มีชื่ออยู่ในโผของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทยอยรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ลอตแรก 397 คน
ร่อนตะแกรงตาห่างๆไปก่อน
ส่วนอีก 83 คนต้องไปรอลุ้นรอบ 2 ประมาณกลางเดือนมกราคมนี้ว่า ใครจะเป็นผู้โชคร้ายประจำปี พ.ศ.2551 ถูกสกัดอยู่ในบัญชี 24 คนสุดท้าย
ภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ล็อกตัวเลขไว้อย่างต่ำที่ 456 ที่นั่ง หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายกรัฐมนตรี
แน่นอนด้วยตัวเลขที่ล็อกไว้ ภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญบังคับ และระยะเวลาที่จำกัด คงเป็นอะไรที่บอกได้เลยว่า "ฝันไป" กับคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาจุดพลุใบแดง 76 ใบ
ไม่เลิกคิดเข้าข้างตัวเอง
ลุ้นแย่งจัดรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน ไม่ลดละความพยายามทั้งผลักทั้งดันก้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้โอกาสจะเหลืออยู่ริบหรี่เต็มที "เทพเทือก" ทำทุกอย่างเพื่อรักษาความหวังจนหยดสุดท้าย
แต่ทั้งหลายทั้งปวง แรงเสียดทานเลยไปตกอยู่ที่ 5 เสือ กกต. ในฐานะผู้ที่มีอำนาจทำให้ตัวเลขเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พลิกสมการทางการเมืองได้
ก็อย่างที่เห็นๆกัน สัญญาณอาการเครื่องรวนในหมู่ 5 เสือ กกต.
เริ่มจากที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาเปิดฉากโวยพวกเดียวกัน อัด กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนทำงานอืดเป็นเรือเกลือ ชงสำนวนเชือดล่าช้าไม่ทันอกทันใจ
ก่อนที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน จะออกมาแก้ลำ สวนกลับนิ่มๆ กกต.จะใช้ความสะใจ ปล่อยให้กระแสมากดดันการทำงานไม่ได้
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ต้องทำงานให้รอบคอบ
ต่างฝ่ายต่างโซ้ยกันออกอากาศ
ต่อเนื่องมาถึงปรากฏการณ์หักดิบ กับมติ กกต.แจกใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ยกทีมทั้ง 3 คน ด้วยมติ 4 ต่อ 0 จาก กกต. 5 คน
โดยเสียงที่หายไปก็คือนายสมชัย คนที่คุมงานฝ่ายสืบสวนสอบสวน ชงสำนวนเชือด
แดงไม่เต็มใบ
น้ำหนักลดลงอื้อเลย
ท่ามกลางกระแส "มือที่มองไม่เห็น" ที่ "ป๋าหมัก" นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ออกมาโวยวาย แฉเบื้องหลังมีความพยายามจากคนที่จิตใจสกปรก ในการบีบ กกต.ให้ชักใบแดง เพื่อเสียบสกัดพรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาล
และเหมือนจะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดลอยๆของนายสมัคร เมื่อนายสมชัยออกอาการร่ำๆจะถอดใจ อยากไขก๊อกกลับไปเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิม
ราวกับจะหนี "ใบสั่ง"
ทนแรงบีบไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ก็เปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย นายสมชัยตัด สินใจอึดอยู่ต่อ
พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ กกต.นำเอกสารการสรรหาฝ่ายสืบสวนสอบสวน รวมถึงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนทั้ง 1,200 คน มาแจกจ่ายสื่อมวลชน
เพื่อยืนยันความเป็นกลาง
ไม่ฝักใฝ่การเมือง
กลบอาการเครื่องรวนได้ชั่วครู่ชั่วยาม
แต่สุดท้ายแล้ว ก็อย่างที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. แพลมไต๋ล่วงหน้า หลังการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในต้นเดือนมีนาคมอาจจะมีรายการเกลี่ยงานรับผิดชอบกันใหม่ในหมู่ 5 เสือ กกต.
สรุปว่าต้องยกเครื่องนั่นแหละ.


/////////////////

ทีมข่าวการเมือง

Thursday, January 3, 2008

สำนักเลขาฯ ให้ ส.ส.ยื่นหลักฐานรายงานตัว

สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดให้ ส.ส.ที่ผ่านการรับรองจาก กกต. จำนวน 397 คน ยื่นหลักฐานรายงานตัว ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ในเวลา 08.30-20.00 น.


นายพิฑูรย์ พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการยื่นหลักฐานของส.ส. ที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รับรองผลแล้ว จำนวน 397 จากจำนวนทั้งสิ้น 480 คน เพื่อยื่นหลักฐานแสดงตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยกล่าว่าสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะเปิดให้ส.ส.ทั้งหมด เข้ายื่นหลักฐานรายงานตัว ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2551เป็นต้นไปจนถึงวันที่เปิดสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เวลา 08.30-20.00 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยส.ส.ต้องแนบหลักฐานดังนี้ คือ 1.หนังสือที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รับรองการเป็นส.ส. 2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านสำเนาใบสมรส สำเนาวุฒิการศึกษา รูปถ่ายสี หรือ เขาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 6 รูป ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 12 รูปขนาด 3 นิ้ว จำนวน 12 รูป

คุณสมบัติท่านนายกฯ

ในที่สุดประเทศไทยก็จะได้ “นายกรัฐมนตรี”
คนที่ 25 ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เป็นนายกฯ คนที่
ยี่สิบห้า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ เมื่อ
24 มิถุนายน 2475.....
ย่อมต้องใช่...“สมัคร สุนทรเวช” หน.พลังประชาชน
ซึ่งอดีต คือ หน.พรรคประชากรไทย ผู้แหวกว่ายบนทะเล
การเมืองมาอย่างยาวนาน ผ่านเก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้ว
หลายกระทรวง
ผ่านพายุทะเลที่กระหน่ำด้วยคลื่นเหนือหินโสโครก
ซึ่งก็เป็นนักการเมืองรุ่นไล่เลี่ยกับ “ชวน หลีกภัย”
อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย
ซึ่งต้องไม่ปฏิเสธว่าเคยเป็นคู่แคนดิเดตกันมาก่อน
ทว่า นายชวนก็ทะยานถึงดวงดาวไปก่อนหน้าแล้วหลาย
ช่วงตัว
เป็นก่อนหน้าถึงสองยุคสองสมัย ขณะที่ “พล.ต.สนั่น
ขจรประศาสน์” ยังนั่งบนเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อห้าปีเศษที่ผ่าน
เพราะสามารถชิงธงมาได้จาก “พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ” หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น ซึ่งเป็นการชิง
เล่ห์เหลี่ยมไหวพริบ และ “ความได้เปรียบ” จากหมากกล
ที่เหนือกว่า
หลังจากที่ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ต้องประกาศลา
ออกจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เพราะวิกฤติที่ประดัง
รอบด้าน
อันเป็นผลมาจากการบริหารงานด้าน “เศรษฐกิจ”
ล้มเหลว
ล้มเหลวเช่นเดียวกับยุคที่ “พล.อ.เกรียงศักดิ์
ชมะนันทน์” นั่งบนบัลลังก์ทำเนียบตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะ
ก้าวถึงยุค “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ซึ่งถูกยกชูขึ้นเป็น
“นายกรัฐมนตรี” โดยกลุ่มคนการเมือง
เป็นนายกรัฐมนตรีที่ฝ่าคลื่นลมการเมือง และกระแส
กดดันจากกองทัพอย่างหนักหนาสากรรจ์ ไม่น้อยกว่าแรง
กระพือโหมจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็นั่งเก้าอี้อย่างคงกระพัน
นานถึง 8 ปีเศษ
“ผมพอแล้ว” เป็นคำตอบหนักแน่นจาก “พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์” เป็นความพอแล้วหลังจากที่พรรคการเมือง
หลายพรรคตบเท้าเข้าเชิญที่บ้านสี่เสาเทเวศร์
แต่สำหรับวินาทีนี้ยังไม่มีบทสรุปชัดเจนกับเก้าอี้นายก
รัฐมนตรี แต่ย่อมหนีไม่พ้นจาก “สมัคร สุนทรเวช” อย่าง
แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
แม้วันนี้จะยังมีข้อต่อรองของหลายพรรคฯ เพื่อช่วงชิง
เก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงที่ได้เปรียบ เป็นการวิ่งชิงธง
เพื่อต่อรอง “ผลประโยชน์” ในกระทรวงที่เปรียบได้ดั่ง
“อ่างทองคำ”
ใช่....กระทรวงสำคัญๆ ผู้ที่ได้เป็นย่อมต้อง
“ไม่อดอยากปากแห้ง” เช่นที่หัวหน้าพรรคและนักการเมือง
บางคนเคยโอดครวญ ขณะที่นั่งเป็น “ฝ่ายค้าน” ในรัฐสภา
แน่นอน...เหนือสิ่งอื่นใดของบุคคลที่เพียบพร้อม
“คุณสมบัติ” ในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” จะต้องหนักแน่น
ไม่ละโมบโลภหลงในอำนาจ-ผลประโยชน์ที่ไม่ควรมีควรได้
ต้อง “โปร่งใส” สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ต้องไม่แฝงเร้น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เช่นหลายรัฐบาล
ในอดีต ที่นำประเทศชาติและประชาชนเข้าสู่พงหนามและ
ความพินาศฉิบหาย
โดยเฉพาะความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ทำร้ายประเทศ
ชาติและบุคคลอื่น เพราะ “ผลประโยชน์” เดิน
สวนทาง....นี่คือบางส่วนใน “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะเป็น
“นายกรัฐมนตรี”

เหยี่ยว อหังการ์

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

มือที่มองเห็น

ถึงวันนี้..ผลของการเลือกตั้ง เมื่อ 23
ธันวาคม 2550 คงจะไม่ทำให้ใครสามารถ
เปลี่ยนแปลงได้..เพราะภายใต้การควบคุม
อย่างเคร่งครัด..กับคำประกาศ..เป็นวาระ
แห่งชาติ
ปีกว่าๆ ภายใต้..เล่ห์-กล-มนต์-คาถา
สารพัดวิธี..พรรคใหญ่อย่างพรรคไทยรักไทย..
ในชื่อพรรคใหม่พลังประชาชน ก็ยังได้รับ..
เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น..จากคนทั้ง
ประเทศ
“มือที่มองไม่เห็น”..สร้างพรรคการเมือง
ใหม่ขึ้นมา..เพื่อแยกและแย่ง “เสียงอีสาน”
ออกจากพลังประชาชน..แต่..ก็ได้รับความ
สำเร็จอย่างเบาบาง
พลังประชาชนสู้ศึกเลือกตั้งด้วยมือที่
กุมปลายมีด แต่ก็ยังสามารถชนะมือที่กุมด้าม
มีด..ชัยชนะครั้งนี้จึงไม่ใช่ชัยชนะของพรรค
พลังประชาชน แต่เป็นชัยชนะของประชาชน..
ประชาชนฝ่ายที่ชื่นชม และนิยมใน
ความเป็นประชาธิปไตย
ว่ากันว่า...
คะแนนที่พรรคพลังประชาชนได้มา
นั้นไม่ใช่คะแนนของพรรค..แต่เป็นคะแนน
เก่าของพรรคไทยรักไทย..และไม่ใช่คะแนน
ของ..สมัคร สุนทรเวช..หัวหน้าพรรค
แต่เป็นคะแนนของ ทักษิณ ชินวัตร
ส่วนหนึ่งอาจจะใช่ คะแนนของความ
นิยมในฐานะผู้นำนโยบายประชานิยม...แต่
ส่วนใหญ่..กลายเป็นคะแนนที่มาจากความ
สงสาร
ความสงสารของคนไทยจำนวนหนึ่ง
กับคนไทยครอบครัวหนึ่ง
กว่าปีในอำนาจที่ยิ่งใหญ่..ยังไม่มีความ
ชัดเจนใดๆ ในเกือบทุกรูปคดีที่นำไปกล่าวหา..
แถมบางคดียังกลายเป็นหลักฐานยืนยันถึง
การกลั่นแกล้ง เช่น..
ที่ดินถนนรัชดา..ที่ผู้ถูกกล่าวหาซื้อใน
ราคาที่แพงกว่าที่ดินแปลงอื่นๆ ที่ถูกขาย
ออกไป..และประชาชนไม่เชื่อว่า..การให้
เงินไปกับรัฐนั้น..คือ การคอร์รัปชั่น..
ว่ากันว่าถ้าไม่มีคะแนนสงสาร..พลัง
ประชาชนจะไม่ได้คะแนนอย่างท่วมท้นแบบ
นี้..บางคะแนนเป็นคะแนนที่กลับใจมาจาก
ความเกลียดชังในอดีตด้วยซ้ำไป..
ว่ากันว่า “ขยะการเมือง” ที่..ออกมา
ลอยหน้าลอยตาบนจอทีวี..ก่อนวันหย่อน
บัต ร . . ก ล า ย เ ป็น คุณ กับ พ ร ร ค พ ลัง
ประชาชน..
ให้ “มือที่มองเห็น” มือที่ประชาชน
เลือกเข้ามาทำหน้าที่ “ผู้แทนปวงชน” ใน
สภา..เขาทำหน้าที่เถิดท่าน...
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์