WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 4, 2008

‘หมอเลี้ยบ'ไม่กังวลกกต.ไม่รับรอง ส.ส.65 คน-ยันไม่มีผลตั้งรัฐบาล

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันไม่รู้สึกกังวลต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่รับรองผลว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จำนวน 65 คน เพราะไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ กกต.ยังไม่ได้รับรองนั้นจะต้องรับใบเหลือง ใบแดง แต่เป็นเรื่องของการร้องเรียนที่ กกต.ต้องพิจารณา ทั้งผู้สมัครของพรรคยังไม่มีโอกาสเข้าชี้แจง แต่ก็รู้สึกประหลาดใจว่าจำนวนผู้สมัครที่ได้รับใบแดง 60 คน ซึ่งมีการพูดถึงก่อนหน้านี้จะมีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนผู้สมัครของพรรคที่ไม่ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตามพรรคไม่มีข้อติดใจสงสัยอะไร และยังเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต. ที่จะหาข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากก่อนการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ให้กับผู้สมัครของพรรคซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้มั่นใจว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะพรรคที่ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนนั้นได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยยังและพรรคเพื่อแผ่นดินถึงแม้จะยุติความเคลื่อนไหวทางการเมืองชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่ก็จะมีการเดินหน้าพูดคุยในรายละเอียดต่อไป


จาก hi-thaksin

‘ยงยุทธ'ไม่หนักใจเข้าชี้แจง‘กกต.'8 มค.นี้

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ หลังจากรู้ข่าวว่า ทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่ประกาศผลรับรองเป็น สส. โดยตนจะเตรียมหลักฐาน เรื่องถูกร้องเรียน เข้าชี้แจง ต่อ กกต.ในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยระหว่างนี้ขอเวลารวบรวมเอกสารชี้แจงเพราะพึ่งเดินทางกลับจากอเมริกา อย่างไรก็ตามตนไม่หนักใจเพราะไม่ได้กระทำผิดสามารถชี้แจงได้
ทั้งนี้ วานนี้ กกต.ได้ประกาศรับรองผล สส. รอบแรก ทั้งสิ้น 397 คน ยังไม่รับรองอีก 83 คน โดยแบ่งเป็น สส.แบบสัดส่วน 4 คน เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และพรรคพลังประชาชน 3 คน โดย นายยงยุทธ เป็น 1 ใน 3 คนด้วย


จาก hi-thaksin

สุขแบบปชป.

คอลัมน์ ปิดไม่ลับ

แม้จะแพ้การเลือกตั้งชนิดไม่เห็นฝุ่น พรรคประชาธิปัตย์ กลับแสดงอาการดี๊ด๊า ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ด้วยการเป็น ฝ่ายค้าน


โดยเฉพาะ หัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เดินทักทายสวัสดีปีใหม่ ด้วยอารมณ์แจ่มใส ไม่มีวี่แววของความเศร้าหมองในจิตใจ ต่อมาก็คงจะเป็น เทพเทือก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ที่อารมณ์ดีๆ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบสดชื่น นั่งโยกเก้าอี้ไปหัวเราะไป

หรือจะเป็น เทพไท เสนพงศ์ โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนตำแหน่งเป็น เชลล์ชวนชิม ชั่วคราว พร้อมทั้งควักกระเป๋าซื้อหมูทอดโลละ 400 บาท มาเป็นของกำนัลเลี้ยงทุกคนในพรรค นอกจากนี้ ในวันปีใหม่ที่ผ่านมา ยังได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือให้กับสื่อมวลชนใจความว่า ในโอกาสวันดีขึ้นปีใหม่ ผมเทพไทกราบงามๆ ทั้ง 3 หน ให้ประชาธิปัตย์โชคดีกันทุกคน ผ่านพ้นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลเลย

และยังมีบรรดาว่าที่ ส.ส. (หน้าใหม่) ที่แวะเวียนหอบหิ้วขนมนมเนยมาฝากนักข่าวเป็นว่าเล่น

แต่ที่ฮาสุดคงหนีไม่พ้น ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ที่ออกอาการสุขล้นมากที่สุด เดินฮัมเพลงไปทั่วพรรค

และเมื่อเจอนักข่าวก็เข้ามาแวะทักทาย พร้อมทั้งร้องเพลง ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ของนักร้องสาวเสียงใส ตั๊กแตน ชลลดา โดยกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หมายถึง พรรคพลังประชาชนไม่ใช่แฟน เป็นรัฐบาลแทนไม่ได้ (หัวเราะ)

นี่คือความสุขของชาวประชาธิปัตย์ ที่แม้ว่าวันนี้จะน้ำตาตกในก็ตาม...


ประชาธิปัตย์มั่นใจ?

กาหลิบ

ถึงสิ่งเหล่านี้จะมาจากจิตใต้สำนึกของคุณสุเทพเองคนเดียว แต่ก็สะท้อนเป็นคำถามต่อไปได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าที่และอิสรภาพในการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศ หรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครคนหนึ่งเท่านั้น
ผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่าหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชนทำคะแนนนำพรรคประชาธิปัตย์ชนิดไม่เห็นหลังกันนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาที่น่าสนใจขึ้นบางอย่าง
นั่นคือแทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะนิ่งเงียบและลดบทบาทไป กลับแสดงความมั่นใจอย่างเอกอุว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และตนจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตัวจริงที่มีหัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าจะเป็นคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์อย่างนี้เหมือนกันหมด
คนที่เขารู้ภาษาและมารยาทถึงกับถามกันดังๆว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปเอาความมั่นใจชนิดแหวกประเพณีอย่างนี้มาจากไหน
คนที่เขารู้อะไรๆอยู่บ้างจะถามลึกลงไปว่า ใครเขาบอก "ข้อมูลใหม่" อะไรกับประชาธิปัตย์มาหรือถึงได้ลิงโลดขนาดนี้
เหมือนกับจะถามว่าใครเคาะกะลาให้ประชาธิปัตย์ดีใจนั่นล่ะครับ แต่คงจะเกรงใจกันอยู่บ้าง
ประเด็นคือพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรให้ลุกขึ้นมาไล่เบี้ยเขาอย่างนี้แน่ หากไม่มีใครหรือข้อมูลใดๆมาหนุนหลัง
ถามว่าเขาคือใครหรือข้อมูลที่ว่านั้นคืออะไร
คำอธิบายในภาพรวมนั้นคงไม่พ้นคำมั่นสัญญาจากคนที่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อถือว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่มีวันหวนกลับคืนสู่อำนาจ เพราะ "อำนาจเดิม" ได้ตัดสินใจแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายหน้าที่ดีที่สุดของกลุ่มตน
วิธีการก็หลากหลายไปตามขั้นตอน
ขั้นแรกก็คือการใช้ข้อตกลงที่สอดใส่ไว้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดการแบ่งค่ายที่ชัดเจนระหว่างขั้วพลังประชาชนและขั้ว "อำนาจเดิม"
พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยจึงมีอาการที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ทั้งๆที่ความต้องการจริงคือการเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะขั้วของใครทั้งนั้น
แผนปฏิบัติการเมื่อปลายปีซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่างๆก็ถูกปล่อยออกมาอย่างแพร่สะพัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าฝ่ายคุมกำลังนั้นจะไม่ยอมที่จะให้รัฐบาลประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการคิดบัญชีหรือล้างแค้นกันหรือไม่
คณะกรรมการการเลือกตั้งนั่งอยู่เฉยๆแท้ๆก็มีคนอย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดได้ราวกับตัวเป็น กกต. เสียเองว่าอาจจะมีใบเหลืองและใบแดงรวมกันถึง 60 ใบ
ถึงสิ่งเหล่านี้จะมาจากจิตใต้สำนึกของคุณสุเทพเองคนเดียว แต่ก็สะท้อนเป็นคำถามต่อไปได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าที่และอิสรภาพในการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศ หรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครคนหนึ่งเท่านั้น
และยังมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคพลังประชาชนและการเอาผิดเอาโทษกับคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งอยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในไม่ช้านานนี้
ปุ่มทั้งหลายที่เราเคยพูดกันมาแล้วน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และผู้บริหารระดับสูง คือหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เกิดความมั่นใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงผลการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า คือหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนมากขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ
เพราะถ้ารวมเรื่องนี้เข้าแล้วอาจจะมีความมั่นใจจนเกินพิกัดชนิดปรอทแตกได้ เพราะเผลอหรือหลงคิดไปเลยทีเดียวว่านอกจากจะบังคับหรือชี้ทางของการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว อาจจะมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองขนาดเสกเป่าให้เกิดผลการเลือกตั้งตามใจตนเองได้ด้วยซ้ำไป
ความมั่นใจของพรรคประชาธิปัตย์จึงมีนัยสำคัญที่ชี้ถึงการเมืองในปัจจุบันและอนาคตของไทย
ถ้าเป็นนักเล่นละครที่แนบเนียนกว่านี้ก็คงจะเก็บรอยยิ้มไว้ในสีหน้า แล้วก็รอไชโยเมื่อคราวของตนเองมาถึงจริงๆ
แต่นั่นแหละครับ คนเราลงมั่นใจจนเกินขีดและได้รับหลักประกันชนิดที่อยากจะคุยอวดไปสามบ้านแปดบ้านว่าตนเองมีดีเหนือใคร มันเป็นความหลงเฉพาะหน้าที่ทำให้เสียคนได้
เราจึงควรใช้เหตุการณ์ในขณะนี้ในการวิเคราะห์เบื้องหลังและเบื้องหน้าของการเมืองไทยว่าใครทำหน้าที่เป็นองค์กรทางการเมืองเพื่อประชาชน หรือใครทำหน้าที่เพื่อบางชนชั้นและผู้มีอำนาจบางคน ซึ่งต้องการจะสืบทอดอำนาจไปชั่วนิรันดร์
การจัดตั้งรัฐบาลเที่ยวนี้จึงเป็นการตรวจสอบกำลังของขั้วต่างๆในเมืองไทย หาใช่ขั้นตอนปกติธรรมดาตามรัฐธรรมนูญไม่
ใครเผลอคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดจบแห่งความวุ่นวายในสังคมไทยได้โปรดคิดใหม่
เพิ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่งเท่านั้นเองครับ.--จบ-

///////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ฉายารัฐสภาปี50

ส.ส.ร.แสบสนิท ศิษย์คมช.


ธรรมเนียมปฏิบัติทุกปีสื่อมวลชนประจำรัฐสภาจะร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามแม้ว่าในปีนี้ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ “สนช.” และ “ส.ส.ร.” ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ และอารมณ์ขันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซง หรือตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตระหนักดีว่า ผู้ที่ได้รับฉายา อาจมีทั้งที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ทั้งนี้ฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้
1.ฉายา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่ “ขัน-ที สีเขียว” หลังจากที่สนช.ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหารและข้าราชการประจำ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา “สีเขียว” ทำให้สนช.ชุดนี้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคมช.และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น ผ่านการพิจารณาหลายฉบับ โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพ.ศ. .... นั้น สนช.ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และที่ถือได้ว่าเป็นมหกรรมทิ้งทวนของสนช.ชุดนี้คือการทำคลอดกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นการกระทำว่าสนช.มีกริยาเปรียบได้กับ “นกเขา” เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม “ขัน” ตอบรับตามสัญชาตญาณทันที
2.ฉายาประธานสนช. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้แก่ “ซีอีโอ สนช.” นายมีชัยถือเป็นนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มอำนาจตลอดมา ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางการเมือง นายมีชัยยังได้รับความไว้วางใจจาก คมช. ให้มาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนายมีชัยก็ไม่ได้ทำให้ผู้แต่งตั้งผิดหวัง เมื่อสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาลและคมช.ต้องการเข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังใช้ฝีมือบวกความเก๋าสยบความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างสนช.กลุ่ม ก๊ก ต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัทเลยทีเดียว
3.ฉายาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ “แสบสนิท ศิษย์คมช.” ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2549 ได้กำหนดที่มาของส.ส.ร.ให้มาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆที่เรียกว่า “สมัชชาแห่งชาติ” จำนวน 2,000 คน ให้เลือกกันเองเหลือ 200 คน แล้วนำมาให้ คมช.คัดเหลือ 100 คนเพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส.ส.ร.100 (บวก10 กมธ.ยกร่างฯ) ก็ได้ตอบแทนคมช.ด้วยการพ่วงมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายในบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นความผิดที่คมช.ได้กระทำมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “นิรโทษกรรม” นั่นเอง พฤติกรรมที่แสบซ่าของส.ส.ร.ยังถูกกล่าวขวัญอย่างหนาหูจากการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง ข่าวฉาวซื้อเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายยังไม่วายมีความความไม่โปร่งใสในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติปูดขึ้นมาอีก “แสบสนิท” จริงๆ
4.เหตุการณ์แห่งปี ได้แก่ “ม็อบยึดสภา” เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอ กว่า 500 คน นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ที่คัดค้านการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยื่นคำขาดให้สนช.ยุติบทบาททันที โดยนำกำลังปิดล้อมทางเข้า-ออกรัฐสภา ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 50 คน ปีนรั้วบุกเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา ยกพลเข้าประชิดห้องประชุม ระหว่างที่สนช.กำลังถกกฎหมายสำคัญ เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการประชุมทันที และการประท้วงครั้งนี้ยังสามารถทำให้ สนช.กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมาย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันทางนิติบัญญัติมาก่อน
5.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้แก่ “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550” ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 17 ฉบับ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 คมช.ได้มีการแต่งตั้งส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และในวันที่ 19 ส.ค.50 ก็มีการจัดให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2475 อย่างไรก็ตามการลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าคนไทยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ด้วย
6.ดาวเด่น ได้แก่ “นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์” เป็นสนช.สายสังคม ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเสนอกฎหมายด้านสังคม หรือสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่เคยมีข้อครหาว่ารับผลประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นายวิริยะยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสนช.ที่เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอด้วย รวมทั้งยังมีสปิริตในการปฎิบัติหน้าที่โดยเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับที่แม้ตนเองเป็นผู้เสนอแต่ปรากฎว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย ก็จะยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีการตีรวนทำให้เกิดความวุ่นวายในสภา
7.ดาวดับ “ได้แก่ “พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน” แรกเริ่มเมื่อเข้ารับตำแหน่งสนช.ได้ประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็นมือปราบคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการล่าชื่ออภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหลายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูกย้อนเกล็ดโดยสนช.สายทหารด้วยกันเองที่กล่าวหาว่าพล.ร.อ.บรรณวิทย์ไม่โปร่งใสในระหว่างทำหน้าที่บริหารองค์การแบตเตอรี่ ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากที่กระทบกระทั่งกับผู้บังคับบัญชา จากกรณีที่ออกมาปกป้องเพื่อนซี้ที่ชื่อพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้นยังดับไม่พอ ในบั้นปลายชีวิตราชการอยากจะเล่นการเมืองก็วืดอีกเช่นเดิมเนื่องจากรมว.กลาโหม เล่นเกมดึงเวลาไม่เซ็นหนังสืออนุมัติลาออกให้จนแห้วไม่สามารถลงสมัครส.ส.ได้
8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แม้จะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือคมช. แต่ก็อยู่คนละกลุ่ม ตั้งแต่วันแรกที่สนช.ตั้งไข่ ทั้งคู่ก็กลายเป็นหนามตำใจของกันและกัน เมื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสนช.แต่ศึกยกแรกน.ต.ประสงค์ พ่ายไปอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็ตั้งป้อมใส่กันแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี เพราะต่างเป็นมวยเฮฟวี่เวททั้งคู่ กฎหมายฉบับไหนนายมีชัยหนุน น.ต.ประสงค์ก็จะค้านอย่างสุดลิ่ม เช่น ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เวทีไหนมีน.ต.ประสงค์ก็จะไม่มีนายมีชัย เช่นเดียวกันถ้านายมีชัยเข้าไปนั่งหัวโต๊ะวงประชุม ก็จะไม่เห็นเงาน.ต.ประสงค์ เข้าทำนอง “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”
9.วาทะแห่งปี ได้แก่ “ไปตายเอาดาบหน้า” เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขณะทำหน้าที่ประธานที่ประชุมสนช.ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในวาระ 2 ซึ่งนายมีชัย ได้ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กำหนดรายละเอียดข้อห้ามในการรับของกว้างเกินไป แม้แต่การไปตรวจราชการแล้วประชาชนนำผ้าขาวม้ามาผูก หรือเอาลองกองมาให้กิน ก็ยังรับมาเป็นของส่วนตัวไม่ได้ ต้องนำเข้าเป็นของหลวงเท่านั้น แต่ทางกมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิม ทำให้นายมีชัย กล่าวเชิงประชดว่า “ถ้างั้นให้ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน” จนในที่สุดกมธ.ก็นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง

อย่าน่ารำคาญ


เหล็กใน

หลังผลเลือกตั้งออกมาเป็นทางการ

ถ้าใครที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยเดิม

คงอดผิดหวังแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ ที่ต้องชวดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปอย่างน่าเสียดาย

หลังการยึดอำนาจ 19 กันยาฯ 49

ตอนนั้นใครต่อใครหลายคนก็คาดหมายว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับเลือกเข้ามาชนิดถล่มทลาย

เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ ของนายอภิสิทธิ์ น่าจะสดใส และไม่ต้องเปลืองแรงมาก

เนื่องจากก่อนหน้านั้นบนเวทีการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้รับการจัดอันดับความรู้ความสามารถให้เป็นรองแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว

จะมีอีกคนก็คือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ดังนั้น พอเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ

พรรคไทยรักไทยคู่ปรับก็โดนตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบทิ้ง

นายสมคิด ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ต้องเว้นวรรคการเมืองนาน 5 ปี

รัศมีของนายอภิสิทธิ์ จึงเปล่งประกายเจิดจรัส

แฟนๆ ประชาธิปัตย์ต่างพากันมั่นอกมั่นใจ หนนี้นายอภิสิทธิ์ไม่เป็นนายกฯ ไม่ได้แล้ว

แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระแหนะกระแหนสอดแทรกให้ได้ยินว่า ถ้าลองทหารยึดอำนาจให้แล้ว ทักษิณถูกขับไล่ไปเรียบร้อย พรรคไทยรักไทยโดนยุบ

ทุกอย่างลงล็อกเสียขนาดนี้ ถ้าอภิสิทธิ์ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ก็นั่นแหละ สุดท้ายก็ไม่รู้จะว่ายังไงจริงๆ

ถึงวันนี้บอกได้เลยว่าโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หรือโอกาสที่นายอภิสิทธิ์ จะได้เป็นนายกฯ คนที่ 25 นั้น

แทบไม่มีเปอร์เซ็นต์เหลืออยู่เลย

เพราะดูจากท่าทีพรรค "ตัวแปร" ทั้งหลาย พร้อมจะโดดเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนด้วยกันทั้งนั้น


รวมถึงพันธมิตรฝ่ายค้านเก่าอย่างพรรคชาติไทย

นั่นแหละ "ปลาไหล" ตัวจริงเป็นๆ

ดูจากสภาพการณ์ทั้งหลายทั้งปวงตอนนี้

การฝากความหวังไว้ที่ กกต.ว่าจะชักใบแดงให้พรรคพลังประชาชน 40-50 ใบ ก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยอยู่สักหน่อย

หรือจะตั้งหน้าตั้งตาสาปแช่งพรรคพลังประชาชนให้โดนยุบทิ้งอีกรอบ จะยิ่งเลยเถิดเข้าไปใหญ่

พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ ทำได้อย่างเดียวคือยอมจำนน

เอาเวลาไปนั่งคิดทบทวนว่าอะไรคือจุดอ่อนของพรรคที่ทำให้พ่ายแพ้ทั้งที่มี "ตัวช่วย" มากมาย

การออกมาดิ้นรนตีรวนของแกนนำพรรคบางคนควรหยุดได้แล้ว

ขืนมากไปกว่านี้ จากพรรคที่น่าเห็นอกเห็นใจ

อาจจะกลายเป็นพรรคที่น่ารำคาญไป

กกต.รับรองส.ส.วันนี้ “สดศรี”เจ้าเก่าขู่ออกยกทีม

สมชัยประกาศสู้ต่อ ยังไม่ถอดใจลาออกจนกว่าจะทำงานให้ลุล่วง ระบุงานต้องมาก่อน ขณะที่กลุ่ม นปช. ชุมนุมให้กำลังใจ พร้อมจี้ กกต.ทำงานด้วยความเป็นกลาง อย่าเลือกปฏิบัติหรือจ้องเล่นงานเฉพาะบางพรรคการเมือง ขณะเดียวกันเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. ชุดแรกวันนี้ คาดรับรองได้กว่า 100 คน สดศรีเอาอีก ระบุกดดัน กกต.มาก หากลาอกหมดจะไม่มีการรับรองส.ส.


การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 2 มกราคม ผ่านมา ยังคงดำเนินไปอย่างตอเนื่องท่ามกลางกระแสความขัดแย้งภายใน จากกรณีของนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบวนสอบสวนและวินิจฉัย ที่มีข่าวลาออกและขอกลับไปทำหน้าที่เดิมที่ศาลยุติธรรม รวมถึงความต่อเนื่องกรณีแจกใบแดงให้กับว่าที่ ส.ส. 3 คน ใน จ.บุรีรัมย์


โดยล่าสุดมีประเด็นแฉออกมาอีกว่า มีความพยายนามกดดันให้ระงับการประกาศรับรอง ส.ส.บุรีรัมย์ทั้ง 4 เขต แต่ กกต.ก็ยังคงยืนกรานว่าได้ทำหน้าที่เป็นกลางแล้ว ขณะที่ พิจารณาแล้วใบเหลือง-ใบแดง 13 เรื่อง รอดหมด และพร้อมเตรียมประกาศรับรอง ส.ส. ชุดแรกภายในวันที่ 3 ม.ค.ไม่ต่ำกว่า 100-200 คน


ทั้งนี้ นายสมชัย จึงประเสริฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการลาออก ว่า หลังจากได้รับกำลังใจจากหลายฝ่าย ทำให้มีกำลังใจปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ กกต.ให้สำเร็จ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้จัดการเลือกตั้งให้ยุติธรรม และลุล่วง ซึ่งตนก็รับใส่เกล้าและที่ผ่านมาก็จัดการเลือกตั้งได้ดีและควรทำให้สำเร็จ


ส่วนที่หลายฝ่ายจับตามองงานด้านสืบสวนสอบสวนรวมถึงมองว่าการสืบสวนไม่เป็นกลาง นายสมชัย กล่าวว่า การจับตามองจากหลายฝ่ายเป็นเรื่องดี ซึ่งหากไม่มีใครสนใจกลับจะเป็นเรื่องแปลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสอบสวนเป็นกลาง อย่าเอาความคิดเก่าๆ มาตัดสิน คือต้องเข้าใจว่า หน้าที่ด้านสืบสวนของ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนจริงๆ แต่มีหน้าที่อ่านสำนวนและนำเสนอสำนวนให้ กกต.ทราบ ส่วนพนักงานสืบสวนในพื้นที่ กกต.ใช้ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และแต่งตั้งถึง 1,200 คน ซึ่งได้เสียงบประมาณอบรมไปเป็นจำนวนมาก


ปีใหม่ ก็อยากเห็นการพูดจาไพเราะ ภาษาดอกไม้ แต่ดอกไม้กับงานไปด้วยกันไม่ได้ ซึ่งงานต้องมาก่อน แล้วดอกไม้ค่อยตามมานายสมชัย กล่าว


ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง กล่าวเชื่อมั่นว่า นายสมชัย จะไม่ละทิ้งหน้าที่ในภาวะวิกฤติตอนนี้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานและยืนยันไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน กกต.


ส่วนกรณีการแจกใบแดงให้กับ ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ 3 คน ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะกกต.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนที่ จ.บุรีรัมย์ แจ้งข้อกล่าวหาและรับการชี้แจง ซึ่งทั้ง 3 คน ก็ได้รับทราบและก็มีหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงไม่ให้ทั้ง 3 คน เข้าชี้แจงต่อกกต.กลางเช่นเดียวกับกรณีของเขตเลือกตั้งอื่นๆ ทั้งที่เป็นกรณีเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายประพันธ์กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนต่างๆ ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดเป็นคนชี้ข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีเวลาแล้ว และกรณีต่างๆ ที่มาชี้แจงต่อกกต.กลางขณะนี้เป็นคำสั่งที่กกต.นัดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งหากผู้สมัครคนใด ต้องการที่จะเข้าชี้แจงต่อกกต.กลาง ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ โดยกกต.ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป


ที่มีข่าวว่า กกต.จะแยก 50-60 ใบแดง ไม่รู้เอาข่าวมาจากไหน เพราะกกต.ทำตามพยานหลักฐานที่มีและเป็นกลาง และจะเอาที่ไหนไปให้ขณะนั้นนายประพันธ์กล่าว


ขณะที่ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ตนเพิ่งได้รับรายงานจากประธาน กกต.บุรีรัมย์ และกำลังตรวจสอบ พร้อมทั้งจะสำเนารายงานให้กกต.ทุกคนได้ดู โดยเรื่องนี้เป็นเหตุที่ต้องมาพิจารณาว่า เกิดจากอะไร ซึ่งหากประชาชนไม่เข้าใจถึงกระบวนการต้องรีบชี้แจงให้เข้าใจ เพื่อลดแรงกดดันให้เบาลง


เราก็ระวังเรื่องความเป็นกลาง และไม่มุ่งที่จะทำร้ายหนึ่งพรรคการเมืองใด การพิจารณาต้องทำตามพยานหลักฐาน อีกทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยังต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการตรวจสอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาด้วย


อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ที่ด้านหน้าอาคารศรีจุลพทรัย์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ชุมนุมประมาณ 50 กว่าคน นำโดย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินทางมาชุมนุมสนับสนุน การทำงานของนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. โดยไม่ต้องการให้ลาออกจาก กกต. และขอให้ กกต.ทำงานด้วยความเป็นกลางด้วย


นายสุรชัย ได้กล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง เสนอ 4 ข้อเรียกร้องต่อ กกต. ประกอบด้วย 1.ให้ กกต.ดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และหากมีการแทรกแซงก็ให้ กกต.ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ 2. การแจกใบเหลือง ใบแดง ต้องให้โอกาสผู้ถูกร้องเรียนชี้แจง และต้องไม่เลือกปฏิบัติ


3. ขอคัดค้านการพูดของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ระบุว่าหาก กกต.ถูกกดดันมากจะลาออก และส่งผลให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ การพูดเช่นนี้ถือเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และ 4. ขอเรียกร้องให้ คมช. และอำนาจนอกระบบทุกกลุ่มทุกคนยุติการแทรกแซงทางการเมือง


นายสุรชัย ยังเปิดเผยภายหลังจาก กกต.ยกคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 ด้วยว่า ตนได้หารือกับทนายความแล้ว เบื้องต้นจะฟ้องร้องดำเนินคดีนายมาโนชญ์ วิชัยกุล อดีต ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช ในฐานะผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ 4 นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นกล่าวปราศรัยหาเสียงด้วยการโจมตีตนเอง โดยมีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่บนเวทีทั้งสองคนคือ นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล


สำหรับนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง เปิดเผยว่า การประชุม กกต.ในวันนี้ (2 ม.ค.) จะเป็นการพิจารณาประกาศรับรอง ส.ส.ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศรายชื่อในรอบแรกได้วันที่ 3 ม.ค.51 โดยจะเป็น ส.ส.ในระบบสัดส่วน เนื่องจากไม่มีปัญหาการร้องเรียนเข้ามาที่ กกต. คาดว่า รอบแรกจะประกาศออกมาก่อนประมาณ 100-200 คน


ในขณะที่การประกาศรับรอง ส.ส.แบบแบ่งเขตจะทยอยประกาศรับรองไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 22 ม.ค. และยังจะมีการพิจารณาสำนวนคำร้องต่างๆ ที่ยังทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสดศรี ได้ออกมากล่าวด้วยอารมณ์ว่า หาก กกต.ทั้ง 5 คนถูกโจมตีมาก แล้วทุกคนลาออกหมด จะส่งผลให้ไม่มีการประกาศรับรอง ส.ส. และทุกอย่างหยุดนิ่งหมด ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ อยากถามว่าต้องการเช่นนี้หรือไม่


ใครที่สงสัยการทำหน้าที่ของ กกต. 4 คน ไม่ถูกต้องควรยื่นเรื่องฟ้องศาลฎีกา เพื่อให้ศาลสั่งระงับการทำหน้าที่ของ กกต.ชั่วคราว ไม่ใช่มาด่า กกต. ผ่านสื่อ แล้วก็ไม่ทราบว่าายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปเอาข่าวมาจากไหนว่า กกต. จะแจกใบแดงพรรคพลังประชาชนถึง 60 ใบ เพราะเราต้องพิจารณาตามหลักฐานและระเบียบกฎเกณฑ์ เราไม่ใช่มีหน้าที่ออกหวยหรือเบอร์ตามที่ใครจะกะเกณฑ์ได้นางสดศรีกล่าว


นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เปิดเผยถึงกรณีเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง หรือพีเน็ตระะบุมีการซื้อเสียงที่ จ.มหาสารคาม และ กกต.จะแจกใบแดงได้ถึง 6 ใบนั้น พบว่า หลักฐานอ่อนสาวไปไม่ถึง และพยานไม่ให้ความร่วมมือจึงจำเป็นต้องยกคำร้องไป


สำหรับกรณีว่าที่ ส.ส.แจกซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กกต.ลงมติว่าเป็นความผิดนั้น ตามกฎหมายแล้ว กกต.ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องยุบพรรค ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด กกต. ทำได้แค่ชี้มูลว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่


เรื่องแจกซีดี เนื้อหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ถือเป็นคนนอกไม่เกี่ยวกับพรรคเลย แล้วเอามาแจกทำไม และยังมีราคาชัดเจน 99 บาท ทำผิดกฎหมายคือการให้ทรัพย์ หรือเพื่อจูงใจ แต่ถามว่าพรรครู้เรื่องหรือไม่ กรรมการบริหารพรรครู้หรือไม่ รวมถึงประเด็นนายยงยุทธ หากสอบแล้วไม่เกี่ยวก็รอดตัวไป แต่หากสอบแล้วเกี่ยวกับนายยงยุทธ หรือเกี่ยวถึงขั้นยุบพรรค กกต.ก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนายสุเมธ ระบุ


อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีการนำเรื่องการพิจารณาให้ใบเรื่อง-ใบแดง ตามที่มีการร้องเรียนมาจำนวน 13 เรื่อง เข้าสู่พิจารณา ซึ่งหลังการพิจารณาปรากฎว่า ทั้ง 13 เรื่อง ที่ประชุม กกต.ยกคำร้องไม่มีการแจกใบเหลือง-ใบแดงทั้งหมด


ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน และเป็นพี่ชายของนายรุ่งโรจน์ ว่าที่ ส.ส. ที่ถูกใบแดง ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทราบมาว่ากำลังมีความพยายามกดดันให้ กกต.กลางระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 4 เขตไว้ก่อน โดยมีการสร้างหลักฐานพยานเท็จของผู้สมัครบางพรรคเพื่อเอาผิดกับว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชน และมีตำรวจรู้เห็นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับคำขู่ที่พวกตนได้รับก่อนเลือกตั้ง และขณะนี้ได้ส่งหนังสือพร้อมหลักฐานการสร้างพยานเท็จใส่ร้ายให้ กกต.กลางแล้ว


อีกด้านหนึ่ง ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่าที่ ร.ต.ทวี ชุนเกาะ รักษาการ ผอ.กต.บุรีรัมย์ หลังจากได้รับรายงานว่า พยาน 2 รายใน อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ที่นำเงินซื้อเสียงของหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งมามอบให้ กกต.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าจะผิดกฎหมาย ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. พยาน 2 รายดังกล่าวได้ถูกชายฉกรรจ์อุ้มหายตัวไป ซึ่งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.พลับพลาไชยในคืนวันเดียวกัน แต่ล่าสุดเหตุการณ์ผ่านไป 8 วันไม่มีความคืบหน้าและตำรวจยังตามตัวพยานทั้ง 2 รายนี้ไม่พบ โดยว่าที่ ร.ต.ทวี ได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนเรียกตัวพยานที่เหลือมาสอบข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกับสั่งการให้นายสมคิด สินไธสง ชุดเฉพาะกิจสืบสวนหาข่าวประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามตัวพยานทั้ง 2 รายที่ถูกอุ้มหายตัวไปกลับมาให้การกับ กกต.บุรีรัมย์ ด้วย


นอกจากนั้น ในวันเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฏ.กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)โดยกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม 2551 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้จัดการเลือกตั้ง ส.ว.จำนวน 76 คน


ขณะที่วันที่ 21 ก.พ. 2551 เป็นวันที่คณะกรรมการสรรหา ส.ว. สรรหาบุคคลจาก 5 องค์กร มาเป็น ส.ว.แบบสรรหาจำนวน 74 คน โดยรวม ส.ว.สองระบบแล้วจะเป็น ส.ว. 150 คน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดย ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะมีวาระอยู่ในตำแหน่ง 6 ปี ส่วนส.ว.จากการสรรหาจะอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี


ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันเดียวกันนี้ บรรดาพรรคการเมืองต่างยุติบทบาทเป็นการชั่วคราว เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


ในส่วนของพรรคพลังประชาชนที่กำหนดให้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และนัดแถลงข่าวก็ได้งดการแถลง รวมทั้งยังงดการเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) เพื่อขอให้มีการเปลี่ยนรายงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบใบเหลือง ใบแดงด้วย


ส่วนกำหนดการเดิมที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน จะมีการแถลงร่วมกันถึงท่าทีการร่วมรัฐบาลนั้น


พรรคชาติไทยได้ยกเลิกการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และงดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงการประชุมร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินในช่วงเย็น ที่บ้านนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินด้วย แต่อาจจะเป็นการหารือกันภายในพรรค ส่วนจะแถลงข่าวเมื่อใดนั้นต้องรอดูวันที่เหมาะสม


อย่างไรก็ดี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยืนยันอีกคร้งว่าพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินมีเจตนารมย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ได้ยกเลิกการประชุมในช่วงเย็น ก็ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการแถลงคำไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แทน


ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุว่าจะงดการเคลื่อนไหวทา


งการเมืองตลอดทั้งสัปดาห์


ด้านนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข่าวที่ระบุมือที่มองไม่เห็นเข้ามาทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตนบอกเพียงว่าการจัดตั้งรัฐบาล มีทั้งปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจน คือที่นั่ง หรือจำนวน ส.ส.และปัจจัยที่อาจจะเห็นไม่ได้ชัดเจนซึ่งอาจมีหลายปัจจัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน


ซึ่งมือที่มองเห็นในความหมายของตัวเองเป็นรูปธรรม คือเรื่องเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนมือที่มองไม่เห็นที่เป็นนามธรรม อาจจะหมายถึงพระหัตถ์ของพระสยามเทวาธิราชเจ้า ที่จะคุ้มครองประเทศไทยให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง

ไกวัลยธรรม [4 ม.ค. 51 - 18:53]

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่พวกเราก็ดูๆจะรู้จัก อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มี ตัวตน เรียกรวมๆว่า สามัญลักษณะ ครับ

ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านนำมาสอนใหม่ พลิกแพลงให้น่าสนใจขึ้นว่า เป็นกฎตายตัวที่จะบังคับให้สังขารทั้งหลาย ไม่มีอะไรเป็นของหยุดคงที่ แม้แต่ขณะจิตเดียว

ข้อสังเกตง่ายๆ มันจะตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วมันก็จะเปลี่ยนไป เร็วมาก เร็วเหมือนกับฟ้าแลบ

เพราะเป็นความไม่เที่ยงทางจิต

จิตนี้ อาศัยวัตถุปรุงจากข้างนอก รูป เสียง กลิ่น รส เกิดเป็น ความรู้สึกนึกคิด เป็นจิตใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ไหลเร็วรุนแรง ยิ่งกว่า น้ำไหลในลำคลอง

ความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู เป็นกระแสความไม่เที่ยง เป็นกระแสของความโง่ ที่ไหลไปเท่านั้น

จึงเห็นความเป็นอนัตตา ไม่มีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

ท่านอาจารย์ย้ำว่า การมองเห็น อนัตตา ความไม่มีตัวตนได้ เพราะเห็น อนิจจัง ความไม่เที่ยง เห็น ทุกขัง ความทุกข์

สิ่งที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะไปด้วยกันเสมอ พระ พุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในฐานะที่มันตั้งอยู่ตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับการเกิดหรือการไม่เกิด

“ตถาคตจะเกิด หรือตถาคตจะไม่เกิด ธาตุนั้นมีอยู่แล้ว”

มองต่อไปข้างหน้า กฎนี้ จะไปจบลงที่ไหน เมื่อไหร่...คำตอบ คือ ไม่มีทางจะจบได้

ท่านอาจารย์ใช้คำว่า นี่คือความเป็นไกวัลย์ มองข้างหน้าก็ไม่จบ มองย้อนหลังก็ไม่จบ มองรอบด้านก็ไม่จบ ข้างบนก็ไม่จบ ข้างล่างก็ไม่จบ

ไม่มีที่จบ เป็นไกวัลย์ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหมือนกันหมด

การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่แหละ คือเห็นพระเจ้า ในความหมายหนึ่ง ก็จะเกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลก ซึ่งง่ายซึ่งสะดวก ที่จะเข้าถึงนิพพาน

“นิพพานเป็นพระเจ้าในความหมายหนึ่ง” ท่านพุทธทาสว่า

พระเจ้ามีหลายความหมาย พระเจ้าอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ เมื่อเราได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว

ไม่มีความทุกข์เลย

นี่คือส่วนเล็กๆ ของหนังสือธรรมะที่อาจารย์พุทธทาส เรียกว่า...ไกวัลยธรรม ซึ่งท่านบรรยายไว้ครั้งแรก ที่ลานหินโค้ง เมื่อ 7 เม.ย. พ.ศ.2516

29 ธ.ค. 2535 ท่านเรียกพระมาให้จด “อรรถาธิบาย” คำต่อคำ ทำได้ 2 วัน รวมเวลา 6 ชั่วโมง ก็หยุดไปเลย เพราะร่างกายไม่อำนวย

จากนั้นไม่นาน...ท่านก็ละสังขาร

พระผู้รู้จากสำนักสวนโมกข์บอกว่า ในจำนวนหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ 72 เล่ม เล่ม ไกวัลยธรรม เป็นหนังสือที่ท่านอาจารย์รัก และให้ความสำคัญมากที่สุด

ท่านมุ่งหมาย ช่วยให้ลูกๆได้สนองพระคุณแม่ ท่านจึงเลือกมาพิมพ์แจกในงานศพโยมแม่

เมื่อใดที่วิปโยคโศกเศร้า อันเกิดจากความสูญเสียของรัก ปูชนียบุคคลอันเป็นที่รัก มีก็แต่ธรรมะที่จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ทุเลา

ทำใจให้ได้ว่า...ความตายบอกความจริง ความพลัดพรากคือของแน่นอน ยึดมั่นเพียงใดก็แตกดับ หวงห่วงเพียงใดก็สิ้นสูญ คุณงามความดีเท่านั้น จีรังยั่งยืน.

"กิเลน ประลองเชิง"

คอลัมน์ ชักธงรบ

เวลาที่สูญเปล่า [4 ม.ค. 51 - 18:38]

ต้อง “ยอมรับความจริง” เกี่ยวกับ “ปัญหายานรก” เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

หลังจากเครือข่ายเอเย่นต์ค้ายานรกกลับมาระบาดหนักยิ่งกว่าเก่า และเพิ่มความเหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้แต่น้อย

หากยังจำกันได้ ด.ต.มาโนช ศรีละคร กับ ส.ต.ท.ไสว อาจหนอง หว้า คู่นักสืบมือดีมากประสบการณ์ของ กก.สส.บก.น.1 ต้อง “พลีชีพสังเวยชีวิต” หลังเข้าจับกุมแก๊งยาไอซ์ของ “เสธ.น็อต” พ.ต.ชานนท์ ชิณวงษ์ มี ร.ต.ท.สาริษฐ์ อักษร รองสารวัตรหนุ่มนักสืบบาดเจ็บสาหัส

แก๊งค้ายานรกย่านบางเขนก่อเหตุยิง จ.ส.ต.สุริยันต์ พุทธขันธ์ และ จ.ส.ต.วิมล เวชกุล 2 ตำรวจสายตรวจดีเด่นของ สน.บางเขน “เสียชีวิต” คาเครื่องแบบ ขณะที่ ด.ต.พิเชษฐ์ พลเกตุ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ บก.น.9 ช่วยราชการ ปส.บก.น.9 “เสียชีวิต” ขณะตามจับกุมเอเย่นต์ยาบ้าย่านฝั่งธนฯ

ล่าสุดเมื่อสิ้นปี พ.ต.ท.จรูญ บุญมี สว.สป.สน.ร่มเกล้า พาลูกน้องจะไปจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับยาเสพติดที่ ชุมชนเคหะร่มเกล้า โซน 7 กลับถูก นายพิรุณ หรือหรั่ง พันธุมะเกียรติ ผู้ต้องหาและ นายนคร พันธุมะเกียรติ น้องชายชักปืนยิงใส่บาดเจ็บปางตาย

แม้เหตุการณ์ครั้งนั้น คู่พี่น้องยานรกจะถูกวิสามัญฆาตกรรม แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการยานรกจะสิ้นซากไปด้วย เพราะมันยังคงแพร่ระบาดสู่เด็กและเยาวชนตามชุมชน ตรอกซอกซอย ลามสู่รั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย กระจายเข้าสู่สถานบันเทิงหนักข้อเพิ่มมากขึ้น

ชุมชนเคหะร่มเกล้า ย้ายถิ่นฐานมาจากชุมชนคลองเตยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่นำธุรกิจค้ายานรกติดตามมาด้วย

โดยเฉพาะ นายชนะ หรือตุ๊ พันธุมะเกียรติ พ่อค้ายาบ้าลูกสมุน นายสุภาพ สีแดง หรือ “ภาพ 70 ไร่” ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในโซน 7 พัวพันอยู่เบื้องหลังยิง ถล่มโหด 5 ศพ พ่อค้ายาเสพติดในชุมชนแห่งนี้เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่ 2538 ก่อนที่ตัวเองจะ “สิ้นชื่อ” ถูกฆ่าตัดตอนสมัยยุค รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามยานรกในอีก 8 ปีต่อมา

ปรากฏว่า นายพิรุณ หรือหรั่ง พันธุมะเกียรติ กระโดดขึ้นเป็น “ขาใหญ่” ค้ายานรกแทนพ่อ สร้างอิทธิพลและเครือข่ายจนชาวชุมชนพากันหวาดผวาไม่กล้ายุ่ง

ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเข้าปราบปรามไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีมวลชนคอยเป็นกำแพงขวาง ไม่ต่างจากชุมชนคลองเตยในยุคก่อน

คงต้องฝาก “รัฐบาลใหม่” วางนโยบายแก้ปัญหายานรกเสียใหม่

เพราะเวลาปีเศษๆ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะ “สูญเปล่า”

เสียทั้งชีวิตผู้บริสุทธิ์ เสียเจ้าหน้าที่ฝีมือดี ไปไม่รู้เท่าไหร่.

สหบาท

คอลัมน์ ส่องตำรวจ

พปช.-ชท.ยังเงียบสงบ งดกิจกรรมการเมือง [4 ม.ค. 51 - 04:42]

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. บรรยากาศภายในพรรคพลังประชาชนว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงบรรดาแกนนำและสมาชิกพรรคบางส่วนเดินทางเข้ามาประชุมประปราย โดยทุกคนล้วนแต่งกายด้วยสูทสีดำ และงดการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งนี้ ในช่วงเช้ามีนักธุรกิจตลอดจนประชาชนได้นำกระเช้าดอกไม้มาอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ให้พรรค มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนรับมอบ


เบรกรับรองผลว่าที่ ส.ส.ราชบุรี ปชป.

ต่อมาเวลา 11.30 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน แถลงว่า ขอเรียกร้องให้ กกต. ระงับการรับรองผลเลือกตั้งของนายปรีชญา ขำเจริญ ว่าที่ ส.ส. เขต 1 ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนเข้ามาเป็นลำดับที่ 3 ด้วยคะแนน 92,169 เพราะตรวจสอบพบความผิดปกติในการส่งผลคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก ของ น.ส.ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 1 พรรคพลังประชาชน ที่มีหลักฐานชัดเจนปรากฏบนกระดานนับคะแนนว่าได้ 83 คะแนน แต่พอส่งคะแนนประจำหน่วยไปยังจังหวัด กลับมีเลข 3 เพียงตัวเดียว หายไป 80 คะแนน เป็นผลให้ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนที่ได้ 92,123 คะแนน ตกลงไปอยู่ลำดับที่ 4 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อได้ตรวจสอบไปยังนายสุนทร พูลศิริวิทย์ ผอ.เลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ก็ได้รับหนังสือตอบกลับยืนยันว่า น.ส.ชะวรลัทธิ์ได้คะแนนในหน่วยดังกล่าว 83 คะแนน เบื้องตัน น.ส.ชะวรลัทธิ์ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.จังหวัดแล้ว จากนั้นจึงไปยื่นต่อ กกต.กลาง เราไม่ทราบสาเหตุของความผิดพลาดดังกล่าว เพียงแต่ขอความเป็นธรรมให้กับผู้สมัคร ส่วนความผิดปกติในเรื่องอื่น ก็จะตรวจสอบและร้องเรียนต่อ กกต.ต่อไป

จี้ กกต.-สตช.เปลี่ยนตัว “ชัยยะ”

นายสมพงษ์กล่าวว่า สำหรับการยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อขอให้เปลี่ยนตัว พล.ต.ต.ชัยยะ สิริอำพันธ์ รองผบช.ส. ประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนของ กกต.นั้น ทางพรรคได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. และจะเดินทางไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อีกทางหนึ่งด้วย เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า กกต.หรือ สตช.จะเป็นผู้พิจารณาในการเปลี่ยนตัวดังกล่าว สาเหตุที่ต้องการให้เปลี่ยนตัวเนื่องจาก พล.ต.ต. ชัยยะทำงานร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มของเรามาโดยตลอด แต่เราไม่ได้มองว่า พล.ต.ต.ชัยยะมีความเกี่ยวข้องกับกรณีการแจกใบแดง แก่ว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ แต่อย่างใด เป็นคนละเรื่องกัน

ดิ้นสู้ร้องกฤษฎีกาถอนมติ กกต.

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชนทั้ง 3 คน ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พร้อมให้ชำระค่าเสียหายในการเลือกตั้ง รวมทั้งดำเนินคดีอาญา ได้ไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมและคัดค้านการถูกเพิกถอนสิทธิ์ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เพราะเห็นว่าคำสั่งของ กกต.ไม่เที่ยงธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้ง 3 คนต้องได้รับโทษทั้งที่ ยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กกต.กลาง ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องให้ถ้อยคำต่อ กกต. เท่านั้น ฉะนั้น การให้ถ้อยคำเฉพาะแค่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนจังหวัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังได้ร้องเรียน ถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ทำโดยไม่เที่ยงธรรม เนื่องจาก กกต.บุรีรัมย์มีพฤติการณ์หลายอย่างปรากฏตามสื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมีอคติ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน จึงขอเพียงโอกาสไปชี้แจงต่อหน้า กกต.ตามกฎหมายเท่านั้น

ข้องใจ กกต.พิจารณาคดี ปชป.ล่าช้า

ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขอตั้งคำถามถึง กกต.ว่ามีขั้นตอนและกระบวนพิจารณาพิจารณาคำร้องเรียนของผู้สมัครแต่ละพรรคอย่างไร เหตุใดจึงแตกต่างกัน เพราะหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้เวลามาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชนกลับพิจารณาอย่างรวดเร็ว สำหรับกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาด เปรียบสถานการณ์ตอนนี้ก็เหมือนกับเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวที่แต่งงานกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่นายสุเทพกลับมาบอกว่าอย่าเพิ่งเข้าหอ นายสุเทพคงต้องไปพบจิตแพทย์บ้าง ส่วนตัวรู้สึกเขินแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เป็นความสง่างามของพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันมายาวนาน วันนี้ ต่อให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ก็ไม่มีความสง่างาม เพราะไม่เคยตอบคำถามเรื่องการหนีทหารได้เลย

ชท.งดเคลื่อนไหวการเมืองต่ออีก 2 วัน

ด้านพรรคชาติไทยนั้น วันเดียวกัน นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงข่าวว่า พรรคชาติไทยของดกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่องไปอีก 2 วัน คือวันที่ 3-4 ม.ค. พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคชาติไทยได้ไปร่วมลงนามถวายสักการะ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยในกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรม มหาราชวัง ส่วนต่างจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัด หรือในสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้ให้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่ทางพรรคจะไม่มีความเห็นเหมือนเดิม หลังจาก 2 วันนี้แล้ว ทางพรรคจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเริ่มกิจกรรมทางการเมืองอีกเมื่อใด เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.อาจไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็น ส.ส.แบบสัดส่วน นายนิกรได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

รช.มุ่งสอยเก้าอี้โคราช 3 ที่นั่งก่อน

วันเดียวกัน ที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าในการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อแจ้งมติเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนว่า คาดว่าจะเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หลังวันที่ 13 ม.ค. เพราะขณะนี้ทางพรรคกำลังให้ความสำคัญกับการเตรียมการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครราชสีมา เขต 3 หากมีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงผลการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน รวมถึงจะแจ้งให้ทราบถึงเรื่องโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่พรรคจะได้รับ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชนจะว่าอย่างไร เพราะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน บอกว่าจะให้ความสำคัญกับพรรคเล็กที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก แต่ขณะนี้ นายสมัครก็ยังไม่บอกว่าจะให้ตำแหน่งอะไรบ้าง

ยอมรับสภาพไม่ต่อรองเก้าอี้ รมต.

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาจะได้โควตาเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี กับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง นายประดิษฐ์ตอบว่า เป็นแค่การคาดคะเนกันไป เพราะยังไม่มีการตกลงอะไรกัน แต่ ณ วันนี้ให้อะไรมาเราก็ต้องรับ เพราะเราเป็นพรรคเล็กมีแค่ 9 ที่นั่ง คงไปต่อรองอะไรลำบาก แต่ก็ต้องดูว่าสิ่งที่ให้มาเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งพรรคพลังประชาชนต้องอธิบายได้ว่าให้ด้วยเหตุผลอะไร ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่มีการวางตัวผู้มาเป็นรัฐมนตรี โดยหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสม มีเหตุผล และสามารถอธิบายต่อสังคมได้ ไม่ได้ดูจากโควตาว่ากลุ่มใดนำ ส.ส.เข้ามาได้มากเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาจากหลายเหตุผลประกอบกัน