กลุ่ม 1.
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลังประชาชน
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ พลังประชาชน
พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว พลังประชาชน
นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ พลังประชาชน
นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ ประชาธิปัตย์
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ประชาธิปัตย์
พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี ประชาธิปัตย์
นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ประชาธิปัตย์
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ เพื่อแผ่นดิน
กลุ่ม 2.
นายสันติ พร้อมพัฒน์ พลังประชาชน
นายชูศักดิ์ ศิรินิล พลังประชาชน
นายสุนัย จุพงศธร พลังประชาชน
น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ พลังประชาชน
นายสุชน ชามพูนท พลังประชาชน
นางมิลินี สุขเวชชวรกิจ ประชาธิปัตย์
นายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย ประชาธิปัตย์
นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ เพื่อแผ่นดิน
นายอัศวิน วิภูศิริ ชาติไทย
กลุ่ม 3
นายศรีเมือง เจริญศิริ พลังประชาชน
นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ พลังประชาชน
นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ พลังประชาชน
นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ พลังประชาชน
นายวีระ รักความสุข พลังประชาชน
นายสุทัศน์ เงินหมื่น ประชาธิปไตย์
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประชาธิปัตย์
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เพื่อแผ่นดิน
กลุ่ม 4
1. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พลังประชาชน
2. นายชัย ชิดชอบ พลังประชาชน
3. นายเพิ่มพูน ทองศรี พลังประชาชน
4. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ พลังประชาชน
5. พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน พลังประชาชน
6. นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ พลังประชาชน
7. นายวิฑูรย์ นามบุตร ประชาธิปัตย์
8. นายดนัย นพสุวรรณวงศ์ ประชาธิปัตย์
9. นายวัลลภ ไทยเหนือ เพื่อแผ่นดิน
10. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ชาติไทย
กลุ่ม 5.
1. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประชาธิปัตย์
2. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประชาธิปัตย์
3. พ.อ.วินัย สมพงษ์ ประชาธิปัตย์
4. นายภุชงค์ รุ่นโรจน์ ประชาธิปัตย์
5. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ พลังประชาชน
6. นายสมพล เกยุราพันธุ์ พลังประชาชน
7. นายอัสนี เชิดชัย พลังประชาชน
8. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รวมใจไทย
9. นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา เพื่อแผ่นดิน
10. นายเสนาะ เทียนทอง ประชาราช
กลุ่ม 6
1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประชาธิปัตย์
2. นายเจริญ คันธวงศ์ ประชาธิปัตย์
3. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประชาธิปัตย์
4. นางผุสดี ตามไท ประชาธิปัตย์
5. นายประกอบ จิรกิติ ประชาธิปัตย์
6. นายสมัคร สุนทรเวช พลังประชาชน
7. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พลังประชาชน
8. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ พลังประชาชน
9. นายจตุพร พรหมพันธุ์ พลังประชาชน
10.ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ เพื่อแผ่นดิน
กลุ่ม 7.
1พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ประชาธิปัตย์
2.นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประชาธิปัตย์
3.นายสุวโรช พะลัง ประชาธิปัตย์
4.นายอรรถพร พลบุตร ประชาธิปัตย์
5.นายปัญญวัฒน์ บุญมี ประชาธิปัตย์
6.นายไชยา สะสมทรัพย์ พลังประชาชน
7.พล.ต.สรชัย มนตริวัต พลังประชาชน
8.ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ พลังประชาชน
9.น.ส.กัญจนา ศิลปะอาชา ชาติไทย
10.นายประภัตร โพธสุธน ชาติไทย
กลุ่ม 8.
1.นายชวน หลีกภัย ประชาธิปัตย์
2.นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประชาธิปัตย์
3.นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประชาธิปัตย์
4.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประชาธิปัตย์
5.นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ประชาธิปัตย์
6.นายนิพนธ์ บุญญามณี ประชาธิปัตย์
7.นายพีรยศ ราฮิมมูลา ประชาธิปัตย์
8.น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ ประชาธิปัตย์
9.นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ พลังประชาชน
10.นายมานพ ปัตวงศ์ เพื่อแผ่นดิน--จบ--
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 4, 2008
รายชื่อส.ส.ระบบสัดส่วน76คนที่ผ่านการรับรองจากกกต.
'เติ้ง'ปิดปาก กกต.ไม่เป็นกลาง
ที่พรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และว่าที่ ส.ส.สุพรรณบุรี เขต 1
ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องที่ กกต. สั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมกรณีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในเขต 1 วางตัวไม่เป็นกลาง ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ว่าที่ ส.ส. สุพรรณบุรี เขต 1 กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะไปสอบสวนว่ากรรมการวางตัวไม่เป็นกลางหรือไม่ อย่างไรก็ตามพรรค ชาติไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ ต่างก็ส่งตัวแทนเข้าไปสังเกตการณ์ในหน่วยเลือกตั้งตามที่ กกต. อนุญาต และพรรคไม่จำเป็นต้องทำผิดกฎหมาย เพราะคะแนนทิ้งห่างจากผู้สมัครพรรคอื่นมาก
นายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงว่า พรรคของดทำกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่องในวันที่ 3-4 ม.ค. จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเริ่มกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอีกเมื่อใด
‘สมัคร'เดินหน้าตั้งรัฐบาล-มั่นใจปชช.พอใจทีมศก.
นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) เข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรองผลการเลือกตั้ง โดยระบุว่า แม้ว่าที่ส.ส.ของพรรคยังไม่ได้รับการรับรองจากกกต.ถึง 65 คน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบกับการที่ พปช.เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
นายสมัครยังเชื่อว่า ว่าที่ส.ส.ทั้ง 65 คนมีโอกาสจะพ้นข้อกล่าวหาที่มีผู้ร้องเรียนคัดค้านผลการเลือกตั้ง หากได้เข้าชี้แจงข้อมูลต่าง ๆ ต่อกกต.
นายสมัคร ยังให้สัมภาษณ์กับวิทยุรัฐสภาว่า ขณะนี้พรรคได้เตรียมทีมเศรษฐกิจไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเมื่อประชาชนเห็นรายชื่อจะยอมรับได้อย่างแน่นอน
‘สมัคร-อภิสิทธิ์'รับหนังสือรับรองเป็นส.ส.
บรรยากาศล่าสุดในการรอรับหนังสือรับรองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ของ ส.ส.ที่ได้รับการประกาศรับรองไปแล้ว ล่าสุดหัวหน้าพรรคของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ประกอบด้วย นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมารับหนังสือรับรองแล้ว พร้อมกับแกนนำและสมาชิกของทั้ง 2 พรรคร่วม 100 คน อาทิ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาฯพรรคพลังประชาชน ในฐานะ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.ระบบแบ่งเขต จ.เพชรบุรี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูรณ์ ส.ส.แบ่งเขต กทม. เขตที่ 12 พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปที่รัฐสภา โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์ใดกับสื่อมวลชน--จบ--
‘หมอเลี้ยบ'ไม่กังวลกกต.ไม่รับรอง ส.ส.65 คน-ยันไม่มีผลตั้งรัฐบาล
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันไม่รู้สึกกังวลต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่รับรองผลว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จำนวน 65 คน เพราะไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ กกต.ยังไม่ได้รับรองนั้นจะต้องรับใบเหลือง ใบแดง แต่เป็นเรื่องของการร้องเรียนที่ กกต.ต้องพิจารณา ทั้งผู้สมัครของพรรคยังไม่มีโอกาสเข้าชี้แจง แต่ก็รู้สึกประหลาดใจว่าจำนวนผู้สมัครที่ได้รับใบแดง 60 คน ซึ่งมีการพูดถึงก่อนหน้านี้จะมีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนผู้สมัครของพรรคที่ไม่ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตามพรรคไม่มีข้อติดใจสงสัยอะไร และยังเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต. ที่จะหาข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากก่อนการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ให้กับผู้สมัครของพรรคซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้มั่นใจว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะพรรคที่ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนนั้นได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยยังและพรรคเพื่อแผ่นดินถึงแม้จะยุติความเคลื่อนไหวทางการเมืองชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่ก็จะมีการเดินหน้าพูดคุยในรายละเอียดต่อไป
‘ยงยุทธ'ไม่หนักใจเข้าชี้แจง‘กกต.'8 มค.นี้
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ หลังจากรู้ข่าวว่า ทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่ประกาศผลรับรองเป็น สส. โดยตนจะเตรียมหลักฐาน เรื่องถูกร้องเรียน เข้าชี้แจง ต่อ กกต.ในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยระหว่างนี้ขอเวลารวบรวมเอกสารชี้แจงเพราะพึ่งเดินทางกลับจากอเมริกา อย่างไรก็ตามตนไม่หนักใจเพราะไม่ได้กระทำผิดสามารถชี้แจงได้
ทั้งนี้ วานนี้ กกต.ได้ประกาศรับรองผล สส. รอบแรก ทั้งสิ้น 397 คน ยังไม่รับรองอีก 83 คน โดยแบ่งเป็น สส.แบบสัดส่วน 4 คน เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และพรรคพลังประชาชน 3 คน โดย นายยงยุทธ เป็น 1 ใน 3 คนด้วย
สุขแบบปชป.
คอลัมน์ ปิดไม่ลับ
แม้จะแพ้การเลือกตั้งชนิดไม่เห็นฝุ่น พรรคประชาธิปัตย์ กลับแสดงอาการดี๊ด๊า ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ด้วยการเป็น ฝ่ายค้าน
โดยเฉพาะ หัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เดินทักทายสวัสดีปีใหม่ ด้วยอารมณ์แจ่มใส ไม่มีวี่แววของความเศร้าหมองในจิตใจ ต่อมาก็คงจะเป็น เทพเทือก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ที่อารมณ์ดีๆ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบสดชื่น นั่งโยกเก้าอี้ไปหัวเราะไป
หรือจะเป็น เทพไท เสนพงศ์ โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนตำแหน่งเป็น เชลล์ชวนชิม ชั่วคราว พร้อมทั้งควักกระเป๋าซื้อหมูทอดโลละ 400 บาท มาเป็นของกำนัลเลี้ยงทุกคนในพรรค นอกจากนี้ ในวันปีใหม่ที่ผ่านมา ยังได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือให้กับสื่อมวลชนใจความว่า ในโอกาสวันดีขึ้นปีใหม่ ผมเทพไทกราบงามๆ ทั้ง 3 หน ให้ประชาธิปัตย์โชคดีกันทุกคน ผ่านพ้นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลเลย
และยังมีบรรดาว่าที่ ส.ส. (หน้าใหม่) ที่แวะเวียนหอบหิ้วขนมนมเนยมาฝากนักข่าวเป็นว่าเล่น
แต่ที่ฮาสุดคงหนีไม่พ้น ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ที่ออกอาการสุขล้นมากที่สุด เดินฮัมเพลงไปทั่วพรรค
และเมื่อเจอนักข่าวก็เข้ามาแวะทักทาย พร้อมทั้งร้องเพลง ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ของนักร้องสาวเสียงใส ตั๊กแตน ชลลดา โดยกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หมายถึง พรรคพลังประชาชนไม่ใช่แฟน เป็นรัฐบาลแทนไม่ได้ (หัวเราะ)
นี่คือความสุขของชาวประชาธิปัตย์ ที่แม้ว่าวันนี้จะน้ำตาตกในก็ตาม...
ประชาธิปัตย์มั่นใจ?
ถึงสิ่งเหล่านี้จะมาจากจิตใต้สำนึกของคุณสุเทพเองคนเดียว แต่ก็สะท้อนเป็นคำถามต่อไปได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าที่และอิสรภาพในการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศ หรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครคนหนึ่งเท่านั้น
ผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่าหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชนทำคะแนนนำพรรคประชาธิปัตย์ชนิดไม่เห็นหลังกันนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาที่น่าสนใจขึ้นบางอย่าง
นั่นคือแทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะนิ่งเงียบและลดบทบาทไป กลับแสดงความมั่นใจอย่างเอกอุว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และตนจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตัวจริงที่มีหัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าจะเป็นคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์อย่างนี้เหมือนกันหมด
คนที่เขารู้ภาษาและมารยาทถึงกับถามกันดังๆว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปเอาความมั่นใจชนิดแหวกประเพณีอย่างนี้มาจากไหน
คนที่เขารู้อะไรๆอยู่บ้างจะถามลึกลงไปว่า ใครเขาบอก "ข้อมูลใหม่" อะไรกับประชาธิปัตย์มาหรือถึงได้ลิงโลดขนาดนี้
เหมือนกับจะถามว่าใครเคาะกะลาให้ประชาธิปัตย์ดีใจนั่นล่ะครับ แต่คงจะเกรงใจกันอยู่บ้าง
ประเด็นคือพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรให้ลุกขึ้นมาไล่เบี้ยเขาอย่างนี้แน่ หากไม่มีใครหรือข้อมูลใดๆมาหนุนหลัง
ถามว่าเขาคือใครหรือข้อมูลที่ว่านั้นคืออะไร
คำอธิบายในภาพรวมนั้นคงไม่พ้นคำมั่นสัญญาจากคนที่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อถือว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่มีวันหวนกลับคืนสู่อำนาจ เพราะ "อำนาจเดิม" ได้ตัดสินใจแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายหน้าที่ดีที่สุดของกลุ่มตน
วิธีการก็หลากหลายไปตามขั้นตอน
ขั้นแรกก็คือการใช้ข้อตกลงที่สอดใส่ไว้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดการแบ่งค่ายที่ชัดเจนระหว่างขั้วพลังประชาชนและขั้ว "อำนาจเดิม"
พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยจึงมีอาการที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ทั้งๆที่ความต้องการจริงคือการเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะขั้วของใครทั้งนั้น
แผนปฏิบัติการเมื่อปลายปีซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่างๆก็ถูกปล่อยออกมาอย่างแพร่สะพัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าฝ่ายคุมกำลังนั้นจะไม่ยอมที่จะให้รัฐบาลประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการคิดบัญชีหรือล้างแค้นกันหรือไม่
คณะกรรมการการเลือกตั้งนั่งอยู่เฉยๆแท้ๆก็มีคนอย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดได้ราวกับตัวเป็น กกต. เสียเองว่าอาจจะมีใบเหลืองและใบแดงรวมกันถึง 60 ใบ
ถึงสิ่งเหล่านี้จะมาจากจิตใต้สำนึกของคุณสุเทพเองคนเดียว แต่ก็สะท้อนเป็นคำถามต่อไปได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งในสายตาของพรรคประชาธิปัตย์เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าที่และอิสรภาพในการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศ หรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครคนหนึ่งเท่านั้น
และยังมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคพลังประชาชนและการเอาผิดเอาโทษกับคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งอยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในไม่ช้านานนี้
ปุ่มทั้งหลายที่เราเคยพูดกันมาแล้วน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และผู้บริหารระดับสูง คือหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เกิดความมั่นใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงผลการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า คือหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนมากขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ
เพราะถ้ารวมเรื่องนี้เข้าแล้วอาจจะมีความมั่นใจจนเกินพิกัดชนิดปรอทแตกได้ เพราะเผลอหรือหลงคิดไปเลยทีเดียวว่านอกจากจะบังคับหรือชี้ทางของการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว อาจจะมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองขนาดเสกเป่าให้เกิดผลการเลือกตั้งตามใจตนเองได้ด้วยซ้ำไป
ความมั่นใจของพรรคประชาธิปัตย์จึงมีนัยสำคัญที่ชี้ถึงการเมืองในปัจจุบันและอนาคตของไทย
ถ้าเป็นนักเล่นละครที่แนบเนียนกว่านี้ก็คงจะเก็บรอยยิ้มไว้ในสีหน้า แล้วก็รอไชโยเมื่อคราวของตนเองมาถึงจริงๆ
แต่นั่นแหละครับ คนเราลงมั่นใจจนเกินขีดและได้รับหลักประกันชนิดที่อยากจะคุยอวดไปสามบ้านแปดบ้านว่าตนเองมีดีเหนือใคร มันเป็นความหลงเฉพาะหน้าที่ทำให้เสียคนได้
เราจึงควรใช้เหตุการณ์ในขณะนี้ในการวิเคราะห์เบื้องหลังและเบื้องหน้าของการเมืองไทยว่าใครทำหน้าที่เป็นองค์กรทางการเมืองเพื่อประชาชน หรือใครทำหน้าที่เพื่อบางชนชั้นและผู้มีอำนาจบางคน ซึ่งต้องการจะสืบทอดอำนาจไปชั่วนิรันดร์
การจัดตั้งรัฐบาลเที่ยวนี้จึงเป็นการตรวจสอบกำลังของขั้วต่างๆในเมืองไทย หาใช่ขั้นตอนปกติธรรมดาตามรัฐธรรมนูญไม่
ใครเผลอคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดจบแห่งความวุ่นวายในสังคมไทยได้โปรดคิดใหม่
เพิ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่งเท่านั้นเองครับ.--จบ-
///////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง
จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้
ฉายารัฐสภาปี50
ธรรมเนียมปฏิบัติทุกปีสื่อมวลชนประจำรัฐสภาจะร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามแม้ว่าในปีนี้ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ “สนช.” และ “ส.ส.ร.” ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ และอารมณ์ขันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซง หรือตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตระหนักดีว่า ผู้ที่ได้รับฉายา อาจมีทั้งที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ทั้งนี้ฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้
1.ฉายา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่ “ขัน-ที สีเขียว” หลังจากที่สนช.ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหารและข้าราชการประจำ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา “สีเขียว” ทำให้สนช.ชุดนี้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคมช.และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น ผ่านการพิจารณาหลายฉบับ โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพ.ศ. .... นั้น สนช.ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และที่ถือได้ว่าเป็นมหกรรมทิ้งทวนของสนช.ชุดนี้คือการทำคลอดกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นการกระทำว่าสนช.มีกริยาเปรียบได้กับ “นกเขา” เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม “ขัน” ตอบรับตามสัญชาตญาณทันที
2.ฉายาประธานสนช. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้แก่ “ซีอีโอ สนช.” นายมีชัยถือเป็นนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มอำนาจตลอดมา ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางการเมือง นายมีชัยยังได้รับความไว้วางใจจาก คมช. ให้มาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนายมีชัยก็ไม่ได้ทำให้ผู้แต่งตั้งผิดหวัง เมื่อสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาลและคมช.ต้องการเข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังใช้ฝีมือบวกความเก๋าสยบความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างสนช.กลุ่ม ก๊ก ต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัทเลยทีเดียว
3.ฉายาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ “แสบสนิท ศิษย์คมช.” ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2549 ได้กำหนดที่มาของส.ส.ร.ให้มาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆที่เรียกว่า “สมัชชาแห่งชาติ” จำนวน 2,000 คน ให้เลือกกันเองเหลือ 200 คน แล้วนำมาให้ คมช.คัดเหลือ 100 คนเพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส.ส.ร.100 (บวก10 กมธ.ยกร่างฯ) ก็ได้ตอบแทนคมช.ด้วยการพ่วงมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายในบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นความผิดที่คมช.ได้กระทำมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “นิรโทษกรรม” นั่นเอง พฤติกรรมที่แสบซ่าของส.ส.ร.ยังถูกกล่าวขวัญอย่างหนาหูจากการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง ข่าวฉาวซื้อเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายยังไม่วายมีความความไม่โปร่งใสในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติปูดขึ้นมาอีก “แสบสนิท” จริงๆ
4.เหตุการณ์แห่งปี ได้แก่ “ม็อบยึดสภา” เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอ กว่า 500 คน นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ที่คัดค้านการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยื่นคำขาดให้สนช.ยุติบทบาททันที โดยนำกำลังปิดล้อมทางเข้า-ออกรัฐสภา ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 50 คน ปีนรั้วบุกเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา ยกพลเข้าประชิดห้องประชุม ระหว่างที่สนช.กำลังถกกฎหมายสำคัญ เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการประชุมทันที และการประท้วงครั้งนี้ยังสามารถทำให้ สนช.กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมาย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันทางนิติบัญญัติมาก่อน
5.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้แก่ “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550” ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 17 ฉบับ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 คมช.ได้มีการแต่งตั้งส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และในวันที่ 19 ส.ค.50 ก็มีการจัดให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2475 อย่างไรก็ตามการลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าคนไทยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ด้วย
6.ดาวเด่น ได้แก่ “นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์” เป็นสนช.สายสังคม ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเสนอกฎหมายด้านสังคม หรือสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่เคยมีข้อครหาว่ารับผลประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นายวิริยะยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสนช.ที่เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอด้วย รวมทั้งยังมีสปิริตในการปฎิบัติหน้าที่โดยเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับที่แม้ตนเองเป็นผู้เสนอแต่ปรากฎว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย ก็จะยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีการตีรวนทำให้เกิดความวุ่นวายในสภา
7.ดาวดับ “ได้แก่ “พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน” แรกเริ่มเมื่อเข้ารับตำแหน่งสนช.ได้ประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็นมือปราบคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการล่าชื่ออภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหลายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูกย้อนเกล็ดโดยสนช.สายทหารด้วยกันเองที่กล่าวหาว่าพล.ร.อ.บรรณวิทย์ไม่โปร่งใสในระหว่างทำหน้าที่บริหารองค์การแบตเตอรี่ ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากที่กระทบกระทั่งกับผู้บังคับบัญชา จากกรณีที่ออกมาปกป้องเพื่อนซี้ที่ชื่อพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้นยังดับไม่พอ ในบั้นปลายชีวิตราชการอยากจะเล่นการเมืองก็วืดอีกเช่นเดิมเนื่องจากรมว.กลาโหม เล่นเกมดึงเวลาไม่เซ็นหนังสืออนุมัติลาออกให้จนแห้วไม่สามารถลงสมัครส.ส.ได้
8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แม้จะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือคมช. แต่ก็อยู่คนละกลุ่ม ตั้งแต่วันแรกที่สนช.ตั้งไข่ ทั้งคู่ก็กลายเป็นหนามตำใจของกันและกัน เมื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสนช.แต่ศึกยกแรกน.ต.ประสงค์ พ่ายไปอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็ตั้งป้อมใส่กันแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี เพราะต่างเป็นมวยเฮฟวี่เวททั้งคู่ กฎหมายฉบับไหนนายมีชัยหนุน น.ต.ประสงค์ก็จะค้านอย่างสุดลิ่ม เช่น ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เวทีไหนมีน.ต.ประสงค์ก็จะไม่มีนายมีชัย เช่นเดียวกันถ้านายมีชัยเข้าไปนั่งหัวโต๊ะวงประชุม ก็จะไม่เห็นเงาน.ต.ประสงค์ เข้าทำนอง “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”
9.วาทะแห่งปี ได้แก่ “ไปตายเอาดาบหน้า” เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขณะทำหน้าที่ประธานที่ประชุมสนช.ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในวาระ 2 ซึ่งนายมีชัย ได้ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กำหนดรายละเอียดข้อห้ามในการรับของกว้างเกินไป แม้แต่การไปตรวจราชการแล้วประชาชนนำผ้าขาวม้ามาผูก หรือเอาลองกองมาให้กิน ก็ยังรับมาเป็นของส่วนตัวไม่ได้ ต้องนำเข้าเป็นของหลวงเท่านั้น แต่ทางกมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิม ทำให้นายมีชัย กล่าวเชิงประชดว่า “ถ้างั้นให้ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน” จนในที่สุดกมธ.ก็นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
อย่าน่ารำคาญ
ถ้าใครที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยเดิม
คงอดผิดหวังแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ ที่ต้องชวดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปอย่างน่าเสียดาย
หลังการยึดอำนาจ 19 กันยาฯ 49
ตอนนั้นใครต่อใครหลายคนก็คาดหมายว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับเลือกเข้ามาชนิดถล่มทลาย
เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ ของนายอภิสิทธิ์ น่าจะสดใส และไม่ต้องเปลืองแรงมาก
เนื่องจากก่อนหน้านั้นบนเวทีการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้รับการจัดอันดับความรู้ความสามารถให้เป็นรองแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว
จะมีอีกคนก็คือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ดังนั้น พอเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ
พรรคไทยรักไทยคู่ปรับก็โดนตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบทิ้ง
นายสมคิด ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ต้องเว้นวรรคการเมืองนาน 5 ปี
รัศมีของนายอภิสิทธิ์ จึงเปล่งประกายเจิดจรัส
แฟนๆ ประชาธิปัตย์ต่างพากันมั่นอกมั่นใจ หนนี้นายอภิสิทธิ์ไม่เป็นนายกฯ ไม่ได้แล้ว
แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระแหนะกระแหนสอดแทรกให้ได้ยินว่า ถ้าลองทหารยึดอำนาจให้แล้ว ทักษิณถูกขับไล่ไปเรียบร้อย พรรคไทยรักไทยโดนยุบ
ทุกอย่างลงล็อกเสียขนาดนี้ ถ้าอภิสิทธิ์ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว
ก็นั่นแหละ สุดท้ายก็ไม่รู้จะว่ายังไงจริงๆ
ถึงวันนี้บอกได้เลยว่าโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หรือโอกาสที่นายอภิสิทธิ์ จะได้เป็นนายกฯ คนที่ 25 นั้น
แทบไม่มีเปอร์เซ็นต์เหลืออยู่เลย
เพราะดูจากท่าทีพรรค "ตัวแปร" ทั้งหลาย พร้อมจะโดดเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนด้วยกันทั้งนั้น
รวมถึงพันธมิตรฝ่ายค้านเก่าอย่างพรรคชาติไทย
นั่นแหละ "ปลาไหล" ตัวจริงเป็นๆ
ดูจากสภาพการณ์ทั้งหลายทั้งปวงตอนนี้
การฝากความหวังไว้ที่ กกต.ว่าจะชักใบแดงให้พรรคพลังประชาชน 40-50 ใบ ก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยอยู่สักหน่อย
หรือจะตั้งหน้าตั้งตาสาปแช่งพรรคพลังประชาชนให้โดนยุบทิ้งอีกรอบ จะยิ่งเลยเถิดเข้าไปใหญ่
พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ ทำได้อย่างเดียวคือยอมจำนน
เอาเวลาไปนั่งคิดทบทวนว่าอะไรคือจุดอ่อนของพรรคที่ทำให้พ่ายแพ้ทั้งที่มี "ตัวช่วย" มากมาย
การออกมาดิ้นรนตีรวนของแกนนำพรรคบางคนควรหยุดได้แล้ว
ขืนมากไปกว่านี้ จากพรรคที่น่าเห็นอกเห็นใจ
อาจจะกลายเป็นพรรคที่น่ารำคาญไป


