น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการร่วมรัฐบาล ว่า ตอนนี้ยืนยันว่จะรวมกัน 3 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอีก 2 พรรคก็ยังไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะรอผลการพิจารณาให้ใบรับรองของกกต. ซึ่งเราเองก็ยังรอจนกว่าทั้ง 2 พรรคจะแถลงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าอยากได้ให้รัฐบาลมีเสียงสัก 280 เสียง เพื่อให้มีเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่หากเสียงเกินกึ่งหนึ่งมากไม่มาก ก็ต้องพิจารณาในการรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเดิมเราคิดว่าจะพิจารณาผู้จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีจากคนในก่อน หากเป็นเช่นนั้นส.ส.สัดส่วนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาจจะต้องลาออกจากตำแหน่งส.ส.สัดส่วน เพื่อให้คนที่อยู่ในอันดับต่อไปเลื่อนขึ้นมาเพื่อทำงานในสภาแทน.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 5, 2008
“เลี๊ยบ” ยังรอท่าที ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน ร่วมรัฐบาล
พปช.เรียกประชุมฝ่ายกฎหมาย เตรียมแจงข้อหานอมินี
ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมฝ่ายกฎหมายของพรรคพลังประชาชน ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับกรณีที่มีการฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งในข้อกล่าวหาที่ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งการแจกจ่ายซีดี ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เตรียมข้อมูลไว้ชี้แจงต่อศาลฎีกาที่จะมีการไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 15 ม.ค. นี้ โดยจะเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาโดยมีนโยบายชัดเจน และการแจกซีดีเราก็เน้นการแจกซีดีที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของหัวหน้าพรรค และนโยบายด้านเศรษฐกิจเท่านั้น
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะมีการประชุมในวันที่ 7 ม.ค. เพื่อพิจารณามติของ กกต.ในการให้ใบแดงว่าที่ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน เพราะพรรคได้รับข้อมูลใหม่ซึ่งมีทั้งเอกสาร และซีดีการบันทึกคำพูดของ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ไม่เคยเสนอให้กกต.กลางให้ใบแดงแก่ว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชนเลย ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ทาง กกต.กลางระบุออกมาว่าการให้ใบแดงว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์ เป็นข้อเสนอของกกต.จังหวัด อีกทั้งอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนของกกต.ระบุว่าควรเป็นใบแดง กกต. ทำให้ข้อมูลที่ออกมาทั้ง 2 ฝ่ายไม่ตรงกัน ซึ่งตามหลัก กกต.กลางควรที่จะเรียกว่าที่ส.ส.ของพรรคไปชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นการรับฟังข้อมูลรอบด้าน ตนอยากให้กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาของการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต.ในการพิจารณาให้กับว่าที่ส.ส.ที่ยังไม่ได้รับรองอีก 83 คน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ใบแดงของกกต. ทำให้เกิดการชุมนุมของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การแสดงออกของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการขนคนมาหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธ์แสดงความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งตนอยากยกตัวอย่างการใบเหลืองที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งก็ไม่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะอาจจะเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่ในกรณีการให้ใบแดงที่จ.บุรีรัมย์ ก็มีข้อสงสัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของ กกต.จังหวัด หรือการไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจง ซึ่งข้อสงสัยเหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัยได้
เมื่อถามว่าแสดงว่าจุดยืนของพรรคเห็นด้วยการกับชุมนุมกดดันกกต. น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สิ่งนี้อาจจะเป็นกรณีศึกษาของกกต.ที่จะต้องดำเนินการให้โปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ให้ประชาชนทั่วไปสงสัยได้ เมื่อถามต่อว่า เกรงหรือไม่ว่าจะเกิดกระแสการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของกกต.แล้วจะเกิดการชุมนุมทำให้เกิดความวุ่นวายในหลายจังหวัด น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า หากกกต.พิจารณาด้วยความโปร่งใส เรื่องพวกนี้ก็คงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามตนยังเชื่อมั่นว่ากกต.ทั้ง 5 จะพิจารณาขั้นตอนการให้ใบเหลือง-ใบแดงอย่างเป็นธรรม และว่าที่ส.ส.ของพรรคที่ยังไม่ได้รับรองจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้.
กกต.หวั่นมือมืดป่วนการชุมนุมกดดัน กกต.บุรีรัมย์ [5 ม.ค. 51 - 16:00]
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (5 ม.ค.) ว่า อยากขอร้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์ อย่ากดดัน กกต. จังหวัดกรณีว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้รับใบแดง เพราะเกรงว่าจะมีการสวมรอย และทำให้ปัญหาบานปลาย เพราะการพิจารณาอยู่ที่ กกต. กลาง และในขั้นตอนถือว่ายังไม่ยุติ เนื่องจากต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่อาจมีความเห็นตรงข้ามกับกรรมการการเลือกตั้งได้
กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันว่า กกต.กลางได้ใช้ดุลพินิจ โดยยึดพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่มีการตั้งธงในการให้ใบแดงกับผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน สำหรับการประชุม กกต.ในวันจันทร์นี้ (7 ม.ค.) จะได้พิจารณาเรื่องการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.ได้ยกคำร้องคัดค้านของผู้สมัคร 6 ราย รวมทั้งจะมีการพิจารณาการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ของเขต 1 จังหวัดลำปาง ว่าจะให้เลือกตั้งในวันที่ 13 หรือ 20 ม.ค.51
ชาวบุรีรัมย์ร่วมหมื่นคน ประท้วงกกต.แจก 3 แดง พปช.
วานนี้ (4 ม.ค.) ว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 จ.บุรีรัมย์
ที่ถูกให้ใบแดงทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายประกิจ พลเดช และนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พร้อมชาวบ้านจากทุกอำเภอใน จ.บุรีรัมย์ กว่า 10,000 คน ได้เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงที่หน้าสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประจำจังหวัด เพื่อคัดค้านการพิจารณาให้ใบแดง 3 ว่าที่ ส.ส. อ้างไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเลือกตั้ง
โดยแกนนำชาวบ้าน และว่าที่ ส.ส.ที่ถูกให้ใบแดงได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย โจมตีกล่าวหาการทำงานของ กกต.ว่าไม่เป็นกลาง
พร้อมเรียกร้องให้ออกมาชี้แจงถึงความชอบธรรมด้วย ท่ามกลางกำลังตำรวจ ทหาร ที่มารักษาความสงบ เรียบร้อยร่วม 100 นาย เกรงจะเกิดความวุ่นวาย นอกจากนั้นชาวบ้านที่มาชุมนุมประท้วง ยังได้ร่วมกันลงชื่อถอดถอน นายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.จังหวัด และ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ออกจากตำแหน่งอีกด้วย นายประกิจ พลเดช 1 ในว่าที่ ส.ส.ที่ถูกให้แดง กล่าวว่าตามที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กลาง ระบุว่าได้เรียก 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ที่ได้รับใบแดงไปชี้แจงแล้วนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครไปชี้แจงข้อเท็จจริงแม่แต่คนเดียว
ขณะเดียวกัน นายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่ ส.ส. และผู้ประสานงานพรรคพลังประชาชน พร้อมว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จาก 4 เขตเลือกตั้ง 9 คน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์
ให้ดำเนินคดีกับนายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.บุรีรัมย์ และ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน โดยกล่าวหาว่าทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบวางตัวไม่เป็นกลาง ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานเท็จ ในการพิจารณาความผิดให้ใบเหลืองในแดงผู้สมัคร ทั้งได้นำผู้ต้องหาที่หนีหมายศาล จ.ร้อยเอ็ด มาเป็นพยานในคดีซื้อเสียง ทั้งนี้ หลังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ รับแจ้งจะได้รายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมสืบสวนสอบสวนต่อไป
กกต.วอนอย่าชุมนุมประท้วงกดดัน บอกพร้อมรับฟังข้อเท็จจริง
กกต.วอนอย่าชุมนุมประท้วงกดดัน แจกใบเหลือ-แดง เผยพร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ยันกกต. ไม่เคยตั้งธงล่วงหน้าในการทำงาน
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่การชุมนุม ขับไล่กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.จ.บุรีรัมย์ ไม่ถูกต้อง ว่า การพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดง หรือการไม่ประกาศรับผลการเลือกตั้งว่าที่ส.ส.บางคนอย่างเป็นทางการ เป็นการพิจารณาของกกต.กลาง จึงขออย่าให้ผู้ที่ไม่เข้าใจออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันการทำงาน เพราะขณะนี้ขั้นตอนต่างๆ ยังไม่ยุติ
นอกจากนี้ ยังกังวลว่าอาจมีกลุ่มอื่นมาแอบแฝงเพื่อสร้างความรุนแรงได้และขอยืนยันว่า การทำงานของกกต. เป็นตามพยานและหลักฐาน
'อย่าเพิ่งไปกล่าวหา เพราะว่าเขา (กกต.จังหวัดบุรีรัมย์) ก็ทำงานตามหน้าที่ หากมีประเด็นใดที่ไม่ถูกต้อง ก็ให้เสนอข้อเท็จจริงเข้ามา เรื่องก็ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา'
นายประพันธ์ กล่าวว่า การประกาศไม่รับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ส.ส.อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ตรงกับการคาดเดาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ากกต.ไม่เคยตั้งธงในการทำงาน
ส่วนกรณีที่กกต.มีมติให้ใบเหลืองแก่ นายธนาธร โล่ห์สุนทร ว่าที่ส.ส. จ.ลำปาง เขต 1 พรรคพลังประชาชน นั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า วันที่ 7 มกราคมนี้จะมีการประชุมตัดสินใจว่า จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 มกราคมนี้ หรือ 20 มกราคมนี้
เป็นเสียเอง [5 ม.ค. 51 - 18:26]
เหมือนว่าประเทศไทยจะตกอยู่ในบรรยากาศเศร้าโศกเสียใจอาลัยต่อการจาก ไปของ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ” ประชาชนต่างแต่งชุดดำและไปร่วมไว้อาลัย กันอย่างเนืองแน่นและต่อเนื่อง
เพราะเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งในความรู้สึกของคนไทย
เหนืออื่นใดในห้วงนี้ดูเหมือนการเมืองจะเบาบางลง เพราะนักการเมืองต่างหยุดเคลื่อนไหว ชั่วคราวเพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน
แต่ที่ยังหยุดไม่ได้คือ กกต.ซึ่งจะต้องทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องเพราะมีเงื่อนไขเวลา อันจำกัดที่จะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดงแก่ผู้สมัครที่ถูกร้องเรียนว่ากระทำผิดเลือกตั้ง และอีกส่วนหนึ่งคือจะต้องประกาศรับรองผู้สมัครบางส่วน
ประกาศรับรองชุดแรกไปแล้ว 397 คน เหลืออีก 83 คนที่กำลังมีการพิจารณาว่า จะมีความผิดหรือไม่ จะถูกใบแดง-ใบเหลืองหรือว่าหลุดรอดไปได้ ซึ่ง กกต.จะต้องดำเนินการให้เสร็จใน 30 วันซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญจากนั้นก็จะเปิดสภา เลือกประธานสภาผู้แทนฯและนำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯต่อไป ซึ่งนั่นต้องหมายความว่ามีจำนวน ส.ส.ครบจำนวนเต็ม 480 คน หรือต้องได้ 95%
ตรงนี้แหละคืองานสำคัญของ กกต.และจะเป็นการโชว์ผลงานว่ามีฝีมือแค่ไหน ถูกต้องแม่นยำแค่ไหน สุจริตโปร่งใสแค่ไหน ทำให้ การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือไม่ และที่สำคัญกล้าชี้ขาดไม่ต้องไปหวั่นไหวต่อแรงกดดันได้มากน้อยแค่ไหนมีประเด็นหนึ่งที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนออกมาปูดว่า มีมือลึกลับเข้ามาแทรกแซง กกต.ในการแจกใบแดง-ใบเหลือง และกล่าวถึงนายตำรวจจากสันติบาลที่เข้ามาช่วยงานสืบสวน
สอบสวนที่แนบแน่นกับพรรคการเมืองตรงข้ามและกลุ่มพันธมิตรแต่ กกต.ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกันเพราะอาสาเข้ามาทำหน้าที่ด้วยสุจริตและไม่มีหน้าที่ในการชี้ขาด แต่ทำให้งานรวดเร็วขึ้น
จริงๆแล้วตรงนี้คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่หาก กกต.ยอมรับว่าจะต้องเจอสภาพการณ์เช่นนี้ จากแรงกกดันทางการเมือง ต้องเตรียมใจเตรียมปัญญารองรับเอาไว้ เพราะเรื่องแบบนี้ มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วอยู่ที่ว่าจะ “นิ่ง” ได้แค่ไหนเท่านั้น
แต่ปัญหาจริงๆมันอยู่ใน กกต.เองนั่นแหละ ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอกที่ไหนเพราะรู้กันดี ว่าระหว่าง กกต.บางคนนั้นศรศิลป์ไม่กินกันและมีการพูดจาตอแยกันมาตลอด เพียงแต่ไม่เปิดตัวกันตรงๆเท่านั้นที่สุดก็เปิดตัวออกมาระหว่างนายสมชัย จึงประเสริฐ ที่รับผิดชอบงานนี้โดยตรงกับนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่พยายามแสดงว่ามีบทบาทมากที่สุด พูดแสดงความเห็นมากสุด
พูดง่ายๆวุ่นจนหยดสุดท้ายจากเหตุที่ถูกพรรคพลังประชาชนโจมตี นายสมชัยจึงออกอาการและเปิดใจ ว่าไม่อยากอยู่ต่อไปแล้ว อยากคืนสังกัดเก่าเพราะถูกโจมตีว่าทำงานล่าช้า
เหตุก็เพราะไม่พอใจที่มีการนำตำรวจสันติบาลมาทำงานทั้งๆที่มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่นางสดศรีบอกว่ามาช่วยงานมากกว่าและยังบอกด้วยว่าหลังชี้ขาดใบเหลือง-ใบแดง อาจจะมีการเปลี่ยนหน้าที่หรืออาจจะมี 4 กกต.แค่นั้นก็ทำงานได้ กดดันใครก็รู้กันอยู่
ครับ...ก็คงจะพอมองเห็นภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้น นี่มีแค่ 5 คนเท่านั้นยังวุ่นขนาดนี้ แต่ที่น่าเสียดายก็คือแทนที่ทั้ง 5 คนจะแสดงความเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักให้บ้านเมือง เพราะ กกต.ต้องทำหน้าที่สำคัญเพื่อชาติบ้านเมือง ในการจัดการเลือกตั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างโปร่งใสเพราะ “นักการเมือง” ต้องเข้ามาทำหน้าที่สำคัญของชาติ
แต่วันนี้ดันทำตัวเป็น “ผู้ใหญ่ไก่เขี่ย” ไปเสียฉิบ.
"สายล่อฟ้า"
'แม้ว'บัญชาเอง เรือใบช่วยทีมชาติ [5 ม.ค. 51 - 04:09]
นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศ ไทย กล่าวเปิดเผยถึงรายละเอียดในการเตรียมทีมชาติไทยชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม 20 ทีมสุดท้าย ที่ทีมชาติไทยมีคิวประเดิมแข้งนัดแรกด้วยการไปเยือนทีมชาติญี่ปุ่น ในวันที่ 6 ก.พ. โดยล่าสุดจากการประชุมหารือร่วมกันระหว่างคณะทำงานของทีมบอลโลก ได้ข้อสรุปว่า ขุนพลนักเตะไทยจะกลับไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประเทศ อังกฤษอีกครั้ง เป็นเวลาประมาณครึ่งเดือนเต็ม โดยคาดว่าจะออกเดินทางสู่เมืองแมนเชสเตอร์ในสัปดาห์หน้า
นายกลูกหนังไทยเผยว่า การไปเก็บตัวฝึกซ้อมในถิ่นเรือใบสีฟ้าในคราวนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับความอนุเคราะห์ดูแลจากทางประธานสโมสรแมนฯซิตี้ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกันนี้ ทาง “บิ๊กแม้ว” ก็ได้สั่งการโดยตรงให้อำนวยความสะดวกให้กับทีมชาติไทยอย่างเต็มที่ เพราะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสนับสนุนให้ทีมไทยไปถึงฝังฝันในการไปเล่นบอลโลก รอบสุดท้ายให้ได้ โดยกำชับว่าหากทีมไทยต้องการอะไร แบบไหนจากทางสโมสร ก็ให้ขอล่วงหน้ามาได้เลย จะได้จัดเตรียมไว้ให้ทุกอย่าง
นอกจากนี้ ประธานสโมสรเรือใบสีฟ้า ยังเตรียมที่จะเปิดวอร์รูมของสโมสรเป็นกรณีพิเศษ แล้วให้จัดหาข้อมูล วีดิโอเทปการเล่นของคู่แข่งทั้ง 3 ชาติของไทย คือ ญี่ปุ่น โอมาน และบาห์เรน เพื่อนำมาเปิดศึกษาผ่าฟอร์มหาจุดเด่น-จุดด้อย ของผู้เล่นทุกชาติอย่างละเอียดยิบแบบคนต่อคนซึ่งเป็นยุทธวิธีเดียวกับที่ทีมแมนฯซิตี้ ใช้วางแผนเตรียมรับมือกับคู่แข่งแต่ละนัดในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลานี้ ขณะเดียวกันก็จะให้กุนซือใหญ่ สเวน โกรัน อีริกสัน และสตาฟฟ์ทั้งหมดของสโมสรมาช่วยระดมสมองวิเคราะห์เจาะฟอร์มคู่ต่อสู้ของไทยอีกด้วย ซึ่งถือเป็นประโยชน์มหาศาลจริงๆสำหรับทีมชาติไทย
ส่วนแผนการเดินทางเข้าญี่ปุ่น เพื่อเตรียมประเดิมศึกคัดเลือกบอลโลกนั้น “นายกยี” เผยว่า นักเตะไทยจะเดินทางกลับจากแมนฯซิตี้ ไม่เกินวันที่ 26 ม.ค. จากนั้นตนคิดว่าอาจจะให้ทั้งหมดเดินทางล่วงหน้าเข้าญี่ปุ่นไปก่อนสัก 1 สัปดาห์เพื่อปรับสภาพร่างกาย และจะได้มีโอกาสได้ดูเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายของทีมชาติซามูไร ที่จะพบกับทีมชาติชิลี ในวันที่ 30 ม.ค. ที่สนามเมืองไซตามะ ที่จะเป็นสังเวียนแข้งที่เราจะเจอกับญี่ปุ่น ในวันที่ 6 ก.พ.ด้วย
ทางด้าน “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันของคณะทำงานเมื่อวันก่อน แผนการกลับไปเก็บตัวที่แมนฯซิตี้ ถือว่าเหมาะสมและลงล็อกมากที่สุด ซึ่งในเบื้องต้นเราจะเอานักเตะไปอังกฤษประมาณ 25 คน ซึ่งจากรายชื่อที่ประกาศออกมาถ้าเราตัดตัวผู้เล่นที่ค้าแข้งอยู่ในเวียดนามและสิงคโปร์ออกไปก็น่าจะพอดีแล้ว ซึ่งนักเตะที่อยู่ต่างประเทศจะเข้ามาสมทบกับทีมหลังกลับจากอังกฤษ ส่วนเกมอุ่นเครื่องระหว่างที่อยู่เมืองผู้ดี กำลังประสานงานให้มีอย่างน้อย 2 แมตช์ กับทีมสโมสรระดับดิวิชั่น 1
คตส.ร่อนจดหมายแจ้งข้อกล่าวหา"ทักษิณ"
นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนกรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัวและพวกพ้อง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการไต่สวนว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดในวันที่ 3 ม.ค. นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ลงนามส่งข้อกล่าวหาไปทางไปรษณีย์ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ตามภูมิลำเนาจำนวน 2 สำนวน คือ 1. คดีอาญา ประกอบด้วยการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือไว้ซึ่งธุรกิจสัมปทาน มีความผิดทางอาญาตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 และความผิดเกี่ยวกับการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานมีส่วนได้เสีย และมาตรา 157 การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และ 2. คือคดีทางแพ่ง มีฐานความผิดคือได้ทรัพย์มาโดยไม่ สมควร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่ง คตส. เคยมีมติอายัดทรัพย์เงินจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป และเงินปันผลทั้งหมดรวม 7.7 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้หลังจากส่งข้อกล่าวหาไปให้ พ.ต.ท. ทักษิณแล้ว อนุกรรมการได้กำหนดให้เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับข้อกล่าวหา แต่หากหนังสือถูกตีกลับและไม่มีการติดต่อกลับ คตส. อนุกรรมการฯจะถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ติดใจ อนุกรรมการไต่สวนฯจะเดินหน้าต่อเพื่อสรุปส่งให้ คตส. ชี้มูลก่อนที่จะส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งศาลต่อไป ซึ่งทั้ง 2 สำนวนนี้จะเป็นคดีต่อไปที่ คตส. จะดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ.
ส่อ นองเลือด
ใบแดง 60 ใบหรืออาจจะมากกว่านั้น มากถึงขั้นที่ทำให้ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเหลือ 160 คน น้อยกว่า ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ 165คือเรื่องราวในระยะสามสี่วัน ที่แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์พยายามบอกนักข่าวว่า จะมีใบแดงมากมายขนาดนั้นได้ เพราะมีการแจกซีดี 1 ปีที่หายไปของ “ทักษิณชินวัตร” หลายจังหวัดมากคนที่หวังจะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลฝันหวานถึง 60 ใบแดงแต่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ออกมาสวนแล้วว่า ได้วิเคราะห์และหารือกับ “บรรหาร ศิลปอาชา” แล้ว เชื่อว่า“เป็นไปไม่ได้” จะมีก็แค่ใบแดงกระจายไปทุกพรรคการเมืองที่โนร้องเรียนเท่านั้นน่าห่วงใยเป็นอย่างมากว่า อาจจะเกิดการนองเลือดขึ้นในประเทศไทย เหมือนที่กำลังมีการนองเลือดในประเทศเคนยาขณะนี้เคนยาออกจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาหลายสิบปีแล้วแต่เพิ่งจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.50 หลังไทย 7 วัน พลันที่ กกต.เคนยาประกาศผลคะแนน ที่ประธานาธิบดี “เอ็มไว คิบากิ” พลิกชนะคะแนนของ “นายไรล่า โอดินก้า” หลังจากที่ในระหว่างการนับคะแนนของประธานาธิบดีตามหลังมาตลอด ก็ได้ทำให้ประชาชนเคนยาลุกฮือขึ้นมาก่อจลาจล ด้วยเชื่อว่าประธานาธิบดีโกงเลือกตั้งทหารกับตำรวจของเคนยาออกไล่ทุบตี เอาปืนยิงผู้ก่อม็อบตายไปแล้ว 301 คน ซึ่งเป็นตัวเลขแค่วันที่ 2 ม.ค.51 โดยเชื่อว่าประชาชนจะถูกฆ่าต่อไปเพราะจลาจลยังไม่จบเช่นเดียวกับการตายของ “เบนาซีร์ บุตโต” หัวหน้าพรรคประชาชนปากีสถาน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.50 ก็มีข่าวออกมาแล้วว่าที่ต้องตายเพราะคืนนั้น บุตโตมีนัดจะแฉ “มูชาร์ราฟ” จะโกงเลือกตั้ง โดยใช้บ้านหลังหนึ่งเป็นเซฟเฮาส์ ทำบัตรเลือกตั้งเถื่อนกาคะแนนให้กับพรรคปากีสถานมุสลิมฯ เตรียมเอาไว้ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ม.ค.51ก็เลยต้องรีบฆ่าและมันก็แปลกดี ชื่อภาษาอังกฤษพรรคประชาชนปากีสถาน(Pakistan People Party) ของบุตโตกับพรรคพลังประชาชน(People Power Party) ของ “สมัคร สุนทรเวช” ตัวย่อ PPPเหมือนกันเป๊ะหัวหน้าพรรคจะตายเหมือนกันหรือไม่ประเทศไทยของเรา ใครก็แสดงความเชื่อว่าจะไม่มีการฆ่ากันทางการเมือง เพราะนิสัยคนไทยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจจะเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ6 ตุลาคม 2519 คนไทยฆ่ากันกลางเมืองหลวง โหดเหี้ยมสยดสยองกว่าการฆ่ากันเองของคนทุกชาติขณะนี้ มีแววมั้ยที่คนไทยจะได้ฆ่ากันอีกตอบเลยว่ามีและส่อชัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอยู่ที่จำนวนใบแดง“สุเมธ อุปนิสากร” กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เฉลยออกมาว่าพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รอง ผบช.สันติบาล ได้เข้ามาอยู่ใน กกต. โดย “สดศรี สัตยธรรม” เป็นคนขอ ในช่วงที่มีเหตุการณ์ถูกข่มขู่เอาชีวิตและนักข่าวจำได้ เย็นวันศุกร์ 14 ธ.ค.50 พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน แอบไปพบ กกต. ทั้งห้าที่สำนักงาน แล้ววันต่อมาได้อธิบายนักข่าวว่า ไปพบเพราะเป็นห่วงที่โดนข่มขู่พล.อ.สนธิ จะเกี่ยวข้องกับการส่ง พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ไปคุ้มครอง “สดศรี สัตยธรรม” หรือไม่ ไม่มีใครรู้และต่อมา พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ก็ได้เป็นประธานอนุกรรมการสืบสวนและสอบสวน กกต.หลังจากที่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน โดน “ใบแดง” เป็นทีมแรก ชื่อเสียงของพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ก็ดังเปรี้ยงปร้างเป็นที่รู้จักของประชาชนไทยในเวลาแค่ข้ามคืนพรรคพลังประชาชนกล่าวหาว่า พล.ต.ต.ชัยยะ คือ คนชงขณะที่ กกต. หลายคนปฏิเสธว่าไม่จริง คนชงใบแดง คือ “เกษมวัฒนธรรม” ประธาน กกต.บุรีรัมย์กระนั้น ฝ่ายพรรคพลังประชาชนก็ร้องขอให้ย้ายออก เพราะทำงานไม่เป็นกลาง ขณะที่ กกต. ไม่ยอมย้าย บอกให้ไปร้องที่ ผบ.ตร.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนเฉลยว่า พล.ต.ต.ชัยยะ คือใครโดยให้สัมภาษณ์ทีวีว่า คือ ผู้ใกล้ชิด “แกนนำ” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขณะที่ในเว็บไฮ-ทักษิณแฉละเอียด พล.ต.ต.ชัยยะ กับ“สนธิลิ้ม” สัมพันธ์เป็นอย่างไร“สารวัตรเฉลิม” พูดได้เต็มที่ เพราะรู้จัก พล.ต.ต.ชัยยะเป็นอย่างดี และเคยช่วยมาแล้ว ในขณะเป็น รมว.ยุติธรรม ได้เอ่ยปากสนับสนุนกับ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อ.ตร. ให้ยศจาก พ.ต.ท. ขึ้นเป็น พ.ต.อ.และ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ถูกเอ่ยปากจาก “เพื่อนสนิท”ให้สนับสนุนส่งเสริมให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ได้ยศ “พลตำรวจตรี”ในขณะที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนจึงรู้จักกันเป็นอย่างดีก็เลยรู้ไปหมดว่าอะไรเป็นอะไรรวมทั้งเหตุการณ์ที่ “พลเรือโท” รับแผนจากเจ้านาย “อีแอบ”มาสั่งการที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เชิงสะพานซังฮี้ ให้ยัด “ใบแดง”ใส่ว่าที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนให้ถึง 60 ใบ โดยใช้ข้อมูลของตำรวจสันติบาล ข่าวกรองของพรรคพลังประชาชนก็รู้เกมมันทันกันเพราะมันชัดเจนว่า สำนวนร้องเรียนของพรรคการเมืองอื่นโดยเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ กกต. ดองเค็มทั้งหมดแม้กระทั่งกรณีเงิน 1.3 ล้านบาทที่เพชรบูรณ์เขต 1 ที่ว่าที่ ส.ส.ของประชาธิปัตย์โดนสงสัยก็ยังเงียบและกรณีที่ 3 ผู้สมัคร กทม.เขต 1 ของพรรคพลังประชาชน ลีลาวดี วัชโรบล, กมล บันไดเพชร, ยุวลักษณ์อภิธนาคุณ ร้องเรียนว่า ทหาร ร.1 รอ. ประชุมกำลังพลกับแม่บ้าน และมีการจัดเลี้ยงขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ แล้ว2 นายทหารพูดจาหว่านล้อม ข่มขู่ ขู่เข็ญ ให้ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ กกต.ก็ได้แจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 3 เข้าชี้แจงในเวลา 10.00 น. วันที่ 3ม.ค.51 โดยบอกว่าหลักฐานอ่อน เพราะไม่มีพยานบุคคลมีเพียงซีดีเสียงพูดเท่านั้นกำลังพลกับแม่บ้านใน ร.1 รอ. คนไหนหรือ จะกล้าไปเป็นพยานบุคคลให้ผู้ร้องที่เป็นอยู่ ก็หัวหดกันอยู่แล้วนอกจากนี้ กรณีของ “สุรชัย แซ่ด่าน” พรรคพลังประชาชนที่นครศรีธรรมราช ก็ยังเดือด จากการที่ กกต.จังหวัดยกเรื่องที่สุรชัยร้องเรียน หาว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์อยู่บนเวที ขณะที่ผอ.เลือกตั้งของ ปชป. ปราศรัยใส่ร้ายสุรชัยเอาม็อบมาชุมนุมที่หน้า กกต.กรุงเทพฯและประชาชนในเขต 1 บุรีรัมย์ ก็มีอาการทางใจ พากันไปชุมนุมหน้า กกต.บุรีรัมย์ มาแล้ว 1 ยกก็เลยไม่รู้ว่า ถ้าว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน โดนใบแดงอย่างประเคนเข้าใส่หลายสิบใบจริง อะไรจะเกิดขึ้นอาการมันส่อนองเลือด“สมาน เลิศวงศ์รัฐ” นายทะเบียนพรรคพลังประชาชนเผยว่า 8 โมงเช้า ศุกร์ 4 ม.ค. จะเคลื่อนขบวนว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ออกจากหน้าที่ทำการพรรคถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไปชุมนุมที่หน้า กกต.ใหญ่ อาคารศรีจุลทรัพย์ และจะมีการประท้วงเรื่องให้ใบแดงใบเหลืองด้วยถ้าไปกันทั้ง 400 คน ก็คงเป็นขบวนใหญ่เลือดจะนองเพราะใบแดงหรือไม่“ประพันธ์ นัยโกวิท” กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง พูดออกมาให้สบายใจบ้างแล้ว เมื่อเช้า 2 ม.ค.“ที่มีข่าวว่า กกต. จะแจก 50-60 ใบแดง ไม่รู้เอาข่าวมาจากไหน เพราะ กกต. ต้องทำตามพยานหลักฐานและเป็นกลาง จะเอาที่ไหนมาให้ขนาดนั้น”ก็เบาใจได้ว่า ใบแดง 50-60 ใบอาจจะไม่มีและคนที่จะขวางเกมใช้ข้อมูลตำรวจสันติบาล ชงใบแดงยัดเข้าใส่พรรคพลังประชาชนได้ดีที่สุดก็คือ“สมชัย จึงประเสริฐ” กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยซึ่งหลังจากที่ได้เปิดอกว่า อยากกลับไปเป็นผู้พิพากษาตามเดิม แต่ศาลยังไม่ติดต่อกลับมานั้นก็ได้เปลี่ยนใจแล้วไม่ลาออก จะอยู่ทำงานต่อไป“เมื่อสักครู่ก็มีคนมาให้กำลังใจ ขอให้ปฏิบัติภารกิจให้เสร็จ นอกจากนี้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้จัดการเลือกตั้งให้ยุติธรรมและลุล่วงซึ่งผมก็รับใส่เกล้าฯ และที่ผ่านมาก็จัดการเลือกตั้งได้ดีและควรทำให้สำเร็จ เพื่อประคองให้ประเทศเดินต่อไปได้งานหลักคือการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เรียบร้อย ส่วน ส.ว.เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราจะดูงานเฉพาะหน้า ทำภารกิจให้สำเร็จ”และเมื่อนักข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรที่คนจับตามองว่า การทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนไม่เป็นกลาง สมชัยตอบทันทีว่า“เขาจบั ตามองสถิ งึจะเปน็ เรอื่ งดี ไมส่ นใจสถิ งึเปน็ เรอื่ งแปลกฝ่ายสอบสวนก็เป็นกลาง ก็ดูสิว่าเขายื่นซ้ายหรือขวา อย่าเอาความคิดเก่าๆ มาตัดสิน ต้องเข้าใจว่าหน้าที่ด้านสืบสวนของกกต. ไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนจริงๆ แต่มีหน้าที่อ่านสำนวนและนำเสนอสำนวนให้ กกต. ทราบ ส่วนพนักงานสืบสวนในพื้นที่เราใช้ตำรวจจาก สตช. และแต่งตั้งถึง 1,200 คน ซึ่งเราก็เสียเงินอบรมเป็นจำนวนมาก ปีใหม่ก็อยากเห็นการพูดจาไพเราะ ภาษาดอกไม้ แต่ดอกไม้กับงานไปด้วยกันไม่ได้ซึ่งงานต้องมาก่อน แล้วดอกไม้ค่อยตามมา”ก็เป็นอันว่าชัดเจนแล้ว “สมชัย จึงประเสริฐ” ไม่ทิ้งกกต.“ประพันธ์ นัยโกวิท” ก็ยืนยันไม่มี 50-60 ใบแดงแต่ประเทศไทย ก็ยังสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดนองเลือดอยู่ดีเพราะไม่มีใครรู้ “มือสกปรกที่อยู่นอกการเมือง”หยุดหรือยัง
พด.ป่วน สุรเดชฉะ 'สุรเกียรติ์-วัฒนา' [5 ม.ค. 51 - 04:30]

เสนอ ส.ส.โหวตลับจับขั้ว พปช.
“การเรียกประชุมพรรคคาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ควรต้องมีการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยถามความคิดเห็นของ ส.ส.ในพรรค ให้แต่ละคนเขียนโหวตเป็นมติลับว่าเห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ทุกอย่างต้องฟังเสียง ส.ส. เพราะ ส.ส.เป็นคนเข้าไปยกมือในสภา หากจะให้ทุกอย่างตัดสินใจ โดยคน 3-4 คนภายในพรรค ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการให้คนอยู่ในสภาไปฟังเสียงคนนอกสภา เพราะมี ส.ส.หลายคนเข้ามาด้วยตัวเอง พรรคไม่เคย ช่วยเหลือ” นายสุรเดชกล่าว
เผยเงื่อนไขได้โควตา รมต. 4 เก้าอี้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อแผ่นดินว่า เมื่อไม่นานมานี้แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับแกนนำพรรคพลังประชาชนในเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล โดยมีการเสนอเงื่อนไขว่า พรรคเพื่อ แผ่นดินได้โควตารัฐมนตรี 4 เก้าอี้คือ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.กระทรวงเกรดเอ 1 ตำแหน่ง รวมกับ รมช. 2 ตำแหน่ง ทั้งนี้ กลุ่มของนายพินิจ จารุสมบัติ จะเสนอชื่อนายวัชระ พรรณเชษฐ์ เลขาธิการพรรค ให้ดำรงตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม แต่กลุ่มของนายวัฒนาและนายสุรเกียรติ์จะเสนอชื่อคนนอกเป็นแทน นอกจากนี้ ในกลุ่ม ส.ส.ระบบสัดส่วนก็พยายามเสนอชื่อ นพ.วัลลภ ไทยเหนือ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ขึ้นเป็นรัฐมนตรี ทำให้แกนนำพรรคเกิดปัญหาความไม่ลงรอยกัน
ชาติไทยยืนยันจับมือเพื่อแผ่นดิน
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยกล่าวว่า ในวันที่ 7 ม.ค. พรรคชาติไทยจะมีการประชุมเพื่อประมวลผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผล ส่วนเรื่องการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลนั้น ช่วงนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมที่จะพูดเรื่องการจับขั้วรัฐบาล อีกทั้งตัวเลข ส.ส.ยังไม่นิ่ง มีการสวิง ต้องรอความชัดเจนก่อน ระหว่างนี้พรรคชาติไทยยังไม่ได้หารือกับพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่พรรคชาติไทยก็ยังรวมกันอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน สำหรับว่าที่ ส.ส. ที่ กกต.แขวนทั้ง 83 คน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้ใบเหลืองใบแดง อาจจะไม่มีเลยก็ได้ หลังจากเปิดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อหาตัวประธานสภาฯแล้ว ยังมีเวลาอีก 30 วันในการสรรหาตัวนายกรัฐมนตรี ดังนั้นต้องบอกว่าตัวเลขนี้ยังไม่นิ่ง จะแน่ใจได้อย่างไรว่า กกต.จะประกาศรับรอง ส.ส. ได้ครบ 95%
