2-3 วันนี้ มีคนพูดถึง "มือที่มองไม่เห็น" กันมากมายหลายเสียง
"มือที่มองไม่เห็น" เป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงมองไม่เห็น
เมื่อมองไม่เห็นแล้วทำไมจึงมีอิทธิพลต่อประเทศชาติบ้านเมืองกันถึงขนาดที่ว่า จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาล ที่ประชาชนตัดสินใจเลือกมาแล้วล้มเหลวเชียวหรือ?
"มือที่มองไม่เห็น" ที่พูดถึงกันอยู่ในเวลานี้ เดาๆ ไปตามสถานการณ์ ก็จะมีอยู่แค่สองมือ เป็นมือของคนคนหนึ่ง ที่นับวันจะมีฉายาบ่งชี้และบอกใบ้ให้เห็นตัวตนชัดขึ้นเรื่อยๆ
"อีแอบผมขาว" ก็น่าจะใช่
"ก้อนกรวดในรองพระบาท" ก็ไม่น่าจะผิด
"เตมีย์ใบ้" ก็น่าจะถูก
ตอนนี้ก็ได้ไปอีก 1 ฉายา คือ "มือที่มองไม่เห็น"
เหตุที่มองไม่เห็น ก็เพราะว่าเจ้าของ "มือ" ชอบอยู่ในที่ลับ เร้นกายอยู่ในบ้าน "เสาน้อย" ชอบแอบสั่งการ แอบทำโน่น แอบทำนี่ อยู่หลังกำแพงสีขาวของบ้าน "เสาน้อย" อย่างที่เขาครหานินทากันหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้
แต่ที่ไม่น่าจะผิดก็คือ เจ้าของมือน่าจะเป็น "อีแอบ" แน่ๆ เพราะทำแต่ละอย่างต้องคอยแอบทำ กลัวคนเห็น
ไม่รู้ว่าทำไมจึงต้องกลัวคนเห็น และต้องแอบทำ ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงามเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนจริง
โดยปกติวิสัยของคนชอบ "แอบ" ทำ "แอบ" พูด และ "แอบ" สั่ง มักจะเป็นคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำ พูด และสั่งการในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในสิ่งที่ตนไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง แต่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากจะเข้ามามีอำนาจ มีส่วนร่วมในการทำเรื่องนั้นๆ
อย่างเช่น แอบแก้บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แอบสั่งให้ทหารก่อการรัฐประหาร แอบบัญชาการคณะรัฐประหารอยู่ในบ้าน แอบแทรกแซงการเลือกตั้ง แอบแทรกแซง กกต. แอบแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ แอบอยู่หลังสถาบันพระมหากษัตริย์ และแอบอ้างพระราชดำรัสเพื่อประโยชน์ส่วนตนและเป็นเกราะคุ้มครองตนเอง
ทุกเรื่องที่แอบทำ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะกระทำทั้งสิ้น เมื่อคำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ แต่เพราะไม่อาจจะยับยั้งกิเลสและความมักใหญ่ใฝ่สูงในใจตนได้ จึงทำให้ต้องแอบยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง จัดการ และแทรกแซงไปเสียทุกเรื่อง
เมื่อยับยั้งหักห้ามใจตนเองไม่ได้ และต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซงเพื่อให้เป็นไปตามใจและความปรารถนาของตนเอง ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง และทำด้วยอาการ "แอบ" เพราะกลัวคนอื่นจะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรทำ
แต่ไม่ว่าจะแอบอย่างไร ก็ไม่อาจจะซ่อนตัวและซ่อนมือที่ยื่นออกมาได้สักครั้งเดียว
ทุกครั้งที่แอบทำ แอบพูด และแอบสั่ง มักจะต้องมีคนเห็น เพราะ อาชญากรรมมักจะทิ้งร่องรอยและหลักฐานไว้เสมอ อีกทั้งความลับไม่มีในโลก
คำพูดที่ว่า "มือที่มองไม่เห็น" จึงไม่ใช่เรื่องจริงสำหรับผู้จับตามอง
แต่ผู้กระทำอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องจริง คือ คิดว่าไม่มีใครเห็นมือที่ตนยื่นออกไป เพราะคิดว่าตนเป็นผู้วิเศษ ล่องหนหายตัวได้ ทำอะไรไม่มีใครรู้ โดยที่หารู้ไม่ว่า ที่ผ่านมาใครๆ ก็รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง และมีพฤติกรรมเช่นไร แต่ไม่มีใครอยากพูด เพราะเกรงใจ เห็นว่าเป็นผู้อาวุโส จึงไม่อยากถือโทษโกรธเคือง
เมื่อไม่มีใครพูด ก็ทำให้ผู้กระทำคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่มีใครเห็น จนเชื่อว่าตนคือผู้วิเศษ มี "มือที่มองไม่เห็น" จึงย่ามใจ และเข้าแทรกแซงกิจการบ้านเมืองเรื่อยมา
จนกระทั่งถูก นายสมัคร สุนทรเวช กระแอมเสียงดังและฟ้องประชาชนว่ามี "มือที่มองไม่เห็น" พยายามจะแทรกแซง กกต. จนเจ้าของมือต้องหดมือไปแบบฉับพลัน
เป็นที่น่าประหลาดว่า เหตุใด กกต. บางคน และนักการเมืองบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และทหารบางจำพวก เช่น พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และคนรับใช้เผด็จการ อย่าง นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ จึงเชื่อถือ "มือที่มองไม่เห็น" ว่ามีอำนาจอิทธิพลที่จะกดดันให้การจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้วเปลี่ยนข้างได้
บางคนเชื่อหนักไปถึงขั้นที่ว่า "มือที่มองไม่เห็น" จะดลบันดาลให้พรรคพลังประชาชน ที่ประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลแทน
คนเหล่านี้เชื่อถือ "มือที่มองไม่เห็น" ของใครบางคนที่กระทำตัวเป็นอีแอบ ซ่อนตัวอยู่หลังฉากตลอดเวลา มากกว่า "มือที่มองเห็น" ซึ่งเป็นมือของประชาชนทั่วประเทศ ที่ตัดสินแล้วว่าจะให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล
ระหว่าง "มือที่มองไม่เห็น" ของ "อีแอบ" กับ "มือที่มองเห็น" ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย เราควรจะเชื่อถือและยอมรับ "มือ" ของใคร
วันนี้ประชาชนได้แสดงให้เห็นว่า ยกมือให้ใครไปเป็นรัฐบาล เป็นการยกมืออย่างเปิดเผย โปร่งใส ไม่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ แต่กลับไม่ได้รับจาก กกต. บางคน นักการเมืองบางพรรค ทหารบางพวก
ยังมีความพยายามที่จะ "ไม่มอง" และตั้งใจที่จะ "มองไม่เห็น" มือของประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน หากแต่กลับไปมอง "มือ" ที่แอบยื่นออกมาชี้ให้ทำตามความพึงพอใจของตนเพียงคนเดียว
ผมไม่แน่ใจว่า กกต. กำลังสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน และทำตาม "มือที่มองเห็น" หรือ รับฟัง "อีแอบ" และคอยดูสัญญาณจาก "มือที่มองไม่เห็น" กันแน่
กกต. ทั้ง 5 ท่าน ตอบได้ไหม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 5, 2008
มือที่มองเห็น
‘พปช.'พึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบแจกใบแดงกกต.
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงหลังการประชุมฝ่ายกฎหมายของพรรคว่า ทางพรรคได้รับทราบข้อมูลใหม่ว่า กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เคยวินิจฉัยให้ใบแดงกับ 3 ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จังหวัดบุรีรัมย์ ของพรรค ซึ่งพบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งเอกสารคำวินิจฉัยของประธานกกต.บุรีรัมย์ ทั้งคำพูดของรองประธานกกต.บุรีรัมย์ ที่ระบุว่า ไม่ได้ให้ใบแดงกับ 3 ว่าที่ ส.ส. ดังนั้น ทางพรรค จึงตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนการให้ใบแดงผู้สมัครอยู่ในขั้นตอนใด และหากกกต.บุรีรัมย์ วินิจฉัย ไม่ตรงกับกกต.กลาง ๆ น่าจะเชิญผู้สมัครมาให้ข้อมูล ก่อนที่จะให้ใบแดง เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ทางพรรคจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการแจกใบแดงของกกต.ว่าถูกต้องหรือไม่
ในส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีมติรับคำฟ้องกรณีที่พรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย รวมถึงเรื่องที่มีการระบุว่า มีการแจกวีซีดีของอดีตนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คณะทำงานฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันที่ 15 ม.ค. อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย ไม่เคยแจกวีซีดีด้วย
ปชป.เผยม็อบบุรีรัมย์ ได้ค่าจ้างหัวละ 200 บ.
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 3 จ.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง
กรณีที่ประชาชนจำนวน 20,000 คน ร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากกกต.กลางมีมติให้ใบแดง ว่าที่ส.ส.เขต 1 จ.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน จำนวนว่า ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในขณะนี้ ซึ่งเป็นห้วงเวลาของการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยต่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่สิ้นพระชนม์
นายไชยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้รับทราบข้อมูลจากชาวบ้านว่า
มีการจ้างประชาชนให้มาชุมนุม คนละ 200 บาท ส่วนคนที่เป็นแกนนำนั้น จะได้ค่าจ้างคนละ 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม เห็นว่าเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธให้ความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ในวันที่ 5 - 6 มกราคมนี้ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคพลังประชาชนอาจหารือเกี่ยวกับกรณีที่ นายไชยวัฒน์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา กรณีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย
ชท.เล็งเปลี่ยนขั้วหลังพปช.ไม่ผ่านการรับรอง
พรรคชาติไทย ไม่แปลกใจที่ ว่าที่ สส.ของพรรคพลังประชาชน ยังไม่ผ่านการรับรองจาก กกต.ถึง 65 คน ระบุหากโดนใบแดงมาก ชาติไทยต้องทบทวนจุดยืนร่วมรัฐบาลใหม่
นายวราวุธ ศิลปอาชา กรรมการบริหารพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ยังไม่ประกาศรับรอง 65 ว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนว่า ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเป็นพรรคการเมือง ใหญ่ และเป็นเรื่องปกติที่จะมีการร้องเรียนมาก อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนโดนใบแดงเป็นจำนวนมาก ทางผู้ใหญ่ในพรรคคงต้องมีการหารือเพื่อทบทวนถึงจุดยืนของพรรคอีกครั้ง แต่โดยเบื้องต้น จุดยืนของพรรคชาติไทย ยังคงเดิม คือจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชาชน
นายวราวุธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย จะไม่ถูก กกต.แจกใบแดง หลังถูกกล่าวหาว่า ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เนื่องจากไม่ได้กระทำผิด
พร้อมกันนี้ นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 7 มกราคม นี้ เวลาประมาณ 13.00 น. แกนนำพรรคและผู้สมัครจะเดินทางไปรับหนังสือรับรองจาก กกต. เพื่อรายงานต่อสภา ขณะที่เชื่อมั่นว่า จะสามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม
“เติ้ง”ย้ำยึดคำสัญญากับ พปช.เชื่อถูกสอยไม่ถึง 20
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส. ถึง 83 คนว่า ที่ยังไม่รับรองเพราะไม่ยังไม่แน่ เนื่องจากยังมีการร้องเรียนอีกทั้งการสอบสวนของ กกต. ยังไม่เสร็จสมบูรณ์จึงยังไม่ประกาศทั้งหมด คิดว่าเร็วๆนี้หลังจากสอบสวนเรื่องร้องเรียนเสร็จแล้ว คงจะมีการทยอยประกาศรับรองไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดาในเมื่อ กกต. ทำงานได้แค่นี้ก็ต้องประกาศแค่นี้ก่อน ต้องให้เวลา กกต. อีกสักระยะหนึ่ง ตนเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรคชาติไทยที่ยังไม่ได้รับการรับรองอีก 4 คนนั้น ตนได้สอบถามและทราบว่าทุกคนได้ชี้แจงต่อกกต.จังหวัดไปหมดแล้ว ส่วนพรรคอื่นก็แล้วแต่กรณีของแต่ละพรรคไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชาชนยังไม่ได้รับรอง 65 คนจะกระทบถึงแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า การที่จะให้โดนใบเหลืองใบแดงทั้ง 65 คนเป็นไปไม่ได้คงจะมีทั้งใบเหลืองและใบแดงคละเคล้ากันไป และอาจจะมีพรรคอื่นโดนบ้าง และเท่าที่ตนประเมินไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทั้ง 65 คนของพรรคพลังประชาชน หากคิดว่าโดนสัก 20 ใบเหลือ 40 กว่าใบ ซึ่งเมื่อรวมแล้วพรรคพลังประชาชนก็ยังมีคะแนนเสียงสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ ก็คงไม่ง่ายเพราะส่วนใหญ่ที่โดนคือภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีตัวสำรองในพื้นที่ดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อแผ่นดินมากที่สุด มีพรรคชาติไทยบ้างประปรายและเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ดังนั้นอาจได้กระจายไปตามพรรคเหล่านี้ก็เป็นได้
เมื่อถามว่าหลังจากที่พรรคพลังประชาชนให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค มาเชิญเข้าร่วมรัฐบาลแล้วพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร นายบรรหารกล่าวว่า ในวันที่ได้มาเชิญพรรคชาติไทย ตนได้รับปากในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งตนยังยืนยันและให้คำมั่นสัญญาไปแล้ว ส่วนการประกาศเป็นทางการร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินอย่างไรต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ขอหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน ขอดูเหตุการณ์ไปก่อนไม่ได้เร่งแล้ว เพราะตอนนี้เป็นช่วงต้องงดกิจกรรมทางการเมือง 3 วัน7 วัน.
“เลี๊ยบ” ยังรอท่าที ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน ร่วมรัฐบาล
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการร่วมรัฐบาล ว่า ตอนนี้ยืนยันว่จะรวมกัน 3 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอีก 2 พรรคก็ยังไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะรอผลการพิจารณาให้ใบรับรองของกกต. ซึ่งเราเองก็ยังรอจนกว่าทั้ง 2 พรรคจะแถลงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าอยากได้ให้รัฐบาลมีเสียงสัก 280 เสียง เพื่อให้มีเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่หากเสียงเกินกึ่งหนึ่งมากไม่มาก ก็ต้องพิจารณาในการรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเดิมเราคิดว่าจะพิจารณาผู้จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีจากคนในก่อน หากเป็นเช่นนั้นส.ส.สัดส่วนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาจจะต้องลาออกจากตำแหน่งส.ส.สัดส่วน เพื่อให้คนที่อยู่ในอันดับต่อไปเลื่อนขึ้นมาเพื่อทำงานในสภาแทน.
พปช.เรียกประชุมฝ่ายกฎหมาย เตรียมแจงข้อหานอมินี
ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมฝ่ายกฎหมายของพรรคพลังประชาชน ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับกรณีที่มีการฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งในข้อกล่าวหาที่ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งการแจกจ่ายซีดี ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เตรียมข้อมูลไว้ชี้แจงต่อศาลฎีกาที่จะมีการไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 15 ม.ค. นี้ โดยจะเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาโดยมีนโยบายชัดเจน และการแจกซีดีเราก็เน้นการแจกซีดีที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของหัวหน้าพรรค และนโยบายด้านเศรษฐกิจเท่านั้น
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะมีการประชุมในวันที่ 7 ม.ค. เพื่อพิจารณามติของ กกต.ในการให้ใบแดงว่าที่ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน เพราะพรรคได้รับข้อมูลใหม่ซึ่งมีทั้งเอกสาร และซีดีการบันทึกคำพูดของ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ไม่เคยเสนอให้กกต.กลางให้ใบแดงแก่ว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชนเลย ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ทาง กกต.กลางระบุออกมาว่าการให้ใบแดงว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์ เป็นข้อเสนอของกกต.จังหวัด อีกทั้งอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนของกกต.ระบุว่าควรเป็นใบแดง กกต. ทำให้ข้อมูลที่ออกมาทั้ง 2 ฝ่ายไม่ตรงกัน ซึ่งตามหลัก กกต.กลางควรที่จะเรียกว่าที่ส.ส.ของพรรคไปชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นการรับฟังข้อมูลรอบด้าน ตนอยากให้กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาของการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต.ในการพิจารณาให้กับว่าที่ส.ส.ที่ยังไม่ได้รับรองอีก 83 คน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ใบแดงของกกต. ทำให้เกิดการชุมนุมของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การแสดงออกของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการขนคนมาหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธ์แสดงความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งตนอยากยกตัวอย่างการใบเหลืองที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งก็ไม่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะอาจจะเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่ในกรณีการให้ใบแดงที่จ.บุรีรัมย์ ก็มีข้อสงสัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของ กกต.จังหวัด หรือการไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจง ซึ่งข้อสงสัยเหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัยได้
เมื่อถามว่าแสดงว่าจุดยืนของพรรคเห็นด้วยการกับชุมนุมกดดันกกต. น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สิ่งนี้อาจจะเป็นกรณีศึกษาของกกต.ที่จะต้องดำเนินการให้โปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ให้ประชาชนทั่วไปสงสัยได้ เมื่อถามต่อว่า เกรงหรือไม่ว่าจะเกิดกระแสการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของกกต.แล้วจะเกิดการชุมนุมทำให้เกิดความวุ่นวายในหลายจังหวัด น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า หากกกต.พิจารณาด้วยความโปร่งใส เรื่องพวกนี้ก็คงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามตนยังเชื่อมั่นว่ากกต.ทั้ง 5 จะพิจารณาขั้นตอนการให้ใบเหลือง-ใบแดงอย่างเป็นธรรม และว่าที่ส.ส.ของพรรคที่ยังไม่ได้รับรองจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้.
กกต.หวั่นมือมืดป่วนการชุมนุมกดดัน กกต.บุรีรัมย์ [5 ม.ค. 51 - 16:00]
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (5 ม.ค.) ว่า อยากขอร้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์ อย่ากดดัน กกต. จังหวัดกรณีว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้รับใบแดง เพราะเกรงว่าจะมีการสวมรอย และทำให้ปัญหาบานปลาย เพราะการพิจารณาอยู่ที่ กกต. กลาง และในขั้นตอนถือว่ายังไม่ยุติ เนื่องจากต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่อาจมีความเห็นตรงข้ามกับกรรมการการเลือกตั้งได้
กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันว่า กกต.กลางได้ใช้ดุลพินิจ โดยยึดพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่มีการตั้งธงในการให้ใบแดงกับผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน สำหรับการประชุม กกต.ในวันจันทร์นี้ (7 ม.ค.) จะได้พิจารณาเรื่องการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.ได้ยกคำร้องคัดค้านของผู้สมัคร 6 ราย รวมทั้งจะมีการพิจารณาการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ของเขต 1 จังหวัดลำปาง ว่าจะให้เลือกตั้งในวันที่ 13 หรือ 20 ม.ค.51
ชาวบุรีรัมย์ร่วมหมื่นคน ประท้วงกกต.แจก 3 แดง พปช.
วานนี้ (4 ม.ค.) ว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 จ.บุรีรัมย์
ที่ถูกให้ใบแดงทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายประกิจ พลเดช และนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พร้อมชาวบ้านจากทุกอำเภอใน จ.บุรีรัมย์ กว่า 10,000 คน ได้เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงที่หน้าสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประจำจังหวัด เพื่อคัดค้านการพิจารณาให้ใบแดง 3 ว่าที่ ส.ส. อ้างไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเลือกตั้ง
โดยแกนนำชาวบ้าน และว่าที่ ส.ส.ที่ถูกให้ใบแดงได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย โจมตีกล่าวหาการทำงานของ กกต.ว่าไม่เป็นกลาง
พร้อมเรียกร้องให้ออกมาชี้แจงถึงความชอบธรรมด้วย ท่ามกลางกำลังตำรวจ ทหาร ที่มารักษาความสงบ เรียบร้อยร่วม 100 นาย เกรงจะเกิดความวุ่นวาย นอกจากนั้นชาวบ้านที่มาชุมนุมประท้วง ยังได้ร่วมกันลงชื่อถอดถอน นายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.จังหวัด และ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ออกจากตำแหน่งอีกด้วย นายประกิจ พลเดช 1 ในว่าที่ ส.ส.ที่ถูกให้แดง กล่าวว่าตามที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กลาง ระบุว่าได้เรียก 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ที่ได้รับใบแดงไปชี้แจงแล้วนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครไปชี้แจงข้อเท็จจริงแม่แต่คนเดียว
ขณะเดียวกัน นายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่ ส.ส. และผู้ประสานงานพรรคพลังประชาชน พร้อมว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จาก 4 เขตเลือกตั้ง 9 คน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์
ให้ดำเนินคดีกับนายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.บุรีรัมย์ และ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน โดยกล่าวหาว่าทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบวางตัวไม่เป็นกลาง ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานเท็จ ในการพิจารณาความผิดให้ใบเหลืองในแดงผู้สมัคร ทั้งได้นำผู้ต้องหาที่หนีหมายศาล จ.ร้อยเอ็ด มาเป็นพยานในคดีซื้อเสียง ทั้งนี้ หลังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ รับแจ้งจะได้รายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมสืบสวนสอบสวนต่อไป
กกต.วอนอย่าชุมนุมประท้วงกดดัน บอกพร้อมรับฟังข้อเท็จจริง
กกต.วอนอย่าชุมนุมประท้วงกดดัน แจกใบเหลือ-แดง เผยพร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ยันกกต. ไม่เคยตั้งธงล่วงหน้าในการทำงาน
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่การชุมนุม ขับไล่กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.จ.บุรีรัมย์ ไม่ถูกต้อง ว่า การพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดง หรือการไม่ประกาศรับผลการเลือกตั้งว่าที่ส.ส.บางคนอย่างเป็นทางการ เป็นการพิจารณาของกกต.กลาง จึงขออย่าให้ผู้ที่ไม่เข้าใจออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันการทำงาน เพราะขณะนี้ขั้นตอนต่างๆ ยังไม่ยุติ
นอกจากนี้ ยังกังวลว่าอาจมีกลุ่มอื่นมาแอบแฝงเพื่อสร้างความรุนแรงได้และขอยืนยันว่า การทำงานของกกต. เป็นตามพยานและหลักฐาน
'อย่าเพิ่งไปกล่าวหา เพราะว่าเขา (กกต.จังหวัดบุรีรัมย์) ก็ทำงานตามหน้าที่ หากมีประเด็นใดที่ไม่ถูกต้อง ก็ให้เสนอข้อเท็จจริงเข้ามา เรื่องก็ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา'
นายประพันธ์ กล่าวว่า การประกาศไม่รับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ส.ส.อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ตรงกับการคาดเดาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ากกต.ไม่เคยตั้งธงในการทำงาน
ส่วนกรณีที่กกต.มีมติให้ใบเหลืองแก่ นายธนาธร โล่ห์สุนทร ว่าที่ส.ส. จ.ลำปาง เขต 1 พรรคพลังประชาชน นั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า วันที่ 7 มกราคมนี้จะมีการประชุมตัดสินใจว่า จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 มกราคมนี้ หรือ 20 มกราคมนี้