WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 6, 2008

'สุเทพ'ปัดตอบ65ใบแดงตรงกับ กกต.

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง ยืนยัน ไม่โต้ตอบกรณี 60 ใบแดงสอดคล้อง กับการไม่รับรอง ส.ส.ของ กกต.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.เขต 1 จ.สุราษฏร์ธานี ได้เดินทางมาแสดงตนต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และในระหว่างที่ นายสุเทพ กรอกข้อมูลต่างๆ ได้เกิดไฟตกที่อาคารรัฐสภาด้วย

ทั้งนี้นายสุเทพ กล่าวภายหลังยื่นหลักฐานต่างๆ เสร็จแล้วโดยปฏิเสธของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง และไม่สนใจที่จะถูกโต้ตอบกรณีที่จะถูกพาดพิงว่าคำสัมภาษณ์ 60 ใบแดงสอดคล้องกับจำนวนว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองพร้อมเห็นว่าช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะสม ส่วนพรรคการเมืองอื่น เคลื่อนไหว ก็จะปล่อยไปเพราะยังอยู่ในช่วงเวลาไว้อาลัยในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ขณะที่ยอดร่วมของการรับหนังสือรับรองในวันนี้ซึ่งเป็นที่ 2 มีทั้งสิ้น 6 คน เป็นพรรคพลังประชาชน 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ โดยระบุ ุแต่เพียงว่ายังเป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ ยุติการเคลื่อนไหว รวมถึงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเวลา 7 วัน เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนจะเลื่อนการยุติการเคลื่อไหวทางการเมืองออกไปเป็น 15 วันหรือไม่นั้น จะต้องมีการหารือกับสมาชิกของพรรคอีกครั้ง อย่างไรก็ตามบรรยากาศที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา และไม่พบเห็นสมาชิกหรือว่าที่ ส.ส.ของพรรคแต่อย่างใด ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักย่านสุขุมวิท


Saturday, January 5, 2008

คอลัมน์ ปิดไม่ลับ Special




แม้ตัวเลข 24 เสียงที่พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ได้มา จะต่ำกว่าประมาณการณ์ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามองการเมืองในมิติทุน จะพบว่าจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดใหม่แต่อย่างใด

เนื่องจาก "ข้ออ้าง" เรื่อง "พลังพิเศษ" บันดาลให้เกิดการก่อตั้งพรรคการเมืองน้องใหม่ โดยมี "มือที่มองไม่เห็น" รับหน้าที่จัดหา "ปัจจัยที่ 5" พร้อมนำส่งให้ถึงที่ทำการพรรค นับวันจะยิ่งมีน้ำหนักเบาบางลง

เพราะเอาเข้าจริง กลับพบแต่ความแห้งแล้งภายใน แม้ไม่ถึงขนาด "อดอยากปากแห้ง" แต่ก็ต้องใช้จ่ายแบบจำกัดจำเขี่ย เนื่องจากท่อน้ำเลี้ยงที่คอยหล่อเลี้ยงมวลสมาชิกทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่ มีเพียงสายเดียวเท่านั้น

คือท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อตรงจากบ้านพักในซอยพัฒนาการ 20 ของ "นักการเมืองใจนักเลง" ที่ชื่อ "วัฒนา อัศวเหม" ประธานที่ปรึกษาพรรค โดยมี "หัวหน้ามุ้ง" รับหน้าที่ "หมุนก๊อก" คอยเปิด-ปิดทวารสายน้ำดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง

ว่ากันว่า "ทุนประเดิม" ของพรรคการเมืองแห่งนี้ ได้จากการขาย "แหล่งทำเงินนอกประเทศ" ของครอบครัวอัศวเหม

ส่วนค่าใช้จ่ายรายเดือน ถือเป็นภาระรับผิดชอบของ "เสี่ยธุรกิจยานยนต์" คนหนึ่ง ซึ่งทำ "สัญญาปากเปล่า" ไว้กับ "พินิจ จารุสมบัติ" ผู้ชักนำเข้าสู่วงการการเมือง ว่าก่อนเลือกตั้งจะจัดให้ 3 งวด งวดละ 100 เพื่อแลกกับการครองตำแหน่งใหญ่ในพรรค

แต่พอถึงวัน น. เวลา ว. "เสี่ยคนดัง" กลับเบี้ยวหน้าตาเฉย โดยอ้างว่าหมุนเงินไม่ทัน ทำเอา "บรรดาบิ๊กเนม" ต้องยกคณะบากหน้าไปขอหยิบยืม "เงินก้อน" จาก "ทุนใหญ่รายเดิม" เพื่อมาจ่ายเป็น "เบี้ยยังชีพเด็กในคาถา"

คราวนี้ "เจ้าพ่อปากน้ำ" ถึงกับต้องเปิดกรุสมบัติ-ตัดใจชักโฉนดที่ดินสวยๆ ออกมาหลายใบ ก่อนส่งให้ "นายหน้าจำเป็น" ที่ชื่อ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" วิ่งรอกไปเสนอต่อ "เจ้าสัวธุรกิจน้ำเมา" เพื่อขอให้รับจำนองเอาไว้


ขณะนี้โฉนดดังกล่าวถูกเก็บไว้ใน "เซฟพิเศษ" ของ "เสี่ยน้ำเมา" แล้ว แต่พร้อมเปิดให้ "เจ้าของตัวจริง" ใช้ "ยอดเดิม" คือ 500 มาไถ่ถอนคืนทุกเมื่อ

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจหาก "วัฒนา" จะมีบทบาทสูงยิ่งใน พผ. แม้จะเป็น ส.ส.สอบตก เพราะเขาเหนือกว่านักการเมืองหน้าอื่นด้วยสถานะ "นายทุนผูกขาด" เพียงรายเดียว!!!

หลังจากที่การเมืองไทยผ่านพ้น "การเลือกตั้ง" ไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ถือเป็นหนึ่งในผลงาน "ชิ้นโบว์แดง" ของการปฏิรูปการปกครอง ภายใต้การนำของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าการเมืองไทยเดินหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

จากนี้ไปเป็นภาระหน้าที่ กกต.ที่จะทำหน้าที่รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แต่ถึงอย่างไรบทบาทภารกิจของ คมช.ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

หลังจากนั้น คมช.จะยุติบทบาทและภารกิจไปพร้อมกับคณะรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คมช.เป็นห่วงอยู่ คือการเดินเกมทางการเมืองของแต่ละพรรค โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวอย่างหนักกลุ่มการเมืองผู้มีอิทธิพลใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจัดแจงว่าจ้าง "แกนนำท้องถิ่น" และ "ผู้มีอิทธิพล" จัดตั้งม็อบกดดันการทำหน้าที่ กกต.บุรีรัมย์ และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

จากการหารือระหว่าง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรักษาการประธาน คมช. กับ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ทำให้ทราบปัญหาว่า ขณะนี้ กกต.ในแต่ละจังหวัดไม่กล้าที่จะดำเนินคดีทุจริตการเลือกตั้งกับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง

แม้ปรากฏมีข้อร้องเรียนการทุจริตอื้อ แต่ กกต.จังหวัด รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่ง "ใส่เกียร์ว่าง" ไม่กล้าทำสำนวนฟันคนโกง ทำให้ "5 เสือ" กังวลการให้ "ใบเหลือง-ใบแดง" แก่ "ว่าที่ ส.ส." ที่ถูกร้องเรียนการทุจริต นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่พยานคดีทุจริตการเลือกตั้ง คมช. ถึงขนาดต้องส่ง "สีเขียว" เข้าไปดูแลความปลอดภัย

เบื้องต้นที่ประชุม คมช. มอบให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจ แต่เนื่องภายหลังผลการเลือกตั้งออกมา ท่าที "บิ๊ก สตช." เปลี่ยนไป ไม่สนที่จะเข้าร่วมประชุม คมช.เหมือนเก่าก่อน รวมทั้งไม่เข้าร่วมกิจกรรมเท่าที่ควร

ทำให้ใน คมช.ไม่ค่อยไว้วางใจ เพราะการทำงานตำรวจที่ผ่านมา เหมือน "ไม่เต็มที่" ปล่อยให้มีการพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตในหลายพื้นที่

โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมสืบสวนสอบสวนปล่อยวางในการเร่งรวบรวมคดีที่มีการแจ้งความทุจริต

คมช.จึงต้องการส่งสัญญาณให้เห็นถึงการทำงานของ กกต.บุรีรัมย์ และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พยายามต่อสู้กับ "กลุ่มอำนาจเก่า" อยู่เพียงจังหวัดเดียว

ดังนั้น คมช.ต้องพยายามทำทุกอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้มีอิสระและความปลอดภัยในการทำงานอย่างเต็มที่
นี่คือภารกิจที่ คมช.เห็นพ้องกันที่จะเร่งดำเนินการ

ทำเอาบรรดาชาวบ้านร้านตลาด เกิดอาการ "ปวดเฮด" ไปตามๆ กัน

สำหรับการจับขั้วผสม 6 สายพันธุ์ จัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ

โดยใช้กลยุทธ์ "รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ" ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคคู่แข่งคู่แค้นตลอดกาล ให้เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย ตามบัญชาของ "นายใหญ่" เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริง ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลหนีหนาวในเมืองผู้ดี มาเกาะติดผลคะแนนเลือกตั้งไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าใดนัก

กลยุทธ์ที่ "นายใหญ่" คิดค้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ "รัฐบาลสมัคร" มีจำนวนเสียงสนับสนุนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การลงมติในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และการผลักดัน นโยบายประชานิยม ในเวอร์ชั่นใหม่ๆ เพื่อมัดใจชาวรากแก้วทั้งหลาย

ประเด็นนี้ "นายใหญ่" จึงสั่งลุยแจกเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคเอสเอ็มอี ทั้ง 5 พรรคอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย พร้อมกำชับขุนพลสายจันทร์ส่องหล้าคนสนิท ว่าเขาขออะไรมาก็ให้เขาไป ขอเพียงให้มาร่วมแจมจัดตั้งรัฐบาลด้วยก็เป็นพอ

ส่งผลให้ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ฝุ่นตลบ เริ่มกลับมาอีกครั้ง โพยจองเก้าอี้กระทรวงต่างๆ ถูกส่งเข้ามายังตึกไอเอฟซีทีหลายใบ บางโพยขอไม่มากก็ให้กันไปถือว่าเป็นคนกันเอง

บางโพยแม้น้องขอมาแต่พี่ไม่ให้ ก็ต้องมีนำกลับไปอัพเดทให้เหมาะสมตามเนื้อผ้า

แต่กระทรวงสำคัญ ที่พรรคพลังประชาชนจะไม่ยินยอมให้พรรคใดมาหยิบชิ้นปลามันไปง่ายๆ คือ กระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่แม่บ้านพรรคอย่าง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แสดงบทบาทเป็นจงอางหวงไข่ ประกาศว่าพรรคพลังประชาชนจะขอดูแลเอง

เรื่องนี้บิ๊กวงในขาเม้าธ์คอนเฟิร์มกันว่า ผู้ที่จะนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่จะควบคุมกระทรวงเศรษฐกิจ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "โดเรมิ่ง" มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 6 อย่างแน่นอน

และที่สำคัญว่าที่รองนายกฯคนนี้ ยังมีส่วนช่วยสกรีนผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย และเลขาฯรัฐมนตรีนั้น จะพิจารณาจาก "คนกันเอง" ที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจก่อน

จากนี้ไปห้ามกะพริบตาจะเห็นโฉมหน้า ครม.ใหม่กันในเร็วๆ นี้แน่ ถ้าไม่มีพลิกล็อค!!!

จับตาโหวต"นายกฯ" ระวัง!ตำนาน"งูเห่าคืนชีพ"

เหตุการณ์เหมือนจะราบรื่น การประกาศจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน กับบรรดา 3 พรรคเล็ก ขาดแต่พรรคขนาดกลางอีก 2 พรรค คือ ชาติไทย และ เพื่อแผ่นดิน ว่าวันไหนจะมาเข้าพิธีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

แต่ก็มีเรื่องราวให้คอการเมืองได้ลุ้น เมื่อ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม ว่า วันที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถือเป็นวันที่น่าจับตามองที่สุด อาจเกิดกรณี "งูเห่า" ขึ้นได้อีก และเกิดขึ้นได้เสมอ

เหตุผลที่ทำให้ เสธ.หนั่นเชื่อเช่นนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคท้าย คือ "การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด สมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด"

ส่วนกรณี "งูเห่า" ที่ พล.ต.สนั่นพูดถึงนั้น ความจริงบุคคลนี้คือ หนึ่งในผู้ที่ทำให้เกิดตำนานระดับคลาสสิคการเมืองไทย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พล.ต.สนั่นในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่มี ส.ส.เป็นอันดับสอง คือ 123 คน รองจากพรรคความหวังใหม่ของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่มี 125 เสียง ต้องเดินเกมให้ "ชวน หลีกภัย" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้

ขณะที่ข้างของอีกฝ่ายมี "เสนาะ เทียนทอง" เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น เป็นคนประสาน เพื่อให้ "พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" มานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหนที่สอง

ผลการเดินเกมของสองเลขาธิการพรรค ฝ่ายเสธ.หนั่นได้มา 196 เสียง คือ ประชาธิปัตย์ 123 ชาติไทย 39 เอกภาพ 8 ไท 1 และพลังธรรม 1 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเดิม รวมกับอดีตพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรค คือ กิจสังคม 20 และเสรีธรรม 4 เสียง

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้มากกว่า 1 เสียง คือ 197 จากความหวังใหม่ 125 ชาติพัฒนา 52 เสียง ประชากรไทย 18 เสียง และมวลชน 2 เสียง

พล.ต.สนั่นจึงไปชักชวน ส.ส.พรรคประชากรไทยให้มาอยู่ด้วย ปรากฏได้มา 12 คน ประกอบด้วยวัฒนา อัศวเหม, พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์, ยิ่งพันธ์ มนะสิการ, ประกอบ สังข์โต, มั่น พัธโนทัย, สำเร็จ อัจฉริยะประสิทธิ์, สมพร อัศวเหม, ไกรสิทธิ์ ไกรสิทธิ์พงศ์, สุชาติ บรรดาศักดิ์, พูนผล อัศวเหม, ฉลอง เรี่ยวแรง และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รวมเป็น 208 เสียง ส่วนฝ่ายรัฐบาลเก่าเหลืออยู่ 185 เสียง "ชวน" จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังการตั้งรัฐบาลชวน 2 "สมัคร" ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทยในขณะนั้น เปรียบตัวเองเหมือนชาวนา ที่ไปเก็บ "งูเห่า" ที่จะหนาวตายมาไว้ในอกเสื้อ แต่งูเห่ากลับมาฉกชาวนาตาย ทำให้สื่อมวลชนเรียก 12 ส.ส.ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับเสธ.หนั่นว่า "กลุ่มงูเห่า"

จากวันนั้น นับมาได้เกือบ 10 ปี "สมัคร" เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ลุ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วน "วัฒนา" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ "เสธ.หนั่น" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย 2 พรรคที่ทำท่าพร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาล

รัฐบาลที่อาจจะมีตัวละครในนิทาน "ชาวนากับงูเห่า ภาคแรก" อยู่กันครบ

และก็เป็นรัฐบาลที่อาจจะเกิดตำนานงูเห่าภาคสองขึ้นจากตัวละครเดิมๆ หรือจากตัวละครใหม่ๆ

อาจจะได้งูเห่าตัวใหม่ ที่ย้ำรอยเจ็บให้ชาวนาคนเก่า หรืออาจจะชาวนาคนใหม่ถูกฉกตายเพิ่มขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นกัน

เร็วๆ นี้ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น !!..


พปช.เตรียมยื่นขอสอบใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ [5 ม.ค. 51 - 19:21]

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (6 ม.ค.) ถึงกรณีว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (ส.ส.) ของพรรค ที่ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นผู้สมัครจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ว่าที่ ส.ส.ที่ถูกเรียกชี้แจงเตรียมให้ข้อมูลกับ กกต.เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ได้กระทำความผิด และเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม โดยในระหว่างการประชุมฝ่ายกฎหมายได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมกรณีว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ ทั้ง 3 คนได้ใบแดง เป็นข้อมูลที่แตกต่างจากที่เป็นข่าว เพราะจริงๆ แล้ว กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ได้เสนอให้ใบแดงแก่ว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 คน จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจว่าขั้นตอนการได้รับใบแดงอยู่ที่ขั้นตอนใด และถ้า กกต.บุรีรัมย์ ไม่ได้เสนอใบแดง เมื่อถึง กกต.กลางแล้ว ทำไมจึงไม่มีการเรียกว่าที่ ส.ส.ไปชี้แจง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า พรรคมีเอกสารหลักฐานที่ระบุคำพูดของผู้อำนวยการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ที่บอกว่า ไม่เคยให้ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้ เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 7 ม.ค.2551 นี้ว่า กระบวนการให้ใบแดง อาจไม่สอดคล้องกับระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อขอให้เป็นกรณีศึกษา เพราะตอนนี้ยังมีว่าที่ ส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง ส่วนการชุมนุมของประชาชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่ไม่พอใจการให้ใบแดงนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นสิทธิทำได้ หากอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะสอบถามได้ และถ้า กกต.พิจารณาอย่างชัดเจน เที่ยงธรรมแล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไร กกต.ได้


นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการที่ กกต.ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนอีกหลายคน จะกระทบการตั้งรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีกรอบเวลาที่ต้องเปิดสมัยประชุมสภา จึงเชื่อว่า กกต.จะสามารถดำเนินการได้ทันกำหนด ส่วนใครเป็นรัฐบาลถือเป็นประเด็นทางการเมือง การที่พรรคพลังประชาชนจับมือกับ 3 พรรคเล็ก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ส่วนความชัดเจนของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น ไม่สามารถระบุได้ ต้องไปถามทั้งสองพรรคเอง กรณีที่มีข่าวระบุว่าพื้นที่ใดที่พรรคพลังประชาชนได้ใบแดง จะเทคะแนนให้กับพรรคพันธมิตรร่วมรัฐบาลนั้น เชื่อว่าประชาชนจะใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเองได้ว่าจะเลือกใคร


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ได้นำภาพถ่ายเอกสารสี นายเปียง โสมวิเศษ ที่เป็นพยานที่แจ้งกับ กกต.จ.บุรีรัมย์ว่าผู้สมัครของพรรค เขต 2 จังหวัดบุรีรัมย์ แจกเงินซื้อเสียง โดยได้นำหมายศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ออกหมายจับนายเปียงในข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายเปียงที่เป็นผู้ต้องหา แต่ได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ ทั้งที่จะต้องถูกนำตัวส่งดำเนินคดี จึงต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้ว่าเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ อาจวางตัวไม่เป็นกลาง


ถอดสมการดอง83ส.ส. คำตอบ=รัฐบาล"พปช."

มติชนวิเคราะห์

สิ้นคำประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบสัดส่วน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ผ่านการประทับตรารับรอง 397 คน ถูกแขวนเอาไว้ก่อนเพื่อรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หลังมีเรื่องร้องเรียน 83 คน

โดยในจำนวนนี้เป็นว่าที่ ส.ส. จากพรรคพลังประชาชน (พปช.) 65 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 6 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) 6 คน พรรคชาติไทย (ชท.) 4 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) 1 คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) 1 คน

ทำให้หลายฝ่ายคาดคะเนไปต่างๆ ว่า "ปริมาณมือ" ที่หายไป 65 เสียง จะส่งผลกระทบต่อการฟอร์มรัฐบาลโดย พปช. หรือไม่อย่างไร

ยิ่งถ้าคำนวณเสียงของ "ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล" ทั้ง 6 พรรค จะพบว่า ขณะนี้เหลือ "มือที่แน่นอน" เพียง 238 เสียงเท่านั้น จากเดิมตั้งเป้าปิดยอดรัฐบาลที่ 315 เสียง

ในทางกลับกันหาก "พันธมิตร พปช." พลิกไปเทคะแนนให้ ปชป. ซึ่งมีแต้มเหลือ 159 เสียง หลังถูกหักออกไป 6 เสียง ก็จะสามารถ "ควบรวม ส.ส." ได้ 229 เสียง ซึ่งนับว่าสูสีกับ พปช.อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม "โจทย์" ดังกล่าวเป็นเพียง "สูตรคณิตคิดเล่น" ยากต่อการหา "คำตอบใหม่" ให้แก่การเมืองไทย เพราะทุกอย่างได้ถูก "สมการหลัก-สมการรอง" ล็อคคำตอบเอาไว้แล้ว

สมการตัวแรกคือ มาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้เปิดประชุมสภาภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง (วันที่ 22 มกราคม) โดยต้องมี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือคิดเป็น 454 คน

นั่นหมายความว่า คนการเมืองที่อยู่คาเขียง กกต. 83 คน มีโอกาสได้รับ "ใบขาว" ถึง 57 คน เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกได้

"วงใน กกต." แย้มว่านอกจากการแจก 2 ใบเหลืองที่ จ.นครราชสีมา และ 3 ใบแดงที่ จ.บุรีรัมย์แล้ว เหลือสำนวนที่มีน้ำหนักในมือ "5 เสือ" เพียง 13 เรื่องเท่านั้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะ "เลือกตั้งซ่อม-เลือกตั้งซ้ำ" อีกกี่รอบ ยอด ส.ส.ที่หายไป 18 เสียง จึงไม่ถือว่ามีนัยยะสำคัญทางการเมือง เพราะถ้าสภาเปิดเมื่อไร โอกาสก็จะกลับมาอยู่ในมือ "พรรคเสียงข้างมาก" เมื่อนั้น

อย่าลืมว่าผู้ชนะคือผู้กำหนดเกม

สมการตัวที่ 2 คือ ถ้อยแถลงเรื่องการจับขั้วกับ พปช.อย่างเป็นทางการ ที่หลุดออกจากปากของแกนนำ "กลุ่ม 21"(รช.+มฌ.+ประชาราช)เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ซึ่งตรงนี้ได้กลายเป็น "ตัวช่วย" ของพปช. กรณีถูกชักใบแดงใส่

ทั้งนี้ มีรายงานว่า พปช.ดอดทำความตกลงอย่างลับๆ กับ มฌ. ว่าจะเทคะแนนให้ "พันธมิตรใกล้ชิด" รายนี้ เพื่อไม่ให้ยอด ส.ส.ของรัฐบาลกระเด็นไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้าม หรือไปเติมพลังต่อรองให้แก่ "พรรคหอกข้างแคร่"

แม้ "คำสั่งแขวน" ว่าที่ ส.ส. 83 คน จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการฟอร์มรัฐบาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างแรงกระเทือนให้แก่ "พรรคเอสเอ็มอี" เหมือนกัน โดยเฉพาะ ชท.กับ พผ. ที่แม้จะ "เซย์เยส" กับ พปช.ไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำประกาศจับขั้ว-รวมตัวอย่างเป็นทางการ เพราะขอรอดูตัวเลขที่นิ่ง ก่อนยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เมื่อยอด ส.ส.ของ "กลุ่ม 61" (ชท.+พผ.) หดลงไป 10 เสียง ย่อมทำให้อำนาจในการต่อรองโควต้าต่างๆ ของ 2 พรรคลดลงไปด้วย ขณะนี้ พผ.มี "เสียงลม" อยู่ถึง 6 คน ขณะที่ ชท. มี 4 คน

นอกจากนี้ 6 เสียงที่หายไปของ พผ. ล้วนแต่เป็นสมาชิกในกลุ่มโคราชของ "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" ทั้งสิ้น ตรงนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบชิ่งต่อการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี และตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดต่างๆ หรือไม่อย่างไร

ท้ายที่สุด เมื่อถอด "สมการ 83" ที่ กกต.เป็นผู้ตั้งโจทย์ จะพบว่า อาการ "ติดลบ" ของพรรคเอสเอ็มอี ขณะที่ พปช.ได้รับแรง "บวก"

โดยมีคำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาล 6 พรรค โดดเดี่ยว ปชป. เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวเหมือนเดิม!!!


ทำไมพปช.พิฆาต"ชัยยะ"?

การสวมหมวก 2 ใบระหว่างการทำหน้าที่รองผู้บังคับการกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต.ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล จะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง

หาก พล.ต.ต.ชัยยะ ไม่ได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้าน "รัฐบาลทักษิณ" ตามที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวอ้าง

โดยให้เหตุผลว่าการพิจารณาสืบสวนสอบสวนการทุจริตการเลือกตั้ง ไม่เป็นกลาง และไม่เป็นธรรมต่อ พปช. ที่แปรสภาพมาจากพรรคไทยรักไทย

พปช.จึงยื่นหนังสือถึง กกต.เพื่อขอให้เปลี่ยนตัว พล.ต.ต.ชัยยะ จากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้ กกต.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังโยนเผือกร้อนกัน

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อนตลอดห้วงสัปดาห์ เพราะนั่นหมายถึง...

โอกาสภายใต้ความหวังริบหรี่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาล หาก พปช.ถูก กกต.แจกใบแดงเป็นจำนวนมาก

สำหรับ พล.ต.ต.ชัยยะ จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 34 จากนั้นก็เข้ารับราชการตำรวจเรื่อยมา คนในแวดวงสีกากี ต่างรู้ดีว่า พล.ต.ต.ชัยยะสนิทสนมกับ "บิ๊กสื่อค่ายท่าพระอาทิตย์" หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกว่า 10 ปี มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในเรื่องหน้าที่ การงาน และส่วนตัว

จึงไม่น่าแปลกที่จะเห็นภาพการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างบุคคลทั้งสองอย่างชัดเจน แม้กระทั่งการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตร นายตำรวจคนนี้ก็จะช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้ โดยขอกำลังจากเพื่อนนักเรียนตำรวจรุ่นเดียวกัน

ดังนั้น ภายหลังการรู้ข่าวการแต่งตั้ง พล.ต.ต.ชัยยะ เป็นประธานคณะอนุกรรมการของ กกต. จึงเป็นธรรมดาที่กลุ่มอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แห่งค่าย พปช.จะกังวลและมีคำถามในความเป็นกลาง

โดยเฉพาะเรื่องที่วิตกที่สุด คือ 3 ใบแดงแห่งบุรีรัมย์ "บิ๊กสีกากี" ของพรรคนี้ เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบุรีรัมย์ ส่อว่าเป็นการสร้างพยานเท็จ โดยเอาบุคคลนอกพื้นที่จังหวัด มาทำเสมือนหนึ่งเป็นบุคคลอยู่ในเหตุการณ์แจกเงินให้กับผู้เข้าฟังการปราศรัย

สำหรับบุคลิกทั่วไปของ พล.ต.ต.ชัยยะนั้น เป็นนายตำรวจที่เรียบง่าย เก็บเนื้อเก็บตัวและไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเท่าใดนั้น แม้จะถูกมรสุม พปช.กระหน่ำ แต่ พล.ต.ต.ชัยยะก็ไม่เคยออกมาชี้แจงแถลงไขในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แม้สื่อมวลชนเองต่างพยายามระดมโทรศัพท์ทั้งเบอร์มือถือ และเบอร์บ้าน เพื่อขอสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ศึก เอฟ เอ คัพ เวสต์แฮม VS แมนฯซิตี้


เวสต์แฮม VS แมนฯซิตี้

สนาม : อัพตัน ปาร์ค

เวลาคิกออฟ : 22.00 น.

เวสต์แฮม-ผลงานที่ผ่านมา

15-12-2007 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-2 (เหย้า)

22-12-2007 ชนะ มิดเดิลสโบรห์ 2-1 (เยือน)

26-12-2007 เสมอ เรดดิ้ง 1-1 (เหย้า)

29-12-2007 ชนะ แมนฯยูฯ 2-1 (เหย้า)

01-01-2008 แพ้ อาร์เซนอล 0-2 (เยือน)

ความพร้อม :

ผลงานชนะ 3 จาก 7 เกมหลังสุด และไม่เคยตกรอบ 3 เอฟเอ คัพมาตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 สภาพทีมเกมนี้กุนซืออลัน เคอร์บิซลี่ย์จะได้ลี โบว์เยอร์กับแมทธิว เอเธอร์ริงตันที่เจ็บไปนานกลับมาลงซ้อม ได้ตลอด ทั้งสัปดาห์พร้อมเป็นตัวเลือก แต่เฟรดริก ยุงเบิร์กเจ็บจากเกมแพ้อาร์เซนอลไม่น่าจะไหว ขณะที่โนลเบอร์โต้ โซลาโน ่กับสกอตต์ ปาร์คเกอร์ก็ยังไม่แน่ว่าจะคัมแบ็กได้หรือไม่ ดีน แอชตันที่เป็นแค่ตัวสำรองใน 2 เกมหลังหวัง ว่าจะได้รับ โอกาสสตาร์ต

ผู้เล่น 11 คนแรกตามคาด :

(4-4-2) โรเบิร์ต กรีน,ลูคัส นีลล์,แอนทอน เฟอร์ดินานด์,แมทธิว อัพสัน,จอร์จ แม็คคาร์ทนี่ย์,ลี โบว์เยอร์,เฮย์เด้น มัลลินส์,มาร์ก โนเบิล,แมทธิว เอเธอร์ริงตัน,ดีน แอชตัน, คาร์ลตัน โคล

แมนฯซิตี้-ผลงานที่ผ่านมา

18-12-2007 แพ้ สเปอร์ส 0-2 (เยือน)

22-12-2007 เสมอ แอสตัน วิลล่า 1-1 (เยือน)

27-12-2007 เสมอ แบล็คเบิร์น 2-2 (เหย้า)

30-12-2007 เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 (เหย้า)

02-01-2008 ชนะ นิวคาสเซิล 2-0 (เยือน)

ความพร้อม :

ไม่แพ้ใคร 4 นัดติด และชนะ 4 จาก 12 นัดหลังเกมเยือน ผลงานในเอฟเอ คัพผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ในสองฤดูกาลหลังสุด สเวน โกรัน เอริคส์สันไม่มีตัวเจ็บเพิ่มขึ้นมาหลังจบเกมบุกชนะนิวคาสเซิล 2-0 ในเกมล่าสุด เนรี่ คาสติลโญ่กองหน้าจังโก้ที่ยืมมาจากชาคห์ตาร์ได้เวิร์ก เพอร์มิตพร้อมลงประเดิมสนามเกมแรก ให้กับทีม แต่คาดว่าเต็มที่คงแค่ตัวสำรองไปก่อน ไลน์อัพน่าจะเป็นชุดเดิมทั้งหมด มีดาริอุส วาสเซลล์ค้ำหอกเดี่ยว

ผู้เล่น 11 คนแรกตามคาด :

(4-4-1-1) โจ ฮาร์ท,เนดุม โอนูโอฮา,ไมคาห์ ริชาร์ดส์, ริชาร์ด ดันน์,ไมเคิล บอลล์,เวดราน คอร์ลูก้า,สตีเฟ่น ไอร์แลนด์,ดีทมาร์ ฮามันน์,มาร์ติน เปตรอฟ,เอลาโน่,ดาริอุส วาสเซลล์

รูปเกม/โอกาส :

เจอกันมาในนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นเรือใบที่บุกเก็บชัย 2-0 มาเจอกันในเกมนี้จังหวะไม่ค่อยเข้าทาง ขุนค้อนอีกตามเคยด้วยสภาพทีมที่มีตัวเจ็บหลายคน โดยเฉพาะแดนกลางนั้นเป็นรองทีมของบิ๊กสเวนชัดเจน วัดกันที่แท็กติกส์ของบิ๊กเคิร์บก็ไม่น่าจะสู้ได้ การเป็นเจ้าถิ่นคือสิ่งเดียวที่ขุนค้อนได้เปรียบ แต่คงไม่เพียงพอ ที่จะลุ้นผ่านเข้ารอบได้ เรือใบสีฟ้าจะมาเอานัดรีเพลย์กลับออกไปได้เป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็เช็กบิลได้เลยเมื่อจบเกม

ขอขอบคุณ www.thailandsportsonline.com

จาก Hi-Thaksin

‘บรรหาร' ย้ำจุดยืนร่วม‘พปช.'จัดตั้งรัฐบาล

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยืนยันว่า แม้ว่าขณะนี้มีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้การรับรองความเป็นส.ส.จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ถึง 65 คนแต่ทางพรรคชาติไทย ยังคงดำเนินการตามจุดยืนเดิมที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนตามที่ได้ประกาศไว้เพราะเชื่อว่าส.ส.ทั้ง 65 คน จะไม่ถูกแจกใบเหลือง หรือ ใบแดง ทั้งหมด และเชื่อมั่นว่า พรรคพลังประชาชนยังเป็นพรรคที่ได้รับเสียงเป็นข้างมาก
ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคชาติไทย คาดการณ์ว่ากกต.จะทยอยประกาศรับรองความเป็นส.ส.ของส.ส.ทั้ง 83 คนที่ยังไม่ได้ถูกรับรองภายหลังการสอบส่วนที่ได้มีการร้องเรียนแล้วเสร็จในเร็ววันนี้--จบ--


จาก hi-thaksin

‘พปช.'มั่นใจ3พรรคการเมืองขนาดเล็กไม่แยกวง

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน มั่นใจ 3 พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ประกาศจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ยังคงทำงานการเมืองร่วมกับพรรคต่อไป แม้ว่าในขณะนี้พรรคจะประสบปัญหาในกรณีใบเหลือง ใบแดง ก็ตาม และยืนยันว่าจะไม่มีการเทคะแนนเสียงให้กับ 3 พรรคการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองใหม่นั้น เห็นว่าขึ้นอยู่กับการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าจะมีมากน้อยเท่าไร โดยตนยังเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต. ว่าจะมีการพิจารณาด้วยความรอบคอบที่สุด
ส่วนท่าทีของพรรคชาติไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน ว่าจะเข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่นั้นเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ระบุ ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 พรรคการเมืองก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนได้


จาก hi-thaksin

มือที่มองเห็น

2-3 วันนี้ มีคนพูดถึง "มือที่มองไม่เห็น" กันมากมายหลายเสียง
"มือที่มองไม่เห็น" เป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงมองไม่เห็น
เมื่อมองไม่เห็นแล้วทำไมจึงมีอิทธิพลต่อประเทศชาติบ้านเมืองกันถึงขนาดที่ว่า จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาล ที่ประชาชนตัดสินใจเลือกมาแล้วล้มเหลวเชียวหรือ?
"มือที่มองไม่เห็น" ที่พูดถึงกันอยู่ในเวลานี้ เดาๆ ไปตามสถานการณ์ ก็จะมีอยู่แค่สองมือ เป็นมือของคนคนหนึ่ง ที่นับวันจะมีฉายาบ่งชี้และบอกใบ้ให้เห็นตัวตนชัดขึ้นเรื่อยๆ
"อีแอบผมขาว" ก็น่าจะใช่
"ก้อนกรวดในรองพระบาท" ก็ไม่น่าจะผิด
"เตมีย์ใบ้" ก็น่าจะถูก
ตอนนี้ก็ได้ไปอีก 1 ฉายา คือ
"มือที่มองไม่เห็น"
เหตุที่มองไม่เห็น ก็เพราะว่าเจ้าของ "มือ" ชอบอยู่ในที่ลับ เร้นกายอยู่ในบ้าน "เสาน้อย" ชอบแอบสั่งการ แอบทำโน่น แอบทำนี่ อยู่หลังกำแพงสีขาวของบ้าน "เสาน้อย" อย่างที่เขาครหานินทากันหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้
แต่ที่ไม่น่าจะผิดก็คือ เจ้าของมือน่าจะเป็น "อีแอบ" แน่ๆ เพราะทำแต่ละอย่างต้องคอยแอบทำ กลัวคนเห็น
ไม่รู้ว่าทำไมจึงต้องกลัวคนเห็น และต้องแอบทำ ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงามเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนจริง
โดยปกติวิสัยของคนชอบ "แอบ" ทำ "แอบ" พูด และ "แอบ" สั่ง มักจะเป็นคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำ พูด และสั่งการในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในสิ่งที่ตนไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง แต่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากจะเข้ามามีอำนาจ มีส่วนร่วมในการทำเรื่องนั้นๆ
อย่างเช่น แอบแก้บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แอบสั่งให้ทหารก่อการรัฐประหาร แอบบัญชาการคณะรัฐประหารอยู่ในบ้าน แอบแทรกแซงการเลือกตั้ง แอบแทรกแซง กกต. แอบแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ
แอบอยู่หลังสถาบันพระมหากษัตริย์ และแอบอ้างพระราชดำรัสเพื่อประโยชน์ส่วนตนและเป็นเกราะคุ้มครองตนเอง
ทุกเรื่องที่แอบทำ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะกระทำทั้งสิ้น เมื่อคำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ แต่เพราะไม่อาจจะยับยั้งกิเลสและความมักใหญ่ใฝ่สูงในใจตนได้ จึงทำให้ต้องแอบยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง จัดการ และแทรกแซงไปเสียทุกเรื่อง
เมื่อยับยั้งหักห้ามใจตนเองไม่ได้ และต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซงเพื่อให้เป็นไปตามใจและความปรารถนาของตนเอง ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง และทำด้วยอาการ "แอบ" เพราะกลัวคนอื่นจะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรทำ
แต่ไม่ว่าจะแอบอย่างไร ก็ไม่อาจจะซ่อนตัวและซ่อนมือที่ยื่นออกมาได้สักครั้งเดียว
ทุกครั้งที่แอบทำ แอบพูด และแอบสั่ง มักจะต้องมีคนเห็น
เพราะ อาชญากรรมมักจะทิ้งร่องรอยและหลักฐานไว้เสมอ อีกทั้งความลับไม่มีในโลก
คำพูดที่ว่า "มือที่มองไม่เห็น" จึงไม่ใช่เรื่องจริงสำหรับผู้จับตามอง
แต่ผู้กระทำอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องจริง คือ คิดว่าไม่มีใครเห็นมือที่ตนยื่นออกไป เพราะคิดว่าตนเป็นผู้วิเศษ ล่องหนหายตัวได้ ทำอะไรไม่มีใครรู้ โดยที่หารู้ไม่ว่า ที่ผ่านมาใครๆ ก็รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง และมีพฤติกรรมเช่นไร แต่ไม่มีใครอยากพูด เพราะเกรงใจ เห็นว่าเป็นผู้อาวุโส จึงไม่อยากถือโทษโกรธเคือง
เมื่อไม่มีใครพูด ก็ทำให้ผู้กระทำคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่มีใครเห็น จนเชื่อว่าตนคือผู้วิเศษ มี "มือที่มองไม่เห็น" จึงย่ามใจ และเข้าแทรกแซงกิจการบ้านเมืองเรื่อยมา
จนกระทั่งถูก นายสมัคร สุนทรเวช กระแอมเสียงดังและฟ้องประชาชนว่ามี
"มือที่มองไม่เห็น" พยายามจะแทรกแซง กกต. จนเจ้าของมือต้องหดมือไปแบบฉับพลัน
เป็นที่น่าประหลาดว่า เหตุใด กกต. บางคน และนักการเมืองบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และทหารบางจำพวก เช่น พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และคนรับใช้เผด็จการ อย่าง นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์
จึงเชื่อถือ "มือที่มองไม่เห็น" ว่ามีอำนาจอิทธิพลที่จะกดดันให้การจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้วเปลี่ยนข้างได้
บางคนเชื่อหนักไปถึงขั้นที่ว่า
"มือที่มองไม่เห็น" จะดลบันดาลให้พรรคพลังประชาชน ที่ประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลแทน
คนเหล่านี้เชื่อถือ "มือที่มองไม่เห็น" ของใครบางคนที่กระทำตัวเป็นอีแอบ ซ่อนตัวอยู่หลังฉากตลอดเวลา มากกว่า "มือที่มองเห็น" ซึ่งเป็นมือของประชาชนทั่วประเทศ ที่ตัดสินแล้วว่าจะให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล
ระหว่าง "มือที่มองไม่เห็น" ของ "อีแอบ" กับ "มือที่มองเห็น" ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย เราควรจะเชื่อถือและยอมรับ "มือ" ของใคร
วันนี้ประชาชนได้แสดงให้เห็นว่า ยกมือให้ใครไปเป็นรัฐบาล เป็นการยกมืออย่างเปิดเผย โปร่งใส ไม่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ แต่กลับไม่ได้รับจาก กกต. บางคน นักการเมืองบางพรรค ทหารบางพวก
ยังมีความพยายามที่จะ "ไม่มอง" และตั้งใจที่จะ "มองไม่เห็น" มือของประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน หากแต่กลับไปมอง
"มือ" ที่แอบยื่นออกมาชี้ให้ทำตามความพึงพอใจของตนเพียงคนเดียว
ผมไม่แน่ใจว่า กกต. กำลังสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน และทำตาม "มือที่มองเห็น" หรือ รับฟัง "อีแอบ" และคอยดูสัญญาณจาก "มือที่มองไม่เห็น" กันแน่
กกต. ทั้ง 5 ท่าน ตอบได้ไหม


นายกอ....


/////////////////////////////////////////


คอลัมน์:ละครชีวิต....


จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์ 4/01/51