WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 6, 2008

'เติ้ง'ยึดสัญญา ร่วมรัฐบาลพปช. ชี้ปชป.หมดลุ้น

'บรรหาร' ยึดมั่นสัญญา พปช. ย้ำไม่เปลี่ยนขั้ว เชื่อ ปชป.ไม่มีทางชนะหากมีการเลือกตั้งซ่อม

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังรับรอง สส.ไม่ครบ แต่พรรคชาติไทยพร้อมเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ตามที่ได้ตอบรับคำเชิญจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยังยืนยันและยึดมั่นสัญญาที่ให้ไปแล้ว

ทั้งนี้ การแถลงกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อร่วมรัฐบาลนั้น ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อน โดยจะขอหารืออีกครั้ง เพราะสถานการณ์ขณะนี้เป็นช่วงต้องงดกิจกรรมทางการเมือง 3-7 วัน

นายบรรหาร กล่าวว่า แม้พรรคพลังประชาชนยังเหลือ สส.ที่ยังไม่ประกาศรับรองถึง 65 คน ก็ไม่เชื่อว่าจะถูกใบเหลืองใบแดงหมด แต่อาจมีทั้งใบเหลืองและใบแดงคละกัน รวมทั้งพรรคอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนถูกใบเหลืองอย่างมาก 20 ใบ เมื่อรวมแล้วพรรคพลังประชาชนก็ยังมีเสียงสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์

'แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ ก็คงไม่ง่าย เพราะส่วนใหญ่ที่โดนคือภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีตัวสำรองในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของพรรค เพื่อแผ่นดินมากที่สุด มีพรรคชาติไทยบ้างประปราย รวมถึงพรรคมัชิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ดังนั้นอาจกระจายไปตามพรรคเหล่านี้ก็เป็นได้' นายบรรหาร กล่าว

หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า คาดว่าเร็วๆ นี้ กกต.คงทยอยประกาศรับรอง สส. หลังจากสอบสวนเรื่องร้องเรียนเสร็จ ดังนั้นต้องให้เวลา กกต.ระยะหนึ่ง ในส่วนของพรรคชาติไทยที่ยังไม่ได้รับรองอีก 4 คน ทุกคนได้ชี้แจงต่อ กกต.จังหวัดไปหมดแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาพร้อมเปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขอย้ำว่า 3 พรรคเล็กที่ประกาศร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน ยังยืนยันเช่นเดิม เรื่องใบเหลืองใบแดงต้องรอดูผลการตัดสินของ กกต.ก่อน เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนการวางตัวรัฐมนตรีนั้นยังไม่มีการหารือ ต้องรอให้ กกต.รับรอง สส.ให้เสร็จและเปิดประชุมรัฐสภาก่อน


ลลิตาตอกกลับ 'สุรเดช' ไม่ให้เกียรติพรรค [6 ม.ค. 51 - 04:33]

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาระบุว่า ความชัดเจนทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน ขึ้นอยู่กับนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงินให้พรรคเท่านั้น ว่า ไม่เป็นความจริง พรรคไม่เคยรับฟังมติจากผู้สนับสนุนคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้ตัดสินเพียงว่าใครบริจาคเงินให้พรรคมากหรือน้อย ตามที่นายสุรเดชกล่าวหา เนื่องจากพรรคมีผู้สนับสนุนทางการเงินหลายคน ทำงานอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งว่าที่ ส.ส. อยากเรียนว่านายสุรเดชเป็นถึงกรรมการบริหารพรรค น่าจะรู้ว่าที่ประชุมกรรมการบริหารและว่าที่ ส.ส.ของพรรค ได้มีมติชัดเจนที่จะมอบหมายให้แกนนำของพรรคทั้ง 3 คนคือนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรค และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้เจรจาหาข้อยุติทางการเมืองในการเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้น จึงควรจะให้เกียรติทุกคนในพรรคในฐานะที่ล้วนเป็นคนสำคัญทั้งสิ้น สอบได้หรือสอบตกล้วนสำคัญเท่ากันหมด ไม่ใช่สอบได้ ส.ส. ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ


มีปัญหาอะไรน่าจะมาพูดคุยในพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเพิ่มอีกหรือไม่ นายวชิระมณฑ์ตอบว่า ทุกคนในพรรคมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การจะมีความเห็นแตกต่างกันก็น่าจะนำมาพูดคุยในพรรค หรือไม่ก็แจ้งให้แกนนำที่ได้รับมอบหมายจากพรรค 3 คนรับทราบ ไม่ควรออกมาให้สัมภาษณ์ภายนอกเพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ต่อข้อถามว่า จุดยืนขณะนี้ของพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ตรงไหน โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดินตอบว่า ยังมีจุดยืนเหมือนเดิมคืออยากให้รอการรับรอง ส.ส.ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนหลังจากนั้นคาดว่าจะสามารถประกาศความชัดเจนของพรรคได้ ขณะนี้พรรคยังต้องเตรียมความพร้อมในการหาเสียงเพื่อเลือกตั้งซ่อมในอีกหลายพื้นที่ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เหตุเป็นเพราะแกนนำพรรคไม่ให้ความสำคัญที่จะต่อรองเอากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนที่เคยประกาศนโยบายไว้หรือไม่ นายวชิระมณฑ์ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงยังไม่ได้ข้อยุติ

“ลลิตา” ยัน “สุรเกียรติ์” ไม่เกี่ยวข้อง

นางลลิตา ฤกษ์สำราญ อดีตเลขานุการนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กล่าวว่า นายสุรเกียรติ์ได้ทราบข่าวนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ที่มีการพาดพิงว่าปัญหาการเข้าร่วมรัฐบาลเกิดจากนายสุรเกียรติ์และนายวัฒนา อัศวเหม ในฐานะที่เคยร่วมงานกับนายสุรเกียรติ์มาตลอด ยืนยันได้เลยว่าไม่เป็นความจริง เพราะการจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ทุกคนในพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นคนตัดสินกันเอง ไม่เกี่ยวกับนายสุรเกียรติ์ อยากทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ทุกคนไม่ว่าจะสอบได้หรือสอบตก อยู่เบื้องหลังหรือเบื้องหน้า ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน คือต้องการลดความขัดแย้งทางการเมือง และพยายามทำประโยชน์ ให้กับประเทศมากที่สุด ไม่ใช่ต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของพรรคหรือหวังตำแหน่ง เมื่อทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ การให้เกียรติซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผ่านมา ทุกคนก็ให้เกียรตินายสุรเดช การออกมาให้ข่าวโดยที่ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันก่อน ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ค่อยสบายใจ เพราะกลายเป็นว่าเข้ามาทำการเมืองเพื่อต่อรองตำแหน่งเป็นภาพที่ไม่งาม พรรคเพื่อแผ่นดินจะได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงอะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะไปต่อรองแต่ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมาก จะจัดสรรเก้าอี้ใดมาให้มากกว่า

“สุรเดช” เต้นแจงไม่ขัดแย้งกับพรรค

เย็นวันเดียวกัน นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ส.ส.ระบบสัดส่วน กล่าวปฏิเสธว่า ภายในพรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะเคารพและพร้อมปฏิบัติตามมติพรรค ส่วนความเห็นส่วนตัวจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะคิด เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคก็พร้อมปฏิบัติตามมติพรรคที่มอบหมายให้แกนนำทั้ง 3 คน เจรจาเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล ข่าวที่ออกมาเป็นความเข้าใจผิด ทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากให้ตีความกันไปต่างๆนานา เป็นผู้ใหญ่แล้วหากมีปัญหาขัดแย้งกันแล้วจะทำงานในพรรคราบรื่นได้อย่างไร จึงอยากให้ทุกคนสบายใจว่าจะปฏิบัติตามมติพรรคอย่างแน่นอน

“บรรหาร” เชื่อ พปช.เป็นแกนนำรัฐบาล

ที่พรรคชาติไทย เมื่อเวลา 14.35 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส. ถึง 83 คนว่า ที่ยังไม่รับรองเพราะไม่ยังไม่แน่ เนื่องจากยังมีการร้องเรียนอยู่ และการสอบสวนของ กกต.ยังไม่เสร็จสมบูรณ์จึงยังไม่ประกาศทั้งหมด คิดว่าเร็วๆนี้หลังจากสอบสวนเรื่องร้องเรียนเสร็จแล้ว คงจะทยอยประกาศรับรองไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดาในเมื่อ กกต.ทำงานได้แค่นี้ก็ต้องประกาศแค่นี้ก่อน ต้องให้เวลา กกต.อีกสักระยะหนึ่ง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ในส่วนของพรรคชาติไทยที่ยังไม่ได้รับการรับรองอีก 4 คนนั้น ได้สอบถามและทราบว่าทุกคนได้ชี้แจงต่อ กกต.จังหวัดไปหมดแล้ว ส่วนของพรรคอื่นก็แล้วแต่ละพรรคไป เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนยังไม่ได้รับรอง 65 คน จะกระทบต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า การจะให้โดนใบเหลืองใบแดงทั้ง 65 คนเป็นไปไม่ได้ คงจะมีทั้งใบเหลืองและใบแดงคละเคล้ากันไป และอาจจะมีพรรคอื่นโดนบ้าง

รอแถลงร่วมรัฐบาลพร้อมเพื่อแผ่นดิน

นายบรรหารกล่าวว่า เท่าที่ประเมินไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทั้ง 65 คนของพรรคพลังประชาชนหากคิดว่าโดนสัก 20 ใบก็ยังเหลืออีก 40 กว่าใบ เมื่อรวมแล้วพรรคพลังประชาชนก็ยังมีคะแนนเสียงสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ก็คงไม่ง่าย เพราะส่วนใหญ่ที่โดนคือภาคเหนือและภาคอีสาน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีตัวสำรองในพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อแผ่นดินมากที่สุด มีพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาบ้างประปราย ดังนั้น อาจกระจายไปตามพรรคเหล่านี้ก็ได้

เมื่อถามว่า หลังจากที่พรรคพลังประชาชนให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคมาเชิญเข้าร่วมรัฐบาลแล้วพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร นายบรรหารตอบว่า ในวันที่มาเชิญได้รับปากในเบื้องต้นแล้ว ยังยืนยันในคำที่ให้คำมั่นสัญญาไปแล้ว ส่วนการประกาศเป็นทางการร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินอย่างไร ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ขอหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน ขอดูเหตุการณ์ไปก่อน ตอนนี้ไม่ได้เร่งแล้ว เพราะเป็นช่วงต้องงดกิจกรรมทางการเมือง 3 วัน 7 วัน


กกต.ถอดใจ กฎหมายพ่ายมาร [6 ม.ค. 51 - 00:16]

เปิดศักราชใหม่ 2551

สถานการณ์การเมืองยังเต็มไปด้วยความร้อนแรง

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สำแดงฤทธิ์เดช แจกใบเหลือง 3 ว่าที่ส.ส.นครราชสีมา เขต 3 พรรคพลังประชาชน

ประกอบด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นางลินดา เชิดชัย และนายบุญเลิศ ครุฑขุนทด

โดยประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม

ตามมาด้วยรายการแจกใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน

ได้แก่ นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน นายรุ่งโรจน์ ทองศรี และนายประกิจ พลเดช

พร้อมทั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันเสาร์ที่ 19 มกราคม

และล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ลอตแรก 397คน ไม่ประกาศรับรอง 83 คน

แบ่งเป็นการประกาศรับรองผล ส.ส.ระบบสัดส่วน 76 คน

ไม่รับรอง 4 คน ได้แก่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ และนายธนเทพ ทิมสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 จากพรรคพลังประชาชน และนายไพฑูรย์ แก้วทอง ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 2 พรรคประชาธิปัตย์

โดยทั้งหมดโดนข้อกล่าวหาแจกทรัพย์สินและแจกเงิน ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ส่วน ส.ส.ระบบเขต มีการประกาศรับรองผล 321 คน

ไม่ประกาศรับรอง 79 คน แบ่งเป็นว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน 62 คน พรรคประชาธิปัตย์5 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 6 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย1คนและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน

โดยว่าที่ ส.ส.ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผล จะต้องรอ กกต.พิจารณาสำนวนเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้าน

ก่อนลงมติชี้ขาดต่อไปว่าจะแจกใบขาว ใบเหลือง หรือใบแดง

แน่นอน ผลจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งควักใบแดงใบเหลืองแจกว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนในครั้งนี้

ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากพรรคพลังประชาชนอย่างหนัก

โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงขั้นออกมาโวยในทำนองว่า มีมือสกปรกเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ กกต. มีความพยายามจากคนนอกที่ต้องการจะขัดขวางพรรคพลังประชาชน

ในขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาสำทับว่า

นายตำรวจจากสันติบาลที่เข้าไปช่วยงานทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ สืบสวนสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ กกต. วางตัวไม่เป็นกลาง

พุ่งเป้าถล่ม ดิสเครดิต กกต.

และก็ให้บังเอิญว่า ในห้วงระหว่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ที่ประกอบด้วย

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

กำลังพิจารณาสำนวนเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง เพื่อลงมติแจกใบเหลืองใบแดงชุดแรก

เกิดมีอาการระหองระแหงปรากฏออกมาให้เห็น

โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของนางสดศรีที่แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับ การทำสำนวนของฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายสมชัย มีความล่าช้า

ในขณะที่การลงมติแจกใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน กกต.ลงมติกันเพียง 4 คน

เนื่องจากนายสมชัยไม่ได้ อยู่ร่วมลงมติ

แม้การลงมติแจกใบ แดงในครั้งนี้ จะมีผลโดยสมบูรณ์ตาม กฎหมายที่กำหนดให้ต้องใช้เสียงลงมติ 4 ใน 5

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า

5 เสือ กกต. ไม่มีความเป็นเอกภาพในการทำงาน

ทำให้ถูกสังคมมองด้วยความไม่มั่นใจว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะรักษา ความเที่ยงธรรมในการตรวจสอบการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือไม่

ยิ่งในสถานการณ์ที่ขั้วหนึ่งได้เปรียบจากผลการเลือก ตั้งที่ออกมา ก็ต้องการที่จะรักษาความได้เปรียบในจำนวนตัวเลขว่าที่ ส.ส. เอาไว้

ในขณะที่อีกขั้วหนึ่ง ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นรอง ก็อยากให้ขั้วที่ได้เปรียบมีใบแดงใบเหลืองมากๆ

เพื่อลดความได้เปรียบของขั้วตรงข้าม ให้มาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

สถานการณ์แห่งการช่วงชิงกันตรงนี้ จึงทำให้แรงกดดันจากทั้ง 2 ขั้วพุ่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เต็มๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ในการเลือกตั้งเดินมาถึงจุดนี้

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ กกต.เข้ามาทำหน้าที่ในการดูแลจัดการเลือกตั้งและควบคุม การเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

เพื่อกำจัดการใช้วิชามาร ซื้อสิทธิ ซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง ที่เป็นต้นเหตุสำคัญของวงจรอุบาทว์ทางการเมือง

ใช้เงินซื้อเสียง ซื้อตำแหน่ง เข้ามาถอนทุน หาเงินตุนไว้ซื้อเสียงงวดหน้า

ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอรัปชัน ทำให้ประเทศต้องประสบภาวะวิกฤติ ทั้งวิกฤติการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจ

ดังนั้น ภารกิจหลักของ กกต. ก็คือ ปราบวิชามารทุจริตเลือกตั้ง ทำให้การเมืองสะอาด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง จึงได้ให้อำนาจ กกต.เอาไว้อย่างมากมาย

พูดง่ายๆว่า มอบดาบอาญาสิทธิ์ไว้สำหรับฟันนักการ เมืองที่ทุจริตการเลือกตั้งโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเขตอำนาจภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ในการที่จะแจกใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัคร ส.ส. ที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทุจริตทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบ

โดยเขตอำนาจดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ 22 มกราคมนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นจากเขตอำนาจ 30 วันไปแล้ว ในช่วงไม่เกิน 1 ปี กกต.ก็ยังมีสิทธิตามสอย ส.ส.ที่พบหลักฐานการทุจริตเลือกตั้งออกจากตำแหน่งได้ แต่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

สถานการณ์ของ กกต.ในวันนี้ จึงมีสภาพเหมือนอยู่ ระหว่างเขาควาย อยู่ระหว่าง 2ขั้วการเมืองที่กำลังช่วงชิงอำนาจรัฐ

ขั้วพรรคพลังประชาชนไม่อยากโดนลดแต้ม ขั้วพรรคประชาธิปัตย์อยากเพิ่มแต้ม

ประกอบกับภายใน กกต.มีร่องรอยความขัดแย้งให้เห็น ถึงขั้นมี กกต.บางคนส่ออาการถอดใจไม่เข้าประชุมลงมติแจกใบแดง

ขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาระบุว่า จะมีการแจกใบแดงประมาณ 67 ใบ

ก็เลยยิ่งทำให้ กกต.ถูกระแวงว่า มีมือสกปรกเข้ามาบงการเพื่อให้ลดยอดว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลแข่ง

นี่คือสถานการณ์ที่ กกต.กำลังเผชิญ

ที่สำคัญ การที่นักการเมืองยกประเด็นใบแดงใบเหลืองตอบโต้กันไปมา เพื่อรักษาความได้เปรียบในสมการตัวเลข ช่วงชิงกันเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล

ปรากฏการณ์เหล่านี้ ถือว่าเป็นธรรมชาติของการเมือง

อย่างไรก็ตาม ทีมของเราขอบอกว่า ในสภาพความเป็นจริงของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องการซื้อเสียงยังดำรงอยู่

ถึงขั้นมีการพูดกันว่า ใช้เงินกันเป็นหมื่นล้านบาท

ถ้าสังคมยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีการซื้อเสียง ยังมีการใช้วิชามารทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ก็ควรปล่อยให้ กกต.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่ กกต.ทั้ง 5 คน ก็ต้องทำหน้าที่อย่างตรง ไปตรงมา ใช้ความเที่ยงธรรมในการพิจารณาสำนวนร้องเรียนและร้องคัดค้าน

เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม

ทำให้องค์กร กกต. เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่าให้ใครมาพูดได้ว่า “กกต.ชุดนี้เป็นของเขา” หรือ “กกต.ชุดนี้เป็นของเรา”

แน่นอน ในการทำงานของ กกต. จำเป็นต้องพึ่งบุคลากรจากหน่วยงานรัฐอื่นๆเข้ามาเสริม ทำให้เป็นเงื่อนไขที่ถูกเพ่งเล็งในเรื่องของความเป็นกลาง

แต่ในความหลากหลายของบุคลากรที่เข้ามาช่วยงาน กกต. ก็จะทำให้เกิดการตรวจสอบกันเองไปในตัว

เหนืออื่นใด แม้สำนวนเรื่องร้องเรียนจะถูกชงขึ้นมาจากผู้ปฏิบัติระดับล่าง แต่สุดท้าย กกต.ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการวินิจฉัยลงมติ

ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 คน ต้องใช้หลักกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม

ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

อย่าปล่อยให้กระแสกดดันใดๆจากภายนอก มาบั่นทอนการทำหน้าที่เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ถ้า กกต.ถอดใจ ไม่ยึดหลักการตรงนี้

ก็เท่ากับ

ปล่อยให้คนไม่ดี เข้ามาปกครองบ้านเมือง.

“ทีมการเมือง”

นักวิชาการเตือน กกต.ระวังเกมการเมือง [6 ม.ค. 51 - 04:34]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการเปิดรับการแสดงตน ส.ส.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เป็นวันที่ 2 ยังคงมี ส.ส.ทยอยเดินทางมารายงานตนตลอดทั้งวัน เช่น นายชัยวัฒน์ ตินรักษ์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน มารายงานตัวเป็นคนแรก ตามด้วยนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อแผ่นดิน นายทิวา เงินยวง ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 พรรคพลังประชาชน นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ โดยวันที่ 2 มี ส.ส.มารายงานตัว 36 คน รวมมีผู้มารายงานตัว 2 วันรวม 221 คน


โดยนายสุเทพปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ พร้อมกับระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะของดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเวลา 7 วัน เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงกับว่าที่ ส.ส. ที่ กกต.แขวนเอาไว้แต่อย่างใด โดยทางพรรค จะเริ่มให้สัมภาษณ์อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.เป็นต้นไป

เตือน กกต.ระวังเจอเกมการเมือง

วันเดียวกัน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ได้จัดการเสวนาวิชาการ เรื่อง “กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคมการเมืองไทย” โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เป็นโมฆะนั้น เห็นว่าประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านการเลือกตั้งแล้ว การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจึงไม่ควรทำได้โดยง่าย เพราะจะเป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชน สำหรับการแจกใบเหลืองใบแดงของ กกต. แม้จะมีจุดดี เพื่อขจัดนักการเมืองที่ไม่ดี แต่เกรงว่าอาจจะกลายเป็นเกมการเมืองไปได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่าการวินิจฉัยของ กกต.เป็นที่สุด ทำให้เกิดคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. จึงขอเสนอให้ กกต. รับรองการเลือกตั้งไปก่อน เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว


ตั้งคำถาม ขอบเขตอำนาจศาลฎีกา วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะ [6 ม.ค. 51 - 04:36]

วานนี้ (5 ม.ค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง "กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคม การเมืองไทย" ซึ่งจัดโดยคณะนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ว่ากรณีศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง รับคำฟ้องที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ร้องขอให้สั่งให้การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เป็นโมฆะนั้น เป็นประเด็นที่ต้องขบคิดว่าศาลฎีกามีขอบเขตอำนาจในเรื่องนี้หรือไม่ และไม่ใช่ใครจะฟ้องได้หมด เพราะตามปกติหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองการเลือกตั้ง หากมีเหตุเห็นควรให้ตรวจสอบผลการเลือกตั้งอีก จึงจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเพื่อตามสอยผู้ได้รับเลือกตั้งได้

ทั้งนี้ นายปิยบุตร เห็นว่าหาก กกต. วินิจฉัยอะไรที่ขัดเจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่ เกรงว่าเรื่องจะไม่จบ และทำให้วิกฤติการเมืองไม่สามารถคลี่คลายได้


ด้านนายวรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา กล่าวว่า มีความพยายามสร้างวาระความคิดให้การแจกซีดีเพลงและคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นความผิด ทั้งที่เป็นข้อมูลที่ไม่ต่างจากเอกสารที่แต่ละพรรคจัดทำเพื่อหาเสียง แม้ กกต.แจกใบแดงโดยพ่วงการแจกซีดีกับการแจกเงินและทรัพย์สินก็ตาม อย่างไรก็ตาม ยังคาดว่าพรรคพลังประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะถือเป็นความสำเร็จในการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยแทบไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และนับเป็นขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่มีศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมเหมือนเช่นในอดีต


คมช.ปัดเอี่ยวแจกใบแดงพลังประชาชน

คมช.โต้ลั่น ไม่เกี่ยวใบแดงพลังประชาชนว่อน 'สมเจตน์' บอกถ้าสั่งได้ ทำมากกว่านี้อีก ซัดการเมือง เบื้องหลังม็อบบุรีรัมย์ ถามกลับ 233 เสียงที่ได้มา ใช้อำนาจเงินกดดันหรือไม่

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนระบุ กกต.ไม่รับรอง ส.ส.ของพรรค เป็นไปตามแผนบันได 4 ขั้นของ คมช. ว่า เป็นเรื่องตลก ใครพูดแบบนี้ไม่ดี เป็นไปไม่ได้ ทุกหน่วยที่ คมช. แต่งตั้งขึ้นมีความเป็นอิสระทั้งคตส.(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)และ กกต. ทางคมช.ไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ที่เสียผลประโยชน์พยายามหาเรื่องกดดัน กกต. หาก คมช.ทำได้จะทำมากกว่านี้อีกจะต้องเอาเยอะกว่านี้แน่นอน

'อยู่ดีๆ จะมีมวลชนเป็นหมื่นคนออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างไร มันต้องมีการบริหารจัดการ คนที่สามารถทำอย่างนี้ได้ก็ต้องเป็นฝ่ายการเมือง ใน จ. บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ของใคร ใครเป็น ส.ส.ก็ไปคิดกันเอาเอง พอ กกต. ออกใบแดงก็ออกมาโวยวายกัน พรรคอื่นเขาก็ได้กัน ไม่เห็นมีใครออกมาทำเช่นนี้ ทุกวันนี้การเมืองไทย เราจึงเป็นแบบนี้ เราจึงได้นัการเมืองประเภท เสือ สิงห์ กระทิง แรด เข้ามาบริหารบ้านเมือง 'พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

เขาระบุว่า การตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงกับใคร กกต.ต้องมีหลักฐานที่สามารถตอบคำถามสังคมได้ หากตัดสินโดยไม่มีความยุติธรรมจะออกไปตอบคำถามของสังคมได้อย่างไร ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดคือนักการเมืองที่รู้ ตัวเองดีว่าทำอะไรลงไป แทนที่จะยอมรับยังพยายามที่จะสร้างเรื่องบีบคั้น กกต. ไม่ให้สามารถทำงานได้ หากไม่มี กกต. คอยตรวจสอบความถูกต้อง เราก็จะได้ ส.ส.ประเภทที่ใช้เงินซื้อเข้ามานั่งในสภา ยกมือชี้ให้คนนั้น คนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นก็มีความไม่ชอบธรรมเสียแล้ว บุคคลไหนที่ไม่ดี เราต้องเอาออกมาประจาน ให้สังคมได้รับรู้ ในจ.บุรัรัมย์เป็นเขตอิทธิพลของใคร ประวัติเคยทำอะไรมา เรก็รู้กันดีอยู่ เราอย่าให้บุคคลประเภทนี้เข้ามาบริหาร ประเทศ ของเรา

'ที่ว่ามือมืดจากข้างนอกพยายามเข้ามาสกัดกั้นไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล เขาก็พยายามหาหนทุกทางที่จะเอามาอ้าง เขาทำมาตลอด ตรงไหนที่เขาคิดว่าไม่เป็นไปตามความต้องการของเขา เขาก็พยายามที่จะว่าผู้มีอำนาจคนโน้น คนนี้เข้ามากดดัน ทำไมถึงไม่พูดบ้างว่า ส.ส. ที่ได้มี 233 เสียงว่ามีอำนาจเงินที่ไปกดดันมาหรือเปล่าถึงได้'

ต่อข้อถามที่ว่า คมช.กังวลหรือไม่ว่าการแจกใบเหลืองใบแดงจะทำให้เกิความวุ่นวาย พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า หากคนที่ได้รับใบเหลืองใบแดงไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดถือว่าไม่ชอบธรรม แต่หากไปทำผิดมาก็ต้องได้รับผลตรงนั้น หากทุกคนยอมรับผลจากการกระทำของตัวเองและคำตัดสินก็จะไม่มีเหตุวุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ อยากให้ทุกคนให้กำลังใจการทำงานของ กกต. ทุกท่าน โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์


'สุเทพ'ปัดตอบ65ใบแดงตรงกับ กกต.

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง ยืนยัน ไม่โต้ตอบกรณี 60 ใบแดงสอดคล้อง กับการไม่รับรอง ส.ส.ของ กกต.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.เขต 1 จ.สุราษฏร์ธานี ได้เดินทางมาแสดงตนต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และในระหว่างที่ นายสุเทพ กรอกข้อมูลต่างๆ ได้เกิดไฟตกที่อาคารรัฐสภาด้วย

ทั้งนี้นายสุเทพ กล่าวภายหลังยื่นหลักฐานต่างๆ เสร็จแล้วโดยปฏิเสธของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง และไม่สนใจที่จะถูกโต้ตอบกรณีที่จะถูกพาดพิงว่าคำสัมภาษณ์ 60 ใบแดงสอดคล้องกับจำนวนว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองพร้อมเห็นว่าช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะสม ส่วนพรรคการเมืองอื่น เคลื่อนไหว ก็จะปล่อยไปเพราะยังอยู่ในช่วงเวลาไว้อาลัยในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ขณะที่ยอดร่วมของการรับหนังสือรับรองในวันนี้ซึ่งเป็นที่ 2 มีทั้งสิ้น 6 คน เป็นพรรคพลังประชาชน 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ โดยระบุ ุแต่เพียงว่ายังเป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ ยุติการเคลื่อนไหว รวมถึงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเวลา 7 วัน เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนจะเลื่อนการยุติการเคลื่อไหวทางการเมืองออกไปเป็น 15 วันหรือไม่นั้น จะต้องมีการหารือกับสมาชิกของพรรคอีกครั้ง อย่างไรก็ตามบรรยากาศที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา และไม่พบเห็นสมาชิกหรือว่าที่ ส.ส.ของพรรคแต่อย่างใด ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพักย่านสุขุมวิท


Saturday, January 5, 2008

คอลัมน์ ปิดไม่ลับ Special




แม้ตัวเลข 24 เสียงที่พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ได้มา จะต่ำกว่าประมาณการณ์ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามองการเมืองในมิติทุน จะพบว่าจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดใหม่แต่อย่างใด

เนื่องจาก "ข้ออ้าง" เรื่อง "พลังพิเศษ" บันดาลให้เกิดการก่อตั้งพรรคการเมืองน้องใหม่ โดยมี "มือที่มองไม่เห็น" รับหน้าที่จัดหา "ปัจจัยที่ 5" พร้อมนำส่งให้ถึงที่ทำการพรรค นับวันจะยิ่งมีน้ำหนักเบาบางลง

เพราะเอาเข้าจริง กลับพบแต่ความแห้งแล้งภายใน แม้ไม่ถึงขนาด "อดอยากปากแห้ง" แต่ก็ต้องใช้จ่ายแบบจำกัดจำเขี่ย เนื่องจากท่อน้ำเลี้ยงที่คอยหล่อเลี้ยงมวลสมาชิกทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่ มีเพียงสายเดียวเท่านั้น

คือท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อตรงจากบ้านพักในซอยพัฒนาการ 20 ของ "นักการเมืองใจนักเลง" ที่ชื่อ "วัฒนา อัศวเหม" ประธานที่ปรึกษาพรรค โดยมี "หัวหน้ามุ้ง" รับหน้าที่ "หมุนก๊อก" คอยเปิด-ปิดทวารสายน้ำดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง

ว่ากันว่า "ทุนประเดิม" ของพรรคการเมืองแห่งนี้ ได้จากการขาย "แหล่งทำเงินนอกประเทศ" ของครอบครัวอัศวเหม

ส่วนค่าใช้จ่ายรายเดือน ถือเป็นภาระรับผิดชอบของ "เสี่ยธุรกิจยานยนต์" คนหนึ่ง ซึ่งทำ "สัญญาปากเปล่า" ไว้กับ "พินิจ จารุสมบัติ" ผู้ชักนำเข้าสู่วงการการเมือง ว่าก่อนเลือกตั้งจะจัดให้ 3 งวด งวดละ 100 เพื่อแลกกับการครองตำแหน่งใหญ่ในพรรค

แต่พอถึงวัน น. เวลา ว. "เสี่ยคนดัง" กลับเบี้ยวหน้าตาเฉย โดยอ้างว่าหมุนเงินไม่ทัน ทำเอา "บรรดาบิ๊กเนม" ต้องยกคณะบากหน้าไปขอหยิบยืม "เงินก้อน" จาก "ทุนใหญ่รายเดิม" เพื่อมาจ่ายเป็น "เบี้ยยังชีพเด็กในคาถา"

คราวนี้ "เจ้าพ่อปากน้ำ" ถึงกับต้องเปิดกรุสมบัติ-ตัดใจชักโฉนดที่ดินสวยๆ ออกมาหลายใบ ก่อนส่งให้ "นายหน้าจำเป็น" ที่ชื่อ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" วิ่งรอกไปเสนอต่อ "เจ้าสัวธุรกิจน้ำเมา" เพื่อขอให้รับจำนองเอาไว้


ขณะนี้โฉนดดังกล่าวถูกเก็บไว้ใน "เซฟพิเศษ" ของ "เสี่ยน้ำเมา" แล้ว แต่พร้อมเปิดให้ "เจ้าของตัวจริง" ใช้ "ยอดเดิม" คือ 500 มาไถ่ถอนคืนทุกเมื่อ

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจหาก "วัฒนา" จะมีบทบาทสูงยิ่งใน พผ. แม้จะเป็น ส.ส.สอบตก เพราะเขาเหนือกว่านักการเมืองหน้าอื่นด้วยสถานะ "นายทุนผูกขาด" เพียงรายเดียว!!!

หลังจากที่การเมืองไทยผ่านพ้น "การเลือกตั้ง" ไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ถือเป็นหนึ่งในผลงาน "ชิ้นโบว์แดง" ของการปฏิรูปการปกครอง ภายใต้การนำของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าการเมืองไทยเดินหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

จากนี้ไปเป็นภาระหน้าที่ กกต.ที่จะทำหน้าที่รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แต่ถึงอย่างไรบทบาทภารกิจของ คมช.ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

หลังจากนั้น คมช.จะยุติบทบาทและภารกิจไปพร้อมกับคณะรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คมช.เป็นห่วงอยู่ คือการเดินเกมทางการเมืองของแต่ละพรรค โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวอย่างหนักกลุ่มการเมืองผู้มีอิทธิพลใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจัดแจงว่าจ้าง "แกนนำท้องถิ่น" และ "ผู้มีอิทธิพล" จัดตั้งม็อบกดดันการทำหน้าที่ กกต.บุรีรัมย์ และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

จากการหารือระหว่าง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรักษาการประธาน คมช. กับ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ทำให้ทราบปัญหาว่า ขณะนี้ กกต.ในแต่ละจังหวัดไม่กล้าที่จะดำเนินคดีทุจริตการเลือกตั้งกับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง

แม้ปรากฏมีข้อร้องเรียนการทุจริตอื้อ แต่ กกต.จังหวัด รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่ง "ใส่เกียร์ว่าง" ไม่กล้าทำสำนวนฟันคนโกง ทำให้ "5 เสือ" กังวลการให้ "ใบเหลือง-ใบแดง" แก่ "ว่าที่ ส.ส." ที่ถูกร้องเรียนการทุจริต นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่พยานคดีทุจริตการเลือกตั้ง คมช. ถึงขนาดต้องส่ง "สีเขียว" เข้าไปดูแลความปลอดภัย

เบื้องต้นที่ประชุม คมช. มอบให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจ แต่เนื่องภายหลังผลการเลือกตั้งออกมา ท่าที "บิ๊ก สตช." เปลี่ยนไป ไม่สนที่จะเข้าร่วมประชุม คมช.เหมือนเก่าก่อน รวมทั้งไม่เข้าร่วมกิจกรรมเท่าที่ควร

ทำให้ใน คมช.ไม่ค่อยไว้วางใจ เพราะการทำงานตำรวจที่ผ่านมา เหมือน "ไม่เต็มที่" ปล่อยให้มีการพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตในหลายพื้นที่

โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมสืบสวนสอบสวนปล่อยวางในการเร่งรวบรวมคดีที่มีการแจ้งความทุจริต

คมช.จึงต้องการส่งสัญญาณให้เห็นถึงการทำงานของ กกต.บุรีรัมย์ และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พยายามต่อสู้กับ "กลุ่มอำนาจเก่า" อยู่เพียงจังหวัดเดียว

ดังนั้น คมช.ต้องพยายามทำทุกอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้มีอิสระและความปลอดภัยในการทำงานอย่างเต็มที่
นี่คือภารกิจที่ คมช.เห็นพ้องกันที่จะเร่งดำเนินการ

ทำเอาบรรดาชาวบ้านร้านตลาด เกิดอาการ "ปวดเฮด" ไปตามๆ กัน

สำหรับการจับขั้วผสม 6 สายพันธุ์ จัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ

โดยใช้กลยุทธ์ "รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ" ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคคู่แข่งคู่แค้นตลอดกาล ให้เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย ตามบัญชาของ "นายใหญ่" เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริง ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลหนีหนาวในเมืองผู้ดี มาเกาะติดผลคะแนนเลือกตั้งไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าใดนัก

กลยุทธ์ที่ "นายใหญ่" คิดค้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ "รัฐบาลสมัคร" มีจำนวนเสียงสนับสนุนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การลงมติในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และการผลักดัน นโยบายประชานิยม ในเวอร์ชั่นใหม่ๆ เพื่อมัดใจชาวรากแก้วทั้งหลาย

ประเด็นนี้ "นายใหญ่" จึงสั่งลุยแจกเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคเอสเอ็มอี ทั้ง 5 พรรคอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย พร้อมกำชับขุนพลสายจันทร์ส่องหล้าคนสนิท ว่าเขาขออะไรมาก็ให้เขาไป ขอเพียงให้มาร่วมแจมจัดตั้งรัฐบาลด้วยก็เป็นพอ

ส่งผลให้ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ฝุ่นตลบ เริ่มกลับมาอีกครั้ง โพยจองเก้าอี้กระทรวงต่างๆ ถูกส่งเข้ามายังตึกไอเอฟซีทีหลายใบ บางโพยขอไม่มากก็ให้กันไปถือว่าเป็นคนกันเอง

บางโพยแม้น้องขอมาแต่พี่ไม่ให้ ก็ต้องมีนำกลับไปอัพเดทให้เหมาะสมตามเนื้อผ้า

แต่กระทรวงสำคัญ ที่พรรคพลังประชาชนจะไม่ยินยอมให้พรรคใดมาหยิบชิ้นปลามันไปง่ายๆ คือ กระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่แม่บ้านพรรคอย่าง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แสดงบทบาทเป็นจงอางหวงไข่ ประกาศว่าพรรคพลังประชาชนจะขอดูแลเอง

เรื่องนี้บิ๊กวงในขาเม้าธ์คอนเฟิร์มกันว่า ผู้ที่จะนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่จะควบคุมกระทรวงเศรษฐกิจ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "โดเรมิ่ง" มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 6 อย่างแน่นอน

และที่สำคัญว่าที่รองนายกฯคนนี้ ยังมีส่วนช่วยสกรีนผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย และเลขาฯรัฐมนตรีนั้น จะพิจารณาจาก "คนกันเอง" ที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจก่อน

จากนี้ไปห้ามกะพริบตาจะเห็นโฉมหน้า ครม.ใหม่กันในเร็วๆ นี้แน่ ถ้าไม่มีพลิกล็อค!!!

จับตาโหวต"นายกฯ" ระวัง!ตำนาน"งูเห่าคืนชีพ"

เหตุการณ์เหมือนจะราบรื่น การประกาศจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน กับบรรดา 3 พรรคเล็ก ขาดแต่พรรคขนาดกลางอีก 2 พรรค คือ ชาติไทย และ เพื่อแผ่นดิน ว่าวันไหนจะมาเข้าพิธีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

แต่ก็มีเรื่องราวให้คอการเมืองได้ลุ้น เมื่อ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม ว่า วันที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถือเป็นวันที่น่าจับตามองที่สุด อาจเกิดกรณี "งูเห่า" ขึ้นได้อีก และเกิดขึ้นได้เสมอ

เหตุผลที่ทำให้ เสธ.หนั่นเชื่อเช่นนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคท้าย คือ "การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด สมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด"

ส่วนกรณี "งูเห่า" ที่ พล.ต.สนั่นพูดถึงนั้น ความจริงบุคคลนี้คือ หนึ่งในผู้ที่ทำให้เกิดตำนานระดับคลาสสิคการเมืองไทย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พล.ต.สนั่นในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่มี ส.ส.เป็นอันดับสอง คือ 123 คน รองจากพรรคความหวังใหม่ของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่มี 125 เสียง ต้องเดินเกมให้ "ชวน หลีกภัย" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้

ขณะที่ข้างของอีกฝ่ายมี "เสนาะ เทียนทอง" เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น เป็นคนประสาน เพื่อให้ "พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" มานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหนที่สอง

ผลการเดินเกมของสองเลขาธิการพรรค ฝ่ายเสธ.หนั่นได้มา 196 เสียง คือ ประชาธิปัตย์ 123 ชาติไทย 39 เอกภาพ 8 ไท 1 และพลังธรรม 1 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเดิม รวมกับอดีตพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรค คือ กิจสังคม 20 และเสรีธรรม 4 เสียง

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้มากกว่า 1 เสียง คือ 197 จากความหวังใหม่ 125 ชาติพัฒนา 52 เสียง ประชากรไทย 18 เสียง และมวลชน 2 เสียง

พล.ต.สนั่นจึงไปชักชวน ส.ส.พรรคประชากรไทยให้มาอยู่ด้วย ปรากฏได้มา 12 คน ประกอบด้วยวัฒนา อัศวเหม, พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์, ยิ่งพันธ์ มนะสิการ, ประกอบ สังข์โต, มั่น พัธโนทัย, สำเร็จ อัจฉริยะประสิทธิ์, สมพร อัศวเหม, ไกรสิทธิ์ ไกรสิทธิ์พงศ์, สุชาติ บรรดาศักดิ์, พูนผล อัศวเหม, ฉลอง เรี่ยวแรง และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รวมเป็น 208 เสียง ส่วนฝ่ายรัฐบาลเก่าเหลืออยู่ 185 เสียง "ชวน" จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังการตั้งรัฐบาลชวน 2 "สมัคร" ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทยในขณะนั้น เปรียบตัวเองเหมือนชาวนา ที่ไปเก็บ "งูเห่า" ที่จะหนาวตายมาไว้ในอกเสื้อ แต่งูเห่ากลับมาฉกชาวนาตาย ทำให้สื่อมวลชนเรียก 12 ส.ส.ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับเสธ.หนั่นว่า "กลุ่มงูเห่า"

จากวันนั้น นับมาได้เกือบ 10 ปี "สมัคร" เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ลุ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วน "วัฒนา" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ "เสธ.หนั่น" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย 2 พรรคที่ทำท่าพร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาล

รัฐบาลที่อาจจะมีตัวละครในนิทาน "ชาวนากับงูเห่า ภาคแรก" อยู่กันครบ

และก็เป็นรัฐบาลที่อาจจะเกิดตำนานงูเห่าภาคสองขึ้นจากตัวละครเดิมๆ หรือจากตัวละครใหม่ๆ

อาจจะได้งูเห่าตัวใหม่ ที่ย้ำรอยเจ็บให้ชาวนาคนเก่า หรืออาจจะชาวนาคนใหม่ถูกฉกตายเพิ่มขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นกัน

เร็วๆ นี้ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น !!..


พปช.เตรียมยื่นขอสอบใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ [5 ม.ค. 51 - 19:21]

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (6 ม.ค.) ถึงกรณีว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (ส.ส.) ของพรรค ที่ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นผู้สมัครจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ว่าที่ ส.ส.ที่ถูกเรียกชี้แจงเตรียมให้ข้อมูลกับ กกต.เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ได้กระทำความผิด และเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม โดยในระหว่างการประชุมฝ่ายกฎหมายได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมกรณีว่าที่ ส.ส.เขต 1 บุรีรัมย์ ทั้ง 3 คนได้ใบแดง เป็นข้อมูลที่แตกต่างจากที่เป็นข่าว เพราะจริงๆ แล้ว กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ได้เสนอให้ใบแดงแก่ว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 คน จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจว่าขั้นตอนการได้รับใบแดงอยู่ที่ขั้นตอนใด และถ้า กกต.บุรีรัมย์ ไม่ได้เสนอใบแดง เมื่อถึง กกต.กลางแล้ว ทำไมจึงไม่มีการเรียกว่าที่ ส.ส.ไปชี้แจง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า พรรคมีเอกสารหลักฐานที่ระบุคำพูดของผู้อำนวยการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ที่บอกว่า ไม่เคยให้ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้ เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 7 ม.ค.2551 นี้ว่า กระบวนการให้ใบแดง อาจไม่สอดคล้องกับระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อขอให้เป็นกรณีศึกษา เพราะตอนนี้ยังมีว่าที่ ส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง ส่วนการชุมนุมของประชาชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่ไม่พอใจการให้ใบแดงนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นสิทธิทำได้ หากอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะสอบถามได้ และถ้า กกต.พิจารณาอย่างชัดเจน เที่ยงธรรมแล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไร กกต.ได้


นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการที่ กกต.ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนอีกหลายคน จะกระทบการตั้งรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีกรอบเวลาที่ต้องเปิดสมัยประชุมสภา จึงเชื่อว่า กกต.จะสามารถดำเนินการได้ทันกำหนด ส่วนใครเป็นรัฐบาลถือเป็นประเด็นทางการเมือง การที่พรรคพลังประชาชนจับมือกับ 3 พรรคเล็ก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ส่วนความชัดเจนของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น ไม่สามารถระบุได้ ต้องไปถามทั้งสองพรรคเอง กรณีที่มีข่าวระบุว่าพื้นที่ใดที่พรรคพลังประชาชนได้ใบแดง จะเทคะแนนให้กับพรรคพันธมิตรร่วมรัฐบาลนั้น เชื่อว่าประชาชนจะใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเองได้ว่าจะเลือกใคร


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ได้นำภาพถ่ายเอกสารสี นายเปียง โสมวิเศษ ที่เป็นพยานที่แจ้งกับ กกต.จ.บุรีรัมย์ว่าผู้สมัครของพรรค เขต 2 จังหวัดบุรีรัมย์ แจกเงินซื้อเสียง โดยได้นำหมายศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ออกหมายจับนายเปียงในข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายเปียงที่เป็นผู้ต้องหา แต่ได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ ทั้งที่จะต้องถูกนำตัวส่งดำเนินคดี จึงต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้ว่าเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ อาจวางตัวไม่เป็นกลาง