จากบทความของรอยเตอร์เรื่อง "การปฏิวัติเงียบหลังเลือกตั้ง" ที่ลือกระฉ่อน ได้สร้างกระแสต่อต้านการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ "มือที่มองไม่เห็น" ไปทั่วประเทศและทั่วโลก โดยเฉพาะในเวทีสากล สื่อชั้นนำระดมคำถามใส่เผด็จการและชนชั้นศักดินาในเมืองไทยว่า "คุณจะไม่ยอมปล่อยมือให้ประชาธิปไตยเบิกบานล่ะหรือ?" สื่อทั่วโลกเชื่ออย่างสนิทใจว่า มีกระบวนการขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พปช.ที่ชนะมาอย่างถล่มทลาย แม้จะไม่ได้เสียงเด็ดขาดเกินครึ่ง แต่ก็ทิ้งอันดับสองเกือบ 70 ที่นั่ง แน่นอนว่า เสียงสะท้อนจากประชาคมโลกชี้ให้เห็นชัดเจนว่า หาก พปช.ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สภาพการเมืองในระบบประชาธิปไตยจะถูกจับตามองทันทีว่า "มีความผิดปกติอย่างยิ่ง" และอาจนำมาซึ่งการต่อต้านอย่างรุนแรงลุกลามไปทั่วประเทศ นอกจากรอยเตอร์แล้ว สำนักข่าวชั้นนำอื่นๆ ก็เสนอข่าวไปในทำนองเดียวกันคือ ยึดถือ พปช.เป็นหลักในการจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนี้จะถือว่า "ประชาธิปไตยไทยมีรอยร้าวเกิดขึ้นแล้ว" โดยศักดาและคณะรัฐประหารจะต้องตอบคำถามประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ทั่วโลกว่า "มีเหตุผลอะไรที่ทำเช่นนั้น" การกระทำบ่อนแซะชัยชนะของ พปช.ด้วยใบแดงหรือการตัดสินโดยศาล เป็นกระบวนที่แปลกแยกที่น่าประหลาดใจ ประเด็นนี้ก็สร้างความงุนงงไม่น้อยและยังเป็นปริศนา "ทำไมคณะปฏิวตัจึงใช้อุบายที่จับได้ง่ายเช่นนี้" หรือว่าพวกเขามั่นใจว่า จะไม่มีใครกล้าต่อต้านในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ช่วงต้นปี ทว่าการต่อต้านใบแดงที่บุรีรัมย์ด้วยจำนวนคนหลายหมื่นคนก็ทำให้แผนการของ คมช.หยุดชะงักลง แต่ก็ยังไม่อาจวางใจ คณะรัฐประหารอาจจะมี "ลูกเล่นใหม่" ที่ร้ายกาจเพิ่มเติมเข้ามา...อย่าลืมว่า กกต.และองค์กรต่างๆในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนใหญ่แต่งตั้งโดย คมช. นี่คือเดิมพันที่สูงลิ่ว...ขณะที่ทั่วโลกยอมรับในชัยชนะของ พปช.และแสดงความเห็นใจในฐาะที่เป็น "ผู้ถูกกระทำ" จากคณะรัฐประหาร พวกเขาจึงตั้งความหวังว่า เมื่อ พปช.มาเป็นรัฐบาลจะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย ในทางตรงข้าม หาก พปช.มีอันเป็นไปและไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล สื่อต่างชาติจะสรุปทันทีว่า ภาวะความเลวร้ายของคณะรัฐประหารที่ยังไม่ตายได้เข้ามาครอบงำการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะ พปช.เท่านั้นที่แสดงตัวให้ประชาคมโลกรับรู้ว่า เป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง...พรรคการมืองอื่นๆ ล้วนเป็น "เครื่องมือ" ของเผด็จการทั้งสิ้น การฝืนมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนโดยดึงดันจะให้พรรคในสังกัดของ คมช. เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็เท่ากับการกระทำสวนทางความคิดเห็นของประชาคมโลกที่แสดงผ่านสื่อชั้นนำของโลก นั่นก็คือความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อสงสัยและไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จากนานาชาติ ซึ่งเท่ากับว่า ประเทศไทยได้ลดตัวเองไปเป็นเช่นเดียวกับประเทศพม่าเรียบร้อยแล้ว! | |
โดย จอร์จ บางกะปิ เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551, 10: 35 น. |
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 6, 2008
ถ้า พปช.ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไทยต้องปิดประเทศเหมือนพม่าแน่นอน!
ปชป.จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง 10 ม.ค.
พรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในช่วงไว้อาลัย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยจะเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งในวันที่ 10 มค.
ความเคลื่อนไหวที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากทางพรรคยังอยู่ในระหว่างร่วมไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคและเปิดเผยแล้วว่าจะงดแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองต่างๆ เป็นเวลา 7 วัน โดยจะให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันที่ 10 ม.ค. นี้ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงงดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ชวนท้าสมัครเปิดชื่อมือสกปรก
ขอให้คนในพลังประชาชน ยอมรับความจริงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบไทยรักไทย
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า มีมือสกปรกคอยสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลว่า คงไม่มีใครไปสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้ และเห็นว่าหากกล้าจริง ขอให้ระบุว่ามือสกปรกนั้นเป็นใคร และทำอย่างไร ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่ามือสกปรกคงมีจริง แต่เป็นมือซื้อเสียง หรือมือที่โกงเลือกตั้ง
ส่วนกรณีที่คนในพรรคพลังประชาชนกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ใช้ศาลเป็นมือในการยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจริงช่วงนี้ไม่อยากพูดเรื่องการเมือง แต่ไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีมูลความจริง และทำให้ตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนั้น ซึ่งถือเป็นชุดที่ดีที่สุดได้รับความเสียหายเพราะเรื่องดังกล่าวไม่เป็นจริง พรรคไทยรักไทยต้องยอมรับว่าได้กระทำผิดจริง ต้องถือว่าตุลาการรัฐธรรมนูญในขณะนั้น เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญที่เที่ยงตรงที่สุด และไม่เป็นเครื่องมือพรรคการเมือง ดังนั้น ไม่ควรออกมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้
นายชวน กล่าวว่า ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นคนเหล่านี้ติดคุก ไม่ต้องรอลงอาญา เพราะมีการพูดในลักษณะนี้ หลายครั้ง รวมทั้งนายสมัคร ด้วยที่พูดในลักษณะว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย "ทุเรศ" แต่ต้องยอมรับว่าการกระทำผิดครั้งนั้น ถ้าสำเร็จพวกท่านทั้งหลายก็ได้ประโยชน์ หรือสามารถทำให้การเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ตัวเองได้ ฉะนั้นความจริงนี้ควรจะยอมรับ ถ้ายังไม่ยอมรับ อย่าไปคิดที่จะนิรโทษกรรมอะไร เพราะคนต้องสำนึกว่าทำอะไรไปถูกหรือผิด ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็น่าเห็นใจ แต่ต้องยอมรับว่าถ้าประโยชน์จากการทำผิดในครั้งนั้นสำเร็จโดยไม่มีหลักฐานจับได้ ประโยชน์จะได้กับทุกคน
ปชป.ปัดฮั้วกกต.แจกใบแดงลั่นยังไม่คิดจับขั้วตั้งรบ.แข่ง
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันพรรคยังไม่เคลื่อนไหวจับขั้วตั้งรัฐบาล พร้อมปฏิเสธฮั้วกับ กกต.แจกใบเหลืองใบแดง และไม่ทราบผู้อยู่เบื้องหลังม็อบบุรีรัมย์
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันในขณะนี้ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวในการที่จะไปจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากอยู่ในช่วงของการไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคชาติไทย ในการที่จะไปร่วมงานทางการเมืองกับทางพรรคพลังประชาชน แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ได้ฮั้วกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะกรณีที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประเมินเรื่องของจำนวนใบเหลือง ใบแดง ของพรรคพลังประชาชน เพราะเป็นเพียงการสมมติตัวเลขเท่านั้น อย่างไรก็ตามพรรคการเมืองใดจะได้ใบเหลืองใบแดงมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานไม่ใช่เรื่องความผิดปกติ
ทั้งนี้โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังปฏิเสธให้ความเห็นกรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุม จ.บุรีรัมย์ ออกมาเคลื่อนไหวในการขับไล่ กกต.ของ จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากไม่รู้ข้อเท็จจริงว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่
ชัยชนะพปช. ยังอีกหลายด่าน
พรรคการเมืองต่างๆ ได้พร้อมใจกันประกาศงดการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อถวายความอาลัยและถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทำให้บรรยากาศในบ้านเมืองเรียบสงบ
สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาล เป็นที่รับรู้กันว่าพรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำรัฐบาล ที่มีทุกพรรคที่เหลือเข้าร่วมรัฐบาล
มีประชาธิปัตย์พรรคเดียวเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ยังรอจังหวะพลิกล็อกด้วยความหวังริบหรี่
หน่วยงานที่ต้องเร่งทำงานตามปฏิทิน และถูกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.
ภายในวันที่ 22 มกราคม กกต.จะต้องรับรองผลการเลือกตั้ง พิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ เพื่อให้สภามีส.ส.อย่างน้อย 456 คน หรือ 95 เปอร์เซ็นต์
เพื่อให้สภาผู้แทนฯ จะได้เปิดประชุมครั้งแรกได้ใน 30 วัน
นับจาก 23 ธันวาคม 2550 เส้นตายคือวันที่ 22 มกราคม และได้มีการกำหนดแล้วว่า จะมีการประชุมสภาผู้แทนฯ ครั้งแรก
การประชุมครั้งแรก จะต้องมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะไปทำหน้าที่ประธานรัฐสภา
เป็นการประลองพลังครั้งแรกของพรรคการเมืองต่างๆ ในสภา เพื่อพิสูจน์ว่า กลุ่มก้อนไหนในสภา เป็นเสียงข้างมากกันแน่
ความเป็นเสียงข้างมากที่วัดจากการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ จะนำไปสู่การกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีต่อไป
ในวันที่ 22 มกราคมนี้ ทุกพรรค จึงล้วนแต่ต้องการให้พรรคของตนเองมีจำนวนส.ส.ครบ 100 เปอร์เซ็นต์
แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ยังขึ้นกับกกต.
หลังปีใหม่ 2551 กกต.ได้รับรองส.ส.หรือแจกใบขาวไป 397 คน จาก 480 คน
เท่ากับว่ามีส.ส.ถูกแขวนไว้ ยังไม่ผ่านการรับรอง 83 ราย
ในจำนวนนี้ เป็นว่าที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนถึง 65 คนด้วยกัน รวมถึงแกนนำที่มีบทบาทสูงอย่างนายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง 6 คน
ก่อนหน้านั้น กกต.ได้แจกใบเหลืองว่าที่ส.ส.นครราชสีมา เขต 3 ไปแล้ว 3 ใบ ประกอบด้วย นางลินดา เชิดชัย นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด และนายประเสริฐ จันทรรวง แล้วกำหนดเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 13 มกราคม
บุรีรัมย์ที่กลายเป็นสมรภูมิประลองอำนาจหลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 เจอใบแดงไปอีก 3 ใบ คือนายประกิจ พลเดช, นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี กำหนดเลือกตั้งซ่อม 19 มกราคม
ระลอกสามหมาดๆ แจกใบเหลือง นายธนาธร โล่ห์สุนทร ว่าที่ส.ส.ลำปาง เขต 1 พรรคพลังประชาชนอีกเช่นกัน
จะเห็นว่าใบเหลืองและใบแดงทั้ง 7 ใบ เป็นส.ส.ของพรรคพลังประชาชนทั้งสิ้น โดยเฉพาะใบแดงทำให้ยอดรวมว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน หายไป 3 คน เหลือ 230 คน ขณะที่ใบเหลืองยังมีลุ้นว่า อาจจะได้รับเลือกกลับเข้ามาใหม่
แน่นอนว่า ย่อมทำให้ทางพรรคพลังประชาชนเริ่มแสดงความไม่พอใจ มีการเดินทางมาคัดค้านถึงที่ทำการกกต.ในกรุงเทพฯ
ส่วนที่บุรีรัมย์ มีการชุมนุมประชาชนปิดล้อมที่ทำการกกต. และเรียกร้องให้ถอดถอนกกต.จังหวัด
เป็นภาพของสถานการณ์วุ่นๆ ที่อาจส่งแรงกดดันไปถึงการทำงานของกกต. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่กำลังยื้อกันอยู่ระหว่างกกต.กับพรรคพลังประชาชน คือกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนของพรรคไทยรักไทย กลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียง
และนายยงยุทธเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย ที่กำลังมีบทบาทสูง หลังจาก 111 กรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิการเมือง กรณีใบเหลืองใบแดงในการพิจารณาของกกต.คงจะยังไม่ยุติเพียงเท่านี้
แต่พอจะคาดหมายได้ว่า จำนวนใบเหลืองใบแดง จะไม่กระทบต่อการรวมตัวของพรรคพลังประชาชน กับพรรคที่ตกลงจับมือร่วมรัฐบาล บทเรียนที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ แกนนำ 111 คนกลายเป็นบุคคลต้องห้ามทางการเมืองไป 5 ปี ทำให้แกนนำพรรคพลังประชาชน ต้องพลิกตัวบทกฎหมายด้วยความระมัดระวัง รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เปลี่ยนไป กฏหมายเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้แต่ละจังหวะก้าวของทุกพรรคการเมือง ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง
การแข่งขันรุนแรงในห้วงเวลาเลือกตั้ง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหาเสียงแบบโฉ่งฉ่าง และกลายเป็นช่องทางให้คู่แข่งนำไปร้องเรียน เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคำร้องของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้วินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะและพรรคพลังประชาชนไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร รวมถึงกล่าวหาว่าพรรคพลังประชาชนรู้เห็นเป็นใจให้มีการแจกซีดีคำปราศรัยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
และยังมีกรณีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น หรือคปต. นำเอาวีซีดีของพ.ต.ท.ทักษิณไปร้องไว้ที่กกต.เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และเรื่องยังรอการพิจารณาอยู่ การแจกซีดีคำปราศรัยของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถือว่าเป็นไม้เด็ดในการหาเสียงอย่างหนึ่งของพรรคพลังประชาชน และมีการร้องเรียนในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าการแจกวีซีดีเป็นการขัดต่อกฎหมาย และได้ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรค ติดตามเรื่อง รวมถึงระดมหลักฐานจากผู้สมัครในจังหวัดต่างๆ หลังจากต่อสู้กันในสนามเลือกตั้งเสร็จแล้ว ต่อไปนี้ก็จะเป็นการต่อสู้ในเชิงระเบียบและกฎหมาย ใครจะแพ้หรือชนะในคราวนี้ ชี้ขาดกันด้วยการกระทำของตนเอง
'เติ้ง'ยึดสัญญา ร่วมรัฐบาลพปช. ชี้ปชป.หมดลุ้น
'บรรหาร' ยึดมั่นสัญญา พปช. ย้ำไม่เปลี่ยนขั้ว เชื่อ ปชป.ไม่มีทางชนะหากมีการเลือกตั้งซ่อม
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังรับรอง สส.ไม่ครบ แต่พรรคชาติไทยพร้อมเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ตามที่ได้ตอบรับคำเชิญจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยังยืนยันและยึดมั่นสัญญาที่ให้ไปแล้ว
ทั้งนี้ การแถลงกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อร่วมรัฐบาลนั้น ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อน โดยจะขอหารืออีกครั้ง เพราะสถานการณ์ขณะนี้เป็นช่วงต้องงดกิจกรรมทางการเมือง 3-7 วัน
นายบรรหาร กล่าวว่า แม้พรรคพลังประชาชนยังเหลือ สส.ที่ยังไม่ประกาศรับรองถึง 65 คน ก็ไม่เชื่อว่าจะถูกใบเหลืองใบแดงหมด แต่อาจมีทั้งใบเหลืองและใบแดงคละกัน รวมทั้งพรรคอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนถูกใบเหลืองอย่างมาก 20 ใบ เมื่อรวมแล้วพรรคพลังประชาชนก็ยังมีเสียงสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์
'แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ ก็คงไม่ง่าย เพราะส่วนใหญ่ที่โดนคือภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีตัวสำรองในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของพรรค เพื่อแผ่นดินมากที่สุด มีพรรคชาติไทยบ้างประปราย รวมถึงพรรคมัชิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ดังนั้นอาจกระจายไปตามพรรคเหล่านี้ก็เป็นได้' นายบรรหาร กล่าว
หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า คาดว่าเร็วๆ นี้ กกต.คงทยอยประกาศรับรอง สส. หลังจากสอบสวนเรื่องร้องเรียนเสร็จ ดังนั้นต้องให้เวลา กกต.ระยะหนึ่ง ในส่วนของพรรคชาติไทยที่ยังไม่ได้รับรองอีก 4 คน ทุกคนได้ชี้แจงต่อ กกต.จังหวัดไปหมดแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาพร้อมเปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขอย้ำว่า 3 พรรคเล็กที่ประกาศร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน ยังยืนยันเช่นเดิม เรื่องใบเหลืองใบแดงต้องรอดูผลการตัดสินของ กกต.ก่อน เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนการวางตัวรัฐมนตรีนั้นยังไม่มีการหารือ ต้องรอให้ กกต.รับรอง สส.ให้เสร็จและเปิดประชุมรัฐสภาก่อน
ลลิตาตอกกลับ 'สุรเดช' ไม่ให้เกียรติพรรค [6 ม.ค. 51 - 04:33]
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาระบุว่า ความชัดเจนทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน ขึ้นอยู่กับนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงินให้พรรคเท่านั้น ว่า ไม่เป็นความจริง พรรคไม่เคยรับฟังมติจากผู้สนับสนุนคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้ตัดสินเพียงว่าใครบริจาคเงินให้พรรคมากหรือน้อย ตามที่นายสุรเดชกล่าวหา เนื่องจากพรรคมีผู้สนับสนุนทางการเงินหลายคน ทำงานอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งว่าที่ ส.ส. อยากเรียนว่านายสุรเดชเป็นถึงกรรมการบริหารพรรค น่าจะรู้ว่าที่ประชุมกรรมการบริหารและว่าที่ ส.ส.ของพรรค ได้มีมติชัดเจนที่จะมอบหมายให้แกนนำของพรรคทั้ง 3 คนคือนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรค และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้เจรจาหาข้อยุติทางการเมืองในการเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้น จึงควรจะให้เกียรติทุกคนในพรรคในฐานะที่ล้วนเป็นคนสำคัญทั้งสิ้น สอบได้หรือสอบตกล้วนสำคัญเท่ากันหมด ไม่ใช่สอบได้ ส.ส. ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
มีปัญหาอะไรน่าจะมาพูดคุยในพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเพิ่มอีกหรือไม่ นายวชิระมณฑ์ตอบว่า ทุกคนในพรรคมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การจะมีความเห็นแตกต่างกันก็น่าจะนำมาพูดคุยในพรรค หรือไม่ก็แจ้งให้แกนนำที่ได้รับมอบหมายจากพรรค 3 คนรับทราบ ไม่ควรออกมาให้สัมภาษณ์ภายนอกเพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ต่อข้อถามว่า จุดยืนขณะนี้ของพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ตรงไหน โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดินตอบว่า ยังมีจุดยืนเหมือนเดิมคืออยากให้รอการรับรอง ส.ส.ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนหลังจากนั้นคาดว่าจะสามารถประกาศความชัดเจนของพรรคได้ ขณะนี้พรรคยังต้องเตรียมความพร้อมในการหาเสียงเพื่อเลือกตั้งซ่อมในอีกหลายพื้นที่ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เหตุเป็นเพราะแกนนำพรรคไม่ให้ความสำคัญที่จะต่อรองเอากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนที่เคยประกาศนโยบายไว้หรือไม่ นายวชิระมณฑ์ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงยังไม่ได้ข้อยุติ
“ลลิตา” ยัน “สุรเกียรติ์” ไม่เกี่ยวข้อง
นางลลิตา ฤกษ์สำราญ อดีตเลขานุการนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กล่าวว่า นายสุรเกียรติ์ได้ทราบข่าวนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ที่มีการพาดพิงว่าปัญหาการเข้าร่วมรัฐบาลเกิดจากนายสุรเกียรติ์และนายวัฒนา อัศวเหม ในฐานะที่เคยร่วมงานกับนายสุรเกียรติ์มาตลอด ยืนยันได้เลยว่าไม่เป็นความจริง เพราะการจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ทุกคนในพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นคนตัดสินกันเอง ไม่เกี่ยวกับนายสุรเกียรติ์ อยากทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ทุกคนไม่ว่าจะสอบได้หรือสอบตก อยู่เบื้องหลังหรือเบื้องหน้า ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน คือต้องการลดความขัดแย้งทางการเมือง และพยายามทำประโยชน์ ให้กับประเทศมากที่สุด ไม่ใช่ต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของพรรคหรือหวังตำแหน่ง เมื่อทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ การให้เกียรติซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผ่านมา ทุกคนก็ให้เกียรตินายสุรเดช การออกมาให้ข่าวโดยที่ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันก่อน ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ค่อยสบายใจ เพราะกลายเป็นว่าเข้ามาทำการเมืองเพื่อต่อรองตำแหน่งเป็นภาพที่ไม่งาม พรรคเพื่อแผ่นดินจะได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงอะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะไปต่อรองแต่ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมาก จะจัดสรรเก้าอี้ใดมาให้มากกว่า
“สุรเดช” เต้นแจงไม่ขัดแย้งกับพรรค
เย็นวันเดียวกัน นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ส.ส.ระบบสัดส่วน กล่าวปฏิเสธว่า ภายในพรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะเคารพและพร้อมปฏิบัติตามมติพรรค ส่วนความเห็นส่วนตัวจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะคิด เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคก็พร้อมปฏิบัติตามมติพรรคที่มอบหมายให้แกนนำทั้ง 3 คน เจรจาเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล ข่าวที่ออกมาเป็นความเข้าใจผิด ทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากให้ตีความกันไปต่างๆนานา เป็นผู้ใหญ่แล้วหากมีปัญหาขัดแย้งกันแล้วจะทำงานในพรรคราบรื่นได้อย่างไร จึงอยากให้ทุกคนสบายใจว่าจะปฏิบัติตามมติพรรคอย่างแน่นอน
“บรรหาร” เชื่อ พปช.เป็นแกนนำรัฐบาล
ที่พรรคชาติไทย เมื่อเวลา 14.35 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส. ถึง 83 คนว่า ที่ยังไม่รับรองเพราะไม่ยังไม่แน่ เนื่องจากยังมีการร้องเรียนอยู่ และการสอบสวนของ กกต.ยังไม่เสร็จสมบูรณ์จึงยังไม่ประกาศทั้งหมด คิดว่าเร็วๆนี้หลังจากสอบสวนเรื่องร้องเรียนเสร็จแล้ว คงจะทยอยประกาศรับรองไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดาในเมื่อ กกต.ทำงานได้แค่นี้ก็ต้องประกาศแค่นี้ก่อน ต้องให้เวลา กกต.อีกสักระยะหนึ่ง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ในส่วนของพรรคชาติไทยที่ยังไม่ได้รับการรับรองอีก 4 คนนั้น ได้สอบถามและทราบว่าทุกคนได้ชี้แจงต่อ กกต.จังหวัดไปหมดแล้ว ส่วนของพรรคอื่นก็แล้วแต่ละพรรคไป เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนยังไม่ได้รับรอง 65 คน จะกระทบต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า การจะให้โดนใบเหลืองใบแดงทั้ง 65 คนเป็นไปไม่ได้ คงจะมีทั้งใบเหลืองและใบแดงคละเคล้ากันไป และอาจจะมีพรรคอื่นโดนบ้าง
รอแถลงร่วมรัฐบาลพร้อมเพื่อแผ่นดิน
นายบรรหารกล่าวว่า เท่าที่ประเมินไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทั้ง 65 คนของพรรคพลังประชาชนหากคิดว่าโดนสัก 20 ใบก็ยังเหลืออีก 40 กว่าใบ เมื่อรวมแล้วพรรคพลังประชาชนก็ยังมีคะแนนเสียงสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ก็คงไม่ง่าย เพราะส่วนใหญ่ที่โดนคือภาคเหนือและภาคอีสาน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีตัวสำรองในพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อแผ่นดินมากที่สุด มีพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาบ้างประปราย ดังนั้น อาจกระจายไปตามพรรคเหล่านี้ก็ได้
เมื่อถามว่า หลังจากที่พรรคพลังประชาชนให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคมาเชิญเข้าร่วมรัฐบาลแล้วพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร นายบรรหารตอบว่า ในวันที่มาเชิญได้รับปากในเบื้องต้นแล้ว ยังยืนยันในคำที่ให้คำมั่นสัญญาไปแล้ว ส่วนการประกาศเป็นทางการร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินอย่างไร ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ขอหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน ขอดูเหตุการณ์ไปก่อน ตอนนี้ไม่ได้เร่งแล้ว เพราะเป็นช่วงต้องงดกิจกรรมทางการเมือง 3 วัน 7 วัน
กกต.ถอดใจ กฎหมายพ่ายมาร [6 ม.ค. 51 - 00:16]
เปิดศักราชใหม่ 2551
สถานการณ์การเมืองยังเต็มไปด้วยความร้อนแรง
หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สำแดงฤทธิ์เดช แจกใบเหลือง 3 ว่าที่ส.ส.นครราชสีมา เขต 3 พรรคพลังประชาชน
ประกอบด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นางลินดา เชิดชัย และนายบุญเลิศ ครุฑขุนทด
โดยประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม
ตามมาด้วยรายการแจกใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน
ได้แก่ นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน นายรุ่งโรจน์ ทองศรี และนายประกิจ พลเดช
พร้อมทั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันเสาร์ที่ 19 มกราคม
และล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ลอตแรก 397คน ไม่ประกาศรับรอง 83 คน
แบ่งเป็นการประกาศรับรองผล ส.ส.ระบบสัดส่วน 76 คน
ไม่รับรอง 4 คน ได้แก่
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ และนายธนเทพ ทิมสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 จากพรรคพลังประชาชน และนายไพฑูรย์ แก้วทอง ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 2 พรรคประชาธิปัตย์
โดยทั้งหมดโดนข้อกล่าวหาแจกทรัพย์สินและแจกเงิน ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ส่วน ส.ส.ระบบเขต มีการประกาศรับรองผล 321 คน
ไม่ประกาศรับรอง 79 คน แบ่งเป็นว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน 62 คน พรรคประชาธิปัตย์5 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 6 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย1คนและพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน
โดยว่าที่ ส.ส.ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผล จะต้องรอ กกต.พิจารณาสำนวนเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้าน
ก่อนลงมติชี้ขาดต่อไปว่าจะแจกใบขาว ใบเหลือง หรือใบแดง
แน่นอน ผลจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งควักใบแดงใบเหลืองแจกว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนในครั้งนี้
ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากพรรคพลังประชาชนอย่างหนัก
โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงขั้นออกมาโวยในทำนองว่า มีมือสกปรกเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ กกต. มีความพยายามจากคนนอกที่ต้องการจะขัดขวางพรรคพลังประชาชน
ในขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาสำทับว่า
นายตำรวจจากสันติบาลที่เข้าไปช่วยงานทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ สืบสวนสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ กกต. วางตัวไม่เป็นกลาง
พุ่งเป้าถล่ม ดิสเครดิต กกต.
และก็ให้บังเอิญว่า ในห้วงระหว่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ที่ประกอบด้วย
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย
นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง
นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
กำลังพิจารณาสำนวนเรื่องร้องเรียนและร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง เพื่อลงมติแจกใบเหลืองใบแดงชุดแรก
เกิดมีอาการระหองระแหงปรากฏออกมาให้เห็น
โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของนางสดศรีที่แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับ การทำสำนวนของฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายสมชัย มีความล่าช้า
ในขณะที่การลงมติแจกใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน กกต.ลงมติกันเพียง 4 คน
เนื่องจากนายสมชัยไม่ได้ อยู่ร่วมลงมติ
แม้การลงมติแจกใบ แดงในครั้งนี้ จะมีผลโดยสมบูรณ์ตาม กฎหมายที่กำหนดให้ต้องใช้เสียงลงมติ 4 ใน 5
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า
5 เสือ กกต. ไม่มีความเป็นเอกภาพในการทำงาน
ทำให้ถูกสังคมมองด้วยความไม่มั่นใจว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะรักษา ความเที่ยงธรรมในการตรวจสอบการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือไม่
ยิ่งในสถานการณ์ที่ขั้วหนึ่งได้เปรียบจากผลการเลือก ตั้งที่ออกมา ก็ต้องการที่จะรักษาความได้เปรียบในจำนวนตัวเลขว่าที่ ส.ส. เอาไว้
ในขณะที่อีกขั้วหนึ่ง ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นรอง ก็อยากให้ขั้วที่ได้เปรียบมีใบแดงใบเหลืองมากๆ
เพื่อลดความได้เปรียบของขั้วตรงข้าม ให้มาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
สถานการณ์แห่งการช่วงชิงกันตรงนี้ จึงทำให้แรงกดดันจากทั้ง 2 ขั้วพุ่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เต็มๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ในการเลือกตั้งเดินมาถึงจุดนี้
“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ กกต.เข้ามาทำหน้าที่ในการดูแลจัดการเลือกตั้งและควบคุม การเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
เพื่อกำจัดการใช้วิชามาร ซื้อสิทธิ ซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง ที่เป็นต้นเหตุสำคัญของวงจรอุบาทว์ทางการเมือง
ใช้เงินซื้อเสียง ซื้อตำแหน่ง เข้ามาถอนทุน หาเงินตุนไว้ซื้อเสียงงวดหน้า
ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอรัปชัน ทำให้ประเทศต้องประสบภาวะวิกฤติ ทั้งวิกฤติการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจ
ดังนั้น ภารกิจหลักของ กกต. ก็คือ ปราบวิชามารทุจริตเลือกตั้ง ทำให้การเมืองสะอาด
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง จึงได้ให้อำนาจ กกต.เอาไว้อย่างมากมาย
พูดง่ายๆว่า มอบดาบอาญาสิทธิ์ไว้สำหรับฟันนักการ เมืองที่ทุจริตการเลือกตั้งโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเขตอำนาจภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
ในการที่จะแจกใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัคร ส.ส. ที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทุจริตทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบ
โดยเขตอำนาจดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ 22 มกราคมนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นจากเขตอำนาจ 30 วันไปแล้ว ในช่วงไม่เกิน 1 ปี กกต.ก็ยังมีสิทธิตามสอย ส.ส.ที่พบหลักฐานการทุจริตเลือกตั้งออกจากตำแหน่งได้ แต่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย
สถานการณ์ของ กกต.ในวันนี้ จึงมีสภาพเหมือนอยู่ ระหว่างเขาควาย อยู่ระหว่าง 2ขั้วการเมืองที่กำลังช่วงชิงอำนาจรัฐ
ขั้วพรรคพลังประชาชนไม่อยากโดนลดแต้ม ขั้วพรรคประชาธิปัตย์อยากเพิ่มแต้ม
ประกอบกับภายใน กกต.มีร่องรอยความขัดแย้งให้เห็น ถึงขั้นมี กกต.บางคนส่ออาการถอดใจไม่เข้าประชุมลงมติแจกใบแดง
ขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาระบุว่า จะมีการแจกใบแดงประมาณ 67 ใบ
ก็เลยยิ่งทำให้ กกต.ถูกระแวงว่า มีมือสกปรกเข้ามาบงการเพื่อให้ลดยอดว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลแข่ง
นี่คือสถานการณ์ที่ กกต.กำลังเผชิญ
ที่สำคัญ การที่นักการเมืองยกประเด็นใบแดงใบเหลืองตอบโต้กันไปมา เพื่อรักษาความได้เปรียบในสมการตัวเลข ช่วงชิงกันเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล
ปรากฏการณ์เหล่านี้ ถือว่าเป็นธรรมชาติของการเมือง
อย่างไรก็ตาม ทีมของเราขอบอกว่า ในสภาพความเป็นจริงของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องการซื้อเสียงยังดำรงอยู่
ถึงขั้นมีการพูดกันว่า ใช้เงินกันเป็นหมื่นล้านบาท
ถ้าสังคมยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีการซื้อเสียง ยังมีการใช้วิชามารทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ก็ควรปล่อยให้ กกต.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ในขณะที่ กกต.ทั้ง 5 คน ก็ต้องทำหน้าที่อย่างตรง ไปตรงมา ใช้ความเที่ยงธรรมในการพิจารณาสำนวนร้องเรียนและร้องคัดค้าน
เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม
ทำให้องค์กร กกต. เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง
อย่าให้ใครมาพูดได้ว่า “กกต.ชุดนี้เป็นของเขา” หรือ “กกต.ชุดนี้เป็นของเรา”
แน่นอน ในการทำงานของ กกต. จำเป็นต้องพึ่งบุคลากรจากหน่วยงานรัฐอื่นๆเข้ามาเสริม ทำให้เป็นเงื่อนไขที่ถูกเพ่งเล็งในเรื่องของความเป็นกลาง
แต่ในความหลากหลายของบุคลากรที่เข้ามาช่วยงาน กกต. ก็จะทำให้เกิดการตรวจสอบกันเองไปในตัว
เหนืออื่นใด แม้สำนวนเรื่องร้องเรียนจะถูกชงขึ้นมาจากผู้ปฏิบัติระดับล่าง แต่สุดท้าย กกต.ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการวินิจฉัยลงมติ
ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 คน ต้องใช้หลักกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม
ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก
อย่าปล่อยให้กระแสกดดันใดๆจากภายนอก มาบั่นทอนการทำหน้าที่เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ถ้า กกต.ถอดใจ ไม่ยึดหลักการตรงนี้
ก็เท่ากับ
ปล่อยให้คนไม่ดี เข้ามาปกครองบ้านเมือง.
“ทีมการเมือง”
นักวิชาการเตือน กกต.ระวังเกมการเมือง [6 ม.ค. 51 - 04:34]
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการเปิดรับการแสดงตน ส.ส.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เป็นวันที่ 2 ยังคงมี ส.ส.ทยอยเดินทางมารายงานตนตลอดทั้งวัน เช่น นายชัยวัฒน์ ตินรักษ์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน มารายงานตัวเป็นคนแรก ตามด้วยนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อแผ่นดิน นายทิวา เงินยวง ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 พรรคพลังประชาชน นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ โดยวันที่ 2 มี ส.ส.มารายงานตัว 36 คน รวมมีผู้มารายงานตัว 2 วันรวม 221 คน
โดยนายสุเทพปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ พร้อมกับระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะของดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเวลา 7 วัน เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงกับว่าที่ ส.ส. ที่ กกต.แขวนเอาไว้แต่อย่างใด โดยทางพรรค จะเริ่มให้สัมภาษณ์อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.เป็นต้นไป
เตือน กกต.ระวังเจอเกมการเมือง
วันเดียวกัน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ได้จัดการเสวนาวิชาการ เรื่อง “กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคมการเมืองไทย” โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เป็นโมฆะนั้น เห็นว่าประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านการเลือกตั้งแล้ว การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจึงไม่ควรทำได้โดยง่าย เพราะจะเป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชน สำหรับการแจกใบเหลืองใบแดงของ กกต. แม้จะมีจุดดี เพื่อขจัดนักการเมืองที่ไม่ดี แต่เกรงว่าอาจจะกลายเป็นเกมการเมืองไปได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่าการวินิจฉัยของ กกต.เป็นที่สุด ทำให้เกิดคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. จึงขอเสนอให้ กกต. รับรองการเลือกตั้งไปก่อน เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว
ตั้งคำถาม ขอบเขตอำนาจศาลฎีกา วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะ [6 ม.ค. 51 - 04:36]
วานนี้ (5 ม.ค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง "กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคม การเมืองไทย" ซึ่งจัดโดยคณะนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ว่ากรณีศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง รับคำฟ้องที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ร้องขอให้สั่งให้การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เป็นโมฆะนั้น เป็นประเด็นที่ต้องขบคิดว่าศาลฎีกามีขอบเขตอำนาจในเรื่องนี้หรือไม่ และไม่ใช่ใครจะฟ้องได้หมด เพราะตามปกติหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองการเลือกตั้ง หากมีเหตุเห็นควรให้ตรวจสอบผลการเลือกตั้งอีก จึงจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเพื่อตามสอยผู้ได้รับเลือกตั้งได้
ทั้งนี้ นายปิยบุตร เห็นว่าหาก กกต. วินิจฉัยอะไรที่ขัดเจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่ เกรงว่าเรื่องจะไม่จบ และทำให้วิกฤติการเมืองไม่สามารถคลี่คลายได้
ด้านนายวรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา กล่าวว่า มีความพยายามสร้างวาระความคิดให้การแจกซีดีเพลงและคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นความผิด ทั้งที่เป็นข้อมูลที่ไม่ต่างจากเอกสารที่แต่ละพรรคจัดทำเพื่อหาเสียง แม้ กกต.แจกใบแดงโดยพ่วงการแจกซีดีกับการแจกเงินและทรัพย์สินก็ตาม อย่างไรก็ตาม ยังคาดว่าพรรคพลังประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะถือเป็นความสำเร็จในการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยแทบไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และนับเป็นขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่มีศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมเหมือนเช่นในอดีต