WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 7, 2008

ตร.เลี้ยงโจร

บังเอิญผมอาจจะเป็นคนที่ดูหนังแนวบู๊ หรือแนวสืบสวนสอบสวนมากไปสักหน่อย


พอเห็นบางเรื่องบางราวที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง บางทีก็เลยอดที่จะเอามานึกเทียบเคียงกันไม่ได้


เพราะหลายเรื่องหลายราวที่ออกมาเป็นหนัง เป็นละคร ก็มีเค้าโครงที่มาจากเรื่องจริงทั้งนั้น จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่เอามาเติมสีสันให้มันน่าดูขึ้นมาอีกสักหน่อย


เวลาที่ดูหนังฮ่องกง หรือจะเป็นหนังฝรั่งก็ตามที จะเห็นว่าบรรดาตำรวจมือปราบมักจะเลี้ยงผู้ร้าย หรือพูดง่ายๆ ว่า เลี้ยงโจร เอาไว้เป็นสายให้กับทางราชการ


แน่นอนว่าคนพวกนี้ต้องมีวิธี กำกับ กันเป็นพิเศษ ข่มขู่บ้าง จับมาซ้อมบ้าง หรือบางทีก็ให้เงินไปใช้บ้าง รวมไปถึงการทำไม่รู้ไม่เห็นกับความผิดที่เคยไปก่อไว้


จะเรียกว่าเป็นการ แลกเปลี่ยน กันก็ได้


หรือจะเรียกว่า แบล็กเมล ก็คงจะไม่ผิดมากนัก


การใช้งานคนพวกนี้ หากมองในแง่ดีก็คงจะพอมีประโยชน์อยู่ ตรงที่ว่าคงไม่มีใครที่จะรู้เท่าทันโจรได้ดีไปกว่าโจรด้วยกัน


แต่มันก็เป็นวิธีการที่ สุ่มเสี่ยง ด้วยพื้นฐานของคนเหล่านี้เอง


รวมทั้งยังเป็นวิธีการที่นอกเหนือไปจากตำรา และวิธีการปฏิบัติของตำรวจ เพราะเป็นวิธีการที่ ผิดกฎหมาย


อย่างน้อยก็เป็นการ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ที่เห็นโจรยืนอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ยอมจับกุมมาดำเนินคดี


เป็นการเสี่ยงที่ปล่อยให้คนที่ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง หรือกติกาสังคม ออกมาลอยนวลร่วมกับคนบริสุทธิ์ โดยที่ยังไม่ได้รับโทษทัณฑ์ หรือได้รับการ ขัดเกลา


แม้ว่าในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ตำรวจจะเลือกวิธีการ เลิกใช้งาน คนเหล่านี้ ด้วยวิธี ปิดปาก อันเนื่องมาจากเริ่มรู้มากเกินไป


แต่ในหนังเหล่านั้นก็สะท้อนให้เห็นบ่อยครั้งว่า ตำรวจที่นิยมวิธีการ นอกกฎหมาย เช่นนี้ ตัวเองก็มักจะเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในกติกา และใช้โจรเป็นเครื่องมือใน ทางโจร อยู่บ่อยๆ


จนหลายครั้งหลายหนที่นั่งดูหนัง ยังแอบสงสารโจรซะด้วยซ้ำไป เพราะสุดท้ายแล้ว ตำรวจ ในเนื้อเรื่อง กลับเลวระยำยิ่งกว่า


แทนที่โจรเหล่านี้จะมีโอกาสรับโทษทัณฑ์ และกลับเนื้อกลับตัวไปเป็นคนดีของสังคมซะที


ก็กลับต้องมาถูกข่มขู่บังคับให้ ทำเลว อยู่ร่ำไป


...จบจากเรื่องหนัง เรื่องละคร มาที่เรื่องจริง


การทำงาน มากเรื่อง และทำให้คนทั้งประเทศ กังวล ของ กกต. กำลังจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่


ในเมื่อประชาชนออกเสียงเลือกตั้ง ตัวแทน ของเขามาตามเจตนาประชาธิปไตย แต่กระบวนการกลับมาสะดุดอยู่ที่ กกต.


โดยที่หลายต่อหลายเรื่องยังเป็นไปด้วยความน่าเคลือบแคลงสงสัย


สารพัด ข่าวลือ ทำท่าว่าจะคล้ายหรือเหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริง


ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในการให้ ใบแดง กับพรรคพลังประชาชน หรือข่าวลือ ใบสั่ง จาก มือสกปรก ให้สกัดกั้นพรรคการเมืองเดียวกันนี้อย่างสุดฤทธิ์


นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวน่าสนใจ สืบเนื่องจากการให้ใบแดงที่บุรีรัมย์


ที่มี นายเปียง โสมวิเศษ ชาวบ้าน ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ นำทีมชาวบ้านที่มีทั้งลูกชายและเพื่อนๆ ไปแจ้งต่อ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต.จ.บุรีรัมย์ ว่าได้รับเงินซื้อเสียงจากผู้สมัครพรรคพลังประชาชน คนละ 100 บาท


ความน่าสนใจในเนื้อเรื่องอยู่ตรงที่ว่า พ.ต.อ.สังวรณ์ นอกจากเป็น กกต. แล้ว ยังเป็น รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์


ส่วนนายเปียง นอกจากจะเป็น พลเมืองดี แล้ว ก็ยังเป็น ผู้ต้องหา ตามหมายจับที่ จ.411/2548 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน


ซึ่งหมายความว่า หากตรวจเจอตัวที่ไหน ก็จะต้องจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที


และขณะเดียวกัน คนที่มีความผิดติดตัว หรืออย่างน้อยก็มี หมายจับ หากไม่คิดจะ มอบตัว ก็ไม่น่าจะหาเรื่องออกมาค้าความ หรือหาเรื่องเกี่ยวพันกับตำรวจอย่างนี้


ปัญหา กกต.บุรีรัมย์ ที่ชาวบ้านนับหมื่นออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยเฉพาะวาทะ ชวนตี ของ เกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต. จังหวัด เป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช่หนัง ไม่ใช่ละคร


เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะ กกต. มีหน้าที่ทำงานให้ความ เป็นกลาง แก่การเลือกตั้ง เมื่อประชาชนกังวลสงสัยก็ต้องเร่งออกมาสร้างความกระจ่าง


ไม่ใช่เที่ยวออกมา ตะแบง กล่าวหาคนอื่นไปทั่วโดยไม่ดูตัวเอง


ส่วน พ.ต.อ.สังวรณ์ ที่ได้เจอหน้ากันแบบจะจะ กับ เปียง โสมวิเศษ มาแล้ว หากยังไม่มีการจับกุม ผู้ต้องหา ก็คงจะหนีข้อกล่าวหา ละเว้น ไม่ได้แน่ๆ


เพราะ หมายจับที่ว่า มีผลครอบคลุมไปทั่วประเทศไทย และที่สำคัญ นายเปียงยังมีที่อยู่ตามเอกสารราชการในพื้นที่ของท่าน


ที่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 11 ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ด้วย


หากมีข้อมูลถึงเพียงนี้ยังติดตามหาตัวไม่ได้ ก็ เสียชื่อ ตำรวจไทยแย่


แถมหลายเรื่องหลายราวที่ผสมปนเปกันอยู่ในตอนนี้ ชาวบ้านเขาจะไปตั้งข้อสงสัยกันได้ว่า เป็นเรื่องปาหี่ หรือจะเป็นเรื่องที่มีการจงใจ กล่าวร้าย กัน เหมือนอย่างที่เป็นข่าวลือ


หรือไม่ชาวบ้านก็จะพานเอาไปเปรียบเทียบเป็นหนัง เป็นละคร ไปเสียฉิบ...!!


อภิสิทธิ์ ยังปิดปากเงียบจนกว่าจะถึง 10 ม.ค.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าพรรคตั้งแต่เช้า งดให้สัมภาษณ์จนกว่าจะถึง 10 ม.ค. ขณะที่ ตัวแทน BMW มอบ Series 5 ให้ใช้ ระหว่างซ่อม


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด เนื่องจากต้องการยุติกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว เพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และจะให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันที่ 10 ม.ค.สำหรับ บรรยากาศทั่วไปที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้มีตัวแทนจาก บ.ผู้ผลิตรถยนต์ BMW นำรถยนต์ BMW Series 5 ป้ายแดง ทะเบียน 0091 กทม. มาให้นายอภิสิทธิ์ใช้ชั่วคราว ระหว่างที่รอซ่อมรถคันเดิม หลังประสบอุบัติเหตุช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันมีบรรดาแกนนำและส.ส. ทยอยเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรค
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.กทม. เป็นต้น

"มั่น" ยันผด.ยังไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้

รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน "มั่น พัธโนทัย" ยัน พรรคยังไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้ ย้ำจุดยืนยังร่วมหัวจมท้ายกับชาติไทย ขณะที่ วัฒนา อัศวเหม ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าแล้ว


ดร.มั่น พัธโนทัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยัน หากมีความเคลื่อนไหวภายในพรรค จะแจ้งให้ทราบ แต่ขณะนี้ต้องรอให้พ้นงาน
พระราชพิธีและรอการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ก่อน แต่จุดยืนของพรรคยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคชาติไทย
อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวสมาชิกพรรคกดดัน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรค และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตประธานนโยบาย
และยุทธศาสตร์พรรคนั้น ดร.มั่น ปฏิเสธ ไม่ใช่การกดดัน เพราะทุกคนยังเชื่อฟังและเข้าใจกันดี

สำหรับ บรรยากาศที่บ้าน นายวัฒนา นั้น หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการหารือของแกนนำพรรคมีสื่อมวลชนมารอติดตามเคลื่อนไหว
อย่างคึกคัก ขณะที่ นายวัฒนา ได้ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า และได้โทรมาแจ้งให้แม่บ้านมาบอกสื่อว่า วันนี้ไม่มีการแถลงข่าวและ
คาดว่าจะกลับบ้านในช่วงบ่าย

'ชลิต'ชี้ผู้ว่าบุรีรัมย์คุมม็อบไม่ได้ต้องพิจารณาตัวเอง

รักษาการประธาน คมช.ชี้ หาก ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ควบคุมม็อบกดดัน กกต.ไม่ได้ ควรพิจารณาตนเอง พร้อมระบุยังไม่จำเป็นต้องเรียกสอบ เนวิน หรือประกาศกฎอัยการศึก


พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คมช. กล่าวก่อนบันทึกเทปโทรทัศน์รายการพิเศษเนื่องในวันกองทัพไทย ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 โดยกล่าวว่า การที่ม็อบบุรีรัมย์ ชุมนุมประท้วงกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จังหวัดนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดูแลเรื่องดังกล่าว หากผู้ว่าราชการจังหวัดทำไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเอง

ทั้งนี้ พลอากาศเอกชลิต กล่าวอีกว่า สถานการณ์การชุมนุมในจังหวัดนั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องเรียกตัว นายเนวิน ชิดชอบ อดีต ส.ส.ที่มีฐานเสียงหนาแน่นในจังหวัดบุรีรัมย์มาสอบสวน และคงไม่ถึงขั้นจะประกาศกฎอัยการศึกในจังหวัด


ยงยุทธชี้ไม่ได้ทำผิด ยันถูกสร้างพยานเท็จ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกให้เข้าชี้แจงคำร้องในวันที่ 8 ม.ค. 2551 โดยยืนยันว่า มีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแน่นอน รวมทั้งไม่ได้มีการข่มขู่พยานตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเอกสารต่างๆ รวมทั้งพยานที่มาให้ข้อมูลกับกกต.ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างพยานเท็จขึ้นมา

"เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะเชื่อว่าสิ่งใดที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและเป็นธรรมกับทุกคน ผู้ที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองก็คงจะต้องเลือกทางนั้นมากกว่า"นายยงยุทธกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าวว่า เป็นหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคที่จะดำเนินการประสานงาน ซึ่งมั่นใจว่าแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำงานชี้แจงได้แน่นอน ซึ่งการดำเนินการหรือพยายามจะเป็นรัฐบาลด้วยวิธีใดก็ตาม ถือเป็นการทำลายระบบ และหากฝืนมากเกินไปก็ทำลายประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งจากแกนนำพรรคพลังประชาชนมายังทีมงานในจังหวัดเชียงราย ให้เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องพยาน ทีมงานหาเสียง รวมทั้งเอกสารการหาเสียงต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าให้ปากคำกับ กกต.กลาง ในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยเน้นการหาตัวพยานบุคคลและเอกสารสำคัญ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ต่างในการสอบสวน กรณีถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำหลักฐานการขนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.เชียงราย เข้ากรุงเทพฯ

ขอขอบคุณ www.thaiinsider.info

ก่อนตั้งรัฐมนตรี

กาหลิบ

พรรคพลังประชาชนจะต้องวางจุดยืนสาธารณะลงไปเลยว่าจะไม่มีวันอ้างความสมานฉันท์เพื่อมาร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้ที่เป็นเผด็จการได้
ส่วนใหญ่ผู้คนรู้ดีแล้วว่ากว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง
เริ่มตั้งแต่การเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรและเลือกประธานสภาฯ
ประธานสภาฯคนใหม่เรียกประชุมสภาฯเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อคณะบุคคลที่เตรียมไว้ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา หากไม่มีอะไรผิดปรกติก็มักจะทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรี
การที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองในท่อนท้ายของพระบรมราชโองการ หมายความว่านายกรัฐมนตรีคือผู้รับผิดชอบในการนั้นทั้งปวง ตามหลักที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงพ้นจากความผิดใดๆ (the king can do no wrong) มีอะไรขึ้นมานายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับไปทั้งหมด
ขั้นตอนที่เหลือก็คือการขอพระราชทานเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ เสร็จสิ้นพระสุรเสียงในนาทีไหน ชีวิตของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็จะเริ่มขึ้นในนาทีนั้น
มีพิเศษตรงที่ว่ากระบวนการขั้นตอนในปีนี้ต้องคำนึงถึงงานพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วย โดยเฉพาะในความเหมาะสมและเงื่อนเวลา
หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็เวียนว่ายตายเกิดกันต่อไปในสายธารแห่งการเมือง
ระบบของเราก็เป็นเช่นนี้
แต่สิ่งที่ควรคิดให้มากคือ ความแตกต่างระหว่างการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีในขณะนี้กับในอดีตที่ผ่านมา กระบวนการขั้นตอนที่ว่ามานั้นย่อมละม้ายคล้ายกัน แต่ไปแตกต่างในรายละเอียด
เป็นต้นว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะประกอบขึ้นด้วยพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์พื้นฐานแตกต่างกันมาก พรรคการเมืองส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์พากันยินยอมพร้อมใจให้ทหารครองเมืองด้วยวิถีทางรัฐประหาร ด้วยการไม่คัดค้านให้เป็นที่ประจักษ์ แถมยังให้ท้ายเขาอย่างออกหน้าออกตา มีพรรคพลังประชาชนพรรคเดียวที่ยืนหยัดคัดค้านอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเหนียวแน่น
อย่างนี้จะรวมนโยบายและกำหนดท่าทีร่วมอย่างไร
การรวมเอาพรรคอย่างชาติไทยและเพื่อแผ่นดินเข้ามาในรัฐบาลใหม่ก็เต็มกลืนอยู่แล้วในความรู้สึกของประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ก็อดกลั้นกันอยู่ทั่วไป เพราะรู้ถึงความจำเป็นของบ้านเมืองในขณะนี้
แต่ถ้าจะต้องประนีประนอมกับเผด็จการ โดยเฉพาะกับคนที่กระทำตัวเป็นสาวกเผด็จการแล้ว คงจะมากเกินไปกว่าที่คนทั่วไปเขาจะรับได้
พรรคพลังประชาชนจะต้องวางจุดยืนสาธารณะลงไปเลยว่าจะไม่มีวันอ้างความสมานฉันท์เพื่อมาร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้ที่เป็นเผด็จการได้ แต่อาจต้องใช้เวลาดำเนินการเพื่อขจัดเชื้อโรคเหล่านี้ออกไปจากระบอบประชาธิปไตย
จะยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคมากล่อมให้ใจดีกับพวกเผด็จการเชื้อชั่วไม่ยอมตายไม่ได้เด็ดขาด
อย่าลืมทีเดียวว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงสองปีที่ผ่านมาเกิดจากความทะยานอยากของทหารบางคนเพียงส่วนหนึ่ง แต่เกิดจากคนที่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือในเกมชิงอำนาจของตนและจากนักการเมืองที่หวังได้ดีด้วยการเลียทหารมากกว่า
การกำจัดรากเหง้าเผด็จการจึงทำได้ในคณะรัฐมนตรี และสมควรที่จะทำเสียเลยในคราวนี้
การวางนโยบายด้านความมั่นคง การเลือกตัวรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนทำลายประชาธิปไตย ฯลฯ เหล่านี้เป็นโจทย์ของเรื่องนี้ทั้งนั้น
พรรคพลังประชาชนจะต้องเล่นบทนำในเรื่องทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนผู้รักและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมานักหนาจะได้มีที่พึ่ง เพราะเขาพึ่งพรรคอย่างชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช และมัชฌิมาธิปไตยไม่ได้
งานอื่นๆก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า แต่งานประชาธิปไตยต้องไม่มอบให้ใคร
ส่วนเรื่องในสายงานเดียวกันนี้ก็ต้องว่ากันให้ชัดและประนีประนอมไม่ได้อีกเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 หรือนโยบายการแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เหลวเละอย่างยิ่งภายใต้ คมช. จะว่ากันอย่างไรต่อไป
นี่ก็เป็นบทบาทนำของพรรคพลังประชาชนอีกเหมือนกัน
พูดให้แคบลงมาตรงนี้เลยก็ได้ว่าตำแหน่งรัฐมนตรีบางกระทรวง จะเป็นตำแหน่งว่าการหรือช่วยว่าการก็ตาม หากเกี่ยวข้องกับการธำรงรักษาประชาธิปไตยแล้ว จะยกให้แก่พรรคการเมืองที่อ่อนอุดมการณ์กว่าพรรคพลังประชาชนมิได้.--จบ-

///////////////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

พ่อบุญหล่น

ที่จริงเรื่องนี้ควรจะตั้งชื่อเรื่องว่า“พ่อบุญอุ้ม”เพราะทั้ง คมช. และ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ เปิดหน้าเล่นอย่างเปิดเผย ในการจะอุ้ม“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ให้จงได้แต่ก็ต้องลำบากกันอยู่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ทำ ส.ส. ทั้ง 2 ระบบเข้ามาได้แค่165 น้อยกว่า 233 พรรคพลังประชาชน ของ “สมัคร สุนทรเวช” อยู่ถึง 68 คน
จะต้องให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนถึง 69 ใบ จึงจะมี ส.ส. น้อยกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในอันที่จะพลิกขั้วจากพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ทั้ง “สมัคร สุนทรเวช” ทั้ง “น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ต่างก็ตั้งข้อสงสัยว่า การที่ กกต.แขวนว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนไว้ 65 คน ทำไมมันจึงไปตรงเป๊ะกับตัวเลขใบแดงที่“สุเทพ เทือกสุบรรณ” ปูดเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.50มีแต่คนถามหาว่า “เทพเทือก” พูดเรื่อง 60 ใบแดงของพรรคพลังประชาชนตั้งแต่เมื่อไหร่ พูดว่าอย่างไร ขออ่านหน่อยสิทั้งนี้ ก็เพราะว่าพูดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.50 เป็นช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

บางคนก็ห่างเหินจากหน้าหนังสือพิมพ์ไปเลยเพื่อสนอง “บางกอกทูเดย์” ก็ไปค้นข่าวเก่ามาให้แล้ว และเอามาลงเป็นล้อมกรอบไว้ในหน้านี้แล้วส่วนที่เราบอกว่า ความจริงเรื่องนี้ควรจะตั้งชื่อเรื่องว่า “พ่อบุญอุ้ม” ก็เพราะเอามาจากชื่อของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ที่ได้แสดงความกล้าหาญอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าขนาดนี้

พล.อ.บุญรอด ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าวหน้าตาเฉย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.50 อ้างประเพณีคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ก็สมควรที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลพร้อมทั้งย้ำว่า ความเชื่อลึกๆ แล้ว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะต้องได้เป็นายกรัฐมนตรีฟังแล้วเลอะเทอะ อ้างประเพณีบ้าบอแต่ถ้ายอมรับความจริง จะรับได้ว่า พล.อ.บุญรอด พูดเรื่องการเมืองไม่เคยผิด เพราะคนนี้คือ “เพื่อนซี้ตัวจริง” ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จากค่าย “บ้านสี่เสาฯ”พล.อ.บุญรอด เคยผ่ากลางปล้องออกมาพูดยืนยันว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ตั้ง
พรรคการเมือง ไม่ลงสมัคร ส.ส. จะเข้ามาเป็นแค่รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ เพราะ “ผู้ชาย” หลายคนมาก กำลังเดินหน้าจัดตั้งพรรคการเมืองให้

พล.อ.สนธิ แล้วที่สุดก็จริงอย่างที่ พล.อ.บุญรอด พูดทั้งหมด
ดังนั้น การที่ พล.อ.บุญรอด ยืนยันว่า ลึกๆ แล้วเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้าพรรคก็คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องอย่าดูแคลนคำพูดนี้ เพราะแม้ว่าผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ว่าที่ ส.ส. มาแค่ 165 น้อยกว่าพรรคพลังประชาชนถึง 68 คนแต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า“อำนาจรัฐอยู่ในมือใคร”
อำนาจรัฐสามารถที่จะบิดเบือนผลการเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะจำนวน ส.ส.เล่ห์ กล มนต์ คาถา เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จึงเชื่อถือไม่ได้แต่สำหรับการกระทำของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องจริงเมื่อจำนวน ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน ก็สามารถที่จะทำให้

จำนวนของพรรคพลังประชาสชนลดน้อยลงได้ ด้วยการให้ “ใบแดง”ต้องใบแดงเท่านั้น ใบเหลืองไม่มีผล เลือกตั้งใหม่ พรรคพลังประชาชนก็ชนะอีกและเพื่ออรรถรส เราได้นำคำพูดของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ “อุ้มอภิสิทธิ์” มาลงให้อ่านอีกรอบในล้อมกรอบเรื่องนี้สมควรชื่อว่า “พ่อบุญอุ้ม” จริงๆ แต่เรา “บางกอกทูเดย์” ก็เปลี่ยนใจ มาตั้งชื่อเรื่องเสียใหม่เป็นว่าพ่อบุญหล่นและขอเติมคำว่า ตุ๊บ กลายเป็น “พ่อบุญหล่นตุ๊บ” เข้าไปด้วยก็ได้

คนที่ทำให้อภิสิทธิ์กลายเป็นพ่อบุญหล่นตุ๊บ คือ “บรรหาร ศิลปอาชา”เราเคยเขียนวิเคราะห์เรื่อง “สั่งสอนบรรหาร” เอาไว้ในวันที่ กกต. ทำให้ตื่นเต้นด้วยการบอกว่า
จะต้องสอบสวนกรณีที่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเขต 1 สุพรรณบุรี ปฏิบัติมิชอบ แนะนำประชาชนให้ลงคะแนนให้เบอร์นั้นเบอร์นี้ ซึ่งอาจจะทำให้การประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของบรรหารและทีมทั้ง 3 คนอาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน และแม้ที่สุด กกต. รับรองแล้ว เมื่อ 3 ม.ค.51 แต่ก็เป็นการรับรองอย่างมีเงื่อนไข จะต้องไปสอบสวนเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งอีกหลังจากนี้ และหากว่ามีการทำผิดจริงก็อาจจะให้เลือกตั้งใหม่ได้

เราจบด้วยคำว่า บรรหารจะนอนไม่หลับไปอีกหลายคืนแต่เอาเข้าจริง...บรรหารมิได้เกรงกลัวและทำในสิ่งเหลือเชื่อ ด้วยการพูดจาเขย่าขวัญ คมช. และ “ผู้ใหญ่” ที่นับถือกันมา 30 ปีวันเสาร์ 5 ม.ค.51 บรรหารให้สัมภาษณ์นักข่าว ณ ที่ทำการพรรคชาติไทย ว่า“การที่ กกต. ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส. จำนวน 83 คน เป็นเพียงการไม่รับรอง ไม่ใช่ว่าจะโดนใบเหลืองใบแดงทั้งหมด เพราะขณะนี้ กกต. ก็กำลังตรวจสอบอยู่ คงให้เวลา กกต. ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนของพรรคชาติไทยโดนประกาศไม่รับรอง 4 คน ใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี และชัยภูมิ แต่ว่าที่ ส.ส. ทั้ง 4 คนก็ได้ไป
ชี้แจงต่อ กกต. แล้ว ผมคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

นักข่าวถามว่า การที่พรรคพลังประชาชนถูกแขวน 65 คน จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่บรรหารตอบว่า“เชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่โดนใบแดงทั้ง 65 ใบ เพราะคงต้องมีคละเคล้ากันไปแต่เชื่อว่าพรรคพลังประชาชนอาจจะโดนเพียง 20 ใบเท่านั้น ซึ่งยังเหลืออีก 20 คนที่ไม่โดน เมื่อรวมแล้วก็ยังมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และในส่วนของพื้นที่ที่ กกต. ประกาศไม่รับรองส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้ง จึงเชื่อว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มากไปกว่านี้ เพราะเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยมีโอกาสมากกว่า”

การที่บรรหารพูดวิเคราะห์ไว้อย่างนี้แหละ ที่ทำให้เราพาดหัวใหญ่ในวันนี้ว่าอภิสิทธิ์ กลายเป็นพ่อบุญหล่นตุ๊บหายวับไปแล้ว เพราะถึงแม้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีพรรคพลังประชาชนได้ 60 ใบแดงจริง มันก็ไม่ใช่ไปเพิ่มในส่วนของ ส.ส.ประชาธิปัตย์และบรรหารก็ได้ยืนยันความเชื่อที่มีมานานแล้วว่า เขานี่แหละ คือ “มังกรการเมืองตัวจริง”ด้วยการบอกนักข่าว ย้ำถึงการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลฝ่ายพรรคพลังประชาชนแล้วโดยกล่าวถึงวันที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” น้องเขยทักษิณ กับ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ มาเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ขณะนอนป่วยอยู่ที่ รพ.รามาธิบดี เมื่อ 28 ธ.ค.50 โดยได้รับปากจะทำตามเงื่อนไข 5 ข้อที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.50

“ถ้ารับ 5 ข้อที่ผมเสนอไป ก็เข้าร่วมรัฐบาลได้ไม่มีปัญหา ทั้ง 2 คนก็ยืนยันว่ารับได้ ดังนั้นผมจึงให้คำมั่นสัญญาไปแล้วว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วย ส่วนจะแถลงเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อไรนั้น คงต้องไปหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินอีกครั้ง เพราะต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง และตอนนี้ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร”แต่อย่างไรก็ตาม “การเมืองก็คือการเมือง” ไม่ใช่เรื่องคณิตศาสตร์ ที่จะต้อง 2 บวก 2 เป็น 4 เสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ใช่ไร้ฝีมือ และแผนขั้นบันไดที่จะทำลายรวมทั้งสกัดกั้น ไม่ให้ “ทักษิณ ชินวัตร” พร้อมบริวารว่านเครือและสมุนบริวารกลับเข้าสู่อำนาจการเมืองอีกนั้น มันมีอีกหลายวิธี“ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ก็หาใช่ใครที่ไหน ใกล้ชิด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินเป็นอย่างดีเมื่อวันที่ 8 พ.ค.50 ไชยวัฒน์พร้อมพวกได้ไปที่ บก.ทบ. โดยพล.อ.สนธิ รีบเผ่นออกจากทำเนียบรัฐบาล มาต้อนรับด้วยตัวเองที่ห้อง
รับรอง

ไชยวัฒน์และคณะยื่นหนังสือให้ พล.อ.สนธิ ใช้ฐานะ“ประธาน คมช.” ปลด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที อ้างว่าหากให้บริหารประเทศไทยต่อไปอีก 6เดือน เจ๊งแน่หลังจากนั้น มีคนฝ่าย พล.อ.สุรยุทธ์ เอะอะโวยวายว่าพล.อ.สนธิ มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งพล.อ.สนธิ ก็แก้ว่า ไม่รู้ว่าจะมายื่น
หนังสือให้ปลดนายกรัฐมนตรีถึงได้มารับด้วยตัวเอง และเรื่องก็เงียบหายไปในเวลาไม่นานดังนี้เอง “บางกอกทูเดย์” จึงขอบอกว่า “การเมืองไม่เคยมีสูตรสำเร็จ”ดังนั้น คำพูดล่าสุดของบรรหารที่ว่า ถึงพรรคพลังประชาชนได้ 0 แดง แต่ไม่ใช่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะเพิ่ม เพราะเลือกตั้งใหม่ทางภาคเหนือกับอีสาน ไม่ใช่พื้นที่ที่ประชาธิปัตย์จะได้คะแนนก็จริงอยู่แต่ก็ต้องอย่าลืม “ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์”“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ว่าบุญหล่นตุ๊บ อดเป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว อาจจะเกิดปาฏิหาริย์
“บุญหล่นทับโครม”ได้เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาจริงๆ ก็ได้“ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” เขาให้


ประจานทั่วโลก!‘รัฐประหารเงียบ'สกัด‘พปช.'

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวด้านการเมืองของไทยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ความกลัวเรื่องการใช้สารพัดเล่ห์กลอันสกปรกจากทหารเก่าของไทยภายหลังการเลือกตั้งที่มีขึ้นในช่วงปลายเดือนที่แล้วดูเหมือนกำลังเป็นความจริงแล้ว

ทั้งนี้ รอยเตอร์อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์หลายคนเมื่อไม่นานมานี้ว่า ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชาชนประสบชัยชนะอย่างขาดลอยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาโดยได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร หรือส.ส. มากที่สุด แต่พรรคพลังประชาชน ซี่งได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับต้องเผชิญกับการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งของบรรดาว่าที่ส.ส.ของพรรคมากจนผิดปกติ

รายงานของรอยเตอร์ระบุด้วยว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งของไทยยังรับฟ้องอีก 3 คดี ซึ่งในจุดนี้เองอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน อีกด้านหนึ่งก็อาจจะประกาศให้ผลการเลือกตั้งบางส่วนหรือทั้งหมดกลายเป็นโมฆะ

รอยเตอร์ยังชี้ด้วยว่า ในจำนวนว่าที่ส.ส.จำนวน 83 คนที่ถูกกำลังถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสมาชิกทั้งหมด 5 คนได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนปีที่แล้วนั้นเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนในสัดส่วนที่มากถึง 65 คน

รอยเตอร์รายงานต่อว่า ถึงแม้ว่ายังไม่มีสิ่งบ่งชี้ใด ๆ ระบุว่า ว่าที่ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนจะถูกเพิกถอนสิทธิ์ หรือเรียกว่าใบแดงตามที่คนไทยที่คลั่งไคร้ฟุตบอลกล่าวขานเอาไว้เป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน แต่การที่กกต.ได้รับการร้องเรียนต่อพรรคพลังประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมถึงการทำงานของกกต.ที่ไม่โปร่งใสอย่างเห็นได้ชัดยิ่งทำให้ผู้คนต่างแสดงความสงสัยต่อกกต.

สำนักข่าวรอยเตอร์ยังอ้างคำพูดของ เควิน เฮวิสัน นักวิจัยด้านการเมืองไทยแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกาที่กล่าวแสดงความเห็นว่า การที่กกต.ไม่ประกาศรับรองว่าที่ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน จำนวน 65 คน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าแปลกประหลาด และถือว่าผิดปกติ

‘การจะเปลี่ยนแปลงผลของการเลือกตั้งนั้น คุณจำเป็นต้องแจกใบแดงเป็นจำนวนระหว่าง 20-30 ใบ ซึ่งในขณะนี้เองก็มีความเป็นไปได้สูงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น และสถานการณ์อาจจะพลิกผันตามมาก็เป็นไปได้' นายเฮวิสันกล่าวแสดงความเห็น

รายงานของรอยเตอร์อ้างนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นวิกฤตที่มีความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทหารและคนบางกลุ่มที่นิยมสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปลุกปั่นผลักดันการก่อรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วจะไม่ละความพยายามในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจได้ว่ารัฐบาลที่สนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณจะตั้งขึ้นมาได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี เมื่อพรรคพลังประชาชนกวาดจำนวนที่นั่งส.ส.ได้ 233 ที่นั่งจากทั้งหมด 480 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏรภายหลังจากที่การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏในตอนแรกก็คือ ฝ่ายทหารดูเหมือนจะยอมรับความพ่ายแพ้ และยอมรับผลการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้ตระหนักดีว่าอาจจะตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากหากพ.ต.ท.ทักษิณ หรือบรรดาผู้ที่ยังคงจงรักภักดีต่อพ.ต.ท. ทักษิณ ขึ้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศ

‘รัฐประหารเงียบ'

บางทีอาจจะเป็นเพราะความกลัวที่จะสร้างความระคายเคืองต่อกกต. โฆษกของพรรคพลังประชาชนจึงได้กล่าวแสดงความเห็นว่า เขาไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการสืบสวนสอบสวนจนเกินไป และหวังว่า ว่าที่ส.ส.ของพรรคจะสามารถแก้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ดี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ออกมากล่าวหาว่ามี ‘มือสกปรกที่มีมองไม่เห็น' มาแทรกแซงกระบวนการหลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีการตีความกันอย่างกว้างขวางว่าคำพูดของนายสมัครหมายถึงพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนปีที่แล้ว

ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้งกล่าวปฏิเสธว่าไม่มีความลำเอียงใด ๆ และเสริมว่า การร้องเรียนต่อพรรคพลังประชาชนเกี่ยวกับการทุตจริตการเลือกตั้งที่มีจำนวนมากเป็นเพราะว่าพรรคนี้ได้จำนวนว่าที่ส.ส.มากที่สุดก็แค่นั้น

‘เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ การสืบสวนสอบสวนของกกต.เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง และหลักฐานต่าง ๆ' นายประพันธ์กล่าว

รอยเตอร์อ้างนักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า หากเล่ห์กลที่นายสมัครกล่าวหาเป็นเรื่องจริงก็จะเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำในกรุงเทพมหานครไม่ยอมรับเสียงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และได้รับการศึกษาน้อย ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็วมา 20 ปีแล้วก็ตาม

‘ว่าไปแล้วการรัฐประหารเงียบเป็นการพยายามริบอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน โดยใช้วิธีการทางเทคนิคเพื่อทำให้ว่าที่ส.ส.ของพลังประชาชนขาดคุณสมบัติ"นายแอนดรูว์ วอลเกอร์ นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ในกรุงแคนเบอร์รากล่าว

‘สิ่งที่ประเทศไทยขาดก็คือ วัฒนธรรมการเคารพการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่' นายวอลเกอร์กล่าว และเสริมว่า ทรรศนะดังกล่าวถือว่า หากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งตัดสินใจในสิ่งที่คนบางกลุ่มในชนชั้นนำไม่ชอบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะถูกกำจัดออกไปได้
รอยเตอร์ยังรายงานในตอนท้ายด้วยว่า ถ้าหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ หรือว่าที่ส.ส.ถูกเพิกถอนสิทธิ์จนมีจำนวนลดลงอย่างฮวบฮาบแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อต้านฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณก็จะกลายมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความอ่อนแอ และไร้เสถียรภาพ โดยจะมีการผนึกกำลังกับพรรคการเมืองที่เหลืออีก 5 พรรค

ขณะเดียว สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษต่างรายงานความเคลื่อนไหวด้านการเมืองของไทยในลักษณะเดียวกันกับรอยเตอร์ โดยมีการอ้างถึงนายสมัครที่ระบุว่า ความพยายามของเขาในการจัดตั้งรัฐบาลกำลังถูกแทรกแซงด้วย ‘มือที่มองไม่เห็น และเป็นมือที่สกปรก' ทั้ง ๆ ที่ทางพรรคได้รับชัยชนะอย่างขาดลอยเหนือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาโดยได้ว่าที่ส.ส.มากกว่า 200 คน อย่างไรก็ดี นายสมัครยังคงแสดงความมั่นใจการทำงานของกกต. และเชื่อว่า ว่าที่ส.ส.ของพรรคจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ได้


00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000


Reuters: Thai "stealth coup" threatens pro-Thaksin victory

BANGKOK (Reuters) - Fears of a post-election dirty tricks campaign by Thailand's old guard appear to be coming true.

Having come within a whisker of an outright majority in December's poll, the party backing ousted prime minister Thaksin Shinawatra is facing an unusually high number of fraud complaints against its winning candidates, analysts said on Friday.

The Supreme Court has also agreed to hear three cases that could lead to the pro-Thaksin People Power Party (PPP) being disbanded, or some or all of the poll results being annulled.

Of 83 candidates being investigated by the Election Commission (EC), whose five members were appointed by the army after the September 2006 coup, 65 are from the PPP.

Although there is no indication how many will end up disqualified, or "red-carded" as soccer-mad Thais like to call it, the high proportion of accepted complaints against the PPP and the EC's distinct lack of openness has raised eyebrows.

"The idea of 65 suspicious cases against PPP seems odd," said Kevin Hewison, a Thai politics researcher at the University of North Carolina at Chapel Hill.

"To change the course of the election you need between 20 and 30 red cards and that seems highly likely at this stage. They may well overturn the result."

With so much at stake in the election, analysts thought it inevitable that the army and royalist establishment accused of inspiring the coup would pull out all the stops to ensure a pro-Thaksin administration did not emerge.

However, when the PPP beat most projections to win 233 of the 480 seats in parliament, it appeared at first that the generals had yielded and accepted the result, even though they know they are in trouble if Thaksin or his proxies get in to power.

"COUP BY STEALTH"

Perhaps fearful of riling the EC, a PPP spokesman said he was not unduly concerned by the probes and hoped the party's candidates would be able to clear themselves.

However, firebrand party chief Samak Sundaravej has accused a "dirty invisible hand" of meddling in the post-election process, widely interpreted as a reference to01 nchief royal adviser Prem Tinsulanonda, who Thaksin supporters say organiz1 211,m ed the coup.

Election commissioner Prapan Naikowit denied any bias, saying the higher number of complaints against the PPP was merely a reflection of it having the most candidates.

"We are not discriminating. The EC's investigations are fairly based on fact and evidence," he told reporters.

If Samak were correct, analysts said, such behind-the-scenes machinations would be indicative of a Bangkok elite unable to accept the voice of an electorate still predominantly rural and poorly educated despite two decades of rapid economic growth.

"It is to some extent a coup by stealth, trying to chip away at the electoral mandate of the PPP by using technical means to disqualify candidates," said Andrew Walker of the Australian National University in Canberra.

"What Thailand lacks is a culture of respect for the majority decision," he said. "The view is that if the electorate comes up with a decision that certain people in the elite don't like, then that government can be got rid of."

If the PPP does indeed end up disqualified or with a severely depleted number of candidates, the anti-Thaksin Democrats are likely to emerge as leaders of a weak and unstable coalition involving as many as five other parties

จาก hi-thaksin

การเมือง กับ VCD

บทบรรณาธิการ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีหลายบท หลายฉาก น่าสนใจ โดยเฉพาะการดำเนินการของกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหลายครั้งหลายหน ซึ่ง มีการผลิตสื่อต่างๆ เพื่อเข้าถึงประชาชน

เราไม่เคยพูดถึงเรื่อง การใช้สื่อเพื่อรณรงค์การเลือกตั้ง เพราะคนเขียนกฎหมายหรือกติกามักจะมีมุมมองในมิติเก่าๆ


คิดว่า...สื่อในการรณรงค์การเลือกตั้ง มีเพียง แผ่นพับ ใบปลิว คัตเอาต์ ป้าย พีพีบอร์ด ซึ่งล้วนแล้วเป็น สื่อที่เก่า และ ล้าสมัย แต่ยังขาดมันไม่ได้เท่านั้นเอง


สื่อเก่าๆ แบบนี้ คือ งานพิมพ์ ซึ่งมีความสิ้นเปลืองมาก เพราะกระดาษหรือวัสดุที่นำมาพิมพ์นั้นมีราคาสูง เช่น พีพีบอร์ด 120 x 80 ซม. แผ่นหนึ่งมี ต้นทุนสูงถึง 90-120 บาท แล้วแต่การสั่งของว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน และต้อง สั่งอย่างน้อยๆ 500 แผ่นขึ้นไป ตกเป็นเงิน 105,400 บาท ยัง ไม่รวมค่าออกแบบ ค่าติดตั้ง


ในการเลือกตั้งครั้งหนึ่งจะต้องทำป้ายพีพีบอร์ดที่ว่า 3 ครั้ง คือ 1.แนะนำตัว 2.บอกเบอร์ และ 3.ย้ำเบอร์ หมดเงินไปแล้ว 4-5 แสนบาท


ส่วน ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ มีราคาค่างวดสูงพอสมควรเหมือนๆ กัน เพราะต้องใช้ กระดาษอาร์ตมัน 120 แกรม หมึกพิมพ์อย่างดี เฉลี่ยต่อแผ่น ตก 1-3 บาท แล้วแต่ว่าจะ พิมพ์กี่สี จำนวนมากน้อย แค่ไหน เพียงไร ส่วนใหญ่พิมพ์กันเป็น 4-5 หมื่นแผ่นขึ้นไป เพื่อแจกให้ ครบทุกหลังคาเรือน


การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา มีสื่อรูปแบบใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ วีซีดี


ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ เป็น พรรคแรกที่มีความเกี่ยวพันกับการใช้ วีซีดี แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนใน การเลือกตั้งปี 2548 นั่นคือ คุณธานินทร์ ใจสมุทร อดีต ส.ส.สตูล หลายสมัย ปั๊ม วีซีดีเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ สภอ.ตากใบ แจกจ่ายในเขตเลือกตั้ง ทะลุไปถึงนอกเขตเลือกตั้ง ไม่รู้ข้ามประเทศไปถึงมาเลเซียหรือไม่


โดยมี จุดประสงค์ เพื่อจะโจมตีการบริหารงานในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการ แก้ไขปัญหาสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างเอาไว้ อย่างที่เรียกว่า ฮือ...ฮา แจกที่ สตูล ชาวบ้านรู้มาจนถึง กทม.


ต่อมา ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ นิยมทำ VCD แนะนำตัว แนะนำผลงานออกมาเนืองๆ


ล่าสุด กรณี VCD 1 ปีที่หายไป ที่มีการทำออกมา จำหน่ายแผ่นละ 19 บาท และกำลัง เป็นประเด็น ในขณะนี้


ถามว่าการแจก VCD เป็นการกระทำที่ผิดหรือไม่


บางคนบางฝ่าย พยายามตีความว่า เป็นสิ่งของ มีมูลค่า ผิดกฎหมาย


ทั้งที่หากมองอีกมุมหนึ่ง VCD คือ สื่อ ชนิดหนึ่ง เหมือน กระดาษ แล้วเอาเข้า เครื่องพิมพ์ แต่ VCD เป็น พลาสติก เอาเข้า เครื่องปั๊ม แถมผลที่ออกมามีความน่าตื่นตาตื่นใจกว่า เพราะเป็นสื่อที่เห็นภาพ เสียง สีหน้า ท่าทาง เป็นสื่อที่เรียกว่าใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด


นักวิทยาการบอกเป็นทฤษฎีการสื่อสารที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไล่เรียงตามหลักคือ สุ จิ ปุ ริ หมายถึง การที่คนเราจะจดจำได้ดีคือ เหตุการณ์จริง รองลงมาคือภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง รองลงมาคือภาพนิ่ง รองลงมาเสียง รองลงมาคือภาพนิ่ง และรองลงมาคือการเขียนบอกเรื่องราว


VCD จึงน่าจะเป็น สื่อ ชนิดหนึ่ง ที่สื่อสารระหว่าง ผู้ส่งสาร กับ ผู้รับสาร ได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่เหมือน แผ่นพับ ใบปลิว หรือ โบรชัวร์ ที่นักเลือกตั้งรุ่นเก่าๆ รุ่นใหม่ๆ นิยมใช้โดยทั่วไป


ถามว่า VCD มีราคาค่างวดหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีราคาค่างวด


ถามว่า ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ มีราคาค่างวดหรือไม่ ต้องบอกว่ามีราคาค่างวดเหมือนกัน


VCD แผ่นหนึ่ง หากมีการปั๊มในจำนวนมาก ราคาค่างวดก็ถูกแสนถูก เพราะขณะนี้การปั๊ม VCD สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว


ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องควรหันมาทบทวนใน กติกา หรือ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ให้ แจก VCD ได้เหมือน ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์


หากมีการอนุญาตให้ผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งสามารถปั๊ม VCD แจกจ่ายประชาชน เพื่อให้เป็นการสื่อสารระหว่าง ผู้สมัคร กับ ผู้ลงคะแนน มีความเข้าใจในนโยบาย ผลงาน แนวคิด วิสัยทัศน์ เชื่อว่าประชาชนจะมีความเข้าใจในการเรียนรู้ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางมากกว่าปัจจุบัน


หรือพวกที่ขวางเรื่องการแจก VCD เป็นพวกที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ นโยบาย ที่ถูกใจประชาชนเอามาโชว์ จึงไม่อยากให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนได้หูตาสว่าง


ฉะ ปชป.แพ้แล้วพาลหาเรื่องยุบพรรค [7 ม.ค. 51 - 05:11]

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 7 ม.ค.นี้ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคจะประชุมเตรียมต่อสู้คดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นต่อศาลฎีกาขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน ฐานเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แต่เราไม่ได้เคร่งเครียดอะไร เพราะการที่สมาชิกจากพรรคไทยรักไทยมาสมัครเข้าพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จนกระทั่งได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่เป็นเอกเทศ ถ้ามาอ้างว่าเป็นนอมินีก็ถือว่ามั่วมาก และคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็เพียงแต่พูดย้อนถามและอธิบายถึงคำว่านอมินีในเชิงธุรกิจ ไม่ได้ พูดในภาพการเมือง นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามขยายผลเรื่องนอมินีเพื่อหวังผลให้ยุบพรรคพลังประชาชนนั้นเป็นคนชุดเดิมที่เคยยุบพรรคไทยรักไทยสำเร็จไปแล้ว จึงเกิดความอหังการจะทำอีก ถ้ากระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาเราไม่ห่วงเลย วันนี้ประชาชนมีฉันทามติขนาดนี้ จะไม่เคารพมติประชาชนเลยหรือ เขาทำทุกขั้นตอนแล้วแต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็เลยจะพาลหาทางยุบพรรคอีก


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ได้เป็น ห่วงการต่อสู้ในคดีนอมินี สิ่งที่นายสมัครพูดไว้เป็นเพียงการพูดเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นนอมินี คดีนี้ถือเป็นสิทธิที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นฟ้อง แต่เราก็เตรียมชี้แจงไว้หมดทุกประเด็นแล้ว รวมทั้งศึกษาข้อสังเกตที่ นักวิชาการด้านกฎหมายระบุว่าศาลฎีกาอาจจะไม่มีอำนาจในการพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและสั่งคดียุบพรรค ข้อกฎหมายตรงนี้ก็ดูไว้บ้าง แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย อาจจะไปละเมิดอำนาจศาลได้