WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 7, 2008

ฉะ ปชป.แพ้แล้วพาลหาเรื่องยุบพรรค

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า

วันที่ 7 ม.ค.นี้ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคจะประชุมเตรียมต่อสู้คดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นต่อศาลฎีกาขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน ฐานเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย แต่เราไม่ได้เคร่งเครียดอะไร เพราะการที่สมาชิกจากพรรคไทยรักไทยมาสมัครเข้าพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จนกระทั่งได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่เป็นเอกเทศ ถ้ามาอ้างว่าเป็นนอมินีก็ถือว่ามั่วมาก และคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็เพียงแต่พูดย้อนถามและอธิบายถึงคำว่านอมินีในเชิงธุรกิจ ไม่ได้ พูดในภาพการเมือง

นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามขยายผลเรื่องนอมิน

เพื่อหวังผลให้ยุบพรรคพลังประชาชนนั้นเป็นคนชุดเดิมที่เคยยุบพรรคไทยรักไทยสำเร็จไปแล้ว จึงเกิดความอหังการจะทำอีก ถ้ากระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาเราไม่ห่วงเลย วันนี้ประชาชน มีฉันทามติขนาดนี้ จะไม่เคารพมติประชาชนเลยหรือ เขาทำทุกขั้นตอนแล้วแต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็เลยจะพาลหาทางยุบพรรคอีก

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า

ไม่ได้เป็น ห่วงการต่อสู้ในคดีนอมินี สิ่งที่นายสมัครพูดไว้เป็นเพียงการพูดเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นนอมินี คดีนี้ถือเป็นสิทธิที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นฟ้อง แต่เราก็เตรียมชี้แจงไว้หมดทุกประเด็นแล้ว รวมทั้งศึกษาข้อสังเกตที่ นักวิชาการด้านกฎหมายระบุว่าศาลฎีกาอาจจะไม่มีอำนาจ ในการพิจารณาให้การเลือกตั้ง เป็นโมฆะและสั่งคดียุบพรรค ข้อกฎหมายตรงนี้ก็ดูไว้บ้าง แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย อาจจะไปละเมิดอำนาจศาลได้


'ชวน'กรีด พปช.บงการ กกต.ไม่ได้เลยโวย

ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชน 65 คน ซึ่งสอดคล้องกับที่นายสุเทพพูดถึงตัวเลขใบแดงไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตนไม่ทราบเรื่องตัวเลขนี้ คงต้องไปถามนายสุเทพ ส่วนตัวคิดว่าไม่ว่า กกต. ชุดนี้จะดำเนินการอย่างไร คงจะดำเนินการ กับคนที่ทำผิดได้น้อยมาก เพราะมีการซื้อเสียงและทุจริตเลือกตั้งอย่างกว้างขวางมาก แต่มีหลักฐานให้ กกต. เพียงเล็กน้อย

นายชวน ยังระบุว่า ส่วนการที่พรรคพลังประชาชนออกมาโวยวายเรื่องการพิจารณา ใบเหลืองและใบแดงของ กกต. นั้น เพราะในอดีตพรรคไทยรักไทยเดิมคุม กกต. ได้เป็นส่วนใหญ่ทำให้ย่ามใจ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า เมื่อเขา คุมกกต. ไม่ได้ ทำให้ถูกตรวจสอบเหมือนคนอื่น ๆ เขาจึงโวยวาย เพราะฉะนั้น การโวยวายขณะนี้ไม่ใช่ เป็นเพราะถูก กกต.กลั่นแกล้ง แต่เป็นเรื่องที่มีการกระทำผิดจริงเกิดขึ้น และตนขอให้กำลังใจ กกต. เพื่อเป็นความหวัง ของประชาชนว่าจะสามารถคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยสุจริตมากที่สุด

ชี้มือสกปรกคือมือซื้อเสียง

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใบเหลืองใบแดงจะส่งผลต่อการให้ใบเหลืองใบแดงหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับ กกต. ว่าแต่ละคนจะมีความมั่นคง หนักแน่นอย่างไร ส่วนกรณีที่ประชาชนนับหมื่นประท้วง คัดค้านการให้ใบแดงที่ จ.บุรีรัมย์ นั้น ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งตนเชื่อว่า กกต. ไม่ไปกลั่นแกล้งใคร แต่คงมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการ จึงต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลของฝ่าย กกต.

ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่ามีมือสกปรกคอยสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลว่า คงไม่มีใครไปสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้ และเห็นว่าถ้ากล้าจริง ขอให้ระบุว่ามือสกปรกนั้นเป็นใครและทำอย่างไร ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าคงมีมือสกปรกจริง แต่เป็นมือที่ซื้อเสียงหรือโกงเลือกตั้ง


กำลังพยายามอยู่

บทบรรณาธิการ

หลังการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม 2550 ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีที่บ้านเมืองจะ เดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย และ ขุนทหาร ถอย ร่นเข้าสู่ ที่ตั้ง เพราะเห็นคะแนนจากพี่น้องประชาชนคนรักประชาธิปไตย มากมายเต็มผืนแผ่นดินไทย

พรรคพลังประชาชน ได้เสียงเกือบจะถึงครึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางการ กดดัน อย่างหนัก และการเล่นนอกกติกาของ ขุนทหาร และ ข้าราชการชั่วช้า


แต่พลันการนับคะแนนจบสิ้น อำมาตยาชั่วช้า สำแดงฤทธิ์อีกครั้ง มีการเปิดเกมต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้กลไกขององค์กรที่ น่าเชื่อถือ ให้ใช้ดุลพินิจจนกลายเป็นองค์กรที่ ไม่น่าเชื่อถือ คราวนี้ อำมาตยาธิปไตย ไม่ได้ร่วมมือ ขุนทหาร เพราะ ทำงานพลาด ประเคนความลับรั่วไหล มาให้ ประชาทรรศน์ แบบเต็มสำรับ จึงหันไปร่วมมือกับ นายธนาคารยักษ์แห่งหนึ่ง ที่นั่งเป็นที่ปรึกษาอยู่


เดินเกมกันเต็มสูบ กระสุนเพียบ คอยดูดีๆ ตาจ้องอย่ากะพริบ วันโหวตลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีกลางสภา เกมเก่าๆ ของเฒ่าการเมืองที่เคยถนัดกำลังจะผุดขึ้นมาอีกครั้ง


นายธนาคารเหล่านี้ จำได้ไหม เคยเอาภาษีอากรของประชาชนตาดำๆ ไปปู้ยี่ปู้ยำในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ แทนที่เขาเหล่านั้นจะนึกถึงบุญคุณของประชาชน กลับไปอิงแอบ อำมาตยาชั่วช้า ที่เดินเกมเข้าทาง ไข่เค็มเหม็นเน่าแห่งอันดามัน ที่เป็นแกนนำพรรคการเมืองอยู่


ตอนแรกไม่ค่อยเชื่อข่าวนี้มากนัก แต่วันนี้ไปถามคนในแวดวงการเมืองเขารู้กันหมดว่า อำมาตยาชั่วช้า เดินเกมจริงหรือไม่ อย่างไร


ป๋า...กำลังพยายามอยู่ คือคำตอบที่ สมุนนักการเมืองพรรคเก่าแก่ คนหนึ่งไปถาม หัวหอกนายธนาคารใหญ่


ข้อมูลพร้อมเพรียง ในเรื่อง มือสกปรก ที่มาวุ่นวาย ยุ่มย่ามกับการเมือง ถูกตีแผ่ออกมาแบบนี้ แม้เป็นเสียงซุบซิบ จากที่ ไม่เคยเชื่อ ต้องกลับมา ฟังหูไว้หู และตอนนี้ เชื่ออย่างสนิทใจ ว่า ใช่ มือสกปรกมีแน่นอน ที่เข้ามายุ่มย่ามกับการเมืองอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หลอกลวงผู้คน มาตลอดเวลาว่า หนูไม่ยุ่...ง...หนูไม่เกี่ย...ว


มือถือสาก ปากถือศีล แบบนี้นี่เอง


ไม่รู้จะว่าอย่างไรกับ พรรคการเมืองเก่าแก่ อวดอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอดหลายสิบปี กลับยอมรับในอำนาจนอกระบบในวันนี้ เพียงเพื่อให้ตัวเอง เป็นต่อ ในเกมที่มัน ควรจะจบลงไปแล้ว และยอมรับผลโดยดุษฎี


การเฉลยหน้าไพ่ตรงกัน 60-65 ใบ คือเป้าหมาย ใบแดง ร่วมกันของ พรรคเก่าแก่ กับกลุ่ม อำมาตยาชั่วช้า


ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า มันเป็นตัวเลขที่ตั้งเป้า ตั้งเกณฑ์ กำหนดกันออกมา และให้คนเกี่ยวข้องไปจัดการให้ถึงเป้าหมายนี้


หากเป้าหมาย 60-65 ใบแดง ไม่สำเร็จ


หากเป้าหมาย นายธนาคารโยนเศษเงินคว่ำโหวตในสภา ไม่สำเร็จ


เป้าหมายต่อมาคือ การ ยุบพรรค


ยุบพรรค!!! เพราะเป็น นอมินีทักษิณ


ในฐานะของคนไปใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน ซึ่งได้เรียกร้องหลายครั้งหลายหน ความพอเหมาะพอควร ที่ว่านั้นคืออะไร


หรือจะถึงเวลาจัดการขั้นเด็ดขาด ขุดรากถอนโคน เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป


เพราะหาก เล่นนอกเกม นอกกติกา กันบ่อยๆ พร่ำเพรื่อ ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย กันแบบนี้ เห็นทีบ้านเมืองจะไม่ไปไหน


เดินหน้า-อยู่กับที่-ถอยหลัง ไปเรื่อยๆ เป็นวงจรอุบาทว์แบบนี้คงไม่ได้


ย้ำหลายครั้งว่า กลไกในระบอบประชาธิปไตย ควรปล่อยเป็นไปโดยธรรมชาติ


คนที่อยู่ข้างนอกวงที่ขีดคั่นเอาไว้ อย่าใช้อาณาบารมีมาเกี่ยวข้อง หรือทำให้เบี่ยงเบน หยุดแทรกแซง ตามราวี


หากเป็นลูกผู้ชาย? แน่จริง ตั้งพรรคการเมือง มาสู้กันในสนามเลือกตั้ง ตัวต่อตัว ไม่ดีกว่าหรือ?


มิเช่นนั้นอาจจะใกล้เวลาที่ต้องเอาเข้าห้อง ไอซียู เพราะคติมีว่า ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ในเมื่อ มืออันสกปรก ย่อมมี เชื้อโรคมากมาย และ อาจจะเน่าเฟะ ได้ หากปล่อยเอาไว้ในอนาคต


รวมถึงการกำหนดให้มีการจัดการขั้นเด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน กับกลุ่มก๊วนที่ฝักใฝ่การกระทำนอกระบบมาอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อกฎหมายใช้ย้อนหลังได้ ประตูนี้ท่าจะดี คือ ออกกฎหมายให้


ยุบพรรค เพราะเป็น นอมินี มือสกปรก...ได้ไหม?


ยุบธนาคาร เพราะเป็น นอมินี มือสกปรก...ได้ไหม?


สังคมไทยยกย่องให้เกียรติผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาและอัยการมาช้านาน จะเปลี่ยนเป็น ดูแคลนหมิ่นหยาม หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. 5 ท่าน

สามเหลียมดินแดง

· หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำวัน จันทร์ที่ 7 มกราคม 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวเป็นครั้งแรก นับแต่เถลิงศกใหม่



· ต้อนรับศักราชใหม่ ด้วยความเศร้าที่มาเยือนหัวใจไทยทุกคน เมื่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ นำความทุกข์โศกวิโยคสุดจะพรรณนามาสู่คนไทยทั้งแผ่นดิน พระเมตตาที่ทรงมีต่อทุกคน จะจดจารอยู่ในหัวใจไทยทุกคนมิรู้ลืม



· ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน คือภาษิตที่ใช้ได้ดีเสมอ โดยเฉพาะในยามนี้ ต้องจับตาดูว่า กกต. 5 คน มีค่ามากน้อยเพียงใด แต่ละคนแต่ละท่านจะหอบเอาศักดิ์ศรีเกียรติยศผู้พิพากษาศาลฎีกา และรองอัยการสูงสุด มาให้ คนไทยค่อนประเทศถ่มน้ำลายรดและหลู่เกียรติ ในบั้นปลายชีวิตหรือไม่



· สังคมไทยยกย่องให้เกียรติผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาและอัยการมาช้านาน จะเปลี่ยนเป็น ดูแคลนหมิ่นหยาม หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. 5 ท่านนี้ ในฐานะตัวแทนแห่งวิชาชีพที่ได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า ดีพอกับตำแหน่ง กกต. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของใคร อำนาจของผู้ใด ใครของจริงหรือคนไหนของปลอม ดูกันไม่ยาก



· มือที่มองไม่เห็น ไม่น่ากลัวเท่ากับ มือที่เห็นๆ กันอยู่ของ กกต. ที่สะบัดใบเหลือง ใบแดง ถล่มพรรคพลังประชาชน โดนไปแล้ว 7 ใบ เป็นเหลือง 4 แดง 3 แต่พรรคอื่นบริสุทธิ์ผุดผ่อง เดินตัวปลิว วิ่งฉิวเข้าสภาไปแล้วเกือบหมด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนแทบจะกระดิกตัวไม่ได้ และ ก่อนวันเลือกตั้งก็ไม่ถูกร้องเรียนสักแอะ แต่หลังเลือกตั้งกลับถูกร้องคัดค้านมากที่สุด



· สมชัย จึงประเสริฐ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แฉหลักฐาน พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล มานั่ง คุมสำนวนสอบสวนเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งตัวมาให้ กกต. แต่เป็นการร้องขอจาก สดศรี สัตยธรรม เพราะถูกคนโรคจิตโทรศัพท์ข่มขู่ และ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส่งมาให้ดูแลความปลอดภัย กกต. หญิงเดี่ยว เป็นกรณีพิเศษ แต่เหตุไฉนเมื่อมาถึง กกต. จึงได้นั่งคุมสำนวนสืบสวนสอบสวนแทนอารักขาสดศรี หรือว่า รับจ๊อบพิเศษ หือ?



· กรณี ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล หากคนโวยวายไม่ใช่ เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่ง รู้จักชัยยะดีตั้งแต่หัวจรดเท้า จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ชัยยะจะยอมถอยออกไปจากงานคุมสำนวนสืบสวนสอบสวนหรือไม่ เรื่องแบบนี้ ท่านผู้พิพากษาทั้งหลายรู้ดี กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา บอกได้ไหมท่านมีเจตนาเช่นไรที่ปล่อยให้ ชัยยะ ศิษย์สนธิ มานั่งคุมสำนวน โดยไม่มีอำนาจและหน้าที่ หรือจะเก็บไว้ไปให้การในศาล?



· เจตนารมณ์ของการให้มี กกต. ก็เพื่อให้เป็นองค์กรอิสระ แต่ ภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กลับร้องขอให้ ตำรวจสันติบาล 709 นาย มาเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ทั้งๆ ที่ กกต. มีเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนอยู่ 1,200 คน โดยมี สมชัย จึงประเสริฐ กำกับดูแล มีอิสระเต็มร้อย ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด แต่ว่าทำงานไม่เป็นที่พึงพอใจของประธาน กกต. เพราะ สืบสวนสอบสวนล่าช้าไม่ทันใจใครบางคน



· น่าสงสัยว่าเหตุใด ประธาน กกต. จึงดิ้นรนหาช่องเปิดทาง ให้ตำรวจสันติบาล เข้ามาแทรกแซง กกต. ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นคือว่า ตำรวจสันติบาลอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ซึ่งเป็น สมาชิก คมช. รูปการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ประธาน กกต. ยังมีหน้ามาคุยโวว่า กกต. ยุคนี้เป็นอิสระ เป็นกลาง ได้อีกหรือ?



· เหตุผลของ ประพันธ์ นัยโกวิท ที่บอกว่า ใบแดงเขต 1 บุรีรัมย์ ถูกเสนอมาจาก กกต.บุรีรัมย์ และไม่ได้เรียกผู้ถูกร้องคัดค้านมาชี้แจง เพราะไม่มีเวลาสอบสวน เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น และทำให้อดคิดไม่ได้ ขณะเป็นรองอัยการสูงสุด ได้สั่งฟ้องหรือยกฟ้อง เพราะไม่มีเวลาสอบสวนไปกี่คดี



· ในฐานะที่ต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ร้องและผู้ถูกร้อง กกต. ต้องมีเวลารับฟังให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่ากรณีจังหวัดอื่นมีเวลารับฟัง แต่กรณี จ.บุรีรัมย์ ไม่มีเวลาฟัง ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่า กกต. เป็นกลางหรือไม่ เที่ยงธรรม และให้โอกาสผู้ถูกร้องหรือไม่ เพิ่งจะรู้ว่า ความยุติธรรมที่ผู้แทนราษฎรจะได้รับ ขึ้นอยู่กับเวลาของ กกต. ด้วยว่าจะ ว่าง หรือไม่



· ฝรั่งต่างชาติจับตามองการเมืองไทย ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง แล้วก็ชี้ว่า นี่คือการรัฐประหาร การยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดย ใช้ กกต. เป็นผู้ปฏิบัติการ และใช้ใบเหลือง ใบแดง เป็นอาวุธ เข้ายึดอำนาจจากผู้แทนของประชาชน ด้วยการ ตัดสิทธิไม่ให้เป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาแล้ว



· บทสรุปของประเทศไทยในสายตาต่างชาติก็คือว่า ประเทศนี้ยังห่างไกลจากการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะยึดตามความพอใจของผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เป็นสำคัญและสูงสุด ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน เอวังก็พังด้วยประการฉะนี้แล ไทยแลนด์



· หาข่าวมาขายประสา จงรัก ภักดีราช มีเพียง เหตุผลเดียว ที่ สมัคร สุนทรเวช จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คือ ศาลฎีกาสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่หลังจากนั้น แผ่นดินจะลุกเป็นไฟลามไหม้ไปเผาใครบ้าง ไม่กล้าคาด ไม่กล้าทาย ในฐานะข้าแผ่นดิน เป็นห่วงก็แต่ พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ประเทศไทยสงบร่มเย็น ดูท่าจะห่างไกลและไม่เป็นจริง เป็นแน่แท้



· บรรหาร ศิลปอาชา ประกาศแล้ว เลือกยืนข้างพรรคพลังประชาชนไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อแผ่นดิน สาย สุชาติ ตันเจริญ และ ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ไม่น้อยกว่า 20 ชีวิต ก็มากันพร้อมหน้าแล้ว จึงไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล และทำให้ ความฝันของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นจริง ได้



· คำถามเพียงข้อเดียวที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตอบก็คือว่า เมื่อประชาชนมอบฉันทานุมัติให้พลังประชาชนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว เหตุใดประชาธิปัตย์จึงไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน หรือว่า เป็นฝ่ายค้านมานาน จึงอดอยากปากแห้ง และไส้กิ่ว เพราะ ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายปีแล้ว?

บุรีรัมย์ป่วนหนักแฉ!โจรค้านเลือกตั้ง

บรรยากาศการเลือกตั้งที่บุรีรัมย์ปั่นป่วนหนัก หลังประชาชนไม่ไว้วางใจการทำงานของ กกต. เพราะพบข้อสงสัยหลายประการ ล่าสุดพบตัวตั้งตัวตีในการนำพยานเข้าร้องเรียนต่อ กกต. เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีลักทรัพย์ยามวิกาล แต่ยังกล้าออกมาแสดงตัว แถมเจาะจงพบ พ.ต.อ.สังวรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ขณะที่คำพูดประธาน กกต.บุรีรัมย์ ยังคงสร้างความกังขา ส่อจุดชนวนม็อบขยายตัว เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัด ที่ชาวบ้านเริ่มส่งสัญญาณความไม่พอใจในความเอนเอียงของเจ้าหน้าที่รัฐ


จากกรณีมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าผู้สมัคร พรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.บุรีรัมย์ มีการแจกเงินให้กับผู้ฟังการปราศัย โดยที่ผู้สมัครทั้ง 3 คน ประกอบไปด้วยนายรังสิกร ทิมาตฤกะ นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้นำเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ไปก่อนหน้านี้แล้วว่ามีการสร้างพยาน หลักฐานเท็จเพื่อให้ร้ายผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน โดยบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ กกต. จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น


ล่าสุดยังพบว่า นายเปียง โสมวิเศษ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นคนนำนายสมปอง โสมวิเศษ บุตรชาย พร้อมด้วยเพื่อนรวม 4 คน ไปแจ้งเรื่องการแจกเงินต่อ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต.บุรีรัมย์ เมื่อ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีหมายจับของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดที่ จ.441/2548 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 ต้องหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยคดีเกิดขึ้นในท้องที่ อ.อาจสามารถ มีอายุความ 10 ปี นับต้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2541 ไม่เกินวันที่ 5 กรกฎาคม 2551


โดยนายเปียง มีที่อยู่ตามการขอมีบัตรประชาชนเมื่อ 6 มีนาคม 2539 ที่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 11 ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์


สงสัยโจรโผล่ค้านเลือกตั้ง


กรณีดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตุว่าเหตุใด นายเปียง ที่หลบหนีหมายจับกุมอยู่ จึงสามารถลอยนวลอยู่ได้โดยใช้ชีวิตตามปกติ และยังกล้าที่จะเข้าแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ของทางราชการ โดยเฉพาะการเลือกนำลูกชายและเพื่อนๆ เข้าแจ้งความ ต่อ พ.ต.อ.สังวรณ์ หนึ่งใน กกต.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็น รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ที่มีอำนาจในการจับกุมได้ทันที


ขณะที่กลับกันก็เกิดเป็นประเด็นสงสัยว่าเหตุใด พ.ต.อ.สังวรณ์ ซึ่งเป็นนายตำรวจ จึงไม่จับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับตามคำสั่งศาล และการไม่จับกุมดังกล่าวจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีความผิดทางวินัย และทางอาญาหรือไม่


ฉะ!ปธ.กกต.บุรีรัมย์ทำป่วน


ทั้งนี้ จากประเด็นที่ก่อให้เกิดความกังวลสงสัยหลายประการดังกล่าว จึงทำให้เกิดมีการชุมนุมของชาวบ้านนับหมื่นอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มั่นใจว่า กกต.บุรีรัมย์ จะทำงานด้วยความโปร่งใส และเมื่อมีการชุมนุมเพื่อขอคำอธิบายในการดำเนินการ ก็ยังได้รับฟังคำพูดจากนายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.บุรีรัมย์ ในลักษณะสร้างความแตกแยก และบ่ายเบี่ยงที่จะพูดถึงข้อเท็จจริงและอธิบายประเด็นสงสัย ก็ยิ่งเป็นการสร้างไม่พอใจให้กับชาวบ้านมากยิ่งขึ้น


แหล่งข่าวระบุว่ากรณีดังกล่าว กกต. กลาง คงรจะเป็นผู้สะสางปัญหา เพราะขณะนี้ กกต. บุรีรัมย์ ขาดความเชื่อถือจากปราชนไปแล้ว และ กกต.กลาง เองก็ต้องตอบคำถามในกรณีที่ ตัดสินให้ใบแดง ส.ส. ในเขต 1 โดยไม่มีการเรียกไปสอบสวนด้วยเช่นกัน เพราะขณะนี้มีข่าวลือเรื่องการมีใบสั่ง ให้กกต. สกัดกั้นพรรคพลังประชาชนหนาหูมาก จนประชาชนไม่มั่นใจ


ร้องกฤษฎีกาตีความแจกใบแดง


น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า ยังสับสนการให้


ใบแดง ส.ส. เขต 1 บุรีรัมย์ ทั้ง 3 คน เพราะมีข้อมูลที่แตกต่างจากที่เป็นข่าว เพราะจริงๆ แล้ว กกต.จ.บุรีรัมย์ ไม่ได้เสนอให้ใบแดง จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจว่าขั้นตอนการได้รับใบแดงอยู่ที่ขั้นตอนไหนกันแน่ เมื่อถึง กกต.กลางแล้ว ทำไมจึงไม่มีการเรียกว่าที่ ส.ส.ไปชี้แจง


พรรคพลังประชาชนมีเอกสารหลักฐานที่ระบุคำพูดของผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ ที่บอกว่าไม่เคยให้ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมกันนี้พรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 7 มกราคม นี้ว่ากระบวนการให้ใบแดง อาจไม่สอดคล้องกับระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อขอให้เป็นกรณีศึกษา เพราะตอนนี้ยังมีว่าที่ ส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง


ม็อบขยายตัวตรวจสอบกกต.


ส่วนผู้ชุมนุมที่ จ.บุรีรัมย์นั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นสิทธิ์ทำได้ หากอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งนี้ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น หรือมีกรณีแปลกประหลาดในการให้ใบแดงเกิดขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะสอบถามได้ และถ้า กกต.พิจารณาอย่างชัดเจน เที่ยงธรรมแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไร กกต.ได้


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนนับหมื่นคน ในขณะที่ข้อมูลของ กกต. มีการรายงานว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 5 พันคน รวมท้งหลังการให้สัมภาษณ์ของประธาน กกต. บุรีรัมย์ ทำให้เพิ่มจำนวนผู้ที่ไม่พอใจมากขึ้น และอาจจะทำให้จำนวนผู้ชุมนุมมากขึ้นด้วย


เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็มีกระแสข่าวว่าจะมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยเช่นเดียวกัน


อ้างเป็นทหารข่มขู่พยานพปช.


ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คุ้มครองพยานของว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่มีการร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และในส่วนที่กกต.ยังไม่มีการประกาศรับรองในหลายเขตเลือกตั้ง อาทิเขตเลือกตั้งที่ 1


จ.ศรีษะเกษ และเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.นครพนม ที่ถูกบุคคลลึกลับตามไปข่มขู่ถึงที่พัก โดยเฉพาะใน


จ.นครพนม มีการอ้างตัวเป็นทหารของกองอำนวยการรักษาความมั่นภายใน (กอ.รมน.) ภาค 2 ดังนั้น


กกต.ควรมีมาตราการช่วยดูแลปกป้องสำนวนที่สอบอยู่เป็นความลับด้วย


นักวิชาการติงกกต.ต้องชี้แจงได้


ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิรันดร์ กุลฑานันท์ นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวถึงกรณีประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาคัดค้านการให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่การให้ใบเหลือง หรือใบแดงแก่ผู้สมัครรายใดนั้นไม่ใช่เป็นอำนาจของกกต.จังหวัด แต่เป็นอำนาจของกกต. กลาง และการให้ใบเหลืองหรือใบแดง กกต.จำเป็นต้องสามารถอธิบายให้ความเข้าใจแก่ประชาชนได้ เพราะหากประชาชนผู้เลือกตั้งยังสงสัยกกต. ก็อาจจะเป็นจำเลยของสังคมได้


ทั้งนี้ การเมืองหลังการเลือกตั้งกำลังดำเนินเข้าสู่ภาวะปกติตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย เป็นความหวังของประชาชนที่จะมีรัฐบาลโดยเร็ว การพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจะต้องคำนึงถึงหลักยุทธศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย


เจ๊สดปากดีท้าพปช.ฟ้องศาล


ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ชุมนุมแสดงความไม่พอใจการทำหน้าที่ไม่เป็นกลางของ กกต.บุรีรัมย์ ว่าหากเห็นการกระทำทั้งของ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เป็นกลาง หรือการพิจารณาของ กกต.กลางไม่เป็นธรรม ก็ไปฟ้องศาล ศาลจะได้วินิจฉัยให้ชัดเจน


พร้อมกันนี้ยังกล่าวหาด้วยว่าการอยู่เบื้องหลังหรือมีส่วนรู้เห็นให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวหรือกดดัน กกต.เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อประเทศไทยมีกระบวนการทางกฎหมายหรือศาล ก็ควรใช้กฎหมายดำเนินการมากกว่า


สดศรียันไม่ต้องเรียกสอบ

นางสดศรี ยังกล่าวอีกถึงการให้ใบแดงโดยไม่มีการเรียกไปชี้แจงด้วยว่า หาก กกต.จังหวัดสืบสวนสอบสวนแล้วพบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง กกต.กลาง ไม่จำเป็นต้องเรียกผู้ถูกตัดสิทธิ์มาชี้แจง เพราะ กกต.กลางได้มอบอำนาจให้ กกต.จังหวัดดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว


สำนวนที่ กกต.พิจารณาขณะนี้มีจำนวนมาก หาก กกต.กลางทำเองทุกเรื่อง อาจจะทำไม่แล้วเสร็จ ส่วนที่กล่าวหาว่า กกต.จังหวัดวางตัวไม่เป็นกลางก็ให้นำหลักฐานมาแสดง เพราะทุกอย่างที่เป็นสำนวนมีการบันทึกปากคำเป็นหลักฐานทั้งหมด และเรื่องนี้ กกต.จังหวัดได้เรียกทั้ง 3 คนมารับทราบและได้ชี้แจงข้อกล่าวหาไปแล้ว ซึ่ง กกต.จังหวัดมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ กกต.กลางจะเป็นผู้สรุปว่าควรให้ใบแดงหรือไม่


อนึ่ง ก่อนหน้านั้น ผอ.กกต.บุรีรัมย์ ได้กล่าวขัดแย้งกันว่า กกต.บุรีรัมย์ ไม่ได้มีมติให้ใบแดง ว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 คนดังกล่าว


ชี้ชาวบุรีรัมย์ร้องเรื่องปกติ


ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการที่นางสดศรีออกมาท้าใหเฟ้องศาล ว่านางสดศรี น่าจะเข้าใจผิด เพราะพรรคพลังประชาชนไม่ได้มีปัญหากับ กกต. เพียงแต่เรียกร้องในเรื่องการปฏิบัติให้เป็นไปตามกติกาในการให้ใบเหลืองหรือใบแดงเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการกระทำของ กกต.ในทุกเรื่อง


ส่วนกรณีการชุมนุมของชาวบ้านที่จ.บุรีรัมย์ ตนเห็นว่า เป็นเรื่องปกติที่ถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปี 2544 ที่มีประชาชนไปชุมนุมที่หน้า กกต. ซึ่งอยากให้กกต.เห็นใจชาวบ้านและขอให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกประชาชนหลังการเลือกตั้งที่พวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น


รวมทั้งมั่นใจว่ากรณีใบเหลือง ใบแดงนั้น จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เพราะอย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพูดก็ถูกต้องคือ ส่วนใหญ่ว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนทั้ง 65 คน ที่ถูกแขวนนั้นอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน หากจะมีการเลือกตั้งใหม่คะแนนก็ไม่ไหลไปทางประชาธิปัตย์แน่นอน


อ้างคมช.ไม่แทรกองค์กรอิสระ


ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึง มือสกปรกและพูดถึงแผนบันได 4 ขั้นของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่อาจเกี่ยวเนื่องถึงการแจกใบแดงอย่างน่าสงสัยของ กกต. นั้น พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า เป็นเรื่องตลก ใครพูดแบบนี้ไม่ดี เป็นไปไม่ได้ ทุกหน่วยที่ คมช.แต่งตั้งขึ้นมีความเป็นอิสระทั้ง คตส. กกต. จนบางครั้งหน่วยงานเหล่านั้นรู้สึกว่า คมช.ทำเหมือนทอดทิ้ง


ที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งชี้ว่า คมช.ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายการทำงานขององค์กรต่างๆ ที่ได้จัดตั้งขึ้นมา เป็นเรื่องของผู้ที่เสียผลประโยชน์พยายามหาเรื่องกดดัน กกต.หาก คมช.ทำได้จะทำมากกว่านี้อีก คงจะไม่ทำแค่นี้ จะต้องเอาเยอะกว่านี้แน่นอน


สมเจตน์โบ้ยนักการเมืองจัดม็อบ


พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า ที่พรรคพลังประชาชนออกมาโวยวาย เพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ ซึ่งอยู่ดีๆ จะมีมวลชนเป็นหมื่นคนออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างไร มันต้องมีการบริหารจัดการ ใน จ.บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ของใคร ใครเป็น ส.ส.ก็ไปคิดกันเอาเอง หากคิดว่าไม่มีความผิดก็ไม่ต้องกลัว ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา สมาชิกของพรรคพลังประชาชนคนอื่นก็ได้รับการรับรองผลจำนวนไม่น้อย เพราะ กกต.เห็นว่าไม่มีใครมาร้องเรียน ทำถูกต้องตามกฎหมายการเลือกตั้งจึงรับรอง แต่บางส่วนที่ยังไม่รับรอง เพราะมีการร้องเรียนว่าทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง กกต.ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน หากผลออกมาแล้วผิดจริงก็ต้องยอมรับ


แต่พอเห็นว่าการแจกใบแดงเป็นการเสียผลประโยชน์ของพรรคตัวเองก็ออกมาโวยวายกันใหญ่โต ทุกวันนี้การเมืองไทยเราจึงเป็นแบบนี้ เราจึงได้นักการเมืองประเภท เสือ สิงห์ กระทิง แรด เข้ามาบริหารบ้านเมือง


กัดพปช.ใช้เงินซื้อหรือเปล่า


ส่วนที่มีการระบุว่ามีมือมืดจากภายนอกพยายามเข้ามาสกัดกั้นไม่ให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่าเป็นแค่พยายามหาหนทางที่เอามาอ้าง ตรงไหนที่เขาคิดว่าไม่เป็นไปตามความต้องการของเขา เขาก็พยายามที่จะว่าผู้มีอำนาจคนโน้นคนนี้เข้ามากดดัน ทำไมถึงไม่พูดบ้างว่า ส.ส.ที่ได้มี 233 เสียง ว่ามีอำนาจเงินที่ไปกดดันมาหรือเปล่าถึงได้


ส่วน คมช. กังวลหรือไม่ว่าการแจกใบเหลืองใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนจะทำให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า หากคนที่ได้รับใบเหลืองใบแดงไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดถือว่าไม่ชอบธรรม แต่หากไปทำผิดมาก็ต้องได้รับผลตรงนั้น หากทุกคนยอมรับผลจากการกระทำของตัวเองและคำตัดสินก็จะไม่มีเหตุวุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ อยาให้ทุกคนให้กำลังใจการทำงานของ กกต.ทุกท่าน โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์


ฉะบิ๊กคมช.หมิ่นเสียงประชาชน


ขณะที่นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ. สมเจตน์ ว่าการพูดดังกลาวโดยเฉพาะเรื่องการใช้เงวิน เป็นการดูหมิ่นวิจารณญาณของประชาชน


เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้แม้พรรคจะถูกแรงเสียดทานมากแต่ประชาชนยังไว้วางใจจึงอยากขอให้เคารพสิทธิในการตัดสินใจของประชาชนและขอให้คมช.เข้ามามีส่วนร่วมปูทางในระบอบประชาธิปไตยของประเทศอย่างแท้จริง


ส่วนที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นว่า พรรคที่ได้ใบเหลือง ใบแดงมากเพราะไม่สามารถควบคุม กกต.ได้ถือว่าเป็นการพูดที่ไม่สมเหตุสมผล หรือในทางกลับกันพรรคการเมืองที่ได้ใบเหลือง ใบแดงน้อยแสดงว่าสามารถแทรกแซง กกต.ได้


ปชป.แก้ต่างแค่สมมุติเรื่องใบแดง


ส่วนกรณีที่ กกต.มีแนวโน้มจะแจกใบแดงให้พรรคพลังประชาชน มีจำนวนเหมือนกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์พูดไว้ จนเสมือนว่าได้รับรู้ข้อมูลล่วงหน้านั้น บรรดาผู้เกี่ยวข้องต่างก็ออกมาแก้ตัวกันพัลวัน


นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวต้องไปถามนายสุเทพ เอาเอง


ส่วนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการแจกใบแดงไม่มีใครรู้ล่วงหน้า การที่นายสุเทพ อกมาพูดเป็นเพียงการประเมินทั่วไปเท่นั้น ซึ่งนายสุเทพระบุว่า เป็นการสมมติเท่านั้น คือนับไปตั้งแต่ 20 - 50 ไปหยุดที่ 60


7 ม.ค.กกต.เดินหน้าสอยต่อ


ขณะเดียวกันนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองกล่าวว่า วันที่ 7 ม.ค.นี้ กกต.จะพิจารณาสำนวนเรื่องร้องเรียนประมาณ 75 สำนวน โดยเป็นสำนวนจากฝ่ายสืบสวนของ กกต.ประมาณ 30 สำนวน และสำนวนของตำรวจสันติบาลประมาณ 45 สำนวน โดยสำนวนที่มาจากสันติบาลจะเสนอเข้าที่ประชุมในวันดังกล่าวทั้งหมด


โดยเฉพาะสำนวนที่เกี่ยวข้องกับว่าที่ ส.ส.จะถูกนำมาพิจารณาลำดับแรก ส่วนสำนวนที่เกี่ยวกับ ส.ส.ที่สอบตกจะพิจารณาหลังเปิดสภาไปแล้ว เพราะไม่มีผลกระทบต่อการเปิดประชุมสภา


ทั้งนี้ มั่นใจว่า กกต.จะพิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จได้ก่อนเปิดประชุมสภาเพื่อให้มีจำนวน ส.ส.ร้อยละ 95 เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาได้


ยิงถล่มหัวคะแนนพปช.บุรีรัมย์


ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเกิดเหตุมือปืนไม่ทราบจำนวน ขับปิกอัพบุกยิงถล่มบ้าน นายประเสริฐ พาพันธ์ อบต.บ.ชุมพรพัฒนา ต.ยายแย้มพัฒนา หัวคะแนนผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 บุรีรัมย์กลางดึก กระสุนถูกบ้านและรถยนต์รวม 18 นัด เจ้าตัวยันไม่เคยขัดแย้งกับใครเชื่อเกี่ยวข้องกับการเมือง


นายประเสริฐ เล่าว่า หลังคนร้ายยิงถล่มบ้านกลางดึก ตนกับลูกเมีย ไม่กล้าออกจากบ้านไปแจ้งความ เกรงคนร้ายจะยังซุ้มรอยิง จนรุ่งเช้าได้ไปแจ้งความ จากการตรวจสอบพบหัวกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 6 เม็ด หมอนรองกระสุน 17 แผ่น และปลอกกระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 ตกอยู่บริเวณริมถนนห่างจากตัวบ้านประมาณ 15 เมตร


นายประเสริฐ ยืนยันว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง หรือขัดแย้งกับใครมาก่อน แต่ยอมรับว่าช่วงการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ได้เป็นหัวคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชน เขต 1 จนผู้สมัครทั้ง 3 คน มีคะแนนทิ้งห่างพรรคอื่น


ตร.เลี้ยงโจร

บังเอิญผมอาจจะเป็นคนที่ดูหนังแนวบู๊ หรือแนวสืบสวนสอบสวนมากไปสักหน่อย


พอเห็นบางเรื่องบางราวที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง บางทีก็เลยอดที่จะเอามานึกเทียบเคียงกันไม่ได้


เพราะหลายเรื่องหลายราวที่ออกมาเป็นหนัง เป็นละคร ก็มีเค้าโครงที่มาจากเรื่องจริงทั้งนั้น จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่เอามาเติมสีสันให้มันน่าดูขึ้นมาอีกสักหน่อย


เวลาที่ดูหนังฮ่องกง หรือจะเป็นหนังฝรั่งก็ตามที จะเห็นว่าบรรดาตำรวจมือปราบมักจะเลี้ยงผู้ร้าย หรือพูดง่ายๆ ว่า เลี้ยงโจร เอาไว้เป็นสายให้กับทางราชการ


แน่นอนว่าคนพวกนี้ต้องมีวิธี กำกับ กันเป็นพิเศษ ข่มขู่บ้าง จับมาซ้อมบ้าง หรือบางทีก็ให้เงินไปใช้บ้าง รวมไปถึงการทำไม่รู้ไม่เห็นกับความผิดที่เคยไปก่อไว้


จะเรียกว่าเป็นการ แลกเปลี่ยน กันก็ได้


หรือจะเรียกว่า แบล็กเมล ก็คงจะไม่ผิดมากนัก


การใช้งานคนพวกนี้ หากมองในแง่ดีก็คงจะพอมีประโยชน์อยู่ ตรงที่ว่าคงไม่มีใครที่จะรู้เท่าทันโจรได้ดีไปกว่าโจรด้วยกัน


แต่มันก็เป็นวิธีการที่ สุ่มเสี่ยง ด้วยพื้นฐานของคนเหล่านี้เอง


รวมทั้งยังเป็นวิธีการที่นอกเหนือไปจากตำรา และวิธีการปฏิบัติของตำรวจ เพราะเป็นวิธีการที่ ผิดกฎหมาย


อย่างน้อยก็เป็นการ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ที่เห็นโจรยืนอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ยอมจับกุมมาดำเนินคดี


เป็นการเสี่ยงที่ปล่อยให้คนที่ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง หรือกติกาสังคม ออกมาลอยนวลร่วมกับคนบริสุทธิ์ โดยที่ยังไม่ได้รับโทษทัณฑ์ หรือได้รับการ ขัดเกลา


แม้ว่าในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ตำรวจจะเลือกวิธีการ เลิกใช้งาน คนเหล่านี้ ด้วยวิธี ปิดปาก อันเนื่องมาจากเริ่มรู้มากเกินไป


แต่ในหนังเหล่านั้นก็สะท้อนให้เห็นบ่อยครั้งว่า ตำรวจที่นิยมวิธีการ นอกกฎหมาย เช่นนี้ ตัวเองก็มักจะเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในกติกา และใช้โจรเป็นเครื่องมือใน ทางโจร อยู่บ่อยๆ


จนหลายครั้งหลายหนที่นั่งดูหนัง ยังแอบสงสารโจรซะด้วยซ้ำไป เพราะสุดท้ายแล้ว ตำรวจ ในเนื้อเรื่อง กลับเลวระยำยิ่งกว่า


แทนที่โจรเหล่านี้จะมีโอกาสรับโทษทัณฑ์ และกลับเนื้อกลับตัวไปเป็นคนดีของสังคมซะที


ก็กลับต้องมาถูกข่มขู่บังคับให้ ทำเลว อยู่ร่ำไป


...จบจากเรื่องหนัง เรื่องละคร มาที่เรื่องจริง


การทำงาน มากเรื่อง และทำให้คนทั้งประเทศ กังวล ของ กกต. กำลังจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่


ในเมื่อประชาชนออกเสียงเลือกตั้ง ตัวแทน ของเขามาตามเจตนาประชาธิปไตย แต่กระบวนการกลับมาสะดุดอยู่ที่ กกต.


โดยที่หลายต่อหลายเรื่องยังเป็นไปด้วยความน่าเคลือบแคลงสงสัย


สารพัด ข่าวลือ ทำท่าว่าจะคล้ายหรือเหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริง


ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในการให้ ใบแดง กับพรรคพลังประชาชน หรือข่าวลือ ใบสั่ง จาก มือสกปรก ให้สกัดกั้นพรรคการเมืองเดียวกันนี้อย่างสุดฤทธิ์


นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวน่าสนใจ สืบเนื่องจากการให้ใบแดงที่บุรีรัมย์


ที่มี นายเปียง โสมวิเศษ ชาวบ้าน ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ นำทีมชาวบ้านที่มีทั้งลูกชายและเพื่อนๆ ไปแจ้งต่อ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล กกต.จ.บุรีรัมย์ ว่าได้รับเงินซื้อเสียงจากผู้สมัครพรรคพลังประชาชน คนละ 100 บาท


ความน่าสนใจในเนื้อเรื่องอยู่ตรงที่ว่า พ.ต.อ.สังวรณ์ นอกจากเป็น กกต. แล้ว ยังเป็น รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์


ส่วนนายเปียง นอกจากจะเป็น พลเมืองดี แล้ว ก็ยังเป็น ผู้ต้องหา ตามหมายจับที่ จ.411/2548 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน


ซึ่งหมายความว่า หากตรวจเจอตัวที่ไหน ก็จะต้องจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที


และขณะเดียวกัน คนที่มีความผิดติดตัว หรืออย่างน้อยก็มี หมายจับ หากไม่คิดจะ มอบตัว ก็ไม่น่าจะหาเรื่องออกมาค้าความ หรือหาเรื่องเกี่ยวพันกับตำรวจอย่างนี้


ปัญหา กกต.บุรีรัมย์ ที่ชาวบ้านนับหมื่นออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยเฉพาะวาทะ ชวนตี ของ เกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต. จังหวัด เป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช่หนัง ไม่ใช่ละคร


เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะ กกต. มีหน้าที่ทำงานให้ความ เป็นกลาง แก่การเลือกตั้ง เมื่อประชาชนกังวลสงสัยก็ต้องเร่งออกมาสร้างความกระจ่าง


ไม่ใช่เที่ยวออกมา ตะแบง กล่าวหาคนอื่นไปทั่วโดยไม่ดูตัวเอง


ส่วน พ.ต.อ.สังวรณ์ ที่ได้เจอหน้ากันแบบจะจะ กับ เปียง โสมวิเศษ มาแล้ว หากยังไม่มีการจับกุม ผู้ต้องหา ก็คงจะหนีข้อกล่าวหา ละเว้น ไม่ได้แน่ๆ


เพราะ หมายจับที่ว่า มีผลครอบคลุมไปทั่วประเทศไทย และที่สำคัญ นายเปียงยังมีที่อยู่ตามเอกสารราชการในพื้นที่ของท่าน


ที่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 11 ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ด้วย


หากมีข้อมูลถึงเพียงนี้ยังติดตามหาตัวไม่ได้ ก็ เสียชื่อ ตำรวจไทยแย่


แถมหลายเรื่องหลายราวที่ผสมปนเปกันอยู่ในตอนนี้ ชาวบ้านเขาจะไปตั้งข้อสงสัยกันได้ว่า เป็นเรื่องปาหี่ หรือจะเป็นเรื่องที่มีการจงใจ กล่าวร้าย กัน เหมือนอย่างที่เป็นข่าวลือ


หรือไม่ชาวบ้านก็จะพานเอาไปเปรียบเทียบเป็นหนัง เป็นละคร ไปเสียฉิบ...!!


อภิสิทธิ์ ยังปิดปากเงียบจนกว่าจะถึง 10 ม.ค.

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าพรรคตั้งแต่เช้า งดให้สัมภาษณ์จนกว่าจะถึง 10 ม.ค. ขณะที่ ตัวแทน BMW มอบ Series 5 ให้ใช้ ระหว่างซ่อม


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด เนื่องจากต้องการยุติกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว เพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และจะให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันที่ 10 ม.ค.สำหรับ บรรยากาศทั่วไปที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้มีตัวแทนจาก บ.ผู้ผลิตรถยนต์ BMW นำรถยนต์ BMW Series 5 ป้ายแดง ทะเบียน 0091 กทม. มาให้นายอภิสิทธิ์ใช้ชั่วคราว ระหว่างที่รอซ่อมรถคันเดิม หลังประสบอุบัติเหตุช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันมีบรรดาแกนนำและส.ส. ทยอยเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรค
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.กทม. เป็นต้น

"มั่น" ยันผด.ยังไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้

รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน "มั่น พัธโนทัย" ยัน พรรคยังไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้ ย้ำจุดยืนยังร่วมหัวจมท้ายกับชาติไทย ขณะที่ วัฒนา อัศวเหม ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าแล้ว


ดร.มั่น พัธโนทัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยัน หากมีความเคลื่อนไหวภายในพรรค จะแจ้งให้ทราบ แต่ขณะนี้ต้องรอให้พ้นงาน
พระราชพิธีและรอการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ก่อน แต่จุดยืนของพรรคยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคชาติไทย
อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวสมาชิกพรรคกดดัน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรค และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตประธานนโยบาย
และยุทธศาสตร์พรรคนั้น ดร.มั่น ปฏิเสธ ไม่ใช่การกดดัน เพราะทุกคนยังเชื่อฟังและเข้าใจกันดี

สำหรับ บรรยากาศที่บ้าน นายวัฒนา นั้น หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการหารือของแกนนำพรรคมีสื่อมวลชนมารอติดตามเคลื่อนไหว
อย่างคึกคัก ขณะที่ นายวัฒนา ได้ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า และได้โทรมาแจ้งให้แม่บ้านมาบอกสื่อว่า วันนี้ไม่มีการแถลงข่าวและ
คาดว่าจะกลับบ้านในช่วงบ่าย

'ชลิต'ชี้ผู้ว่าบุรีรัมย์คุมม็อบไม่ได้ต้องพิจารณาตัวเอง

รักษาการประธาน คมช.ชี้ หาก ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ควบคุมม็อบกดดัน กกต.ไม่ได้ ควรพิจารณาตนเอง พร้อมระบุยังไม่จำเป็นต้องเรียกสอบ เนวิน หรือประกาศกฎอัยการศึก


พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คมช. กล่าวก่อนบันทึกเทปโทรทัศน์รายการพิเศษเนื่องในวันกองทัพไทย ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 โดยกล่าวว่า การที่ม็อบบุรีรัมย์ ชุมนุมประท้วงกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จังหวัดนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดูแลเรื่องดังกล่าว หากผู้ว่าราชการจังหวัดทำไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเอง

ทั้งนี้ พลอากาศเอกชลิต กล่าวอีกว่า สถานการณ์การชุมนุมในจังหวัดนั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องเรียกตัว นายเนวิน ชิดชอบ อดีต ส.ส.ที่มีฐานเสียงหนาแน่นในจังหวัดบุรีรัมย์มาสอบสวน และคงไม่ถึงขั้นจะประกาศกฎอัยการศึกในจังหวัด


ยงยุทธชี้ไม่ได้ทำผิด ยันถูกสร้างพยานเท็จ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกให้เข้าชี้แจงคำร้องในวันที่ 8 ม.ค. 2551 โดยยืนยันว่า มีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแน่นอน รวมทั้งไม่ได้มีการข่มขู่พยานตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเอกสารต่างๆ รวมทั้งพยานที่มาให้ข้อมูลกับกกต.ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างพยานเท็จขึ้นมา

"เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะเชื่อว่าสิ่งใดที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและเป็นธรรมกับทุกคน ผู้ที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองก็คงจะต้องเลือกทางนั้นมากกว่า"นายยงยุทธกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าวว่า เป็นหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคที่จะดำเนินการประสานงาน ซึ่งมั่นใจว่าแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำงานชี้แจงได้แน่นอน ซึ่งการดำเนินการหรือพยายามจะเป็นรัฐบาลด้วยวิธีใดก็ตาม ถือเป็นการทำลายระบบ และหากฝืนมากเกินไปก็ทำลายประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งจากแกนนำพรรคพลังประชาชนมายังทีมงานในจังหวัดเชียงราย ให้เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องพยาน ทีมงานหาเสียง รวมทั้งเอกสารการหาเสียงต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าให้ปากคำกับ กกต.กลาง ในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยเน้นการหาตัวพยานบุคคลและเอกสารสำคัญ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ต่างในการสอบสวน กรณีถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำหลักฐานการขนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.เชียงราย เข้ากรุงเทพฯ

ขอขอบคุณ www.thaiinsider.info