WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 8, 2008

วิสัชนาการเมือง [8 ม.ค. 51 - 19:36]

ความหวาดระแวง ตั้งแต่ครั้งเมื่อเกิดวิกฤติการเมือง ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองบ้านเราไม่ค่อยจะมั่นคง ยกตัวอย่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมว่าบรรยากาศภายในทางการเมืองจริงๆ ก็อยากจะเจรจาสงบศึก เพียงแต่ว่า อะไรบางอย่างที่ค้ำคออยู่ อะไรบางอย่างที่ร่วมมือกันก่อขึ้นมา ภารกิจบางอย่างที่ต้องสานต่อให้จบ ทำให้ ต้องเดินหน้าเป็นเส้นขนานระหว่างพรรคการเมืองสองขั้ว

ระหว่างพลังประชาชนกับประชาธิปัตย์

ถึงแม้พลังประชาชน หรือไทยรักไทยเดิมจะถูกยุบพรรคอีกกี่ครั้ง ก็ยังเป็นขั้วการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปัตย์ ยิ่งอำนาจนอกระบบเข้ามากดดันมากเท่าไหร่ ยิ่งเล่นการเมืองกันพลิกแพลงเท่าไหร่

ยิ่งพลังประชาชนถูกทุบมากเท่าไหร่

ก็จะทำให้ขั้วการเมืองขั้วนี้แข็งแรงยิ่งขึ้น อย่างหนึ่งที่มองเห็นคือ การรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น ไม่เฉพาะคนในพรรคเท่านั้นแต่หมายรวมไปถึง ประชาชนที่เลือกข้างพรรคนี้ด้วย อย่างที่ผมเคยย้ำไปแล้วว่าจะเข้าทำนอง การเมืองภาคนิยม ไประยะหนึ่ง

ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองต้องระวังตัวมากขึ้น และจะต้องใช้ผลงานเป็นตัวตัดสินมากขึ้น ในวิกฤติจากการยึดอำนาจที่ผ่านมาก็มีโอกาสที่แทรกอยู่

คือการพัฒนาทางการเมืองไปสู่พรรคใหญ่สองหรือสามพรรค

ปัจจัยหนึ่งก็คือ การเมืองภาคนิยมเป็นตัวบังคับ ใครที่จะลงภาคใต้ถ้าไม่สังกัดประชาธิปัตย์ก็ต้องคิดมากหน่อย ใครจะลงภาคเหนือภาคอีสานถ้าไม่สังกัดพลังประชาชนก็หืดขึ้นคอ

จะเพราะกระแสหรือกระสุนก็เป็นอีกเรื่อง

คนระดับหัวหน้าพรรคหรือแกนนำคนดังๆยังเดี้ยงมาแล้ว เป็นบทเรียนราคาแพงที่สุด ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นการเมืองภาพรวมในอนาคต

และอนาคตทางการเมืองต่อจากนี้ไปจะถูกล็อกโดยอำนาจของประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้อีกนั่นแหละ แม้จะมีม่านสีเขียวเข้ามาบดบังอย่างไรก็ทานอำนาจประชาชนไม่อยู่ ที่พลังประชาชนได้มาถึง 233 ที่นั่งกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่เหนียวแน่น

ประการแรกได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะถูกพิษใบแดง สมมติให้ 63 ใบเลยก็ยังเหลือเสียงสนับสนุนอีกตั้ง 170 เสียง ยังชนะประชาธิปัตย์อยู่ดี

หรือถ้าถูกใบเหลือง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน เชื่อว่าพลังประชาชนก็นอนมาเหมือนเดิมหรือถ้าโดนใบแดง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการรับรองผลการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้เพิ่มเสียงให้กับประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเลือกตั้งใหม่ หรือเลื่อนลำดับคะแนนขึ้นมา

ถ้าหนักหนาสาหัสถึงขนาด ถูกยุบพรรค อีกกระทอกเชื่อว่า ส.ส.ที่ได้การรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.แล้วก็คงไม่เข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน น่าจะไปหาพรรคใหม่สังกัดหรือไม่ก็เข้าไปอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลที่จับขั้วกันไว้แล้ว และนี่คือความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่มีวันตาย.


“หมัดเหล็ก”


คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


ทนายแจง3เหตุกลับไทย กราบพระศพ-คิดถึงลูก-สู้คดี [8 ม.ค. 51 - 09:10]

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 อสมท วันนี้ (8 ม.ค.) กรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 09.40 น. วันนี้ ผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า คุณหญิงพจมานเดินทางกลับถึงประเทศไทยในเวลา 09.40 น. วันนี้ แน่นอน โดยตนและทีมทนายความรวมทั้งผู้ใกล้ชิดจะเดินทางไปให้การต้อนรับ

ที่ปรึกษากฎหมายอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า คุณหญิงพจมาน ก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่ประสงค์จะมากราบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และคิดถึงลูก เหมือนแม่ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่กับลูกมาเป็นเวลานาน รวมทั้งต้องการแสดงความบริสุทธิ์ โดยการมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลเพื่อต่อสู้คดีที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณหญิงพจมานตัดสินใจเรื่องดังกล่าวเมื่อใด นายนพดล กล่าวว่า เรื่องนี้ คุณหญิงพจมานตัดสินใจเองที่จะเดินทางกลับมาในช่วงระยะเวลานี้ และตัดสินใจมาเป็นเวลานานแล้ว โดยหลังจากเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะเดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง เพื่อยื่นขอประกันตัว จากนั้นเดินทางต่อไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

ต่อข้อถามว่า มั่นใจว่าจะได้รับการประกันตัวใช่หรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ตนคงไม่ก้าวล่วงดุลพินิจของศาล อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีอาญาตามปกติ ถือเป็นสิทธิของจำเลยตามรัฐธรรมนูญที่จะยื่นขอประกันตัว เนื่องจากคุณหญิงพจมานเดินทางมาด้วยตนเอง ไม่ได้เดินทางเพราะถูกจับกุมตัว เพื่อมาแสดงความบริสุทธิ์ใจในการต่อสู้คดีที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง หากได้รับการประกันตัว ก็จะกลับไปพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น จะเดินทางกลับประเทศไทยตามกรอบระยะเวลาเดิม คือ เม.ย. นี้ ส่วนจะได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่ อยู่ที่ศาล แต่เชื่อว่าจำเลยไม่มีเจตนาหลบหนี มีที่อยู่ชัดเจน และไม่ได้ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ศาลอาจอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งคราวได้

เมื่อถามว่า เป็นเพราะพรรคพลังประชาชนจะได้เป็นรัฐบาล คุณหญิงพจมาน จึงเดินทางกลับประเทศในช่วงนี้ นายนพดล กล่าวว่า คุณหญิงพจมานกล่าวก่อนการเลือกตั้งหลายหน ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย และเวลาในขณะนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ มุ่งการปรองดอง ประชาธิปไตยกลับคืนมา ส่วนพรรคพลังประชาขน หรือ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้กลับคืนปกติพอสมควร


‘นพดล'ยืนยัน‘คุณหญิงพจมาน' บินกลับไทยวันนี้สู้คดีที่ดินรัชดาฯ

นายนพดล ระบุว่า การเดินทางกลับประเทศไทยของคุณหญิงพจมานในวันนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเดินทางมาแสดงความบริสุทธิ์ใจในการต่อสู้คดีต่างๆ ซึ่งในวันนี้คุณหญิงพจมานจะเดินทางไปปรากฎตัวต่อศาลฎีกา และขอประกันตัว ในคดีที่ประมูลซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมถึงจะเดินทางมาต่อสู้ในคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ด้วย
เขา กล่าวอีกว่า คุณหญิงพจมาน ยังมีจุดประสงค์ที่จะเดินทางมาเคารพพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และต้องการที่จะอยู่ดูแลลูก หลังจากที่ไม่ได้อยู่กับลูกมาเป็นเวลานาน
ขณะที่เช้านี้สื่อมวลชนหลายแห่ง ได้เฝ้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังมีรายงานข่าวคุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาโดยการบินไทย เที่ยวบิน TG603 จากฮ่องกงมาถึงสนามบิน สุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 09.40 น.
ด้านพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางกลับมาของคุณหญิงพจมานในครั้งนี้ ไม่ได้มีการประสานงานมา ซึ่งก็คงจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลต่อไป
"ไม่ได้มีการประสาน พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้มีการคุยกัน ไม่ได้มีการต่อสายอะไร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแล"พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเช้านี้
คุณหญิงพจมาน และพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกอัยการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีที่คุณหญิงพจมาน ประมูลซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ซึ่งอาจไม่ถูกต้องเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในการกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ จึงไม่สามารถทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ ซึ่งรวมถึงคู่สมรสด้วย
ขณะที่เมื่อก.ย.50 ศาลอาญามีคำสั่งให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หลังบุคคลทั้งสองไม่มารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไอ กรณีอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น(SC)


จาก hi-thaksin

'หญิงอ้อ'บินกลับไทย 8ม.ค.มอบตัวศาลฏีกา ทันทีสู้คดีที่ดินรัชดาฯ ตร.อารักขาเต็มที่

'หญิงอ้อ'บินกลับไทย 8 ม.ค.เวลา 09.40 น. มอบตัวสู้คดีขึ้นศาลฎีกา-ขอประกันทันที คดีที่ดินรัชดา-ตร.อารักขาเข้ม 'ดีเอสไอ'จ้องอายัดตัวคดีหุ้น ตร.สั่งระดมกำลัง ตม.กองปราบฯอารักขา เลขานุการศาลฎีกาเผยต้องนำตัวมาส่งให้ศาลฯแผนกคดีอาญาฯ ทันที

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งระดมกำลังอารักขาและดูแลคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางจากฮ่องกงเข้าประเทศไทยในเช้าวันที่ 8 มกราคม ก่อนนำตัวไปส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหมายจับในคดีการทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประสานกำลังกับตำรวจกองปราบปราม ระดมกำลังเพื่ออารักขาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่จะเดินทางจากฮ่องกง กลับประเทศไทย เพื่อมารับข้อกล่าวหาที่ถูกออกหมายจับคดีทุจริตซื้อที่ย่านรัชดาภิเษก

คาดว่าคุณหญิงพจมานจะเดินทางจากฮ่องกงด้วยสายบินไทย เที่ยวบินทีจี 603 ถึงไทยเวลา 09.40 น. วันที่ 8 มกราคม ซึ่งทาง พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ฝ่ายกิจการพิเศษ จะเดินทางไปรับคุณหญิงพจมาน ที่สนามบินก่อนนำตัวไปส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหมายจับ

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมทนายความคุณหญิงพจมาน เดินทางไปประสานกับศาลฎีกาฯเพื่อขอประกันตัวคุณหญิงพจมาน ด้วยวงเงิน 5 ล้านบาท

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดเผยว่า แกนนำของพรรค พปช.ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยกับคุณหญิงพจมานระหว่างอยู่ในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ทีมทนายได้ตรียมความพร้อมในการยื่นประกันตัวให้คุณหญิงพจมาน และเชื่อว่าสามารถขอประกันตัวได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะศาลให้สิทธิยื่นประกันตัวอยู่แล้ว และคุณหญิงพจมานก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง

ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังอดีตนายตำรวจคนติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับคำตอบว่า คุณหญิงพจมานจะเดินทางไปยังศาลฎีกาฯทันที ดังนั้น สื่อมวลชนไม่ควรมารับที่สนามบิน แต่ควรไปรอที่ศาลฎีกาจะดีกว่า

ด้านนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวถึงกระแสข่าวที่คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ตามหมายจับคดีดำหมายเลข อม.1/2550 สำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก จะเดินทางกลับเข้าประเทศว่า หากคุณหญิงพจมานกลับเข้าประเทศจริง ตำรวจจะต้องจับกุมตัวตามหมายจับพร้อมนำตัวไปตรวจสอบว่าเป็นบุคคลตรงตามหมายจับหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลคนเดียวกัน จะต้องนำตัวมาส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ทันที

นายรักเกียรติกล่าวา หากตำรวจนำตัวคุณหญิงพจมานมาส่งศาลในวันที่ 8 มกราคมจริง องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาก็สามารถออกนั่งบัลลังก์เพื่อสอบคำให้การจำเลยได้ โดยในชั้นนี้เป็นเพียงการสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น ผู้พิพากษาเพียง 3 คน จากองค์คณะ 9 คน สามารถออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีได้ทันทีเพราะยังไม่ใช่ขั้นตอนการพิจารณาคดี ทั้งนี้ จำเลยยังมีสิทธิยื่นขอประกันตัวได้ แต่จะได้ประกันหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล

'จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าคุณหญิงพจมานจะเดินทางกลับมา' เลขานุการศาลฎีกาฯ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ มี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยร่วมกัน ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ไม่กลับเข้ามามีแต่คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 มาต่อสู้คดี องค์คณะผู้พิพากษาสามารถไต่สวนคดีเฉพาะคุณหญิงพจมานได้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องรอจำเลยที่ 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซีแอสเสท ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วย หากคุณหญิงพจมาน กลับเข้าในประเทศจริง พนักงานสอบสวนดีเอสไอ มีสิทธิขออายัดตัวคุณหญิงพจมานเพื่อดำเนินคดีด้วย หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ สอบคำให้การแล้วในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ

ที่โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎมหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) แถลงว่า พรรค พปช.ไม่เคยพูดกันว่าจะออกกฎหมายมายุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญและมีประชาธิปไตยแล้ว คตส.ควรยุติการทำงาน เนื่องจาก คตส.มาจากการยึดอำนาจ ในระบอบประชาธิปไตย คตส.จึงไม่มีบทบาทที่จะทำงาน จึงอยากให้ คตส.พิจารณาตัวเอง และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครมาทำงานแทน เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจหน้าที่ทำงานต่อได้

'ส่วนการต่อสู้คดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมที่จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณกลางเดือนเมษายนแน่นอน' นายนพดลกล่าวและว่า ขอยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่เข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และไม่คิดว่ากระบวนการยุติธรรมไทยนั้นสามารถแทรกแซงได้ หลังเดินทางกลับประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณจะทำงานสาธารณกุศลโดยไม่ฝักใฝ่ หรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

วันเดียวกัน ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการ คตส.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนคดีโครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทร แถลงผลการประชุมคตส.ชุดใหญ่ว่า ตนได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานตรวจสอบคดีบ้านเอื้ออาทรให้ที่ประชุมรับทราบ โดยคดีนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.คดีการทุจริตรายโครงการ ซึ่งเป็นลักษณะของการสมคบกันระหว่างเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) กับเอกชน ในการนำที่ดินราคาถูกมาขายแพงเกินจริง ซึ่งในส่วนของโครงการร่มเกล้า-บางพลี อยู่ระหว่างสรุปผลการไต่สวน ส่วนอีก 3 คดีคือ โครงการรังสิต คลอง 9 โครงการกบินทร์บุรี และโครงการอรัญประเทศ กำลังอยู่ระหว่างสรุปผลการตรวจสอบเพื่อเสนอตั้งคณะกรรมการไต่สวนในวันที่ 14 มกราคมนี้

นายแก้วสรรกล่าวว่า ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นคดีการทุจริตแบบโควต้า และเรียกรับสินบน ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและความมั่นคงของมนุษย์ คนหนึ่งมารับตำแหน่ง และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินโครงการจากเดิมที่ให้บริษัทจัดหาที่ดินมาเสนอขาย กคช.เป็นแปลงๆ มาเป็นระบบโควต้า โดยเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามารับส่วนแบ่งงานที่เหลืออยู่จำนวน 2 แสนหน่วย ในราคาคงที่ คือ 2 แสนบาทต่อยูนิต ไม่ว่าที่ดินจะถูกหรือแพง ทำให้เกิดการทุจริตขึ้น เพราะเอกชนที่มารับงานจะจ่ายสินบนเพื่อให้ได้โครงการ ในราคาหน่วยละ 1 หมื่นบาท

'หากคิดรวมทั้งหมดจะเป็นเงินถึง 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่ง คตส.เข้าตรวจสอบพบว่ามีหลักฐานการทุจริตชัดเจนในกรณีบริษัท พาสทิญ่า ไทย จำกัด มีการจ่ายเงินให้กับนักการเมืองคนหนึ่งโดยมีกระบวนการฟอกเงินผ่านคนขับรถ แม่บ้าน และพนักงานบัญชี ไปเข้าสู่บริษัทผู้ส่งออกข้าวรายหนึ่ง เบื้องต้นมีการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 'นายแก้วสรรกล่าว

นายแก้วสรรกล่าวว่า จากการติดตามเส้นทางเงินหลัง กคช.สั่งจ่ายเงิน พบว่ามีบริษัทอื่นๆ นอกจากพาสทิญ่า ที่จ่ายสินบนผ่านนักการเมืองจำนวน 8 บริษัท เบื้องต้นอนุกรรมการ คตส.เคยเสนอ คตส.ชุดใหญ่ไปแล้วว่า หากเอกชนรายใดให้ความร่วมมือ จะไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีสินบน และจากการเชิญทั้ง 8 ราย มาสอบปากคำ มี 7 บริษัทยอมให้ความร่วมมือ มีเพียงบริษัทเดียวที่ไม่ให้ความร่วมมือ
นายแก้วสรรกล่าวว่า จากการตรวจสอบ ทำให้ได้ข้อมูลชัดเจนมีกระบวนการฟอกเงินเกิดขึ้นจริง และมีการจ่ายสินบนโดยพบยอดเงินทั้งหมดจำนวน 1,200 ล้านบาท พบว่ามีการจ่ายสินบนให้นักการเมือง คนกลาง และพบบุคคลธรรมดาเข้ามาร่วมกระบวนการฟอกเงินมากขึ้น

'คณะอนุกรรมการไต่สวนจึงมีมติที่จะแจ้ง คตส.ชุดใหญ่ให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในกลุ่มใหม่ ได้แก่ นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ หน้าห้องอดีตรัฐมนตรี นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย นางรัตนา แซ่เฮ็ง และผู้บริหารหญิงบริษัท ไทยเฉนหยู จำกัด' นายสักกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกลุ่มใหม่นี้ อดีตนักการเมืองคนหนึ่งถูกข้อกล่าวหาสนับสนุนการทุจริต ขณะที่อดีตนักการเมืองอีกคนหนึ่งถูกข้อหาเป็นคนกลางเรียกรับสินบน โดยพบว่าได้รับเงินจากส่วนต่างในการทำโครงการบ้านเอื้ออาทร เป็นเงิน 7 ล้านบาท ส่วนเอกชนถูกข้อกล่าวหาเป็นตัวกลางในการกระทำความผิด

ขณะที่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาเดิมก่อนหน้านี้ คือ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการ กคช. และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ผู้บริหารบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด และผู้บริหารบริษัทพาสทิญ่า
นายแก้วสรรกล่าวว่า ส่วนคดีการทุจริตแบบโควต้า คณะอนุกรรมการไต่สวนยังตรวจการทุจริตส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้บริหาร กคช.ที่รับหน้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำโครงการตามนโยบายของรัฐมนตรี แต่มีการถอนเรื่องออกจากสารบบ และให้ดำเนินการใหม่ เช่น โครงการบางขุนเทียน เดิมมีการเสนอราคาที่ 3.9 แสนบาทต่อยูนิต แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นแบบโควต้า ราคายูนิตละ 4.2 แสนบาท ทำให้รัฐเสียหายไปกว่า 200 ล้านบาท ทำให้การตั้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ต้องเพิ่มบุคคลอีก 1 คน คือนางชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ อดีตผู้ว่าการ กคช. จากเดิมนางชวนพิศถูกตั้งข้อกล่าวหาในโครงการร่มเกล้า-บางพลีไปแล้ว ซึ่งเป็นการตั้งข้อกล่าวหาทุจริตต่อหน้าที่ ยังตรวจไม่พบว่ามีการเรียกรับสินบน

นายแก้วสรรกล่าวว่า สำหรับเงินในการทุจริต 1,200 ล้านบาท เบื้องต้นตรวจพบว่ามีการฟอกเงินโดยผ่านคนขับรถ แม่บ้าน และโอนออกไปยังฮ่องกง โดยอ้างว่ามีการซื้อขายสินค้า และโอนกลับมาที่บริษัทส่งออกข้าว ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการอยู่ระหว่างติดตามเงินดังกล่าวว่าไปอยู่ที่ไหน หากพบก็จะใช้อำนาจอายัดไว้ พร้อมทั้งส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

'การตรวจสอบคดีเอื้ออาทร มักจะมีคนบอกว่าไม่ค่อยคืบหน้า และมีการระบุว่า ผมมีการเจรจาตกลงกับใครไว้ แต่จากผลการตรวจสอบวันนี้ คงยืนยันได้ว่าเป็นอย่างไร เชื่อว่าจากหลักฐานที่ชัดเจน น่าจะใช้เวลาเพียง 3 เดือนน่าจะปิดสำนวนได้ ถือว่าคดีบ้านเอื้ออาทรเกมแล้ว' นายแก้วสรรกล่าว

นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่คุณหญิงพจมานจะมามอบตัวสู้คดี ทุกอย่างจะได้เข้าสู่ขั้นตอน ตามขั้นตอนแล้วหลังจากที่เข้ามอบตัวที่ศาลฎีกา แผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว คุณหญิงพจมานต้องเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ต้องหาในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนคงให้ประกันตัวชั่วคราวเนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี


คาถาแจกใบแดง-ใบเหลือง กกต.ต้องเข้มแข็ง-ยึดข้อกฎหมาย


รายงานพิเศษ

กำลังเป็นที่จับตาในเรื่องการแจกใบแดง-ใบเหลือง อีกทั้งยังมีกลุ่มมวลชนออกมากดดันการทำหน้าที่ของกกต.จังหวัด และกกต.กลาง จนกลายเป็นที่วิตกกังวลของสังคมว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร จะโน้มเอียงตามกระแสกดดันหรือไม่

อดีต กกต.ชุดแรกได้แจกแจงถึงหลักการทำหน้าที่ของกกต. ไว้ดังนี้

สวัสดิ์ โชติพานิช

อดีตกกต.ด้านสืบสวนสอบสวน


ขั้นตอนการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต. ขั้นตอนแรกต้องตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนก่อน มีพนักงานป้องปราม พนักงานหาข่าวจากหลายหน่วยงาน โดยจะดูจังหวัดที่มีการแข่งขันสูงเป็นเป้าหมายหลัก หรือจังหวัดมีการซื้อเสียงมาก

การทำงานนั้น ทางกกต.จังหวัดทำ หน่วยงานส่วนกลางก็ทำ เพราะการร้องเรียนไม่แน่ว่าจะร้องที่กกต.กลางหรือกกต.จังหวัด แต่เรามีระเบียบว่าหลังเลือกตั้ง 3 วัน กกต.จังหวัดต้องรายงานผลมาว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่

หลักในการทำงานต้องเร็ว เพราะรัฐธรรมนูญเก่ากับปัจจุบันคล้ายกันว่าหลังเลือกตั้ง 30 วันต้องเรียกประชุมรัฐสภา มาตรการตรงนี้ไม่ได้บังคับแต่เร่งรัดการทำงาน แต่เราต้องรู้ความจำเป็น ประเทศชาติต้องมีรัฐบาล ต้องเรียกประชุมภายใน 30 วัน ต้องรู้ว่าต้องตั้งประธานสภา แล้วภายใน 30 วันต้องตั้งนายกรัฐมนตรี

ประธานสภาต้องตั้งโดยพรรคที่มีเสียงข้างมาก เราต้องเคลียร์ตรงนี้ให้ได้ จะปล่อยให้พรรคเสียงข้างมากมีเรื่องร้องเรียนค้างคาอยู่มากไม่ได้ ถ้าปล่อยให้ค้างคาแล้วเอาไว้สอยทีหลัง คิดดูว่าจะเกิดปัญหามากมายแค่ไหนกับประเทศชาติ เราต้องเร่งทำ ต้องทำหามรุ่งหามค่ำ

การทำงานของเรามีอยู่อย่างหนึ่งว่า แม้จะแบ่งงานกันทำแต่ทุกคนมีสิทธิ์ ผมทำด้านสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ของผมไปสอบสวนอย่างไร ใครสนใจอยากรู้ข้อมูลก็เอาไปได้เลย ไม่ต้องผ่านผม ท่านอยากจะดูสำนวนเรื่องไหนก็มาดูได้เลย

ยกตัวอย่างเช่นที่ราชบุรี กรณีนายบุญมาก ศิริเนาวกุล ที่โดนใบแดง เรื่องก็ไม่ได้ผ่านผม ร้องเรียนผ่านอาจารย์โคทม อารียา ท่านก็เอาพนักงานสอบสวนไป เราถือว่ารับผิดชอบร่วมกัน แต่สุดท้ายต้องผ่านกกต.ทั้ง 5 คน

การทำงานแตกต่างจากชุดนี้หรือไม่

ไม่ทราบ ไม่รู้ว่าทำงานอย่างไร แต่พวกผมทำงานอย่างนี้ เราจะเรียกอบรมชุด 3 ทหารเสือ คือเราจะตั้งพนักงานสอบสวนเขตละ 3 คนเข้าไปช่วยกกต.จังหวัด เพราะต้องยอมรับว่าในพื้นที่อาจมีระบบเกรงใจกันหรือมีอิทธิพลครอบงำ ชุดของเราจะอยู่ตรงกลางและไม่ใช่คนในพื้นที่ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งมา

นอกจากนี้ยังมีทหารพระธรรมนูญเข้าไปร่วมด้วย ตรงไหนที่สงสัยก็ส่งชุดนี้ไป ผู้ใหญ่ก็ลงไปด้วย ผมลงไปด้วยเกือบทุกจังหวัด ไปให้กำลังใจ กกต.จังหวัดจะได้มีกำลังใจทำงาน และยังมีชุดวินิจฉัย เราขอมาจากกรมบังคับคดี เพราะกรมบังคับคดีทำงานแบบศาล ขอตัวมาช่วยโดยตรงเพราะเรามีอำนาจตามกฎหมาย
เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เราสั่งให้ใครไปช่วยที่ไหนก็ได้ ทหารกรมพระธรรมนูญเหมือนงานพนักงานสอบสวน แต่จำกัดอยู่ในเรื่องคดีทหาร มีการสืบสวนสอบสวนเหมือนกัน ไม่ได้ระบุแล้วแต่จัดส่งมาให้ งานก็เรียบร้อยในระดับหนึ่ง ถึงไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

การพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงอยู่ที่กกต.จังหวัดส่งมาหรือไม่

สมัยผมไม่จำเป็น ถ้าเราให้กกต.จังหวัดทำ พูดกันง่ายๆ ประสบการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าส่งมาแล้วเราเห็นว่าบกพร่องก็ต้องส่งกลับ เราจึงใช้วิธีเรียกผู้สมัครมาชี้แจงกับเราเลย ดูหน้าตาท่าทาง น้ำเสียง ผู้สมัครที่เราเรียกมาเอง ถ้าให้กกต.จังหวัดทำเราก็มืดเหมือนกัน ประสบการณ์กกต.จังหวัดอาจไม่ต้องประสงค์กับของเรา อาจต้องย้อนกลับมาอีก เสียเวลา ดังนั้น เรื่องการชี้แจง เรานำมาทำเอง

การพิจารณาใบเหลืองใบแดงไม่จำเป็นต้องเป็นกกต.จังหวัดชงเรื่องเข้ามา เพราะเขาอาจมาร้องเรียนกับเรา เรามีคนของเราอยู่แล้ว ฟังประกอบแล้วเราก็ทำ ไม่อย่างนั้นก็ยิ่งช้า มาได้หลายทาง ทั้งกกต.จังหวัด ผู้สมัครมาร้องว่าซื้อเสียง หรือจากบุคคลภายนอก เราก็รับเรื่องร้องเรียนมาสอบสวนและพิจารณาเอง

มองอย่างไรที่มีม็อบกดดัน กกต.ชุดนี้

ของผมก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มี เอารถบัสมาจอดใต้ทางด่วน แต่เราไม่หวั่นไหว เราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เราทำตามหลักฐาน ซึ่งหลักฐานที่เรามีก็รอบคอบพอ นอกจากนั้นเราให้โอกาสเขา ให้มาพบผม พวกเราก็อยากได้ประโยชน์จากเขา สังเกตลีลาท่าทางของเขา

อยากฝากให้กำลังใจกกต.ทั้ง 5 คน อยากให้เขาทำงานให้ดีที่สุด แต่วิธีการทำงานอาจจะแตกต่างกัน แต่ในเรื่องความซื่อสัตย์ เชื่อว่าทั้ง 5 คน ไม่น่าต้องระแวงสงสัยกัน 4 คนมาจากศาล สนิทกันทั้งนั้น อีกท่านมาจากอัยการ ถึงไม่เคยทำงานร่วมกันแต่รู้ว่าอัยการกับศาลอยู่ใกล้ชิดกัน

การที่ม็อบลุกฮือเป็นเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ใกล้จะกลับมาหรือไม่

เข้าใจว่าเป็นม็อบของพรรคหนึ่งที่โดนใบแดงใบเหลือง เป็นพรรคที่ทราบว่าเกี่ยวพันกับใคร แต่ประสงค์อย่างไรไม่ทราบ ทำงานอย่างนี้ให้ทุกฝ่ายพอใจคงไม่ได้ จิตใจเราต้องเข้มแข็ง ต้องอธิบายหลักกฎหมายได้ว่าทำไม

มีจุดหนึ่งที่ผมเห็นว่ายังไม่เข้าใจข้อกฎหมาย เช่น มีข่าวว่ากกต.จังหวัดให้ใบเหลือง แต่กกต.กลางให้ใบแดงนั้น ความจริงเป็นอำนาจ กกต.กลางจะตัดสินให้ใบเหลืองหรือใบแดง กกต.จังหวัดอาจบอกว่าไม่ผิด แต่กกต.กลางบอกว่าผิดได้ เป็นเรื่องปกติเพราะเป็นอำนาจของกกต.กลางทั้ง 5 คน อำนาจสูงสุดอยู่ตรงนี้ บางคนบอกว่าผิดปกติ ความจริงไม่ใช่ การตัดสินใจอยู่ที่ทั้ง 5 คน ไม่ใช่กกต.จังหวัด

สมัยผม กกต.จังหวัดกับกกต.กลางก็มีบ้างที่เห็นแย้งกัน แต่กกต.จังหวัดก็เข้าใจ โดยหลักเราฟังจากกกต.จังหวัดมาประกอบเพราะถือว่าอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ หรืออย่างบางจังหวัดรายงานมาว่าการเลือกตั้งสุจริต กกต.จังหวัดนั้นถูกปลดทั้งจังหวัดก็มี เพราะถือว่าทำงานไร้ประสิทธิภาพ มีการซื้อเสียงมากแต่กลับบอกว่าสุจริตทั้งที่เรามีหลักฐาน

คิดว่าการแจกใบแดงใบเหลืองจะทันกรอบ 30 วันหรือไม่

ถ้าทำกันจริงๆ สมัยผมวันละ 10-15 เรื่อง อยู่ที่เราจะทำงานวันละกี่ชั่วโมง เมื่อก่อนจะรู้ว่าชุดเราทำงานกันอย่างไร กินข้าวกันที่นั่น เราทำอย่างเต็มที่เพราะถือเป็นงานเร่งด่วน และเรายังเลือกตั้งซ่อมได้อีกก่อนครบ 30 วัน พวกที่โดนใบเหลืองใบแดงยังเลือกตั้งได้อีกครั้ง ทำให้ตอนนั้นไม่มีปัญหากับพรรคเสียงข้างมาก เหลือเศษอยู่นิดเดียวก็ไม่เกิดผล

ยุวรัตน์ กมลเวชช

อดีตกกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง


ในสมัยกกต.ยุคผม ท่านสวัสดิ์ (โชติพานิช) ทำสำนวนการให้ใบแดง-ใบเหลือง ต้องยอมรับว่าท่านสวัสดิ์ ทำสำนวนดีมาก เมื่อกกต.มีมติให้ใบแดงแล้วส่งไปให้กฤษฎีกา ก็จะยืนยันตามนั้นทุกครั้ง ไม่เคยมีปัญหา อาจเป็นเพราะท่านสวัสดิ์ มาจากศาล และไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญหรือตุลาการ แต่ทำหน้าที่บริหารด้วย พวกผมรอดตัวมาได้ก็เพราะท่านสวัสดิ์ ยอมรับว่าหลังแจกใบแดงไปแล้วก็ถูกกดดันบ้าง แต่เราชี้แจงได้ เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน

ห่วงกกต.ชุดใหม่หรือไม่ เพราะถูกกดดันทั้งจากผู้มีอำนาจและนักการเมือง

ยอมรับว่าเป็นห่วง เรื่องทั้งหมดมันอยู่ที่นักการเมืองด้วยกันเมื่อไหร่จะรู้จักการให้อภัย รู้จักแพ้รู้จักชนะ ถ้ารู้จักแพ้ชนะ คราวหน้าแข่งกันใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ทั้งนี้ ผมคงไม่กล้าแนะนำการทำงานของกกต.ชุดนี้ เรื่องภาพลักษณ์ของกกต. มันเป็นความเชื่อของคนที่บอกกันไม่ได้ สมมติว่าเชื่อใครสักคนก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้น แต่ผมเชื่อว่าหากกกต.ทำงานทุกอย่างไปตามหน้าที่ ยึดกฎกติกาเป็นหลัก สุดท้ายทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง

มองอย่างไรที่มีการนำม็อบมากดดัน กกต.

กกต.ต้องว่าทุกอย่างไปตามกฎหมาย เป็นเรื่องของการเมือง การเมืองก็สู้อย่างนี้ คนทำงานเป็นกกต. เหมือนเป็นกรรมการฟุตบอลต้องใจเย็น เราว่าไปตามกติกาก็จบ เชื่อว่าจะคลี่คลายและจบไปในทางที่ดี แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็เหนื่อย

สิ่งที่ผมรออยู่คือคำตัดสินของศาลฎีกาในวันที่ 15 ม.ค.นี้ อยากดูว่าคำพิพากษากรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องกกต.ทั้ง 5 คน พรรคพลังประชาชน และนายสมัคร สุนทรเวช ใน 4 ประเด็น คือ พรรคพลังประชาชนและนายสมัคร เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ขอให้การเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 15-16 ธ.ค. และการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.เป็นโมฆะ และขอให้มีคำพิพากษาว่าการแจกซีดีให้กับประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม และห้ามมิให้กกต.ประกาศรับรองผลทั่วประเทศ หรือ เพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน

ต้องรอดูคำตัดสินวันที่ 15 ม.ค.นี้ เชื่อว่าหลายเรื่องจะคลี่คลาย ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดหรือตั้งลำว่าผลที่ออกมาจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้รอดูก็แล้วกัน


'พจมาน' ขอตร. กลับไทยวันนี้ [8 ม.ค. 51 - 04:08]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7 ม.ค. ตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งศาลออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ โดยคุณหญิงพจมานจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. และเมื่อเดินทางมาถึงก็จะเดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที เพื่อยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล


ผู้ใกล้ชิดของคุณหญิงพจมานเปิดเผยว่า คุณหญิงพจมานได้ประสานงานกับทาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ในการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยในระหว่างการเดินทางไปยังศาลฎีกา โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา ผบก.ตม.ทอช. เดินทางไปรับตัวเพื่อนำส่งศาล นอกจากนั้น คุณหญิงพจมานยังได้เตรียมหลักทรัพย์จำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นหลักประกันตัวต่อศาลด้วย

“นพดล” ปากแข็งอ้างแค่ข่าวลือ

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธกระแสข่าวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณอาจเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 ม.ค. ผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิว่า คงไม่ใช่ เป็นเพียงข่าวและตรวจสอบที่มาไม่ได้ อีกทั้งตนก็ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหากคุณหญิงพจมานจะเดินทางกลับมาตามกำหนดการเดิมและคงจะมาพร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งก็คือประมาณช่วงเดือน เม.ย.นี้

ค่ำวันเดียวกัน ที่ สน.ดุสิต พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ว่า ทราบข่าวว่าในวันที่ 8 ม.ค.นี้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ทั้งนี้ได้เตรียมไว้แล้ว โดยสั่งการให้ตำรวจไปดูแลความปลอดภัยในฐานะที่คุณหญิงพจมานเป็นภริยาอดีตนายกฯ จะเดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อต่อสู้คดี จึงต้องดูแลเป็นพิเศษในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะได้จัดตำรวจหญิงให้ไปดูแลอย่างใกล้ชิด อีกส่วนหนึ่งก็ไปดูแลรักษาความปลอดภัยทั่วไปตั้งแต่สนามบิน ไปปฏิบัติภารกิจทุกที่ จนกระทั่งเย็นก็ส่งเข้าบ้าน แต่ยังไม่แน่ใจว่าคุณหญิงจะพักที่ไหน จะเป็นบ้านพักที่ซอยจรัญสนิทวงศ์หรือที่อื่นก็ดูอีกครั้ง แต่ได้เตรียมการไว้ที่บ้านพักที่ซอยจรัญฯและเตรียมกำลังตำรวจไว้อีกชุดหนึ่ง ถ้าคุณหญิงจะพักที่อื่นก็ดูแลให้ เพราะถ้าเกิดปัญหา ตนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการยืนยันเที่ยวบินหรือเวลาที่คุณหญิงพจมานจะมาถึงหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบว่า คิดว่าเป็นช่วงประมาณ 09.00 น. เป็นการเดินทางมาคนเดียว พ.ต.ท.ทักษิณไม่เดินทางกลับมาด้วย แต่ข่าวน่าเชื่อว่าจะมา และจะไม่มีการควบคุมตัวที่สนามบิน

ทางด้านนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า ในกรณีที่มีกระแสข่าวว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำเลยที่ 2 ตามหมายจับคดีดำหมายเลข อม.1/2550 สำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ที่คดีมีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จะเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยนั้น หากกลับมาจริง ตามขั้นตอนของกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการจับกุมตัวตามหมายจับ พร้อมนำตัวไปตรวจสอบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลคนเดียวกัน จะต้องนำตัวส่งให้ศาลทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาก็สามารถออกนั่งบัลลังก์เพื่อสอบคำให้การจำเลยได้ ส่วนการประกันตัวชั้นศาลนั้น จำเลยยังมีสิทธิยื่นขอประกันตัวได้ แต่จะได้ประกันหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าคุณหญิงพจมานจะเดินทางกลับมา


พปช.แจง “ทักษิณ” ไม่มีเอี่ยวตั้ง รบ. [8 ม.ค. 51 - 04:30]

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ม.ค. ที่โรงแรมเรดิสัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนว่า การที่พรรคการเมืองใดจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับใครเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจ ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณโดยสิ้นเชิง


ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยยังไม่ประกาศตัวเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการว่า เรื่องนี้ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะไม่มีหน้าที่ในการประสานจัดตั้งรัฐบาล เดี๋ยวจะผิดคิว ส่วนกรณีการฟอร์มทีมรัฐบาลและมีชื่อตนได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.มหาดไทยนั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพราะกระทรวงนี้เป็นกระทรวงใหญ่ และเพิ่งเข้ามาในพรรค ถือเป็นพระบวชใหม่ เมื่อถามอีกว่าช่วงนี้ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่ขอเปิดเผย ส่วนกรณีที่มีคนชอบพูดไปเรื่อยว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ตามกฎหมายแล้วคำว่านอมินีจะต้องเป็นตัวแทนที่ระบุอย่างชัดเจน

อ่านรายละเอียด ข่าวการเมือง


ตัวเลขแกว่งแต่ขั้วนิ่ง! [8 ม.ค. 51 - 03:04]

เป็นอันว่า ตอกตะปูปิดฝาโลงได้

เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติเป็นเอกฉันท์ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบแดงนายประกิจ พลเดช นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน นายรุ่งโรจน์ ทองศรี 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ชอบด้วยกฎหมาย

นั่นหมายความว่า ต้นทุน 233 ของพรรคพลังประชาชน โดนลบชื่อจากบัญชี

หายไปแน่ๆแล้ว 3 แบบไม่มีโอกาสลงสนามแก้ตัว

แถมล่าสุดโดนเพิ่มไปอีก 8 ใบเหลือง ที่จังหวัดอุดรธานี เขต 1 เขต 2 และเขต 3 รวมกับของเดิมที่จังหวัดนครราชสีมา เขต 3 จำนวน 3 คน จังหวัดลำปาง เขต 1 อีก 1 คน รวม 12 ใบเหลือง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเปิดซิงโดนไป 1 ใบเหลือง ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 กรณีของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ที่ตำรวจจับหัวคะแนนพร้อมเงิน 1,300,000 บาท ขณะที่พรรคชาติไทยโดน 2 ใบแดง ที่จังหวัดชัยนาท และ 1 ใบเหลือง ที่จังหวัดชัยภูมิ

3 แดง 12 เหลืองของพลังประชาชน กับ 1 เหลืองของประชาธิปัตย์

ทิ้งกันไม่เห็นฝุ่นเลย

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่ตัวเลขยังไม่นิ่งพลิกไปพลิกมา แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร ในเมื่อเซียนการเมืองระดับ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

หงายไพ่เล่นกันจะจะ

ประกาศรับหมั้นพรรคพลังประชาชน แสดงตัวแสดงตนเป็น “ปลาไหลเชื่อง”

การจับขั้วรัฐบาลนิ่งแล้ว

ล่าสุด “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเกมกระตุ้นพรรคเพื่อแผ่นดิน เหลือแค่รอการแถลงข่าวร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

ขณะที่อีกฝ่ายยังออกลีลาไว้เนื้อไว้ตัว ไม่ตกปากรับคำ

ดึงเกมออกไปก่อน

แต่หากประเมินน้ำเสียงของ ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.ระบบสัดส่วน ในฐานะผู้อาวุโสเบอร์หนึ่งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันในวันรายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

หวังว่าการเมืองจะสงบและจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆ

พร้อมพูดเปิดช่องเป็นทำนองว่า หากมีการยอมรับข้อเสนอ 5 แนวทางที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินเคยประกาศเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลไว้

ก็เชื่อในความเป็นสุภาพบุรุษของนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะปฏิบัติตาม

ลึกๆเหมือนจะนิยมชมชอบกันอยู่เป็นทุนเดิม

เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้มีสัญญาณที่ชัวร์ในระดับฟันธงได้ พรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแน่นอน

รอแต่จะแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่เท่านั้น

อีกช็อตหนึ่งก็ต้องรอลุ้นตัวเลข ส.ส.จากการเลือกตั้งซ่อมใบแดงผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนในพื้นที่อีสาน ซึ่งคนของพรรคเพื่อแผ่นดินจ่อเสียบเป็นแถว

หากจะมองเป็นจุดเปลี่ยน

มุมนี้แหละที่สำคัญ เพราะตัวเลขมันเป็นตัวผันแปรสัดส่วนโควตารัฐมนตรี

แทนที่จะได้แค่ 3-4 ตามต้นทุนเดิมที่มีอยู่ 25 ส.ส. ถ้าพลังประชาชนโดนใบแดงมากเท่าไหร่ เพื่อแผ่นดินอาจจะไต่เพดานไปถึง 4-5 เก้าอี้เป็นอย่างต่ำ

ได้ลุ้นโควตาขยับแน่ๆ

ส่วนปัญหาที่ยังกึ๊กๆกั๊กๆกันอยู่ ก็ติดแค่เงื่อนไขภายในที่นายวัฒนา อัศวเหม กุนซือใหญ่ค่ายเพื่อแผ่นดิน อยากได้เก้าอี้ที่กระทรวงมหาดไทยไว้ในโควตา

ซึ่งมันทับสัมปทานกับมวยเอกของพรรคพลังประชาชนที่เข้าแถวจองไว้หลายคิว

แต่ที่ไม่ทับสัมปทาน ได้ดั่งใจหมายปอง พรรคชาติไทยของ “บิ๊กเติ้ง” ตีตราจองกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เบิ้ลไปสองกระทรวงเกรดเอ

ถึงตอนนี้แทบจะใส่ชื่อล่วงหน้าได้ “เฮียเม้ง” นายประภัตร โพธสุธน เล็งไปที่ รมว.เกษตรฯ “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ล็อกเป้า รมว.ศึกษาธิการ ขณะที่ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจร-ประศาสน์ รั้งโควตารองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2-3 เก้าอี้ น่าจะมีชื่อของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ศิษย์ก้นกุฏิของนายบรรหาร หรือเปิดซิงหน้าใหม่อย่างนายนพดล พลเสน ส.ส.อุทัยธานี

ส่วน “ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา คงต้องรอไปถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ที่จะอายุครบ 35 ปี ครบเกณฑ์เป็นรัฐมนตรี

อะไรๆก็ได้ดั่งใจ “บิ๊กเติ้ง” ถึงรีบหงายไพ่เล่น.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


มือสกปรก

มือสกปรก

คนไทยยังคงไม่คลายโศกเศร้าจากการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กระแสมหาชนยังคงหลั่งไหลไปสักการะพระศพ ที่ศาลาสหทัยสมาคมอย่างเนืองแน่นทุกวัน

น้ำตายังคงไหลจากหัวใจคนไทยไม่หยุด

หวนมาดูการเมืองกัน ก็อย่างที่รู้ กกต. ได้ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งระบบเขตและ สัดส่วน “ลอตแรก” ตามที่รับปากแล้ว ส.ส. เขต 400 คน รับรองแล้ว 321 คน ไม่รับรอง 79 คน ส.ส.สัดส่วน 80 คน รับรอง 76 คน ไม่รับรอง 4 คน มี ยงยุทธ ติยะไพรัช, ชวลิต วิชยสุทธิ์, ธนเทพ พิมพ์สุวรรณ พลังประชาชน และ ไพฑูรย์ แก้วทอง จาก ปชป.

ใน ส.ส.เขตที่ไม่รับรอง 79 คนนั้น เป็นของพลังประชาชนถึง 65 คน ประชาธิปัตย์ 6 คน เพื่อแผ่นดิน 6 คน ชาติไทย 4 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน และมัชฌิมาธิปไตย 1 คน


ส.ส. ที่ยังไม่รับรอง กกต. จะให้เวลามาชี้แจงข้อกล่าวหาก่อน อาจได้ ใบเหลือง ใบแดง หรือใบขาว ก็ได้ กกต. ยืนยันไม่มีธงล่วงหน้า ว่ากันตามเนื้อผ้า แต่ก็น่าแปลกมาก เพราะก่อนหน้านี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ปชป. ออกมาบอกแม่นเหมือนตาเห็น

จะมีการแจกใบแดงพลังประชาชนไม่ต่ำกว่า 60 ใบ ???

ซึ่งจะมีผลต่อการจับขั้วรัฐบาลทันที เรียกว่า พลิกให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเลยนั่นล่ะ ขนาด “เอ็กซิทโพล” ของสวนดุสิตยังเบี่ยงเบนตั้ง 30% แต่สุเทพโพลตรงเป๊ะ จะไม่ให้สงสัยได้ไง

เหมือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือเป็นระยะว่า ถึง พปช. จะชนะศึกเลือกตั้งก็อย่าหวังจัด ตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีใบแดงรอสกัดอยู่อีกแยะ แรก ๆ 20 ต่อมาค่อย ๆ เพิ่มเป็น 30, 40 และ 60 ใบ จากปากนายสุเทพในที่สุด

หรือทั้งหมดคือการจัดวางของมือที่มองไม่เห็นหรือ “มือสกปรก” อย่างที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนออกมาตีปลาหน้าไซว่า มีมือสกปรกพยายามสกัดไม่ให้พลังประชาชนเป็นรัฐบาล

จะว่านายสมัครแต่งนิยายก็ใช่ที่ ในเมื่อ กกต. เองก็มีปัญหาแตกแยกให้เห็นจะจะ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ประกาศไม่ยอมรับคณะอนุ กก. ภายใต้การนำ ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบช.ส. ที่ประธาน กกต. แต่งตั้งขึ้นมาทับซ้อนกับชุดของนายสมชัยจนนายสมชัยไม่เข้าประชุม ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

ที่สำคัญ พล.ต.ต.ชัยยะถูก นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รอง หน.พรรคพลังประชาชน แฉว่าทำงานร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ มาอย่างใกล้ชิด การเอาตัว พล.ต.ต.ชัยยะมาใช้ในงานนี้จึงน่าสงสัยยิ่ง และเพราะเหตุนี้ กกต. จึงถูกมองว่าถูก “อำนาจ นอกการเลือกตั้ง” มาแทรกแซงการทำงาน

แต่นั่นละจะเป็นจริงหรือไม่ กกต. เท่านั้นรู้ดีที่สุด หาก กกต. ใช้ความเที่ยงธรรม โปร่งใส ยุติธรรม นำพาบ้านเมืองไปสู่สันติสุข กกต. ก็จะได้รับการสดุดี แต่หากทำตรงข้าม กกต. ก็จะถูกประณามเองเช่นกัน !?!

ยังไงก็ภาวนาอย่าให้เหมือน “เคนยา”เลย เคนยาเพิ่งเลือกตั้งเมื่อ 30 ธ.ค.นี่เอง มีคนมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์เหมือนไทย จน “อียู” ออกปากชมเปาะ แต่หลังจากนั้นก็นองเลือดและบานปลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 4 วันตายแล้ว 300 ศพ และยังฆ่ากันอยู่เรื่อย ๆ

เพราะอีกฝ่ายเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกปล้นชัยชนะและถูกโกงการเลือกตั้ง !!!

ไม่ว่า “มือสกปรก” ของใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ขอให้หยุดซ้ำเติมประเทศชาติได้แล้ว อย่าก่อบาปก่อกรรมมากกว่านี้เลย แค่นี้คนไทยก็โศกาดูรมากพอแล้ว.

ดาวประกายพรึก

คมช.ลงพท.พรุ่งนี้ เตือนคนบุรีรัมย์กู้ชื่อเสียงให้ตัวเอง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า ส่วนตัวจะลงไปพื้นที่ใน จ.บุรีรัมย์ในวันที่ 8 ม.ค. เพื่อไปดูสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่ว่า เคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธ์ใจ หรือเคลื่อนไหวโดยไม่ถูกต้องด้วยการมีอามิสสินจ้าง อยากไปดูว่าที่นั่น เกิดปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ในขณะนี้ต้องใช้กฎอัยการศึกเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่ พล.อ. สมเจตน์ กล่าวว่า คงไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะเชื่อว่าประชาชนที่มาจะเข้าใจและจะสามารถตอบคำถาม ที่ว่ามาด้วยวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งหากมาในเรื่องที่ว่ากรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่มีความเป็นธรรมก็คิดว่าเขาน่าจะเห็นแล้วว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในเรื่อง 3 ใบแดงแล้วว่ามีความผิดจริง จึงอยากให้ประชาชนในพื้นที่กลับไปดูว่าตัวเองถูกหลอกมาหรือไม่ และใครเป็นคนหลอกซึ่งส่วนใหญ่เราก็รู้ว่าเป็นนักการเมืองในท้องถิ่นอยู่แล้ว อยากให้คนบุรีรัมย์ต้องช่วยกู้ชื่อเสียงให้ตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าวิธิการขนคนมาชุมนุมกดดันเช่นนี้เป็นการใช้โล่มนุษย์และใช้ประชาชนเป็นตัวประกันทาง การเมืองใช่หรือไม่ พล.อ. สมเจตน์ กล่าวว่า การขนมวลชนแบบบนี้ใครดูก็รู้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ธรรมชาติ ต้องมีการบริหาร จัดการซึ่งไม่มีใครทำได้นอกจากนักการเมืองในพื้นที่ ทั้งนี้เขาคงต้องการกดดันกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (กกต.จังหวัด )และ กกต. กลาง ที่ยังมีการพิจารณาอีกหลายเรื่อง หาก กกต.จังหวัดถอดใจก็จะมีผลให้คดีต่างๆได้เลื่อน ออกไปและคนชั่วก็จะลอยนวล เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของทุกส่วนในสังคมที่จะต้องช่วยกันขจัดคนชั่ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คมช. หนักใจหรือไม่กับสถานการณ์ในขณะนี้ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดที่ จ. เชียงรายและที่อื่นๆ พล.อ. สมเจตน์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่ามวลชนที่มาแบบนี้ ไม่ได้มาด้วย ความ บริสุทธ์ใจ

เมื่อถามว่ามีมาตรการใดๆรองรับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. กล่าวว่า ไม่ได้เตรียมมาตรการอะไรไว้ คิดว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่หากมีการกระทำที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพผู้อื่นก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ

'คมช. ไม่อยากให้เกิดการชุมนุมแบบนี้ในที่อื่นๆเพราะหากสามารถกดดัน กกต.ที่นี่ได้ คนที่ได้ใบแดงในจังหวัดอื่นก็จะใช้วิธีนี้แบบนี้อีก การชุมนุมแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราไม่ต้องการแบบนั้น' พล.อ.สมเจตน์ กล่าว