WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 8, 2008

'สรรเสริญ' ย้ำ คมช. ไม่ยุ่งเกี่ยวคดี 'ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ'

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เปิดเผยถึงการประชุม คมช.เมื่อเช้าวันนี้ ซึ่งได้มีชี้แจงถึงการสนทนาระหว่างอาหารมื้อเช้าของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.บุญรอด สันทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสมาชิก คมช. ซึ่งมาร่วมครบทุกคนยกเว้น พล.อ.สพรั่ง กัญยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.

ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงกรณีการเดินทางกลับประเทศของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่ง คมช.จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดีความ พร้อมเน้นย้ำสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบดูแลความปลอดภัย ซึ่งทหารพร้อมให้ความร่วมมือหากได้รับการร้อง ขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช.จะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ด้วยว่า จะเป็นการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเบื้องหลังของกลุ่มผู้ชุมนุม


บรรยากาศที่พรรคชาติไทยเงียบเหงา

บรรยากาศที่พรรคชาติไทยเงียบเหงา หลัง 2 ว่าที่ ส.ส.ชัยนาทได้รับใบแดง วานนี้

ความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ลงมติแจกใบแดงให้กับว่าที่ ส.ส.ของพรรคคือนางนันทนา สงฆ์ประชา และ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ซึ่งเป็นว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ. ชัยนาท เนื่องจากมีพยานหลังฐานเป็นวีดีโอเทปที่มีภาพว่าหัวคะแนนของบุคคลทั้งสองติดบัตรประชาชน กระจายเงินให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับบรรยากาศในช่วงเช้าที่ผ่านมา ค่อนข้าง เงียบเหงา มีเพียงผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่พรรคเข้ามายังบริเวณที่ทำการพรรคโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคยังไม่ได้เข้ามาภายใน พรรคแต่อย่างใด


ประชาธิปไตยในกำมือ

ก่อนการเลือกตั้ง แม้จะหวั่นใจอยู่บ้างว่าเลือกแล้วจะจบไหม เหตุการณ์ในบ้านเมืองจะดีหรือไม่ สถานการณ์การเมืองจะคลายความตึงเครียดหรือไม่ และทุกคน ทุกพรรค ทุกฝ่าย จะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่

เหล่านี้คือคำถามที่วกวนกวนหัวใจอยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่รู้ว่าแม้ว่าคำตอบทั้งหมดจะคือ "ไม่" ก็ยังต้องไปเลือกตั้งอยู่ดี แต่ก็อดตั้งคำถามให้หวั่นใจไม่ได้

คำถามที่ทำให้หวั่นใจมากที่สุดก็คือ หากเลือกตั้งแล้วผลออกมาไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจทั้งนอกรัฐธรรมนูญและในรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นอย่างไร

"ปฏิวัติอีกครั้ง" เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่ถูกภาพในอดีตตามหลอกหลอน จนต้องคิดเหมือนผม

"เลือกตั้งเป็นโมฆะ" เชื่อว่ามีคนจำนวนมากก็อุตริคิดพิเรนทร์เหมือนกับผม เพราะภาพในอดีตที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยสั่งให้การเลือกตั้งโมฆะ ตามมาหลอกหลอนเช่นเดียวกัน

"ยุบพรรคพลังประชาชน" เชื่อว่าผู้คนครึ่งค่อนประเทศก็หวั่นใจกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย เพราะความพยายามที่จะหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชนมีมาตั้งแต่ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ และมาเร่งโหมกระแสกันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันลงคะแนนจนผิดปกติ อีกทั้งเคยมีการยุบพรรคการเมืองโชว์ให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก

เหล่านี้คือภาพในจินตนาการที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็ยังหวังและเชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้จะถูกฉีกบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งหลังถูกฉีก ประชาธิปไตยก็จะกลับคืนสู่ประเทศไทย และเคารพการตัดสินใจของประชาชนเสมอ จึงเชื่อว่าความคิดในทางร้ายทั้ง 3 ทาง ที่ทำให้หวั่นใจว่าหากผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ จะบังเกิดขึ้น หรือแม้แต่แนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น ก็ไม่ควรจะมี เพราะเหตุที่ว่า เรากำลังจะก้าวเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางการจับตาดูของคนทั้งโลกว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่

วันลงคะแนนเลือกตั้ง ก็ยังหวั่นใจไม่หายว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาสวนทางกับภาพฝันที่ผู้มีอำนาจคิดไว้ ประเทศไทยจะเป็นเช่นไร

วันนี้ ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ความหวั่นใจที่ควรจะลดน้อยถอยลง กลับยิ่งทบเท่าทวีคูณ เพราะดูเหมือนว่ามีความพยายามที่จะไม่ยอมรับ และปฏิเสธการตัดสินใจของประชาชนอย่างเป็นขบวนการ และทำกันทุกวิถีทางที่จะไม่ให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมากที่สุดได้เป็นรัฐบาล

ภาพในจินตนาการที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งหวนกลับมาอีกครั้ง และทำให้หวั่นใจมากขึ้น เพราะพอจะเห็นเค้าลางความโน้มเอียงที่จะเป็นจริงอยู่รำไร ไม่ไกลเกินกว่าสายตาจะแลเห็นแล้ว

"ปฏิวัติอีกครั้ง" แม้จะไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คงไม่กลืนน้ำลายตัวเอง และคงไม่อยากเห็นประเทศไทยล่มจมไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ เพราะไม่เคยมีทหารคนใดประกาศล่วงหน้าว่าจะปฏิวัติ มีแต่บอกว่า "ไม่ปฏิวัติ" ทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็ "ปฏิวัติ" เมื่อมีโอกาส โดยอ้างเงื่อนไขที่ผู้อื่นเป็นผู้ก่อขึ้น และทหารต้องเข้ามาแก้ไขทั้งสิ้น

แต่แท้จริงแล้ว ผู้ก่อการรัฐประหารนั่นล่ะ เป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจ และเงื่อนไขที่สร้างเกือบทั้งหมด คือ "เรื่องเท็จ" และ "เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้"

"เลือกตั้งเป็นโมฆะ" ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับฟ้องคดีที่มีผู้ฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะแล้วถึง 3 คดี ด้วยเหตุเดียวกันคือ การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 15-16 ธันวาคม 2550 เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ และ กกต. ไม่มีอำนาจจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า

การที่ศาลฎีการับฟ้องคดีไว้ แม้จะไม่ให้ความคุ้มครองฉุกเฉิน และระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้ก่อน แต่ก็ ทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 แขวนอยู่บนเส้นด้ายทันที และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ผู้ได้รับเลือกตั้ง ผู้จัดการเลือกตั้ง พรรคการเมือง ต่างหายใจไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศไปแล้ว ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะยุ่งยากกันขนาดไหน ไม่กล้านึกต่อจริงๆ

"ยุบพรรคพลังประชาชน" ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้รับฟ้องคดีที่มีผู้ฟ้องว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย และ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ คือหลักฐานว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย

เพียงแค่ศาลฎีการับฟ้อง และเจ้าหน้าที่ศาลมาปิดหมายศาลที่ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ก็ทำให้ข่าวแพร่สะพัดไปล่วงหน้าว่า "ยุบแน่" ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มการพิจารณาคดี ทั้งนี้ก็เนื่องจากตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาและผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด เคยสั่งยุบพรรคไทยรักไทยมาแล้ว

ทั้ง 3 แนวทางนี้ หากพิจารณากันแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่เปิดให้ แต่แนวทางที่ 3 คือ "การยุบพรรคพลังประชาชน" น่าจะเป็นหนทางที่ผู้มีอำนาจพึงพอใจมากที่สุด เพราะสามารถจำกัดวงความเสียหายได้ตามที่กำหนด

แต่ถ้าประเมินแล้วมีแรงต่อต้านมาก เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นการจองล้างจองผลาญกันเกินกว่าที่ประชาชนจะรับได้ ก็อาจจะเป็นแนวทางที่ 2 คือ "เลือกตั้งเป็นโมฆะ" ให้ไปเลือกตั้งกันใหม่ ยืดอายุการถือครองอำนาจรัฐไว้ในมือไปก่อน และขอแก้มือใหม่ ทำทุกอย่างให้ผลการเลือกตั้งใหม่ออกมาแตกต่างจากครั้งนี้

แต่ถ้า 2 แนวทางนี้ ยังหยุดไม่อยู่ และมีแนวโน้มว่าเลือกตั้งใหม่ก็ไม่แตกต่างจากเดิม แนวทางที่ 3 คือ "ปฏิวัติอีกครั้ง" ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

แม้ว่าจะยืนยันกันหลายคน หลายเสียงว่า "ไม่" แต่อาการในขณะนี้พอจับความรู้สึกได้ไม่ยากนักว่า ยังรับไม่ได้กับผลการเลือกตั้งที่ออกมา และกำลังหาทางที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้

เปลี่ยนผลการเลือกตั้งไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนพรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาล และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี จากคนที่ประชาชนเลือกมาเป็นคนที่ผู้มีอำนาจเลือกให้

นี่คือระบอบ "ประชาธิปไตยในกำมือของเผด็จการ" ที่คนไทยจะต้องเผชิญไปอีกนานเท่าไร ไม่มีใครบอกได้

ฤๅว่าบางทีประชาธิปไตยอาจจะต้องอยู่ในกำมือของเผด็จการไปชั่วชีวิตก็เป็นได้

.....นายกอ....

////////////////////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...

จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์ 8/01/08

ศาลฎีกาฯให้ประกันตัว‘คุณหญิงพจมาน'ด้วยหลักทรัพย์ 5 ล้านบาท-ห้ามออกนอกประเทศ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ประกันตัวและมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน รัชดาภิเษก วงทรัพย์สิน 5 ล้านบาท โดยได้มีการทำสัญญาประกัน ยึดสมุดเงินฝาก เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ยกเว้นจะได้รับอนุญาติเดินทางออกนอกประเทศ จนกว่าจะได้รับอนุญาติจากศาล แจ้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม.ทราบ และห้ามจำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆอันจะเป็นอุปสรรคและเสียหายต่อการดำเนินคดี ศาลฎีกาได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในเวลา 23 ม.ค.2551 เวลา 10.00 น.

ล่าสุด คุณหญิงพจมาน ได้เดินทางออกจากห้องพิจารณาคดี เตรียมเดินทางต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับข้อกล่าวหาในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซีแอสเซส และขอประกันตัว


จาก hi-thaksin

‘คุณหญิงพจมาน'เดินทางถึงศาลฏีกา!พร้อมขอประกันตัวสู้คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วด้วยชุดแต่งกายสีดำ เพื่อเข้ามอบตัวต่อสู้คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หลังจากที่เดินทางมาจากฮ่องกงถึงสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเช้าวันนี้ โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชาย พร้อมทั้งทีมทนายความรอรับที่สำนักงานศาลฯ ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นายรักษาความปลอดภัย

นายพิชิต บานชื่น หนึ่งในทีมทนายความของครอบครัวชินวัตร ที่อยู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดเผยว่า การเดินทางกลับมาครั้งของคุณหญิงพจมาน เป็นไปตามเวลาที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้คดี ส่วนตัวได้รับการประสานงานจากคุณหญิงพจมาน เรื่องการเตรียมวงเงินและทรัพย์สินเพื่อขอประกันตัว แต่มูลค่าเท่าใดนั้นไม่สามารถบอกได้และขอให้เป็นการพิจารณาขององค์คณะผู้พิพากษา--จบ--

จาก hi-thaksin

ธีรภัทร์ เชื่อ คุณหญิงพจมาน กลับมาสู้คดี ไม่เกิดความวุ่นวาย

ทำเนียบฯ 8 ม.ค.- “ธีรภัทร์” เชื่อ “คุณหญิงพจมาน” กลับไทยสู้คดีที่ดินรัชดา ไม่สร้างความวุ่นวาย วอนทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินศาล

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมามอบตัวสู้คดีกรณีที่ดินรัชดา ว่า คงไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่คุณหญิงพจมาน กลับมาต่อสู้คดีที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ตามกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งตนคิดว่าจะเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าการเดินทางกลับมาสู้คดีครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านยุติลงหรือไม่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อะไรก็ตามที่ดำเนินการตามหลักนิติธรรมตนคิดว่าน่าจะเป็นผลดีและนำไปสู่ข้อยุติ ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ได้ ก็ขอให้เป็นไปตามความถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่เป็นข้อเท็จจริง ตนคิดว่าศาลจะพิจารณาให้ความเป็นธรรม
ต่อข้อถามว่า ห่วงว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี จะออกมาเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ นายธีรภัทร์ กล่าวว่า คงไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องของกฎหมู่แต่เป็นเรื่องของกฎหมาย ดังนั้น เมื่อคุณหญิงพจมานหรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับมาต่อสู้คดีอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมาตามหลักกระบวนการยุติธรรม ตนเชื่อว่าจะเป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลต้องสั่งการดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษหรือไม่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจคงดูแลเรื่องความปลอดภัยให้อยู่แล้ว เพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุชัดเจนว่าจะดูแลในเรื่องความปลอดภัยให้อยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจ คงไม่มีปัญหาอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการเดินทางกลับมาสู้คดีครั้งนี้ไม่เกิดความวุ่นวายจะเป็นเหตุให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเดินทางกลับมาสู้คดีหรือไม่ นายธีรภัทร์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับมาเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่ใช่เข้ามาแล้วใช้อะไรที่นอกเหนือจากหลักกฎหมาย ต้องตรงไปตรงมา ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้

ต่อข้อถามว่า รัฐบาลเกรงว่าจะมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพียงแต่รัฐบาลยึดหลักกฎหมายมาตลอด ขอเพียงว่าทุกฝ่ายอย่าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความแข็งแกร่ง และเป็นสถาบันหลักของบ้านเมืองมานาน คงไม่มีฝ่ายใดเข้าไปแทรกแซงได้ ไม่เช่นนั้นฝ่ายตุลาการคงไม่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาจนถึงทุกวันนี้.- สำนักข่าวไทย

บุตรสาวคนเล็กของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้กำลังใจมารดา ที่ศาลฎีกา

ศาลฎีกา, ดีเอสไอ 8 ม.ค.- บุตรสาวคนเล็กของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไปให้กำลังใจมารดา ที่ศาลฎีกา ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัย เตรียมรับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่จะเข้ามอบตัวบ่ายวันนี้

ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะนี้เป็นไปอย่างคึกคัก มีทีมทนายความส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน นายนพดล ปัทมะ ทนายความประจำตระกูล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก และคนสนิทของครอบครัวชินวัตร มารอรับและให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ที่จะเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มามอบตัวในคดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดา

นายนพดล กล่าวว่า เป็นความต้องการของคุณหญิงพจมาน ที่จะเดินทางมาสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ที่เพิ่งเดินทางมา เพราะต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ และผ่านพ้นการเลือกตั้ง

ทั้งนี้หลังเข้ามอบตัวที่ศาลฎีกาแล้ว คุณหญิงพจมาน จะเดินทางต่อไปยังดีเอสไอ เพื่อมอบตัวในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท โดยนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรียกประชุมพนักงานสอบสวน เพื่อหารือข้อกฎหมายขั้นตอนปฏิบัติกับคุณหญิงพจมานรวมถึงการให้ประกันตัวชั่วคราว ซึ่งจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการเดินทางออกนอกประเทศด้วย

สำหรับคดีนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ผู้ต้องหามีการกระทำความผิด 4 กรรม จึงต้องนับรวมโทษจำคุกเป็น 8 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนที่ด้านหน้าสำนักงานดีเอสไอ ทางตำรวจ สน.เตาปูน ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำการ และนำแผงเหล็กมากั้น เพื่อรักษาความปลอดภัย - สำนักข่าวไทย

‘สุเมธ’ชี้ ‘ยงยุทธ’ไม่ได้วิ่งเต้นล้มใบแดง

กกต. พิจารณาสำนวนคำร้องเลือกตั้งตามหลักฐาน เชื่อ รองหัวหน้าพปช. ไม่ได้วิ่งเต้นไม่ให้แจกใบแดง ไม่หวั่น ว่าที่ส.ส.บุรีรมย์ ร้องศาลฎีกา ระบุ หากไม่ได้สั่งให้คุ้มครองชั่วคราวจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า วันนี้จะพิจารณาสำนวนจำนวน 10 เรื่อง นอกจากนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และว่าที่ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน จะเดินทางเข้าชี้แจงข้อกล่าวหา ส่วนที่มีกระแสข่าวระบุว่านาย ยงยุทธ ได้วิ่งเต้นกับ กกต. เพื่อไม่ให้ตนเองได้รับใบแดงนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีการวิ่งเต้น เพราะ กกต.จะพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้จากมติของ กกต.ในเรื่องต่างๆ ที่ออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ก็เพราะทุกคนมีความเห็นเป็นของตัวเอง ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 เสียงให้ใบเหลืองกับนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์นั้น ที่มีมติออกมาเช่นนี้อยู่ที่การพิจารณาว่านายสุทัศน์มีพฤติกรรมกับการทุจริตหรือไม่ ทั้งนี้ เหตุผลของมติจะอยู่ในคำวินิจฉัยของ กกต.

ส่วนกรณีที่ว่าที่ ส.ส.จ.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง จะไปฟ้องร้องศาลฎีกาว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น นายสุเมธ กล่าวว่า เรื่องนี้แล้วแต่ศาลว่าจะมีความเห็นอย่างไร เราคงให้ความเห็นไม่ได้ ทั้งนี้ หากเราเป็นผู้สมัคร เราก็ต้องต่อสู้ทุกหนทางเช่นเดียวกัน และหากศาลมีคำสั่งออกมาเช่นไร กกต.ก็จะปฏิบัติตาม แต่หากศาลรับคำฟ้องและไม่ได้สั่งคุ้มครองชั่วคราว กกต.ก็จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการประสานขอความร่วมมือไปยังตำรวจสันติบาลเพื่อรักษาความปลอดภัยสำนักงาน กกต เนื่องจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้ดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว.



พีทีวี นิวส์
08 มกราคม 2551 เวลา 10:54 น.

‘แอ้ด’ปัดไม่เกี่ยวข้องดูแล‘คุณหญิงอ้อ’หน้าที่สตช.

นายกฯ ยันไม่ได้สั่งการใดๆ เรื่องดูแล “คุณหญิงพจมาน” กลับไทย ชี้ เป็นหน้าที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้ติดต่อกับ “ทักษิณ” ขณะที่ สตช.วางกำลังเข้มตั้งแต่สนามบินจนถึงศาล

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ไม่ได้มีการประสานหรือสั่งการใดๆ ในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับคุณหญิงพจมาน เนื่องจากเป็นเรื่องของทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่จะดูแลในเรื่องนี้เอง รวมทั้ง ไม่ได้มีการติดต่อทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คุณหญิงพจมาน จะเดินทางจากฮ่องกงกลับประเทศไทย ในวันนี้ (8 ม.ค.) โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 603 ออกจากฮ่องกงเวลา 07.55 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 08.40 น. เพื่อสู้คดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก พร้อมเตรียมเงินสดไว้ประกันตัวจำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าศาลจะอนุมัติให้ประกันตัว

สำหรับ สตช.ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตั้งแต่สนามบินฯจนถึงศาล โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้มารับตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ จากนั้นจะนำตัวส่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป



พีทีวี นิวส์
08 มกราคม 2551 เวลา 10:23 น.

นายกฯโยนหน้าที่ตำรวจ รปภ.ภริยาอดีตนายกฯ [8 ม.ค. 51 - 09:53]

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าววันนี้ (8 ม.ค.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ได้มีการประสานหรือสั่งการใดๆ ในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่คุณหญิงพจมาน เพราะเป็นเรื่องของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดูแลในเรื่องนี้เอง โดยปฏิเสธด้วยว่า ไม่ได้มีการติดต่อทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตั้งแต่ช่วงเช้า สื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวคุณหญิงพจมาน เดินทางมาถึงประเทศไทย ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 09.40 น. เพื่อมาต่อสู้คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเวลา 10.00 น.วันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองคอยรอรับ และเตรียมเส้นทางสำหรับพาคุณหญิงพจมานไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดละ 5 นาย และตำรวจอารักขาอีก 20 นาย และมีตำรวจหญิงผู้เชี่ยวชาญด้านอารักขาบุคคลระดับวีไอพี 3 นาย คอยรอรับอยู่ด้วย