WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 9, 2008

นายกฯ 'บรรหาร'

'ผู้คนที่เลือกเส้นทางการเมือง เป้าหมายสูงสุดย่อมเป็นนายกรัฐมนตรี...แม้แต่บุคคลที่เคยผ่านมาแล้ว ก็ยังกระหายเก้าอี้เป็นสมัยที่สอง' !!!

บรรหาร ศิลปอาชา เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ในช่วง 13 ก.ค.2538 ถึง 24 พ.ย. 2539 และถึงวันนี้เขามีโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แม้พรรคชาติไทย จะไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.2550 ก็ตาม

การตัดสินใจเปลี่ยนขั้วจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเข้าร่วมกับพลังประชาชน มีข้อเสนอจาก 'คนไกลใจเหงา' ที่ดีเลิศจนยากที่จะปฏิเสธ

เพราะอย่าลืมว่าหากพรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน ยังผนึกกันแน่น จะมีอำนาจต่อรองมหาศาล เนื่องจากรัฐบาลใหม่ที่จะมีเสถียรภาพได้นั้น เสียงในสภาต้องอยู่ระดับ 300 ที่นั่งขึ้นไป

ดังนั้นหาก 2 พรรคเลือกยื่นข้างไหน ฝ่ายนั้นจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถึงขณะนี้หัวหน้าพรรคชาติไทย เลือกที่จะนำลูกพรรคซบพลังประชาชน แล้วปล่อยให้ 'ประชาธิปัตย์' ยึดตำแหน่งอาชีพฝ่ายค้านต่อไป

โดยที่ปัจจัย 'ใบเหลือง-ใบแดง' หรือ 'ยุบพรรค' ไม่มีผลแต่ประการใด

เพราะถึงแม้ว่าพรรคพลังประชาชน จะโดนใบเหลืองเลือกตั้งใหม่ ก็คาดว่าว่าที่ส.ส.ส่วนใหญ่จะกลับมาได้ ขณะที่ใบแดง ในทางปฏิบัติสามารถถ่ายคะแนนโอนให้พรรคพันธมิตรได้ โอกาสที่จะทำให้คะแนน พรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นจึงเป็นการยาก เพราะใบเหลือง หรือแดงส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและอีสาน

พรรคเพื่อแผ่นดิน มัชฌิมาธิปไตย หรือจะเป็นรวมใจไทยชาติพัฒนา น่าจะมีโอกาสรับผลจากใบแดง ของพลังประชาชนมากกว่า...โดยเฉพาะเพื่อแผ่นดิน น่าจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้นหากชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน เลือกยื่นข้างพรรคพลังประชาชน จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่อย่างใด แต่จะหนุนให้อำนาจต่อรองมากขึ้น!!!

ส่วน 'ยุบพรรค' หากเกิดขึ้นจริง สถานะส.ส.ไม่ได้ถูกยุบไปกับพรรคการเมืองนั้นๆ สามารถหาสังกัด พรรคใหม่ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จะคล้ายกรณีของใบแดง...คือสั่งส.ส.ในสังกัดเข้าพรรคพันธมิตร

เพราะความจริง ของส.ส.ไทยหาความอิสระในความคิดค่อนข้างยาก...ยิ่งประเทศที่ผูกพันกับระบบอุปถัมภ์ มายาวนาน...แม้แต่หายใจยังต้องถามเจ้านาย?

จุดเปลี่ยนของขั้วอำนาจ ณ วันนี้จึงอยู่ที่พรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน...ซึ่งบรรหาร ศิลปอาชา ก็ทราบตั้งแต่ต้นดี จึงเลือกที่จะจับมือ 2 พรรคให้แน่นกันก่อน ส่วน กรณี 5 เงื่อนไขในการเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน กระทำขึ้นเพียงหวังว่าจะดูดีขึ้นบ้างในสายตา 'คนชั้นกลาง' และคนเมืองหลวง (ส่วนใหญ่) ที่ไม่หนุนพลังประชาชน...

ที่สำคัญการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน ครั้งนี้ต้องแลกกับแผนพัฒนา 'คนรุ่นใหม่' ในพรรคชาติไทย ที่ต้องสะดุดไประยะหนึ่ง จึงไม่แปลกที่มีกระแสข่าวภายในพรรคออกมาต่อเนื่องว่า...'ไม่พอใจหัวหน้า'

นอกจากหัวหน้าพรรคชาติไทย น่าจะได้รับข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธแล้วชื่อ 'บรรหาร ศิลปอาชา' อาจจะเป็น 'ตัวเลือกที่ลงตัว' เพื่อทำหน้าที่ประสานรอยร้าวของ 2 ขั้วอำนาจ

เพราะประวัติศาสตร์ของชนชั้นสูงในสังคมไทย ไม่เคยขัดแย้ง จนถึงขั้นแตกหักหากสามารถประสานผล ประโยชน์ลงตัว มีเพียงภาคประชาชนเท่านั้นที่เจ็บปวดในฐานะเหยื่อ!!!

นาทีนี้โฟกัส จึงน่าจะอยู่ที่ 'บรรหาร ศิลปอาชา'

นอกเสียจากพรรคประชาธิปัตย์ ลองเสนอยกตำแหน่งนายกฯให้หัวหน้าพรรคชาติไทยดู อาจจะทำให้ขั้วจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนบ้างก็เป็นได้


คตส.ดอดพบนายกฯ รายงานคดี'คุณหญิงอ้อ'

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมการ ไต่สวนกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ว่า ได้เข้าพบพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้รับการประสานเมื่อวานนี้ แต่ไม่ได้พบพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

โดยพล.อ.พงษ์เทพ ได้ขอรายงานสรุปผลการทำงานในช่วงที่ผ่านมาจาก คตส. จึงได้นำสมุดปกเหลืองทั้ง 2 เล่ม ที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนไปให้ พร้อมกันนี้ได้รายงานความคืบหน้าคดีต่างๆให้รับทราบ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเพียงคดีที่ดินรัชดาภิเษก และคดีหลีกเลี่ยงภาษีการโอนหุ้น ชินวัตรคอมพิวเตอร์ ของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน

นายสักกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ทราบว่าพล.อ.พงษ์เทพ ต้องการข้อมูลส่วนนี้ไปดำเนินการใด และไม่ได้ย้ำอะไร ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี จึงคาดว่าอาจเป็นการขอความชัดเจน หลังจากที่คุณหญิงพจมาน ได้เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คตส. ไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากรัฐบาลแล้ว เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งสำนวนการแปลเอกสารคดีซีทีเอ็กซ์ มาให้ คตส. แล้ว

คนพปช.ร่วมประมูลทรัพย์สิน ทรท.

สตง.เปิดให้ประมูลทรัพย์สินของพรรคไทยรักไทยเก่า มูลค่ากว่าล้านบาท เด็กพรรคพลังประชาชน ร่วมประมูลด้วย ด้าน ผู้ว่า ฯสตง. การันตี การประมูลโปร่งใส

วันนี้ (9 ม.ค.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียน เพื่อประมูลทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มาจากการชำระบัญชีพรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบตามคำวินิจฉัยของ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจมาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ทั้งบุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่ สตง. รวมถึงเจ้าหน้าที่จากพรรคพลังประชาชน และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคพลังประชาชน และประธานผู้ประสานงานภาคอีสาน ได้เข้าร่วมประมูลด้วย

สำหรับทรัพย์สินที่นำมาประมูลทั้งหมด 790 รายการ ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน โดยมูลค่าเริ่มต้นประมูลต่ำสุด คือ เครื่องคิดเลข ราคา 10 บาท และมูลค่าเริ่มต้นประมูลสูงสุด คือ รถบรรทุกฮีโน่ มูลค่า 450,000 บาท ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดประมูลในเวลา 10.00 น.

โดยทรัพย์สินที่พรรคพลังประชาชนต้องการคือ รถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ จำนวน 2 คัน ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นรถสำหรับหาเสียงเลือกตั้ง และอุปกรณ์สำนักงาน อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ฯลฯ

สำหรับทรัพย์สินที่นำมาประมูลนั้นมีจำนวน 790 รายการ มูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาท โดยทรัพย์สิน มีราคาถูก ที่สุดเริ่มต้นที่ 10 บาท คือเครื่องคิดเลข ส่วนราคาสูงสุดของทรัพย์สิน คือรถบรรทุก 6 ล้อ เริ่มต้นที่ 450,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโต๊ะ เก้าอี้ พัดลมเพดาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องฉายสไลด์ กล้องวงจรปิด กระติกน้ำร้อน ซึ่งการประมูลจะมีขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 9-10 ม.ค. โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำการประมูลต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 9 ม.ค.เท่านั้น

ด้าน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ได้ทำความเข้าใจกับผู้ร่วมประมูล โดยยืนยันว่า กระบวนการ และขั้นตอนในการประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสตามหลักกฎหมาย


จี้เปิดชื่อ2กกต.ค้านแจกแดงปชป.

สุดกังขา มติ กกต. ตัดสินคน ปชป. ซื้อเสียง 1.3 ล้านที่เพชรบูรณ์ แค่ใบเหลือง ทั้งที่ยอมรับเองว่าผู้สมัครมีส่วนรู้เห็น แถม กกต.จังหวัดยังไปจับมาเองกับมือ จี้เปิดตัว 2 กกต. พร้อมชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณชนให้คลายข้อสงสัย ด้านนักกฎหมายไล่ กกต.กลับไปอ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ระบุคนแค่ 5 คน ไม่มีสิทธิ์ทำลายอำนาจอธิปไตยที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนกรณี ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 ร้องถูกสร้างพยาน-หลักฐานเท็จ มีเค้าความจริง หลัง กกต. ยกคำร้องแล้ว


จากกรณีการพิจารณาความผิดเงินซื้อเสียง 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการพิจารณาแจก ใบเหลืองทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน มีมติให้ใบแดง 3 คน ให้ใบเหลือง 2 คน เป็นประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดความกังวลสงสัย และเพิ่มความไม่สบายใจในการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้น


โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่า กกต. มีการทำงานหลายมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปรียบเทียบกับการพิจารณาให้ ใบแดงว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ที่ จ.บุรีรัมย์ เขต 1 ซึ่งถูกร้องเรียนด้วยจำนวนเงินเพียง 300 บาท รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นยังไปสอดคล้องกับข่าวที่มีออกมาก่อนหน้านี้ว่ามี ใบสั่งให้ กกต. สกัดกั้น ส.ส. พรรคพลังประชาชนให้ได้มากที่สุด


กรณีดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะทีมกฏหมายของพรรค แสดงความคลางแคลงใจต่อการให้ใบเหลือง กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ในจังหวัด เพชรบูรณ์ ที่เจ้าหน้าที่ กกต. จังหวัดเพชรบูรณ์ นำทีมไปจับมาได้ ด้วยตัวเอง พร้อมกับข้าราชการตำรวจอีกหลายคน แต่กกต.กลับแจกเพียงแค่ใบเหลืองเท่านั้น


ผมทราบมาว่า เจ้าหน้าที่หลายคนในจังหวัด เพชรบูรณ์ มีความอึดอัดใจ เพราะว่า มีการดำเนินการจับกุม แล้ว ได้หลักฐานคือเงินสด 1.3 ล้านบาท พร้อมโพยหมายเลข แต่มีการนำสำนวนนี้ไปให้ ตำรวจจากส่วนกลางที่ กกต.ส่งไป ในจังหวัดเขาพูดกันถึงว่า กรณีนี้ โดนใบแดง แน่ แต่ผลที่สุดกลับได้แค่ใบเหลือง เป็นเรื่องที่พรรคพลังประชาชน จะเก็บข้อมูลเอาไว้ เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาต่อไป


จี้กกต.แจงแจกเหลืองปชป.


นายศุภชัย กล่าวว่า ในวันนี้ ผมเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และ เที่ยงธรรม เพราะหากนำกรณีของ จังหวัดบุรีรัมย์ มาเทียบเคียง และ การตัดสินของ กกต. ในอดีต เราจะพบว่า หากผู้สมัครไม่ได้ทำเอง จะให้แค่ใบเหลือง แต่ที่บุรีรัมย์ ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้สมัครเป็นคนทำกลับให้ใบแดง อันนี้คือสิ่งที่ไม่ปกติในการดำเนินการ


ในการลงมติของ กกต. ก็ยังเป็นข้อที่น่ากังวลสงสัย ซึ่งผมเชื่อประชาชนคงอยากรู้ว่า กกต. ทั้ง 2 คนที่เห็นว่าควรจะแจกใบเหลืองเป็นใคร และมีเหตุผลอย่างไรในการตัดสินเช่นนั้นรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว


ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังได้บอกเองว่าการพิจารณาของ กกต. อยู่บนพื้นฐานพฤติกรรมและเห็นว่าผู้สมัครมีส่วนรู้เห็น



ฉะ!ขบวนการฉุดรั้งปชต.


ด้านนายคณิณ บุญสุวรรณ นักกฎหมายและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงเรื่อวงเดียวกันนี้ ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ เพราะการพิจารณาให้ใบเหลือง- ใบแดงแก่ผู้สมัครสส.นั้นยังดำเนินการอย่างไม่รอบคอบ


เนื่องจาก ระยะเวลาในการพิจารณาพยานหลักฐานนั้นรวดเร็วเกินไป และมีหลายสิ่งที่แสดงว่าอำนาจประชาธิปไตยตกอยู่ในอำนาจของ กกต.เพียง 5 คน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะชลอกระบวนการประชาธิปไตยให้ล่าช้าลง และเป็นการทำร้ายประเทศชาติในทางอ้อม


การกระทำเช่นนี้ทำให้กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความล่าช้า และกระบวนการประชาธิปไตยมัวหมอง และหากมีการเลือกต้งซ่อมใหม่ ก็จะทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ


ไล่กกต.กลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ


คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 ท่าน ควรกลับไปพิจารณารัฐธรรมนูญ ว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน จะไม่สนใจเลยไม่ได้ หรือหากว่าจะรับหน้าที่จากฝ่ายใดก็ตามแต่ แต่สุดท้ายแล้วประชาชนก็คือผู้กุมอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริง


การที กกต.จะไม่สนใจเสียงของประชาชน ที่เป็นผู้เลือก ส.ส.มานับแสนเสียง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และการให้ใบแดง-ใบเหลืองอย่างไม่รอบคอบ เท่ากับเป็นการประหารชีวิตนักการเมืองคนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นการทำลายประชาขนอย่างแท้จริง


นอกจากนี้นายคณิน กล่าวด้วยว่าหากมีการระบุว่าผู้สมัคร ส.ส.มีการกระทำความผิด กกต.เองก็น่าจะมีความผิดด้วย ในฐานะผู้ดูแลการเลือกตั้งแต่กลับปล่อยให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่


นายคณิน ยังฝากถึง กกต. ด้วยว่าควรปล่อยให้กระบวนการจัดต้งรัฐบาลดำเนินต่อไปตามครรลอง ส่วนการพิจารณาความผิด ส.ส. ที่เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งนั้น ก็สามารถดำเนินการย้อนหลังได้ หากมั่นใจในพยานและหลักฐานที่อยู่ในมือ เพราะประเทศษชาติต้องเดินหน้าต่อไป


ยกคำร้องบุรีรัมย์เขต2พปช.


สำหรับความเคลื่อนไหวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมยังคงเดินหน้าพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านว่าที่ ส.ส.อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อีก 17 สำนวน รวมถึงการเข้าชี้แจงข้อร้องเรียนของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และกรณีของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่ต้องเข้าชี้แจงต่อ กกต.หลังถูกลูกพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้องเรียนว่าพ้นจากหัวหน้าพรรค ด้วย

โดยผลการพิจารณามีการแจกใบแดงอีก 1 ใบ ให้กับ นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่าที่ส.ส. เขต 1 จ.ปราจีนบุรี กรณีแจกเงินให้แก่ประชาชนเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียง ทำให้ถึงขณะนี้ มีว่าที่ ส.ส.เจอใบแดงไปแล้วรวมเป็น 6 ใบ


ขณะเดียวกันก็มีการยกคำร้องอีก 7 สำนวน รวมทั้งเขต 2 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน ที่ว่าที่ ส.ส.ของพรรค ได้ไปร้องต่อกกต. กรณีถูกสร้างพยานหลักฐานเท็จ ที่เกี่ยวโยงไปถึงนายเปียง โสมวิเศษ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย


ประชัยโผล่แจงสถานภาพ


ขณะที่วันเดียวกัน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เดินทางไปยังสำนักงาน กกต. พร้อมนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงกับนายธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เกี่ยวกับสถานภาพการเป็นหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย


หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายธนพร ศรียากูล รองหัวหน้าพรรคและนายทะเบียนพรรค ได้ร้องเรียนไปยัง กกต.ว่า นายประชัย ได้สิ้นสุดจากการเป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากได้เขียนใบลาออกจากจำแหน่งสมาชิกพรรคแล้ว จึงไม่สามารถที่จะลงนามและสั่งการในเรื่องต่างๆ ได้


ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 ม.ค. นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค จะเดินทางไปให้ข้อมูลกับ กกต. ในเรื่องนี้ด้วย


ร้องยุบพรรคประชาราช


ด้านนายอัมรินทร์ ยี่เฮง เลขาธิการองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน ได้ยื่นเรื่องต่อกกต. ให้เพิกถอนการประกาศรับรองผลนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 5 นายฐานิสร์ เทียนทอง นางสาวตรีนุช เทียนทอง และนายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.เขตพรรคประชาราช จ.สระแก้ว พร้อมทั้งขอให้ยุบพรรคประชาราช เนื่องจากส.ส.พรรคประชาราชทั้ง 3 คนมีพฤติกรรมผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแจกเงินซื้อเสียง ซึ่งตนได้ยื่นเรื่องร้องคัดค้านไปที่จังหวัดและส่วนกลางแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา


ติงกกต.อย่าพยายามโยงพรรค


ทางด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคในวันเดียวกันนี้ว่า หลังจากที่ กกต.ให้ใบเหลืองและใบแดงแก่ว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้มีความพยายามที่จะโยงมาเป็นความผิดของพรรคด้วย เพื่อความชัดเจนจึงขอยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่เคยสนับสนุน ยุยงส่งเสริมให้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น


โดยทันทีที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคได้ประกาศข้อห้าม 45 ข้อแก่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกราย หาก กกต.ลงโทษว่าที่ ส.ส.รายใดต้องถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค จึงไม่ควรนำมาเป็นสาเหตุโยงให้เป็นการกระทำของพรรคพลังประชาชน


ร้องศาลระงับเลือกซ่อมบุรีรัมย์


ด้านนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ว่าที่ส.ส. พรรคพลังประชาชน เขต 1 จ.บุรีรัมย์ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง พร้อมด้วย นายธนชาติ ธรรมโชติ ทนายความ เดินทางยืนคำร้องต่อศาลฎีกาคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของกกต.ที่มีมติให้ใบแดงและขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศเลือกตั้งใหม่ใน จ.บุรีรัมย์ เขต 1 ไว้ก่อน


โดยศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง ได้นัดให้มาฟังตามคำร้องคำร้องเพิกถอนใบแดงในวันศุกร์ที่ 11 ม.ค.


จองเวรพปช.บุรีรัมย์ไม่เลิก


ส่วนความคืบหน้าภายหลัง กกต.กลางมีมติแจกใบเหลืองให้นายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 นั้น ร.ต.ต.อิศเรศฤทธิ์ นิลวงศ์ ประธาน กกต.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า กกต.เพชรบูรณ์ พร้อมจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ เพียงรอให้ กกต.กลางประกาศวันเลือกตั้งออกมาเท่านั้น


เช่นเดียวกับว่าที่ ร้อยตรี ดุสิต พรหมสิทธิ์ กกต.ประจำ จ.อุดรธานี ฝ่ายบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึง ความคืบหน้าภายหลัง กกต.กลาง มีมติแจกใบเหลืองให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 1 , 2 และ 3 จำนวน 8 คน ว่ามีความพร้อม 100% ทั้งบุคลากรและอุปกรณ์


ขณะเดียวกันมีรายงานว่านายเกษม วัฒนธรรม ประธานกรรมการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ เตรียมนำเอกสารหลักฐานในเรื่องของการทุจริตเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ อีก 1 เขต เข้ามาชี้ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งในวันที่ 9 มกราคมนี้


กกต. รับแจกใบเหลือง‘ยงยุทธ'ยุ่งยาก

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวว่า ที่ประชุม กกต. จะยังไม่มีการลงมติสำนวนของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน เพราะจะต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก ในช่วงบ่ายวันนี้ (9 ม.ค.) และต้องรอให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนรวบรวมผลการสอบสวนทั้งหมด ก่อนเสนอต่อที่ประชุม ขณะเดียวกันก็ขอให้พรรคพลังประชาชนอย่าเป็นห่วงเรื่องการจัดฉาก เพราะ กกต.พิจารณาได้ว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการจัดฉากหรือไม่ อย่างไรก็ตามนายอภิชาต ยอมรับว่า หากกกต.มีมติให้ใบเหลืองกับนายยงยุทธ จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่กกต.จะต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป
ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เห็นว่า การพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธ ควรพิจารณาความผิดส่วนตัวแยกกับเรื่องยุบพรรค เพราะหากนายยงยุทธ กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนประเด็นการยุบพรรคควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่ พลตำรวจตรีชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย 9 ถอนตัวจากการพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้ง นายอภิชาต ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้บังคับหรือสั่งการใดๆ เนื่องจากพลตำรวจตรีชัยยะขอถอนตัวเอง โดยที่ผ่านมา พลตำรวจตรีชัยยะมีความตั้งใจทำงาน และ ทำให้คดีการทุจริตเลือกตั้งสำเร็จไปหลายร้อยเรื่อง ซึ่งเชื่อมั่นว่า การถอนตัวของพลตำรวจตรีชัยยะ จะทำให้การร้องเรียนและการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆหมดไป ทั้งนี้ประธานกกต.ระบุว่า ตนไม่ได้เป็น กกต. ที่ถูกกล่าวหาว่า ไม่ได้คืนสำนวน และไม่ทราบว่าเป็น กกต.คนใด ต้องให้ไปถามแต่ละคนกันเอง แต่ส่วนตัวมองว่า กกต.มีสิทธิเก็บสำนวนดังกล่าวไว้ ขณะที่ นายสุเมธ จำไม่ได้ว่า ได้คืนสำนวนคดีนายยงยุทธ ให้พลตำรวจตรีชัยยะ หรือไม่ ในวันประชุมลับ
สำหรับความคืบหน้าสำนวนการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง มีสำนวนทั้งสิ้น 232 เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จ 110 เรื่อง ส่วนที่เหลือ 122 เรื่อง อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดย 38 เรื่อง ให้มีการแจ้งข้อกล่าว หรือ สอบสวนเพิ่มเติม และอยู่ในกระบวนการพิจารณาอีก 84 เรื่อง และเป็นเรื่องแจ้งเบาะแส รวม 160 เรื่อง


จาก hi-thaksin

‘คมช.! เกมโอเวอร์'

การชุมนุมของประชาชนที่ จ.บุรีรัมย์ เหมือนกับเหยื่ออันโอชะในสายตาของ คมช. ที่กำลังจ้องรอหาจังหวะแทรกตัวเข้ามาเพื่อกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน คมช. หรือประธานเถื่อน ซึ่งรอเวลามานาน ถึงกับกระโดดแผล็วออกมาหลังม่านสีเขียวลายพราง ออกมาให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็นให้เป็นข่าวใหญ่ทันทีว่า เป็นการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง และส่งทหารเข้าไปให้ตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมทั้งให้ความคุ้มครอง นายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.บุรีรัมย์ แล้ว

"ผมต้องลงไปดู ไปให้กำลังใจคนทำความดี คนทำดีเราต้องช่วยไม่ให้เขารู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยว เพราะเราให้เขามาทำงานตรงนี้เราก็ต้องดูแลให้ความปลอดภัยเขาเต็มที่ ไม่ให้ใครมารังแก คนที่มาทำงานจะได้มีกำลังใจ" คือคำกล่าวของ พล.อ.สมเจตน์ ที่เป็นตัวแทน คมช. เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่บุรีรัมย์

ฟังคำพูดของ พล.อ.สมเจตน์ แล้ว คงไม่ต้องถามให้เสียเวลาว่า คมช. มีความเห็นอย่างไรกับประชาชนชาวบุรีรัมย์ที่ออกมาชุมนุมประท้วงการทำงานของ นายเกษม วัฒนธรรม ประธาน กกต.บุรีรัมย์ และ ไม่ต้องถามว่า คมช. ยืนข้างใคร ระหว่าง นายเกษม วัฒนธรรม กับ ประชาชนเกือบ 80,000 คน ที่ลงคะแนนให้กับ นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน นายรุ่งโรจน์ ทองศรี และ นายประกิจ พลเดช ผู้ชนะเลือกตั้งเขต 1 บุรีรัมย์ ที่ถูกใบแดง

นายเกษม วัฒนธรรม ดูจะเป็นข้าราชการตัวอย่าง ข้าราชการดีเด่นในสายตา คมช. มาตั้งแต่สร้างผลงานให้ จ.บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่สีเขียวในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จนกระทั่งมีการส่งแม่ทัพภาคที่ 2 ไปเรียนรู้ยุทธวิธี "บุรีรัมย์โมเดล" จากนายเกษม ถึง จ.บุรีรัมย์ และเผยแพร่บุรีรัมย์โมเดลไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นไม้เด็ดในการบันดาลให้ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นไปตามที่ต้องการ

แต่ผลการเลือกตั้งกลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ พรรคพลังประชาชนกวาดชัยชนะมามากเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นต้นแบบของบุรีรัมย์โมเดล ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนพากันแหกด่านบุรีรัมย์โมเดล ที่นายเกษมวางกับดักไว้มาได้ถึง 9 คน เมื่อสกัดไม่อยู่ก็ต้องงัดบุรีรัมย์โมเดลภาคพิสดารขึ้นมา ด้วยการกล่าวหาและแจกใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเท่ากับเป็นการงัดไม้ตายขึ้นมาเล่นกันแล้ว นำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง กับ นายเกษม วัฒนธรรม เนื่องจากไม่พอใจที่นายเกษมใช้อำนาจประธาน กกต. เป่าเสกให้คะแนนของประชาชนเกือบ 80,000 คะแนน ที่ให้กับผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชน 3 คน หายวับไปกับตา

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นชนวนเหตุทำให้เกิดการชุมนุมของประชาชนชาวบุรีรัมย์ แสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ นายเกษม วัฒนธรรม ในฐานะประธาน กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่ได้รับความสนใจและใส่ใจที่จะศึกษาหาสาเหตุของการชุมนุม ของ คมช. แม้แต่น้อย ก่อนจะออกมาแสดงความคิดเห็น

ทั้ง พล.อ.สมเจตน์ และ พล.อ.อ.ชลิต พร้อมใจกันชี้ว่าการชุมนุมของประชาชนบุรีรัมย์เป็นเรื่องของการยุยงปลุกปั่นของนักการเมือง ที่ไม่ยอมรับผลการตัดสินของ กกต. ที่ให้ใบแดงแก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน

โดยเฉพาะประธานเถื่อน คมช. ที่ชื่อ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ถึงกับคาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ หากยังปล่อยให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นอีก ไม่สามารถควบคุมให้ประชาชนอยู่ในแถวตามที่ คมช. ต้องการได้ จะถูกลงโทษ ซึ่งไม่ใช่การส่งสัญญาณไปถึงผู้ว่าฯ บุรีรัมย์เท่านั้น หากแต่ตั้งใจที่จะประกาศให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนได้ยินได้ฟังโดยทั่วกัน เพื่อหาทางสกัดกั้นไม่ให้มีการชุมนุมของประชาชนประท้วงการทำงานของ กกต. เหมือนกับที่ จ.บุรีรัมย์ เกิดขึ้นอีก

การแสดงออกของ คมช. ว่าพร้อมจะปกป้อง คุ้มครอง ข้าราชการที่รับใช้ คมช. จนละเลยประชาชน เป็นความพยายามที่จะแสดงให้ข้าราชการที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน และขวัญหนีดีฝ่อกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา และถอยหลังไปตั้งหลักใหม่ หลังจากที่เดินตามตูด คมช. ทำเรื่องราวต่างๆ มามากมายใน 1 ปีเศษที่ผ่านมา ให้มีกำลังขวัญที่กล้าแข็งอีกครั้งในการเดินตาม คมช. ทำสงครามการเมืองกับพรรคพลังประชาชนต่อไป แม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาแล้วก็ตามว่า พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแน่ๆ แล้ว

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกือบจะหมดเวลาแล้ว และเกมอำนาจของ คมช. ที่ใช้อาวุธปล้นมาจากผู้อื่น ใกล้จะเกมโอเวอร์เต็มที แต่ คมช. ก็ยังดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะทำให้ความฝันลมๆ แล้งๆ ของตนเองเป็นความจริงขึ้นมาให้ได้ เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับว่า คมช. กำลังจะหมุนโลกที่หมุนไปข้างหน้าทุกวัน ทุกนาที ให้กลับคืนมา เพื่อที่จะให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประชาชนตัดสินใจไปแล้ว

จับตาดูจากสถานการณ์ทั่วประเทศแล้ว ก็เห็นจะมีแต่ นายเกษม วัฒนธรรม คนเดียวนี่ล่ะ ที่ยังเชื่อว่า คมช. จะปกป้องคุ้มครองอนาคตทางราชการของตัวเองได้ จึงแสดงอาการกล้าหาญบ้าบิ่นจนผิดปกติวิสัยข้าราชการทั่วไป ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าระเบิดอารมณ์ผ่านคำพูด "การศึกยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของประธาน กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ คนนี้ ว่าเป็นกลาง เที่ยงธรรม และสุจริตต่อการทำหน้าที่ กกต. เพียงใด และนายเกษมกำลังทำศึกอยู่กับใครหรือ?

กระทั่งกล่าวหาและดูถูกประชาชนที่มาชุมนุมประท้วงการทำงานของตนเองว่า ถูกหลอก ถูกจ้างมาชุมนุม นายเกษมก็กล้าพอที่จะใส่ร้ายประชาชน หลังจากได้รับยาดีและแรงใจจาก พล.อ.สมเจตน์ ที่เข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจถึง จ.บุรีรัมย์

นายเกษม และ คมช. น่าจะย้อนกลับไปดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของตนเอง และย้อนคิดสักนิดว่าทำไมจึงเป็นประธาน กกต.จังหวัดคนเดียวที่ถูกประชาชนชุมนุมประท้วง และทำไมบุรีรัมย์จึงแปรสภาพจากพื้นที่สีเขียวที่ คมช. เคยภาคภูมิใจ เป็นพื้นที่สีแดงที่ทำให้ คมช. ขนหัวลุกรวดเร็วเช่นนี้

แต่อย่าย้อนไปให้ไกลนัก เพราะใกล้จะหมดเวลาเต็มทีแล้ว

คมช. ได้ยินไหม สัญญาณ "เกมโอเวอร์" มาถึงแล้ว


‘ชาญชัย ลิขิตจิตถะ’เตรียมขอกลับเป็นผู้พิพากษาอาวุโส

รมว. ยุติธรรม เผย ทำหนังสือขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส คาด น่าจะรู้ผลในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รมว. ยุติธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือขอกลับเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส โดยยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาแล้ว โดยกรณีของตัวเองแตกต่างจากนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ก่อนหน้านี้ ได้ทำ หนังสือขอโอนกลับศาลยุติธรรม เพราะตัวเองลาออกจากราชการมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จึงต้องทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการใหม่ ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของศาลยุติธรรม คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร น่าจะรู้ผลในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ (ก.ต.) มีมติรับโอนนายจรัญกลับศาลยุติธรรมก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะไม่เสนอตั้งปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เพราะต้องการให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เป็นผู้คัดเลือกปลัดกระทรวงเอง ระหว่างนี้ หากนายจรัญต้องโอนกลับศาลยุติธรรมไปก่อน ก็จะให้นายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่อาวุโสสูงสุด รักษาการในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมไปก่อน

สำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีข่าวลือว่าจะมีการสลับตำแหน่งกับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายชาญชัย ยืนยันว่า หากยังเป็นรัฐมนตรีอยู่จะยังไม่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะตำแหน่งของนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอ ที่สำคัญขณะนี้นายสุนัยยังไม่ได้ทำเรื่องขอโอนกลับศาลยุติธรรม เพราะต้องการวางระบบงานให้กับกรมสอบสวนฯ ก่อน ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการอยู่ ขั้นตอนขณะนี้ยังไม่สามารถเสนอแต่งตั้งพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้ เนื่องจากยังรอผลสอบวินัยจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนอยู่

ด้านนายจรัญ กล่าวว่า ได้ทำเรื่องขอโอนกลับศาลยุติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับใครจะมาเป็นรัฐบาลใหม่ แต่ เป็นความตั้งใจเดิมที่ต้องการมาทำงานในช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหา เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงอยากกลับไปเป็นผู้พิพากษาตามเดิม

ด้านนายสุนัย กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องว่าจะมีการย้ายสลับตำแหน่ง และคิดว่าไม่เป็นความจริง ข่าวที่ออกมาน่าจะเป็นเพียงข่าวลือ โดยยืนยันว่า จะยังเป็นอธิบดีกรมสอบสวนฯต่อไป และยังไม่คิดขอโอนกลับศาลยุติธรรมในช่วงนี้ จนกว่าจะทำงานที่ตั้งใจไว้เสร็จ คือ การปรับโครงสร้างภายในดีเอสไอให้เป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซง และเป็นที่พึ่งของประชาชน


พีทีวี นิวส์
09 มกราคม 2551 เวลา 13:39 น.

‘เสี่ยอ่าง’จวก‘เติ้ง’ไร้จุดยืน ฝันนั่งองคมนตรี


‘ชูวิทย์’ออกโรงอัดอดีตนายเก่าอย่าง‘บรรหาร’เป็นคนไม่มีจุดยืนทางการเมือง ชี้ข้อแม้ 5 ข้อร่วมรัฐบาลเป็นเพียงละครตบตา ปูดบั้นปลาย‘บรรหาร’หวังนั่งตำแหน่งองคมนตรี

วันนี้ (9 ม.ค.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตนขอตำหนินายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย อย่างรุนแรงอีกครั้ง ที่ไม่รักษาสัจจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นการสะท้อนว่านายบรรหารเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนทางการเมือง ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น

นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า ตนรู้เรื่องในพรรคชาติไทยดี เพราะเคยร่วมทำงานกับนายบรรหารมาก่อน ซึ่งนายบรรหารเคยกล่าวว่าในทางการเมืองต้องออกสองทางไว้เสมอ อย่างไรก็ตามตนไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นเพราะต้องมีจุดยืนชัดเจน ทั้งนี้ที่ผ่านมาเห็นป้ายประกาศหาเสียงในกรุงเทพฯ มีภาพนายบรรหาร แต่ไม่ได้แสดงจุดยืนให้ประชาชนเห็นจึงไม่ประสบความสำเร็จ

“ที่ผ่านมาเงื่อนไข 5 ข้อในการเข้าร่วมรัฐบาลของนายบรรหาร ผมเห็นว่ามันเป็นการจัดฉากละครเท่านั้น และที่ผ่านมามีสื่อมวลชนและประชาชนหลายคนด่าผมว่าผมเผาบ้านตัวเอง แล้ววันนี้เป็นไง ผมเคยได้ยินคนที่บ้านเมืองทองฯ พูดว่าไอ้เตี้ยมันเคยมีสัจจะที่ไหน ตอนนั้นมันบอกว่าจะลาออก แต่กลายเป็นว่ามันยุบเฉย ถ้าตอนนั้นป๋า(คนที่บ้านเมืองทอง)มีปืนป๋ายิงมันแล้วและผมเชื่อว่าเป้าหมายของนายบรรหาร สูงสุดหลังจากเลิกเล่นการเมืองไปแล้วคือตำแหน่งองคมนตรี” นายชูวิทย์ กล่าว


พีทีวี นิวส์
09 มกราคม 2551 เวลา 11:53 น.

‘สมศักดิ์’ชี้ใบแดงไม่มีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาล

รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ระบุ ร่วมรัฐบาลกับพลังประชาชนหรือไม่นั้นหัวหน้าพรรคลั่นวาจาแล้ว ยืนยัน การแจกใบแดงไม่มีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาล

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่กกต.แจกใบแดงให้กับว่าที่ส.ส.พรรคชาติไทยเมื่อวานนี้ว่า อย่าไปตั้งข้อสังเกตรวมถึงตัวเลขของจำนวนส.ส. เพราะไม่มีผลต่อการจับขั้วพรรคแต่อย่างไร และไม่อยากให้มองว่าพรรคชาติไทยได้ใบแดงเพราะกำลังจับขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ส่วนจะร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ประกาศกับสังคมไปแล้วว่าจะร่วมหรือไม่ เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ได้แถลงข่าวร่วมกันเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขอให้ผ่านช่วงของการไว้ทุกข์ 15 วันไปก่อนแล้วจึงกลับมาพูดคุยกันใหม่

อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การยุบพรรคพลังประชาชน ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ทั้งนี้เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องง่ายอย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งนี้รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ปฎิเสธตอบคำถามว่าจะกลับลำไปจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์อีกหรือไม่.


พีทีวี นิวส์
09 มกราคม 2551 เวลา 11:52 น.

กกต.สอบพยานปากสุดท้าย ‘ยงยุทธ’วันนี้

ปธ.กกต. ระบุ เตรียมสอบสวนคำร้องคัดค้าน รองหน.พปช โยง พรรคหรือไม่ ขณะที่ ‘สุทธิพล’ คาดมีความชัดเจนมากขึ้นหลังสอบพยานปากสุดท้ายวันนี้

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยก่อนเข้าประชุมกกต.เมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่า การเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ ว่าที่ส.ส.สัดส่วน ฐานซื้อเสียงนั้น กกต.จะทำการสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีการเชื่อมโยงถึงพรรคหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้งและกกต.ก็มองเห็นถึงความเชื่อมโยงว่าน่าจะเกี่ยวข้องกัน ส่วนกรณีของนายสุนทร พิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และว่าที่ ส.ส.เขต 1 ปราจีนบุรี ซึ่งกกต. ได้ให้ใบแดงเมื่อวานนี้นั้น ขณะนี้ กกต.ได้เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว แต่เพื่อความชัดเจนจะต้องให้คณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมว่าเชื่อมโยงกับพรรคหรือไม่ ซึ่งนายสุนทรนั้น มีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเช่นเดียวกัน

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. เปิดเผยว่า กกต. ได้รับเรื่องร้องเรียนคัดค้านมาทั้งหมด 232 เรื่อง พิจารณาไปแล้ว 110 เรื่อง ซึ่งยังคงเหลืออีก จำนวน 122 เรื่อง ซึ่งทั้ง 122 เรื่องนี้หากมีใบแดง และพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในวันศุกร์ที่ 11 มกราคมนี้ อาจจะทำให้จัดการเลือกตั้งใหม่ไม่ทันนั้น กกต.จะพิจารณาเรื่องคัดค้านอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายวันนี้กกต.จะพิจารณาสอบสวนพยานปากสุดท้ายกรณีคำร้องคัดค้านของนายยงยุทธ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความชัดเจนมากขึ้น.

พีทีวี นิวส์
09 มกราคม 2551 เวลา 11:34 น.