WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 9, 2008

‘นพดล' ยืนยัน‘คุณหญิงพจมาน'ไม่เกี่ยวจัดโผครม.

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน(พปช.)ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายครอบครัวชินวัตร ยืนยันว่า การเดินทางกลับประเทศไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนหรือเข้ามาเพื่อเตรียมจัดตั้งโผคณะรัฐมนตรีตามที่มีกระแสข่าว

แต่คุณหญิงพจมานเดินทางกลับมาเพื่อต่อสู้คดีความ รวมถึงมีความเป็นห่วงครอบครัว รวมทั้งไม่ได้เป็นการเข้ามาทดสอบระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับมาในราวเดือนเม.ย.นี้ โดยช่วงนี้คุณหญิงพจมานอยู่ระหว่างการพักผ่อนกับบุตรชายบุตรสาว และรอเตรียมตัวจะขึ้นศาลในคดีที่ดินรัชดาฯ นัดแรกวันที่ 23 ม.ค.51

"ผมขอยืนยัน การเดินทางกลับมาของคุณหญิง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน และไม่เกี่ยวข้องกับการจัดโผครม.แต่อย่างใด เพราะอำนาจการจัด ครม.นั้น เป็นอำนาจของคุณสมัคร และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งคุณหญิงไม่ได้มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น" นายนพดล กล่าว

นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) เดินทางไปรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบคดีต่างๆ ให้แก่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าฝ่ายการเมืองอาจจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ คตส. และอาจทำให้การตัดสินคดีต่างๆ ไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ คตส.ทำงานด้วยความเป็นกลาง

สำหรับการจับขั้วกับพรรคชาติไทย(ชท.) และพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากทั้ง 2 พรรคเพราะต่างพักการร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระยะนี้นั้น นายนพดล กล่าวว่า เป็นสิทธิที่แต่ละพรรคจะดำเนินการ แต่ขณะนี้พรรคพลังประชาชนเมื่อรวมกับ 3 พรรคเล็กมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลแล้วถึง 254 เสียง และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งใหม่หลายพื้นที่ที่ว่าที่ ส.ส.ของพรรคถูกใบเหลืองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)


จาก hi-thaksin

สุจริตเที่ยงธรรมยังมีอยู่หรือไม่

หนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงมาตราฐาน การให้ใบแดง- ใบเหลือง ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีข้อสงสัยมากมายไปหมด

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีการแจกใบแดง โดยมีการอ้างพยานหลักฐาน คือ หัวคะแนน ไปแจกเงิน 3-400 บาท


ที่จังหวัดนครราชสีมา มีการแจกใบเหลือง โดยมีการอ้างพยานหลักฐาน คือ หัวคะแนน ไปแจกเงิน 10,700 บาท


2 แห่งนี้ คือ ว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน


ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือไม่ มีการกลั่นแกล้ง จากคนอื่นหรือไม่ เป็นข้อต่อสู้ ของ ฝ่ายที่ถูกพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง


แต่ที่ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการจับเงินที่ใช้ในการเตรียมซื้อเสียง 1,300,000 กว่าบาท พร้อมกับหมายเลขผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ กกต.พิจารณาแจกแค่ ใบเหลือง


มาตราฐานของ กกต.ในการพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดง คืออะไร


1.การที่ผู้สมัครไม่ได้ทำเอง กกต.มักจะให้ใบเหลือง แต่ที่จ.บุรีรัมย์ ให้ใบแดง ส่วนที่ จ.เพชรบูรณ์ ให้ใบเหลือง


2.จำนวนเงินในการกระทำผิด ที่จ.บุรีรัมย์ เพียง 3-400 บาท จากผู้ร้องเรียนไม่กี่คน อย่างมากสุด 10 คน เพียง 3-4,000 บาท ขณะที่ จ.เพชรบูรณ์ เงินถึง 1 ล้านกว่าบาท


ถามว่า เงิน 3-400 บาท ใครจะเอาไปกลั่นแกล้งใครได้ไหม


ถามว่า เงิน 1 ล้านบาท ใครจะลงทุนเอาไปกลั่นแกล้งกันขนาดนั้น


เป็นคำถามพื้น ๆ ที่ สามัญชน คนเดินดินกินข้าวแกง ธรรมด๊า ธรรมดา ยังรู้


ไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจของผู้พิพากษา ดีกรีไหนมาการันตีความคิดนี้


ทำไม มาตรฐาน การแจกใบเหลือง ใบแดง ของ กกต. ชุดนี้จึงแตกต่างกัน และ หาเหตุผลที่ตอบไม่ได้


มติ กกต. แจกใบแดง 3 เสียง และ แจกใบเหลือง 2 เสียง


แต่กติกา หรือ กฎหมาย บอกว่า ต้องได้ มติเอกฉันท์ จึงจะให้ใบแดงได้


คงไม่ไปว่ากติกาว่าเขียนมาแบบนี้ได้อย่างไร


แต่ต้องถามว่า 2 เสียงคือใคร ?


มีเหตุผลกลใด ในการทำให้มาตราฐาน การตัดสินถึงได้ผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ?


เป็นคำถามตัวโต ที่ กกต. 2 คน จะเป็นต้องตอบให้กับ สังคมไทย ถึงการใช้ดุลยพินิจ ตัดสินใจเช่นนี้


ในเมื่อ กกต.ทั้ง 5 ท่าน ได้ให้คำมั่นในการทำงานครั้งนี้ ว่าจะทำงานด้วยความ สุจริต เที่ยงธรรม นั่นคือหัวใจการทำงานของ กกต.


วันนี้มีการพูดถึงมือ สกปรกที่มองไม่เห็นเป็นมือขยันมาช่วยขยี้ ที่จะทำให้การตั้งรัฐบาล ตามที่ประชาชน ได้ให้มหาฉันทามติ เลือกพรรคพลังประชาชน จนเกือบจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง


คนที่ชอบเดินเกม ในลักษณะ อำนาจนอกระบบ และกระทำการท้าทายอำนาจประชาชน ที่เขาได้ตัดสินใจมาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หลายคนได้แต่อึ้ง และ พร้อมใจกัน ไม่ยอมรับ และ ไม่ยินยอมให้อำนาจเหล่านี้เข้ามาครอบงำทางการเมืองอีกแล้ว


วันนี้มีการพูดถึง กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในหลายเขตของภาคอีสานและภาคเหนือ


สื่อหลายสำนัก ที่ทำตัวเข้าด้วยช่วยเหลือ การรัฐประหาร (เพราะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน) ยังเดินเครื่องวาดลวดลายกันต่อ ด้วยการตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้จะชุมนุมกันทำไม ปล่อยให้กกต.พิจารณาไป และ ยอมรับไปสิ้นเรื่อง


พูดง่าย เขียนง่าย แต่ ฟังยาก


เพราะเป็นคำถามคาใจใน ความสุจริต เที่ยงธรรม ที่เขามองไม่เห็น


กกต.ทำให้คนทั่วประเทศมองเห็นได้ไหม มาตราฐานแจกใบเหลือง ใบแดง ท่านมีอะไรเป็นเกณฑ์วัดกันแน่ โดยเฉพาะ กรณีเปรียบเทียบ บุรีรัมย์ และ เพชรบูรณ์


"สมศักดิ์" เชื่อ กกต.มีอุดมการณ์-แทรกแซงไม่ได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกกต.ให้ 2 ใบแดงพรรคชาติไทยว่า ตอนนี้เหลือที่จ.สิงห์บุรีที่กกต.ยังไม่มีมติแต่น่าจะมีโอกาสลงเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนจังหวัดอื่นๆที่จะมีการเลือกตั้งใหม่จะหารือกันอีกครั้งว่าคะแนนของผู้สมัครแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไรสู้แล้วจะมีโอกาสหรือไม่ เมื่อถามว่าพรรคตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าทำไมพรรคถึงถูกใบแดง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อในการทำงานของกกต. แต่ก็เคารพในสิทธิ์ของคนได้ใบเหลือง-ใบแดงมีสิทธิ์ที่จะไปร้องขอความเป็นธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาและถ้าคณะกรรมการกฤษฏีกาเห็นสอดคล้องกับกกต.ก็สบายใจแต่ถ้าเห็นไม่สอดคล้องก็ขึ้นอยู่กับกกต.ต้องตัดสินใจ


เมื่อถามว่าการมองว่าที่กกต.ให้ใบแดงเพราะพรรคชาติไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากมองในแง่ร้าย เพราะจะทำให้องค์กรเสียหาย และไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าใบแดงของพรรคมีความบริสุทธิ์ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งสองคนก็ได้ยืนยันว่าบริสุทธิ์ และยื่นขอความเป็นธรรมแล้ว ซึ่งก็อยู่ที่ดุลพินิจของกกต.จะพิจารณา อย่างไรก็ตามตนไม่เชื่อจะมีไอ้โม่งเข้ามาแทรกแซงในการให้ใบแดง แต่เชื่ออุดมการณ์ของคนที่เป็นกกต.ว่าไม่มีใครแทรกแซงได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคพลังประชาชนระบุว่าหากพื้นที่ไหนถูกใบแดงจะเทคะแนนให้กับพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาล นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พูดอย่างนี้ถือว่าดูแคลนประชาชน มันไม่เหมือนกับน้ำหรือทรัพย์สมบัติที่ไม่เอาแล้วจะยกให้คนโน้นคนนี้ การพูดอย่างนั้นไม่ใช่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อถามว่าการให้ใบเหลือง-ใบแดงมีผลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่อยู่ในภาวะที่จะพูดถึงการจับขั้วรัฐบาล แต่หัวหน้าพรรคทั้งสองท่านก็ได้บอกกับสังคมไปแล้วว่าเป็นอย่างไร เพียงแต่รอแถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ต้องรอออกทุกข์ไปแล้ว 15 วันเป็นโอกาสที่เหมาะสม เพราะตอนนี้ผู้คนทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงของความเศร้าโศกเสียใจ ไว้อาลัยให้กับพระเจ้าพี่นางฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปหรือไม่หากกกต.พิจารณาเกี่ยวกับการยุบหรือไม่ยุบพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผล เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย คนชอบคิดแทนคนอื่นว่าจะต้องยุบ จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ดังนั้นรอให้เหตุการณ์ถึงตรงนั้นก่อน อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่านายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจท่าทีของพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรายังมีสัจจะอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อถามว่าพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เดินทางไปต่างประเทศไปพบใครหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทราบว่าเดินทางไปประเทศอินเดีย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองการกลับมาสู้คดีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มองเหมือนประชาชนทั่วไปอยากเห็นการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพราะทุกอย่างจะมีหลักฐานชัดเจน ถูกก็ถูก ผิดก็ผิด คิดว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีส่วนร่วมในการตั้งรัฐบาลด้วย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากมองอย่างนั้น ตนเชื่อเจตนารมณ์ของคนที่ได้บอกไว้แล้วว่ามีเหตุผล 3 ประการ ต้องเชื่อคนบอก อย่าคิดแทนเขา


“สุรพงษ์” เชื่อกรณี “ยงยุทธ” ไม่ถึงขั้นยุบพรรค

วันนี้ (9 ม.ค.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิชาต สุขคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่าในการสอบสวนเรื่องร้องเรียนนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคฯหากพบว่ามีมูลความผิดจริงอาจจะเป็นทั้งความผิดส่วนบุคคล รวมทั้งเกี่ยวโยงไปถึงขั้นยุบพรรค ว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นตามที่นายยงยุทธชี้แจงต่อ กกต. ว่าสามารถแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดได้ ส่วนประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะโยงไปถึงขั้นยุบพรรคนั้น ตนเห็นว่าเท่าที่เห็นหลักฐานที่นายยงยุทธชี้แจง คิดว่าคงจะไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น และพรรคไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นหลัก แต่สิ่งที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคคุยกันเป็นประเด็นหลัก คือคดีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกลเอกตั้งขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมากกว่า ทั้งนี้ตนอยากขอให้ กกต.มีมติที่ชัดเจนออกมาก่อนที่จะคิดไปก่อนล่วงหน้า

ขั้วนิ่ง “พจมาน” กลับได้ [9 ม.ค. 51 - 03:07]

แค่ชั่วข้ามวันหลังมีกระแสข่าวกระเส็นกระสาย


ล่าสุดคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ทีจี 603 จากฮ่องกงถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงสายวันที่ 8 มกราคม

ท่ามกลางนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และทีมอารักขาพรึบเต็มสนามบิน

เงียบเชียบ ปุบปับฉับไว

ในทันทีที่กลับถึงประเทศไทย คุณหญิงพจมานได้เดินทางไปมอบตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สู้คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ในฐานะจำเลยที่ 2

โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาหลักประกันบัญชีเงินฝาก 5 ล้านบาท พร้อมมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล กำหนดการพิจารณาคดี ครั้งแรกในวันที่ 23 มกราคม 2551

เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เช่นเดียวกับการเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเซส ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

คดีขึ้นสู่ศาล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายพิชิฏ ชื่นบาน หนึ่งในทีมทนาย ยืนยันการเดินทางกลับเมืองไทย ของคุณหญิงพจมาน

เป็นไปตามเวลาที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้คดี

แต่ยังมีเหตุผลที่นอกเหนือไปจากนั้น อดีตนายกฯทักษิณ ร่อนแถลงการณ์ตามหลัง ชี้แจงเหตุผล 3 ประการในการตัดสินใจส่งภริยากลับเมืองไทย

เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าถวายสักการะและถวายอาลัยพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ร่วมกับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศด้วยตนเอง ในฐานะตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวชินวัตร และครอบครัวดามาพงศ์

ต้องการมอบตัวต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมที่ชอบด้วย กฎหมายและหลักนิติธรรม

ต้องการกลับมาใช้ชีวิตโดยสงบกับครอบครัว เพื่อดูแลลูกๆอย่างใกล้ชิด

พร้อมๆกับตบท้ายแถลงการณ์ อดีตนายกฯทักษิณระบุ มีความปรารถนา สูงสุดที่จะเดินทางกลับไปใช้ชีวิตใต้เบื้องพระยุคลบาทร่วมกับครอบครัวใน ประเทศไทย และเพื่อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์และต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามหลักนิติธรรม เมื่อได้เวลาอันสมควร

ส่งเมียปูทางล่วงหน้า

ตามรูปการณ์ที่น่าจะชั่งน้ำหนัก เช็กระดับความชัวร์กันแล้วว่า ปลอดภัย

ถ้าไม่มั่นใจคงไม่กลับ

ที่แน่ๆโดยเงื่อนไขที่พอดิบพอดี การจับขั้วรัฐบาลเริ่มนิ่ง ในสูตรรัฐบาล ผสม 6 พรรค ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และประชาราช

แพ็กกันแน่นกับพรรคพลังประชาชน

ตัวเลขใบแดง ใบเหลือง ไม่มีผลต่อการพลิกขั้วรัฐบาลแต่ อย่างใด

พลิกเกมสกัดยังไงก็เอาไม่อยู่

อย่างดีก็แค่เชือดไก่ให้ลิงดู กับคิวของพรรคชาติไทยที่เจอไป 2 ใบแดง ที่จังหวัดชัยนาท และอีก 1 ใบเหลืองที่จังหวัดชัยภูมิ ไล่หลัง “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้ประกาศแสดงตัวแสดงตน

เลือกข้างร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ในชะตากรรมเดียวกัน ถึงคิวของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ผู้โชคดีถูกหวย กกต. กลายเป็นนายสุนทร วิลาวัลย์ ส.ส.ปราจีนบุรี คนที่ได้รับมอบหมายให้ เป็น 1 ใน 3 ของผู้มีอำนาจการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ว่าที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลโดนสอยร่วงระนาว

แต่ที่เหนียวกลายเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ วัดจากกรณี ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ ที่ตำรวจจับเงินสด 1.3 ล้านบาท ในบ้านหัวคะแนน แต่ผลออกมา กกต.เสียง 3 ต่อ 2 มติไม่เป็นเอกฉันท์

ได้แค่ใบเหลือง

กกต.ชักใบแดงไม่ออก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นายกฯ 'บรรหาร'

'ผู้คนที่เลือกเส้นทางการเมือง เป้าหมายสูงสุดย่อมเป็นนายกรัฐมนตรี...แม้แต่บุคคลที่เคยผ่านมาแล้ว ก็ยังกระหายเก้าอี้เป็นสมัยที่สอง' !!!

บรรหาร ศิลปอาชา เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ในช่วง 13 ก.ค.2538 ถึง 24 พ.ย. 2539 และถึงวันนี้เขามีโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แม้พรรคชาติไทย จะไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.2550 ก็ตาม

การตัดสินใจเปลี่ยนขั้วจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเข้าร่วมกับพลังประชาชน มีข้อเสนอจาก 'คนไกลใจเหงา' ที่ดีเลิศจนยากที่จะปฏิเสธ

เพราะอย่าลืมว่าหากพรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน ยังผนึกกันแน่น จะมีอำนาจต่อรองมหาศาล เนื่องจากรัฐบาลใหม่ที่จะมีเสถียรภาพได้นั้น เสียงในสภาต้องอยู่ระดับ 300 ที่นั่งขึ้นไป

ดังนั้นหาก 2 พรรคเลือกยื่นข้างไหน ฝ่ายนั้นจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถึงขณะนี้หัวหน้าพรรคชาติไทย เลือกที่จะนำลูกพรรคซบพลังประชาชน แล้วปล่อยให้ 'ประชาธิปัตย์' ยึดตำแหน่งอาชีพฝ่ายค้านต่อไป

โดยที่ปัจจัย 'ใบเหลือง-ใบแดง' หรือ 'ยุบพรรค' ไม่มีผลแต่ประการใด

เพราะถึงแม้ว่าพรรคพลังประชาชน จะโดนใบเหลืองเลือกตั้งใหม่ ก็คาดว่าว่าที่ส.ส.ส่วนใหญ่จะกลับมาได้ ขณะที่ใบแดง ในทางปฏิบัติสามารถถ่ายคะแนนโอนให้พรรคพันธมิตรได้ โอกาสที่จะทำให้คะแนน พรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นจึงเป็นการยาก เพราะใบเหลือง หรือแดงส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและอีสาน

พรรคเพื่อแผ่นดิน มัชฌิมาธิปไตย หรือจะเป็นรวมใจไทยชาติพัฒนา น่าจะมีโอกาสรับผลจากใบแดง ของพลังประชาชนมากกว่า...โดยเฉพาะเพื่อแผ่นดิน น่าจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้นหากชาติไทย และเพื่อแผ่นดิน เลือกยื่นข้างพรรคพลังประชาชน จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่อย่างใด แต่จะหนุนให้อำนาจต่อรองมากขึ้น!!!

ส่วน 'ยุบพรรค' หากเกิดขึ้นจริง สถานะส.ส.ไม่ได้ถูกยุบไปกับพรรคการเมืองนั้นๆ สามารถหาสังกัด พรรคใหม่ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จะคล้ายกรณีของใบแดง...คือสั่งส.ส.ในสังกัดเข้าพรรคพันธมิตร

เพราะความจริง ของส.ส.ไทยหาความอิสระในความคิดค่อนข้างยาก...ยิ่งประเทศที่ผูกพันกับระบบอุปถัมภ์ มายาวนาน...แม้แต่หายใจยังต้องถามเจ้านาย?

จุดเปลี่ยนของขั้วอำนาจ ณ วันนี้จึงอยู่ที่พรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน...ซึ่งบรรหาร ศิลปอาชา ก็ทราบตั้งแต่ต้นดี จึงเลือกที่จะจับมือ 2 พรรคให้แน่นกันก่อน ส่วน กรณี 5 เงื่อนไขในการเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน กระทำขึ้นเพียงหวังว่าจะดูดีขึ้นบ้างในสายตา 'คนชั้นกลาง' และคนเมืองหลวง (ส่วนใหญ่) ที่ไม่หนุนพลังประชาชน...

ที่สำคัญการเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน ครั้งนี้ต้องแลกกับแผนพัฒนา 'คนรุ่นใหม่' ในพรรคชาติไทย ที่ต้องสะดุดไประยะหนึ่ง จึงไม่แปลกที่มีกระแสข่าวภายในพรรคออกมาต่อเนื่องว่า...'ไม่พอใจหัวหน้า'

นอกจากหัวหน้าพรรคชาติไทย น่าจะได้รับข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธแล้วชื่อ 'บรรหาร ศิลปอาชา' อาจจะเป็น 'ตัวเลือกที่ลงตัว' เพื่อทำหน้าที่ประสานรอยร้าวของ 2 ขั้วอำนาจ

เพราะประวัติศาสตร์ของชนชั้นสูงในสังคมไทย ไม่เคยขัดแย้ง จนถึงขั้นแตกหักหากสามารถประสานผล ประโยชน์ลงตัว มีเพียงภาคประชาชนเท่านั้นที่เจ็บปวดในฐานะเหยื่อ!!!

นาทีนี้โฟกัส จึงน่าจะอยู่ที่ 'บรรหาร ศิลปอาชา'

นอกเสียจากพรรคประชาธิปัตย์ ลองเสนอยกตำแหน่งนายกฯให้หัวหน้าพรรคชาติไทยดู อาจจะทำให้ขั้วจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนบ้างก็เป็นได้


คตส.ดอดพบนายกฯ รายงานคดี'คุณหญิงอ้อ'

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมการ ไต่สวนกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ว่า ได้เข้าพบพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้รับการประสานเมื่อวานนี้ แต่ไม่ได้พบพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

โดยพล.อ.พงษ์เทพ ได้ขอรายงานสรุปผลการทำงานในช่วงที่ผ่านมาจาก คตส. จึงได้นำสมุดปกเหลืองทั้ง 2 เล่ม ที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนไปให้ พร้อมกันนี้ได้รายงานความคืบหน้าคดีต่างๆให้รับทราบ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเพียงคดีที่ดินรัชดาภิเษก และคดีหลีกเลี่ยงภาษีการโอนหุ้น ชินวัตรคอมพิวเตอร์ ของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน

นายสักกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ทราบว่าพล.อ.พงษ์เทพ ต้องการข้อมูลส่วนนี้ไปดำเนินการใด และไม่ได้ย้ำอะไร ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี จึงคาดว่าอาจเป็นการขอความชัดเจน หลังจากที่คุณหญิงพจมาน ได้เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คตส. ไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากรัฐบาลแล้ว เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งสำนวนการแปลเอกสารคดีซีทีเอ็กซ์ มาให้ คตส. แล้ว

คนพปช.ร่วมประมูลทรัพย์สิน ทรท.

สตง.เปิดให้ประมูลทรัพย์สินของพรรคไทยรักไทยเก่า มูลค่ากว่าล้านบาท เด็กพรรคพลังประชาชน ร่วมประมูลด้วย ด้าน ผู้ว่า ฯสตง. การันตี การประมูลโปร่งใส

วันนี้ (9 ม.ค.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียน เพื่อประมูลทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มาจากการชำระบัญชีพรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบตามคำวินิจฉัยของ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจมาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ทั้งบุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่ สตง. รวมถึงเจ้าหน้าที่จากพรรคพลังประชาชน และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคพลังประชาชน และประธานผู้ประสานงานภาคอีสาน ได้เข้าร่วมประมูลด้วย

สำหรับทรัพย์สินที่นำมาประมูลทั้งหมด 790 รายการ ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน โดยมูลค่าเริ่มต้นประมูลต่ำสุด คือ เครื่องคิดเลข ราคา 10 บาท และมูลค่าเริ่มต้นประมูลสูงสุด คือ รถบรรทุกฮีโน่ มูลค่า 450,000 บาท ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดประมูลในเวลา 10.00 น.

โดยทรัพย์สินที่พรรคพลังประชาชนต้องการคือ รถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ จำนวน 2 คัน ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นรถสำหรับหาเสียงเลือกตั้ง และอุปกรณ์สำนักงาน อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ฯลฯ

สำหรับทรัพย์สินที่นำมาประมูลนั้นมีจำนวน 790 รายการ มูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาท โดยทรัพย์สิน มีราคาถูก ที่สุดเริ่มต้นที่ 10 บาท คือเครื่องคิดเลข ส่วนราคาสูงสุดของทรัพย์สิน คือรถบรรทุก 6 ล้อ เริ่มต้นที่ 450,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโต๊ะ เก้าอี้ พัดลมเพดาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องฉายสไลด์ กล้องวงจรปิด กระติกน้ำร้อน ซึ่งการประมูลจะมีขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 9-10 ม.ค. โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำการประมูลต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 9 ม.ค.เท่านั้น

ด้าน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.ได้ทำความเข้าใจกับผู้ร่วมประมูล โดยยืนยันว่า กระบวนการ และขั้นตอนในการประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสตามหลักกฎหมาย


จี้เปิดชื่อ2กกต.ค้านแจกแดงปชป.

สุดกังขา มติ กกต. ตัดสินคน ปชป. ซื้อเสียง 1.3 ล้านที่เพชรบูรณ์ แค่ใบเหลือง ทั้งที่ยอมรับเองว่าผู้สมัครมีส่วนรู้เห็น แถม กกต.จังหวัดยังไปจับมาเองกับมือ จี้เปิดตัว 2 กกต. พร้อมชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณชนให้คลายข้อสงสัย ด้านนักกฎหมายไล่ กกต.กลับไปอ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ระบุคนแค่ 5 คน ไม่มีสิทธิ์ทำลายอำนาจอธิปไตยที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนกรณี ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 ร้องถูกสร้างพยาน-หลักฐานเท็จ มีเค้าความจริง หลัง กกต. ยกคำร้องแล้ว


จากกรณีการพิจารณาความผิดเงินซื้อเสียง 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการพิจารณาแจก ใบเหลืองทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน มีมติให้ใบแดง 3 คน ให้ใบเหลือง 2 คน เป็นประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดความกังวลสงสัย และเพิ่มความไม่สบายใจในการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้น


โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่า กกต. มีการทำงานหลายมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปรียบเทียบกับการพิจารณาให้ ใบแดงว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ที่ จ.บุรีรัมย์ เขต 1 ซึ่งถูกร้องเรียนด้วยจำนวนเงินเพียง 300 บาท รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นยังไปสอดคล้องกับข่าวที่มีออกมาก่อนหน้านี้ว่ามี ใบสั่งให้ กกต. สกัดกั้น ส.ส. พรรคพลังประชาชนให้ได้มากที่สุด


กรณีดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะทีมกฏหมายของพรรค แสดงความคลางแคลงใจต่อการให้ใบเหลือง กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ในจังหวัด เพชรบูรณ์ ที่เจ้าหน้าที่ กกต. จังหวัดเพชรบูรณ์ นำทีมไปจับมาได้ ด้วยตัวเอง พร้อมกับข้าราชการตำรวจอีกหลายคน แต่กกต.กลับแจกเพียงแค่ใบเหลืองเท่านั้น


ผมทราบมาว่า เจ้าหน้าที่หลายคนในจังหวัด เพชรบูรณ์ มีความอึดอัดใจ เพราะว่า มีการดำเนินการจับกุม แล้ว ได้หลักฐานคือเงินสด 1.3 ล้านบาท พร้อมโพยหมายเลข แต่มีการนำสำนวนนี้ไปให้ ตำรวจจากส่วนกลางที่ กกต.ส่งไป ในจังหวัดเขาพูดกันถึงว่า กรณีนี้ โดนใบแดง แน่ แต่ผลที่สุดกลับได้แค่ใบเหลือง เป็นเรื่องที่พรรคพลังประชาชน จะเก็บข้อมูลเอาไว้ เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาต่อไป


จี้กกต.แจงแจกเหลืองปชป.


นายศุภชัย กล่าวว่า ในวันนี้ ผมเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และ เที่ยงธรรม เพราะหากนำกรณีของ จังหวัดบุรีรัมย์ มาเทียบเคียง และ การตัดสินของ กกต. ในอดีต เราจะพบว่า หากผู้สมัครไม่ได้ทำเอง จะให้แค่ใบเหลือง แต่ที่บุรีรัมย์ ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้สมัครเป็นคนทำกลับให้ใบแดง อันนี้คือสิ่งที่ไม่ปกติในการดำเนินการ


ในการลงมติของ กกต. ก็ยังเป็นข้อที่น่ากังวลสงสัย ซึ่งผมเชื่อประชาชนคงอยากรู้ว่า กกต. ทั้ง 2 คนที่เห็นว่าควรจะแจกใบเหลืองเป็นใคร และมีเหตุผลอย่างไรในการตัดสินเช่นนั้นรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว


ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังได้บอกเองว่าการพิจารณาของ กกต. อยู่บนพื้นฐานพฤติกรรมและเห็นว่าผู้สมัครมีส่วนรู้เห็น



ฉะ!ขบวนการฉุดรั้งปชต.


ด้านนายคณิณ บุญสุวรรณ นักกฎหมายและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงเรื่อวงเดียวกันนี้ ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ เพราะการพิจารณาให้ใบเหลือง- ใบแดงแก่ผู้สมัครสส.นั้นยังดำเนินการอย่างไม่รอบคอบ


เนื่องจาก ระยะเวลาในการพิจารณาพยานหลักฐานนั้นรวดเร็วเกินไป และมีหลายสิ่งที่แสดงว่าอำนาจประชาธิปไตยตกอยู่ในอำนาจของ กกต.เพียง 5 คน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะชลอกระบวนการประชาธิปไตยให้ล่าช้าลง และเป็นการทำร้ายประเทศชาติในทางอ้อม


การกระทำเช่นนี้ทำให้กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความล่าช้า และกระบวนการประชาธิปไตยมัวหมอง และหากมีการเลือกต้งซ่อมใหม่ ก็จะทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ


ไล่กกต.กลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ


คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 ท่าน ควรกลับไปพิจารณารัฐธรรมนูญ ว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน จะไม่สนใจเลยไม่ได้ หรือหากว่าจะรับหน้าที่จากฝ่ายใดก็ตามแต่ แต่สุดท้ายแล้วประชาชนก็คือผู้กุมอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริง


การที กกต.จะไม่สนใจเสียงของประชาชน ที่เป็นผู้เลือก ส.ส.มานับแสนเสียง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และการให้ใบแดง-ใบเหลืองอย่างไม่รอบคอบ เท่ากับเป็นการประหารชีวิตนักการเมืองคนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นการทำลายประชาขนอย่างแท้จริง


นอกจากนี้นายคณิน กล่าวด้วยว่าหากมีการระบุว่าผู้สมัคร ส.ส.มีการกระทำความผิด กกต.เองก็น่าจะมีความผิดด้วย ในฐานะผู้ดูแลการเลือกตั้งแต่กลับปล่อยให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่


นายคณิน ยังฝากถึง กกต. ด้วยว่าควรปล่อยให้กระบวนการจัดต้งรัฐบาลดำเนินต่อไปตามครรลอง ส่วนการพิจารณาความผิด ส.ส. ที่เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งนั้น ก็สามารถดำเนินการย้อนหลังได้ หากมั่นใจในพยานและหลักฐานที่อยู่ในมือ เพราะประเทศษชาติต้องเดินหน้าต่อไป


ยกคำร้องบุรีรัมย์เขต2พปช.


สำหรับความเคลื่อนไหวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมยังคงเดินหน้าพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านว่าที่ ส.ส.อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อีก 17 สำนวน รวมถึงการเข้าชี้แจงข้อร้องเรียนของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และกรณีของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่ต้องเข้าชี้แจงต่อ กกต.หลังถูกลูกพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้องเรียนว่าพ้นจากหัวหน้าพรรค ด้วย

โดยผลการพิจารณามีการแจกใบแดงอีก 1 ใบ ให้กับ นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่าที่ส.ส. เขต 1 จ.ปราจีนบุรี กรณีแจกเงินให้แก่ประชาชนเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียง ทำให้ถึงขณะนี้ มีว่าที่ ส.ส.เจอใบแดงไปแล้วรวมเป็น 6 ใบ


ขณะเดียวกันก็มีการยกคำร้องอีก 7 สำนวน รวมทั้งเขต 2 บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน ที่ว่าที่ ส.ส.ของพรรค ได้ไปร้องต่อกกต. กรณีถูกสร้างพยานหลักฐานเท็จ ที่เกี่ยวโยงไปถึงนายเปียง โสมวิเศษ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย


ประชัยโผล่แจงสถานภาพ


ขณะที่วันเดียวกัน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เดินทางไปยังสำนักงาน กกต. พร้อมนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงกับนายธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เกี่ยวกับสถานภาพการเป็นหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย


หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายธนพร ศรียากูล รองหัวหน้าพรรคและนายทะเบียนพรรค ได้ร้องเรียนไปยัง กกต.ว่า นายประชัย ได้สิ้นสุดจากการเป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากได้เขียนใบลาออกจากจำแหน่งสมาชิกพรรคแล้ว จึงไม่สามารถที่จะลงนามและสั่งการในเรื่องต่างๆ ได้


ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 ม.ค. นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค จะเดินทางไปให้ข้อมูลกับ กกต. ในเรื่องนี้ด้วย


ร้องยุบพรรคประชาราช


ด้านนายอัมรินทร์ ยี่เฮง เลขาธิการองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน ได้ยื่นเรื่องต่อกกต. ให้เพิกถอนการประกาศรับรองผลนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 5 นายฐานิสร์ เทียนทอง นางสาวตรีนุช เทียนทอง และนายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.เขตพรรคประชาราช จ.สระแก้ว พร้อมทั้งขอให้ยุบพรรคประชาราช เนื่องจากส.ส.พรรคประชาราชทั้ง 3 คนมีพฤติกรรมผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแจกเงินซื้อเสียง ซึ่งตนได้ยื่นเรื่องร้องคัดค้านไปที่จังหวัดและส่วนกลางแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา


ติงกกต.อย่าพยายามโยงพรรค


ทางด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคในวันเดียวกันนี้ว่า หลังจากที่ กกต.ให้ใบเหลืองและใบแดงแก่ว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้มีความพยายามที่จะโยงมาเป็นความผิดของพรรคด้วย เพื่อความชัดเจนจึงขอยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่เคยสนับสนุน ยุยงส่งเสริมให้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น


โดยทันทีที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคได้ประกาศข้อห้าม 45 ข้อแก่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกราย หาก กกต.ลงโทษว่าที่ ส.ส.รายใดต้องถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค จึงไม่ควรนำมาเป็นสาเหตุโยงให้เป็นการกระทำของพรรคพลังประชาชน


ร้องศาลระงับเลือกซ่อมบุรีรัมย์


ด้านนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ว่าที่ส.ส. พรรคพลังประชาชน เขต 1 จ.บุรีรัมย์ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง พร้อมด้วย นายธนชาติ ธรรมโชติ ทนายความ เดินทางยืนคำร้องต่อศาลฎีกาคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของกกต.ที่มีมติให้ใบแดงและขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศเลือกตั้งใหม่ใน จ.บุรีรัมย์ เขต 1 ไว้ก่อน


โดยศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง ได้นัดให้มาฟังตามคำร้องคำร้องเพิกถอนใบแดงในวันศุกร์ที่ 11 ม.ค.


จองเวรพปช.บุรีรัมย์ไม่เลิก


ส่วนความคืบหน้าภายหลัง กกต.กลางมีมติแจกใบเหลืองให้นายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 นั้น ร.ต.ต.อิศเรศฤทธิ์ นิลวงศ์ ประธาน กกต.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า กกต.เพชรบูรณ์ พร้อมจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ เพียงรอให้ กกต.กลางประกาศวันเลือกตั้งออกมาเท่านั้น


เช่นเดียวกับว่าที่ ร้อยตรี ดุสิต พรหมสิทธิ์ กกต.ประจำ จ.อุดรธานี ฝ่ายบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึง ความคืบหน้าภายหลัง กกต.กลาง มีมติแจกใบเหลืองให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 1 , 2 และ 3 จำนวน 8 คน ว่ามีความพร้อม 100% ทั้งบุคลากรและอุปกรณ์


ขณะเดียวกันมีรายงานว่านายเกษม วัฒนธรรม ประธานกรรมการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ เตรียมนำเอกสารหลักฐานในเรื่องของการทุจริตเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ อีก 1 เขต เข้ามาชี้ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งในวันที่ 9 มกราคมนี้


กกต. รับแจกใบเหลือง‘ยงยุทธ'ยุ่งยาก

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวว่า ที่ประชุม กกต. จะยังไม่มีการลงมติสำนวนของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน เพราะจะต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก ในช่วงบ่ายวันนี้ (9 ม.ค.) และต้องรอให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนรวบรวมผลการสอบสวนทั้งหมด ก่อนเสนอต่อที่ประชุม ขณะเดียวกันก็ขอให้พรรคพลังประชาชนอย่าเป็นห่วงเรื่องการจัดฉาก เพราะ กกต.พิจารณาได้ว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการจัดฉากหรือไม่ อย่างไรก็ตามนายอภิชาต ยอมรับว่า หากกกต.มีมติให้ใบเหลืองกับนายยงยุทธ จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่กกต.จะต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป
ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เห็นว่า การพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธ ควรพิจารณาความผิดส่วนตัวแยกกับเรื่องยุบพรรค เพราะหากนายยงยุทธ กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนประเด็นการยุบพรรคควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่ พลตำรวจตรีชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย 9 ถอนตัวจากการพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้ง นายอภิชาต ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้บังคับหรือสั่งการใดๆ เนื่องจากพลตำรวจตรีชัยยะขอถอนตัวเอง โดยที่ผ่านมา พลตำรวจตรีชัยยะมีความตั้งใจทำงาน และ ทำให้คดีการทุจริตเลือกตั้งสำเร็จไปหลายร้อยเรื่อง ซึ่งเชื่อมั่นว่า การถอนตัวของพลตำรวจตรีชัยยะ จะทำให้การร้องเรียนและการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆหมดไป ทั้งนี้ประธานกกต.ระบุว่า ตนไม่ได้เป็น กกต. ที่ถูกกล่าวหาว่า ไม่ได้คืนสำนวน และไม่ทราบว่าเป็น กกต.คนใด ต้องให้ไปถามแต่ละคนกันเอง แต่ส่วนตัวมองว่า กกต.มีสิทธิเก็บสำนวนดังกล่าวไว้ ขณะที่ นายสุเมธ จำไม่ได้ว่า ได้คืนสำนวนคดีนายยงยุทธ ให้พลตำรวจตรีชัยยะ หรือไม่ ในวันประชุมลับ
สำหรับความคืบหน้าสำนวนการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง มีสำนวนทั้งสิ้น 232 เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จ 110 เรื่อง ส่วนที่เหลือ 122 เรื่อง อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดย 38 เรื่อง ให้มีการแจ้งข้อกล่าว หรือ สอบสวนเพิ่มเติม และอยู่ในกระบวนการพิจารณาอีก 84 เรื่อง และเป็นเรื่องแจ้งเบาะแส รวม 160 เรื่อง


จาก hi-thaksin