WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 9, 2008

อภิชาต เผยใบแดง มฌ.อาจโดนถึงขั้นยุบพรรค

กรุงเทพฯ 9 ม.ค. - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีให้ใบแดงนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.เขต 1 ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ตอนนี้ขั้นตอนการวินิจฉัยได้สิ้นสุดลงแล้ว คงต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไป แต่ได้พิจารณาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่แค่นั้น ยังไม่ได้สอบสวนเพิ่มเติมว่า ความผิดจะเชื่อมโยงถึงพรรคด้วยหรือไม่ เนื่องจาก นายสุนทร เป็นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำสำนวนเสนอขึ้นมา และจะดูว่ามีการพาดพิงไปถึงขั้นยุบพรรคได้หรือไม่.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 16:30:25

บุรีรัมย์สนามรบนี้ไม่จบ.. บทเรียนที่ต้องทบทวนของ กกต

โดย เรืองยศ จันทรคีรี

เรื่องของบุรีรัมย์ที่ กกต. มีการให้ใบแดงว่าที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนจำนวน 3 ราย ตอนแรกๆผมคิดว่ามันคงไม่มีปัญหาอะไรนัก...แต่เมื่อหยิบเรื่องมาศึกษาในรายละเอียดพบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว...เป็นการให้ใบแดงที่น่าจะผิดสังเกต และ กกต. ก็คงอธิบายกับสังคมให้แจ่มแจ้งได้ยากนัก?
มีข้อน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เพิ่งจะโผล่ขึ้นมา เพราะจากหลักฐานและข้อมูลต่างๆ แม้กระทั่งการแถลงของ กกต.กลางก็ยังระบุออกมาว่า “การให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ถือเป็นข้อเสนอของ กกต.จังหวัด” อย่างไรก็ตาม ก่อนเรื่องจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษนั้น นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “พรรคได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณามติของ กกต. ในการให้ใบแดงแก่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พปช. ซึ่งมีข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้นมา ทั้งจากเอกสารและการบันทึกคำพูดของ กกต จังหวัดบุรีรัมย์ มีการยืนยันว่าไม่เคยเสนอ กกต.กลางสำหรับการให้ใบแดงดังกล่าว”
ข้อมูลใหม่ตรงนี้ท่าทางจะกระทบกระเทือนตั้งแต่ยอดเขากระโดนในจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงสำนักงานใหญ่ กกต. ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างจะชัดเจน แต่ท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษก็พิจารณาเรื่องว่าผ่าน โดยเห็นว่า กกต. ดำเนินการต่างๆไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการและตัวบทกฎหมายทุกประการ!
เรื่องของใบแดงที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึงจะเกมไปเรียบร้อย แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายข้อสงสัย ตั้งแต่การกระทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีหลายฝ่ายตั้งคำถาม โดยเฉพาะคุณสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง ซึ่งก็ยอมรับว่า “การให้ใบแดงแก่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์เป็นผลจากการประชุมเพื่อรับฟังสำนวนที่ กกต. ส่งให้สันติบาลลงไปสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม...โดย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบ.ก.สันติบาล เป็นผู้เสนอ ที่ผ่านมาในหลายจังหวัดเห็นว่ามีมูล จึงให้สันติบาลแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมสอบสวนเพิ่มเติม...”


พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. จึงมีส่วนเป็นด้านหลักสำหรับกรณีสนับสนุนการแจกใบแดงที่บุรีรัมย์ ตรงนี้นับเป็นอีกข้อสังเกตในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ...ดูออกจะวกวนอย่างไรชอบกล เพราะ กกต.กลางก็เคยแถลงว่าได้มอบหมายอำนาจให้ กกต.จังหวัดดำเนินการสอบสวนว่าที่ ส.ส. ซึ่งถูกใบแดง ...ตกลงเลยไม่รู้ว่าเป็น กกต.จังหวัดหรือฝ่ายสันติบาลกันแน่ที่เล่นบทเป็นพระเอกในเรื่องนี้? อีกประเด็นต่อมาที่เป็นจุดบอดใหญ่ก็คือคำถามว่าการเข้ามาเป็นอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็นการเข้ามาทำหน้าที่โดยผ่านการเห็นชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่? ...ตรงนี้เป็นคำถามใหญ่เหลือเกิน มีข้อเท็จจริงอยู่ประการหนึ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง” ขึ้นมาเพื่อคอยประสานงานและทำภารกิจในเรื่องดังกล่าวนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยฯนี้มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์ เป็นไปตามคำสั่งของ ผบ.ตร. ประเด็นของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ซึ่งเป็นการประสานของ กกต.กลางเข้าไปสู่สังกัดหน่วยงานสันติบาล โดยตรงนั้นได้ผ่านขั้นตอนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่มีแง่มุมให้ตีความได้ว่ามันเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่? เพราะถ้าขั้นตอนตรงนี้ไม่ถูกต้องก็ย่อมส่งผลเรื่อง 3 ใบแดงที่เขต 1 บุรีรัมย์ เพราะ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. เป็นผู้ชงเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าขั้นตอนการแต่งตั้งไม่ถูกต้อง...เรื่องใบแดงทั้ง 3 ใบนั้นจะเป็นปัญหาหรือไม่อย่างไร?...แต่เมื่อกฤษฎีกาชี้ว่าถูกก็คงถูกครับ มีข้อเท็จจริงอีกด้านที่ควรรับทราบ นายสมชัย จึงประเสริฐ นั้นเป็น กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กกต. ตามกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็สามารถจะร้องขอไปยังหน่วยราชการใดก็ได้เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นให้เข้ามาช่วยงาน กกต. ในระหว่างการเลือกตั้ง ระยะแรกมีตำรวจ 1,200 นาย ซึ่ง กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนแต่งตั้งขึ้นมา...ในจำนวนเหล่านี้ไม่มีสินติบาลเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด!

จนกระทั่งวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 คุณอภิชาติ สุขัคคานนท์ ในฐานะประธาน กกต. ได้มีคำสั่งที่ 300/50 แต่งตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนตามมติ กกต.” รวมทั้งมีคำสั่งที่ 98/2550 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน ก็เป็นคำสั่งเรื่องสรรหาบุคลากรมาทำหน้าที่สืบสวนและวินิจฉัย ในส่วนที่เป็นตำรวจทั่วประเทศ 1,200 นาย ก็มีการมอบอำนาจให้ “คุณสมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้สั่งการ...” ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ก็มีคำสั่งอีกครั้งของประธาน กกต. เป็นคำสั่งที่ 358/2550 ให้แต่งตั้งสันติบาลจำนวน 708 นายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่... เบื้องหลังของคำสั่งดังกล่าวนี้เป็นการขอมาจากคุณสดศรี สัตยธรรม ภายหลังเวลาที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้เข้าไปย่างกรายถึง กกต.กลางเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550... สถานการณ์ที่มีการออกคำสั่งเช่นนี้ แล้วให้สันติบาลเข้ามาทำงานเป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามว่าทาง กกต. ได้ประสานงานไปยังศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วหรือไม่? ประเด็นของใบแดง 3 ใบที่จังหวัดบุรีรัมย์มันไม่ใช่เรื่องขี้แพ้ชวนตี แต่เป็นปัญหาในขั้นตอนการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง คลุมเครือทั้งขั้นตอนแต่งตั้งสันติบาล ขอบเขตการปฏิบัติงานของ กกต.กลางและ กกต.จังหวัด แม้กระทั่งการแต่งตั้งนายตำรวจที่สงสัยว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย... ทุกประเด็นและทุกขั้นตอนมีคำถาม...แม้เรื่องราวเหมือนจะจบแล้ว เมื่อโยนไปให้กฤษฎีกาชุดพิเศษที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณา...แต่ผมเชื่อว่ากรณีของบุรีรัมย์ยังคงค้างคาใจใครต่อใครไปอีกนาน... มันไม่จบจากใจคนครับ?

คิดเหนือข่าว

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2198 ประจำวัน พุธ ที่ 9 มกราคม 2008

คุณหญิงกลับบ้าน

โดย กาหลิบ

สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศตื่นเต้นกันจนนั่งไม่ติดที่เมื่อรู้ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกโค่นอำนาจด้วยการรัฐประหารเดินทางกลับถึงประเทศไทยในเวลา 09.40 น. ของวันอังคารที่ 8 มกราคม 2551
ไม่ได้ตื่นเต้นว่าผลการต่อสู้ในเชิงกฎหมายอันว่าด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับที่ดินถนนรัชดาภิเษกจะออกมาเป็นอย่างไร แต่น่าจะเป็นความรู้สึกต่อภาพรวมของการเมืองในขณะนี้มากกว่า
ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรมภายใต้เงามืดของระบอบเผด็จการหรือไม่
หลายคนถามว่าภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรีจะเสี่ยงภัยไปทำไม ในเมื่อสิ่งบ่งชี้ต่างๆไม่ได้ทำให้เกิดความสบายใจเลยแม้แต่น้อยว่าประเทศไทยกำลังย้อนกลับไปสู่ครรลองที่ถูกต้อง นั่นคือความเป็นนิติรัฐและการใช้หลักนิติธรรม
การกลับบ้านของคุณหญิงพจมานในครั้งนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจของสุภาพสตรีที่กำลังเผชิญกับวิบากกรรมที่คนอื่นสร้างให้อย่างมากมายในขณะนี้
แต่ถ้ามองจากลำดับของเรื่องจนกระทั่งบัดนี้จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว อันเป็นบุคลิกประจำตัวของคุณหญิงพจมานได้สำแดงความเป็นผู้นำอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในหมู่มิตรและศัตรู
นั่นก็คือกลับมาเพื่อพิสูจน์ว่าประเทศไทยตั้งอยู่บนครรลองใดแน่ ระหว่างความเป็นรัฐอารยะที่ประชาคมระหว่างประเทศจะให้ความเคารพนับถือได้ หรือเป็นรัฐอนารยะที่ไม่มีเหตุมีผล และกระทำการใดๆก็ตามตามแต่อารมณ์ของผู้มีอำนาจหลังม่านจะพาให้เป็นไป

เดิมพันก็หนักแน่นชัดเจน ถ้าคุณหญิงพจมานพิสูจน์ได้ว่าประเทศไทยนั้นยังคงมีเหตุผลหลงเหลืออยู่บ้างก็จะเดินหน้าไปสู่การพิจารณาพิพากษาคดีอย่างทระนงองอาจ แต่ถ้าหากเหตุผลได้หายลับดับสูญไปแล้วจากสังคมไทย คุณหญิงพจมานก็อาจจะกลายเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของความไม่ชอบธรรม และได้รับผลกระทบต่อตนเองทั้งในฐานะบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย และในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอย่างสาหัสสากรรจ์ได้ ความกล้าหาญที่จะใช้ตนเองเป็นเครื่องมือพิสูจน์นี้เองนับว่าเป็นความกล้าหาญที่เด็ดเดี่ยวและมีความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง หนูทดลองยายังดีกว่าในกรณีนี้ เพราะการทดลองได้ดำเนินมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ก่อนจะนำสิ่งมีชีวิตอย่างหนูเข้าไปเป็นเครื่องมือทดลอง แต่คุณหญิงพจมานกลับเมืองไทยโดยยังไม่มีสัญญาณใดๆเลยที่บอกว่าประเทศไทยกำลังจะได้สติและตื่นขึ้นจากความบ้าคลั่งที่นำมาซึ่งระบอบเผด็จการที่ผิดกาลเทศะ และผิดเวลาของโลกอย่างรุนแรง คนที่รู้สึกรักและผูกพันกับคุณหญิงพจมานควรต้องปลงใจให้ได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์และการพัฒนาในภาพกว้างของไทย อาจจะพอข่มใจได้บ้างในความหวั่นเกรงอันตรายต่างๆที่กลัวไปแทนคุณหญิงพจมานอยู่ในขณะนี้ ผู้นำต่างกับผู้ตามตรงที่ไม่สามารถรอให้ทุกคนปรับพฤติกรรมไปสู่ความถูกต้องได้ แต่ต้องแสดงตนเองเป็นตัวอย่าง และผลักดันให้เกิดการปรับพฤติกรรมไปสู่ความถูกต้องนั้นเอง ในทัศนะนี้คุณหญิงพจมานก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่หลายคนจะต้องใช้กรณีของเธอเป็นเครื่องมือตัดสินว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในจุดไหนอย่างไรของแผนที่ประชาธิปไตยของโลก

อยากจะได้ยินนักว่านักวิชาการและสื่อมวลชนที่ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างจะตีความเหตุการณ์นี้อย่างไร หรือจะเลือกมองมุมแคบในรายละเอียดปลีกย่อยเหมือนกับเด็กไม่รู้จักโต เพราะกลัวว่าจะพูดจาอะไรที่ไปขัดหูขัดตาเผด็จการทหารและ “อำนาจเดิม” เข้าให้ ประเทศไทยในขณะนี้เป็นที่จับตามองของประชาคมระหว่างประเทศว่าเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เลยเถิดไปไกลถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชน และประกาศการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เป็นโมฆะหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็พร้อมจะสงเคราะห์ว่าประเทศไทยกำลังเดินทางไปสู่ความเป็นพม่า ของพรรค์นี้ถ้าไม่เดิมพันกันด้วยจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อจะให้ความจริงปรากฏชัดต่อสาธารณชนแล้วก็คงจะเหมือนประเทศที่กลั้นใจอยู่ใต้น้ำ ไม่รู้จะขาดอากาศหายใจหรือว่าขาดใจตายเมื่อไหร่ ปล่อยให้เผด็จการและ “อำนาจเดิม” อยู่ในสภาพนั้นไปเพียงพวกเดียวเถอะครับ ประชาชนอย่างเราท่านโผล่พ้นน้ำขึ้นสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์สดใสจะดีกว่า การกลับมาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จึงมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และการต่อสู้ในระยะยาวมากกว่าการเสนอข่าวในระยะสั้นครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2198 ประจำวัน พุธ ที่ 9 มกราคม 2008

อนงค์วรรณจี้กกต.เร่งสอบสถานะหัวหน้าพรรค [9 ม.ค. 51 - 15:48]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (9 ม.ค.) นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชี้แจงสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ พร้อมกล่าวว่า ต้องการให้กกต.เร่งตรวจสอบสถานะ เพราะมีผลการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ และเกรงจะผิดกฎระเบียบ ทั้งนี้ ส่วนตัวพร้อมสนับสนุนพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรค โดยคาดหวังจะได้รับการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากพรรคได้รับคะแนนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตามความต้องการของส.ส.เรื่องการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล แม้หัวหน้าพรรคจะไม่ยอมรับ และไม่อยากให้มีปัญหาคาราคาซัง ภายในพรรค และเมื่อถามถึงกรณีสมาชิกพรรคชูเป็นหัวหน้าพรรคนั้น เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

นายกรัฐมนตรีปัดโทร.คุย พ.ต.ท.ทักษิณ เคลียร์ปัญหาก่อนคุณหญิงพจมานกลับไทย

ทำเนียบฯ 9 ม.ค.- นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นคุณหญิงพจมาน กลับไทยมีเงื่อนงำทางการเมืองหรือไม่ ยืนยันไม่เคยคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเคลียร์ปัญหาก่อนคุณหญิงพจมาน กลับไทย พร้อมปัดยุ่งเกี่ยวจัดตั้งรัฐบาล

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าพบของนายสัก กอแสงเรือง กรรมการและโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ กรรมการ คตส. ว่ามาหารือกับ พล.อ.พงษ์เทพ เทพประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่พอดีตนลงมาก็เลยพบกัน ได้คุยกันถึงเรื่องที่ คตส.ดำเนินการเรื่องต่างๆ และส่งผ่านกระบวนการยุติธรรมไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เท่านั้น

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ถามในรายละเอียดว่า คดีต่างๆ มีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหน แต่บอกว่าส่วนใหญ่เดินหน้าไปในสภาพที่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งคดีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เมื่อถามว่า มองการกลับมาของคุณหญิงพจมานในช่วงนี้อย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่ามีนัยทางการเมืองมากกว่าการตั้งใจกลับมาสู้คดี พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของคุณหญิงพจมาน ที่จะเดินทางเข้ามาแล้วก็มาต่อสู้คดี ถือเป็นสิทธิพื้นฐาน ในเรื่องอื่นๆ เราคงไม่สามารถที่จะไปวิเคราะห์ ไม่สามารถที่จะไปมองภาพหรือคาดการณ์ในอนาคตข้างหน้าได้ แต่ปัจจุบันเมื่อเข้ามาแล้ว คุณหญิงพจมานก็ไปที่ศาลฎีกาและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการต่อสู้คดีทั้งสองกรณี เป็นเหตุผลที่ตนคิดว่าเป็นส่วนดี

สำหรับเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อ้างในแถลงการณ์ 3 ข้อ ทั้งความจงรักภักดี สู้คดีและห่วงครอบครัว ในการที่คุณหญิงพจมาน เดินทางกลับประเทศ ถือเป็นเหตุผลที่จะนำไปสู่ความเรียบร้อยและความสมานฉันท์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ อย่างที่ตนพูดอยู่ตลอดเวลาว่าการพูดต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เราคงต้องดูว่ากระทำได้เหมือนกับที่พูดหรือเปล่า

ส่วนที่มีการมองว่า การที่ตัดสินใจกลับมาของคุณหญิงพจมาน ได้มีการเคลียร์ปัญหาบางอย่างไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าได้มีการตกลงอะไรกันอย่างไร แต่ถ้าถามตนว่ามีการโทรศัพท์ถึงตนหรือเปล่านั้น ยืนยันว่าไม่มี กรณีกระแสข่าวที่อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามขอพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะต้องอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.เปรม ตนคงไม่สามารถไปคาดเดา แม้ตนทำงานกับท่านมานาน แต่ไปเดาความคิดของท่านยากมาก

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่าไม่ทราบจริงๆ ว่า ข่าวที่ว่าปัจจัยระดับสูงที่จะทำให้สมานฉันท์อยู่ที่ พล.อ.เปรม มาได้อย่างไรและจะเป็นอย่างไร อย่างที่ตอบไปคือตอบได้เฉพาะตัวของตนเท่านั้นว่า ไม่ได้รับการติดต่อ ไม่ได้มีโทรศัพท์พูดคุยกัน ในส่วนที่เป็นภาพรวม ตนคิดว่าการพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่มีความกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่ จ.บุรีรัมย์เพิ่มขึ้น คงมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงนั้นเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่บางฝ่ายโดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนเกรงว่า มีมือที่มองไม่เห็นมาจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะเป็นรัฐบาลยืนยันได้หรือไม่ว่าจะเป็นไปตามครรลอง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่จะพูดคุยกัน ตนไม่ได้มีส่วนที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีมือหรือไม่มีมือ ตนก็ไม่ทราบ. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 15:46:49





‘นพดล' ยืนยัน‘คุณหญิงพจมาน'ไม่เกี่ยวจัดโผครม.

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน(พปช.)ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายครอบครัวชินวัตร ยืนยันว่า การเดินทางกลับประเทศไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนหรือเข้ามาเพื่อเตรียมจัดตั้งโผคณะรัฐมนตรีตามที่มีกระแสข่าว

แต่คุณหญิงพจมานเดินทางกลับมาเพื่อต่อสู้คดีความ รวมถึงมีความเป็นห่วงครอบครัว รวมทั้งไม่ได้เป็นการเข้ามาทดสอบระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับมาในราวเดือนเม.ย.นี้ โดยช่วงนี้คุณหญิงพจมานอยู่ระหว่างการพักผ่อนกับบุตรชายบุตรสาว และรอเตรียมตัวจะขึ้นศาลในคดีที่ดินรัชดาฯ นัดแรกวันที่ 23 ม.ค.51

"ผมขอยืนยัน การเดินทางกลับมาของคุณหญิง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน และไม่เกี่ยวข้องกับการจัดโผครม.แต่อย่างใด เพราะอำนาจการจัด ครม.นั้น เป็นอำนาจของคุณสมัคร และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งคุณหญิงไม่ได้มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น" นายนพดล กล่าว

นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) เดินทางไปรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบคดีต่างๆ ให้แก่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าฝ่ายการเมืองอาจจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ คตส. และอาจทำให้การตัดสินคดีต่างๆ ไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ คตส.ทำงานด้วยความเป็นกลาง

สำหรับการจับขั้วกับพรรคชาติไทย(ชท.) และพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากทั้ง 2 พรรคเพราะต่างพักการร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระยะนี้นั้น นายนพดล กล่าวว่า เป็นสิทธิที่แต่ละพรรคจะดำเนินการ แต่ขณะนี้พรรคพลังประชาชนเมื่อรวมกับ 3 พรรคเล็กมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลแล้วถึง 254 เสียง และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งใหม่หลายพื้นที่ที่ว่าที่ ส.ส.ของพรรคถูกใบเหลืองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)


จาก hi-thaksin

สุจริตเที่ยงธรรมยังมีอยู่หรือไม่

หนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงมาตราฐาน การให้ใบแดง- ใบเหลือง ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีข้อสงสัยมากมายไปหมด

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีการแจกใบแดง โดยมีการอ้างพยานหลักฐาน คือ หัวคะแนน ไปแจกเงิน 3-400 บาท


ที่จังหวัดนครราชสีมา มีการแจกใบเหลือง โดยมีการอ้างพยานหลักฐาน คือ หัวคะแนน ไปแจกเงิน 10,700 บาท


2 แห่งนี้ คือ ว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน


ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือไม่ มีการกลั่นแกล้ง จากคนอื่นหรือไม่ เป็นข้อต่อสู้ ของ ฝ่ายที่ถูกพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง


แต่ที่ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการจับเงินที่ใช้ในการเตรียมซื้อเสียง 1,300,000 กว่าบาท พร้อมกับหมายเลขผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ กกต.พิจารณาแจกแค่ ใบเหลือง


มาตราฐานของ กกต.ในการพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดง คืออะไร


1.การที่ผู้สมัครไม่ได้ทำเอง กกต.มักจะให้ใบเหลือง แต่ที่จ.บุรีรัมย์ ให้ใบแดง ส่วนที่ จ.เพชรบูรณ์ ให้ใบเหลือง


2.จำนวนเงินในการกระทำผิด ที่จ.บุรีรัมย์ เพียง 3-400 บาท จากผู้ร้องเรียนไม่กี่คน อย่างมากสุด 10 คน เพียง 3-4,000 บาท ขณะที่ จ.เพชรบูรณ์ เงินถึง 1 ล้านกว่าบาท


ถามว่า เงิน 3-400 บาท ใครจะเอาไปกลั่นแกล้งใครได้ไหม


ถามว่า เงิน 1 ล้านบาท ใครจะลงทุนเอาไปกลั่นแกล้งกันขนาดนั้น


เป็นคำถามพื้น ๆ ที่ สามัญชน คนเดินดินกินข้าวแกง ธรรมด๊า ธรรมดา ยังรู้


ไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจของผู้พิพากษา ดีกรีไหนมาการันตีความคิดนี้


ทำไม มาตรฐาน การแจกใบเหลือง ใบแดง ของ กกต. ชุดนี้จึงแตกต่างกัน และ หาเหตุผลที่ตอบไม่ได้


มติ กกต. แจกใบแดง 3 เสียง และ แจกใบเหลือง 2 เสียง


แต่กติกา หรือ กฎหมาย บอกว่า ต้องได้ มติเอกฉันท์ จึงจะให้ใบแดงได้


คงไม่ไปว่ากติกาว่าเขียนมาแบบนี้ได้อย่างไร


แต่ต้องถามว่า 2 เสียงคือใคร ?


มีเหตุผลกลใด ในการทำให้มาตราฐาน การตัดสินถึงได้ผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ?


เป็นคำถามตัวโต ที่ กกต. 2 คน จะเป็นต้องตอบให้กับ สังคมไทย ถึงการใช้ดุลยพินิจ ตัดสินใจเช่นนี้


ในเมื่อ กกต.ทั้ง 5 ท่าน ได้ให้คำมั่นในการทำงานครั้งนี้ ว่าจะทำงานด้วยความ สุจริต เที่ยงธรรม นั่นคือหัวใจการทำงานของ กกต.


วันนี้มีการพูดถึงมือ สกปรกที่มองไม่เห็นเป็นมือขยันมาช่วยขยี้ ที่จะทำให้การตั้งรัฐบาล ตามที่ประชาชน ได้ให้มหาฉันทามติ เลือกพรรคพลังประชาชน จนเกือบจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง


คนที่ชอบเดินเกม ในลักษณะ อำนาจนอกระบบ และกระทำการท้าทายอำนาจประชาชน ที่เขาได้ตัดสินใจมาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หลายคนได้แต่อึ้ง และ พร้อมใจกัน ไม่ยอมรับ และ ไม่ยินยอมให้อำนาจเหล่านี้เข้ามาครอบงำทางการเมืองอีกแล้ว


วันนี้มีการพูดถึง กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในหลายเขตของภาคอีสานและภาคเหนือ


สื่อหลายสำนัก ที่ทำตัวเข้าด้วยช่วยเหลือ การรัฐประหาร (เพราะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน) ยังเดินเครื่องวาดลวดลายกันต่อ ด้วยการตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้จะชุมนุมกันทำไม ปล่อยให้กกต.พิจารณาไป และ ยอมรับไปสิ้นเรื่อง


พูดง่าย เขียนง่าย แต่ ฟังยาก


เพราะเป็นคำถามคาใจใน ความสุจริต เที่ยงธรรม ที่เขามองไม่เห็น


กกต.ทำให้คนทั่วประเทศมองเห็นได้ไหม มาตราฐานแจกใบเหลือง ใบแดง ท่านมีอะไรเป็นเกณฑ์วัดกันแน่ โดยเฉพาะ กรณีเปรียบเทียบ บุรีรัมย์ และ เพชรบูรณ์


"สมศักดิ์" เชื่อ กกต.มีอุดมการณ์-แทรกแซงไม่ได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกกต.ให้ 2 ใบแดงพรรคชาติไทยว่า ตอนนี้เหลือที่จ.สิงห์บุรีที่กกต.ยังไม่มีมติแต่น่าจะมีโอกาสลงเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนจังหวัดอื่นๆที่จะมีการเลือกตั้งใหม่จะหารือกันอีกครั้งว่าคะแนนของผู้สมัครแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไรสู้แล้วจะมีโอกาสหรือไม่ เมื่อถามว่าพรรคตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าทำไมพรรคถึงถูกใบแดง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อในการทำงานของกกต. แต่ก็เคารพในสิทธิ์ของคนได้ใบเหลือง-ใบแดงมีสิทธิ์ที่จะไปร้องขอความเป็นธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาและถ้าคณะกรรมการกฤษฏีกาเห็นสอดคล้องกับกกต.ก็สบายใจแต่ถ้าเห็นไม่สอดคล้องก็ขึ้นอยู่กับกกต.ต้องตัดสินใจ


เมื่อถามว่าการมองว่าที่กกต.ให้ใบแดงเพราะพรรคชาติไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากมองในแง่ร้าย เพราะจะทำให้องค์กรเสียหาย และไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าใบแดงของพรรคมีความบริสุทธิ์ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งสองคนก็ได้ยืนยันว่าบริสุทธิ์ และยื่นขอความเป็นธรรมแล้ว ซึ่งก็อยู่ที่ดุลพินิจของกกต.จะพิจารณา อย่างไรก็ตามตนไม่เชื่อจะมีไอ้โม่งเข้ามาแทรกแซงในการให้ใบแดง แต่เชื่ออุดมการณ์ของคนที่เป็นกกต.ว่าไม่มีใครแทรกแซงได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคพลังประชาชนระบุว่าหากพื้นที่ไหนถูกใบแดงจะเทคะแนนให้กับพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาล นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พูดอย่างนี้ถือว่าดูแคลนประชาชน มันไม่เหมือนกับน้ำหรือทรัพย์สมบัติที่ไม่เอาแล้วจะยกให้คนโน้นคนนี้ การพูดอย่างนั้นไม่ใช่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อถามว่าการให้ใบเหลือง-ใบแดงมีผลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่อยู่ในภาวะที่จะพูดถึงการจับขั้วรัฐบาล แต่หัวหน้าพรรคทั้งสองท่านก็ได้บอกกับสังคมไปแล้วว่าเป็นอย่างไร เพียงแต่รอแถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ต้องรอออกทุกข์ไปแล้ว 15 วันเป็นโอกาสที่เหมาะสม เพราะตอนนี้ผู้คนทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงของความเศร้าโศกเสียใจ ไว้อาลัยให้กับพระเจ้าพี่นางฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปหรือไม่หากกกต.พิจารณาเกี่ยวกับการยุบหรือไม่ยุบพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผล เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย คนชอบคิดแทนคนอื่นว่าจะต้องยุบ จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ดังนั้นรอให้เหตุการณ์ถึงตรงนั้นก่อน อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่านายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจท่าทีของพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรายังมีสัจจะอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อถามว่าพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เดินทางไปต่างประเทศไปพบใครหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทราบว่าเดินทางไปประเทศอินเดีย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองการกลับมาสู้คดีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มองเหมือนประชาชนทั่วไปอยากเห็นการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพราะทุกอย่างจะมีหลักฐานชัดเจน ถูกก็ถูก ผิดก็ผิด คิดว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีส่วนร่วมในการตั้งรัฐบาลด้วย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากมองอย่างนั้น ตนเชื่อเจตนารมณ์ของคนที่ได้บอกไว้แล้วว่ามีเหตุผล 3 ประการ ต้องเชื่อคนบอก อย่าคิดแทนเขา


“สุรพงษ์” เชื่อกรณี “ยงยุทธ” ไม่ถึงขั้นยุบพรรค

วันนี้ (9 ม.ค.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิชาต สุขคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่าในการสอบสวนเรื่องร้องเรียนนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคฯหากพบว่ามีมูลความผิดจริงอาจจะเป็นทั้งความผิดส่วนบุคคล รวมทั้งเกี่ยวโยงไปถึงขั้นยุบพรรค ว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นตามที่นายยงยุทธชี้แจงต่อ กกต. ว่าสามารถแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดได้ ส่วนประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะโยงไปถึงขั้นยุบพรรคนั้น ตนเห็นว่าเท่าที่เห็นหลักฐานที่นายยงยุทธชี้แจง คิดว่าคงจะไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น และพรรคไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นหลัก แต่สิ่งที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคคุยกันเป็นประเด็นหลัก คือคดีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกลเอกตั้งขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมากกว่า ทั้งนี้ตนอยากขอให้ กกต.มีมติที่ชัดเจนออกมาก่อนที่จะคิดไปก่อนล่วงหน้า

ขั้วนิ่ง “พจมาน” กลับได้ [9 ม.ค. 51 - 03:07]

แค่ชั่วข้ามวันหลังมีกระแสข่าวกระเส็นกระสาย


ล่าสุดคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ทีจี 603 จากฮ่องกงถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงสายวันที่ 8 มกราคม

ท่ามกลางนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และทีมอารักขาพรึบเต็มสนามบิน

เงียบเชียบ ปุบปับฉับไว

ในทันทีที่กลับถึงประเทศไทย คุณหญิงพจมานได้เดินทางไปมอบตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สู้คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ในฐานะจำเลยที่ 2

โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาหลักประกันบัญชีเงินฝาก 5 ล้านบาท พร้อมมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล กำหนดการพิจารณาคดี ครั้งแรกในวันที่ 23 มกราคม 2551

เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เช่นเดียวกับการเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเซส ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

คดีขึ้นสู่ศาล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายพิชิฏ ชื่นบาน หนึ่งในทีมทนาย ยืนยันการเดินทางกลับเมืองไทย ของคุณหญิงพจมาน

เป็นไปตามเวลาที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้คดี

แต่ยังมีเหตุผลที่นอกเหนือไปจากนั้น อดีตนายกฯทักษิณ ร่อนแถลงการณ์ตามหลัง ชี้แจงเหตุผล 3 ประการในการตัดสินใจส่งภริยากลับเมืองไทย

เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าถวายสักการะและถวายอาลัยพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ร่วมกับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศด้วยตนเอง ในฐานะตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวชินวัตร และครอบครัวดามาพงศ์

ต้องการมอบตัวต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมที่ชอบด้วย กฎหมายและหลักนิติธรรม

ต้องการกลับมาใช้ชีวิตโดยสงบกับครอบครัว เพื่อดูแลลูกๆอย่างใกล้ชิด

พร้อมๆกับตบท้ายแถลงการณ์ อดีตนายกฯทักษิณระบุ มีความปรารถนา สูงสุดที่จะเดินทางกลับไปใช้ชีวิตใต้เบื้องพระยุคลบาทร่วมกับครอบครัวใน ประเทศไทย และเพื่อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์และต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามหลักนิติธรรม เมื่อได้เวลาอันสมควร

ส่งเมียปูทางล่วงหน้า

ตามรูปการณ์ที่น่าจะชั่งน้ำหนัก เช็กระดับความชัวร์กันแล้วว่า ปลอดภัย

ถ้าไม่มั่นใจคงไม่กลับ

ที่แน่ๆโดยเงื่อนไขที่พอดิบพอดี การจับขั้วรัฐบาลเริ่มนิ่ง ในสูตรรัฐบาล ผสม 6 พรรค ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และประชาราช

แพ็กกันแน่นกับพรรคพลังประชาชน

ตัวเลขใบแดง ใบเหลือง ไม่มีผลต่อการพลิกขั้วรัฐบาลแต่ อย่างใด

พลิกเกมสกัดยังไงก็เอาไม่อยู่

อย่างดีก็แค่เชือดไก่ให้ลิงดู กับคิวของพรรคชาติไทยที่เจอไป 2 ใบแดง ที่จังหวัดชัยนาท และอีก 1 ใบเหลืองที่จังหวัดชัยภูมิ ไล่หลัง “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้ประกาศแสดงตัวแสดงตน

เลือกข้างร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ในชะตากรรมเดียวกัน ถึงคิวของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ผู้โชคดีถูกหวย กกต. กลายเป็นนายสุนทร วิลาวัลย์ ส.ส.ปราจีนบุรี คนที่ได้รับมอบหมายให้ เป็น 1 ใน 3 ของผู้มีอำนาจการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ว่าที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลโดนสอยร่วงระนาว

แต่ที่เหนียวกลายเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ วัดจากกรณี ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ ที่ตำรวจจับเงินสด 1.3 ล้านบาท ในบ้านหัวคะแนน แต่ผลออกมา กกต.เสียง 3 ต่อ 2 มติไม่เป็นเอกฉันท์

ได้แค่ใบเหลือง

กกต.ชักใบแดงไม่ออก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน