WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 10, 2008

ประชุม กกต.ไร้ใบแดง-ใบเหลือง

สำนักงาน กกต. 9 ม.ค. - “สุทธิพล ทวีชัยการ” เผยที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) ไม่แจกใบแดง-ใบเหลือง หรือรับรอง ส.ส.เพิ่ม แต่มีมติดำเนินคดีอาญากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่สาวไม่ถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.00 น. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้าน 8 เรื่อง ให้ กกต. จังหวัดสืบสวนสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงรับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแทน กกต. โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 7 วัน ประกอบด้วย จ.เพชรบูรณ์ เขต 2 กรณีรับจัดเลี้ยงและให้เงิน จ.ยโสธร เขต 2 ข้อหาแจกเงิน และ จ.ชัยภูมิ เขต 2 ข้อหาแจกเงิน

นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. ยังให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องคัดค้านเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีมูลก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาและรับฟังข้อกล่าวหาแทน กกต. ประกอบด้วย จ.นครพนม เขต 1 และ จ.บุรีรัมย์ เขต 2 และ 3 ทั้งนี้ ยังมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่กรณีดังกล่าวไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีมูลสาวไปถึงว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครในพื้นที่หรือไม่ และยังมีมติให้ยกคำร้องกรณี เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ในข้อกล่าวหาให้ทรัพย์สินเป็นวีซีดีเพื่อจูงใจ

ต่อข้อถามว่า กรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ระบุว่า ไม่ได้ดูวีซีดีหลักฐาน เพราะตำรวจสันติบาลไม่ยอมนำมาให้ นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. มีมติให้เชิญนายยงยุทธ พร้อมทั้งเชิญตำรวจสันติบาลมาเปิดวีซีดีดังกล่าวดูพร้อมกัน โดยจะกำหนดวันเวลาอีกครั้ง นอกจากนี้ นายยงยุทธได้ขอเพิ่มพยานอีก 2 ปาก. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 19:48:38

"นพดล ปัทมะ" ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อาจกลับไทยเร็วขึ้นจากกำหนดเดิม

กรุงเทพ 9 ม.ค. - ส่วนความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่คืบหน้า แต่มีความเห็นจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการเดินทางกลับไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่มีข่าวว่ามาจัดตั้งรัฐบาล

ด้านนายกรัฐมนตรียืนยันไม่เคยคุยโทรศัพท์กับ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ก่อนที่คุณหญิงพจมาน จะกลับไทย

ส่วนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้เก็บตัวเงียบภายในบ้านพัก ซอยจรัลสนิทวงศ์ 69 ตลอดช่วงเช้าโดยไม่มีแกนนำพรรคพลังประชาชนมาเข้าพบ ท่ามกลางการดูแลความเรียบร้อยจากตำรวจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายคุณหญิงพจมานได้เดินทางออกจากบ้านพัก โดยมีรายงานว่า ไปพบทันตแพทย์

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎมายครอบครัวชินวัตร ยืนยันการเดินทางกลับไทยของคุณหญิงพจมาน ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเปิดเผยว่าพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อาจกลับไทยเร็วขึ้น

ขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยยืนยันพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน เห็นตรงกันที่จะประกาศร่วมรัฐบาลหรือไม่อย่างเป็นทางการคือ หลังไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 15 วัน ย้ำไม่หวั่นที่พรรคได้ใบแดง เชื่อได้ที่นั่งกลับคืน

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผย ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันกับอดีตกรรมการสภานโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยย้ำจุดยืนเดิมในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่เห็นว่าหากได้ตำแหน่งที่สอดคล้องกับนโยบายของพรรคจะเป็นสิ่งที่ดี

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เชื่อการแจกใบเหลือง-ใบแดงของ กกต.ไม่กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล หนุน 2 พรรคใหญ่จับมือบริหารประเทศ ให้พรรคเล็กเป็นฝ่ายค้าน

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เผยวันพรุ่งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงแถลงถึงท่าทีจุดยืนต่าง ๆ ทางการเมืองของพรรคและไม่ว่าพรรคจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต้องถือว่างานสภาผู้แทนราษฎรสำคัญที่สุด - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 19:34:03

เปิดเอกสารลึก เจาะสัมพันธ์ บังธิ-สองแม่ลูก “สัตยธรรม”

ไม่ได้หนีหน้าหายไปไหนหรอกครับ ยังเปิดรับข้อมูลข่าวสารและติดตามสถานการณ์การเมืองด้วยความห่วงใยในบ้านเมืองของเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ตั้งใจที่จะหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์และเปิดประเด็นใหม่ในทางการเมืองไว้ระยะหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นห้วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์โศก ถวายอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประดาบ จึงตั้งใจร่วมถวายอาลัย ด้วยการหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์ สัก 7 วัน เพื่อให้ใครต่อใครได้ใจสงบกันบ้าง วันนี้ก็พ้นกำหนด 7 วันแล้ว ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่กันตามปกติ และไม่รู้ว่ากลับมาวันแรก จะมีใครต้องสลบ หลังจากสงบมาได้ 7 วันเต็มๆ หรือไม่

เอกสารที่นำมาเสนอครั้งนี้ ไม่ใช่เอกสารลับ แต่เรียกว่าเป็นเอกสารลึกดีกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร และ รองนายกรัฐมนตรี กับ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ว่าไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะคนรู้จักกันตามสายงาน และ คนที่คุยกันถูกคอ เข้าอกเข้าใจกันดีในฐานะคนทำงานที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน

เอกสารลึกฉบับนี้ เป็นหนังสือสำนัเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขที่ นร 0401 /7856 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 เรื่อง ขอยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ส่งถึง ประธานศาลฎีกา และลงนามโดยนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันเป็นประจำในส่วนราชการทุกระดับ แต่ความไม่ปกติของเอกสารลึกฉบับนี้ ก็คือว่า การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ครั้งนี้ เป็นการยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยปฏิบัติราชการให้แก่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

ดูแล้วก็เหมือนเอกสารยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ทั่วไป แต่มาสะดุดตรงที่ ชื่อและนามสกุลของข้าราชการที่ถูกยืมตัว กับ ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ต้องการยืมตัวมาช่วยราช การ แล้ว ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติธรรรมดา และเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หากผู้ต้องการยืมตัวเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับวิญญูชนทั่วไป เพราะจะรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร ไม่ใช่ว่ามีอำนาจอยู่ในมือแล้วจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ถูกต้องแล้วครับ ..

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่แปลงกายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการเลือกตั้ง สั่งการให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ลูกสาวของนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง มาปฏิบัติราชการที่ห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 หลังจากดำรงตำแหน่งเพียง 15 วัน ก็ทำเรื่องยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล และยังกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ปฏิบัติตามที่ต้องการ คือให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาทำงานกับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร

พิจารณาจากหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพล.อ.สนธิ ไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจมารยาทการทำงานในฐานะฝ่ายบริหาร ที่จะต้องไม่ก้าวล่วง และไม่สั่งการไปยังฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ ให้ทำเช่นนั้น เช่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ เคยชินกับการใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่สั่งให้ทุกคน ทุกฝ่ายทำตามที่ตนต้องการ และคิดว่าสามารถออกคำสั่งกับประธานศาลฎีกา ได้ด้วย

โดยระเบียบวิธีปฏิบัติ การยืมตัวข้าราชการตุลาการ หรือผู้พิพากษา มาช่วยปฏิบัติราช การ ไม่ใช่ว่าประธานศาลฎีกา จะมีอำนาจอนุมัติได้ หากแต่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ หรือ กต. พิจารณาอนุมัติ และ กต.จะพิจารณาเมื่อใด วันไหน ก็เป็นเอกสารสิทธิของ กต. ไม่จำเป็นต้องทำตามกำหนดเวลาที่ พล.อ.สนธิ ต้องการ หรือกำหนด และ พล.อ.สนธิ ก็ไม่มีอำนาจที่จะกำหนดด้วย เพราะ ประธานศาลฎีกา และ กต. ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.อ.สนธิ

โดยปกติแล้ว การยืมตัวข้าราชการตุลาการ ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาล มาช่วยปฏิบัติราชการ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น เว้นเสียแต่จะพ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษา ไปเป็นฝ่ายบริหาร ที่ไม่ต้องทำหน้าที่พิจารณาอรรถคดีและตัดสินคดีในศาล เนื่องจากผู้พิพากษา เป็นข้าราชการที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากข้าราชการทั่วไป เช่น ทหาร ตำรวจ ครู ซึ่งมีอัตราว่างจากงาน (คนล้นงาน) มากพอ ที่จะไปช่วยปฏิบัติราชการวันใด เมื่อใดก็ได้ ในขณะที่อัตราผู้พิพากษา มีน้อยอยู่แล้ว หากถูกยืมตัวไปช่วยราชการอีก ก็จะทำให้อรรถคดีต่างๆ ที่พิจารณากันล่าช้าอยู่แล้ว ต้องล่าช้าออกไปอีก

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษา ไปช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งก็คือ ตำแหน่งหน้าห้องรองนายกรัฐ มนตรี พิจารณากลั่นกรองงาน ก็เป็นการแสดงออกในเชิงสัญญลักษณ์ว่า ฝ่ายบริหารอยู่เหนือกว่าและเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กระบวนการยุติธรรม ถูกตั้งข้อสงสัยจากประชาชนจำนวนไม่น้อย ว่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครหรือไม่

พิจารณาในมุมความสัมพันธ์สามเส้า ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง และมีเป้าหมายชัดเจนเปิดเผยว่าต้องการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ชนะการเลือกตั้ง ไม่ให้เป็นรัฐบาล และสุดท้ายคือไม่ให้มีพรรคพลังประชาชน กับ การทำงานของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสนองตอบต่อเป้าหมายของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่างออกนอกหน้า และออกอาการเด้งรับความต้องการของพล.อ.สนธิ จนทำให้เกิดข้อครหาต่างๆ มากมายว่า พล.อ.สนธิ แทรกแซงกกต. และ กกต. เป็นเครื่องมือของคมช.

ส่วนใครจะไปครหาพล.อ.สนธิ แทรก กกต.สดศรี และกกต. สดศรี ตกเป็นของ พล.อ.สนธิ แล้วจริงหรือไม่ ประดาบ ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้คนใกล้ชิดของบุค คลทั้งสอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คมช.เจอวิกฤติพิษเอกสารลับเล่นงาน พล.อ.สนธิ ลิ้นคับปาก เพราะโกหกทุกวันจนหมดทางดิ้น ก็เห็นจะมีแต่นางสดศรี สัตยธรรม นี่ล่ะที่แสดงอาการห่วงใยพล.อ.สนธิ จนผิดปกติ และอาสาเขี่ยลูกออก เตะลูกทิ้ง อยู่ตลอดเวลา

สองเส้าระหว่าง พล.อ.สนธิ กับ นางสดศรี ก็ทำให้ข่าวลือกระหึ่มเมืองแล้ว ยังไม่พอ วันนี้ยังมาเจอหลักฐานเส้าที่สามที่ต้องพิจารณากันให้หนักเข้าไปอีก ก็คือ นางสาวกอนณา สัตยธรรม ถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน

ประดาบ ไม่อยากคาดเดา ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ ว่าความสัมพันธ์สามเส้าครั้งนี้ จะดำเนินไปอย่างไร และจบลงที่ตรงไหน แต่บอกได้ว่า นี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุด และเป็นการกระทำที่ไม่เกรงต่อสายตาประชาชนคนไหนทั้งสิ้น ว่าจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตั้งใจทำลายพรรคพลังประชาชน

นางสดศรี เป็นกกต. มีความไม่เป็นกลาง และทำงานเหมือนรับใบสั่งจากใครบางคนให้มาหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชน เป็นการเฉพาะ

นางสาวกอนณา เป็นผู้พิพากษา แต่ถูกรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้มาช่วยทำงานหน้าห้อง ในฐานะลูกสาวของนางสดศรี

ท่อร้อยสายระหว่างทำเนียบรัฐบาล กับ กกต. ผ่านทางไหน ไปกับใคร ไม่ต้องเดาให้ยาก ไม่ต้องตรวจสอบแกะรอยว่า ใบสั่งจากพล.อ.สนธิ ไปถึง นางสดศรี หรือไม่ ด้วยทางใด ไม่ต้องถามว่ามีหรือไม่อีกแล้ว

เอกสารลึกฉบับนี้ให้คำตอบหมดแล้วว่า ทำไมกกต.สดศรี จึงพูดจาเห็นอกเห็นใจเข้าอกเข้าใจและเข้าถึงความต้องการในก้นบึ้งหัวใจของพล.อ.สนธิ ได้ดีกว่ากกต.ทุกคน และ เป็นคำตอบว่าทำไมพล.อ.สนธิ ไม่ต้องไปพบกกต. และไม่ต้องเรียกกกต.มาพบ แต่ กกต.ก็เข้าใจดีว่าพล.อ.สนธิ ต้องการอะไรจากกต.บ้าง

เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ความเชื่อที่ว่ากกต.บางคนไม่เป็นกลาง และเป็นเครื่องมือให้แก่คมช. จึงไม่ต้องการการพิสูจน์อีกต่อไป เพราะนี่คือเอกสารที่ยืนยันได้ดีที่สุด

ใช้แม่ทำงาน เอาลูกมาดูแล

สูตรนี้ พล.อ.สนธิ ใช้กับบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ผิดเพี้ยน

ใช้พ่อเป็นโฆษกให้คมช. แล้วดึงลูกสาวมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ประดาบถึงกับสะอึก เพราะนึกไม่ถึงว่ารองนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย จะทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้

มีคำถามสองข้อที่อยากถาม นางสดศรี สัตยธรรม ให้ตอบตัวเอง

1. คุณยังสมควรเป็นกกต.อีกหรือไม่

2. คุณยังกล้าพูดอีกไหมว่าไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ไม่ต้องมาตอบผม เพราะผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

กอนณา สัตยธรรม
เทือกเถาเหล่ากอ - ลูกสาวคนเดียวของ อรุณ น้าประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแพ่งธนบุรี กับ สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ (ก่อนหน้านี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) ตั้งแต่เด็กคุณพ่อคุณแม่ให้อิสระในการ คิดและตัดสินใจ ทั้งคู่เป็นผู้พิพากษาจึงปลูกฝังและย้ำเตือนถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และทำในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ ให้เป็นคนตรงไปตรงมา ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ถ้าสิ่งที่ทำคือความถูกต้องและทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
ที่มาของชื่อ - คุณพ่อคิดและตั้งชื่อ “กอนณา” เพราะต้องการให้ชื่อคล้องจองกับคุณยาย “ปราณี” ตอนแรกจะตั้ง “กรุณา” แต่ความที่คุณพ่ออยากได้ชื่อแปลกไม่ซ้ำ เลยผัน “กรุณา” เป็น “กอน ณา” ชื่อนี้ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ส่วนชื่อเล่น “ยุ้ย” หรือ “หยุย” ไม่ค่อยมีใครเรียกเพราะชื่อซ้ำเยอะ เพื่อน ๆ และที่บ้านจึงเรียกชื่อจริงแทนชื่อเล่นค่ะ
ศึกษาเล่าเรียน - อนุบาล-ม.4 รร.ราชินี พออายุ 16 ปี สอบเทียบและ เอนทรานซ์ติด คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไม่เลือกสาขาอื่นเลยค่ะ เพราะต้องการดำเนินรอยตามคุณพ่อคุณแม่ จบปริญญาตรีอายุ 19 ปี สอบเนติบัณฑิต 1 ปี จากนั้นต่อปริญญาโทด้านกฎหมายอีก 2 ใบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา CASE WESTERN RESERVE UNIVERSITY (CLEVELAND, OHIO) กับ INDIANA UNIVERSITY (BLOOMINGTON, INDIANA)
หน้าที่การงาน - กอนณาเรียนจบปริญญาโทอายุ 22 ปี ยังไม่สามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้ค่ะ ตามเกณฑ์คืออายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ช่วง 3 ปีที่รอสอบจึงทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัท CHANDLER & THONG-EK LAW OFFICE จำกัด ให้คำปรึกษาลูกค้าชาวต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อายุครบ 25 ปี จึงลาออกสอบผู้พิพากษา โดยเป็นผู้พิพากษาแห่งแรกที่ศาลอาญาธนบุรี ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง (เดิมชื่อศาลแขวงพระโขนง)
ยามว่าง - ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่า เมื่อมีเวลาว่างจึงหาความรู้เพิ่มให้ตัวเอง โดยเฉพาะหนังสือกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าว่างจะไปเป็นเพื่อนคุณแม่ไปปฏิบัติภารกิจตามต่างจังหวัด เพราะคุณแม่เสาร์-อาทิตย์ทำงานด้วย ต้องคอยดูแลเรื่องสุขภาพให้ด้วย เพราะคุณแม่ทำงานหนักมากค่ะ
เป้าหมายในอนาคต -ขอทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้ให้ดีที่สุดและตลอดไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์สุจริต พิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ ด้วยความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ระลึกเสมอว่าเราทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์และเป็นงานที่มีผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกระทบต่อชีวิตผู้อื่น จึงต้องตั้งใจและไตร่ตรองให้ ถี่ถ้วน เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ
มองตัวเอง - เวลากอนณาทำงานเอาจริงเอาจัง และ ชอบกดดันตัวเองว่าต้องทำให้สำเร็จ เพราะมีหลักว่าเป็นลูกคนเดียวต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเสมอ ห้ามทำพลาด ถ้าทำพลาดจะเสียใจ บางครั้งก็เกิดความเครียดบ้าง แต่ไม่นำความเครียดกลับบ้านค่ะ พยายามวางงานไว้ที่ทำงาน
โดย .ประดาบ จาก Hi-Thaksin

Wednesday, January 9, 2008

'บิ๊กแอ้ด' ย้ำ 'หญิงอ้อ' กลับไทยสู้คดีเป็นเรื่องดี

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์การเข้าพบของ คตส.ว่า ได้มาหารือกับพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และตนได้เข้าไปพบปะพูดคุยถึงเรื่องที่ คตส.ได้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ และส่งต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนรายละเอียดของคดีนั้นตนไม่ได้สอบถาม แต่ท่านก็บอกว่าได้เดินหน้าไปในทิศทางที่น่าพอใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยเกี่ยวกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้ง 13 คดีก็เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

เมื่อถามว่า มองการกลับมาสู้คดีของคุณหญิงพจมานอย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่ามีนัยทางการเมืองมากกว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณหญิงพจมานที่เดินทางกลับมาต่อสู้คดี ส่วนเรื่องอื่นๆคงไม่สามารถ วิเคราะห์ มองภาพหรือคาดการณ์อนาคตข้างหน้าได้ อีกทั้งเมื่อเดินทางกลับมาก็ได้เดินทางไปยังศาลและกรมสอบสวน คดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งถือว่าเกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี

เมื่อถามถึงเหตุผลที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกแถลงการณ์ ว่าการกลับมาครั้งนี้ของคุณหญิงพจมาน ในเรื่องของการจงรักภักดี ต่อสู้คดีและการดูแลครอบครัวถือว่าเป็นแนวทางการสมานฉันท์หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าอยู่ที่การปฏิบัติ อย่างที่ตนพูดอยู่ตลอดเวลาว่าการพูดต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เราคงต้องดูว่า ทำได้เหมือนกับที่พูดไว้หรือเปล่า เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีการวิจารณ์ว่าการกลับมาครั้งนี้มีการเคลียร์ อะไรบางอย่างกันแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าได้มีการตกลงอะไรกันอย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่มีการติดต่อทางโทรศัพท์มายังตนแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะที่เป็นคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มองอย่างไรที่มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะขอเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบต้องอยู่ที่การตัดสินใจของท่านเองเพราะโอกาสอย่างนี้คงเป็นสิ่งที่ พล.อ.เปรม จะตัดสินใจด้วยตนเอง ตนคงไม่สามารถคาดเดาได้ตนทำงานกับ พล.อ.เปรม มานาน การเดาความคิดของ พล.อ.เปรม นั้นเป็นเรื่องยากและตนก็ไม่ทราบจริงๆว่ามีข่าวและเป็นมาอย่างไร

เมื่อถามว่าคิดว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่หากทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยทำความเข้าใจกัน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้


ป๋าเหนาะชี้ยังไม่ถึงเวลาพบพจมาน-แนะสส.เลือกคนดีเป็นนายก

หัวหน้าพรรคประชาราช นำลูกพรรครายงานตัว เชื่อ กกต.รับรอง ส.ส.ทัน 22 ม.ค.นี้ เตือน ส.ส.เลือกคนดีเป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ ยังไม่ถึงเวลานัดพบคุณหญิงพจมาน

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชและ ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 5 นำทีมลูกพรรครายงานตัว โดย นายเสนาะ เชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะสามารถพิจารณารับรอง ส.ส.ได้ครบ 95 % เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือในวันที่ 22 ม.ค. นี้พร้อมกับสั่ง ส.ส.ที่จะเข้าทำหน้าที่ได้พิจารณาเลือกตัวนายกฯที่เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข พร้อมกับปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกฯ จะเข้าพบ โดยระบุว่ายังไม่ถึงเวลานัดหมาย

ทั้งนี้ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยภายหลังการเข้ารับหนังสือรับรอง ส.ส. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงโอกาสของพรรคประชาราชในการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ที่ กกต.ได้มีมติให้ใบเหลืองใบแดงว่าพรรคประชาราชไม่ได้มีความคาดหวังในพื้นที่ดังกล่าว แต่หากได้ที่นั่ง ส.ส.เพิ่มเติมก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากพรรคประชาราชไม่มีนโยบายในการซื้อเสียง ขณะเดียวกันไม่รู้สึก กังวลต่อการ พิจารราใบเหลืองใบแดงของ กกต.แต่อยากให้ทำตามกรอบของกฎหมายส่วนในเรื่องการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายเสนาะ ยืนยันว่าพรรคประชาราชพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้ ทั้งนี้ นายเสนาะ ยังคงย้ำแนวคิดเดิมคืออยากให้ 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลและพรรคเล็กก็เป็นฝ่ายค้านรวมถึงพรรคประชาราชด้วย

นอกจากนี้ นายเสนาะ ยังแสดงความไม่พอใจกับกรณีที่มีองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน เดินทางมายื่นเรื่องคัดค้านว่า นายเสนาะ และส.ส.เขต 1 จ.สระแก้ว พรรคประชาราช ทุจริตการเลือกตั้ง โดยระบุว่าไม่เป็นความจริงและขอให้ไปสืบว่าผู้ที่กล่าวหามีวิธีการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร

ขณะที่ยอดการรายงานตัว ส.ส.ในวันที่ 6 ล่าสุดมี ส.ส.เข้ารายงานตัว 18 คน และรวมยอดจากจำนวน ทั้งหมด 382 คน


อภิชาต เผยใบแดง มฌ.อาจโดนถึงขั้นยุบพรรค

กรุงเทพฯ 9 ม.ค. - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีให้ใบแดงนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.เขต 1 ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า ตอนนี้ขั้นตอนการวินิจฉัยได้สิ้นสุดลงแล้ว คงต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไป แต่ได้พิจารณาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่แค่นั้น ยังไม่ได้สอบสวนเพิ่มเติมว่า ความผิดจะเชื่อมโยงถึงพรรคด้วยหรือไม่ เนื่องจาก นายสุนทร เป็นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำสำนวนเสนอขึ้นมา และจะดูว่ามีการพาดพิงไปถึงขั้นยุบพรรคได้หรือไม่.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 16:30:25

บุรีรัมย์สนามรบนี้ไม่จบ.. บทเรียนที่ต้องทบทวนของ กกต

โดย เรืองยศ จันทรคีรี

เรื่องของบุรีรัมย์ที่ กกต. มีการให้ใบแดงว่าที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนจำนวน 3 ราย ตอนแรกๆผมคิดว่ามันคงไม่มีปัญหาอะไรนัก...แต่เมื่อหยิบเรื่องมาศึกษาในรายละเอียดพบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว...เป็นการให้ใบแดงที่น่าจะผิดสังเกต และ กกต. ก็คงอธิบายกับสังคมให้แจ่มแจ้งได้ยากนัก?
มีข้อน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เพิ่งจะโผล่ขึ้นมา เพราะจากหลักฐานและข้อมูลต่างๆ แม้กระทั่งการแถลงของ กกต.กลางก็ยังระบุออกมาว่า “การให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ถือเป็นข้อเสนอของ กกต.จังหวัด” อย่างไรก็ตาม ก่อนเรื่องจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษนั้น นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “พรรคได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณามติของ กกต. ในการให้ใบแดงแก่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 พปช. ซึ่งมีข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้นมา ทั้งจากเอกสารและการบันทึกคำพูดของ กกต จังหวัดบุรีรัมย์ มีการยืนยันว่าไม่เคยเสนอ กกต.กลางสำหรับการให้ใบแดงดังกล่าว”
ข้อมูลใหม่ตรงนี้ท่าทางจะกระทบกระเทือนตั้งแต่ยอดเขากระโดนในจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงสำนักงานใหญ่ กกต. ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างจะชัดเจน แต่ท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษก็พิจารณาเรื่องว่าผ่าน โดยเห็นว่า กกต. ดำเนินการต่างๆไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการและตัวบทกฎหมายทุกประการ!
เรื่องของใบแดงที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึงจะเกมไปเรียบร้อย แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายข้อสงสัย ตั้งแต่การกระทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีหลายฝ่ายตั้งคำถาม โดยเฉพาะคุณสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง ซึ่งก็ยอมรับว่า “การให้ใบแดงแก่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์เป็นผลจากการประชุมเพื่อรับฟังสำนวนที่ กกต. ส่งให้สันติบาลลงไปสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม...โดย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบ.ก.สันติบาล เป็นผู้เสนอ ที่ผ่านมาในหลายจังหวัดเห็นว่ามีมูล จึงให้สันติบาลแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมสอบสวนเพิ่มเติม...”


พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. จึงมีส่วนเป็นด้านหลักสำหรับกรณีสนับสนุนการแจกใบแดงที่บุรีรัมย์ ตรงนี้นับเป็นอีกข้อสังเกตในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ...ดูออกจะวกวนอย่างไรชอบกล เพราะ กกต.กลางก็เคยแถลงว่าได้มอบหมายอำนาจให้ กกต.จังหวัดดำเนินการสอบสวนว่าที่ ส.ส. ซึ่งถูกใบแดง ...ตกลงเลยไม่รู้ว่าเป็น กกต.จังหวัดหรือฝ่ายสันติบาลกันแน่ที่เล่นบทเป็นพระเอกในเรื่องนี้? อีกประเด็นต่อมาที่เป็นจุดบอดใหญ่ก็คือคำถามว่าการเข้ามาเป็นอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็นการเข้ามาทำหน้าที่โดยผ่านการเห็นชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่? ...ตรงนี้เป็นคำถามใหญ่เหลือเกิน มีข้อเท็จจริงอยู่ประการหนึ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง” ขึ้นมาเพื่อคอยประสานงานและทำภารกิจในเรื่องดังกล่าวนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยฯนี้มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์ เป็นไปตามคำสั่งของ ผบ.ตร. ประเด็นของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ซึ่งเป็นการประสานของ กกต.กลางเข้าไปสู่สังกัดหน่วยงานสันติบาล โดยตรงนั้นได้ผ่านขั้นตอนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่มีแง่มุมให้ตีความได้ว่ามันเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่? เพราะถ้าขั้นตอนตรงนี้ไม่ถูกต้องก็ย่อมส่งผลเรื่อง 3 ใบแดงที่เขต 1 บุรีรัมย์ เพราะ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ในฐานะประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน กกต. เป็นผู้ชงเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าขั้นตอนการแต่งตั้งไม่ถูกต้อง...เรื่องใบแดงทั้ง 3 ใบนั้นจะเป็นปัญหาหรือไม่อย่างไร?...แต่เมื่อกฤษฎีกาชี้ว่าถูกก็คงถูกครับ มีข้อเท็จจริงอีกด้านที่ควรรับทราบ นายสมชัย จึงประเสริฐ นั้นเป็น กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กกต. ตามกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็สามารถจะร้องขอไปยังหน่วยราชการใดก็ได้เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นให้เข้ามาช่วยงาน กกต. ในระหว่างการเลือกตั้ง ระยะแรกมีตำรวจ 1,200 นาย ซึ่ง กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนแต่งตั้งขึ้นมา...ในจำนวนเหล่านี้ไม่มีสินติบาลเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด!

จนกระทั่งวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 คุณอภิชาติ สุขัคคานนท์ ในฐานะประธาน กกต. ได้มีคำสั่งที่ 300/50 แต่งตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนตามมติ กกต.” รวมทั้งมีคำสั่งที่ 98/2550 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน ก็เป็นคำสั่งเรื่องสรรหาบุคลากรมาทำหน้าที่สืบสวนและวินิจฉัย ในส่วนที่เป็นตำรวจทั่วประเทศ 1,200 นาย ก็มีการมอบอำนาจให้ “คุณสมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้สั่งการ...” ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ก็มีคำสั่งอีกครั้งของประธาน กกต. เป็นคำสั่งที่ 358/2550 ให้แต่งตั้งสันติบาลจำนวน 708 นายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่... เบื้องหลังของคำสั่งดังกล่าวนี้เป็นการขอมาจากคุณสดศรี สัตยธรรม ภายหลังเวลาที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้เข้าไปย่างกรายถึง กกต.กลางเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550... สถานการณ์ที่มีการออกคำสั่งเช่นนี้ แล้วให้สันติบาลเข้ามาทำงานเป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามว่าทาง กกต. ได้ประสานงานไปยังศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วหรือไม่? ประเด็นของใบแดง 3 ใบที่จังหวัดบุรีรัมย์มันไม่ใช่เรื่องขี้แพ้ชวนตี แต่เป็นปัญหาในขั้นตอนการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง คลุมเครือทั้งขั้นตอนแต่งตั้งสันติบาล ขอบเขตการปฏิบัติงานของ กกต.กลางและ กกต.จังหวัด แม้กระทั่งการแต่งตั้งนายตำรวจที่สงสัยว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย... ทุกประเด็นและทุกขั้นตอนมีคำถาม...แม้เรื่องราวเหมือนจะจบแล้ว เมื่อโยนไปให้กฤษฎีกาชุดพิเศษที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณา...แต่ผมเชื่อว่ากรณีของบุรีรัมย์ยังคงค้างคาใจใครต่อใครไปอีกนาน... มันไม่จบจากใจคนครับ?

คิดเหนือข่าว

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2198 ประจำวัน พุธ ที่ 9 มกราคม 2008

คุณหญิงกลับบ้าน

โดย กาหลิบ

สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศตื่นเต้นกันจนนั่งไม่ติดที่เมื่อรู้ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกโค่นอำนาจด้วยการรัฐประหารเดินทางกลับถึงประเทศไทยในเวลา 09.40 น. ของวันอังคารที่ 8 มกราคม 2551
ไม่ได้ตื่นเต้นว่าผลการต่อสู้ในเชิงกฎหมายอันว่าด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับที่ดินถนนรัชดาภิเษกจะออกมาเป็นอย่างไร แต่น่าจะเป็นความรู้สึกต่อภาพรวมของการเมืองในขณะนี้มากกว่า
ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรมภายใต้เงามืดของระบอบเผด็จการหรือไม่
หลายคนถามว่าภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรีจะเสี่ยงภัยไปทำไม ในเมื่อสิ่งบ่งชี้ต่างๆไม่ได้ทำให้เกิดความสบายใจเลยแม้แต่น้อยว่าประเทศไทยกำลังย้อนกลับไปสู่ครรลองที่ถูกต้อง นั่นคือความเป็นนิติรัฐและการใช้หลักนิติธรรม
การกลับบ้านของคุณหญิงพจมานในครั้งนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจของสุภาพสตรีที่กำลังเผชิญกับวิบากกรรมที่คนอื่นสร้างให้อย่างมากมายในขณะนี้
แต่ถ้ามองจากลำดับของเรื่องจนกระทั่งบัดนี้จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว อันเป็นบุคลิกประจำตัวของคุณหญิงพจมานได้สำแดงความเป็นผู้นำอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในหมู่มิตรและศัตรู
นั่นก็คือกลับมาเพื่อพิสูจน์ว่าประเทศไทยตั้งอยู่บนครรลองใดแน่ ระหว่างความเป็นรัฐอารยะที่ประชาคมระหว่างประเทศจะให้ความเคารพนับถือได้ หรือเป็นรัฐอนารยะที่ไม่มีเหตุมีผล และกระทำการใดๆก็ตามตามแต่อารมณ์ของผู้มีอำนาจหลังม่านจะพาให้เป็นไป

เดิมพันก็หนักแน่นชัดเจน ถ้าคุณหญิงพจมานพิสูจน์ได้ว่าประเทศไทยนั้นยังคงมีเหตุผลหลงเหลืออยู่บ้างก็จะเดินหน้าไปสู่การพิจารณาพิพากษาคดีอย่างทระนงองอาจ แต่ถ้าหากเหตุผลได้หายลับดับสูญไปแล้วจากสังคมไทย คุณหญิงพจมานก็อาจจะกลายเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของความไม่ชอบธรรม และได้รับผลกระทบต่อตนเองทั้งในฐานะบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย และในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอย่างสาหัสสากรรจ์ได้ ความกล้าหาญที่จะใช้ตนเองเป็นเครื่องมือพิสูจน์นี้เองนับว่าเป็นความกล้าหาญที่เด็ดเดี่ยวและมีความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง หนูทดลองยายังดีกว่าในกรณีนี้ เพราะการทดลองได้ดำเนินมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ก่อนจะนำสิ่งมีชีวิตอย่างหนูเข้าไปเป็นเครื่องมือทดลอง แต่คุณหญิงพจมานกลับเมืองไทยโดยยังไม่มีสัญญาณใดๆเลยที่บอกว่าประเทศไทยกำลังจะได้สติและตื่นขึ้นจากความบ้าคลั่งที่นำมาซึ่งระบอบเผด็จการที่ผิดกาลเทศะ และผิดเวลาของโลกอย่างรุนแรง คนที่รู้สึกรักและผูกพันกับคุณหญิงพจมานควรต้องปลงใจให้ได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์และการพัฒนาในภาพกว้างของไทย อาจจะพอข่มใจได้บ้างในความหวั่นเกรงอันตรายต่างๆที่กลัวไปแทนคุณหญิงพจมานอยู่ในขณะนี้ ผู้นำต่างกับผู้ตามตรงที่ไม่สามารถรอให้ทุกคนปรับพฤติกรรมไปสู่ความถูกต้องได้ แต่ต้องแสดงตนเองเป็นตัวอย่าง และผลักดันให้เกิดการปรับพฤติกรรมไปสู่ความถูกต้องนั้นเอง ในทัศนะนี้คุณหญิงพจมานก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่หลายคนจะต้องใช้กรณีของเธอเป็นเครื่องมือตัดสินว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในจุดไหนอย่างไรของแผนที่ประชาธิปไตยของโลก

อยากจะได้ยินนักว่านักวิชาการและสื่อมวลชนที่ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างจะตีความเหตุการณ์นี้อย่างไร หรือจะเลือกมองมุมแคบในรายละเอียดปลีกย่อยเหมือนกับเด็กไม่รู้จักโต เพราะกลัวว่าจะพูดจาอะไรที่ไปขัดหูขัดตาเผด็จการทหารและ “อำนาจเดิม” เข้าให้ ประเทศไทยในขณะนี้เป็นที่จับตามองของประชาคมระหว่างประเทศว่าเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เลยเถิดไปไกลถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชน และประกาศการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เป็นโมฆะหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็พร้อมจะสงเคราะห์ว่าประเทศไทยกำลังเดินทางไปสู่ความเป็นพม่า ของพรรค์นี้ถ้าไม่เดิมพันกันด้วยจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อจะให้ความจริงปรากฏชัดต่อสาธารณชนแล้วก็คงจะเหมือนประเทศที่กลั้นใจอยู่ใต้น้ำ ไม่รู้จะขาดอากาศหายใจหรือว่าขาดใจตายเมื่อไหร่ ปล่อยให้เผด็จการและ “อำนาจเดิม” อยู่ในสภาพนั้นไปเพียงพวกเดียวเถอะครับ ประชาชนอย่างเราท่านโผล่พ้นน้ำขึ้นสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์สดใสจะดีกว่า การกลับมาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จึงมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และการต่อสู้ในระยะยาวมากกว่าการเสนอข่าวในระยะสั้นครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2198 ประจำวัน พุธ ที่ 9 มกราคม 2008

อนงค์วรรณจี้กกต.เร่งสอบสถานะหัวหน้าพรรค [9 ม.ค. 51 - 15:48]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (9 ม.ค.) นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชี้แจงสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ พร้อมกล่าวว่า ต้องการให้กกต.เร่งตรวจสอบสถานะ เพราะมีผลการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ และเกรงจะผิดกฎระเบียบ ทั้งนี้ ส่วนตัวพร้อมสนับสนุนพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรค โดยคาดหวังจะได้รับการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากพรรคได้รับคะแนนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตามความต้องการของส.ส.เรื่องการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล แม้หัวหน้าพรรคจะไม่ยอมรับ และไม่อยากให้มีปัญหาคาราคาซัง ภายในพรรค และเมื่อถามถึงกรณีสมาชิกพรรคชูเป็นหัวหน้าพรรคนั้น เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

นายกรัฐมนตรีปัดโทร.คุย พ.ต.ท.ทักษิณ เคลียร์ปัญหาก่อนคุณหญิงพจมานกลับไทย

ทำเนียบฯ 9 ม.ค.- นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นคุณหญิงพจมาน กลับไทยมีเงื่อนงำทางการเมืองหรือไม่ ยืนยันไม่เคยคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเคลียร์ปัญหาก่อนคุณหญิงพจมาน กลับไทย พร้อมปัดยุ่งเกี่ยวจัดตั้งรัฐบาล

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าพบของนายสัก กอแสงเรือง กรรมการและโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ กรรมการ คตส. ว่ามาหารือกับ พล.อ.พงษ์เทพ เทพประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่พอดีตนลงมาก็เลยพบกัน ได้คุยกันถึงเรื่องที่ คตส.ดำเนินการเรื่องต่างๆ และส่งผ่านกระบวนการยุติธรรมไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เท่านั้น

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ถามในรายละเอียดว่า คดีต่างๆ มีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหน แต่บอกว่าส่วนใหญ่เดินหน้าไปในสภาพที่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งคดีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เมื่อถามว่า มองการกลับมาของคุณหญิงพจมานในช่วงนี้อย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่ามีนัยทางการเมืองมากกว่าการตั้งใจกลับมาสู้คดี พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของคุณหญิงพจมาน ที่จะเดินทางเข้ามาแล้วก็มาต่อสู้คดี ถือเป็นสิทธิพื้นฐาน ในเรื่องอื่นๆ เราคงไม่สามารถที่จะไปวิเคราะห์ ไม่สามารถที่จะไปมองภาพหรือคาดการณ์ในอนาคตข้างหน้าได้ แต่ปัจจุบันเมื่อเข้ามาแล้ว คุณหญิงพจมานก็ไปที่ศาลฎีกาและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการต่อสู้คดีทั้งสองกรณี เป็นเหตุผลที่ตนคิดว่าเป็นส่วนดี

สำหรับเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อ้างในแถลงการณ์ 3 ข้อ ทั้งความจงรักภักดี สู้คดีและห่วงครอบครัว ในการที่คุณหญิงพจมาน เดินทางกลับประเทศ ถือเป็นเหตุผลที่จะนำไปสู่ความเรียบร้อยและความสมานฉันท์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ อย่างที่ตนพูดอยู่ตลอดเวลาว่าการพูดต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เราคงต้องดูว่ากระทำได้เหมือนกับที่พูดหรือเปล่า

ส่วนที่มีการมองว่า การที่ตัดสินใจกลับมาของคุณหญิงพจมาน ได้มีการเคลียร์ปัญหาบางอย่างไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าได้มีการตกลงอะไรกันอย่างไร แต่ถ้าถามตนว่ามีการโทรศัพท์ถึงตนหรือเปล่านั้น ยืนยันว่าไม่มี กรณีกระแสข่าวที่อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามขอพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะต้องอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.เปรม ตนคงไม่สามารถไปคาดเดา แม้ตนทำงานกับท่านมานาน แต่ไปเดาความคิดของท่านยากมาก

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่าไม่ทราบจริงๆ ว่า ข่าวที่ว่าปัจจัยระดับสูงที่จะทำให้สมานฉันท์อยู่ที่ พล.อ.เปรม มาได้อย่างไรและจะเป็นอย่างไร อย่างที่ตอบไปคือตอบได้เฉพาะตัวของตนเท่านั้นว่า ไม่ได้รับการติดต่อ ไม่ได้มีโทรศัพท์พูดคุยกัน ในส่วนที่เป็นภาพรวม ตนคิดว่าการพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่มีความกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่ จ.บุรีรัมย์เพิ่มขึ้น คงมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงนั้นเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่บางฝ่ายโดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนเกรงว่า มีมือที่มองไม่เห็นมาจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะเป็นรัฐบาลยืนยันได้หรือไม่ว่าจะเป็นไปตามครรลอง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่จะพูดคุยกัน ตนไม่ได้มีส่วนที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีมือหรือไม่มีมือ ตนก็ไม่ทราบ. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 15:46:49