WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 10, 2008

ชิมลาง [10 ม.ค. 51 - 18:59]

ระหว่างรอ กกต.แจกใบแดง-ใบเหลืองและเลือกตั้งซ่อม จึงจะประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้ครบจำนวน หรือได้ 95% ราว 465 คน จึงจะเปิดสภาเพื่อเลือกตั้งประธานสภาและนายกฯ

พูดง่ายๆปัญหาวันนี้คือยังไม่สามารถประกาศรายชื่อเป็นทางการได้ทั้งหมด จึงเปิดสภาไม่ได้ ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องรอขั้นตอน แม้กระทั่งการจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องรอไปก่อนจนกว่าจะรู้ว่า กกต.จะแจกใบแดง-ใบเหลืองยอดรวมเท่าไร

หากถึงที่สุดพลังประชาชนไม่ถูกใบแดง-ใบเหลืองมากเกินไปหรือยังได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งแม้จะไม่เท่ายอดเดิม ตรงนั้นก็คงจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจริงๆแล้ว 5 พรรคที่รอร่วมรัฐบาลนั้นพร้อมอยู่แล้ว

หากตัวเลขเป็นอย่างนี้ทุกอย่างก็จบ ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว เพราะดูจากใบแดง-ใบเหลืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน-เหนือ ซึ่งไม่ใช่ฐานที่มั่นของประชาธิปัตย์ ดูจากผลการเลือกตั้งได้

ดังนั้น โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะเพิ่มจำนวน ส.ส.คงยาก ตรงกันข้าม หากไม่ไปเติมเต็มให้พลังประชาชน ก็จะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กในเตรียมพร้อมร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว

เสียงสนับสนุนรัฐบาลจึงไม่น่าจะเกิดความแตกต่างมากนัก

อย่างที่ว่า ระหว่างรอนี้ก็มีมุมใหม่ทางการเมืองเกิดขึ้นมาอีก เมื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางจากฮ่องกงกลับถึงประเทศไทยแล้ว

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่ในฮ่องกง ไม่กลับมาด้วย

ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย คุณหญิงพจมานถูก คตส. สั่งฟ้องดำเนินคดีในการซื้อที่ดินรัชดาฯ เรื่องอยู่ในศาล จึงขึ้นศาลทันทีและได้รับการประกันตัว อีกคดีคือปกปิดโครงสร้างหุ้นเอสซีแอสเสทที่ดีเอสไอชี้ความผิดแล้ว

คือมี 2 คดี ในฐานะผู้ต้องหาที่มีการออกหมายจับไปแล้ว

เรียกว่า คดีของคุณหญิงพจมานเข้าระบบสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐานและการชี้ขาดของศาลว่าจะออกมาในรูปแบบใด คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรู้ว่าออกหัวออกก้อยอย่างไร

การกลับมาของคุณหญิงพจมานในช่วงนี้คงคิดว่าสถานการณ์ เปิดแล้ว หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งว่าพลังประชาชนชนะและพร้อมจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้น่าจะการันตีความปลอดภัยต่างๆและมีโอกาสสู้คดีได้อย่างเต็มที่

อย่างน้อยก็มี “อำนาจรัฐ” เป็นกำลังใจเป็นหลังพิงให้ แต่ตรงนี้ให้ระวังเอาไว้ด้วยว่ามันเหมือนจะมีเส้นแบ่งพอสมควร หากใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยเหลือออกนอกหน้า หรือทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแรงกดดันทางการเมือง

ที่ว่าง่ายอาจจะยากก็ได้ ทำเป็นเล่นไป

เหนืออื่นใด แต่ตัวละครการเมืองที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ พ.ต.ท. ทักษิณมากกว่า ไม่ว่าใครต่างก็ลุ้นว่าเมื่อไรจะกลับเมืองไทย แม้บรรดาบริวารใกล้ชิดพยายามจะบอกว่าวันนั้นวันนี้ แต่เอาจริงๆก็ยังไม่ชัดเจน

แต่ไม่แย้มไต๋กลับปรากฏโผล่มาเงียบๆอย่างคุณหญิงพจมานซึ่งคงจะ มาชิมลางก่อนว่ากลับมาแล้วจะเกิดปฏิกิริยาอย่างไร ก็แน่นอนว่าบรรดาผู้ใกล้ชิดหลายต่อหลายคนที่ไม่เคยโผล่หน้าต่อสังคมก็โผล่กันมาให้เห็น

เรียกว่างานช้างอย่างนี้ต้องออกมาดูใจ “นายเก่า”

จริงๆแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาตอนนี้ก็ได้ แต่ก็คงจะต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน และนั่นจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวน การยุติธรรม น่าจะทำให้การเมืองชัดไปจุดหนึ่ง

แต่เรื่อง “คุก” เรื่อง “ขุมทรัพย์” ก็ต้องสู้กันไป.


"สายล่อฟ้า"


คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย


ตำรวจ และ ความยุติธรรม

วันนี้(10/1/2551) ไทยรัฐ มี ข่าวแปลก ๆ ลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้


ข่าวที่ 1 เหตุเกิดตอนเช้าวันที่ 9 มกราคม 2551
ตำรวจนำกำลังจับกุมคนร้าย (แบงค์) ข่าวแจ้งว่า จับได้พร้อมพวกอีกสองคนแล้ว

ได้​ตัวไอ้​แบงก์​ ​มือสังหาร​3​ตร​. [10 ​ม​.​ค​. 51 - 04:37]
" ตำ​รวจระดมกำ​ลังติดตามไล่ล่านายอัครพล​ ​หรือ​แบงก์​ ​สำ​เภา​ ​อายุ​ 22 ​ปี​ ​บ้านเลขที่​ 25 ​หมู่​ 5 ​ต​.​ขยาย​ ​อ​.​บางปะหัน​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​ชนิดพลิกแผ่นดิน​ ​หลังก่อเหตุ​แย่งปืนยิงตำ​รวจชุดสายสืบ​ ​สภ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​เสียชีวิต​ 3 ​นาย​ พร้อมประกาศ​ ​ตั้งรางวัลนำ​จับ​เป็น​เงิน​ 5 ​แสนบาท​ ​แล้ว​นั้น​ ​ความ​คืบหน้า​เมื่อตอน​เช้า​วันที่​ 9 ​ม​.​ค​. ​พล​.​ต​.​ท​.​รชต​ ​เย็นทรวง​ ​ผบช​.​ภ​.1 ​ได้​รับรายงานว่านายอัครพล​ ​ผู้​ต้อง​หาหลบหนี​ไปกบดาน​อยู่​ใน​พื้นที่​ ​จ​.​เพชรบูรณ์​ ​จึง​สั่งการ​ให้​ ​พล​.​ต​.​ต​.​คำ​รณวิทย์​ ​ธูปกระจ่าง​ ​รอง​ ​ผบช​.​ภ​.1 ​พล​.​ต​.​ต​.​นเรศ​ ​นันทโชติ​ ​ผบก​.​ภ​.​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​พ​.​ต​.​อ​.​กรเอก​ ​เพชรไชยเวส​ ​รอง​ ​ผบก​.​ภ​.​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​นำ​กำ​ลัง​เข้า​ตรวจ​ค้น​พื้นที่​เป้าหมาย"

"มีรายงานว่า​เวลา​ไล่​เลี่ย​กัน​กำ​ลังตำ​รวจ​เข้า​ปิดล้อม​ ​ร้านอาหารป่าคุณแต๋ว​ ​บ้านหนองไลย์​ ​หมู่​ 7 ​ต​.​นา​เฉลียง​ ​อ​.​หนองไผ่​ ​จ​.​เพชรบูรณ์​ ​ห่าง​จาก​คุณติ้งรีสอร์ตประมาณ​ 5 ​กม​.​จับกุมนายอัครพล​และ​พวกรวม​ 3 ​คน​ ​ขณะ​ทั้ง​หมดนั่งรับประทานอาหาร​อยู่​ภาย​ใน​ร้าน​ ​ภายหลังจับกุมตำ​รวจนำ​ตัว​ทั้ง​หมดขึ้นรถยนต์หายไป​ ​คาดว่าน่า​จะ​นำ​ตัวไปสอบสวนขยายผลว่า​เคยก่อคดี​ใน​พื้นที่​ไหนมาบ้าง​ ​ขณะ​เดียว​กัน​ผู้​สื่อข่าว​ได้​สอบถามไป​ยัง​นายตำ​รวจ​ผู้​เกี่ยวข้องหลายนาย​ทั้ง​หมดต่างปฏิ​เสธเกี่ยว​กับ​ข่าวการจับกุม​ ​ขณะที่บางนายปิดโทรศัพท์มือถือ​ ​แต่​เมื่อสอบถามไป​ยัง​ร้านอาหารป่าคุณแต๋ว​ได้​รับการยืนยัน​จาก​พนักงาน​ผู้​เห็นเหตุการณ์ว่ามีการจับกุม​ผู้​ต้อง​หา​เป็น​วัยรุ่นจริง​ ​โดย​ 1 ​ใน​ 3 ​จำ​ได้​ว่า​เป็น​คนเดียว​กับ​นายอัครพล​ผู้​ต้อง​หาก่อเหตุยิงตำ​รวจที่ลงรูป​ใน​หนังสือพิมพ์"

ข่าวที่ 2 เหตุเกิดตอนรุ่งเช้าวันที่ 10 มกราคม 2551

พบศพแบงก์ ตอนตีสี่วันที่ 10 มกราคม 2551 พร้อมพวกอีกสองศพ ที่ จ อยุทธยา ตำรวจแจ้งว่า แบงก์ไม่ได้ติดต่อมอบตัวใด ๆ เลย สงสัยว่าถูกฆ่าตัดตอน
ใครหล่ะฆ่า ?

ฆ่าตัดตอนไอ้​แบงก์​-3​ศพ​ ​มือสังหารตำ​รวจ​3​นาย​ [10 ​ม​.​ค​. 51 - 07:03]

"ผู้​สื่อข่าวรายงานว่า​ ​เมื่อเวลาประมาณ​ 04.00 ​น​. ​ที่ผ่านมา​ (10 ​ม​.​ค​.) ​พลเมืองดี​แจ้งเหตุ​ ​พบศพ​ผู้​เสียชีวิตจำ​นวน​ 3 ​ศพ​ ​บริ​เวณถนนเลียบคลองชลประทาน​ ​หมู่ที่​ 2 ​ต​.​บ้านหีบ​ ​อ​.​อุทัย​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​ต่อมา​ ​เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทราบว่า​เป็น​ศพของ​ ​นายอัครพล​ ​หรือ​ ​แบงก์​ ​สำ​เภา"

" พล​.​ต​.​ท​.​รชต​ ​เย็นทรวง​ ​ผู้​บัญชาการตำ​รวจภูธร​ ​ภาค​ 1 ​กล่าวว่า​ ​เบื้องต้นทราบว่า​ ​ผู้​เสียชีวิตถูกคนร้าย​ใช้​อาวุธปืนลูกซองยิง​เข้า​ที่ศีรษะ​และ​ลำ​ตัว​ ​ขณะนี้​อยู่​ระหว่างการตรวจสอบว่า​ ​เป็น​การถูกยิงเสียชีวิต​ใน​ที่​เกิดเหตุ​ ​หรือ​ว่า​ ​ถูกยิงเสียชีวิต​จาก​ที่​อื่น​แล้ว​นำ​ศพมาทิ้ง​ไว้​ใน​จุดเกิดเหตุ​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ​ผู้​ต้อง​หาถูกออกหมายจับ​และ​ถูกออกหมายจับ​เป็น​เวลา​ 10 ​วัน​ ​ตน​ไม่​เคย​ได้​รับการติดต่อ​จาก​ญาติของ​ผู้​ต้อง​หา​เพื่อติดต่อขอ​เข้า​มอบตัวแต่อย่าง​ใด​ ​กระทั่งถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว​ ​สันนิษฐานว่า​ ​อาจ​เป็น​การฆ่าตัดตอน"

ข่าวที่ 3
แม่ผู้ตายบอกว่า ลูกชายถูกฆ่า ทั้งที่ได้ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว ลูกชายถูกหลอกไปฆ่า
ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน

แม่​ไอ้​แบงก์​โวยโดนหลอกฆ่า​ ​ไม่​ขอร้องขอ​ความ​ยุติธรรม​ [10 ​ม​.​ค​. 51 - 08:25]

" นางรัตนา​ ​สำ​เภา​ ​มารดานายอัครพล​ ​หรือ​ ​แบงก์​ ​สำ​เภา​ ​ผู้​ต้อง​หาคดียิงเจ้าหน้าที่ตำ​รวจชุดสายสืบ​ ​สภ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ 3 ​นาย​ ​เสียชีวิต​ ​ก่อนถูกยิงเสียชีวิตช่วง​เช้า​มืดที่ผ่านมา​ ​กล่าว​ใน​รายการ​ "​เรื่องเล่า​เช้า​นี้​" ​ทางสถานี​โทรทัศน์ช่อง​ 3 ​อสมท​ ​วันนี้​ (10 ​ม​.​ค​.) ​ว่า​ ​ตน​ต้อง​การบอก​ความ​จริง​ทั้ง​หมดผ่านสื่อมวลชนว่า​ ​บุตรชายโดนหลอกไปฆ่า​ ​เพราะ​ติดต่อ​กัน​ครั้งสุดท้ายประมาณ​ 15.00 ​น​. ​วันที่​ 8 ​ม​.​ค​. ​เพื่อขอ​เข้า​มอบตัว​ ​แต่บุตรชายแจ้งว่า​ไม่​สามารถ​เดินทางไปมอบตัว​ได้​ทัน​เนื่อง​จาก​อยู่​ไกล​จึง​นัดมอบตัววันที่​ 9 ​ม​.​ค​.

มารดานายอัครพล​ ​กล่าวต่อว่า​ ​การติดต่อขอ​เข้า​มอบตัว​ทั้ง​หมดดังกล่าว​ ​ผ่านภรรยาบุตรชาย​ ​และ​ ​ด​.​ต​.​มา​โนช​ ​(​ไม่​ทราบนามสกุล) ​สภ​.​บางปะอิน​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​โดย​นัดพบ​กัน​ที่ร้านอาหาร​ใน​อ​.​ลำ​นารายณ์​ ​จ​.​ลพบุรีกระทั่งเวลาประมาณ​ 15.00 ​น​. ​วานนี้​ ​เจ้าหน้าที่ตำ​รวจอีกชุด​จาก​ ​จ​.​พระนครศรีอยุธยา​ ​เข้า​มาสมทบ​และ​แยกตัวไป​ ​แต่​ให้​ตน​และ​ ​ด​.​ต​.​มา​โนชไปคอยที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง​ใน​ ​อ​.​ลำ​นารายณ์​ ​จึง​มั่นใจว่าบุตรชายถูกหลอกไปฆ่า​แล้ว​ ​เพราะ​มี​ความ​พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ยิงข้อ​ความ​เข้า​มา​ยัง​โทรศัพท์มือถือของ​ ​ด​.​ต​.​มา​โนช​ 3 ​ครั้ง​ ​แต่​ไม่​ได้​พูดคุย​กัน​"

"หลัง​จาก​นี้​จะ​ไปรับศพลูกชาย​ ​และ​ไม่​คิด​จะ​ร้องเรียนอะ​ไรต่อเจ้าหน้าที่ตำ​รวจ​ ​แต่ขอบอกผ่านสื่อว่า​ ​แบงก์​ (นายอัครพล) ​ไม่​ได้​ความ​ยุติธรรม​ ​เพราะ​รู้ว่าทำ​ผิด​และ​ขอมอบตัว​แล้ว​ ​แต่ถูกกระทำ​เช่นนี้​ ​ประชาชนที่​ไหน​จะ​เชื่อตำ​รวจอีก" ​มารดานายอัครพล​ ​กล่าว


===========
อ่านแล้ว งง ไหมครับ

ทำไมข่าวแรกว่าจับได้แล้วพร้อมพวกอีกสอง ข่าวที่สองว่าทั้งสามคนถูกฆ่าไร้สาเหตุ ข่าวที่สามว่าคนร้ายติดต่อเข้ามอบตัวแล้วแต่ถูกหลอกไปฆ่า


ทำไม จำนวนคนที่ถูกจับได้ (ในข่าวแรก) และคนที่ตาย(ในข่าวที่สอง) จึงเท่ากัน ?
ผู้ตายติดต่อมอบตัวจริงหรือ ถ้าไม่จริงเพราะเหตุใดแม่ผู้ตายต้องโกหก ?
ตำรวจจะตามจับคนร้ายที่ฆ่านายแบงก์และพวกได้หรือไม่ ?

ความยุติธรรม มีไหมในสังคมไทย ?

ทางสองแพร่ง [10 ม.ค. 51 - 19:01]

การกลับประเทศไทย เพื่อเข้าสู่ระบบยุติธรรมตามข้อกล่าวหา ของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตผู้นำ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวิกฤติขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในแง่ของกระบวนการยุติธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในส่วนของความขัดแย้ง เริ่มจะมองเห็นแสงสว่าง ถึงจะมีพวกมือไม่พายอยู่บ้าง

แต่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของบ้านเมืองที่จะนำไปสู่ความสงบสุข

เราใช้ความอดทนกันมาจนได้ประชาธิปไตยในวันนี้ ก็ต้องใช้ความอดทนอีกนิด เพื่อให้กระบวนการของประชาธิปไตยเข้าที่เข้าทาง

แม้ในระหว่างทางอาจจะมีเรื่องที่ขัดหูขัดตาอยู่บ้าง ก็อย่าไปทำให้เสียบรรยากาศ ผมเข้าใจความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่งที่มีต่อผู้สมัครในพื้นที่ของตน เมื่อจู่ๆมาถูกใบแดง ย่อมจะไม่พอใจเป็นธรรมดา

แต่ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงออก

เพราะถ้ามากไป จะเปิดช่องให้เชื้อโรคอุบาทว์ที่จ้องอยู่แล้วเข้ามาฉวยโอกาส ต่อท่อเผด็จการ การชุมนุมประท้วง จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต จะตกเป็นเหยื่อของมือที่สามไปฉิบ

ระยะนี้ ผมได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยจะสบายใจหลายเรื่อง แต่ก็ยังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่า จะป้องกันอำนาจที่ไม่บริสุทธิ์ได้ ใครที่ยังขืนที่จะเล่นนอกกรอบอยู่ สุดท้ายจะกลายเป็นปรสิตของสังคม

จนบัดนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่ แจกใบเหลืองใบแดงมาครึ่งทางแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะไม่หนักหนาสาหัสจนเปิดสภาไม่ได้ เพียงแต่ว่า กฎเกณฑ์บางอย่างยังดูขัดเขินอยู่

การแจกใบเหลืองให้กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.เพชรบูรณ์ รายนี้ชาวบ้านชาวช่องคาดกันว่าจะต้องโดนใบแดงแน่ๆ เพราะ กกต. จังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับได้คาหนังคาเขาทั้งเงินทั้งโพย

แต่ผลปรากฏออกมาว่าเป็นใบเหลือง

และที่ดูจะแปลกไปใหญ่ก็คือ เรื่องที่ คุณสมชัย จึงประเสริฐ หนึ่งใน กกต.ออกมาอธิบายให้ฟังว่า ในที่ประชุม กกต. 5 คน 3 คน ลงมติให้ใบแดง แต่อีก 2 คน ให้ใบเหลือง ก็ต้องถือว่า มติให้ใบแดงไม่เป็นเอกฉันท์ เพราะฉะนั้นจึงได้แค่ใบเหลืองไป

กลายเป็นว่า เสียงข้างน้อย ใหญ่กว่า เสียงข้างมาก

เอาเถอะในเมื่อเป็นระเบียบของ กกต.ก็ไม่ว่ากัน แต่งานนี้ชาวบ้านคงมีความรู้สึกกันเยอะ คอการเมืองถึงกับพนันเชื่อขนมกินล่วงหน้าว่า อย่างไรเสีย ประชาธิปัตย์ก็ไม่โดนใบแดงแน่นอน

เฮ้อ อันที่จริงใครแจกเงินไม่แจกเงิน ชาวบ้านเองนั่นแหละรู้ดีที่สุด พรรคไหนไม่ตั้งโต๊ะแจกกันโจ๋งครึ่ม พรรคไหนมีสีเขียวไปช่วยแจก ก็เห็นกันออกทนโท่

ดังนั้น จะไปห้ามไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคงไม่ได

สุดท้ายการที่พรรคชาติไทยโดนใบแดงเที่ยวนี้ ก็คงมีคนเก็บเอาไปตีความอีก เป็นเพราะไปผิดสัญญาอะไรไว้หรือไม่ พูดกันตรงๆว่า สังคมเริ่มหวาดระแวงอำนาจพิเศษ ยิ่งทหารบางคนไม่รู้หน้าที่ ออกมาพูดเพ้อเจ้อก็ยิ่งไปกันใหญ่ อ้าปากก็เห็นไปจนถึงลิ้นไก่ พับผ่า.

“หมัดเหล็ก”


จาก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


เรือใบดักทางยางแตก [10 ม.ค. 51 - 02:52]

อะไรจะเหนื่อยไปกว่า พูดความจริงแล้วคนไม่เชื่อ


ป่วยการเปล่าที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไม่ได้กลับเมืองไทยเพื่อมาบัญชาการจัดโผคณะรัฐมนตรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครม

จริงหรือไม่ ก็ค่าเท่ากัน

มันก็อย่างว่า ตามรูปการณ์อดีตนายหญิงเบอร์หนึ่งของเครือข่ายอำนาจเก่าตัดสินใจเดินทางกลับประเทศแบบปุบปับ ทั้งๆที่มีคดีสำคัญติดชนัก

รู้กันอยู่ว่า ต้องโดนล็อกตัวที่สนามบิน

และที่ร้ายไปกว่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือไม่

ที่สำคัญในห้วงเวลาที่พอดิบพอดีกับการจับขั้วรัฐบาลเริ่มนิ่ง พรรคพลังประชาชนล็อกแขนพรรคเล็กแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว

อำนาจรัฐลอยอยู่ข้างหน้า

คุณหญิงพจมานกล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายท้าเดิมพันซะขนาดนี้ พูดไปใครจะเชื่อว่า เป็นเรื่องของอาการทางใจเพียวๆโดยไม่มีอะไรแอบแฝง

ทั้งๆที่ว่าไป หากพูดกันด้วยใจที่เป็นธรรม

คิวนี้ยังไม่มีใครมองลึกไปถึงปมของคนเป็นแม่ที่คิดถึงและเป็นห่วงลูกๆที่อยู่บ้านในเมืองไทยเพียงลำพัง ในสถานการณ์ที่ครอบครัวตกอยู่ในวิกฤติ

อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ

คนเป็นพ่อเป็นแม่กินอิ่มนอนหลับก็แปลกแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้าจะมองในปมที่คุณหญิงพจมานกลับมาบัญชาการจัดโผ ครม. เท่าที่เช็กความเคลื่อนไหวไปที่พรรคพลังประชาชน

นาทีนี้นิ่งสนิท

กำลังลุ้นกันหน้าแดงหน้าเขียว กับคิวจ่อใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้า พรรคพลังประชาชน

ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าหวาดเสียว

ล่าสุดนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณออกตัวเป็นทำนอง ยอมรับ หาก กกต.มีมติให้ใบเหลืองกับนายยงยุทธ

จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร

ขณะที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. เสนอแนวทางการวินิจฉัยล่วงหน้า การพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธ ควรพิจารณาความผิดส่วนตัวแยก กับเรื่องยุบพรรค เพราะหากนายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ส่วนประเด็นการยุบพรรค ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

และแทบไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลากับคิวของ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ระบุโต้งๆแบบไม่มีกั๊ก เท่าที่ได้พิจารณาสำนวนของตำรวจในเบื้องต้น พบว่า

ค่อนข้างจะมีความชัดเจน

ซึ่งหลังจากที่ได้พิจารณาประเด็นว่า นายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจริงหรือไม่แล้ว ประเด็นต่อไปที่จะพิจารณา ต้องดูว่าความผิดดังกล่าว จะมีความเชื่อมโยงถึงประเด็นยุบพรรคหรือเปล่า

ไม่ต้องเดาเลยว่า 1 เสียงของ “เจ๊สด” จะเทไปทางไหน

นาทีนี้โอกาสรอดใบแดงของ “ยงยุทธ” เหลืออยู่แค่ 4

ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่า ถ้าให้ใบเหลืองก็ไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เฉพาะ ส.ส.ระบบสัดส่วน

ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น หากเป็นกรณีของการแจกใบแดง โดยสถานภาพรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนของนายยงยุทธ ก็ต้องโยงไปถึงโทษยุบพรรค

นี่ยังไม่พูดถึงอีกด่านโหดที่รออยู่

อย่างที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พลังประชาชน ยืนยัน ไม่หนักใจกรณีของนายยงยุทธ

แต่สิ่งที่ทีมกฎหมายของพรรคคุยกันเป็นหลักก็คือ คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งประทับรับฟ้องคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การลงนามส่งผู้สมัครพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ

ดูจาก “เรือใบ” ที่โรยดักทางไว้

ถ้ามีธงจริง พลังประชาชนเสี่ยง “ยางแตก” สูง.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ถ้ายุทธใบแดง อีก4คนโดนด้วย [10 ม.ค. 51 - 04:55]

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกว่าที่ ส.ส.มาชี้แจงข้อกล่าวหา และ กกต.ได้ทยอยประกาศรับรองผลการเลือกตั้งมาเป็นระยะๆนั้น หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่ากรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดทุจริตเลือกตั้ง กกต.จะตัดสินอย่างไรหลังจากที่นายยงยุทธได้เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว

กกต.ตั้งธงสอบ “ยงยุทธ” โยงยุบ พปช.

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม กกต. ถึงการพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า วันนี้จะยังไม่พิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยกำลังสรุปข้อมูลคำชี้แจง หากข้อมูลพร้อมก็จะเสนอเข้าที่ประชุม กกต.

ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.พิจารณาเอาผิดที่อาจเชื่อมโยงถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชน ในฐานะที่นายยงยุทธเป็นรองหัวหน้าพรรค นายอภิชาตตอบว่า จะพิจารณาไปพร้อมกับเรื่องความผิดส่วนบุคคล เนื่องจากเรื่องนี้ถูกรายงานเข้ามานานแล้ว จึงมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร เชื่อมโยงไปถึงแค่ไหน และผ่านการพิจารณามาหลายครั้ง ส่วนกรณีที่นายยงยุทธระบุว่าเรื่องร้องคัดค้านครั้งนี้เป็นการจัดฉากนั้น ถือเป็นความคิดของนายยงยุทธ กกต.จะทำงานต่อไปให้ถูกต้อง หากจะพิจารณาออกมาอย่างไร กกต.ต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะอธิบายต่อสังคมได้ หากมีมติให้ยุบพรรคพลังประชาชน จริง กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป

รับมีปัญหาแจกใบเหลือง ส.ส.สัดส่วน

เมื่อถามว่า หาก กกต.มีมติให้ใบเหลืองนายยงยุทธ กกต.จะมีขั้นตอนดำเนินการเกี่ยวกับ ส.ส.สัดส่วนอย่างไร นายอภิชาตตอบว่า เรื่องนี้มีปัญหามาก เพราะไม่สามารถจัดเลือกตั้งใหม่ได้ และไม่สามารถเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมา แทนได้ ดังนั้น จะต้องคำนวณคะแนนกันใหม่ ถือเป็นเรื่อง ยุ่งยากพอสมควร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า กรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิหรือใบแดง นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และว่าที่ ส.ส. ปราจีนบุรี เขต 1 จะต้องพิจารณาการเชื่อมโยงถึงพรรคหรือไม่ นายอภิชาตตอบว่า สำนวนนี้เข้ามายัง กกต.อย่างปุบปับ จึงต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน และมีรายละเอียดมาก ทั้งนี้ อาจต้องพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป โดยต้องรอให้เจ้าหน้าที่สรุปเรื่องขึ้นมาว่าการกระทำของนายสุนทรเชื่อมโยงถึงพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่

เผยตั้งอนุ กก.สอบ “ยุทธ” โยง พปช.

ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรค การเมือง กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านของนายยงยุทธว่า ต้องดูว่าหากนำพยานมาให้ปากคำที่เหลืออีก 1 ปากมาให้การแล้ว จะต้องให้คนอื่นเข้าชี้แจงหรือไม่ แต่คาดว่าในวันที่ 11 ม.ค.นี้ กกต.จะสามารถพิจารณาลงมติได้หรือไม่ ซึ่งต้องแยกพิจารณาในความผิดส่วนตัว และความผิดในฐานะกรรมการบริหารพรรค และหากสมมติว่าพิจารณาแล้วเป็นใบแดง กกต.ก็จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบความผิดว่าจะโยงถึงพรรคและจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีปลอมแปลงลายเซ็นของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งนี้ จากที่ได้ดูสำนวนจากฝ่ายสืบสวนฯ พยานและหลักฐานอื่นคิดว่าเพียงพอให้วินิจฉัยได้ ขณะนี้ กกต.ได้ให้ฝ่ายสืบสวนของ กกต.ไปร่วมสอบปากคำร่วมกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสันติบาล เมื่อสรุปสำนวน กกต.ก็จะรับฟังการสรุปของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงนี้ต้องถามสันติบาลว่าจะยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิมของตัวเองหรือไม่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะขณะนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว

ระบุ ก.ม.มีช่องโหว่ให้เหลือง ส.ส.สัดส่วน

นางสดศรีกล่าวอีกว่า ในการพิจารณาลงมติในเรื่องดังกล่าว ยอมรับว่ากฎหมายของ กกต.ยังมีช่องโหว่ เพราะ กกต.ไม่สามารถที่จะสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ได้ ดังนั้น เรื่องนี้หากสอบไปแล้วมีการกระทำแต่ไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร ทำให้ กกต.พิจารณาและลงมติไม่ได้ เราอาจจะยื่นให้กฤษฎีกาตีความ นอกจากนี้ ในส่วนที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่านายยงยุทธได้ประสานขอรถตู้ไปใช้จริงนั้น หากปลัดกระทรวงมีความพร้อมก็มาให้ข้อมูลได้

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ประชุม กกต.ไร้ใบแดง-ใบเหลือง

สำนักงาน กกต. 9 ม.ค. - “สุทธิพล ทวีชัยการ” เผยที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) ไม่แจกใบแดง-ใบเหลือง หรือรับรอง ส.ส.เพิ่ม แต่มีมติดำเนินคดีอาญากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่สาวไม่ถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.00 น. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้าน 8 เรื่อง ให้ กกต. จังหวัดสืบสวนสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงรับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแทน กกต. โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 7 วัน ประกอบด้วย จ.เพชรบูรณ์ เขต 2 กรณีรับจัดเลี้ยงและให้เงิน จ.ยโสธร เขต 2 ข้อหาแจกเงิน และ จ.ชัยภูมิ เขต 2 ข้อหาแจกเงิน

นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. ยังให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องคัดค้านเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีมูลก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาและรับฟังข้อกล่าวหาแทน กกต. ประกอบด้วย จ.นครพนม เขต 1 และ จ.บุรีรัมย์ เขต 2 และ 3 ทั้งนี้ ยังมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่กรณีดังกล่าวไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีมูลสาวไปถึงว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครในพื้นที่หรือไม่ และยังมีมติให้ยกคำร้องกรณี เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ในข้อกล่าวหาให้ทรัพย์สินเป็นวีซีดีเพื่อจูงใจ

ต่อข้อถามว่า กรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ระบุว่า ไม่ได้ดูวีซีดีหลักฐาน เพราะตำรวจสันติบาลไม่ยอมนำมาให้ นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. มีมติให้เชิญนายยงยุทธ พร้อมทั้งเชิญตำรวจสันติบาลมาเปิดวีซีดีดังกล่าวดูพร้อมกัน โดยจะกำหนดวันเวลาอีกครั้ง นอกจากนี้ นายยงยุทธได้ขอเพิ่มพยานอีก 2 ปาก. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 19:48:38

"นพดล ปัทมะ" ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อาจกลับไทยเร็วขึ้นจากกำหนดเดิม

กรุงเทพ 9 ม.ค. - ส่วนความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่คืบหน้า แต่มีความเห็นจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการเดินทางกลับไทยของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่มีข่าวว่ามาจัดตั้งรัฐบาล

ด้านนายกรัฐมนตรียืนยันไม่เคยคุยโทรศัพท์กับ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ก่อนที่คุณหญิงพจมาน จะกลับไทย

ส่วนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้เก็บตัวเงียบภายในบ้านพัก ซอยจรัลสนิทวงศ์ 69 ตลอดช่วงเช้าโดยไม่มีแกนนำพรรคพลังประชาชนมาเข้าพบ ท่ามกลางการดูแลความเรียบร้อยจากตำรวจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายคุณหญิงพจมานได้เดินทางออกจากบ้านพัก โดยมีรายงานว่า ไปพบทันตแพทย์

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎมายครอบครัวชินวัตร ยืนยันการเดินทางกลับไทยของคุณหญิงพจมาน ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเปิดเผยว่าพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อาจกลับไทยเร็วขึ้น

ขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยยืนยันพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน เห็นตรงกันที่จะประกาศร่วมรัฐบาลหรือไม่อย่างเป็นทางการคือ หลังไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 15 วัน ย้ำไม่หวั่นที่พรรคได้ใบแดง เชื่อได้ที่นั่งกลับคืน

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผย ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันกับอดีตกรรมการสภานโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยย้ำจุดยืนเดิมในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่เห็นว่าหากได้ตำแหน่งที่สอดคล้องกับนโยบายของพรรคจะเป็นสิ่งที่ดี

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เชื่อการแจกใบเหลือง-ใบแดงของ กกต.ไม่กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล หนุน 2 พรรคใหญ่จับมือบริหารประเทศ ให้พรรคเล็กเป็นฝ่ายค้าน

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เผยวันพรุ่งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงแถลงถึงท่าทีจุดยืนต่าง ๆ ทางการเมืองของพรรคและไม่ว่าพรรคจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต้องถือว่างานสภาผู้แทนราษฎรสำคัญที่สุด - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-09 19:34:03

เปิดเอกสารลึก เจาะสัมพันธ์ บังธิ-สองแม่ลูก “สัตยธรรม”

ไม่ได้หนีหน้าหายไปไหนหรอกครับ ยังเปิดรับข้อมูลข่าวสารและติดตามสถานการณ์การเมืองด้วยความห่วงใยในบ้านเมืองของเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ตั้งใจที่จะหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์และเปิดประเด็นใหม่ในทางการเมืองไว้ระยะหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นห้วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์โศก ถวายอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประดาบ จึงตั้งใจร่วมถวายอาลัย ด้วยการหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์ สัก 7 วัน เพื่อให้ใครต่อใครได้ใจสงบกันบ้าง วันนี้ก็พ้นกำหนด 7 วันแล้ว ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่กันตามปกติ และไม่รู้ว่ากลับมาวันแรก จะมีใครต้องสลบ หลังจากสงบมาได้ 7 วันเต็มๆ หรือไม่

เอกสารที่นำมาเสนอครั้งนี้ ไม่ใช่เอกสารลับ แต่เรียกว่าเป็นเอกสารลึกดีกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร และ รองนายกรัฐมนตรี กับ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ว่าไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะคนรู้จักกันตามสายงาน และ คนที่คุยกันถูกคอ เข้าอกเข้าใจกันดีในฐานะคนทำงานที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน

เอกสารลึกฉบับนี้ เป็นหนังสือสำนัเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขที่ นร 0401 /7856 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 เรื่อง ขอยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ส่งถึง ประธานศาลฎีกา และลงนามโดยนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันเป็นประจำในส่วนราชการทุกระดับ แต่ความไม่ปกติของเอกสารลึกฉบับนี้ ก็คือว่า การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ครั้งนี้ เป็นการยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยปฏิบัติราชการให้แก่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

ดูแล้วก็เหมือนเอกสารยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ทั่วไป แต่มาสะดุดตรงที่ ชื่อและนามสกุลของข้าราชการที่ถูกยืมตัว กับ ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ต้องการยืมตัวมาช่วยราช การ แล้ว ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติธรรรมดา และเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หากผู้ต้องการยืมตัวเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับวิญญูชนทั่วไป เพราะจะรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร ไม่ใช่ว่ามีอำนาจอยู่ในมือแล้วจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ถูกต้องแล้วครับ ..

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่แปลงกายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการเลือกตั้ง สั่งการให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ลูกสาวของนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง มาปฏิบัติราชการที่ห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 หลังจากดำรงตำแหน่งเพียง 15 วัน ก็ทำเรื่องยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล และยังกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ปฏิบัติตามที่ต้องการ คือให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาทำงานกับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร

พิจารณาจากหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพล.อ.สนธิ ไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจมารยาทการทำงานในฐานะฝ่ายบริหาร ที่จะต้องไม่ก้าวล่วง และไม่สั่งการไปยังฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ ให้ทำเช่นนั้น เช่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ เคยชินกับการใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่สั่งให้ทุกคน ทุกฝ่ายทำตามที่ตนต้องการ และคิดว่าสามารถออกคำสั่งกับประธานศาลฎีกา ได้ด้วย

โดยระเบียบวิธีปฏิบัติ การยืมตัวข้าราชการตุลาการ หรือผู้พิพากษา มาช่วยปฏิบัติราช การ ไม่ใช่ว่าประธานศาลฎีกา จะมีอำนาจอนุมัติได้ หากแต่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ หรือ กต. พิจารณาอนุมัติ และ กต.จะพิจารณาเมื่อใด วันไหน ก็เป็นเอกสารสิทธิของ กต. ไม่จำเป็นต้องทำตามกำหนดเวลาที่ พล.อ.สนธิ ต้องการ หรือกำหนด และ พล.อ.สนธิ ก็ไม่มีอำนาจที่จะกำหนดด้วย เพราะ ประธานศาลฎีกา และ กต. ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.อ.สนธิ

โดยปกติแล้ว การยืมตัวข้าราชการตุลาการ ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาล มาช่วยปฏิบัติราชการ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น เว้นเสียแต่จะพ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษา ไปเป็นฝ่ายบริหาร ที่ไม่ต้องทำหน้าที่พิจารณาอรรถคดีและตัดสินคดีในศาล เนื่องจากผู้พิพากษา เป็นข้าราชการที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากข้าราชการทั่วไป เช่น ทหาร ตำรวจ ครู ซึ่งมีอัตราว่างจากงาน (คนล้นงาน) มากพอ ที่จะไปช่วยปฏิบัติราชการวันใด เมื่อใดก็ได้ ในขณะที่อัตราผู้พิพากษา มีน้อยอยู่แล้ว หากถูกยืมตัวไปช่วยราชการอีก ก็จะทำให้อรรถคดีต่างๆ ที่พิจารณากันล่าช้าอยู่แล้ว ต้องล่าช้าออกไปอีก

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษา ไปช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งก็คือ ตำแหน่งหน้าห้องรองนายกรัฐ มนตรี พิจารณากลั่นกรองงาน ก็เป็นการแสดงออกในเชิงสัญญลักษณ์ว่า ฝ่ายบริหารอยู่เหนือกว่าและเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กระบวนการยุติธรรม ถูกตั้งข้อสงสัยจากประชาชนจำนวนไม่น้อย ว่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครหรือไม่

พิจารณาในมุมความสัมพันธ์สามเส้า ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง และมีเป้าหมายชัดเจนเปิดเผยว่าต้องการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ชนะการเลือกตั้ง ไม่ให้เป็นรัฐบาล และสุดท้ายคือไม่ให้มีพรรคพลังประชาชน กับ การทำงานของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสนองตอบต่อเป้าหมายของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่างออกนอกหน้า และออกอาการเด้งรับความต้องการของพล.อ.สนธิ จนทำให้เกิดข้อครหาต่างๆ มากมายว่า พล.อ.สนธิ แทรกแซงกกต. และ กกต. เป็นเครื่องมือของคมช.

ส่วนใครจะไปครหาพล.อ.สนธิ แทรก กกต.สดศรี และกกต. สดศรี ตกเป็นของ พล.อ.สนธิ แล้วจริงหรือไม่ ประดาบ ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้คนใกล้ชิดของบุค คลทั้งสอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คมช.เจอวิกฤติพิษเอกสารลับเล่นงาน พล.อ.สนธิ ลิ้นคับปาก เพราะโกหกทุกวันจนหมดทางดิ้น ก็เห็นจะมีแต่นางสดศรี สัตยธรรม นี่ล่ะที่แสดงอาการห่วงใยพล.อ.สนธิ จนผิดปกติ และอาสาเขี่ยลูกออก เตะลูกทิ้ง อยู่ตลอดเวลา

สองเส้าระหว่าง พล.อ.สนธิ กับ นางสดศรี ก็ทำให้ข่าวลือกระหึ่มเมืองแล้ว ยังไม่พอ วันนี้ยังมาเจอหลักฐานเส้าที่สามที่ต้องพิจารณากันให้หนักเข้าไปอีก ก็คือ นางสาวกอนณา สัตยธรรม ถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน

ประดาบ ไม่อยากคาดเดา ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ ว่าความสัมพันธ์สามเส้าครั้งนี้ จะดำเนินไปอย่างไร และจบลงที่ตรงไหน แต่บอกได้ว่า นี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุด และเป็นการกระทำที่ไม่เกรงต่อสายตาประชาชนคนไหนทั้งสิ้น ว่าจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตั้งใจทำลายพรรคพลังประชาชน

นางสดศรี เป็นกกต. มีความไม่เป็นกลาง และทำงานเหมือนรับใบสั่งจากใครบางคนให้มาหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชน เป็นการเฉพาะ

นางสาวกอนณา เป็นผู้พิพากษา แต่ถูกรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้มาช่วยทำงานหน้าห้อง ในฐานะลูกสาวของนางสดศรี

ท่อร้อยสายระหว่างทำเนียบรัฐบาล กับ กกต. ผ่านทางไหน ไปกับใคร ไม่ต้องเดาให้ยาก ไม่ต้องตรวจสอบแกะรอยว่า ใบสั่งจากพล.อ.สนธิ ไปถึง นางสดศรี หรือไม่ ด้วยทางใด ไม่ต้องถามว่ามีหรือไม่อีกแล้ว

เอกสารลึกฉบับนี้ให้คำตอบหมดแล้วว่า ทำไมกกต.สดศรี จึงพูดจาเห็นอกเห็นใจเข้าอกเข้าใจและเข้าถึงความต้องการในก้นบึ้งหัวใจของพล.อ.สนธิ ได้ดีกว่ากกต.ทุกคน และ เป็นคำตอบว่าทำไมพล.อ.สนธิ ไม่ต้องไปพบกกต. และไม่ต้องเรียกกกต.มาพบ แต่ กกต.ก็เข้าใจดีว่าพล.อ.สนธิ ต้องการอะไรจากกต.บ้าง

เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ความเชื่อที่ว่ากกต.บางคนไม่เป็นกลาง และเป็นเครื่องมือให้แก่คมช. จึงไม่ต้องการการพิสูจน์อีกต่อไป เพราะนี่คือเอกสารที่ยืนยันได้ดีที่สุด

ใช้แม่ทำงาน เอาลูกมาดูแล

สูตรนี้ พล.อ.สนธิ ใช้กับบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ผิดเพี้ยน

ใช้พ่อเป็นโฆษกให้คมช. แล้วดึงลูกสาวมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ประดาบถึงกับสะอึก เพราะนึกไม่ถึงว่ารองนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย จะทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้

มีคำถามสองข้อที่อยากถาม นางสดศรี สัตยธรรม ให้ตอบตัวเอง

1. คุณยังสมควรเป็นกกต.อีกหรือไม่

2. คุณยังกล้าพูดอีกไหมว่าไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ไม่ต้องมาตอบผม เพราะผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

กอนณา สัตยธรรม
เทือกเถาเหล่ากอ - ลูกสาวคนเดียวของ อรุณ น้าประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแพ่งธนบุรี กับ สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ (ก่อนหน้านี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) ตั้งแต่เด็กคุณพ่อคุณแม่ให้อิสระในการ คิดและตัดสินใจ ทั้งคู่เป็นผู้พิพากษาจึงปลูกฝังและย้ำเตือนถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และทำในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ ให้เป็นคนตรงไปตรงมา ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ถ้าสิ่งที่ทำคือความถูกต้องและทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
ที่มาของชื่อ - คุณพ่อคิดและตั้งชื่อ “กอนณา” เพราะต้องการให้ชื่อคล้องจองกับคุณยาย “ปราณี” ตอนแรกจะตั้ง “กรุณา” แต่ความที่คุณพ่ออยากได้ชื่อแปลกไม่ซ้ำ เลยผัน “กรุณา” เป็น “กอน ณา” ชื่อนี้ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ส่วนชื่อเล่น “ยุ้ย” หรือ “หยุย” ไม่ค่อยมีใครเรียกเพราะชื่อซ้ำเยอะ เพื่อน ๆ และที่บ้านจึงเรียกชื่อจริงแทนชื่อเล่นค่ะ
ศึกษาเล่าเรียน - อนุบาล-ม.4 รร.ราชินี พออายุ 16 ปี สอบเทียบและ เอนทรานซ์ติด คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไม่เลือกสาขาอื่นเลยค่ะ เพราะต้องการดำเนินรอยตามคุณพ่อคุณแม่ จบปริญญาตรีอายุ 19 ปี สอบเนติบัณฑิต 1 ปี จากนั้นต่อปริญญาโทด้านกฎหมายอีก 2 ใบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา CASE WESTERN RESERVE UNIVERSITY (CLEVELAND, OHIO) กับ INDIANA UNIVERSITY (BLOOMINGTON, INDIANA)
หน้าที่การงาน - กอนณาเรียนจบปริญญาโทอายุ 22 ปี ยังไม่สามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้ค่ะ ตามเกณฑ์คืออายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ช่วง 3 ปีที่รอสอบจึงทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัท CHANDLER & THONG-EK LAW OFFICE จำกัด ให้คำปรึกษาลูกค้าชาวต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อายุครบ 25 ปี จึงลาออกสอบผู้พิพากษา โดยเป็นผู้พิพากษาแห่งแรกที่ศาลอาญาธนบุรี ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง (เดิมชื่อศาลแขวงพระโขนง)
ยามว่าง - ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่า เมื่อมีเวลาว่างจึงหาความรู้เพิ่มให้ตัวเอง โดยเฉพาะหนังสือกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าว่างจะไปเป็นเพื่อนคุณแม่ไปปฏิบัติภารกิจตามต่างจังหวัด เพราะคุณแม่เสาร์-อาทิตย์ทำงานด้วย ต้องคอยดูแลเรื่องสุขภาพให้ด้วย เพราะคุณแม่ทำงานหนักมากค่ะ
เป้าหมายในอนาคต -ขอทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้ให้ดีที่สุดและตลอดไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์สุจริต พิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ ด้วยความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ระลึกเสมอว่าเราทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์และเป็นงานที่มีผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกระทบต่อชีวิตผู้อื่น จึงต้องตั้งใจและไตร่ตรองให้ ถี่ถ้วน เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ
มองตัวเอง - เวลากอนณาทำงานเอาจริงเอาจัง และ ชอบกดดันตัวเองว่าต้องทำให้สำเร็จ เพราะมีหลักว่าเป็นลูกคนเดียวต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเสมอ ห้ามทำพลาด ถ้าทำพลาดจะเสียใจ บางครั้งก็เกิดความเครียดบ้าง แต่ไม่นำความเครียดกลับบ้านค่ะ พยายามวางงานไว้ที่ทำงาน
โดย .ประดาบ จาก Hi-Thaksin

Wednesday, January 9, 2008

'บิ๊กแอ้ด' ย้ำ 'หญิงอ้อ' กลับไทยสู้คดีเป็นเรื่องดี

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์การเข้าพบของ คตส.ว่า ได้มาหารือกับพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และตนได้เข้าไปพบปะพูดคุยถึงเรื่องที่ คตส.ได้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ และส่งต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนรายละเอียดของคดีนั้นตนไม่ได้สอบถาม แต่ท่านก็บอกว่าได้เดินหน้าไปในทิศทางที่น่าพอใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยเกี่ยวกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้ง 13 คดีก็เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

เมื่อถามว่า มองการกลับมาสู้คดีของคุณหญิงพจมานอย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่ามีนัยทางการเมืองมากกว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณหญิงพจมานที่เดินทางกลับมาต่อสู้คดี ส่วนเรื่องอื่นๆคงไม่สามารถ วิเคราะห์ มองภาพหรือคาดการณ์อนาคตข้างหน้าได้ อีกทั้งเมื่อเดินทางกลับมาก็ได้เดินทางไปยังศาลและกรมสอบสวน คดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งถือว่าเกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี

เมื่อถามถึงเหตุผลที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกแถลงการณ์ ว่าการกลับมาครั้งนี้ของคุณหญิงพจมาน ในเรื่องของการจงรักภักดี ต่อสู้คดีและการดูแลครอบครัวถือว่าเป็นแนวทางการสมานฉันท์หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าอยู่ที่การปฏิบัติ อย่างที่ตนพูดอยู่ตลอดเวลาว่าการพูดต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เราคงต้องดูว่า ทำได้เหมือนกับที่พูดไว้หรือเปล่า เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีการวิจารณ์ว่าการกลับมาครั้งนี้มีการเคลียร์ อะไรบางอย่างกันแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าได้มีการตกลงอะไรกันอย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่มีการติดต่อทางโทรศัพท์มายังตนแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะที่เป็นคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มองอย่างไรที่มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะขอเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบต้องอยู่ที่การตัดสินใจของท่านเองเพราะโอกาสอย่างนี้คงเป็นสิ่งที่ พล.อ.เปรม จะตัดสินใจด้วยตนเอง ตนคงไม่สามารถคาดเดาได้ตนทำงานกับ พล.อ.เปรม มานาน การเดาความคิดของ พล.อ.เปรม นั้นเป็นเรื่องยากและตนก็ไม่ทราบจริงๆว่ามีข่าวและเป็นมาอย่างไร

เมื่อถามว่าคิดว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่หากทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยทำความเข้าใจกัน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้


ป๋าเหนาะชี้ยังไม่ถึงเวลาพบพจมาน-แนะสส.เลือกคนดีเป็นนายก

หัวหน้าพรรคประชาราช นำลูกพรรครายงานตัว เชื่อ กกต.รับรอง ส.ส.ทัน 22 ม.ค.นี้ เตือน ส.ส.เลือกคนดีเป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ ยังไม่ถึงเวลานัดพบคุณหญิงพจมาน

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชและ ส.ส.สัดส่วนกลุ่มที่ 5 นำทีมลูกพรรครายงานตัว โดย นายเสนาะ เชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะสามารถพิจารณารับรอง ส.ส.ได้ครบ 95 % เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือในวันที่ 22 ม.ค. นี้พร้อมกับสั่ง ส.ส.ที่จะเข้าทำหน้าที่ได้พิจารณาเลือกตัวนายกฯที่เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข พร้อมกับปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกฯ จะเข้าพบ โดยระบุว่ายังไม่ถึงเวลานัดหมาย

ทั้งนี้ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยภายหลังการเข้ารับหนังสือรับรอง ส.ส. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงโอกาสของพรรคประชาราชในการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ที่ กกต.ได้มีมติให้ใบเหลืองใบแดงว่าพรรคประชาราชไม่ได้มีความคาดหวังในพื้นที่ดังกล่าว แต่หากได้ที่นั่ง ส.ส.เพิ่มเติมก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากพรรคประชาราชไม่มีนโยบายในการซื้อเสียง ขณะเดียวกันไม่รู้สึก กังวลต่อการ พิจารราใบเหลืองใบแดงของ กกต.แต่อยากให้ทำตามกรอบของกฎหมายส่วนในเรื่องการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายเสนาะ ยืนยันว่าพรรคประชาราชพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้ ทั้งนี้ นายเสนาะ ยังคงย้ำแนวคิดเดิมคืออยากให้ 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลและพรรคเล็กก็เป็นฝ่ายค้านรวมถึงพรรคประชาราชด้วย

นอกจากนี้ นายเสนาะ ยังแสดงความไม่พอใจกับกรณีที่มีองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน เดินทางมายื่นเรื่องคัดค้านว่า นายเสนาะ และส.ส.เขต 1 จ.สระแก้ว พรรคประชาราช ทุจริตการเลือกตั้ง โดยระบุว่าไม่เป็นความจริงและขอให้ไปสืบว่าผู้ที่กล่าวหามีวิธีการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร

ขณะที่ยอดการรายงานตัว ส.ส.ในวันที่ 6 ล่าสุดมี ส.ส.เข้ารายงานตัว 18 คน และรวมยอดจากจำนวน ทั้งหมด 382 คน