WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 10, 2008

คมช.ชี้ทุกอย่างจบหาก'ทักษิณ'กลับมาสู้คดี เตือนม็อบบุรีรัมย์เคารพกติกา

คมช.ชี้ทุกอย่างจบหาก'ทักษิณ'กลับสู้คดี เมิน'คุณหญิงพจมาน'เคลียร์ทาง'ทักษิณ'กลับไทย สอนม็อบบุรีรัมย์ต้องยอมรับกติกา อย่าทำประเทศถอยหลัง

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ คมช. ส่ง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานในรายละเอียดเพราะยังไม่ได้พบกับ พล.อ.สมเจตน์ แต่ทาง คมช. ไม่ได้สั่งการอะไรพิเศษ เพียงแค่ให้ไปตรวจดูความเรียบร้อยเท่านั้นว่าอะไรเป็นอะไร

ส่วนจะมีการเชิญผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังมาพูดคุยหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า คมช.ไม่มีอำนาจในการเรียกตัว และ คมช.ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่ง ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องดูแล โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ต้องดูแลให้เป็นไปตามขั้นตอน เพราะถือเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องดูแลกันให้ได้ก่อน หากเหลือบ่ากว่าแรงต้องว่ากันอีกครั้งหนึ่ง

'คิดว่าคน 70 ล้านคน มีคนที่นอกกติกาไม่เท่าไหร่ อยู่ที่สื่อมวลชนต้องช่วยกันชี้นำว่าการกระทำ ในลักษณะนี้ถูกหรือผิด ออกมาพูดบ่อยๆก็จะลดลงไป และสื่อต้องช่วยตำหนิคนที่ทำไม่ถูกกติกา อย่าไปเชียร์ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นต้องกลับไปทบทวนตัวเอง ถ้าเราเรียกร้องประชาธิปไตยต้องดูว่ากฎกติกาคืออะไรบ้าง ถ้าอยากเห็นประเทศเจริญ อยากเห็นวัฒนธรรมอยู่ในระดับประเทศผู้นำของโลก เราต้องรักษาตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องถอยหลังไปเป็นประเทศที่ล้าหลัง'พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการกลับมาของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นแม่ทัพในการจัดตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ พล.ร.อ.สถิรพันธ์ กล่าวว่า ตนอยู่ตรงนี้จะไปรู้เรื่องอะไร ตนไม่ใช่นักการเมืองจึงตอบไม่ได้ ส่วนการรับประทานอาหารร่วมกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ีด้านความมั่นคง ก็เป็นการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองทั่วไป แล้วแต่ใครจะหยิบยกประเด็นมาพูดคุย

เมื่อถามว่า การกลับมาของคุณหญิงพจมาน มีการต่อสายมาถึง คมช.และรัฐบาลหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า ทาง คมช.ไม่มี แต่รัฐบาลไม่ทราบ เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าคุณหญิงพจมาน จะมาเคลียร์ปัญหา ต่างๆ เพื่อเปิดทางให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กลับประเทศ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ตอนนี้ คมช. ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ส่วนตัวคิดว่า พ.ต.ท. ทักษิณ น่าจะกลับมาสู้คดี เพราะเราอยากให้กลับมา เรื่องต่างๆจะได้จบสักที คดีจะได้เคลียร์ และทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ซึ่งจะส่งผลดีกับทุกฝ่ายไม่เช่นนั้นเรื่องก็จะคาราคาซังกันอยู่ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ที่ยังมีปัญหาอยู่นั้น เราต้องให้เขาจัดตั้งรัฐบาลก่อน


นิวยอร์กไทม์สรายงาน ‘พจมาน’ กลับบ้านสู้คดี

สำนักข่าวต่างประเทศ ยังเกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องล่าสุด หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ “นิวยอร์กไทม์ส” รายงานข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของคุณหญิง “อ้อ” พจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“โธมัส ฟูลเลอร์” ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า คุณหญิงพจมานได้เดินทางกลับประเทศไทยตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และโดนเจ้าหน้าที่ทางการไทยตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นหลายกระทง ซึ่งทำให้อนาคตทางการเมืองและครอบครัวยังไม่แน่นอนเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเชิญตัวคุณหญิงพจมานที่สนามบินสุวรรณภูมิ

หลังจากที่คุณหญิงพจมานเดินทางมาจากฮ่องกง โดยเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาทุจริตการซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก และผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก่อนจะประกันตัวออกมาด้วยวงเงิน 1 ล้านบาท

ด้าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของตระกูลชินวัตร และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชนที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนที่แล้ว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า คุณหญิงพจมานตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีความในชั้นศาลนายนพดลบอกว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะประเทศไทยคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วบรรดานักวิเคราะห์การเมืองต่างมองว่า การที่คุณหญิงพจมานเดินทางกลับประเทศไทย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์การเมืองโดยรวมโอนเอียงไปทางฝั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ

นิวยอร์กไทม์สรายงานด้วยว่า สถานการณ์การเมืองไทยยังไม่นิ่ง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ที่ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชนกว่า 60 คนชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากสงสัยว่าทุจริตการเลือกตั้งขณะที่ นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร และนักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองของไทยยังคงวุ่นวาย เพราะมีความพยายามนอกระบบที่จะขัดขวางพรรคพลังประชาชนไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้


'สดศรี'แย้ม11ม.ค.ชี้ชะตา'ยุทธ'

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง

กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธว่า ต้องดูว่าหลังจากนายยงยุทธนำพยานมาให้ปากคำ 1 ปากแล้วยังต้องการให้บุคคลอื่นชี้แจงอีกหรือไม่ แต่คาดว่าวันที่ 11 ม.ค.นี้ กกต.จะพิจารณาและลงมติว่าจะให้ใบเหลือง ใบแดง หรือยกคำร้อง นอกจากนี้กกต.จะต้องแยกพิจารณาในความผิดส่วนตัวและความผิด ในฐานะกรรมการ บริหารพรรค

'สมมติว่าหากพิจารณาแล้วพบว่านายยงยุทธได้ใบแดง กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา อีกชุดเพื่อ ตรวจสอบว่าความผิดจะโยงถึงพรรคหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีปลอมแปลงลายเซ็นของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่นอกจากจะให้ดำเนินคดีอาญาแล้ว ยังตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดูว่าความผิดถึงผู้บริหาร ของพรรคหรือไม่ ทั้ง 2 เรื่องนี้จะสอบสวนว่าถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่' นางสดศรีกล่าวและว่า จากที่ดูสำนวนวัตถุพยาน และหลักฐานอื่นเพียงพอวินิจฉัยได้ เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว ส่วนตัวเท่าที่ ได้ฟังนายยงยุทธชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากต้องฟังการสอบปากคำพยานอีก 8 ปาก และจะพิจารณาอีกครั้งว่ากกต.จะมีมติอย่างไร


คนยิงไทยรัฐ บงการ... เล่นผม

ขมขื่น และเกรี้ยวกราด
คืออาการของ “พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล” รองผบ.ช.สันติบาล ที่ได้แสดงอารมณ์ออกมาตลอดการนั่งแถลงข่าว ที่สำนักงาน กกต. เมื่อเย็น 8 ม.ค.51“ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล” คือ “พระเอก” ในหนังเรื่อง“พิฆาตยงยุทธ ติยะไพรัช”“เนวิน ชิดชอบ” ขุนพลอีสานของ “ทักษิณ ชินวัตร”หมดน้ำยาไปแล้ว เมื่อคนของเขา ประกิจ พลเดช,รุ่งโรจน์ทองศรี, พรชัย ศรีสุรยันโยธิน โดน 3 ใบแดง ในเขตเลือกตั้งที่1 บุรีรัมย์ ซึ่งก็ดีอยู่บ้างที่ “ลูกพี่ลูกน้อง” ผู้มีชื่อว่า “ทรงศักดิ์ทองศรี” ที่เขามอบหมายให้เป็น “หัวหน้า” คณะผู้สมัคร ส.ส.อีสานของพรรคพลังประชาชน รอดตัว

กกต.ออกใบรับรองเป็นส.ส.เขต 2 บุรีรัมย์ ให้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค.51ก็เหลืออยู่แต่ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ขุนพลเหนือ ของ“ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งบรรดาเซียนการเมืองทั้งหลายเชื่อว่าโดนแน่ ไม่เหลืองก็แดงเพราะว่าไปแล้วยงยุทธมีความสำคัญต่อทักษิณเหนือกว่าเนวิน เพราะยงยุทธ คือ “รองหัวหน้าพรรคคนที่1” และมีเสียงซุบซิบกันว่า หาก “สมัคร สุนทรเวช” มีอันเป็นไปเพราะผลจากคดีทั้งหลาย ก็ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” คนนี้แหละที่ทักษิณวางตัวไว้ให้เป็น “นายกรัฐมนตรี”

คนไทยต้องติดตามข้อร้องเรียนที่ประเคนเข้าใส่ยงยุทธอย่างเกาะติดมาก เพราะไม่ใช่ยงยุทธเท่านั้นจะโดนแต่คดีหมายความว่าจะต้องเดินไปให้ถึงขั้น “ยุบพรรคพลังประชาชน” ให้จงได้ เพราะไม่เช่นนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ “พลิกขั้ว” มาเป็น “ประชาธิปัตย์ได้เป็นผู้จัดรัฐบาล”ดังที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ ได้พูดแสดง “ความเชื่อลึกๆ”เอาไว้ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.50 หลังวันเลือกตั้งแค่วันเดียวโน้นแล้ว

“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ถูกร้องเรียนว่า จัดกำนันผู้ใหญ่บ้าน จากเชียงราย มาพบที่โรงแรมเอสซีปาร์ค กรุงเทพฯ โดยใช้ “รถตู้” ของ “ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม”กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่เขาเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการเป็นยานพาหนะในการขน จากสนามบินสุวรรณภูมิ มาโรงแรมโดย หัวคะแนนของยงยุทธเป็นคนจ่ายค่าเครื่องบินทั้งไปกลับ และที่โรงแรม หัวคะแนนของยงยุทธมอบเงินให้กำนันผู้ใหญ่บ้านหัวละ 20,000 บาทและในระหว่างนี้ชื่อเสียงของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผบ.ช.ส.ก็โด่งดังขึ้นมา เมื่อ “สมัคร สุนทรเวช” ยื่นหนังสือไปถึง “อภิชาต สุขัคคานนท์” ให้ถอดออกจากหน้าที่“ประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนและสอบสวนกกต.” เพราะวางตัวไม่เป็นกลางรองชัยยะ เป็นผู้รับผิดชอบรวบรวมข้อมูลเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ นับร้อยเรื่อง

ส่วนที่เราบอกว่า “ขมขื่นและเกรี้ยวกราด” คือ อารมณ์ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ระหว่างแถลงข่าวที่ กกต.เมื่อเย็น 8ม.ค.ต่อคิวทันทีหลังจากที่ยงยุทธ จบการแถลงข่าวนั้นก็เพราะพล.ต.ต.ชัยยะ จวกแหลก กกต.ที่เรียกตัวเขามาทำงานอย่างด่วน ซึ่งก็มา โดยรับงานให้ก็เพื่อพยุงองค์กรกกต.เอาไว้ แต่กลับมากล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง และไม่มีความรู้ในการสืบสวนสอบสวน เพียงเพราะกระดาษใบเดียวที่ “สมัคร สุนทรเวช” ยื่นเข้านั้น เป็นการไม่ถูกต้องพร้อมกับประกาศจะไม่ยอมลาออกจากหน้าที่“อนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องคัดค้าน” ของกกต.เด็ดขาดนอกจากนี้ ชัยยะ ยังปูดไปถึงเรื่องที่มี กกต.คนหนึ่งไม่ยอมคืนสำนวนสอบสวนคดีของยงยุทธ อันนำมาซึ่งข้อสงสัยว่า สำนวนรั่วไปถึงยงยุทธ จนสามารถแก้เกมได้ถูกเป้าอีกด้วยแต่การ “สาวไส้” กกต.ของ พล.ต.ต.ชัยยะ ก็เบาลงทันที

เช้า 9 ม.ค. “อภิชาต สุขัคคานนท์” บอกนักข่าวว่า พล.ต.ต.ชัยยะ “ถอนตัว” ออกไปแล้ว ถอนตัวออกไปเอง ไม่ใช่กกต.กดดันให้ออกและเชื่อว่าเมื่อถอนตัวออกไปแล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ น่าจะลดน้อยลง หรือหมดไปคำพูดของประธานกกต.นี้ ทำให้ พล.ต.ต.ชัยยะ เหลือตัวนิดเดียวหมดราคาทันทีแต่ว่าไปแล้วศึกที่ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” โดนมันยิ่งใหญ่มาก เพราะ “อภิชาต สุขัคคานนท์” บอกกับนักข่าวว่า ได้แยก เป็น 2 ปมคือ ผิดส่วนตัว กับผิดโยงไปถึงการยุบพรรค ซึ่งหากกกต.เห็นว่า เมื่อยงยุทธเป็นกรรมการบริหารพรรค และความผิดที่เกิดขึ้นเกี่ยงโยงถึงพรรค และ กกต.เห็นว่าควรให้ยุบพรรคพลังประชาชน ก็จะส่งเรื่องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

บรรดา “คอการเมือง” ทั้งหลายเชื่อว่า พลังประชาชนโดนยุบเหมือนพรรคไทยรักไทยแน่นอนเพราะยังไง คมช.กับ “อีแอบ” ก็ไม่ยอมให้ พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลแต่ “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนกลับมองไปอีกทาง โดยเชื่อว่า ยงยุทธไม่ผิด และพรรคไม่โดนยุบ แกนนำพรรคไม่วิตกเรื่องนี้ และในที่ประชุมแกนนำก็ไม่ได้ยกปมนี้มาพิจารณา มีการพูดแต่ถึงคดีที่ “ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” ฟ้องเป็น “นอมินี”เสียมากกว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง “ดอกเตอร์กฎหมาย” จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็เชื่อว่า ยงยุทธไม่โดนแต่ถ้าไปแปลคำพูดของ “อภิชาต สุขัคคานนท์” กับ“สดศรี สัตยธรรม” ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อตอนเช้า 9 ม.ค.แล้ว จะเกิดความรู้สึกว่ายงยุทธโดนแน่พลังประชาชนยุบแน่“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยกำลังสรุปข้อมูลที่ได้รับจากการชี้แจงของนายยงยุทธ และพยานที่นำเข้ามาสืบ หากข้อมูลพร้อมเมื่อใด ก็จะเสนอเข้ามายังกกต. ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้มีการพิจารณากรณีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า รถตู้ที่นายยงยุทธใช้เป็นรถของกระทรวงจริง โดยกกต.จะพิจารณาไปพร้อมกัน หากเป็นความผิดว่า ความผิดนั้นแป็นความผิดส่วนบุคคล หรือความผิดที่อาจเชื่อมถึงพรรคพลังประชาชนเพราะนายยงยุทธมีฐานะเป็นรองหัวหน้าพรรคกระทำ อาจส่งผลถึงขั้นยุบพรรคได้ เรื่องนี้ถูกรายงานเข้ามานานแล้ว จึงพอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไรและเชื่อมโยงไปถึงไหน รวมทั้งผ่านการพิจารณามาหลายครั้ง ส่วนที่นายยงยุทธแถลงว่า เรื่องทั้งหมดเป็นการจัดฉากนั้น ก็ถือเป็นความคิดของนายยงยุทธผมยืนยันว่ากกต.ต้องมีหลักฐานที่เพียงพอที่จะอธิบายต่อสังคมได้แน่นอน และหากกกต.มีมติให้ยุบพรรคพลังประชาชนจริง กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจาณาต่อไป

“ถ้าหากกกต.มีมติให้ใบเหลืองนายยงยุทธ เรื่องนี้มีปัญหามาก เพราะไม่สามารถจัดเลือกตั้งใหม่ได้ และไม่สามารถเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาแทนได้ ดังนั้น เราต้องคำนวนคะแนนกันใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร เพราะถือว่าเป็นกรณีแรก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป”ประธานกกต.ร่ายยาวว่าไว้อย่างนี้ขณะที่ “เจ๊สด” ดุเดือดกว่า โดยกล่าวว่า“คาดว่าในวันที่ 11 ม.ค. กกต.จะสามารถพิจารณาและลงมติได้ว่า จะให้ใบเหลือง ใบแดง หรือยกคำร้อง ดังนั้นกกต.จะต้องแยกพิจารณาในความผิดส่วนตัวและความผิดในฐานะกรรมการบริหารพรรค สมมุติว่า หากการพิจารณาแล้วพบว่า นายยงยุทธได้ใบแดง กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการฯขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบว่า ความผิดจะโยงถึงพรรคหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีปลอมแปลงลายเซ็นของนายสิทธิชัยโควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่นอกจากจะให้ดำเนินคดีอาญาแล้ว ยังได้ตั้งอนุกรรมการฯ ขึ้นมาดูว่าความผิดถึงผู้บริหารของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ทั้ง 2 เรื่องนี้ก็จะสอบสวนว่า ถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่”“จากที่ได้ดูสำนวนจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน วัตถุพยานและหลักฐานอื่น คิดว่าเพียงพอให้วินิจฉัยได้ ซึ่งขณะนี้ได้

ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.ไปร่วมสอบปากคำร่วมกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสันติบาล ในส่วนของพยานของนายยงยุทธ และเมื่อฝ่ายสืบสวนสรุปสำนวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว กกต.ก็จะพิจารณารับฟังการสรุปของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องถามสันติบาลว่า จะยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิมของตัวเองอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว ส่วนตัวเท่าที่ได้ฟังนายยงยุทธชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็ยังไม่สามารถสรุปได้เนื่องจากต้องฟังการสอบปากคำพยานอีก 8 ปาก และจะพิจารณาอีกครั้งว่า กกต.จะมีมติอย่างไร”“การพิจารณาลงมติในเรื่องดังกล่าว ยอมรับว่ากฎหมายของ กกต.ยังมีช่องโหว่ เพราะเราไม่สามารถที่จะสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้หากสอบไปแล้วมีการกระทำ แต่ไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร ทำให้ กกต.พิจารณา และลงมติไม่ได้ เราก็อาจจะยื่นให้กฤษฎีกาตีความ นอกจากนี้ในส่วนที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่านายยงยุทธได้ประสานขอรถตู้ไปใช้จริงนั้น หากท่านมีความพร้อมก็มาให้ข้อมูลได้”“ส่วนที่นายยงยุทธระบุว่า การทำสำนวนของตำรวจสันติบาลมีการจัดฉาก เรื่องนี้ต้องมีการพิสูจน์ว่า การที่กำนันเดินทางมาพบนายยงยุทธนั้น เหตุใดจึงได้นำรถตู้ของทางราชการมาใช้ มีข้อน่าสังเกตว่ารถหลวงเข้ามาเกี่ยวข้องในฉากนี้ได้อย่างไร”ถือว่า “เจ๊สด” พูดได้เจ็บและมองเห็นอนาคตของยงยุทธ กับพรรคพลังประชาชนชัดเจนยุบแหงๆ__เพราะ “บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์” ผอ.ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรฯ ผู้รับผิดชอบ “รถตู้”ก็หาใช่ใครที่ไหน เป็นอำเภอแม่จัน บ้านเดียวกับยงยุทธ

นอกจากนี้ “เจ๊สด” ยังยืนยันด้วยว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช” ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ จะมาเป็นพยานว่า ยงยุทธคือ คนขอใช้รถตู้ด้วยตัวเองฟังยังกับว่า พยานของตำรวจสันติบาลแน่นหนามากก็ไม่นึกว่าจะมาตกม้าตายอย่างง่ายพลิกด้วยคำว่าตำรวจสันติบาลทำซีดีล่องหนวันที่ 8 ม.ค.51 หลังจากที่เข้าให้การแก่เจ้าหน้าที่สอบสวนของกกต.4 ชั่วโมงแล้ว ยงยุทธ ได้ลงมาแถลงข่าวที่ชั้นล่างอาหารศรีจุลทรัพย์นั้นเลยเตรียมการแถลงมาดีมาก มีการทำชาร์ต แสดงแผนผังขั้นตอนต่างๆ ของการสืบสวบสอบสวนให้นักข่าวได้ทัศนาด้วยยงยุทธ ซัดโครมว่าทุกอย่างจัดฉากขึ้นมาเรื่องเกิดวันที่ 28 ต.ค.50 แต่เพิ่งร้องเรียน 21 ธ.ค.50เฉพาะอย่างยิ่ง ซีดี ที่ตำรวจสันติบาลอ้างประกอบสำนวนว่า แอบถ่ายขณะกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นรถมาพบตนที่กรุงเทพฯ ก็เป็นการตัดต่อ ถ่ายมาจากคนละสถานที่แล้วเอามาตัดต่อเป็นเรื่องเดียวกันยงยุทธ ได้ขอดูหลักฐานต่างๆ โดย กกต.ก็รับปากจะให้ดูรวมทั้ง ดูซีดีของสันติบาลด้วย ในเวลา 15.00 น.วันที่ 9 ม.ค.

ยงยุทธ มาตามนัดพร้อมผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็ขึ้นไปยังชั้น19 แป๊บเดียวก็กลับลงมา แล้วเปิดแถลงกับนักข่าวโดยมีการตั้งสแตนกางชาร์ตประกอบการแถลงข่าว เป็นครั้งที่ 2 โดยบอกนักข่าวว่านี่คือแผนใส่ร้าย“วันนี้ผมมากกต. เพื่อจะมาดูพยานหลักฐานการกล่าวหาผม โดยเฉพาะเรื่องซีดี ซึ่งผมได้ประกาศต่อเพื่อนส.ส.ที่พรรคพลังประชาชนว่า หากผมกระทำผิดในข้อหาแจกเงินแจกทอง ก็อย่าว่าแต่ให้ใบแดงเลย ให้ตัดคอผมได้เลย เพราะมันไม่จริงวันนี้ผมได้นำเจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิคการตัดต่อภาพมาด้วย และได้มีการนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่ได้ไปถ่ายทำวิดีโอร่วมกับ จนท.ความมั่นคงบางฝ่าย นัดกันตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่ง กกต. ก็ได้มีคำสั่งให้สันติบาลเอาวีซีดีมาให้ผมดูในฐานะผู้ถูกกล่าวหา แต่ปรากฏว่ามาถึงวันนี้ซีดีล่องหน สันติบาลยังไม่นำวีซีดีมาให้กกต.ทั้งที่ถือเป็นคำสั่งของกกต. แต่กลับมีการเก็บไว้กับตัวเองถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะมีการตั้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่พยานหลักฐานก็ควรพร้อมด้วยต้องขอขอบคุณ กกต. ที่ให้ความเป็นธรรม และให้ความชัดเจนว่า ถ้าชี้แจงไม่เสร็จ พยานไม่ครบ จะไม่ตัดสินซึ่งถือว่าท่านมีความยุติธรรม โดยกกต.บอกผมว่า จะแจ้งให้ผมมาดูวีซีดีอีกครั้งในกระบวนการรวบรวมหลักฐานมีการบิดเบือน และข่มขู่ด้วยการร่างคำให้การไว้แล้วนำมา

ให้ประชาชนเซ็นยอมรับว่ามีการรับเงินจากผม ซึ่งบางคนบอกว่ามากเกินไป และรับไม่ได้ผมขอท้าให้ไปถามประชาชนในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อว่า ตนจะทำเช่นนั้นส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าสำนวนดังกล่าวรั่วทำให้ผมสามารถรู้รายละเอียดสำนวนได้นั้น มันน่าแปลกที่คนรู้เรื่องเอกสารแทนที่จะเป็นผม กลับเป็นนายถาวร เสน
เนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ออกมาระบุว่าเอกสารรั่ว ทำให้ผมได้ประโยชน์ ขอยืนยันผมไม่เคยเห็นสำนวนตามที่มีการกล่าวอ้าง”จากนั้นนายยงยุทธ ได้โชว์ชาร์ตกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยกล่าวอธิบายประกอบว่า“ผมจะได้ใบอะไรก็ไม่เป็นไร แต่จะชี้แจงให้สังคมได้รู้ขบวนการ โดยผู้บงการคนนี้ เคยบงการยิงถล่ม สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ด้วย เอ็ม 79 สมัยอภิปรายเรื่องสปก.ซึ่งเขาเอาเงินมาจ่าย 2 เรื่อง เป็นงบที่สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล และจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่สันติบาล 35 ล้าน อันนี้เป็นการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง เพราะเขาโอดครวญว่าเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายไปนั้นไม่พอเพียง ก็มีการจ่ายเงินจ่ายทองไป เสร็จเรียบร้อยก็มีกระบวนการ พล.ต.ท.ที่ชอบอุ้มฆ่า ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ปาระเบิดหนังสือพิมพ์ข่าวสดสมัยที่ลูกพี่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นผู้รับงานและมีขบวนการสอบสวนโดย พล.ต.ท.ช. และพ.อ.พิเศษ...

ที่กดดันกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ร่วมกับเขา ถ้าไม่ร่วมก็จะถูกตรวจค้นบ้านโดยนายชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นคนติดติดยาและอยู่ซุ้มมือปืน จะโทรศัพท์หากำนันผู้ใหญ่บ้านให้มา ถ้าใครไม่มาก็จะกดดัน และถูกตรวจค้นบ้านทุกคนผมได้ให้การกับ กกต. แล้ว ไม่ต้องกลัวหมิ่นประมาทเขาบอกว่าตายเป็นตายทั้งหมดชุดนี้วางงานกัน 6 เดือน แล้วใช้นกต่อคือนายชัยวัฒน์ ที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ทั้งในฐานะผู้ค้าและผู้เสพ แล้วประวัติที่มีคนส่งมาให้คือเป็นซุ้มมือปืน ซึ่งไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับเขาเพราะกลายเป็นผู้มีอิทธิพล หลังจากที่ผมถูกปฏิวัติรัฐประหารแล้ว นายชัยวัฒน์ ก็ถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงบางฝ่าย ใช้เป็นตัวกลาง รวมคนมาพบผม ซึ่งเป็นการวางแผน และกระบวนการสอบทั้งหลาย สำนวนอยู่ในมือ พล.ต.ต.ช. เพื่อนำเสนอ กกต. และเอาสำนวนทั้งหลายไป

ส่งให้ลูกพี่ แล้วปล่อยข่าวว่า กกต.รับเงิน เพื่อกดดันให้กกต.ไม่มีความชอบธรรมในการตัดสินว่าผมเป็นฝ่ายถูก เพื่อด่ากกต.ไว้ก่อน และอีกด้านหนึ่งก็เอาข่าวให้ทีมงานแถลง มีผังมีชาร์ต เพื่อทำให้คนสังคมเห็นว่าผมซื้อเสียงและเป็นคนชั่วโดยที่ผมก็สงบปากสงบคำไม่ตอบโต้ เพราะเคารพ กกต. และยืนยันว่าหลักฐานต่างๆ นั้นไม่จริง แต่วันนี้เหลือจะอดแล้ว ผมมาขอตามดูเพื่อจะถามว่าวีซีดีมีภาพอะไรบ้าง ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ได้รับ ซึ่งผมเห็นใจ กกต.อย่างมากที่เจ้าหน้าที่สันติบาลบางคนไม่นำมาให้ ทั้งที่นัดหมายเป็นคำสั่งของกกต.หากแผนการบนชาร์ตสำเร็จแล้วคนที่จะได้ประโยชน์ก็คือ ผู้สมัครเขตพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อแผ่นดินด้วย ซึ่งประกาศเป็นพันธมิตรกันที่ร้านช้อนเงินช้อนทองแต่กลับปรากฏว่าเมื่อการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากทำให้ขั้วสลาย แต่แผนการเหล่านี้ก็ยังดำเนินอยู่ ส่วนต่อมาถ้าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ คนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผมก็ได้ประโยชน์ เพราะตามกฎหมายถ้าผู้บริหารทำผิดถือว่าพรรคทำผิดเสียเอง จะถูกยุบพรรค เพราะฉะนั้นเดิมพันของผมนั้นสูงมากขบวนการที่เกิดขึ้นคือ การสร้างข่าว กดดัน กกต. ถ้า

กกต.ตัดสินไม่เป็นอย่างที่ว่า ก็หาว่ากกต.รับสตางค์ ปล่อยข่าวว่าสำนวนรั่ว แล้วพอรั่วก็ไปโผล่ที่พรรคอื่นทุกที ทำไมไม่รั่วอยู่ที่ผม ผมตามหาซีดีอยู่กี่วันแล้วยังไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น


สุดแสบ!‘ยงยุทธ’แฉจัดฉากล่อซื้อหวังผลไกลถึงขั้นยื่นฟ้องยุบพรรคฯ

ยงยุทธบุก กกต. ชี้แจ้ง กกต. แฉ พฤติกรรมเลวทราม สุดแสบ เป็นกระบวนการ ทั้งสร้างพล็อต - สร้างเรื่อง - สร้างฉาก วางแผนล่อซื้อให้ติดกับดัก สร้างหลักฐานหวังเป้าหมายถึงขั้นยุบพรรค โดยใช้ตนเองเป็นเหยื่อ พร้อมเตรียมยื่นพยานเสนอ กกต. เพิ่มเติมอีกรอบ


สำหรับการเข้าชี้แจ้งข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา บรรยากาศเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ที่ตั้งของสำนักงาน กกต. มีกลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนเดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมป้ายผ้า และปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงให้กำลังใจ กว่า 20 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประทุมวัน จำนวน 40 นาย คอยดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบบริเวณ


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่นายยงยุทธ จะเดินทางมาถึง กกต. กลุ่มผู้สนับสนุนนายยงยุทธ ได้หันมาเห็นนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขณะรอรถจะเดินทางกลับหลังมารับเอกสารรับรอง จึงพร้อมใจกันต่อว่านายชวน เป็นเผด็จการ ขอให้เลิกสร้างภาพ และเลิกอิจฉาพรรคพลังประชาชนได้แล้ว


โดยนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ได้เตือนผู้สนับสนุนนายยงยุทธให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เพราะกระบวนการต่างๆ ใกล้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งกกต.ทำงานโดยยึดความโปร่งใสและเที่ยงธรรม ไม่มีใครมาวิ่งเต้นหรือกดดันได้ หากใครไม่พอใจควรใช้ช่องทางตามกฎหมาย ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ควรใช้วิธีนอกระบบ


อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม กกต. ในช่วงเช้า นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ได้กล่าวยืนยันต่อผู้สื่อข่าวว่า ถึงกรณีของนายยงยุทธ ว่า ที่ผ่านมา นายยงยุทธ ไม่เคยพยายามวิ่งเต้น หรือดำเนินการใดๆ กับ กกต. เพื่อให้หลุดพ้นจากการพิจารณาจากใบเหลือง-แดง อย่างใดทั้งสิ้น และก็ไม่รู้สึกหนักใจการพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธเช่นกัน เพราะหากนายยงยุทธ อ้างพยานหลักฐาน ก็สามารถส่งให้ กกต.พิจารณาภายหลังได้


ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า แม้การกกล่าวหาขณะที่นายยงยุทธเป็นกรรมการบริหารพรรคฯ แต่ตนมองว่า นายยงยุทธได้รับเลือกเป็นให้เป็น ส.ส.เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้นายยงยุทธยังไม่ได้ชี้แจงและตนเองก็ยังไม่เห็นสำนวนการสืบสวนสอบสวน ดังนั้น จึงไม่สามารถบอกได้ว่าความผิดของนายยงยุทธจะถึงขั้นไหน


อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาชี้แจ้งของนายยงยุทธในครั้งนี้ มาพร้อมแกนนำจากพรรคพลังประชาชนหลายคน อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ผู้สมัครแบบสัดส่วน เขต 7 รวมถึงนายสุธรรม แสงประทุม อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย


โดยก่อนเข้าห้องประชุมชี้แจ้ง นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนมั่นใจและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองและเชื่อในความสุจริตเที่ยงธรรมของ กกต.โดยไม่ขอกล่าวอะไรมากนัก เพราะตนต้องขอเข้าไปฟังข้อกล่าวหากับ กกต.ก่อน เพราะข้อกล่าวหากว้างเกินไป ซึ่งในการที่มาชี้แจงในครั้งนี้ ได้นำพยานหลักฐาน ทั้งตัวบุคคลและเอกสารมาชี้แจงต่อ กกต.ด้วย


กระทั่งเวลาประมาณ 15.20 น. หลังจากเข้าชี้แจงต่อ กกต.ประมาณ 1 ชม.ครึ่ง นายยงยุทธ ได้ไปเซ็นรับคำให้การ จนประมาณ 16.45 น. นายยงยุทธ จึงเปิดแถลงต่อสื่อมวลชนที่มารออยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีสมาชิกพรรคพลังประชาชนและทีมงานตามติดอยู่ตลอดเวลา อาทิ นายสุธรรม แสงประทุม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ และ ร.ต.ท. เชาวรินทร์ ลัทธิศักดิ์ศิริ


นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนมาพบกับสื่อมวลชนโดยที่การสอบพยานของ กกต. ยังไม่แล้วเสร็จ หากพูดอะไรที่เป็นประเด็นเสมือนไปกดดัน กกต. คงไม่ดี โดยพรุ่งนี้พยานจะมาชี้แจงอีกและตนจะเล่าให้สื่อมวลชนฟัง


อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ ได้กล่าวเป็นเรื่องย่อๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหลายซึ่งเดิมพันของตนสูงมาก เพราะหากตนกระทำผิด จะมีคนยื่นเรื่องเพื่อยุบพรรคพลังประชาชนต่อไป


หาก ส.ส.สัดส่วน กระทำผิด ได้ใบแดงจะต้องเลื่อนผู้สมัคร ส.ส.ลำดับถัดไปขึ้นมา แต่หากได้ใบเหลืองก็ไม่มีสิทธิที่จะลงแข่งขัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า นกแลหรือ ส.ส.หน้าใหม่ทั้งหลาย ตอนอยู่ที่บ้านพบปะปราศัยกับประชาชนไม่ได้เข้มข้นเท่ากับส.ส.เก่า ถือว่ายังไม่มีผลงาน ก็ยังได้เป็นผู้แทน เพราะความนิยมในนโยบายและกระแสของพรรคที่มาแรงมาก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงไม่ใช่เฉพาะที่เชียงราย


นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่ใหญ่โตพอสมควร ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ร้องมาแจ้งความเพื่อให้ตนมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ตนคิดว่าหลังจากนี้ไปคงดูการเชื่อมโยง เพราะเขาอ้างว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม แต่กลับมาร้องเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ซึ่งใช้เวลาถึง 54 วัน กว่าจะเข้ามาร้อง


กลุ่มพยานทั้งหลายมีการนำมาออกข่าวอยู่ตลอดเวลาว่าถูกอิทธิพล แต่ปรากฎว่าหลายท่านถูกกดดัน โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่บางฝ่าย ซึ่งตนคิดว่าคำชี้แจงของพยานคงจะเป็นเครื่องยืนยันได้ ตนคงไม่พูดให้มากกว่านี้ คาดว่าจะสามารถเล่าให้ฟังได้หลังจากนี้


นายยงยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมต่อกันระหว่างพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญของพรรคที่แข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาล ไม่มี ส.ส.ลงสมัครในพื้นที่ โดยอ้างว่าข้อมูลรั่วบ้างอะไรบ้าง หมายถึงนักการเมืองบางฝ่ายที่เป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ท้ายที่สุดข้อมูลที่ออกไปตามสื่อเป็นข้อมูลจากฝ่ายเขาทั้งหมด ซึ่งทางเรายังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานหรือข้อกล่าวหาเลย แต่พยานเหล่านี้กลับตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงกันข้าม จึงเป็นเรื่องน่าคิด


สิ่งเหล่านี้ขอฝากไว้เป็นการบ้านว่า หลังจากที่ผลของ กกต.ออกมา ไม่ว่าจะเป็นใบอะไรก็ตาม ผมจะออกมาชี้แจงให้สังคมได้เห็น เพราะหากผมเอาสิ่งเหล่านี้มาพูดตอนนี้ จะเป็นการกดดัน กกต. จึงให้พรรคที่แย่งกันจัดตั้งรัฐบาลพูดข้างเดียวไปก่อน ผมขอรอฟังข่าวก่อน


นอกจากนั้น บุคคลที่เกี่ยวข้องมีตัวตน มีขบวนการ หากเอ่ยชื่อ ทุกคนต้องรู้ว่ามีใครบ้าง ซึ่งวันนี้แม้กระทั่งพยานเองก็กล้าระบุชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าใครไปกดขี่ข่มเหง กดดัน ข่มขู่พยานบ้าง ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโดยงผู้บงการที่อยู่ข้างหลังได้ด้วย


โดยผู้บงการ หมายถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำครั้งนี้ เพราะฉะนั้น คนที่ร่วมขบวนการที่มาร้องเรื่องนี้ ตนขอยืนยันว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการที่ได้รับประโยชน์ จากการกระทำแต่ก็หากการกระทำสำเร็จผลตามที่เขาต้องการแล้ว ผู้ที่มาร่วมยังได้ประโยชน์น้อยกว่าไอ้โม่งที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งอันนี้ตนขอพูดแค่นี้


นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า ความเป็นจริงกลุ่มบุคคลที่มาพบ มีคนที่ชักนำมา หรือมีนกต่อ ชักชวนให้มาเยี่ยม โดยเมื่อมารอที่พรรคอยู่ครึ่งวันแล้วก็ไม่เจอตน จากนั้นจึงไปตามหาตนซึ่งประชุมอยู่ที่โรงแรมตามที่เป็นข่าว แต่ก็ยังไม่เจอตน จนกระทั่งประชุมเสร็จแล้วได้เข้าไปทักทายแล้วพูดคุย


ผมบอกว่า ขอบคุณนะ เพราะผมยังกลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้ เนื่องจากเดี๋ยวถูกยิงกะบาล เพราะพ่อแม่พี่น้องก็เป็นห่วงผม ผมได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 18 ตุลาคม ตอนที่ท่านสมัคร ไปปราศัย แล้วหลังจากนั้นก็ลงพื้นที่ช่วงเดือนธันวาคมซักครั้งสองครั้งเอง ก็ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่เลย ซึ่งหลังจากขอบคุณแล้วก็ได้พูดคุยเรื่องอื่นอีก ซึ่งผมจะไม่นำมากล่าวในที่นี้ เพราะผมให้การ กกต. ไปแล้วนายยงยุทธ กล่าวและว่า


หลังจากนั้นก็มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ แม้กระทั่งการสร้างบิลบ้าง อะไรบ้าง มีการชี้แนะ เป็นการพล็อตเรื่องเหมือนกับการล่อซื้อของพนักงานสอบสวน พูดง่ายๆว่า มันเกินธรรมชาติ มันเกินจริง พอคนมาเห็นเข้าทุกคนจะตกใจ มีแผนผัง มีชาร์จ เหมือนขบวนการใหญ่ แต่สุดท้ายโอกาสที่จะมาเจอผมมันนิดเดียว แทบจะไม่มีอะไรเลย ใจผมก็อยากจะพูด แต่ว่าจะทำให้การทำงานของ กกต.มีความลำบาก เอาไว้ให้เสร็จก่อนจะเล่าให้ฟัง


ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงมีการจัดฉากใช่หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า เชื่อว่ามีขบวนการที่สร้างเรื่องขึ้นมา ร้อยเปอร์เซ็นครับ ไม่ใช่แค่จัดฉาก แต่ทั้งหมดเป็นขบวนการ เพราะผมเป็นเป้าหมาย เนื่องจากผมเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 เพราะกฎหมายบอกว่า ถ้าผมกระทำผิดอะไร ถือได้ว่าพรรคทำผิดด้วย เพราะฉะนั้นเดิมพันผมมันสูง พอผมไม่ลงพื้นที่แล้ว ก็เอาฉากมาสร้างที่กรุงเทพเสียเลย


ต่อข้อถามกรณี ซีดี นายยงยุทธ กล่าวว่า ซีดีเป็นการถ่ายทำตอนที่ผู้นำทั้งหลายขึ้นเครื่องและลงเครื่อง และก็ถ่ายว่ามีราชการไปรับ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับที่เขามากัน เพราะมีบุคคลที่มาติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับมลพิษ ซึ่งเขานัดกันและมาประจบกันพอดี เลยเอา 2 เรื่องนั้นมารวมกัน เพื่อให้รู้ว่าเป็นการใช้อำนาจเท่านั้นเอง ซึ่งตนมีหลักฐานทั้งหมด เพราะการติดต่อของเจ้าหน้าที่ของผมที่เขาดูแลเรื่องนี้อยู่กับบุคคลที่มาแล้วมาประจวบเหมาะ


อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนนายยงยุทธ เข้าชี้แจ้งต่อ กกต. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้จัดประชุมแกนนำและฝ่ายกฎหมายของพรรค ที่อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดงกับว่าที่ ส.ส.พรรค ของ กกต. โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ได้รายงานในที่ประชุมยืนยันความบริสุทธิ์ และเตรียมหลักฐานชี้แจงกับ กกต.ไว้ทั้งหมดแล้ว


โดยนายยงุยทธ กล่าวกับที่ประชุมว่า หลักฐานมีการอ้างเหมือนเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้น มีการโชว์ตั๋วเครื่องบิน และหลักฐานอื่นประกอบจำนวนมาก แล้วที่บอกว่ามีการขนแกนนำชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาใน กทม.นำไปพักที่โรงแรมเอสซีปาร์คนั้น วันที่เกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ กทม.


ทั้งนี้ แกนนำพรรคในที่ประชุมหลายคน เริ่มพูดคุยย้อนถึงกรณียุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายวิดีโอของนายไทกร พลสุวรรณ คนสนิทของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ยื่นให้ตุลาการรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งที่ประชุมเป็นห่วงในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ จนแกนนำบางคนวิตกว่าสถานการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคอีกครั้ง


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงเงื่อนเวลาการเปิดประชุมสภา การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาล โดยเชื่อว่าจะเปิดประชุมสภาได้ทันในวันที่ 22 มกราคมที่จะถึงนี้

‘กกต.-พีเน็ต’ตั้งกก.3ฝ่ายตรวจสอบความโปร่งใสงบปี2543

‘สุเมธ’ ระบุ กกต.พีเน็ต มีความเห็นร่วมกัน ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ตรวจสอบข้อเท็จจริง การใช้เงินการเลือกตั้งปี 2543

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการการมีส่วนร่วม เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการใช้จ่ายเงินในการตั้งสอบการเลือกตั้งของมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) หลังจากที่ทาง กกต. ได้ให้ทางพีเน็ตนั้น ส่งเงินและเอกสารตรวจสอบการใช้จ่ายเงินคืน ตั้งแต่ปี 2543 ในส่วนที่ไม่ถูกต้องแก่ กกต. จำนวนกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งทางพีเน็ตเสนอให้มีองค์กรกลางเพิ่มขึ้นมาอีก 1 องค์กร ซึ่งในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็มีมติตรงกัน คือให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ฝ่าย ประกอบด้วยทาง กกต.,พีเน็ต และองค์กรที่เป็นกลาง องค์กรละ 3 คน โดยให้สตง.มาเป็นกรรมการร่วมกัน เพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะมีการแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้ง

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการพีเน็ต ยืนยันว่าที่ผ่านมาการใช้จ่ายเงินของพีเน็ตมีความโปร่งใส แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมทาง กกต. เพิ่งมาตรวจสอบในช่วงนี้ รวมถึงไม่มีการชี้แจงโดยตรงกับพีเน็ต แต่กลับไปแถลงผ่านสื่อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทาง กกต.นั้น ตรวจสอบทุกองค์กรทั่วประเทศด้วย อย่ามุ่งมาที่พีเน็ตเพียงองค์กรเดียว.



พีทีวี นิวส์
10 มกราคม 2551 เวลา 13:38 น.

รุกสันติบาลมอบวีซีดี กกต.ย้ำหลักฐานสำคัญ [10 ม.ค. 51 - 12:51]

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (10 ม.ค.) กรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชนเรียกร้องข้อดูวีซีดีที่ตำรวจสันติบาลอ้างว่าเป็นหลักฐานการซื้อเสียงของ นายยงยุทธ ว่า วานนี้ กกต.ให้ นายยงยุทธ ดูเฉพาะภาพนิ่งเท่านั้นแต่ภาพวีซีดีเคลื่อนไหว ยังอยู่ที่ตำรวจสันติบาล หากตำรวจสันติบาลไม่ส่งวีซีดีดังกล่าวมาให้ กกต.ก็จะถือว่าวีซีดีนั้นไม่ได้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาสำนวนของ นายยงยุทธ ส่วนกรณี นายยงยุทธ อ้างว่ามีการจัดฉากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาประกอบด้วย

ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ กกต. กล่าวว่า ตำรวจสันติบาลต้องมอบวีซีดีดังกล่าวให้ กกต.เพราะถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่ กกต.มีสิทธิ์ที่จะให้ นายยงยุทธ ดูหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต

กกต.ยันมีทางออกใบเหลือง-แดงสส.สัดส่วนแล้ว!

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวผ่านรายการวิทยุ โดยยืนยันว่า กกต.ได้ศึกษาข้อกฎหมายและพิจารณารายละเอียดกรณีที่ยังไม่ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.ระบบสัดส่วน ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ในฐานะว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 ที่มีข้อร้องเรียนถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งนี้ กกต.ระบุว่า หากมีการให้ใบเหลือง ใบแดง แก่ส.ส.ระบบสัดส่วน ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่มีทางออกตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
"กรณีที่บอกว่า กกต.จะตกหลุมหรือไม่ได้คิดไว้นั้น ความจริง กกต.คิดไว้หมดแล้ว ไม่มีอะไรในข้อกฎหมายที่จะขัดข้องหรือเป็นอุปสรรคในส่วนของ ส.ส.ระบบสัดส่วน ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ เพราะมีช่องทางที่จะทำอย่างอื่นได้ ซึ่งต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไปว่ามีการกระทำในลักษณะไหน"นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า ในกรณีที่ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน และเป็นกรรมการบริหารพรรคได้ใบเหลืองหรือใบแดงนั้น กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองมากน้อยเพียงใด--จบ--


จาก hi-thaksin

การเมือง ทำลายล้าง จากเลือกตั้ง จัดตั้ง'รัฐบาล'สู่กระบวนการ'ยุบพรรค'

คล้ายกับการมองข้ามไปยังแนวโน้มที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งพรรคมัชฌิมาธิปไตย จะเป็นเงาสะท้อนหนึ่งของความเพ้อฝัน
เพราะว่านี่มิได้เป็นการมองและสรุปเป็นหนแรกของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ตรงกันข้าม นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และหลายคนที่แวดล้อมอยู่โดยรอบในพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็มีความเชื่อเช่นนี้ตั้งแต่ต้น
การร้องทุกข์กล่าวโทษโดย นายวีระ สมความคิด จึงเสริมความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
การนำความขึ้นฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งทำให้ความเพ้อฝันแปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนเป็นความใฝ่ฝัน
ยิ่งเมื่อมีการทำสำนวนกรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 1 พรรคพลังประชาชนว่าอาจผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 ยิ่งทำให้ความใฝ่ฝันของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นเอกภาพกับความใฝ่ฝันของพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น
ในเมื่อพรรคไทยรักไทยก็เคยถูกยุบมาแล้ว โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบย่อมมีความเป็นไปได้
การเคลื่อนไหวที่กระตือรือร้นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็น นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ จึงพ้นไปจากเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแล้วอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพราะประเด็นได้ขยับขับเคลื่อนมาสู่ประเด็นเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนมากกว่า
กล่าวในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่บทบาทนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็เท่ากับสูญ
เพราะถูกปฏิเสธจากบรรดา ส.ส.จำนวน 6 คน ที่มีอยู่ของพรรค
ขณะเดียวกัน กล่าวในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้กระทั่งพันธมิตรในแนวร่วมโดยพื้นฐานอย่าง พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็มิอาจรั้งดึงไว้ได้
ยิ่งกว่านั้น แม้ด้วยพลานุภาพอันลึกลับทางการเมืองที่ดำรงอยู่จะยังสามารถรั้งดึง พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน เอาไว้อยู่ แต่ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะกวาดต้อนเอา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช มาเป็นพวกได้
ความหวังในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์จึงริบหรี่และหมดความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
ที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นประเด็นในเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนมากกว่า
ใครที่ประเมินการต่อสู้ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ว่ามีจุดเริ่มต้นจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อาจเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้อง ครบถ้วน
แท้จริงแล้ว เป็นการต่อสู้ตั้งแต่เมื่อแรกที่มีการจัดตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 มากกว่า
และเพิ่มความเข้มข้นในห้วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 6 มกราคม 2544
ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนั้นวางน้ำหนักอยู่ที่คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เมื่อเดือนธันวาคม 2543 ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน
แต่แล้วพรรคไทยรักไทยก็ได้รับเลือกมากถึง 248 จาก 500
รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ส่งผลสะเทือนให้พรรคไทยรักไทยถูกคำวินิจฉัยจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบในเดือนพฤษภาคม 2550
แต่แล้วพรรคพลังประชาชนก็ได้รับเลือกมาถึง 233 จาก 480
เมื่อไม่สามารถขจัดพรรคไทยรักไทยได้โดยกระบวนการรัฐประหาร โดยกระบวนการยุบพรรค เพราะพรรคไทยรักไทยได้เกิดใหม่เป็นพรรคพลังประชาชน ความหวังที่เหลืออยู่จึงวางน้ำหนักไว้กับการยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
เป็นความหวังร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ และ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
การเมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดที่ยากประนีประนอมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
เด่นชัดยิ่งว่า เป็นการเมืองในลักษณะทำลายล้าง เป็นการทำลายล้างบนพื้นฐานของการบ่าวประกาศในเรื่องสมานฉันท์และปรองดอง
เป็นการทำลายล้างโดยไม่สนใจต่อเจตจำนงร่วมประชาชนที่สำแดงผ่านการเลือกตั้ง


///////////////


คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์... จากหนังสือพิมพ์มติชน

แผนอุบาทว์

กาหลิบ

แผนการที่เกี่ยวข้องกับทหาร 2,820 คน กระจายเป็น 40 หน่วยย่อยทั่วกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า "อาร์มทอง 1" ก็ยังนำกลับมาใช้ได้ทันที แผนนี้มีไว้สร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อเป็นเหตุให้ทหารออกมา
ทันทีที่รู้ข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจะให้ใบแดงกับคุณยงยุทธ ติยะไพรัช แห่งพรรคพลังประชาชน ในวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2551 จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ข้อมูลที่ผมได้รับจาก "พรายกระซิบ" มาหมาดๆก็เริ่มจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะเมื่อคุณสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งที่ผูกพันลึกซึ้งอยู่กับคุณมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาให้ข่าวทันทีทันควันว่าหากคุณยงยุทธได้ใบแดงเข้าจริงๆ เธอจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อโยง "ความผิด" เรื่องนี้ไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน
ตรงตามพิมพ์เขียวเป๊ะๆ
เรื่องมีอยู่ว่า ขณะนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กำลังนั่งไม่ติดที่ เพราะพรรคพลังประชาชนกำลังจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้จริงๆ
เกร็งกันถ้วนหน้าเพราะรู้ว่าตัวทำอะไรลงไปบ้าง ตั้งแต่การใช้อำนาจทหาร อำนาจตำรวจ อำนาจข้าราชการพลเรือน อำนาจงบประมาณ อำนาจเหนือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้นักวิชาการ ใช้สื่อมวลชน ใช้สมุนรับใช้หลากหลายประเภท ใช้การอ้างเบื้องสูงเบื้องต่ำอย่างครบถ้วน จนถึงการโกงเอาด้านๆ
แต่เขาก็ยังชนะ เพราะพรรคพลังประชาชนได้รับเสียงสูงสุดและกำลังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ก็เลยต้องนำขั้นตอนอื่นๆของแผนอุบาทว์มาปรับใช้ในห้วงเวลานี้ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่
เป้าหมายเหมือนเดิมคือสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนให้จงได้
คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า รถถัง รถหุ้มเกราะ และยุทโธปกรณ์ต่างๆเป็นจำนวนมากยังคงอยู่ในจุดต่างๆทั่วกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในกองทัพภาคที่ 1 ร.11 ฯลฯ
ที่เคยออกมาแถลงว่าถอนกำลังกลับไปแล้ว นั่นถอนเฉพาะกำลังพล ซึ่งสามารถจะสั่งให้นั่งรถบัสหรือยีเอ็มซีกลับเข้ามาได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
แปลว่า "เขา" ยังก่อการรัฐประหารได้ทุกเมื่อ
บวกด้วยแผนการที่เกี่ยวข้องกับทหาร 2,820 คน กระจายเป็น 40 หน่วยย่อยทั่วกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า "อาร์มทอง 1" ก็ยังนำกลับมาใช้ได้ทันที แผนนี้มีไว้สร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อเป็นเหตุให้ทหารออกมา อย่างการระเบิดในจุดต่างๆเพื่อป่วนเมือง
แต่ถ้าไม่ใช้ในรูปนั้น ก็ใช้เป็นหน่วยสังหาร หรือ "อุ้ม" บุคคลสำคัญของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายก็รอเวลาไว้เป็นต้นทุนเริ่มต้นในการรัฐประหาร ก่อนกำลังส่วนอื่นๆจะพร้อมเพรียง
ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรคานอำนาจ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็อยู่ภายใต้การบัญชาการของคนที่อาจไว้วางใจได้ยาก เท่าที่ผ่านมามีข่าวว่าร่วมมือกับทหารตั้งแต่หัวถึงเท้าอยู่แล้ว เพราะความทะยานอยากส่วนตัว
ลือว่าเงื่อนไขที่เตรียมเอาไว้มีอย่างน้อย 3 อย่างคือ
1.พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ก็ให้พันธมิตรฯขนคนออกมาประท้วงต่อต้าน ส่งผลให้มวลชนของพรรคพลังประชาชนออกมาสู้กัน เขาก็ให้สื่อมวลชนทาสประโคมข่าวว่าบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วน แล้วก็ยึดอำนาจ
2.ยุบพรรคพลังประชาชนลงเสีย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้มวลชนออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง ก็ให้สื่อมวลชนออกข่าวว่าบ้านเมืองปั่นป่วน ประกาศใช้ พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วยึดอำนาจ
3.สร้างสถานการณ์ปั่นป่วนขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นระเบิดหรืออื่นๆ เมื่อประกาศใช้กฎหมายที่ว่านั้นแล้วก็ยึดอำนาจ
"ปุ่ม" อื่นๆก็เตรียมไว้พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นการลวง-พรางให้พรรคพลังประชาชนเชื่อมั่นในตัวอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่ง จนถึงขนาดจะเสนอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งๆที่เขาร่วมวางแผนและทำงานร่วมมากับฝ่าย คมช. อย่างใกล้ชิด
เพราะเขากลัวจะตั้งอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกคนหนึ่งเป็นแทน แล้วความซวยก็อาจจะมาเยือน
ความจริงข่าวที่ออกมาข้อมูลยังมีอีกมาก แต่เผยความอุบาทว์กันไปวันละเล็กละน้อยก็แล้วกัน
มากนักเดี๋ยวท่านจะตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติไปเสียก่อน.--จบ-

/////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้