WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 13, 2008

เรายังรอความเป็นธรรมจาก กกต.ชุดนี้ ได้อีกหรือ?

อย่าว่าแต่จะตอบคำถามประชาชนให้หายสงสัย คับข้องใจว่าเหตุใดการวินิจฉัยกรณีร้องเรียน ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของส.ส.แต่ละคน จึงแตกต่างกัน เป็นเพราะชื่อพรรคที่สังกัดหรือไม่

เพราะลำพังจะตอบคำถามตัวเองว่า กกต.ชุดนี้ เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน ผมเชื่อว่ากกต.ทั้ง 5 ท่านก็ยังตอบตัวเองได้ลำบาก ว่าแต่ละกรณี แต่ละใบเหลือง แต่ละใบแดง ที่แจกออกไป มีใครรับงาน รับใบสั่งมาจากใครหรือไม่

คำแถลงข่าวของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 หลังจากกกต.ลงมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนาสรักษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ คือคำเฉลยว่า กกต.ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง และ เที่ยงธรรม จริงหรือไม่

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 เสนอข่าวดังนี้

"..นายสุทธิพล แถลงอีกครั้งว่า ที่ประชุมมีมติแจกใบเหลืองแก่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหาให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจ รวมถึงให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ด้วย พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังไม่กำหนดวันเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ดำเนินคดีอาญา แสดงว่ามีหลักฐานความผิดชัดเจน แต่ทำไมถึงโดนแค่ใบเหลือง นายสุทธิพล ตอบว่า เป็นมติ กกต.เสียงข้างมากเห็นว่ามีการกระทำผิดจริง แต่การให้ใบแดงต้องใช้มติ 4 ใน 5 ซึ่งกรณีนี้เมื่อเสียงไม่ถึง 4 ใน 5 จึงกลายเป็นแค่ใบเหลือง

อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของ กกต.เห็นว่า ควรให้ดำเนินคดีอาญาด้วย จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขัดคุณสมบัติลงเลือกตั้งของผู้สมัคร เพราะคดียังไม่สิ้นสุด"

เพราะมติแบบนี้ จึงไม่ต้องถามกันอีกว่า กกต.ชุดนี้มีความเป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน

คำแถลงและคำตอบของนายสุทธิพล ที่ให้กับนักข่าว คือการฟ้องประจานว่ากกต.ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ ชุดนี้ ยังจะเป็นความหวัง ทำให้ประชาชนเชื่อถือกกต.ได้หรือไม่

กกต.ชุดนี้ จะนำความสุข ความสงบกลับคืนมาให้แก่ประเทศไทย นำการเมืองไทยที่ตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการมาปีกว่าๆ กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้จริงหรือ

พฤติกรรมของกกต.ชุดนี้ ผมไม่อาจจะตั้งข้อสงสัยเพียงแค่ กกต. 5 คนนี้เท่านั้น หากต้องการทวงถามความรับผิดชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคน ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไรต่อพฤติกรรมของกกต.ที่ท่านเป็นผู้สรรหามาให้

กรณีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นการแสดงตนอย่างเปิดเผยของกกต.ว่า การทำงานกกต.ชุดนี้ ไม่ได้พิจารณาลงมติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสำนวนการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยพยานหลักฐาน เป็นสำคัญ หากแต่ยึดถือการออกเสียงของกกต.แต่ละคนเป็นหลัก

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ระบบการออกเสียงของกกต. ไม่ได้ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก หาก แต่ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างน้อย

เหตุผลของการมีมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เพราะมีกกต. 2 คนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใบแดง ในขณะที่การให้ใบแดงต้องใช้ 4 ใน 5 เสียง แสดงให้เห็นชัดว่า มีกกต. 3 คน เห็นว่าควรให้ใบแดง แต่กกต. 2 คนค้าน และเห็นว่าใบเหลือง ก็น่าจะพอแก่เหตุ ย่อมจะหมายความว่า การลงมติของกกต.นั้น 2 เสียง ชนะ 3 เสียง

เกณฑ์การลงมติแบบนี้ ยากที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของกกต. ได้ และยากที่จะทำให้ประชาชน คลี่คลายความสงสัยที่มีต่อกกต. ว่าไม่ได้เข้าด้วยช่วยเหลือพรรคประชาธิ ปัตย์

เนื่องจาก หลังการลงมติแบบ 3 เสียง แพ้ 2 เสียง ต้องเปลี่ยนจากใบแดง มาเป็นใบ เหลือง แล้ว กกต.เสียงข้างมาก (ตามคำชี้แจงของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.) ซึ่งก็แปลว่า ควรจะมี 4 ใน 5 เสียง เห็นว่าต้องดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ข้อหาแจกเงินซื้อเสียง เพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาเพื่อเอาผิดและลง โทษกับนายชาญชัย ได้

แต่ทว่า การดำเนินคดีอาญาของกกต.ต่อนายชาญชัย จะไม่ทำให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายชาญชัย หมดไป

นายชาญชัย ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาของกกต. แล้ว

เป็นอย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจ มีหลักฐานแน่หนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ แต่มีหลักฐานไม่พอที่จะให้ใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

กกต. 4 คน เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อีก 1 คนเป็นอดีตรองอัยการสูงสุด อยู่กับสำนวนคดีมาทั้งชีวิต ไม่ต้องถามว่าดูสำนวนคดีเป็นหรือไม่ อยู่ที่ว่าจะใช้สำนวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อประโยชน์อย่างไรมากกว่า

ไม่น่าเชื่อว่า กกต.ชุดนี้ จะยอมให้ผู้ต้องหาของตัวเอง ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกกต.เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย ยังมีสิทธิ มีคุณสมบัติ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งของกกต. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

หากต่อมา ศาลพิพากษาว่านายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กระทำความผิดตามที่กกต.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ผลการเลือกตั้งนครนายก ก็ต้องเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่กันอีก กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร พร้อมจะจ่ายเงินชดใช้การเลือกตั้งใหม่ หรือไม่

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ กินแกลบต่างข้าว ไปหมดแล้วกระมัง?

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างจากวัว และ ควาย แล้วแต่จะจูงจมูกไปทางไหนก็ต้องไป

กกต.ชุดนี้ คงคิดว่าตัวเองยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา และพิพาษาคดีภายใต้พระปร มาภิไธยพระมหากษัตริย์ เมื่อตัดสินออกมาแล้ว ประชาชนทุกคนต้องก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปาก ไม่วิพากษ์ ไม่วิจารณ์ โดยลืมไปว่าแม้แต่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกกต. ยังไม่มีเลย

กกต.ชุดนี้ ควรจะต้องหัดส่องกระจกดูตัวเอง เปิดหูรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เปิดตาดูปฏิกิริยาของประชาชน ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะคำวินิจฉัยของกกต. แต่ละกรณี ที่เป็นเหมือนฟางแต่ละเส้นที่ตกลงบนศรัทธาที่มีต่อกกต.อย่างบอบบางยิ่งนัก

..วันหนึ่งเมื่อฟางเส้นสุดท้ายหล่นลงมา ศรัทธาอันบอบบางจะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติศรัทธาอันยิ่งใหญ่ วันนั้นกกต.ทั้ง 5 ท่าน แม้แต่จะสำนึกเสียใจว่าได้กระทำอะไรลงไป ก็ยังช้าและสายเกินไปเสียแล้ว

กกต.ชุดนี้ เป็นผลผลิตชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา ผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ และคณะรัฐประหาร และ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา ผู้แสดงตนเป็นมือไม้ และผู้ปฏิบัติงานตามใบสั่งของคณะรัฐประหาร ด้วยซ่อสัตย์อย่างเปิดเผย

กกต.ชุดนี้ ได้รับการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในวันที่นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และ นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นเลขาธิการศาลฎีกา

หลังจากเกิดการรัฐประหาร กกต.ชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกกต. ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร โดยไม่ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เหมือนกกต.ชุดก่อนๆ

เพราะมีที่มาอย่างนี้หรือไม่ จึงมีส่วนทำให้การทำงานของกกต. ปรากฎออกมาอย่างที่ทุกคนได้แลเห็น และตั้งคำถามด้วยไม่ไว้ใจดังขึ้นเรื่อยๆ

หากไม่ใช่เพราะได้รับใบสั่งจากใครมา ก็คงต้องปรักปรำว่ามีกกต.บางคน ที่หัวใจไม่เป็นกลาง และถูกใจตัวเองสั่งมาให้กระทำการเช่นนี้

กระทำการเช่นนี้ของผม ก็คือ กระทำการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคณะรัฐประหาร คือ กระทำการทุกอย่างให้รัฐบาลใหม่ ต้องไม่ใช่พรรคพลังประชาชน และ กระทำการทุกอย่าง เพื่อหาเหตุให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อพรรคพลังประชาชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ การยุบพรรคการเมืองพรรคนี้

นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ผมปรักปรำกกต.บางคน ตามความเชื่อของผม หลังจากที่นั่งดูการทำงานของกกต.มานานเกือบ 1 ปี แต่ไม่มีพยานหลักฐานพอจะชี้ให้เห็น และเป็นข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง จนกระทั่งเกิดการลงมติกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขึ้นมา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เพราะฉนั้นหากวันนี้ จะมีใครมาแก้ต่าง มาชี้แจง มายืนยันว่ากกต.ชุดนี้เป็นกลาง เป็นธรรม เที่ยงธรรม และสุจริต ผมคงรับฟังได้แต่ไม่เชื่ออีกแล้ว และคงไม่นั่งนิ่งๆ รอรับความเป็นธรรมจากกต. หากแต่จะต้องรุกและทวงถามความเป็นธรรม ที่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ควรจะได้รับจากกกต.

ความเป็นธรรมที่ผมควรจะได้รับก็คือ การเคารพผลการเลือกตั้งที่ประชาชนลงมติไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว

ต้องไม่ลืมว่า กกต.นั่นล่ะที่มาเชิญชวนให้ผมออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง

ต่อเมื่อผมลงคะแนนไปแล้ว กกต.กลับบอกว่าไม่ยอมรับคะแนนของผม และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เพราะกกต.ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ด้วยสารพัดข้อหา ข้ออ้างที่กกต.เลือกจะเชื่อข้อนี้ ไม่เชื่อข้อนั้น แล้วแต่ว่า คนร้องและคนนำเสนอพยานหลักฐาน ใส่เสื้อพรรคการเมืองใด มาร้อง มายื่นหลักฐาน

พิจารณาเพียงลำพังกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ยากที่จะทำให้เชื่อว่ากกต.เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แล้วแต่หากนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับหลายกรณีที่กกต.ลมติต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ก็จะยิ่งทำให้เชื่อใจกกต.ไม่ได้มากขึ้นไปอีก

กรณีใบแดง 3 ใบที่เขต 1 บุรีรัมย์ ซึ่งกกต.ลงมติ 4 ต่อ 0 เป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ถ้อยคำ ไม่รับฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา แม้แต่ครั้งเดียว โดยที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน วอล์กเอาท์ไม่เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังไม่ได้เสนอสำนวนเข้าสู่การพิจารณา แต่กกต.ทั้ง 4 คนยืนยันจะใช้สำนวนที่กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งมาให้ โดยไม่ผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของกกต.กลาง

กกต.ทั้ง 4 คนที่ลงมติให้ใบแดงเขต 1 บุรีรัมย์ วินิจฉัยและลงมติด้วยเปิดรับข้อมูลด้านเดียวจากกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอคติต่อผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน สูงมาก และพยาน หลักฐานในคดีนี้ ก็ไม่มีเงินของกลาง ไม่มีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีการดำเนินคดีซื้อเสียงกับผู้สมัครทั้ง 3 คน เพราะไม่มีหลักฐาน มีเพียงคำร้องของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง และคำให้การของพยานที่เป็นญาติของผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เท่านั้น แต่กกต.ลงมติให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน

กรณีใบแดง เขต 1 บุรีรัมย์ ที่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้รับไป เป็นกรณีแรกที่กกต.ลงมติโดยไม่ต้องฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา และเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเกิดความขัดแย้ง และความไม่ปกติภายในกกต. เนื่องจากมีการตั้งตำรวจสันติบาลมาทำหนาที่สืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่กกต. อย่างมีเงื่อนงำ และต้องถอนตัวออกไปในที่สุด

กรณีใบเหลือง เขต 1 เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมหัวคะแนนของนายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ พร้อมเงิน 1,300,000 บาท และรายละเอียดหมู่บ้าน ที่จะเข้าแจกเงินซื้อเสียง หลักฐานจะๆ คาตา แบบนี้ กกต.ลงมติให้เหลือง เพราะมีปรากฎการณ์เดียวกันกับกรณีใบเหลือง นครนายก คือ มติ 3 ต่อ 2 ไม่สามารถให้ใบแดง ได้ ทั้งๆ ที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนเองกับมือ ยืนยันว่าสมควรให้ใบแดง เพราะมีหลักฐานมัดแน่น แต่ก็ออกใบแดง ไม่ได้ เพราะ มีกกต. 2 คน คัดค้าน

กรณีใบเหลือง และ ใบแดง เขต 3 อุดรธานี ที่ตกเป็นของนายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน คนเดียวทั้ง 2 ใบ โดยห่างกันเพียง 3 วัน จากใบเหลือง เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม กลายเป็นใบแดงในวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม ก็เป็นกรณีแรกเช่นกันที่กกต.ลงมติ ให้โทษผู้สมัครคนเดียว 2 ครั้ง โดยอ้างว่ามีข้อมูลใหม่ มีสำนวนใหม่ ที่ทำให้กกต.เชื่อว่า นายประสพ กระทำความผิด ด้วยการปราศรัยใส่ร้ายผู้อื่น แต่กกต.ก็ไม่ได้เรียกนายประสพ มาชี้แจงว่าปราศรัยจริงหรือไม่ กลับลงมติให้ใบแดงด้วยเหตุผลมีข้อมูลใหม่ ไปทันที

นายประสพ บุษราคัม จึงกลายเป็นนักการเมืองคนแรก และคาดว่าจะเป็นคนเดียว ที่มีปรากฎการณ์ใบเหลืองเปลี่ยนสีเป็นใบแดงได้ โดนสองเด้งหรือสองใบในการเลือกตั้งครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะกกต.กลัวว่านายประสพ บุษราคัม จะตาย(ทางการเมือง)ไม่สนิทกระมัง จึงมอบความเป็นธรรมให้แบบล้นเหลือ เช่นนี้

กรณียกคำร้องเขต 1 นครศรีธรรมราช ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กกต.ให้เหตุผลว่าคำชี้แจงของนายมาโนชญ์ วิชัยกุล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชา ธิปัตย์ ปราศรัยใส่ร้ายนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น เป็นคำชี้แจงที่น่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าเป็นเพียงการ "ล้อเล่น" นายมาโนชญ์ มิได้มีเจตนาที่จะใส่ร้ายนายสุรชัย ให้ประชาชนลงเชื่อและเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ตามที่นายสุรชัย ยื่นคำร้อง ว่าได้รับความเสียหายจากคำปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ ของนายมาโนชญ์

กกต.ลงมติยกคำร้องของนายสุรชัย และรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 3 คน ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายมาโนชญ์ ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง และเชิญนายมาโนชญ์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้ ในฐานะอดีตส.ส. เพราะเห็นว่า คำปราศรัยว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่การปราศรัยใส่ร้าย แต่เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่า กกต. 4 ใน 5 ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษามาทั้งชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ จะเห็นว่าการปราศรัยใส่ร้ายกันด้วยเรื่องของสถาบันพระมหา กษัตริย์ นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง หาประโยชน์ทางการเมือง จะเป็นเรื่อง "ล้อเล่น"

หากวันหนึ่งข้างหน้า มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประพฤติปฏิบัตามตามนายมาโนชญ์ วิชัยกุล โดยอ้างอิงบรรทัดฐานของกกต.ชุดนี้ นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาประโยชน์ทางการเมือง กกต.ชุดนี้ จะกล้าพอที่จะแสดงตนรับผิดชอบหรือไม่ ในฐานะที่สร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้

กรณีสั่งเลือกตั้งใหม่อุดรธานี วันเดียว 3 เขตเลือกตั้ง จากผู้สมัคร 10 คน ที่พรรคพลังประชาชน ชนะเหมาทั้งจังหวัด แต่ต้องเลือกตั้งใหม่ 8 คน และต่อมาถูกใบแดง 1 คน เหลือเลือกตั้งใหม่ 7 คน พิจารณากันอย่างไร ก็ไม่อาจมองข้ามปัจจัยความผิดปกติจาก "มือที่มองไม่เห็น"ไปได้ เป็นไปได้อย่างไรกัน 1 จังหวัด ส.ส. 10 คน พลังประชาชนโดนพรรคเดียว 8 คน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ 5 ใน 8 คนของที่โดนใบเหลือง เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ จัดเป็น "นกแล" ก็ว่าได้ แต่ได้คะแนนนิยมของพรรค หอบเข้ามาชนะเลือกตั้ง หากให้เลือกตั้งใหม่ และกระแสพรรคแผ่ว โอกาสที่พรรคเพื่อแผ่นดิน และ รวมใจไทยชาติพัฒนา จะเข้ามาแทนที่ก็เป็นไปได้สูง

จากพฤติกรรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ที่ล้วนเป็นการกระทำที่ผ่านพ้นไปแล้วของกกต. เป็นพยานหลักฐานที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ทำใหม่ไม่ได้แล้วนี้เอง จึงทำให้ผมเลิกคิด เลิกหวังที่จะรอรับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

พฤติกรรมของกกต.บางคน ทำให้ผมหมดหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

เพราะในระบบที่เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมาก

ในระบบที่พิจารณาวินิจฉัยโดยดูสีเสื้อพรรค และต้นสังกัด

ในระบบที่มือที่มองไม่เห็นยังแทรกแซงยุ่มย่ามทั่วไปในองค์กรกกต.

ผมจะไม่รอความเป็นธรรมจากกต. อีกแล้ว

หากแต่คิดใหม่ว่า ความเป็นธรรมที่ต้องการ นั้น เราจะนั่งรอ งอมืองอเท้าไม่ได้แล้ว ประชาชนต้องลุกขึ้น และรุกเข้าไปทวงถามหาเอาเอง เพราะหากปล่อยให้กกต.หยิบโยนให้ตามอำเภอใจ ความไม่เป็นธรรม จะเข้ามาแทนที่ความเป็นธรรม ในหลายกรณีที่เรากำลังเฝ้าเป็นห่วง

โดย ประดาบ จาก hi-thaksin

ควานหาทีมเศรษฐกิจในฝัน สร้างความเชื่อมั่นปลุกกำลังซื้อฟื้นฟูชาติ [7 ม.ค. 51 - 16:48]

นักธุรกิจทั้งไทย และต่างประเทศ กำลังเพ่งมองความเป็นไปของการเมืองไทย ด้วยใจระทึก เพราะต่างก็รู้ดีว่า ทหารจะไม่มีวันอ้าแขนรับ หรือปูพรมแดงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยแน่นอน

ยิ่งเป็นที่ชัดเจนว่า 83 คน ของผู้ชนะการเลือกตั้ง อาจถูกตัดสิทธิ์ หากการสอบสวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่า พวกเขาได้คะแนนเสียงมาโดยไม่สุจริต

ขณะที่ 65 คนในจำนวนนี้ เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของ พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกเรียกขานว่า เป็นพรรคนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ถ้าทุกๆ 1 ใน 3 ของคนเหล่านี้ ถูกใบขาว ใบเหลือง และใบแดง ว่าที่ ส.ส.ของพรรค พลังประชาชนที่อาจถูกตัดสิทธิ์ มีผลให้ต้องเลือกตั้งใหม่ ก็น่าจะมีประมาณ 20-25 คน

แต่ไม่ว่าเกมนี้ จะจบลงอย่างไร พรรคพลังประชาชน จะมีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือไม่ หรือโอกาสการจัดตั้งรัฐบาล จะพลิกผันตกไปอยู่ในมือของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับที่สอง

บรรดานักธุรกิจก็ดูจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วกับสถานการณ์ทาง การเมืองไทย ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งเดียวที่ยังคงเป็นความหวัง คือ ทิศทางเศรษฐกิจที่โหรเศรษฐกิจหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หรือแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 4.3-4.8% โดยไม่พบว่าจะมีปัจจัยอะไรที่เกินการคาดการณ์ที่จะเข้ามากระทบต่อเศรษฐกิจ จนกระทั่งทำให้การขยายตัวลดลง หรือฉุดให้เศรษฐกิจต้องชะงักงัน

ภายใต้ภาวการณ์เช่นว่านี้ หลายคนเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม สิ่งแรก ที่พวกเขาต้องทำ เหมือนๆกัน คือ สร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้อีกครั้ง ในขณะที่เงินเฟ้อไม่สูงจนเกินไป พร้อมๆกับให้ข้อแนะนำว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในภาวะที่สามารถจะเข้าซื้อได้ในหุ้นพื้นฐาน สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม หรือแม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ลองฟังเสียงของนักธุรกิจเหล่านี้ดู...

บุญชัย โชควัฒนา
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
และประธานคณะกรรมการสื่อสารองค์กร หอการค้าไทย

โดยส่วนตัวแล้วยังไม่รู้ว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเป็นใคร เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แม้ขณะนี้พรรคพลังประชาชนจะมีเสียงข้างมากก็ตาม

แต่อยากฝากบอกว่าคนที่จะมาเป็นทีมเศรษฐกิจและรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงกระทรวงอื่นๆ น่าจะเป็นคนที่ประชาชนและสังคมยอมรับ ไม่ใช่คนมีปัญหาและทำอะไรล้มเหลว ต้องซื่อตรง ซื่อสัตย์ โปร่งใส จริงใจในการแก้ปัญหา เป็นกลาง มีอิสระในการทำงาน รู้จริง และไม่อยู่ภายใต้อำนาจการสั่งการของใคร

“ไม่ใช่แค่เรียนมาหรือเป็นแค่นักวิชาการ และมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ คนที่ทำได้ดีต้องมีประสบการณ์และเคยทำภาคปฏิบัติเยอะ ถึงจะเข้าใจเศรษฐกิจ และปัญหาต่างๆอย่างลึกซึ้ง”

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วยังมองไม่เห็นใครที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจ ของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะในทีมของพรรคพลังประชาชน

จะมีก็เพียง 1 คน คือ นายวีรพงษ์ รามางกูร ส่วนบุคคลที่เหมาะสมสำหรับเป็น รมว.คลัง น่าจะเป็น นายโอฬาร ไชยประวัติ เพราะถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทางด้านการเมืองและ กระทรวงการคลังสูง ส่วนกระทรวงพาณิชย์ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพราะมีประสบการณ์ เป็น รมว.พาณิชย์ มาก่อน

ส่วนบุคคลอื่นๆ ต้องอาศัยประสบการณ์และชั่วโมงบินทางการเมืองด้วย

สำหรับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เชื่อว่าประชาชนไม่แน่ใจว่าจะอยู่ภายใต้อำนาจ และการกำกับของใคร และไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือไม่

ส่วนที่อยากให้แก้ไขเร่งด่วน คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักธุรกิจ และนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลใหม่มีความจริงใจแก้ปัญหา เมื่อมีความมั่นใจ กำลังซื้อก็จะกลับมา การลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อใดที่สิ่งแวดล้อมคลุมเครือ มีการแต่งตั้งให้บุคคลที่ไม่เป็นที่ยอมรับมาเป็นรัฐมนตรี ประชาชนและนักลงทุนก็ไม่เชื่อมั่น จะส่งผลให้ไม่มีกำลังซื้อ ภาพรวมของเศรษฐกิจแย่ลง

นอกจากนั้น รัฐบาลใหม่ต้องมุ่งแก้ไขความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แบบเร่งด่วน และมีมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ตลอดจนเร่งทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ

“ใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและประชาชน สิ่งสำคัญต้องซื่อตรง อย่าให้มีข้อที่ประชาชนสงสัย เพราะทุกวันนี้นักการเมืองไทย ถูกมองว่าเป็นคนขี้โกง อยากบอกว่าหากคิดจะเข้ามาเพื่อโกงกิน อย่ามาเป็นนักการเมืองดีกว่า”

ปนัดดา เจณณวาสิน
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

“เอกภาพของประเทศเป็นสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยมีความสมานฉันท์ของประชาชนในสังคมเป็นพื้นฐานที่สำคัญ”

เมื่อประเทศมีเอกภาพก็จะเห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นของคนไทย กลับฟื้นคืนจากสภาวะที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะเดียวกันจะสร้างความมั่นใจ ให้แก่นักลงทุนต่างชาติด้วย

ความเชื่อมั่นภายในประเทศจะทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนความเชื่อมั่น จากภายนอกประเทศจะทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจโดยรวม ก็จะขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ถึงแม้ว่าต่างชาติยังเชื่อมั่นในโครงสร้างเศรษฐกิจ และศักยภาพของไทยในระยะยาว เราต้องตระหนักว่าไทยต้องแข่งขันกับประเทศที่กำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม

ฉะนั้น เพื่อให้ไทยมีความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกระดับสูง ต้องกำหนด ตำแหน่งในการแข่งขันของไทยในแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ สิ่งทอ การเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว โดยนำประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบ

ธนิต โสรัตน์
รองเลขาธิการสายงานเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ภาคเอกชนอยากเห็นบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจ มีความผสมผสานระหว่างคนยุคเก่าและยุคใหม่

“ไม่ว่าจะเป็นนายทนง พิทยะ หรือนายวีรพงษ์ รามางกูร ที่อาจเป็นหัวหน้าทีม แต่

ลูกทีมก็ควรมีคนยุคใหม่ ที่เข้าใจโลกของโลกาภิวัตน์ มากกว่าคนที่มีชื่อเสียงทางเศรษฐกิจ ในอดีต เพราะเศรษฐกิจยุคนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงต้องการคนยุคใหม่มาร่วมขับเคลื่อน”

ทีมเศรษฐกิจจะต้องทำงานหนักเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ประเทศไทยจะไปรอด หรือไม่ในปีนี้ อยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องจากในและต่างประเทศ หากทีมเศรษฐกิจมือไม่ถึง คงได้เห็นภาพ “ปีแห่งการเผาจริง”

แต่ถ้าได้ทีมเศรษฐกิจที่มีความซื่อสัตย์และแข็งแกร่งมาแก้ปัญหาค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น การผลักดันการส่งออกได้อย่างดี รัฐบาลก็จะมีอายุยาวนาน งานหลักจะต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเป็น ต้องฟื้นฟูประเทศไทยอย่างเป็นนามธรรม เพราะปีที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 4% แต่คู่แข่งในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เติบโต 8% เป็นเรื่องน่าห่วง

ส่วนเรื่องการลงทุนอย่าไปหลงใหลได้ปลื้มกับที่บอกว่าปีที่ผ่านมามีการขอรับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 600,000 ล้านบาท นั่นเป็นเพียงคำขอ แต่การลงทุนจริงที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อาจมีเพียง 6070% หากการเมืองไม่นิ่ง

“ผมอยากให้รัฐบาลฟื้นกำลังซื้อในประเทศให้คืนกลับมา ด้วยการใช้มาตรการประชานิยม อัดเงินลงประชาชนในชนบท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน แล้ววงจรการใช้จ่าย จะหมุนเป็นลูกโซ่ไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบครบวงจร อย่าไปห่วงว่าจะถูกโจมตีว่ามอมเมา ประชาชน หากเป็นเรื่องที่ดีก็ควรดำเนินการต่อไป”

ภัทรียา เบญจพลชัย
กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“อยากให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการบริหารเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยต้องมองในเชิงรุก กล้าตัดสินใจ และทำงานรวดเร็ว”

เพราะขณะนี้การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม จีน อินเดีย ไทยช้ากว่าเขามาก จึงจะช้าอีกไม่ได้แล้ว ต้องกล้าตัดสินใจและลงมือทำงาน อย่างรวดเร็ว ต้องมีการสอดประสานงานกับกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานราบรื่นและรุกหน้าไปด้วยดี

ภารกิจแรกที่อยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่เร่งทำคือ การฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางในการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ให้แข่งขันได้อย่างชัดเจน เพื่อเอกชนจะได้วางแผนการลงทุนได้อย่างถูกทิศทาง เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วนอุตสาหกรรมใดที่สู้เขาไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องให้แนวทางปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด

นอกจากนี้ ควรเร่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำเงินออกมาลงทุน และมีการจ้างงาน รวมทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การเปิดให้เงินทุนจากข้างนอกเข้ามาลงทุน รวมทั้งการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไทยขยายการลงทุนไปนอกประเทศ

ส่วนของภาคตลาดทุนต้องการให้รัฐบาลเห็นเป็นกลไกหลักในการรองรับการขยายตัว ของเศรษฐกิจ ที่จะต้องมีการระดมเงินผ่านตลาดทุน ทำให้เกิดการลงทุนของภาครัฐและธุรกิจ

ตลาดทุนถือเป็นกลไกของรัฐบาลได้ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจขณะที่ภาค ประชาชน และภาคการออมสามารถใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางในการออมเงิน และการลงทุนที่ดีได้ด้วย

สุภัค ศิวะรักษ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

บุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเชี่ยวชาญด้านตลาดเงิน และตลาดทุน เนื่องจากในปัจจุบันกระแสเงินจากต่างประเทศมีการไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว และต้องเข้าใจภาคอุตสาหกรรมอย่างดี ต้องมีความชัดเจนว่าอุตสาหกรรมประเภทไหน ยังมีศักยภาพ ก็ต้องส่งเสริมช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้

นอกจากนั้น ต้องเป็นบุคคลที่เข้าใจเรื่องของพลังงาน มีวิสัยทัศน์และวางกลยุทธ์ในช่วง 3-5 ปี จะไปในทิศทางไหน ที่นับจากนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย

“ต้องยอมรับว่าการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ผลจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องทำงานเป็นทีม มีการแบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน เก่งคนเดียวทำไม่ได้แน่นอน”

กรอบการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าใน 100 วันแรกที่เข้ามาร่วมรัฐบาลต้องกำหนดเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง

เช่น มาตรการช่วยภาคอุตสาหกรรม มาตรการการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มาตรการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นอย่างไร

สำหรับงานเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำ ประกอบด้วย การดูแลเศรษฐกิจและสร้างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากผลจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ปัจจัยภายนอก ประเทศเรื่องของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำ หรือซับไพร์มของสหรัฐฯ ยังมีผลกระทบเป็นลูกโซ่

ที่สำคัญรัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะมีนโยบายเรื่องการเข้ามาทำธุรกิจของคนต่างด้าวอย่างไร เพราะขณะนี้ต่างชาติมองเข้ามาประเทศไทยเหมือนกับปิดกันไม่ต้องการให้เข้ามาลงทุน หากมีความชัดเจนและต่างชาติยอมรับได้กลับเข้ามาลงทุนก็จะช่วยเศรษฐกิจได้มาก

ดุสิต นนทะนาคร
รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย

สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำคือ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจจะไม่เดินหน้า และประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย

“รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนในประเทศ ต่างประเทศ และประชาชนให้เกิดขึ้น เพื่อเร่งกระตุ้นการบริโภคภายในให้กลับคืนมา จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมามาก และทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ เพราะขณะนี้ ความเชื่อมั่นยังไม่เกิด นักลงทุนไม่กล้าลงทุนเพิ่ม ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว”

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ใช่ขายแค่ชื่อของคนที่จะมาเป็น รมว.คลัง หรือรองนายกรัฐมนตรีคุมเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องมองในภาพรวมทั้งทีมว่าเป็นอย่างไร มีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานให้บ้านเมืองมากแค่ไหน

เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จะต้องมีนโยบายในด้านการหารายได้ เข้าประเทศด้วย ไม่ใช่สานต่อนโยบายประชานิยมอย่างเดียว.


ทีมเศรษฐกิจ

สกู๊ปเศรษฐกิจ


ชวน ชี้มียุบ พปช.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐาน-ข้อเท็จจริง

รร.มิราเคิลแกรนด์ 13 ม.ค.-“ชวน” ชี้มียุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลักฐาน-ข้อเท็จจริง ใครทำผิดต้องว่าไปตามกฎหมาย พร้อมให้กำลังใจ กกต.ในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความชอบธรรม เพราะวิกฤติบ้านเมืองที่เกิดขึ้นเหตุจากมีการซื้อเสียง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อาจมีพรรคการเมืองเข้าข่ายถูกยุบพรรค หลังกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ว่า ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยกฎหมายต้องมีผลบังคับ ตนคิดว่ามีนักการเมืองไม่น้อยที่กล้าเสี่ยงทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยหลีกเลี่ยงการทำตามกฎหมายหรือมีความเคยชินในการทำสิ่งนั้น ตนหวังว่าบ้านเมืองจะอยู่ในกรอบของกฎหมายที่หากมีความพยายามวิ่งเต้นให้พ้นผิด จะไม่สามารถทำได้

“เราอยากให้กำลังใจและอยากให้ กกต.เป็นหลัก เพราะบ้านเมืองมีวิกฤติมาจากปัญหาความเลวร้ายที่มีการโกงกินและซื้อเสียง จึงอยากให้ กกต.และเจ้าหน้าที่ทุกระดับทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่หวั่นเกรงอะไร หากรักษากฎเกณฑ์ของบ้านเมืองไว้ จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมืองดำเนินไปได้ด้วยความชอบธรรม” นายชวน กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีผลกระทบกับระบบการเมืองหรือไม่ หากมีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ถูกยุบพรรค นายชวน กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากไม่มีความผิด คงไม่มีอะไรเกินกว่าขอบเขตของความเป็นจริง ถ้าผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติ หากยังมีการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอยู่ก็เป็นไปได้ยากที่บ้านเมืองจะกลับคืนสูภาวะปกติอย่างที่เราต้องการ

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการสัมมนา ส.ส.ของพรรค ว่า รัฐบาลใหม่จะไม่มีเวลาฮันนีมูน ถือเป็นการประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องไปถามนายอภิสิทธิ์ ขณะนี้การเลือกตั้งยังไม่จบ เพราะต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้ง และต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่า เรื่องการยุบพรรคจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนคิดว่าคงไม่มีผลอะไรกับบ้านเมือง ใครทำผิดต้องว่าไปตามผิด ใครทำผิดต้องยุบพรรคต้องว่าไปตามกฎหมาย เช่นเดียวกับกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งเคยมีการถูกขู่เช่นกัน แต่โชคดีที่มีตุลาการรัฐธรรมนูญมีความเที่ยงธรรม ส่วนที่มีการออกมาเคลื่อนไหวแล้ว แม้ว่ายังไม่มีการยุบพรรคนั้น นายชวน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความถนัดของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ทำสิ่งนี้อยู่ บางคนไม่มีปฏิกิริยาอะไรทั้งที่ได้ใบเหลืองใบแดง แต่ได้ยอมรับคำวินิจฉัย

“เหมือนตอนผมไปรับใบรับรองผลการเลือกตั้งก็มีคนมาตะโกนด่า อันนี้เป็นกระบวนการของคนในพรรคเหล่านั้นที่มีกรณีแบบนี้มาตลอด ไม่เฉพาะเรื่องนี้ยังมีการเขียนจดหมาย ส่งเอกสารด่า พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เขาทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราจะได้รับอยู่เป็นประจำและเรารู้ว่ามาจากทิศทางไหน อันนี้เป็นแนวทางต่อสู้ทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ที่เขาเคยทำมาก่อน ผมถึงบอกว่าแนวทางที่จะแก้วิกฤติทุกคนต้องยอมรับกติกา โดยองค์กรตรวจสอบต้องไม่กลัวการทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ใครละเมิดกฎหมายองค์กรตรวจสอบจะต้องเอาโทษผู้นั้นให้ได้” นายชวน กล่าว

ส่วนกระแสข่าวที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี มีความพยายามประสานเพื่อเข้าพบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-13 16:09:28

'ศุภชัย'โวย'สดศรี'ขู่แจกใบแดงพปช.กล่าวหาเอี่ยวเว๊บไฮ-ทักษิณ

รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ย้อนถาม ‘สดศรี’ ที่ผ่านมาใช้อคติพิจารณาใบแดงพปช.หรือไม่ ลั่นไม่เกี่ยวเว็บ ไฮ-ทักษิณ แฉ ความสัมพันธ์เชิงลึก ‘บิ๊กบัง’

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีนางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งด้านกิจกรรมพรรคการเมืองออกมากล่าวในทำนองข่มขู่ว่าจะแจกใบแดงให้พรรคพลังประชาชน เนื่องจาก เว๊บไซด์ ไฮ-ทักษิณ นำเสนอบทความความสัมพันธ์เชิงลึก ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือขอยืมตัว นางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจ.พระโขนง บุตรสาวนางสดศรี ไปช่วยปฎิบัติราชการให้แก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ว่า พรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซด์ ไฮ-ทักษิณ รวมทั้งการขอยืมตัวก็มีเอกสารยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง การออกมาแสดงท่าทีในเชิงข่มขู่ให้ใบเหลืองใบแดงพรรคนั้นทำให้เห็นว่านางสดศรีมีอคติกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งขัดต่อคุณสมบัติของกกต.ที่ต้องวางตัวเป็นกลางในการพิจารณาสำนวนคำร้องเรียน ซึ่งตนอยากถามว่าที่ผ่านมานั้นนางสดศรี ใช้อคติพิจารณาคำร้องเรียนของว่าที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนยังมีความเชื่อว่า ด้วยความเป็นตุลาการมาก่อนของนางสดศรีจะไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองพูดไว้

พีทีวี นิวส์
13 มกราคม 2551 เวลา 15:54 น.

กกต.แจก3ใบเหลืองพผ.2พปช.1

"ประพันธ์" ระบุ เตรียมชงเรื่องคำร้อง "ยงยุทธ "ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ ขณะที่ "สุเมธ" เผย แจกใบเหลืองเพี่ม 3 ใบ ให้ว่าที่สส.เพื่อแผ่นดิน 2 พลังประชาชน 1

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีการให้ใบแดงแก่ส.ส.ในแต่ละพรรคว่า ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมว่ามีบุคคลใดได้รับใบแดงแล้วเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองบ้าง เพื่อจะได้นำมาพิจารณาว่าการกระทำผิดมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคด้วยหรือไม่

ส่วนกรณีการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริต ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้น ได้มอบให้คณะอนุกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นผู้พิจารณาเพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของทุกๆ ฝ่าย แต่หากคณะอนุกรรมการยังสอบสวนเสร็จไม่ทันเปิดสภาผู้แทนราษฎร กกต.ก็จะดูว่าจะรับรองสิทธิ์การเลือกตั้งให้นายยงยุทธ ก่อนหรือไม่ ส่วนกรณีเกี่ยวพันกับพรรคด้วยหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจกรรมพรรคการเมืองเป็นผู้พิจารณา

ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า การประชุม กกต.เพื่อพิจารณาการแจกใบเหลือง-แดงในช่วงเช้าวันนี้ มีการพิจารณาสำนวนรวมทั้งสิ้น 7 เรื่อง โดย กกต.มีมติพิจารณาตัดสินให้ใบเหลือง จำนวน 3 สำนวน ประกอบด้วย นายมีชัย จิตต์พิพัฒน์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ว่าที่ ส.ส.เขต 6 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน และนายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ว่าที่ ส.ส.เขต 2 จ.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน โดย ยกคำร้อง 4 สำนวน ของ 2 ว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งนี้จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มกราคมนี้.

พีทีวี นิวส์
13 มกราคม 2551 เวลา 14:56 น.

‘มาร์ค’เตรียมลุยอีสานสร้างความเชื่อมั่นพรรคจริงใจ

พรรคประชาธิปัตย์ สัมมนา ส.ส. เตรียมรับมือหลังเปิดสภา ย้ำ ต้องดูแลพื้นที่ตัวเอง ระบุ กทม. 7-8 เดือน ต้องมีผลงานเป็นรูปธรรม พร้อมลุยอีสานสร้างความเชื่อมั่นพรรคจริงใจ “ชวน” ชี้ ดูแลพยานเลือกตั้ง หน้าที่ กกต.-รัฐบาล หวั่น ซ้ำรอย “ชิปปิ้งหมู”

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้ (13 ม.ค.) ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวแนะนำกับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคระหว่างการสัมมนา ว่า ให้ทุกคนปฏิบัติตัวดี และไม่ให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้นมาได้ พร้อมทั้ง ให้ทุกคนไปศึกษาในเรื่องของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อถึงเวลาจะได้ทำได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ จะต้องไม่ทิ้งพื้นที่ของตัวเองอย่างเด็ดขาด และเมื่อมีการเปิดสภาแล้ว พรรคก็จะนำเสนอเรื่องของการผลักดันกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน โดยจะต้องลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นความจริงใจของพรรค และในพื้นที่ กทม.ภายในระยะเวลา 7-8 เดือน ก็จะต้องมีผลงานที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นด้วย

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเป็นห่วงพยานคดีทุจริตการชื้อเสียงที่ จ.เชียงราย โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาล ในการที่จะดูแลความปลอดภัยไม่ให้พยานถูกสั่งเก็บอย่างกรณีชิปปิ้งหมูที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

พีทีวี นิวส์
13 มกราคม 2551 เวลา 14:51 น.

ปิดหีบลต.ซ่อมส.ส.เขต3โคราชโคตรหงอย!คาดรู้ผล21.00น.

ปิดหีบเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 3 จ.นครราชสีมา สุดเงียบเหงา มีผู้ใช้สิทธิบางตา คาดได้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 21.00 น.
บรรยากาศการปิดหีบบัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 ของจ.นครราชสีมา ได้สิ้นสุดลง ท่ามกลางความเงียบเหงาไร้สีสัน เนื่องจากตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีประชาชนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อมใบเหลืองค่อนข้างบางตา ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายที่ต้องเลือกตั้งซ้ำซาก และอีกส่วนหนึ่งประชาชนต้องทำงานยังต่างจังหวัดรวมทั้งกทม. ที่ไม่ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก โดยขณะนี้เสียงขานคะแนนของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยแต่ละหน่วยจำนวน 812 หน่วย 6 อำเภอเริ่มขึ้น คาดว่าในเวลา 21.00 น. ของค่ำคืนนี้จะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคการเมืองไหนจะคว้า 3 เก้าอี้ส.ส.ในเขตเลือกตั้งที่ต้องชะตากรรมโดนใบเหลืองในเขตเลือกตั้งดังกล่าวนี้ไปครอบครองสำเร็จ

เลขาฯ กกต. ยันเลือกตั้งใหม่โคราชไม่ผิดปกติ เตรียมรับรอง ส.ส.อีก 5 ราย

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการเลือกตั้งใหม่ เขต 3 จ.นครราชสีมา ในวันนี้ (13 ม.ค.) ว่า ได้รับแจ้งจาก กกต.จังหวัด ว่า ยังไม่มีปัญหา เป็นไปตามปกติ แต่การเลือกตั้งใหม่ จำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนน้อยกว่าวันที่ 23 ธ.ค. 2550 ที่มีประชาชนใช้สิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ร้อยละ 73-75 เนื่องจากขาดสัดส่วนของผู้ที่มาขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวนร้อยละ 15-16 เพราะทำงานอยู่นอกพื้นที่ และล่าสุดมีรายงานว่า ช่วงเช้ามีผู้มาใช้สิทธิในพื้นที่ดังกล่าวประมาณร้อยละ 55-60 แต่ต้องรอดูจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในช่วงบ่ายอีกครั้งว่ามีจำนวนเท่าใด

นายสุทธิพล กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณารับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ว่า มีว่าที่ ส.ส.ที่ กกต.กำลังจะนำเข้าพิจารณาอีก 4-5 ราย ในวันพรุ่งนี้ (14 ม.ค.) เชื่อว่าการรับรอง ส.ส.จะไม่มีปัญหาเรื่องไม่ครบจำนวนร้อยละ 95 เพื่อให้เพียงพอต่อการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-13 15:32:08

ประธาน กกต.โคราชเดินสายลงพื้นที่ 6 อำเภอ [13 ม.ค. 51 - 11:05]

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (13 ม.ค.) ว่า พล.อ.วีรวุธ ส่งสาย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นครราชสีมา เดินสายลงพื้นที่ทั้ง 6 อำเภอที่มีการเลือกตั้งใหม่ ส.ส. นครราชสีมา เขต 3 เพื่อใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ทั้งวิทยุชุมชน เสียงตามสายในหมู่บ้านต่าง ๆ รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ยังคงตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งใหม่ อยู่ที่ร้อยละ 65-70 ขึ้นไป ถึงขณะนี้ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง มีผู้มาใช้สิทธิ์แล้วร้อยละ 20

ส่วนการทุจริตเลือกตั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา พล.อ.วีรวุธ กล่าวว่า ไม่พบการทุจริตเลือกตั้ง มีเพียงความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการดื่มสุรา เท่านั้น



นพ.สุรพงษ์ ปฏิเสธข่าวนั่งนายกฯ ชี้แค่ข่าวลือ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวจะได้รับการผลักดันเป็นนายกรัฐมนตรี แทน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่จะไปดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาว่า โดยหลักการหลังพรรคได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะต้องขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระแสข่าวที่ออกมาเป็นเพียงข่าวลือ เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกับนายสมัคร แล้ว ขอยืนยันว่าข่าวที่ออกมาไม่ได้สร้างผลกระทบ หรือสร้างความขัดแย้งภายในพรรค เพราะทุกฝ่ายเข้าใจดีว่าหลักการต้องเสนอชื่อ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนที่ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงข่าวดังกล่าวในช่วงนี้ เพราะอยู่ในช่วงการไว้ทุกข์ถวายความไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และอยู่ระหว่างการรอฟัง กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.


นอกจากนี้ พรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศชัดเจนว่าจะแถลงข่าวหลังวันที่ 17 ม.ค.ไปแล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าที่ผานมาพูดคุยตลอด แต่ไม่ได้ออกมาเป็นข่าวเท่านั้น .- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-13 12:11:29