WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 14, 2008

สมัครดอดแจงกกต. เคลียร์เลือกตั้ง23ธค. [14 ม.ค. 51 - 10:59]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมายังฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของ กกต.ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนที่จะเดินทางกลับ โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว ระบุเพียงว่า เดินทางมาเพื่อทำธุระและอีก 2 - 3 วัน จึงจะพูด

มีรายงานข่าวว่าการเดินทางเข้ามายัง กกต.ของนายสมัคร ในวันนี้ เนื่องจากทาง กกต. ได้เรียกมาชี้แจงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง



คมช.ทิ้งทวน!เสนอเลื่อนขั้นเงินเดือนพิเศษทีมยึดอำนาจ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 15 ม.ค. สำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (สลธ.คมช.) ขอให้นำเสนอ ครม. พิจารณากำหนดโควตาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2551 เป็นกรณีพิเศษ 2 ขั้น นอกเหนือโควตาปกติในอัตราร้อยละ 15 ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คมช. จำนวนทั้งสิ้น 442 นาย ในรอบการประเมิน 6 เดือน (เดือน ต.ค. 2550-มี.ค. 2551) โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2551 งบกลาง ทั้งนี้ สลธ.คมช.รายงานว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 298 ได้กำหนดให้ คมช. ปฏิบัติงานจนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งคาดว่าจะต้องปฏิบัติงานถึงเดือน ก.พ. 2551 มีผลให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2550 มีระยะเวลาการปฏิบัติงานเกินกว่า 4 เดือนในรอบการประเมิน 6 เดือน (ต.ค. 50-มี.ค. 2551) จึงมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2551 ครึ่งปีแรก

ทั้งนี้มีอัตรากำลังพลจากส่วนราชการต่าง ๆ ที่มาปฏิบัติหน้าที่ใน สลธ.คมช. รวมทั้งสิ้น 442 นาย ประกอบด้วยสมาชิก คมช. จำนวน 6 นาย (ไม่รวมเลขาธิการ คมช.) สลธ.คมช. จำนวน 81 นาย และศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ คมช. จำนวน 355 นาย สลธ.คมช. ยังระบุด้วยว่าจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมากำลังพลทุกนายได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันอดทน มีจิตใจมุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งกำลังพลทุกนายต้องทุ่มเทความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานและใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด รวมทั้งจัดกำลังพลปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในวันหยุดราชการเพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีคุณธรรมซึ่งมาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ คมช.พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการตอบแทนผลการปฏิบัติงานและเป็นขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการที่มาปฏิบัติหน้าที่ใน คมช. จึงเห็นควรเสนอ ครม. พิจารณาตามที่ สลธ.คมช. เสนอ

รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ ต่างเห็นด้วยในหลักการเพราะเห็นว่าเป็นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 184/2549 ลง วันที่ 1 ต.ค. 2549 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน คมช. แต่เห็นควรให้นับจำนวนข้าราชการสำหรับการคำนวณโควตาพิเศษ 2 ขั้นแยกออกจากส่วนราชการต้นสังกัดของข้าราชการที่มาปฏิบัติหน้าที่ใน คมช. ด้วย สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อการนี้ เห็นควรให้ใช้จ่ายจากงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของส่วนราชการต้นสังกัดก่อน แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ส่วนราชการต้นสังกัดขอทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อเบิกจ่ายจากงบกลางของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ต่อไป.--จบ--


จาก hi-thaksin

กกต.กับภาพลวงตา

กาหลิบ

คำถามคือหน่วยงานที่มีภูมิหลังอย่างนี้ มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะถือครองอำนาจสูงสุด เที่ยวไปวินิจฉัยใครต่อใครว่าควรจะได้ใบเหลืองหรือใบแดง และแม้กระทั่งเริ่มขั้นตอนที่จะนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองล่ะหรือ?
ไม่ว่าผลการวินิจฉัยเรื่องใบแดงของรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน คุณยงยุทธ ติยะไพรัช จะทำให้กรรมการการเลือกตั้ง 5 คนกลายเป็นพระหรือมารในสายตาของคนทั่วไปก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาเป็นเดือนๆก็คือ กกต. ชุดนี้มีความเป็นมาที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสองคณะแรกที่เราเคยรู้จักกัน
คณะแรกที่มีคนอย่างอาจารย์โคทม อารียา คุณยุวรัตน์ กมลเวชช ฯลฯ และคณะที่สองที่มีคนอย่างพลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ คุณปริญญา นาคฉัตรีย์ คุณวีระชัย แนวบุญเนียร ฯลฯ ต่างก็ผ่านกระบวนการสรรหามาโดยวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น
ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย และรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้นก็มาจากการเลือกตั้งโดยสมบูรณ์
นั่นหมายความว่าเป็นกรรมการการเลือกตั้งในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้
แต่ชุดที่มีคุณอภิชาต สุขัคคานนท์ คุณสมชัย จึงประเสริฐ คุณประพันธ์ นัยโกวิท คุณสุเมธ อุปนิสากร และคุณสดศรี สัตยธรรม นี้มาจากการสรรหาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร
ในขณะที่ประเทศชาติเป็นเผด็จการ และรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เหมือนกับที่เขาว่าไข่หงส์ก็ฟักเป็นหงส์ ไข่ของตัวเงินตัวทองก็ไหลออกมาเป็นตัวเงินตัวทองตัวเล็กๆนั่นล่ะครับ
กรรมการการเลือกตั้งคณะที่สามจึงมีส่วนพ้องพานกับสองคณะแรกเพียงอย่างเดียว คือเรียกชื่อตำแหน่งเหมือนกันเท่านั้นเอง
ลักษณะอื่นๆ ตั้งแต่รูปโฉมภายนอกไปจนถึงสัญชาตญาณที่ได้รับมา แตกต่างกันราวสวรรค์กับนรก
เผด็จการที่ไหนจะไปเลือกคนที่ส่งเสริมประชาธิปไตยมารับใช้ตน
เหตุที่นึกขึ้นมาได้ก็เพราะได้ยินคนเขาลุ้นกันมากว่า กกต. จะวินิจฉัยเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร จะใช้กฎหมายเลือกตั้งข้อไหนมาประกอบการวินิจฉัย จนลืมที่มาของกรรมการทั้งห้าท่านนี้ไปสิ้น
ครับ ท่านไม่ได้มาจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ท่านถือกำเนิดขึ้นมาได้ก็ด้วยอำนาจที่ได้มาจากการยึดเมืองและฉีกรัฐธรรมนูญของฝ่ายทหาร
เตือนกันตรงนี้ดังๆ เพราะกลัวจะเผลอไปตั้งความหวังประชาธิปไตยลมๆแล้งๆ แล้วจะพากันผิดหวัง
คนที่เขาตั้งข้อสงสัยในความเป็นธรรมและความยุติธรรม ก็ย่อมมีเหตุอันควรแก่ความสงสัยได้
โดยเฉพาะเมื่อเลขาธิการของ กกต. ซึ่งเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับอำนาจของรัฐบาลโดยตรง เกิดไปยอมรับตำแหน่งเลขานุการ ครส. ที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำรัฐประหาร ซึ่งต่อมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็ยิ่งทำให้สังคมงุนงงในตอนแรก และมาประจักษ์ใจในตอนหลัง
บัดนี้แจ่มแจ้งแทงทะลุแล้วว่า คมช. กับ กกต. ก่อสร้างขึ้นด้วยวัตถุดิบเดียวกัน จนเป็นเนื้อเดียวกันนั่นเอง
คำถามคือหน่วยงานที่มีภูมิหลังอย่างนี้ มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะถือครองอำนาจสูงสุด เที่ยวไปวินิจฉัยใครต่อใครว่าควรจะได้ใบเหลืองหรือใบแดง และแม้กระทั่งเริ่มขั้นตอนที่จะนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองล่ะหรือ?
เท่าที่ผ่านมาเราก็หลงลืมไปมาก อดเรียกแต่ละท่านว่าเป็นกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้ และอดลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจของท่านไม่ได้
ก็เหมือนนึกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. เป็นหน่วยงานอันชอบธรรมนั่นล่ะครับ
ลืมไปสนิทว่าได้อำนาจด้วยการปล้นเขามาดื้อๆ ทำท่าจะเชื่อและปฏิบัติตามอยู่ทีเดียว
ภาพลวงตานี้จะสูญสลายไปได้ก็ต่อเมื่อเราช่วยกันเตือนสติและความทรงจำว่ากรรมการการเลือกตั้งแต่ละท่านเป็นใครและมีที่มาอย่างไร และก็ต้องขอบคุณคุณสดศรี สัตยธรรม ที่ช่วยให้ภาพชัดขึ้น ตามข่าวที่ว่าลูกสาวของท่านคนที่เป็นผู้พิพากษาถูกขอตัวไปเป็นผู้ช่วยหน้าห้องของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจนดิบดีอย่างนี้ คนเขาก็นึกภาพออก
กกต. ในขณะนี้เปรียบเสมือนภาพบ่อน้ำในทะเลทรายอันร้อนระอุ ที่เขาเรียกว่า มิราจ ก็ไม่ปาน.--จบ-

////////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

‘พปช.'ไม่หวั่น'สดศรี'ขู่แจกใบแดง-ดับแค้นเว็บ‘ไฮ-ทักษิณ'

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวตอบโต้นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณที่ออกมากล่าวในทำนองข่มขู่จะให้ใบแดงพรรคพลังประชาชนหลังเว็บไฮ-ทักษิณ นำเสนอบทความเกี่ยวข้องกับการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ขอตัวบุตรสาวนางสดศรีไปช่วยราชการ ว่า พรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ไฮทักษิณ และเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องจริง ที่มีหลักฐานยืนยันได้ว่ามีการขอตัวบุตรสาวนางสดศรีมาช่วยราชการ ดังนั้นขอให้นางสดศรีช่วยเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้เห็นว่าการที่นางสดศรีระบุในเชิงข่มขู่พรรคในการให้ใบเหลืองใบแดงนั้น กำลังแสดงให้เห็นว่านางสดศรี มีอคติต่อพรรคพลังประชาชน ซึ่งส่งผลให้ขาดคุณสมบัติของกกต.

"ขอถามว่าที่ผ่านมาเวลานางสดศรี วินิจฉัยการรับรองส.ส.พรรคพลังประชาชน มีการใช้อคติหรือไม่ ในเรื่องนี้ผมขอเรียกร้องให้กกต.ที่เหลืออีกทั้ง 4 คนหยิบยกประเด็นนี้มาพิจารณาให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะนางสดศรีจะทำให้เกิดความหวั่นวิตก อย่างไรก็ตามมีความเชื่ออย่างลึกๆแล้วนางสดศรีจะไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองได้พูดไว้ เพราะเคยเป็นตุลาการมาก่อน"นายศุภชัยกล่าว.--จบ--

จาก hi-thaksin

ไม่น่าหลุดคำว่า”อคติ” [14 ม.ค. 51 - 02:53]

“อีนางเห็ดสด”

ชาวบ้านธรรมดาๆเจอขนานนามนี้ยังสะดุ้ง ด่ากลับกันไฟแลบ นับประสาอะไรกับคนระดับนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะไม่ฉุนกึก

กับกรณีที่ปรากฏคำด่าทอสารพัดอยู่ในเว็บไซต์ “ไฮ-ทักษิณ ดอทเน็ต” แสดงความไม่พอใจการวางตัวไม่เป็นกลางของนางสดศรี

อะไรไม่ว่า ยังมีรายการแฉหนังสือยืมตัวลูกสาวไปช่วยงานหน้าห้อง “บิ๊กบัง” พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

พยายามโยงสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

ยั่วซะจน “เจ๊สด” ฟิวส์ขาด

“การทำเช่นนี้เพื่อต้องการให้พรรคพลังประชาชนโดนใบแดงมากๆใช่หรือไม่ เพราะถ้าเล่นข่าวมากๆ การอคติก็ต้องมีกันบ้าง อย่ามากดดันกันมาก คนเราไม่ใช่ พระอิฐพระปูน มนุษย์ก็มีขีดจำกัดของตัวเองทั้งนั้น มันไม่ไหวแล้ว”

ขู่กันดื้อๆเลย

ปากตรงกับใจ สไตล์ “เจ๊สด” ท้าวัดใจกันแบบนักเลง

เอาเป็นว่า ขนาดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นกลางที่ยังคลุมเครือๆ คนของพรรคพลังประชาชนยังโดนไปแล้ว 4 ใบแดง ไม่รวมใบเหลืองอีกนับไม่ถ้วน

เจอสอยร่วงระนาว

แล้วนี่นางสดศรีพูดเอง เสียงดังฟังชัด ถ้าถูกยั่วอารมณ์กันมากๆ

ก็ต้องมีอคติกันบ้าง

แบะท่าเป็นทำนอง เกมการโจมตีตัวเองและลูกสาวในเว็บไซต์เครือข่ายอำนาจเก่า มีผลต่อการแจกใบแดงพรรคพลังประชาชน

เจอมุกนี้เข้าไปเสียววาบเลย

เบื้องต้นคนโดนขู่ร้อนๆหนาวๆ

แต่ในระยะยาวการหลุดอารมณ์แบบนี้ของนางสดศรีน่าจะไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะกับการพิจารณาแจกใบเหลือง ใบแดงของ กกต. ที่ถูกจ้องโวยอยู่แล้วในเรื่องของความไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติกับคนของพรรคพลังประชาชน

ลองถ้าหลุดคำว่า “อคติ”

มีเรื่องของอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

รายการนี้คงมีรายการโวยวาย คนของพรรคพลังประชาชนฉวยจังหวะใช้เป็นข้อโต้แย้งมติ กกต. ตีกินกันอีกยาว

ใบเหลืองจ้องแกล้ง ใบแดงมีอคติ

และต่อเนื่องกันกับเรื่องของอคติ โดยกระแสมัวแต่จับจ้องอยู่กับเกมยุบพรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ตั้งท่าจะลงมติเชือดใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค

ระทึกอกระทึกใจกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

จนลืมไปเลยว่า หากใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีของนายยงยุทธ ที่ยังอยู่ในขั้นลุ้นใบแดงจาก กกต.

เปรียบกับคิวที่โดนแจกใบแดงไปแล้วแน่ๆ

ทั้งกรณีของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท ก็เป็นถึงรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ขณะที่นายสุนทร วิลาวัลย์ ว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี ก็มีดีกรีเป็นถึงระดับรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

นี่ต่างหากที่คอจ่ออยู่บนเขียงแล้ว

ทั้งพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยล้วนอยู่ในข่าย กรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคต้นสังกัดต้องโดนยุบด้วย

เอาเข้าจริงๆ จะเหลือรอดสันดอนสักกี่พรรค

แต่ที่แน่ๆ ยังคงรักษาความเหนียวไว้ได้ พะยี่ห้อพรรคประชาธิปัตย์ หายห่วง

แขวนหลวงพ่อดีแคล้วคลาดตลอด

ล่าสุดกับกรณีลักลั่นของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1 ทั้งๆที่หลักฐานชัดขนาดโดนพ่วงคดีอาญา แต่บทสรุปกลับได้แค่ใบเหลือง

คะแนนยื้อกันใน 5 เสียง

กกต.ชักใบแดงไม่ออกตามฟอร์ม.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ วิกฤติการเมือง ที่ผ่านมากับสภาวะการเมืองในปัจจุบัน กำลังวนเข้าสู่ วัฏจักรของวงจรอุบาทว์ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
โดยมีปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ การแข่งขันระหว่างพรรค การเมือง กกต. ทหาร และอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีประชาชนเป็นตัวประกัน
ก่อนหน้านั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ออกมากดดันชุมนุมประท้วงขับไล่อย่างหนัก ประกอบกับขั้วพรรคการเมือง กลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านช่วยเดินเกมในสภาอีกแรง ประกอบด้วยอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ที่หนุนหลังชัดเจน
ในที่สุดก็เกิดวิกฤติการเมือง
การเลือกตั้ง ถูกบอยคอต กกต.สมัยนั้นตกเป็นจำเลยจนไม่สามารถที่จะจัดการเลือกตั้งได้ ตามครรลองของประชาธิปไตย ในขณะที่พรรคการเมือง เล่นใต้ดินวางกับดัก โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเลือกตั้งซ่อมก็ไปไม่รอด เลือกตั้งใหม่ก็เป็นโมฆะ
จนถึงขั้นต้องยุบสภา
เท่านั้นยังไม่สะเด็ดน้ำ วิกฤติลุกลามไปที่ กกต.เอง แทบจะเอาตัวไม่รอด การเลือกตั้งหลังการยุบสภาก็ทำท่าจะวุ่นวายเพราะกลไกการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์แบบ และแล้วก็มาถึงทางตันจนได้
ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ
คปค.ใครเป็นใครเห็นกันชัดเจนตอนนั้น พันธมิตร ขั้วการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ ทหารบางคน ได้รับโบนัสกันเป็นแถว ทั้งตำแหน่ง รมต. ตำแหน่ง สนช. และตำแหน่งทางการเมืองอีกมากมาย
สื่อของรัฐก็โดนหางเลขไปด้วยเพียงยังฮุบไม่ได้เต็มคำเท่านั้น
อีกฝ่ายก็สู้จนหลังพิงฝา ไม่มีอำนาจใดที่จะให้การปกป้องคุ้มครอง แทบจะไม่มีที่ให้ยืน กลายเป็นปรปักษ์ ที่ถูกตามล้างตามเช็ดไม่จบ เหลือแต่พลังของประชาชนเท่านั้นที่ยังหนุนหลังอยู่
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ประชาชนถูกจับเป็นตัวประกันอีกรอบ โดยมีอนาคตของรัฐบาลใหม่ เป็นเครื่องต่อรอง กกต.ก็กำลังถูกม้วนให้เข้าสู่วิกฤติ เพียงแต่เปลี่ยนข้างเข้ามากดดันแทรกแซงเท่านั้น
ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะลงเอยเหมือนชุดที่แล้วหรือไม่
มาตรฐานการตัดสินที่กลับไปกลับมาก็ดี เดี๋ยวเหลืองเดี๋ยวแดง เป้าหมายการแจกใบแดงใบเหลืองที่ดูเหมือนจะมีใบสั่งเฉพาะเจาะจงก็ดี สังคมอดที่จะหวาดระแวงไม่ได้ แม้ กกต.จะบริสุทธิ์ใจก็ตาม
กระแสกำลังจะย้อนกลับ
คนกลุ่มเดิมกำลังพยายามทำให้เกิดความวุ่นวาย เมื่อแพ้ในกฎเกณฑ์กติกา ก็จะเล่นนอกบทตามถนัด ที่น่ากลัวกว่าเดิมก็คือบัดนี้คนเหล่านั้นได้แฝงตัวอยู่ในคราบ ของนักการเมืองมีอำนาจ การต่อรองมากขึ้น
ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย ถ้าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยุติ ถ้ามีพรรคการเมืองจะต้องถูกยุบอีกรอบ และจะนำไปสู่การบอยคอตเลือกตั้ง การออกมาชุมนุมประท้วง นองเลือด แล้วก็ยึดอำนาจ ตามสูตร.
"หมัดเหล็ก"--จบ--


//////////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก..จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


‘พปช.'กวาดยกทีม!เลือกตั้งซ่อมโคราช

ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ซ่อม ส.ส. จ.นครราชสีมา โดยรวบรวมคะแนน ครบทั้ง 812 หน่วยเลือกตั้ง 6 อำเภอ อย่างไม่เป็นทางการแล้ว ปรากฏว่า ผู้ที่ได้คะแนนอันดับ 1 คือ นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด หมายเลข 12 พปช. ได้ 96,627 คะแนน อันดับ 2 คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง หมายเลข 10 พปช. ได้ 88,094 คะแนน อันดับ 3 คือนางลินดา เชิดชัย หมายเลข 11 พปช. ได้ 84,371 คะแนน ส่วนอันดับ 4 คือนายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ หมายเลข 1 รช. ได้ 65,539 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง กว่าร้อยละ40 เท่านั้น


จาก hi-thaksin

ศุภชัย ไม่หวั่น สดศรี แจกใบแดงพปช.

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวตอบโต้นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณที่ออกมากล่าวในทำนองข่มขู่จะให้ใบแดงพรรคพลังประชาชนหลังเว็บไฮ-ทักษิณ นำเสนอบทความเกี่ยวข้องกับการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ขอตัวบุตรสาวนางสดศรีไปช่วยราชการ ว่า พรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซค์ไฮทักษิณ และเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องจริง ที่มีหลักฐานยืนยันได้ว่ามีการขอตัวบุตรสาวนางสดศรีมาช่วยราชการ ดังนั้นขอให้นางสดศรีช่วยเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้เห็นว่าการที่นางสดศรีระบุในเชิงข่มขู่พรรคในการให้ใบเหลืองใบแดงนั้น กำลังแสดงให้เห็นว่านางสดศรี มีอคติต่อพรรคพลังประชาชน ซึ่งส่งผลให้ขาดคุณสมบัติของกกต.

'ขอถามว่าที่ผ่านมาเวลานางสดศรี วินิจฉัยการรับรองส.ส.พรรคพลังประชาชน มีการใช้อคติหรือไม่ ในเรื่องนี้ผมขอเรียกร้องให้กกต.ที่เหลืออีกทั้ง 4 คนหยิบยกประเด็นนี้มาพิจารณาให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะนางสดศรีจะทำให้เกิดความหวั่นวิตก อย่างไรก็ตามมีความเชื่ออย่างลึกๆแล้วนางสดศรีจะไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองได้พูดไว้ เพราะเคยเป็นตุลาการมาก่อน'นายศุภชัยกล่าว


จาก ประดาบ ถึง สดศรี ช่วยกันตามหา สนธิ

ผมขอเริ่มต้นบทความชิ้นนี้ด้วยการเอ่ยคำ "ให้อภัย" และ "ไม่ถือโทษโกรธเคือง" คุณสดศรี สัตยธรรม ที่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคายบริภาษ กล่าวหาผมและเวปไซต์ Hi-thaksin อย่างรุนแรง 3 วันติดต่อกัน และไม่คิดที่จะตอบโต้กลับไป อันจะทำให้สาระของเรื่องที่นำเสนออันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องแปรเปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างผมกับคุณสดศรี สัตยธรรม

ผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยรู้จักกับคุณสดศรี สัตยธรรม มาก่อน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน กระทั่งอนาคตก็คงไม่ได้รู้จักกัน และ คุณสดศรี สัตยธรรม ก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผมเดือดร้อน ตามที่ท่านตั้งคำถาม

ผมเป็นคนมีพ่อแม่ และ เป็นพ่อแม่คน จึงรู้ดีว่าคุณสดศรี รู้สึกเจ็บปวดอย่างไร เมื่อลูกสาวคือ คุณกอนณา สัตยธรรม กำลังเจ็บปวดอยู่ในขณะนี้

แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า คุณสดศรี สัตยธรรม ต้องใจเย็นๆ และ พิจารณาให้ดีว่าใครกันแน่ ที่ทำให้คุณกอนณา สัตยธรรม ตกที่นั่งลำบากอย่างทุกวันนี้

เป็น ผม ผู้นำเอกสารมาเสนอ หรือเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้สั่งให้ทำเอกสารฉบับต้นเหตุ

ระหว่างผมกับคุณสดศรี สัตยธรรม เราไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตร หรือ คิดตั้งตนเป็นศัตรูต่อกันมาก่อน จึงไม่มีเหตอันใดที่ผมจะต้องมีอคติต่อคุณสดศรี สัตยธรรม และครอบครัว และหาทางจ้องทำลายให้เสียหายด้วยจิตเจตนาทุจริต แต่อย่างใดไม่

ผมไม่เคยเรียกคุณสดศรี ว่า "เห็ดสด" ตามที่คุณสดศรี กล่าวอ้าง หากแต่ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ใช้ศัพท์แสลงคำนี้แทนคุณสดศรี และมีการใช้ศัพท์แสลงคำนี้กันมานานและใช้กันในหลายเวปไซต์ ไม่ใช่ใน Hi-thaksin ที่เดียว

ศัพท์แสลงแทนตัวบุคคลสาธารณะ เป็นเรื่องที่ส่อเสียดและล้อเลียนกันมากกว่า ที่จะเป็นการโจมตีหรือดิสเครดิตกัน อันเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง เช่นเดียวกับที่มีการเรียก "หน้าเหลี่ยม" แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียก "ปลาไหล" แทนนายบรรหาร ศิลปอาชา เรียก "ชวนเชื่องช้า" แทน นายชวน หลีกภัย เรียก "เทพเทือก" แทน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ เรียก "มาร์ค ม.7" แทน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียก "ฤาษีขี่เต่า" แทน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

ทว่า คุณสดศรี มาจากผู้พิพากษา อาจจะไม่คุ้นเคยกับศัพท์แสลงที่ใช้เรียกบุคคลทางการเมือง จึงเห็นศัพท์แสลง เป็นคำหยาบคาย ผมก็พยายามเข้าใจคุณสดศรี ในเรื่องนี้

นอกจาก "ให้อภัย" และ "ไม่โกรธเคือง" แล้ว ผมยังมีอีกสองประเด็นสำคัญที่ต้องชี้แจงให้คุณสดศรี สัตยธรรม ทราบและพึงทำความเข้าใจ ก็คือ

1. ผมและทีมงานเวปไซต์ Hi-thaksin ไม่เคยมีใครคิดและทำการใดๆ อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พวกเราทุกคนเคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่าชีวิต เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และกระทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ได้รับความเสื่อมเสีย เพราะผู้หนึ่งผู้ใดนำไปแอบอ้างแสวงหาประโยชน์ทั้งส่วนตนและพวกพ้อง ทั้งแสวงหารายได้และอำนาจ โดยไม่ชอบธรรม

2. กรณีภาพเหรียญพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่คุณสดศรี สัตยธรรม เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น ขอชี้แจงให้ทราบว่าผมไม่ได้ทำขึ้นเอง หากแต่เป็นเหรียญสัญญลักษณ์ของมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีการจัดทำขึ้นโดยคณะทำงานของพล.อ.เปรม และ พล.อ.เปรม เห็นชอบให้ใช้เหรียญตราสัญญลักษณ์นี้มานานแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังคงใช้กันอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ คุณสดศรี คิดเห็นตรงกันกับผมว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร และผมก็เคยนำมาชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่พล.อ.เปรม ก็ยังเงียบ และมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ก็ยังใช้เรื่อยมาถึงปัจจุบันนี้ มีให้เห็นที่ป้ายบอกทางหน้ามูลนิธิ บนถนนราชสีมา ด้วยซ้ำไป

สำหรับกรณีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นั้น ผมขอชี้แจงว่ามุมมองของผมกับคุณสดศรี แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผมเห็นว่าพล.อ.เปรม เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นประธานองคมนตรีแต่ไม่ใช่ตัวแทนหรือสมาชิกของสถาบันเบื้องสูง ซึ่งคุณสดศรี คงหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมขอยืนยันว่าความคิดและมุมมองของผม ถูกต้อง คือ พล.อ.เปรม ไม่ใช่ตัวแทนและสมาชิกสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่พล.อ.เปรม และบริวารใกล้ชิด พยายามทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่พล.อ.เปรม "ใช่" และ "เป็น" ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เช่น พล.อ.เปรม เดินทางไปไหน ต้องมีคนคุกเข่า หมอบกราบ พนมมือไหว้ ไปจนถึงมอบดอกไม้ และกราบแทบเท้า เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จยังสถานที่ต่างๆ

ตรงกันข้าม ผมกลับมองเห็นว่าพล.อ.เปรม คือบุคคลที่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันพระมหา กษัตริย์ ซึ่งมีหลากหลายพฤติกรรมดังที่ผมได้เขียนไว้แล้วในเรื่อง "ก้อนกรวดในรองพระบาท" หากคุณสดศรี ได้อ่านอย่างละเอียดก็จะทราบมุมมองและวิธีคิดของผมได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ปิดกั้นและตัดสินว่าคุณสดศรี ผิดที่เห็นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นสถาบันเบื้องสูง และกล่าวหาว่าผมและทีมงาน Hi-thaksin หมิ่นพล.อ.เปรม เท่ากับหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เพราะเรื่องนี้แล้วแต่มุมมอง

แต่ผมเชื่อว่าพล.อ.เปรม ก็ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นตัวแทนหรือสมาชิกของสถาบันเบื้องสูง ดังที่คุณสดศรี คิด เพราะผมก็ไม่เคยได้ยินพล.อ.เปรม พูดสักครั้งว่าท่านเป็น หากแต่มีบริวารของท่านที่พยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่าท่าน "ใช่" และ "เป็น"

ย้อนกลับมาเรื่องหนังสือยืมตัวคุณกอนณา สัตยธรรม ที่ผมนำมาเปิดประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กันดีกว่า

ผมนำเสนอข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารเรื่องนี้ เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่พล.อ.สนธิ ทำหนังสือขอยืมตัวคุณกอน ณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่ตนเอง เพราะเหตุว่าคุณกอนณา เป็นผู้พิพากษา เป็นตุลาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เป็นตัวแทนของฝ่ายตุลาการ ที่จะมาอยู่ใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร ไม่ได้

หากพิจารณาให้ดี ผมนำเสนอเรื่องนี้ในแง่ของหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พล.อ.สนธิ ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในเชิงออกคำสั่งว่าให้ส่งตัวคุณกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการตั้งแต่วันนั้น วันนี้ จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นได้ว่าพล.อ.สนธิ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะคุ้นเคยแต่การออกคำสั่งในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ในระบอบเผด็จการ

เรื่องของเรื่องก็มีเพียงเท่านี้

ผมต้องการคำตอบจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าเหตุใดจึงต้องขอยืมตัวคุณกอนณา และตั้งคำถามกับคุณสดศรี ว่าหากคุณกอนณา ไปช่วยราชการพล.อ.สนธิ แล้ว คุณสดศรี ยังสมควรเป็นกกต. หรือไม่ เพราะจะถูกครหาได้ว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับพล.อ.สนธิ และมีผลต่อการทำงานในฐานะกกต. ได้

ผมไม่ได้นำเสนอในมุมของความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว และตั้งคำถามไปตามเนื้อหาของเอกสาร ตามที่ปรากฎ แต่คุณสดศรี ต่างหากที่ตอบคำถามนักข่าวไปในทางที่เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องชู้สาว เช่น "พล.อ.สนธิ เป็นคนที่มีปัญหากับสาวๆ คงไม่ให้ลูกไปอยู่ด้วย"

หลังจากสื่อมวลชนช่วยขยายเรื่องที่ผมนำเสนอไปในวงกว้าง ปรากฎว่า พล.อ.สนธิ ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ และหนีหน้าหายตัวไปเลย คงมีแต่คุณสดศรี คนเดียว ที่พยายามตอบคำถามเรื่องนี้แก่สื่อมวลชน ซึ่งก็ต้องขอชมว่าคุณสดศรี มีสัญชาติญาณความเป็นแม่ ที่ใช้ชีวิตของตนปกป้องลูก เป็นที่น่าปีติยินดีอย่างมากแก่ผู้เป็นลูก ที่มีแม่เช่นคุณสดศรี

ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คุณสดศรี ทำได้ทั้งนั้น เพื่อปกป้องลูกสาว แม้แต่ชีวิต เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตัวเอง คุณสดศรี ก็นำเข้าแลกเพื่อปกป้องคุณกอนณา ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมยอมแพ้ต่อหัวใจของแม่อย่างคุณสดศรี แบบสยบยอม เป็นที่มาของ "การให้อภัย" และ "ไม่ถือโทษโกรธเคือง" คุณสดศรี แม้ว่าคุณสดศรี จะโกรธแค้น และ กล่าวหาผม ไปจนถึงพ่อแม่ผมด้วยถ้อยคำรุนแรงเพียงใดก็ตาม

วันนี้ ผมดีใจที่คุณสดศรี เริ่มมองเห็นแล้วใครกันที่ทำให้ คุณกอนณา ได้รับความเสียหาย

การที่คุณสดศรี ถามหาคำตอบจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผ่านสื่อมวลชน ให้คนทั่วประเทศได้ยินพร้อมกัน และเรียกร้องให้พล.อ.สนธิ ชี้แจง ตอบคำถามแก่สื่อมวลชน บ้าง ไม่ใช่ให้คุณสดศรี ถูกถาม และต้องตอบอยู่คนเดียวหลายวันติดต่อกัน เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมแก่คุณสดศรี นั้น ผมเชื่อว่าคุณสดศรี คงจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพล.อ.สนธิ แล้วว่าเป็นเช่นไร และ เห็นตัวปัญหาที่ก่อเหตุเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วว่า ไม่ใช่มีแต่ผมคนเดียวในความคิดของคุณสดศรี

เพียงเท่านี้ผมก็พึงพอใจแล้ว และยินดีที่จะช่วยคุณสดศรี ทวงถามคำตอบจากพล.อ.สนธิ ซึ่งเป็นคนที่ผมทวงถามคำตอบมาตั้งแต่วันแรกที่นำเสนอเรื่องนี้แล้ว

แต่ พล.อ.สนธิ ไม่ใช่นายทหารที่กล้าหาญและไม่เคยยอมรับว่าตัวเองกระทำความผิด แม้แต่เรื่องเดียว กระทั่งเรื่องที่ตนเองกระทำกับมือแท้ๆ เช่นกรณีเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนที่เซ็นชื่ออนุมัติแผนปฏิบัติการเอง แต่ก็ยังไม่ยอมรับและไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

มีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่พล.อ.สนธิ ไม่ได้กระทำ แต่กลับเสนอหน้าประกาศว่าเป็นการกระทำของตนเอง ก็คือ การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ใครๆ ก็รู้ว่า คนที่ก่อการรัฐประหาร ตัวจริงและตัวหลัก คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ภายใต้การบัญชาการของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

พล.อ.สนธิ ไม่ได้มีส่วนร่วมแต่ต้น กระทั่ง พล.อ.สพรั่ง ยึดอำนาจไว้ได้แล้ว พล.อ.สนธิ ในฐานะผบ.ทบ. จึงสวมหัวโขนรับบทหัวหน้าคณะรัฐประหาร นับแต่นั้นมา

เพราะเหตุที่ พล.อ.สนธิ ไม่ใช่นายทหารที่กล้าหาญ ไม่กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ ผมจึงไม่เชื่อว่าพล.อ.สนธิ จะกล้าหาญพอที่จะออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตามที่คุณสดศรี ต้องการและทวงถาม

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พล.อ.สนธิ ใช้วิธีพรางตัวหลังชายกระโปรงผู้หญิง ในยามมีปัญหา เมื่อครั้งถูกกระหน่ำตีด้วยเรื่องจดทะเบียนสมรสซ้อน และ ถูกจับได้ว่ามีภรรยา 3 คน แต่ยื่นบัญชีทรัพย์สินภรรยา เพียง 2 คน พล.อ.สนธิ ก็หลบอยู่หลังภรรยาทั้ง 3 คน ไม่ยอมชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น

ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม ที่พล.อ.สนธิ จะอาศัยหลบอยู่หลังกระโปรงคุณสดศรี ปล่อยให้คุณสดศรี กับคุณกอนณา เผชิญหน้ากับคำถามต่างๆ ตามลำพังสองคนแม่ลูก โดยที่ไม่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไป พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คงได้ฉายาใหม่

จาก บิ๊กบัง หรือ บังธิ เป็น บัง ณ ชายกระโปรง หรือ บังชายกระโปรง นั่นเอง

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Sunday, January 13, 2008

เอ็กซิสโพลล์เผยคะแนนผู้สมัครพปช.นำโด่งที่โคราช

เอแบคโพลล์ ระบุ ผลการเลือกตั้งซ่อม ผู้สมัครพลังประชาชนได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1และ2 ขณะที่อันดับ3 พปช.- รช.สูสี

นายนพดล กรรณิการ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลการทำเอ็กซิสโพลล์กรณีการเลือกตั้งใหม่ ที่จ.นครราชสีมา เขต 3 ซึ่งมีการเลือกตั้งในวันนี้ ว่า คณะผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างหน่วยเลือกตั้งจำนวน 50 หน่วยเลือกตั้งจาก 812 หน่วย หรือประมาณ 6% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด มีกลุ่มตัวอย่าง 4,041 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ 337,526 คน คิดเป็น 1.2% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด พบว่า มีผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือกตั้ง อย่างชัดเจน 2 คน

โดยผู้ที่จะมาเป็นอันดับ 1 คือ นายประเสริฐ จันทรลวงทอง จากพรรคพลังประชาชน คิดเป็น 23.82% อันดับที่ 2 นายบุญเลิศ ครุฑขนทด จากพรรคพลังประชาชน 21.27% อันดับที่ 3 และลำดับ 4 คาดว่ามีคะแนนที่สูสีกัน โดยผู้ที่มาเป็นลำดับที่ 3 คือ นางลินดา เชิดชัย จากพลังประชาชน 18.67% ส่วนอันดับ 4 คือ นายวิศิษฐ์ พิทยาภร จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 14.02% ซึ่งต้องลุ้นกันในการนับคะแนนจริงระหว่างนางลินดาและนายวิศิษฐ์.

พีทีวี นิวส์
13 มกราคม 2551 เวลา 17:20 น.