WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 15, 2008

จับตา ครม.ตั้ง กก.ชั่วคราว 5 คน คุมทีวีสาธารณะช่วงเปลี่ยนผ่าน [15 ม.ค. 51 - 06:49]

หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้ปิดฉากตั้งแต่เวลา 24.00 น.เศษเมื่อคืนวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมเป็นต้นไปนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีมาเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกในประเทศไทยนั้น ในบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติดังกล่าว ระบุว่า ในระยะเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวไปก่อน จนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายที่มาจากการสรรหาตามกฎหมายจำนวน 9 คนภายในระยะเวลาไม่เกิน 180 คน โดยคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวนี้ มีอำนาจแต่งตั้งผู้อำนวยการขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีผู้อำนวยการที่คณะกรรมการนโยบายตามกฎหมายแต่งตั้งใหม่ แต่ไม่เกิน 120 วันหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ได้รับการแต่งตั้ง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในการประชุม ครม. วันนี้ (15 ม.ค.) คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวขององค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะจำนวน 5 คน ได้แก่ นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิชาติ ทองอยู่ เลขาธิการมูลนิธิสวัสดี และนักวิชาการอิสระ นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนกรณี นายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข่าวว่าจะได้รับการเสนอชื่อด้วยนั้น ได้มีการท้วงติงว่าอาจไม่เหมาะสม เพราะนายไชยา มีส่วนได้เสียในบริษัทผู้ผลิตรายการป้อนให้กับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ดังนั้น ชื่อของนายไชยา อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นนายสมเกียรติ อ่อนวิมล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตผู้บริหารฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง ส่วนการแต่งตั้งผู้อำนวยการทำหน้าที่ชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น คาดว่าคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวจะแต่งตั้งนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการคณะกรรมการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการ ตามร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ที่มีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธาน

สำหรับข้อกล่าวหาจาก กลุ่มพนักงานทีไอทีวีเดิมที่ว่า คณะกรรมการเตรียมความพร้อมดังกล่าว ได้จัดผังรายการของสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งใหม่เรียบร้อยแล้วนั้น แหล่งข่าวระดับสูงจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดนี้ ยังไม่เคยจัดทำผังรายการใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงการพูดถึงรูปแบบของรายการที่ควรจะมีออกอากาศในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ และทำเป็นข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเท่านั้น อำนาจในการกำหนดผังรายการที่แท้จริง เป็นของคณะกรรมการนโยบายเท่านั้น การกล่าวหาดังกล่าว จึงปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง ส่วนคณะกรรมการเตรียมความพร้อมคนใด จะไปทดลองออกแบบผังรายการเพื่อนำไปให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น ก็น้องเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการคนนั้น

'อย่าวิตกจริตมากไป' มากล่าวหาเทคะแนน ซัดปชป.พาลหาเรื่อง ชูหมักปาก-ใจตรงกัน

'พปช.' ยั๊วะ 'ปชป.' ปากพล่อย กล่าวหาเลื่อนลอย เตือนอย่าวิตกจริตมากไป ที่ตัวเองไม่ได้ ก็พาลหาเรื่องพรรคอื่น แขวะ 'มาร์ค-เทพ' ไปคุยกันให้รู้เรื่องว่ามีจุดยืนอย่างไรกันแน่ 'วิเชษฐ์' เชื่อ 'ลุงหมัก' มีคุณวุฒิ-วัยวุฒิ-ปากกับใจตรงกัน เหมาะนั่งเก้าอี้ 'นายกฯ'

วันที่ 14 ม.ค. 2551 เวลา 12.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงขอบคุณประชาชนจ.นครราชสีมา ที่ให้ความไว้วางใจเลือกผู้สมัครส.ส.ของพรรคอีกครั้งในการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมแสดงมั่นใจว่าการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งต่างๆจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันนี้

ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุในทำนองว่าพรรคพลังประชาชนจะเทคะแนนของพรรคให้กับพรรคการเมืองอื่นในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.บุรีรัมย์นั้น ตนขอฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผิดหลักประชาธิปไตย ฝากบอกไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยว่า ควรเตือนให้สมาชิกระมัดระวังในการที่จะกล่าวหาผู้อื่นอย่างเลื่อนลอยด้วย เพราะการลงคะแนนของประชาชนมาจากความเป็นอิสระชนสามารถตัดสินใจเองได้ รวมถึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ระวังอย่าวิตกจริตมากเกินไป ตัวเองไม่ได้ ก็พาลหาเรื่องว่าพรรคอื่นเทคะแนนให้พรรคโน้นพรรคนี้

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนขอแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ไปหารือกันว่าจะวางสถานะตนเองอย่างไร เนื่องจากทั้งสองคนมีท่าทีขัดแย้งกัน โดยนายอภิสิทธิ์บกอกว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดี แต่นายสุเทพยังดึงดันอยู่ตลอดว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ขอให้ตกลงกันให้เรียบร้อย ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ เพราะขณะนี้ประชาชนในต่างจังหวัดเข้าใจว่าสาเหตุที่พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งความเป็นจริงเกิดจากเงื่อนระยะเวลา 30 วันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่หากประชาชนยังเข้าใจผิดในกรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามแม้ กกต.จะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดงกับพรรคพลังประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่เชื่อว่าคะแนนเสียงจะไม่เพิ่มไปทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสามารถทำได้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหลังวันที่ 22 ม.ค.ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐมนตรีกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการแถลงร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคพลังประชาชนกับ 5 พรรคพันธมิตร ในวันที่ 17 ม.ค. ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยิน แต่ยอมรับว่าวันนี้ฟุตบอลอยู่ในเท้าของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่จะเป็นผู้เตะบอล ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าจะหาเวลาคุยกับพรรคชาติไทยนั้น เรื่องนี้พรรคผู้ประสานของพรรคชาติไทยได้แจ้งให้พรรคพลังประชาชนทราบแล้ว ซึ่งไม่ได้กังวลว่าพรรคชาติไทยจะไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เห็นชอบหากให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตนขอปฏิเสธว่าไม่มีเรื่องนี้ พรรคพลังประชาชนยึดถือหลักการมาโดยตลอดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น

ด้านนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน อาจไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้มีข่าวปล่อยในลักษณะว่านายสมัครอาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าผู้ปล่อยข่าวต้องการให้พรรคพลังประชาชนเกิดความระแวงและขัดแย้งกันเอง และเท่าที่ทราบไม่มีความพยายามจากคนในพรรคที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวว่าที่นายกรัฐมนตรีแน่นอน เพราะทุกคนยอมรับว่า นายสมัครเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในสภาวะที่พรรคขาดผู้นำ กล้าเข้ามารับตำแหน่งในสภาวะที่พรรคพลังประชาชนต้องผจญกับอุปสรรคนานาประการ เมื่อพรรคได้รับการยอมรับจากประชาชนเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาอ้างเหตุว่านายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคไม่มีความเหมาะสมจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากใครได้เคยใกล้ชิดกับนายสมัครก็จะรู้ว่านายสมัครเป็นคนปากกับใจตรงกัน มีคุณวุฒิและวัยวุฒิ จิตใจดี

ขอขอบคุณ www.thaiinsider.info

จาก hi-thaksin

สุเทพย้ำลูกพรรคเลือกตั้งครั้งหน้าต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

เทพย้ำลูกพรรคเลือกตั้งหน้าต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว เลือกตั้งซ่อมต้องทวงคืนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 170 โดยเฉพาะเพชรบูรณ์-เสือเฒ่าเสนาะอย่าให้เสียปลุกระดมกำลังใจลูกพรรคทำงานหนัก เพื่อสร้างพรรคให้ยิ่งใหญ่

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการสัมมนา ส.ส.ของพรรคเป็นวันสุดท้าย โดยมีแกนนำพรรคและส.ส.มาร่วมงานอย่างคึกคัก ทั้งนี้ในช่วงเช้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรค และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ร่วมกันกล่าวบรรยายหัวข้อการร่วมมือกันสร้างพรรคให้ยิ่งใหญ่

โดยนายสุเทพ กล่าวตอนหนึ่งว่า การสร้างและพัฒนาพรรคประชาธิปัตย์ให้ยิ่งใหญ่ได้ ต้องถือเป็นภารกิจ ของสมาชิกทุกคนในพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นสถาบันการเมือง ที่มีสมาชิกพรรคทุกคนเป็นเจ้าของ ซึ่งการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงว่าจะมีผลต่ออนาคตของพรรค นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย ์ยังเป็นพรรคการเมืองเดียว ที่มีอุดมการณ์มั่นคงแน่วแน่ ดังนั้น สมาชิกพรรคจะต้องศึกษาอุดมการณ์ของพรรคให้เข้าถึงหัวใจ และต้องทำงาน ให้กับพรรคเพื่อพรรคมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น อย่าได้ทำตนเป็นเพียงแค่ผู้อาศัย

การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องทำความดีทุกวัน ต้องตระหนักว่าเราเป็นคนของประชาชน เป็นคนของสาธารณะ อยู่ในสายตาประชาชนตลอดเวลา ทำอะไรประชาชนจับตามอง นอกจากประพฤติดีแล้ว ต้องพูดดีและระมัดระวัง ถ้าไม่มั่นใจ ก็อย่าพูด เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและพรรคนายสุเทพ กล่าว

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงการตั้งเป้าการเลือกตั้งด้วยว่า ทุกคนต้องร่วมกันตั้งเป้าหมายว่า จะต้องชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ ต้องคิดถึงตัวเลข ส.ส.จำนวน 300 คน ซึ่งตนมั่นใจว่าทำได้แน่ ถ้าเริ่มทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่วันนี้ และหลังจากที่กกต.พิจารณาให้ใบเหลือง และใบแดง เสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกทุกคนต้องหารือกันแล้วว่าจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า จะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้การ ทำงาน ของพรรคมีความเข้มแข็ง

บทเรียนที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าพรรคทำงานได้ไม่ลึก หละหลวม มีช่องว่าง แต่โชคดีที่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็นโซน จึงทำให้เราทำได้กระชับขึ้น ดังนั้น คณะทำงานประจำโซนจะต้องทำงานร่วมกันอย่างแข็งแรง แต่การแบ่งโซนตามรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง อยากให้ทุกคนคิดหาทางปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์และทำให้เราทำงานการเมืองดีขึ้น เพื่อยึดพื้นที่ของเจ้าถิ่นมาให้เป็นของ พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ ของ เสือเฒ่าเสนาะ เทียนทองนายสุเทพ กล่าวและว่า อยากให้ส.ส.ใหม่ทุกคนไปช่วย รณรงค์หาเสียงในพื้นที่เลือกตั้งใหม่โดยให้ระบุว่าจังหวัด วันที่ รวมถึงแผนการหาเสียง โดยเราต้องยึดพื้นที่กลับมา ให้ได้ ซึ่งการทำให้ได้ส.ส.ถึง170 คนอย่างที่ตนประกาศไว้คงไม่ใช่เรื่องยาก และโดยเฉพาะจ.เพชรบูรณ์จะเสียไปไม่ได้

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ขอฝากภารกิจให้กับสมาชิก ทุกคนว่า 1.ต้องหาสมาชิกมาเพิ่มให้พรรคมีความเข้มแข็งและไม่ทับซ้อนกับพรรคอื่น เพราะสมาชิกพรรคตอนนี้ลดลงเหลือ 2.87 ล้านคนจากเดิม 4 ล้านกว่าคน เนื่องจาก กกต.ได้ตัดสมาชิกที่มีชื่อซ้ำซ้อนออกไป 2.เพิ่มสาขาพรรคให้กระจายทั่วภูมิภาค และพยายามทำสาขาพรรคให้เข้มแข็ง วันนี้เรามีสาขาทั้งหมด 195 แห่ง ซึ่งมีสาขาพรรคที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข 22 แห่ง รวมถึงควรทำให้สาขามีรากฐานที่เข้มแข็ง เพราะภาคใต้ที่สามารถมี ส.ส.มาก เนื่องจากรากฐานสาขาพรรคที่มีอยู่ 51สาขา และ 3.แสวงหาแนวร่วมทางการเมือง ชักชวนผู้ที่มีกำลังและฐานะทางเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วมในพรรค โดยน่าจะปรับให้มาหาผู้สนับสนุนรายย่อย 2,000-3,000 ราย เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้อาจจะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรค โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมคัดเลือกหัวหน้าพรรคหรือการกำหนดนโยบายสำคัญ ๆ

นายสุเทพ ยังกล่าวเตือน ส.ส.ทุกคนว่า ขอให้เตรียมตัวยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินภายใน 30 วันนับตั้งแต่ วันปฏิญาณตน และยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง โดยทุกคนอย่าชะล่าใจว่า จะไปยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็อาจถูกดำเนินการเอาผิดได้

ด้านนายถาวร กล่าวว่า ภาระงานยิ่งใหญ่ที่ส.ส.ใหม่ต้องทำคือสร้างแฟนพันธุ์แท้ ที่เป็นประชาชนที่นิยม ชื่นชอบพรรคอย่างแท้จริง ให้เกิดปีละอย่างต่ำ200 คน นอกจากนี้ต้องมีความสามัคคีและมีสปีริตเหมือนกับทีมฟุตบอล ที่ต้องลงสนามเพื่อเล่นคือสนามในสภาฯและสนามสื่อ ทั้งนี้จะต้องสร้างสร้างแนวทางนวัตกรรมแนวใหม่ หาวิธีดึงประชาชนเข้าร่วมกับพรรคโดยเฉพาะคนจนที่มีกว่า10 ล้านคนที่ต้องดึงเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับพรรค รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่กระจายงบประมาณร้อยละ 35 แต่ต้องมอบแนวคิดการสร้าง ชุมชน ให้เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาการเมืองอยู่ในที่มืด การผลิตนโยบาย ต้องเข้าถึงประชาชน เป็นนโยบายที่กินได้ และต้องเปิดโอกาส ให้คนจน และการคัดคนเข้าพรรค เป็นเรื่องสำคัญมาก แนวคิดการสร้างพรรค ให้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่อง ที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าทุกคนหล่อหลอมให้เป็นเอกภาพ พรรคก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ นายถาวร กล่าว

ขณะที่นายองอาจ กล่าวว่า การทำงานในสภาฯเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พรรคยิ่งใหญ่ได้ ทั้งนี้ การสื่อสารกับพี่น้องประชาชนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สื่อสารโดยตรง โดยตัวเราเอง หรือผ่านสื่อต่างๆ ที่ทำขึ้นมา เช่น ป้าย ใบปลิว ซึ่งเกือบจะตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน การสื่อสารไปยังประชาชนเราต้องคำนึงถึง เนื้อหาสาระ ระยะเวลาที่เหมาะสม และระดมวิธีการสื่อสารที่ดีที่สุด รวมทั้งเครื่องมือที่จะทำให้งานสำเร็จไปด้วย


รท.กุเทพ ยัน 'สมัคร 'ต้องได้เป็นนายกฯ

รท.กุเทพ ยัน 'สมัคร สุนทรเวช' ต้องได้เป็นนายกฯ หลังนำพาพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ไม่หวั่น กระแสหลายฝ่ายคัดค้านโยนบาปพรรคประชาธิปัตย์ สร้างปัญหาทำให้ขั้นตอนดำเนินการล่าช้า

รท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นำพาพรรคชนะ การเลือกตั้งซึ่งเป็นการยึดตามหลักการและไม่ได้สนใจแม้จะมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ต้องการนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะไม่ส่งผลว่าการหารือของพรรคชาติไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการหารือเพื่อเปลี่ยนขั้ว ทางการเมืองแต่เป็นเพียงบอกกล่าวว่าพรรคชาติไทย จะมาจัดตั้งรัฐบาลร่วม กับพรรคพลังประชาชนที่ขณะนี้ยืนยันว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอนโดยไม่มีปัญหาแต่ที่ผ่านมามีปัญหานั้นเป็น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความล่าช้าไม่ใช่เพราะการต่อรอง ตำแหน่งทางการเมือง พร้อมปฎิเสธ ไม่ทราบเรื่องว่าวันที่ 17 ม.ค. จะมีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินโดยเห็นว่าเป็นเรื่องของ 2 พรรคที่จะดำเนินการ

นอกจากนี้โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าวถึงการเข้าพบพนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. ของนายสมัครเมื่อช่วงเช้าว่าไปเป็นพยานให้กับนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าที่ส.ส.เขต 2จ.ยโสธรที่ถูกกล่าวหาว่าแจกซีดีในขณะที่นายสมัครลงพื้นที่หาเสียง


ตามหาคนหาย

ด้วยความสัตย์จริง มิได้ประชดประชัน หรือพูดให้ขบขันกันเล่น

ผมเป็นห่วงและเห็นใจ คุณสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง เป็นอย่างมาก ต่อกรณี สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือยืมตัว น.ส.กอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี

ผมเป็นห่วงคุณสดศรี เพราะเห็นอาการเครียดจนเก็บความรู้สึกไม่ได้ว่า มีความโกรธแค้นอย่างมากต่อผู้ที่ทำให้ลูกสาวคนเดียวของท่านมีความเจ็บปวดในครั้งนี้

ผมเป็นห่วงว่าคุณสดศรีจะโกรธ จะมีอารมณ์แค้น จะมีอคติ จนเก็บอาการไว้ไม่ได้ และจะส่งผลต่อการทำงานให้ความเป็นธรรมในการวินิจฉัยและรับรองผลการเลือกตั้ง จนขาดความเป็นกลาง และทำให้ประชาชนระแวงเคลือบแคลงสงสัยว่าไม่เที่ยงธรรม เพราะผูกใจเจ็บกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกสาวตัวเอง

เนื่องจากคุณสดศรีพูดผ่านสื่อมวลชนให้ได้ยินได้อ่านกันไปทั้งประเทศว่า หากไม่หยุดเล่นงานลูกสาวในเรื่องนี้ ผลลัพธ์หรือแรงสะท้อนจากคุณสดศรีก็อาจจะไปออกเป็นใบแดงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน

ผมฟังคุณสดศรีให้สัมภาษณ์แล้วก็ได้แต่เป็นห่วงและเห็นใจ เพราะ คุณสดศรีกำลังโกรธแค้นจนขาดสติ และกำลังแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายใครก็ไม่รู้ แต่จะไปลงโทษคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้ที่เคยเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาพึงกระทำเป็นแน่

ผมเป็นห่วงและเห็นใจ เพราะหลังจากคำพูดดังกล่าวนี้ของคุณสดศรีเผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ การทำงานของคุณสดศรีในฐานะ กกต. ก็จะถูกจับตามากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

หากมีใบแดงให้แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ทุกคนก็จะต้องเพ่งเล็งไปที่คุณสดศรี ว่าเป็นเพราะความโกรธแค้นเรื่องส่วนตัวหรือไม่ คุณสดศรีกำลังทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบาก และทำงานในฐานะ กกต. ยากขึ้น อีกทั้งทำให้ กกต. ทั้งองค์กร ได้รับผลกระทบด้านความน่าเชื่อถือในคำวินิจฉัยไปทั้งหมด

ผมไม่ติดใจอีกแล้วว่าหนังสือยืมตัวฉบับนี้ออกมาอย่างไร เบื้องหน้า เบื้องหลัง เป็นอย่างไร และทำไม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงขอยกเลิก หลังจากส่งหนังสือยืมตัวไปถึงประธานศาลฎีกาแล้ว เพราะว่าความจริงเท่าที่จะเปิดเผยได้ก็ปรากฏต่อสาธารณะครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว ส่วนความจริงที่เปิดเผยไม่ได้ และยังไม่ได้เปิดเผย ก็คงจะไม่ทำให้ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมาแล้วหดหายไป และมาเปลี่ยนสาระสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้นไปได้

ในฐานะคนไทยด้วยกัน ผมเห็นว่ากรณีนี้พอสมควรแก่เหตุแล้ว และไม่ควรจะรุกไล่ บีบคั้นต่อคุณสดศรีมากไปกว่านี้ แม้ว่าคุณสดศรีจะยังคงให้สัมภาษณ์กล่าวหาใครต่อใคร ด้วยความโกรธแค้น ไม่พอใจ อีกต่อไปก็ตาม

ผมอยากจะให้ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่อย่างคุณสดศรีบ้างว่า ทุกกิริยาอาการ และทุกคำพูดที่แสดงออกมา เป็นการแสดงออกของคนเป็นแม่ที่กำลังปกป้องลูกสาวไม่ให้ถูกทำร้าย และทำลายมากไปกว่านี้อีกแล้ว

หากเป็นผม มีลูกสาวที่มีความรู้ ความสามารถ และเก่งกาจอย่าง คุณกอนณา สัตยธรรม ที่มีอายุเพียง 27 ก็ได้เป็นผู้พิพากษาแล้ว ผมก็คงแสดงอาการปกป้องลูกสาวของผมไม่น้อยไปกว่าที่คุณสดศรีกระทำ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

คนที่ผมเห็นใจอย่างมากในกรณีนี้ก็คือ คุณสดศรี และคุณกอนณา ที่ตกเป็นเหยื่อของสังคม และตกเป็นขี้ปากการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนอย่างหนักหนาสาหัส จนคุณสดศรีก็ยอมรับว่าเครียดกันไปหมด และเครียดจนไม่อยากจะเป็น กกต. อีกแล้ว อยากจะลาออกจากการเป็น กกต.

เครียดจนไม่รู้ว่าจะหันไปทางไหน เพราะไม่รู้ว่าจะตอบโต้กับใคร เนื่องจากไม่รู้ว่ารบอยู่กับใคร เพราะ Hi-thaksin เป็นของใคร อยู่ที่ไหน ก็ไม่อาจจะรู้ได้

เครียดจนต้องออกมา ร้องเรียกถามหา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ว่าหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้าง และเจตนาที่ทำหนังสือยืมตัวลูกสาวมาทำงานหน้าห้องที่ทำเนียบรัฐบาลคืออะไรกันแน่

ทำไมต้องดึงคุณสดศรีและลูกสาวเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ประชาชนเห็นว่าเป็นพวกพ้องเดียวกับคุณสนธิด้วย

นี่คือคำถามของคุณสดศรี ที่ส่งผ่านสื่อมวลชนไปถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่จนป่านนี้ยังดำดินไม่โผล่ ยังไม่แสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคุณสดศรี และ คุณกอนณา สัตยธรรม

ความเสียหายที่ทำให้คุณกอนณาถูกสังคมหวาดระแวง และตั้งข้อสงสัยการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา

ความเสียหายที่ทำให้คุณสดศรีต้องถูกสังคมหวาดระแวงว่าเป็นพวกเดียวกับ พล.อ.สนธิ ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยความเป็นกลางในฐานะ กกต.

ความเสียหายที่คุณสดศรีและคุณกอนณาได้รับ ยังไม่ได้รับการเยียวยา ยังไม่ได้รับการปกป้อง ชดใช้ จากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และคุณสดศรีกำลังร้องเรียกหาอยู่

คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่กลายเป็นบุคคลสูญหายไร้ร่องรอย และไร้ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างสาหัส

เพราะเป็นห่วงและเห็นใจคุณสดศรีกับคุณกอนณาสองคนแม่ลูก ผมจึงขอร่วมด้วยช่วยเหลือ ประกาศตามหา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ให้มาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้อีกแรงหนึ่ง

"ใครพบเห็นอดีตนายทหารยศพลเอก ชื่อ สนธิ นามสกุล บุญยรัตกลิน ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รูปร่างสันทัด ผิวดำออกคล้ำ อายุ 60 ปีเศษ โปรดแจ้ง คุณสดศรี สัตยธรรม หรือนำตัวส่งที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง"


'กุเทพ' วอน'สุเทพ'หาจุดยืนให้ชัด ทำใจรับฝ่ายค้าน

'ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง' วอน 'สุเทพ เทือกสุบรรณ' หาจุดยืนให้ชัด เตรียมรับหน้าที่ฝ่ายค้าน ยืนยัน ไม่มีการเทคะแนนให้พรรคอื่นแน่นอน

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน วอน พรรคประชาธิปัตย์ หยุดแนวคิดที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผิดจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงท่าทีแล้วว่า จะเป็นฝ่ายค้านที่ดี พร้อมแนะให้ หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ควรไปหาจุดยืนร่วมกัน เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่สับสน ขณะยืนยัน พรรคไม่มีการเทคะแนนให้กับพรรคการเมืองอื่น หลังจากที่ พรรคพลังประชาชน ถูกใบแดงตามที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหา ซึ่งมองว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่วิตกจริตมากเกินไป

พร้อมกันนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้กล่าวขอบคุณประชาชน ที่เทคะแนนเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน ยกทีมในการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.นครราชสีมา และเชื่อว่า พรรคจะได้คะแนนเสียงจากประชาชนอีกครั้ง ในพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากโดนใบเหลืองพร้อมกล่าวขอบคุณ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ที่จัดการเลือกตั้งได้อย่างราบรื่น


Monday, January 14, 2008

พปช.ย้ำ‘สมัคร’เป็นนายกรัฐมนตรี

'กุเทพ' จวก ปชป. ระวังคำพูดและอย่าวิตกจริตยันยังเสนอชื่อ ‘สมัคร’ เป็นนายกรัฐมนตรี

เวลา 13.00 ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน( พปช.) กล่าวถึงกรณี นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ( ปชป.)กล่าวหาอดีตส.ส.บุรีรัมย์ เขต 1 ที่โดนใบแดงว่า สั่งให้ประชาชนไปเทเสียงให้กับพรรคอื่นว่า เป็นการพูดจาที่ไม่รับผิดชอบ เป็นการพูดที่ผิดกฏหมาย เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคปชป. ควรให้สมาชิกระมัดระวังในการที่จะกล่าวหาผู้อื่นอย่างเลื่อนลอย การลงคะแนนของประชาชนมากจากความเป็นอิสระชนสามารถตัดสินใจเองได้ พรรคประชาธิปัตย์ระวังอย่าวิตกจริตมากเกินไป ตัวเองไม่ได้ก็พาลหาเรื่องว่าพรรคอื่นเทคะแนนให้พรรคโน้นพรรคนี้

ร.ท.กุเทพ ยังกล่าวถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้แสดงท่าทียอมรับอย่างเป็นสุภาพบุรุษว่าจะเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน แต่ขัดแย้งกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ปชป.ที่พยายามดึงดันว่า ปชป.จะเป็นรัฐบาล ถ้าพปช.ไม่สามารถที่จะจัดตังรัฐบาลได้
การที่พรรคประชาธิปัตย์นำเรื่อง 12 ล้านเสียงมากล่าวอ้างอยู่บ่อยๆไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านคิดอะไรที่พูดถึงเสียงที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ที่เท่ากับพรรคพลังประชาชนคือ 12 ล้านเสียง ซึ่งเราไม่อยากให้เอาเสียงประชาชนมาอ้างไม่รู้ว่าเอาพูดเพราะอะไร เราไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดอะไรอยู่ที่พูดถึง 12 ล้านเสียง จึงอยากให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคได้คุยกันว่าปชป. จะมีจุดยืนอย่างไร

“ไม่แน่ใจว่า การที่พรรคปชป.พูดถึง 12 ล้านเสียง มากล่าวอ้างบ่อยขึ้นและบอกว่าการได้มาซึ่ง 12 ล้านเสียง เป็นเพราะนโยบายวาระประชาชน แต่ 12 ล้านเสียง ของพรรคพลังประชาชนเป็นเพราะอย่างอื่น อยากฝากไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า การพูดดังกล่าวเป็นการชี้ให้เห็นว่าการที่ พลังประชาชนได้ 12 ล้านเสียงนั้นมาจากเหตุผลอื่นไม่ใช่นโยบาย แต่ที่จริงแล้วประชาชนเข้าใจชัดเจนว่าเลือก พลังประชาชนเพราะนโยบาย จะเห็นว่าตอนดีเบตทางสถานีโทรทัศน์เรื่องเศรษฐกิจ ทุกคนเห็นว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชน อธิบายได้ชัดเจนกว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ฉะนั้นการนำคะแนนเสียงมาอวด เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ” ร.ท.กุเทพ กล่าว

ต่อข้อถามถึงสาเหตุที่พรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาลไม่ได้ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เกิดจากกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้และดูเหมือนว่าฉบับก่อนที่กำหนดว่า 1 เดือนหลังเลือกตั้งกกต.ต้องตรวจสอบให้เสร็จทันก่อนตั้งรัฐบาล

ส่วนสาเหตุที่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะมีการต่อรองตำแหน่งอยู่หรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นประเด็น ถ้าถึงวันที่ 22 แล้ว พ้นเงื่อนไข 1 เดือนแล้ววันรุ่งขึ้นท่านจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลเลย เพราะช่วงนี้ประเด็นส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องใบเหลือง ใบแดงมากกว่า พร้อมปฏิเสธที่จะมีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดินในวันที่ 17 ม.ค. เพราะทางพรรคไม่ได้มีการพูดคุยถึงความชัดเจนว่าจะต้องประกาศ

ทั้งนี้ร.ท.กุเทพ ยังได้ตอบถึงคำถามที่ว่ามีผู้ใหญ่เห็นชอบให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้นายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี ว่ามีการนำเรื่องนี้พูดกันในที่ประชุมพรรคหรือไม่ ในวันพรุ่งนี้ ว่า ไม่มีการหารือประเด็นนี้ เพราะเรายึดหลักการ ถ้าพรรคพลังประชาชนไม่ยึดหลักการก็ปั่นป่วนหมด เรายึดหลักการเหมือนเดิมว่าหัวหน้าพรรคจะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวขอบคุณ ชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่เลือกผู้สมัคร สส. พปช.กลับเข้ามายกทีมทั้งสามคน



พีทีวี นิวส์
14 มกราคม 2551 เวลา 14:34 น.

‘เชาวริน’จี้กกต.ย้าย2ข้าราชการออกจากพื้นที่เชียงราย

‘เชาวริน ลัทธิศักดิ์ศิริ’ ยื่นหนังสือกกต. ขอย้าย ผู้บังคับการตำรวจภูธร และรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคง เชียงราย หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวน‘ยงยุทธ’

วันนี้(14 ม.ค.) ที่ประชุม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้ใบเหลืองกับว่าที่ ส.ส.แพร่ เขต 1 พรรคพลังประชาชนอีก 3 คน อันประกอบด้วย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นางปานหทัย เสรีรักษ์ และ นายแพทย์นิยม วิวรรธนดิฐกุล โดยมีความผิดเกี่ยวกับการแจกเงินซื้อเสียง

นอกจากนี้ นายเชาวริน ลัทธิศักดิ์ศิริ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่ม7 พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางมายังสำนักงานกกต.เพื่อรอรับหนังสือขอย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงราย และรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.เชียงราย ออกจากพื้นที่กรณีวางตัวไม่เป็นกลาง ซึ่งหนังสือดังกล่าวถูกลงนามโดยนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน โดยระบุว่าจะนำไปยื่นให้กกต.ต่อไป สำหรับสาเหตุของการขอย้ายบุคคลดังกล่าวนั้น เนื่องจาก คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ลงพื้นที่สอบสวนและต้องสอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ภายใต้การควบคุมและอิทธิพลของพล.ต.ต.ทรงธรรม และรอง ผอ.กอ.รมน. จังหวัดเชียงราย จึงเกรงว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายเชาวริน กล่าวถึงสาเหตุที่คิดว่าบุคคลทั้ง 2 ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองว่า เห็นได้จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา นายไชยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้ออกมาแถลงโดยร้องห่มร้องไห้ขอความคุ้มครองเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ทั้งนี้เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการจัดฉาก อีกทั้งพรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีที่นายไชยวัฒน์อ้างว่าถูกข่มขู่ ทั้งนี้ตนจึงขอเรียกร้องให้มีการสืบสวนสอบสวนพยานทุกคนเพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่สอบสวนเพียงนายไชยวัฒน์คนเดียว

นอกจากนี้ นายเชาวริน ยังกล่าวอีกว่า นางยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน จะเดินทางมาดูซีดีซึ่งเป็นหลักฐานในวันที่ 15 มกราคมนี้.

พีทีวี นิวส์
14 มกราคม 2551 เวลา 14:07 น.

‘เพื่อแผ่นดิน’บุก กกต.แฉปชป.โกงเลือกตั้งจ.ตรัง

ผู้สมัครส..ส ระบบแบ่งเขต พรรคเพื่อแผ่นดิน เขต 1 จ.ตรัง ร้องเรียน กกต.จ.ตรังให้เพิกถอนสิทธิ์ว่าที่ ส.ส. ปชป.รวมทั้ง‘ชวน’ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ลั่นเตรียมเรียกค่าเสียหายจาก กกต.กลาง 100ล้าน

วันนี้(14 ม.ค) นายเอกรินทร์ นิลสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส. ระบบแบ่งเขต พรรคเพื่อแผ่นดิน เขต 1 จ.ตรัง ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประจำจ.ตรัง เพื่อเข้าร้องเรียนต่อ กกต.จังหวัดพร้อมภาพถ่ายกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

โดยนายนายเอกรินทร์ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้ กกต.จังหวัดตรัง เพิกถอนสิทธิ์ว่าที่ ส.ส. ทั้งระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกอบด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายแพทย์สุกิจ อัตโถปกรณ์และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ตนได้ ได้นำหลักฐานภาพถ่ายที่ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ทำเลียนแบบบัตรเลือกตั้งจริง ทั้งสีเหลืองและสีชมพูพร้อมกากากบาทหมายเลขของพรรค ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และเชื่อว่ามี กกต.บางคนรู้เห็นเป็นใจกับผู้สมัคร จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์รู้สีบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า และทำให้พรรคคู่แข่งเสียเปรียบในการแข่งขัน

พร้อมทั้งบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงในพื้นที่จ.ตรังด้วย ซึ่งหลักฐานทั้งหมด นายเอกรินทร์ ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.กลางแล้ว แต่หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.กลาง ก็จะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาทฐานทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และจะร้องต่อศาลปกครองด้วย ซึ่ง พ.ต.ต อุทัย บุญรอด หัวหน้างานสืบสวนสอบสวน กกต.จ.ตรังรับเรื่องไว้พิจารณา


พีทีวี นิวส์
14 มกราคม 2551 เวลา 13:40 น.

‘สมศักดิ์’ ปัดพูดคุยปชป.รอแถลงจุดยืนทางการเมืองก่อน

รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ระบุ 'นันทนา' ประท้วงกกต.ถือเป็นการแสดงออกส่วนตัวเมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ยัน ความสัมพันธ์ประชาธิปัตย์ยังดี แต่ขอคุยหลังแถลงจุดยืนทางการเมือง

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีจะมีการพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชนในวันที่ 15 มกราคม ว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะยังเป็นเรื่องอีกยาวไกล ส่วนกรณีนางนันทนา สงฆ์ประชา และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย ที่ถูกกกต.แจกใบแดงและกางมุ้งนอนประท้วง กกต.อยู่ที่ชั้นล่างอาคารศรีจุลทรัพย์ ตั้งแต่คืนวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา นั้นนายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นการแสดงออกที่นางนันทนามองว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้เรื่องของนางนันทนา ก็อยู่ที่การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะมีการพิจารณาใหม่อีกครั้ง ส่วนกรณีที่กกต.มีมติให้ใบเหลือง นายบัณฑูร เกียรติก้องชูชัย ว่าที่ส.ส.ชาติไทย เขต2 จังหวัดชัยภูมิ นั้นพรรคชาติไทยมั่นใจว่าจะได้ที่นั่งกลับคืนมาแน่นอน สำหรับกรณีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์นั้นยืนยันว่า ชาติไทยและประชาธิปัตย์ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หากจะมีการพูดคุยก็คงต้องรอให้ชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน แถลงจุดยืนทางการเมืองให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้นายสมศักดิ์ ปฎิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นกรณีที่มีกระแสข่าว คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะเข้าพบเพื่อพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก.

พีทีวี นิวส์
14 มกราคม 2551 เวลา 12:33 น.