คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)เพิ่มอีก 7 คน ซึ่งรวมถึงว่าที่ส.ส.3 คน ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา จากพรรคพลังประชาชน(พปช.)ที่มีการเลือกตั้งใหม่ไปเมื่อ 13 ม.ค.
การประกาศรับรองในวันนี้ ทำให้ขณะนี้กกต.ได้ประกาศรับรองว่าที่ส.ส.ไปแล้วรวม 431 คน จากทั้งหมด 480 คน
เอกสารเผยแพร่กกต.ระบุว่า วันนี้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ได้ลงนามในประกาศกกต.ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 7 คน โดยแบ่งเป็นจากพปช.จำนวน 4 คน, พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน
ขณะที่เมื่อ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา ซึ่งว่าที่ส.ส.ทั้ง 3 คนของพปช.ได้รับใบเหลืองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งวันนี้กกต.ก็ได้ประกาศรับรองแล้ว
กกต.จัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ที่ไม่ถูกร้องเรียนและไม่มีข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งไปแล้วจนถึงวันนี้ รวม 431 คน โดยยังเหลือส่วนที่ยังไม่ประกาศรับรองอีก 49 คน
ในจำนวนนี้เป็นผู้สมัคร ส.ส.จากพปช. มากที่สุด 39 คน, ปชป. 2 คน, ชาติไทย 3 คน,เพื่อแผ่นดิน 4 คน และมัชฌิมาธิปไตย 1 คน
ในส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรับรอง 49 คนดังกล่าว กกต.ให้ใบแดงแก่ว่าที่ส.ส.ไปแล้วรวม 7 คน จากพปช.รวม 4 คน ,พรรคชาติไทย 2 คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย 1 คน
ขณะที่ให้ใบเหลืองแก่ว่าที่ส.ส.ไปแล้ว 18 คน จากพปช.13 คน ,พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) 2 คน ,พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน และพรรคชาติไทย 1 คน
กกต.กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 ม.ค.สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.บุรีรัมย์ และเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ชัยภูมิ ส่วนจังหวัดอื่นๆ กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ม.ค.นี้
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การประชุมรัฐสภา ต้องมีจำนวนส.ส.ไม่น้อยกว่า 95% ของส.ส.ทั้งหมด หรือคิดเป็น 456 คน และภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง ส.ส.ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, January 15, 2008
กกต.รับรองส.ส.เพิ่ม7คน-ยอดรวมแตะ431คน
เงื่อนไขหน้าด้านๆของขันที
อย่างที่เคยบอกไว้เสมอว่า มีความพยายามที่จะเจรจากันมาหลายครั้ง ระหว่างผู้มีบารมีสี่เสา และ คุณทักษิณ ชินวัตร แต่จบลงด้วยความไม่ยินยอมของสี่เสา ที่ไม่คลายความกังวลว่าจะไม่มีการเช็คบิลเอาคืน
คำสั่งฟ้าผ่าปิด‘ทีไอทีวี’ล้มผังดูดช่อง11เสียบกลางดึก-ตั้ง5กก.ทีวีสาธารณะวันนี้
โพสต์ทูเดย์ — เที่ยงคืน 14 ม.ค. ปิดฉาก “ทีไอทีวี” หลังกฎหมายทีวีสาธารณะบังคับใช้ กรมประชาฯ เลิกผังเดิม รอคณะกรรมการฯ สานต่อ
นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 14 ม.ค. เป็นต้นไป จะยุติการออกอากาศ รายการเดิมทั้งหมดของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่มีผลบังคับ
ทั้งนี้ ทางสถานีจะนำรายการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาออกอากาศเป็นการชั่วคราว และรายการจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ มาออกอากาศแทน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจอมืด
สำหรับผังรายการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารชั่วคราว โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.มีมติแต่งตั้งกรรมการนโยบายชั่วคราวจำนวน 5 คนแล้ว ทางกรมประชาสัมพันธ์จะ ส่งมอบการดำเนินงานทุกอย่างให้คณะกรรมการฯ ทันที
สำหรับเรื่องการรับพนักงาน ทีไอทีวีเดิมที่มีอยู่กว่า 800 คน ต้องขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารชั่วคราวว่าจะรับกลับมาทำงานหรือไม่
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นสถานีทีวีสาธารณะ กล่าวว่า จะนำรายชื่อ 5 คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (15 ม.ค. 2551) ภายหลัง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ มี ผลบังคับใช้ สำหรับพนักงานทีไอทีวีกว่า 800 คน ทางคณะกรรมการบริหารชั่วคราวจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับเข้าทำงานกับทีวีสาธารณะหรือไม่
“นี้เป็นแค่การเตรียมการเท่านั้น อย่าตีตนไปก่อนไข้” คุณหญิงทิพาวดี กล่าว
ด้านบรรยากาศที่สถานีทีไอทีวีหลังจากได้รับหนังสือแจ้งการงดออกอากาศจากกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 14 ม.ค. ให้งดออกอากาศเวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ม.ค. ภายในสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีพนักงานหลายร้อยคนเข้ามารวมตัวกันเพื่อ ดูทิศทางว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร และบางส่วนเก็บข้าวของกลับบ้าน ทั้งนี้พนักงานได้ใช้รายการฮอตนิวส์ รายการข่าวภาคค่ำ ช่วงท้ายรายการประกาศอำลาผู้ชมรายการ
นายอัชา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ได้พยายาม มาคุยกับพนักงานทุกคนว่าให้ทุกคนมาทำงานตามปกติ โดยให้เหตุผลว่า จะยึดมั่นในสัญญาจ้างเดิม และได้นัดรวมตัวกันในวันที่ 15 ม.ค. นี้
ในวันนี้ พนักงานทีไอทีวีจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม
อำนาจอธิปไตย [15 ม.ค. 51 - 19:13]
ระยะนี้ในแวดวงนักวิชาการสายนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต่างก็ถกเถียงกันว่า การออกมาให้ ใบแดงของ กกต.หรือการสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือ การวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง จะเป็นการใช้อำนาจข้อกฎหมาย ที่เกินขอบเขตหรือไม่
เป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประชาชนหรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบเป็นกรณีศึกษา จากการเมืองในต่างประเทศ ที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว จะระมัดระวังในเรื่องการกระทบกระทั่งอำนาจอธิปไตยของประชาชนมาก
ยกตัวอย่างคดี วอเตอร์เกท Watergate Scandal อันอื้อฉาวที่ทำเอารัฐบาล ของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน สั่นคลอนแทบไปไม่รอด
ประเด็นหนึ่งก็มาจากการ ใช้อำนาจบริหารกับการตรวจสอบจากฝ่ายอัยการ ขณะนั้นประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยสั่งให้อัยการสูงสุด ตั้งอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนคดีวอเตอร์เกทโดยเฉพาะก็ตามทีเถอะ
แต่ก็ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีอีกนั่นแหละสั่งปลดอัยการพิเศษ ในเวลาต่อมาจนทำให้อัยการสูงสุดไม่พอใจตัดสินใจลาออก นิกสัน พยายามแก้เกมด้วยการ ตั้งอัยการพิเศษขึ้นมาใหม่ โดยให้อำนาจการถอดถอนอัยการพิเศษโดยวุฒิสภาเท่านั้น
แต่ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อน้ำยาอยู่ดีออกมาประท้วงกันวุ่นวาย สุดท้ายนิกสันก็อยู่ไม่ได้ เข้าใจว่าช่วงนั้นชาวบ้านจะอยู่ข้างอำนาจการตรวจสอบของอัยการพิเศษมากกว่า
จนในที่สุดอัยการพิเศษก็ได้เป็นอิสระกลายเป็นอัยการอิสระในสมัยที่ จิมมี่ คาร์เตอร์ เป็นประธานาธิบดี แยกออกมาจากฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง
ซึ่งอัยการอิสระที่เป็นหน่วยงานพิเศษก็ได้พยายามทำงานให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ ทำหน้าที่ตรวจแหลก อาทิสมัยประธานาธิบดี เรแกน และประธานาธิบดี คลินตัน ได้ถูกอัยการพิเศษตรวจสอบถึง 7 ครั้ง ภายใน 5 ปี ไม่เป็นอันทำงานทำการ
เรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายบริหาร
ต่อมาก็เกิดข้อถกเถียงกันอีกว่า พ.ร.บ.อัยการอิสระนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะรุกล้ำเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ในที่สุดศาลฎีกาแห่งสหรัฐฯ ได้ตัดสินเรื่องนี้โดยเห็นว่า การตั้งอัยการอิสระนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งแยกอำนาจแต่อย่างใด
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏระหว่างการใช้อำนาจของ ฝ่ายบริหารและอำนาจของอัยการอิสระ คือพยายามที่จะไม่ให้กระทบถึง อำนาจอธิปไตย ของคนสหรัฐฯ
ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
ไม่มีเรื่องของการยุบพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อำนาจทางกฎหมายจะสอบสวนอย่างไร ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ตัวบุคคลจะใหญ่ขนาดไหน เป็นแกนนำระดับไหนของพรรค ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล
เพราะเขาถือว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่.
“หมัดเหล็ก”
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
จุดสมานฉันท์ [15 ม.ค. 51 - 18:52]
เหมือนจะมีสัญญาณดีจากทั้ง 2 ฝ่ายที่จะเล่นบทสมานฉันท์ เมื่อคมช.โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และรองประธานคมช.บอกว่ายินดี หากจะมีการพูดคุยกันระหว่าง คมช.กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือทุกฝ่าย
“น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าพูดคุยกันได้”
แต่นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของคมช.แล้วก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ก็คงจะหมายความว่าพร้อมเจรจาพูดคุยกันเพื่อ “สมานฉันท์”
คดีความต่างๆต้องไปว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม เรียกว่าแยก 2 ส่วนให้ออกจากกันมิฉะนั้นจะสมานฉันท์ปนเปกันไปหมด
ในความเป็นจริงทางการเมืองหรือบ้านเมืองทุกวันนี้สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ของสังคม และปริวิตกกันว่าจะทำให้บ้านเมืองพินาศได้และยังมีการร่ำๆไปถึงว่าประเทศไทย มีขีดอันตรายไม่ต่างไปจาก “อิรัก”
ครับ...มองอย่างนั้นมันก็เกินไป ประเทศไทย-คนไทยไม่ได้ป่าเถื่อนถึงขนาดนั้น ไม่นิยมการฆ่าฟันกันด้วยความเชื่อหรือความรุนแรงที่ต้องล้มตายเป็นเบือทุกๆวัน นักวิเคราะห์สำนักนี้ที่เอาเมืองไทยไปเปรียบอิรักอย่างนั้น
มันน่าจะ “เพี้ยน” มากกว่า
จริงๆแล้วคนไทยนั้นมีจิตใจดีงาม ไม่ชอบปะทะขัดแย้งอยู่แล้วในพื้นที่ โดยเฉพาะการมีศาสนาพุทธกำกับก็เลยอยู่กันมาได้ทุกวันนี้โดยไม่ต้องไปรบรา ฆ่าฟันกันอย่างตะวันออกกลางหรือความพยายามของชาติตะวันตกที่จะเข้ามา มีอิทธิพลครอบงำไปทั่วโลก
ตะวันออกกลางก็ตกเป็นเหยื่อฆ่ากันเองไม่จบสิ้น
เหนืออื่นใดในทางการเมืองความขัดแย้งย่อมเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าต้องอยู่ในระดับ ที่มีเหตุมีผล ดังนั้นในสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันการหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาพูดคุย และยุติความขัดแย้ง ระดับชาติลงได้...ก็น่าจะคิดและช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏ
จริงๆแล้วสถานการณ์ของคมช.และกลุ่มอำนาจเก่าโดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็คงจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก
วันนี้คมช.ยอมรับความจริงแล้วว่าจากการยึดอำนาจด้วยการใช้กำลังและตั้งรัฐบาล ชั่วคราวบริหารประเทศ 1 ปีกว่าไม่ประสบสำเร็จ ไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหา ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ บันได 4 ขั้น 5 ขั้นมันก็เป็นภาพลวงตาแค่นั้นเอง
ทำไปทำมาก็ทำได้แค่ทำให้ “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ ถูกดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์ และกำลังจะวนกลับมาสู่ที่เก่าในประเทศไทย
สถานการณ์ต่างๆพลิกกลับมาสู่รูปแบบเดิมซึ่งก็คงจะแน่นอนแล้วว่ากลุ่มอำนาจเก่า คงจะได้อำนาจทางการเมืองคืนกลับไปเพราะได้รับการเลือกตั้งชนะคู่แข่ง แม้จะแปลงร่างจากไทยรักไทยมาเป็นพลังประชาชนก็ตาม
คมช.คงต้องคิดหนักเหมือนกันว่าจะถูก “เช็กบิล” ย้อนหลังหรือเปล่า หรือพ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องคิดเช่นกันว่าหากกลับเมืองไทยในท่ามกลางความขัดแย้ง ที่ยังดำรงอยู่จะคุ้มหรือไม่เพราะเดิมพันของ “ทักษิณ” นั้นสูงพอสมควร
ไม่ใช่แค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น
แต่มันหมายถึงคดีอาญาคดีทางการเมือง และทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่ถูกยึดอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาลมีอำนาจรัฐแต่การจะต่อสู้ในเรื่องนี้คงไม่สามารถ ใช้อำนาจทางการเมืองได้เพียงอย่างเดียว
หากไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง “หลัก” ได้มันก็เป็นตัวถ่วงในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
พูดง่ายๆ “ทักษิณ” กับคมช.คงตกที่นั่งไม่ต่างกัน ดังนั้นการจูนเครื่องเข้าหากันคงเป็นทางออกที่จะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย.
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
เขารุกคืบไปไกลแล้ว [15 ม.ค. 51 - 03:07]
ไม่มีรายการล็อกถล่มให้ตื่นเต้น ประเดิมสนามแรกเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครราชสีมา คนของพรรคพลังประชาชนยกทีมเข้าวินแบบม้วนเดียวจบ
ย้ำชัยชนะเป็นรอบที่สอง
เป็นไปตามที่เซียนเลือกตั้งคาดการณ์ล่วงหน้า โดยกระแสนาทีนี้ ใบเหลืองในภาคอีสานกับภาคเหนือไม่น่ามีผลต่อจำนวนที่นั่งของพรรคพลังประชาชน
เลือกเมื่อไหร่ก็ได้อีก
และก็เป็นอะไรที่ปิดประตูแต้มไหลไปอยู่ขั้วตรงข้าม เพราะคิวนี้ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนได้คะแนนขึ้นไปหลัก 8 หมื่นถึง 9 หมื่นแต้ม ในขณะที่คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อคือ คนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ไปหลัก 6 หมื่นเสียง ลุ้นกันอยู่ในหมู่พันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลที่ประกาศล็อกแขนกันแล้ว
ปล่อยให้คู่แข่งต่างขั้วอย่างพรรคประชาธิปัตย์ป้วนเปี้ยนอยู่แค่หลักพันคะแนน
และหากประเมินกันตามแนวโน้มนี้ พื้นที่เลือกซ่อมใบเหลืองในภาคอีสานกับภาคเหนือ ไม่มีผลต่อตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน อย่างไรเสีย จำนวนที่นั่งก็ยังวนเวียนอยู่ในหมู่พันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลที่แตะมือกันไว้
แต้มพลิก สวิงขั้วยาก
เผลอๆพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละที่อาจจะลดตัวเลขลงไป เพราะโดยทำเล จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ถือเป็นพื้นที่เขตรอยต่อภาคอีสานกับเหนือ
เจอทัพใหญ่ค่ายพลังประชาชนโหมโรงเข้าตี หืดขึ้นคอแน่
และเหมือนจะยอมรับสภาพกันโดยปริยาย แม้ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะยังคงแอบลุ้นลึกๆในการแย่งจัดรัฐบาล
ออกแนวคุยข่มคู่ต่อสู้ ปลอบขวัญตัวเอง
“อย่าเพิ่งมองไปไกลว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากยังมีเวลาเหลืออยู่และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ พรรคพลังประชาชนหมิ่นเหม่ที่จะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และถึงวันนั้นสถานะของพรรคพลังประชาชนอาจจะหมดไปก็เป็นได้”
หมดลุ้นปั่นตัวเลข ส.ส.แข่ง
หันไปตั้งหน้าตั้งตาลุ้นคิวยุบพรรคพลังประชาชน ยุให้โละให้ได้
พร้อมๆกับการเริ่มขยับเดินสายของนายไทกร พลสุวรรณ อดีตลูกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีบทบาทสำคัญเป็นหนึ่งในทีมโค่นล้มพรรคไทยรักไทยในคดียุบพรรค
เปิดเกมแจ้งความร้องทุกข์นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ไล่บี้ให้โมฆะ
ตัวละครหน้าเก่าๆในฉากล่มพรรคไทยรักไทย เริ่มปรากฏโฉมในเกมยุบพรรคภาคสอง
แต่มาถึงนาทีนี้ดูเหมือนว่า ความหวังที่จะพลิกเกมจัดรัฐบาลแข่ง จะเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆของ “เทพเทือก”
ยังไม่ตื่นอยู่คนเดียว
ล่าสุดกระแสความเคลื่อนไหวภายในของพรรคพลังประชาชนก้าวไปไกลถึงขั้นชูเงื่อนไขนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช”
เพื่อแลกกับไฟเขียวจากผู้ใหญ่ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาล
คืบหน้าไปถึงขั้นที่มีชื่อของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก โผล่มาจองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามข้อเสนอของกองทัพ
ยื่นหมู ยื่นแมวกันแล้ว
โดยกระแสมีมูลแค่ไหน ในกรณีของนายสมัคร ณ วันนี้ยังเป็นแค่กระแสข่าวลือ ที่ต่างฝ่ายต่างปล่อย โดยเฉพาะคิวของพวกยัดไส้ “เจ๊” ในพรรคพลังประชาชน แอบไปแตะมือกับคนตัวเตี้ยๆที่ลุ้นเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีส้มหล่น
เปิดเกมแทงหลัง เตะตัดขา “ป๋าหมัก”
แต่กรณีของ พล.อ.ประวิตร วงในพูดถึงกันมาเป็นเดือนๆ
ไม่ได้มาแบบลอยๆ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในฐานะเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯ ทหารเสือราชินีรุ่นพี่ คนที่วางเส้นทางให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จนไต่ขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในตำแหน่งจ่าฝูง ทบ.
ตามรูปการณ์แล้ว เป็นไปได้สูง ถ้ามีการยอมรับเงื่อนไขเกมคานอำนาจ
ถอยคนละก้าว พบกันครึ่งทาง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
จับตา ครม.ตั้ง กก.ชั่วคราว 5 คน คุมทีวีสาธารณะช่วงเปลี่ยนผ่าน [15 ม.ค. 51 - 06:49]
หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้ปิดฉากตั้งแต่เวลา 24.00 น.เศษเมื่อคืนวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมเป็นต้นไปนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีมาเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกในประเทศไทยนั้น ในบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติดังกล่าว ระบุว่า ในระยะเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวไปก่อน จนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายที่มาจากการสรรหาตามกฎหมายจำนวน 9 คนภายในระยะเวลาไม่เกิน 180 คน โดยคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวนี้ มีอำนาจแต่งตั้งผู้อำนวยการขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีผู้อำนวยการที่คณะกรรมการนโยบายตามกฎหมายแต่งตั้งใหม่ แต่ไม่เกิน 120 วันหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ได้รับการแต่งตั้ง
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในการประชุม ครม. วันนี้ (15 ม.ค.) คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวขององค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะจำนวน 5 คน ได้แก่ นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิชาติ ทองอยู่ เลขาธิการมูลนิธิสวัสดี และนักวิชาการอิสระ นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนกรณี นายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข่าวว่าจะได้รับการเสนอชื่อด้วยนั้น ได้มีการท้วงติงว่าอาจไม่เหมาะสม เพราะนายไชยา มีส่วนได้เสียในบริษัทผู้ผลิตรายการป้อนให้กับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ดังนั้น ชื่อของนายไชยา อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นนายสมเกียรติ อ่อนวิมล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตผู้บริหารฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง ส่วนการแต่งตั้งผู้อำนวยการทำหน้าที่ชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น คาดว่าคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวจะแต่งตั้งนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการคณะกรรมการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการ ตามร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ที่มีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธาน
สำหรับข้อกล่าวหาจาก กลุ่มพนักงานทีไอทีวีเดิมที่ว่า คณะกรรมการเตรียมความพร้อมดังกล่าว ได้จัดผังรายการของสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งใหม่เรียบร้อยแล้วนั้น แหล่งข่าวระดับสูงจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดนี้ ยังไม่เคยจัดทำผังรายการใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงการพูดถึงรูปแบบของรายการที่ควรจะมีออกอากาศในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ และทำเป็นข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเท่านั้น อำนาจในการกำหนดผังรายการที่แท้จริง เป็นของคณะกรรมการนโยบายเท่านั้น การกล่าวหาดังกล่าว จึงปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง ส่วนคณะกรรมการเตรียมความพร้อมคนใด จะไปทดลองออกแบบผังรายการเพื่อนำไปให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น ก็น้องเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการคนนั้น
'อย่าวิตกจริตมากไป' มากล่าวหาเทคะแนน ซัดปชป.พาลหาเรื่อง ชูหมักปาก-ใจตรงกัน
'พปช.' ยั๊วะ 'ปชป.' ปากพล่อย กล่าวหาเลื่อนลอย เตือนอย่าวิตกจริตมากไป ที่ตัวเองไม่ได้ ก็พาลหาเรื่องพรรคอื่น แขวะ 'มาร์ค-เทพ' ไปคุยกันให้รู้เรื่องว่ามีจุดยืนอย่างไรกันแน่ 'วิเชษฐ์' เชื่อ 'ลุงหมัก' มีคุณวุฒิ-วัยวุฒิ-ปากกับใจตรงกัน เหมาะนั่งเก้าอี้ 'นายกฯ'
วันที่ 14 ม.ค. 2551 เวลา 12.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงขอบคุณประชาชนจ.นครราชสีมา ที่ให้ความไว้วางใจเลือกผู้สมัครส.ส.ของพรรคอีกครั้งในการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมแสดงมั่นใจว่าการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งต่างๆจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันนี้
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุในทำนองว่าพรรคพลังประชาชนจะเทคะแนนของพรรคให้กับพรรคการเมืองอื่นในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.บุรีรัมย์นั้น ตนขอฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผิดหลักประชาธิปไตย ฝากบอกไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยว่า ควรเตือนให้สมาชิกระมัดระวังในการที่จะกล่าวหาผู้อื่นอย่างเลื่อนลอยด้วย เพราะการลงคะแนนของประชาชนมาจากความเป็นอิสระชนสามารถตัดสินใจเองได้ รวมถึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ระวังอย่าวิตกจริตมากเกินไป ตัวเองไม่ได้ ก็พาลหาเรื่องว่าพรรคอื่นเทคะแนนให้พรรคโน้นพรรคนี้
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนขอแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ไปหารือกันว่าจะวางสถานะตนเองอย่างไร เนื่องจากทั้งสองคนมีท่าทีขัดแย้งกัน โดยนายอภิสิทธิ์บกอกว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดี แต่นายสุเทพยังดึงดันอยู่ตลอดว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ขอให้ตกลงกันให้เรียบร้อย ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ เพราะขณะนี้ประชาชนในต่างจังหวัดเข้าใจว่าสาเหตุที่พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งความเป็นจริงเกิดจากเงื่อนระยะเวลา 30 วันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่หากประชาชนยังเข้าใจผิดในกรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามแม้ กกต.จะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดงกับพรรคพลังประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่เชื่อว่าคะแนนเสียงจะไม่เพิ่มไปทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสามารถทำได้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหลังวันที่ 22 ม.ค.ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐมนตรีกัน
เมื่อถามถึงกระแสข่าวการแถลงร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคพลังประชาชนกับ 5 พรรคพันธมิตร ในวันที่ 17 ม.ค. ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยิน แต่ยอมรับว่าวันนี้ฟุตบอลอยู่ในเท้าของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่จะเป็นผู้เตะบอล ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าจะหาเวลาคุยกับพรรคชาติไทยนั้น เรื่องนี้พรรคผู้ประสานของพรรคชาติไทยได้แจ้งให้พรรคพลังประชาชนทราบแล้ว ซึ่งไม่ได้กังวลว่าพรรคชาติไทยจะไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เห็นชอบหากให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตนขอปฏิเสธว่าไม่มีเรื่องนี้ พรรคพลังประชาชนยึดถือหลักการมาโดยตลอดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น
ด้านนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน อาจไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้มีข่าวปล่อยในลักษณะว่านายสมัครอาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าผู้ปล่อยข่าวต้องการให้พรรคพลังประชาชนเกิดความระแวงและขัดแย้งกันเอง และเท่าที่ทราบไม่มีความพยายามจากคนในพรรคที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวว่าที่นายกรัฐมนตรีแน่นอน เพราะทุกคนยอมรับว่า นายสมัครเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในสภาวะที่พรรคขาดผู้นำ กล้าเข้ามารับตำแหน่งในสภาวะที่พรรคพลังประชาชนต้องผจญกับอุปสรรคนานาประการ เมื่อพรรคได้รับการยอมรับจากประชาชนเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาอ้างเหตุว่านายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคไม่มีความเหมาะสมจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากใครได้เคยใกล้ชิดกับนายสมัครก็จะรู้ว่านายสมัครเป็นคนปากกับใจตรงกัน มีคุณวุฒิและวัยวุฒิ จิตใจดี
ขอขอบคุณ www.thaiinsider.info
จาก hi-thaksin
สุเทพย้ำลูกพรรคเลือกตั้งครั้งหน้าต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
เทพย้ำลูกพรรคเลือกตั้งหน้าต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว เลือกตั้งซ่อมต้องทวงคืนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 170 โดยเฉพาะเพชรบูรณ์-เสือเฒ่าเสนาะอย่าให้เสียปลุกระดมกำลังใจลูกพรรคทำงานหนัก เพื่อสร้างพรรคให้ยิ่งใหญ่
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการสัมมนา ส.ส.ของพรรคเป็นวันสุดท้าย โดยมีแกนนำพรรคและส.ส.มาร่วมงานอย่างคึกคัก ทั้งนี้ในช่วงเช้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรค และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ร่วมกันกล่าวบรรยายหัวข้อการร่วมมือกันสร้างพรรคให้ยิ่งใหญ่
โดยนายสุเทพ กล่าวตอนหนึ่งว่า การสร้างและพัฒนาพรรคประชาธิปัตย์ให้ยิ่งใหญ่ได้ ต้องถือเป็นภารกิจ ของสมาชิกทุกคนในพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นสถาบันการเมือง ที่มีสมาชิกพรรคทุกคนเป็นเจ้าของ ซึ่งการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงว่าจะมีผลต่ออนาคตของพรรค นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย ์ยังเป็นพรรคการเมืองเดียว ที่มีอุดมการณ์มั่นคงแน่วแน่ ดังนั้น สมาชิกพรรคจะต้องศึกษาอุดมการณ์ของพรรคให้เข้าถึงหัวใจ และต้องทำงาน ให้กับพรรคเพื่อพรรคมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น อย่าได้ทำตนเป็นเพียงแค่ผู้อาศัย
การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องทำความดีทุกวัน ต้องตระหนักว่าเราเป็นคนของประชาชน เป็นคนของสาธารณะ อยู่ในสายตาประชาชนตลอดเวลา ทำอะไรประชาชนจับตามอง นอกจากประพฤติดีแล้ว ต้องพูดดีและระมัดระวัง ถ้าไม่มั่นใจ ก็อย่าพูด เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและพรรคนายสุเทพ กล่าว
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงการตั้งเป้าการเลือกตั้งด้วยว่า ทุกคนต้องร่วมกันตั้งเป้าหมายว่า จะต้องชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ ต้องคิดถึงตัวเลข ส.ส.จำนวน 300 คน ซึ่งตนมั่นใจว่าทำได้แน่ ถ้าเริ่มทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่วันนี้ และหลังจากที่กกต.พิจารณาให้ใบเหลือง และใบแดง เสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกทุกคนต้องหารือกันแล้วว่าจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า จะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้การ ทำงาน ของพรรคมีความเข้มแข็ง
บทเรียนที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าพรรคทำงานได้ไม่ลึก หละหลวม มีช่องว่าง แต่โชคดีที่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็นโซน จึงทำให้เราทำได้กระชับขึ้น ดังนั้น คณะทำงานประจำโซนจะต้องทำงานร่วมกันอย่างแข็งแรง แต่การแบ่งโซนตามรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง อยากให้ทุกคนคิดหาทางปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์และทำให้เราทำงานการเมืองดีขึ้น เพื่อยึดพื้นที่ของเจ้าถิ่นมาให้เป็นของ พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ ของ เสือเฒ่าเสนาะ เทียนทองนายสุเทพ กล่าวและว่า อยากให้ส.ส.ใหม่ทุกคนไปช่วย รณรงค์หาเสียงในพื้นที่เลือกตั้งใหม่โดยให้ระบุว่าจังหวัด วันที่ รวมถึงแผนการหาเสียง โดยเราต้องยึดพื้นที่กลับมา ให้ได้ ซึ่งการทำให้ได้ส.ส.ถึง170 คนอย่างที่ตนประกาศไว้คงไม่ใช่เรื่องยาก และโดยเฉพาะจ.เพชรบูรณ์จะเสียไปไม่ได้
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ขอฝากภารกิจให้กับสมาชิก ทุกคนว่า 1.ต้องหาสมาชิกมาเพิ่มให้พรรคมีความเข้มแข็งและไม่ทับซ้อนกับพรรคอื่น เพราะสมาชิกพรรคตอนนี้ลดลงเหลือ 2.87 ล้านคนจากเดิม 4 ล้านกว่าคน เนื่องจาก กกต.ได้ตัดสมาชิกที่มีชื่อซ้ำซ้อนออกไป 2.เพิ่มสาขาพรรคให้กระจายทั่วภูมิภาค และพยายามทำสาขาพรรคให้เข้มแข็ง วันนี้เรามีสาขาทั้งหมด 195 แห่ง ซึ่งมีสาขาพรรคที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข 22 แห่ง รวมถึงควรทำให้สาขามีรากฐานที่เข้มแข็ง เพราะภาคใต้ที่สามารถมี ส.ส.มาก เนื่องจากรากฐานสาขาพรรคที่มีอยู่ 51สาขา และ 3.แสวงหาแนวร่วมทางการเมือง ชักชวนผู้ที่มีกำลังและฐานะทางเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วมในพรรค โดยน่าจะปรับให้มาหาผู้สนับสนุนรายย่อย 2,000-3,000 ราย เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้อาจจะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับพรรค โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมคัดเลือกหัวหน้าพรรคหรือการกำหนดนโยบายสำคัญ ๆ
นายสุเทพ ยังกล่าวเตือน ส.ส.ทุกคนว่า ขอให้เตรียมตัวยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินภายใน 30 วันนับตั้งแต่ วันปฏิญาณตน และยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง โดยทุกคนอย่าชะล่าใจว่า จะไปยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็อาจถูกดำเนินการเอาผิดได้
ด้านนายถาวร กล่าวว่า ภาระงานยิ่งใหญ่ที่ส.ส.ใหม่ต้องทำคือสร้างแฟนพันธุ์แท้ ที่เป็นประชาชนที่นิยม ชื่นชอบพรรคอย่างแท้จริง ให้เกิดปีละอย่างต่ำ200 คน นอกจากนี้ต้องมีความสามัคคีและมีสปีริตเหมือนกับทีมฟุตบอล ที่ต้องลงสนามเพื่อเล่นคือสนามในสภาฯและสนามสื่อ ทั้งนี้จะต้องสร้างสร้างแนวทางนวัตกรรมแนวใหม่ หาวิธีดึงประชาชนเข้าร่วมกับพรรคโดยเฉพาะคนจนที่มีกว่า10 ล้านคนที่ต้องดึงเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับพรรค รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่กระจายงบประมาณร้อยละ 35 แต่ต้องมอบแนวคิดการสร้าง ชุมชน ให้เกิดขึ้น
ที่ผ่านมาการเมืองอยู่ในที่มืด การผลิตนโยบาย ต้องเข้าถึงประชาชน เป็นนโยบายที่กินได้ และต้องเปิดโอกาส ให้คนจน และการคัดคนเข้าพรรค เป็นเรื่องสำคัญมาก แนวคิดการสร้างพรรค ให้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่อง ที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าทุกคนหล่อหลอมให้เป็นเอกภาพ พรรคก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ นายถาวร กล่าว
ขณะที่นายองอาจ กล่าวว่า การทำงานในสภาฯเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พรรคยิ่งใหญ่ได้ ทั้งนี้ การสื่อสารกับพี่น้องประชาชนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สื่อสารโดยตรง โดยตัวเราเอง หรือผ่านสื่อต่างๆ ที่ทำขึ้นมา เช่น ป้าย ใบปลิว ซึ่งเกือบจะตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน การสื่อสารไปยังประชาชนเราต้องคำนึงถึง เนื้อหาสาระ ระยะเวลาที่เหมาะสม และระดมวิธีการสื่อสารที่ดีที่สุด รวมทั้งเครื่องมือที่จะทำให้งานสำเร็จไปด้วย
รท.กุเทพ ยัน 'สมัคร 'ต้องได้เป็นนายกฯ
รท.กุเทพ ยัน 'สมัคร สุนทรเวช' ต้องได้เป็นนายกฯ หลังนำพาพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ไม่หวั่น กระแสหลายฝ่ายคัดค้านโยนบาปพรรคประชาธิปัตย์ สร้างปัญหาทำให้ขั้นตอนดำเนินการล่าช้า
รท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นำพาพรรคชนะ การเลือกตั้งซึ่งเป็นการยึดตามหลักการและไม่ได้สนใจแม้จะมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ต้องการนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะไม่ส่งผลว่าการหารือของพรรคชาติไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการหารือเพื่อเปลี่ยนขั้ว ทางการเมืองแต่เป็นเพียงบอกกล่าวว่าพรรคชาติไทย จะมาจัดตั้งรัฐบาลร่วม กับพรรคพลังประชาชนที่ขณะนี้ยืนยันว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอนโดยไม่มีปัญหาแต่ที่ผ่านมามีปัญหานั้นเป็น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความล่าช้าไม่ใช่เพราะการต่อรอง ตำแหน่งทางการเมือง พร้อมปฎิเสธ ไม่ทราบเรื่องว่าวันที่ 17 ม.ค. จะมีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินโดยเห็นว่าเป็นเรื่องของ 2 พรรคที่จะดำเนินการ
นอกจากนี้โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าวถึงการเข้าพบพนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. ของนายสมัครเมื่อช่วงเช้าว่าไปเป็นพยานให้กับนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าที่ส.ส.เขต 2จ.ยโสธรที่ถูกกล่าวหาว่าแจกซีดีในขณะที่นายสมัครลงพื้นที่หาเสียง