WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 15, 2008

คตส.ยืนยันสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องคดีหวยบนดิน 47 คน

กรุงเทพฯ 15 ม.ค.- นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว กล่าวถึงข่าวคณะทำงานอัยการพิจารณาคดีหวยบนดินของอัยการสูงสุด ให้สั่งฟ้องกลุ่มรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ , นายวราเทพ รัตนากร และ พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า คตส.ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ จึงให้ความเห็นอะไรไม่ได้ หากพูดไปจะกลายเป็นว่า คตส.ชี้นำ


ทั้งนี้ จะพูดเรื่องนี้หลังจากทราบมติของอัยการอย่างเป็นทางการแล้ว จึงต้องรอผลสรุปของอัยการสูงสุดที่จะส่งให้ คตส.ในวันที่ 18 มกราคมนี้ จากนั้นจะมีการนำผลสรุปเข้าสู่ที่ประชุม คตส.ใหญ่ในวันที่ 21 มกราคมนี้ เพื่อให้ คตส.พิจารณาว่าจะเห็นด้วยตามข้อสรุปของอัยการสูงสุดหรือไม่ หากเห็นตรงกัน เรื่องก็เดินหน้า แต่หากไม่ตรงกัน ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม โดยมีระยะเวลาทำงานภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า คตส.ยืนยันจะสั่งฟ้องกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คนหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ในส่วนของ คตส.ได้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริง รวมถึงพยานเอกสารหลักฐานต่าง ๆ แล้ว จึงเห็นควรให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คน ส่วนอัยการจะพิจารณาอย่างไร เป็นสิทธิของอัยการสูงสุด คตส.คงไปก้าวล่วงอะไรไม่ได้ ถือเป็นอิสระในการทำหน้าที่.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-15 13:26:49

กกต.เตรียมหารือกรณีพรรคชาติไทยถอนฟ้องยงยุทธ

สำนักงาน กกต. 15 ม.ค.- "สุเมธ" เผย กกต. เตรียมหารือเรื่องชาติไทยถอนฟ้องสำนวนทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ชี้ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ศาลไม่อนุญาตให้ถอน ย้ำไม่หนักใจ พิจารณาตามหลักฐาน ยืนยันตำรวจสันติบาลทำหน้าที่เป็นกลาง ส่วนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.คาดประกาศรับรองได้ครบร้อยละ 95 เพื่อให้เปิดประชุมสภาฯ ได้ และค่อยสอยภายหลัง


นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคชาติไทยถอนฟ้องสำนวนทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส. สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ว่า เพิ่งทราบข่าว ดังนั้น กกต.ต้องไปดูรายละเอียดว่าการถอนฟ้องผลจะเป็นอย่างไร โดยปกติ กรรมการสอบต้องพิจารณาเหตุผลว่าทำไมถึงถอนเรื่อง และจะให้ถอนหรือไม่ เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยอ้างเหตุผลเรื่องความสมานฉันท์ในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล นายสุเมธ กล่าวว่า ต้องเอามาประกอบการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ตามปกติถ้าเป็นคดีอาญาความผิดส่วนตัว ศาลอนุญาตให้ถอนได้ แต่ถ้าเป็นอาญาแผ่นดินศาลไม่อนุญาตให้ถอน จึงต้องพิจารณากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า การอ้างเรื่องความสมานฉันท์เพียงพอต่อการพิจารณาถอนฟ้องได้หรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า เรื่องนี้พิจารณาเกือบเสร็จแล้ว เหลือเพียงการสอบพยานอีก 1 ปาก อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่ลำบากใจ ต้องว่าไปตามหลักฐาน แล้วแต่ว่าที่ประชุมจะเดินหน้าพิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อหรือไม่ โดยให้กรรมการสอบชุดที่นายสุวิทย์ ธีระพงษ์ เป็นประธานส่งความเห็นมา

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยื่นเรื่องให้ กกต.ย้ายตำรวจสันติบาล 708 นาย ที่เข้ามาตรวจสอบกรณีทุจริตเลือกตั้ง กลับต้นสังกัดนั้น นายสุเมธ กล่าวว่า กรณีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งที่ จ.ลำปาง ทางตำรวจในพื้นที่ขอคืนสำนวน ไม่ยอมทำ แต่สันติบาลรับทำ อย่ามองคนในแง่ร้าย ตนเชื่อมั่นว่าตำรวจสันติบาลทุกคนรักบ้านเมือง และการร้องให้ย้ายกลับต้นสังกัด ต้องดูเหตุผล ว่าใครเป็นกลาง อย่าดูถูกทั้ง 708 คนว่าไม่รักประเทศ

สำหรับความคืบหน้าในการประกาศรับรอง ส.ส.นั้น นายสุเมธ กล่าวว่า วันนี้ (15 ม.ค.) กกต.จะประชุมหาทางแก้ไขปัญหา และวันที่ 17 มกราคม จะได้ข้อสรุป เพราะวันที่ 17-18 มกราคมนี้ กกต. ต้องพิจารณารับรอง ส.ส.ให้ครบร้อยละ 95 เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ต่อข้อถามว่า กกต.มีแนวโน้มว่าจะใช้แนวทางการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อนแล้วสอยทีหลังหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า คงต้องให้เหตุผลและพิจารณาสำนวนรายคน ว่าติดขัดอะไรอย่างไร และต้องถามความเห็นของ กกต.แต่ละคนว่าจะมีความเห็นอย่างไร เมื่อถามย้ำว่าต้องประกาศรับรองทั้งหมดหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า คงต้องเป็นอย่างนั้น.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-15 13:34:37

เทพชัย-เนชั่นผงาด 5อรหันต์ทีวีสาธารณะ [15 ม.ค. 51 - 12:38]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 ม.ค.) ที่มีมติตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว 5 คน เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องผังรายการในช่วงแรกก่อนให้เป็นทีวีสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ พ.ศ.2551 ประกอบด้วย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายณรงค์ ใจหาญ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เทพชัย หย่อง เครือเดอะเนชั่น และ อภิชาติ ทองอยู่ นักวิชาการอิสระ

พปช.ย้ำ‘สมัคร'ต้องเป็นนายกฯ-ปฏิเสธ‘ประวิตร"นั่งกลาโหม

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเท่านั้น หลังจากมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพร้อมให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้นายสมัคร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยอมรับว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม คงต้องเป็นมติของพรรคว่าบุคคลใดจะมีความเหมาะสม โดยเห็นว่าอดีตผู้นำเหล่าทัพแต่ละคนต่างก็มีความเหมาะสมเท่าๆ กัน
พร้อมยืนยันว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ อดีต ผบ.ทบ.ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในขณะที่คุณหญิงพจมาน ก็ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในพรรคด้วยเช่นกัน
"จริงๆ แล้ว คมช.ไม่ได้ยุ่งอะไรกับเรา(พรรคพลังประชาชน) อย่าไปสร้างภาพว่า คมช.น่ากลัว ก็ถือเป็นน้องเป็นนุ่งทั้งนั้น" พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าว
พล.ต.อ.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า คมช.ไม่เคยเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร มาให้แก่ทางพรรค เพื่อให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม อีกทั้งแกนนำของพรรคก็ไม่เคยติดต่อกับ คมช. และโดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า รมว.กลาโหม จะเป็นคนในพรรคหรือนอกพรรคก็ได้ หากเข้ามาแล้วสามารถประสานรอยร้าวหรือความขัดแย้งต่างๆ ได้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา


จาก hi-thaksin

กกต.รับรองส.ส.เพิ่ม7คน-ยอดรวมแตะ431คน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)เพิ่มอีก 7 คน ซึ่งรวมถึงว่าที่ส.ส.3 คน ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา จากพรรคพลังประชาชน(พปช.)ที่มีการเลือกตั้งใหม่ไปเมื่อ 13 ม.ค.
การประกาศรับรองในวันนี้ ทำให้ขณะนี้กกต.ได้ประกาศรับรองว่าที่ส.ส.ไปแล้วรวม 431 คน จากทั้งหมด 480 คน
เอกสารเผยแพร่กกต.ระบุว่า วันนี้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ได้ลงนามในประกาศกกต.ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 7 คน โดยแบ่งเป็นจากพปช.จำนวน 4 คน, พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน
ขณะที่เมื่อ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา ซึ่งว่าที่ส.ส.ทั้ง 3 คนของพปช.ได้รับใบเหลืองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งวันนี้กกต.ก็ได้ประกาศรับรองแล้ว
กกต.จัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ที่ไม่ถูกร้องเรียนและไม่มีข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งไปแล้วจนถึงวันนี้ รวม 431 คน โดยยังเหลือส่วนที่ยังไม่ประกาศรับรองอีก 49 คน
ในจำนวนนี้เป็นผู้สมัคร ส.ส.จากพปช. มากที่สุด 39 คน, ปชป. 2 คน, ชาติไทย 3 คน,เพื่อแผ่นดิน 4 คน และมัชฌิมาธิปไตย 1 คน
ในส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรับรอง 49 คนดังกล่าว กกต.ให้ใบแดงแก่ว่าที่ส.ส.ไปแล้วรวม 7 คน จากพปช.รวม 4 คน ,พรรคชาติไทย 2 คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย 1 คน
ขณะที่ให้ใบเหลืองแก่ว่าที่ส.ส.ไปแล้ว 18 คน จากพปช.13 คน ,พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) 2 คน ,พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน และพรรคชาติไทย 1 คน
กกต.กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 ม.ค.สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.บุรีรัมย์ และเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ชัยภูมิ ส่วนจังหวัดอื่นๆ กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ม.ค.นี้
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การประชุมรัฐสภา ต้องมีจำนวนส.ส.ไม่น้อยกว่า 95% ของส.ส.ทั้งหมด หรือคิดเป็น 456 คน และภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง ส.ส.ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก


จาก hi-thaksin

เงื่อนไขหน้าด้านๆของขันที

อย่างที่เคยบอกไว้เสมอว่า มีความพยายามที่จะเจรจากันมาหลายครั้ง ระหว่างผู้มีบารมีสี่เสา และ คุณทักษิณ ชินวัตร แต่จบลงด้วยความไม่ยินยอมของสี่เสา ที่ไม่คลายความกังวลว่าจะไม่มีการเช็คบิลเอาคืน


จนกระทั่งชะตากรรมของสี่เสามาถึงขั้นที่ใกล้จะถูกอัปเปหิออกจากตำแหน่งที่มีอยู่ และไม่ให้อยู่ในประเทศอีกต่อไป อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงเกิดอาการฮึด มีความเคลื่อนไหวทางทหารสลับกับการย้ายที่นอนรายวัน เป็นการเคลื่อนไหวกดดันหวังผลในการเจรจา การข่มขู่ต่อรอง บีบ กกต.ให้เล่นงาน สส. ของ พปช. และพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขู่จะยุบพรรค พปช.ยื้อไม่ให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ตราบใดที่รัฐบาลใหม่ไม่ลงตัว สี่เสากับพวกก็ยังมีความหวัง มีโอกาสพลิกสถานการณ์ มีข่าวว่า ตัวแทนบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ได้ส่งตัวแทนมาพบสี่เสา ขู่เตือนถึงผลเสียที่ตั้งรัฐบาลได้ช้าว่า ถ้าบริษัทพวกนี้ไม่ไว้ใจเสถียรภาพ ความแน่นอนในการเมืองไทย ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจจะถอนการลงทุนหนีไปที่อื่นเพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนทำธุรกิจ

เมื่อความพยายามของสี่เสาไร้ผล ข่าวเรื่องการชิงลาออก และส่งคนไปขอเจรจา ที่ฮ่องกงจึงหนาหูขึ้นและตัวแทนที่ส่งไป ก็หงายหลังกลับมาเมื่อทางฮ่องกงไม่เจรจา

การกลับเมืองไทยของคุณหญิงอ้อ ที่เดิมจะกลับมาสู้คดีพร้อมกันทั้งสองคน จึงเปลี่ยนเป็นมาคนเดียวก่อน โดยได้รับไฟเขียวที่จะดูแลความเรียบร้อยตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน และผู้ใหญ่อายุไม่มากท่านนี้ ได้เคยเรียก กกต.มาพบบ้างแล้ว ทำให้ความร้อนแรงเอาเป็นเอาตายในการออกใบแดงกลั่นแกล้ง และคำขู่ยุบพรรค ของ กกต.หลายคนเบาบางลง

กองบัญชาการจัดตั้งรัฐบาลที่ฮ่องกงแยกเป็น 2 กอง คือที่ลอนดอนที่หนึ่ง และในไทยจัดตั้งรัฐบาลกันที่ปลายจมูกสี่เสา ในท่าทีประนีประนอมสมานฉันท์ แต่เด็ดขาดในข้อตกลงกับพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาล และเงื่อนไขของสี่เสา ที่แฝงมาด้วยความสกปรกเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ

กรณีคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ถึงทางตัน ต้องเลือก2 ทางคือใบแดง หรือปล่อยผ่าน ถ้าใบเหลืองจะเกิดความวุ่นวายในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่มีข้อกำหนดให้เลือกตั้ง สส.ระบบสัดส่วนใหม่ ถ้าให้ใบเหลืองและทางคุณยงยุทธ ก็เริ่มตอบโต้ที่จะนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา ในขณะที่ผู้กล่าวหาเริ่มออกอาการไม่กล้าที่จะยืนยันหลักฐาน วีซีดี เอกสารสำคัญของตัวเอง และสาระสำคัญในสำนวนการสอบสวน ที่จัดทำไว้โดย พล.ต.ต.ชัยยะ ที่ชิงหนีลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทางออกที่ซื้อเวลาไปก่อนในกรณีคุณยงยุทธ ของ กกต. คือตั้งอนุกรรมการ และเริ่มต้นสอบสวนใหม่ ปล่อยผ่านแล้วตามสอยทีหลัง เท่ากับยื้อการจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ

กรณีนายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ จาก ปชป.ฟ้องขอให้ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็เช่นกัน หากมีการสาวลึกลงไป จะลากไปถึง กกต. และการวางตัวไม่เป็นกลางของ กทม. ซึ่งอยู่ใต้อาณัติ ปชป.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็กำลังรอคอยอย่างใจเย็น ที่จะนำหลักฐานการทุจริตการเลือกตั้งในกรุงเทพออกมาประจาน หลังการจัดตั้งรัฐบาล

ประชาธิปัตย์ จำต้องขอให้ถอนฟ้อง และลอยแพว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนายไชยวัฒน์ แต่ผู้เดียว เพราะไปๆมาๆ หลักฐานจะสาวมาถึงตัว

สถานการณ์แบบนี้ สี่เสาและพวกจะเอาอะไรมาเป็นข้อต่อรอง ในเมื่อไม่มีข้อที่ได้เปรียบในมือเหลืออยู่เลย

สัญญานล่าสุดของสี่เสา ที่คำรามออกมาในช่วงนี้ในระหว่างการยื้อการจัดตั้งรัฐบาล คือการยื่นเงื่อนไขห้ามคุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาเป็นนายก เพราะไม่ไว้ใจว่าคุณสมัคร จะไม่เอาคืนสี่เสา และห้ามไม่ให้ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ขึ้นมาเป็นรมว.กลาโหม เพราะพล.อ.เรืองโรจน์ รู้รายละเอียดทุกอย่างที่ คมช.ลงมือปฏิบัติการยึดอำนาจ ใครเป็นคนวางแผน ใครทำหน้าที่ใด ในวันที่ 19 กันยา

เงื่อนไขอีกข้อที่สี่เสายื่นข้อเรียกร้อง คือขอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่เอาปชป.มาร่วมรัฐบาลกับ พปช. ปล่อยพรรคเล็กทั้งหมดให้เป็นฝ่ายค้าน

แต่ กกต.ส่งซิกกันว่า ปล่อยไปก่อนแล้วตามสอยทีหลัง นั่นก็แสดงถึงสัญชาติงูเห่าไม่ซื่อ โดยหวังว่าเมื่อ ปชป.ได้เป็นรัฐบาลผสมสมบุรณ์แล้ว ตามยุบพรรคพปช.ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น ปชป. ก็ยังมีสถานะเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว และอาจจะดึงพรรคเล็กๆมาร่วมเป็นรัฐบาล

แผนตื้นๆ แต่มากไปด้วยความด้านกันซะจริงๆ....

"คฑาวุธ"

คำสั่งฟ้าผ่าปิด‘ทีไอทีวี’ล้มผังดูดช่อง11เสียบกลางดึก-ตั้ง5กก.ทีวีสาธารณะวันนี้

โพสต์ทูเดย์ — เที่ยงคืน 14 ม.ค. ปิดฉาก “ทีไอทีวี” หลังกฎหมายทีวีสาธารณะบังคับใช้ กรมประชาฯ เลิกผังเดิม รอคณะกรรมการฯ สานต่อ

นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 14 ม.ค. เป็นต้นไป จะยุติการออกอากาศ รายการเดิมทั้งหมดของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่มีผลบังคับ

ทั้งนี้ ทางสถานีจะนำรายการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาออกอากาศเป็นการชั่วคราว และรายการจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ มาออกอากาศแทน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจอมืด

สำหรับผังรายการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารชั่วคราว โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.มีมติแต่งตั้งกรรมการนโยบายชั่วคราวจำนวน 5 คนแล้ว ทางกรมประชาสัมพันธ์จะ ส่งมอบการดำเนินงานทุกอย่างให้คณะกรรมการฯ ทันที

สำหรับเรื่องการรับพนักงาน ทีไอทีวีเดิมที่มีอยู่กว่า 800 คน ต้องขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารชั่วคราวว่าจะรับกลับมาทำงานหรือไม่

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นสถานีทีวีสาธารณะ กล่าวว่า จะนำรายชื่อ 5 คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (15 ม.ค. 2551) ภายหลัง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ มี ผลบังคับใช้ สำหรับพนักงานทีไอทีวีกว่า 800 คน ทางคณะกรรมการบริหารชั่วคราวจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับเข้าทำงานกับทีวีสาธารณะหรือไม่

“นี้เป็นแค่การเตรียมการเท่านั้น อย่าตีตนไปก่อนไข้” คุณหญิงทิพาวดี กล่าว

ด้านบรรยากาศที่สถานีทีไอทีวีหลังจากได้รับหนังสือแจ้งการงดออกอากาศจากกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 14 ม.ค. ให้งดออกอากาศเวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ม.ค. ภายในสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีพนักงานหลายร้อยคนเข้ามารวมตัวกันเพื่อ ดูทิศทางว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร และบางส่วนเก็บข้าวของกลับบ้าน ทั้งนี้พนักงานได้ใช้รายการฮอตนิวส์ รายการข่าวภาคค่ำ ช่วงท้ายรายการประกาศอำลาผู้ชมรายการ

นายอัชา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ได้พยายาม มาคุยกับพนักงานทุกคนว่าให้ทุกคนมาทำงานตามปกติ โดยให้เหตุผลว่า จะยึดมั่นในสัญญาจ้างเดิม และได้นัดรวมตัวกันในวันที่ 15 ม.ค. นี้

ในวันนี้ พนักงานทีไอทีวีจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม

อำนาจอธิปไตย [15 ม.ค. 51 - 19:13]

ระยะนี้ในแวดวงนักวิชาการสายนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต่างก็ถกเถียงกันว่า การออกมาให้ ใบแดงของ กกต.หรือการสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือ การวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง จะเป็นการใช้อำนาจข้อกฎหมาย ที่เกินขอบเขตหรือไม่

เป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประชาชนหรือไม่

เมื่อเปรียบเทียบเป็นกรณีศึกษา จากการเมืองในต่างประเทศ ที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว จะระมัดระวังในเรื่องการกระทบกระทั่งอำนาจอธิปไตยของประชาชนมาก

ยกตัวอย่างคดี วอเตอร์เกท Watergate Scandal อันอื้อฉาวที่ทำเอารัฐบาล ของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน สั่นคลอนแทบไปไม่รอด

ประเด็นหนึ่งก็มาจากการ ใช้อำนาจบริหารกับการตรวจสอบจากฝ่ายอัยการ ขณะนั้นประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยสั่งให้อัยการสูงสุด ตั้งอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนคดีวอเตอร์เกทโดยเฉพาะก็ตามทีเถอะ

แต่ก็ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีอีกนั่นแหละสั่งปลดอัยการพิเศษ ในเวลาต่อมาจนทำให้อัยการสูงสุดไม่พอใจตัดสินใจลาออก นิกสัน พยายามแก้เกมด้วยการ ตั้งอัยการพิเศษขึ้นมาใหม่ โดยให้อำนาจการถอดถอนอัยการพิเศษโดยวุฒิสภาเท่านั้น

แต่ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อน้ำยาอยู่ดีออกมาประท้วงกันวุ่นวาย สุดท้ายนิกสันก็อยู่ไม่ได้ เข้าใจว่าช่วงนั้นชาวบ้านจะอยู่ข้างอำนาจการตรวจสอบของอัยการพิเศษมากกว่า

จนในที่สุดอัยการพิเศษก็ได้เป็นอิสระกลายเป็นอัยการอิสระในสมัยที่ จิมมี่ คาร์เตอร์ เป็นประธานาธิบดี แยกออกมาจากฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง

ซึ่งอัยการอิสระที่เป็นหน่วยงานพิเศษก็ได้พยายามทำงานให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ ทำหน้าที่ตรวจแหลก อาทิสมัยประธานาธิบดี เรแกน และประธานาธิบดี คลินตัน ได้ถูกอัยการพิเศษตรวจสอบถึง 7 ครั้ง ภายใน 5 ปี ไม่เป็นอันทำงานทำการ

เรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายบริหาร

ต่อมาก็เกิดข้อถกเถียงกันอีกว่า พ.ร.บ.อัยการอิสระนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะรุกล้ำเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ในที่สุดศาลฎีกาแห่งสหรัฐฯ ได้ตัดสินเรื่องนี้โดยเห็นว่า การตั้งอัยการอิสระนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งแยกอำนาจแต่อย่างใด

สิ่งหนึ่งที่ปรากฏระหว่างการใช้อำนาจของ ฝ่ายบริหารและอำนาจของอัยการอิสระ คือพยายามที่จะไม่ให้กระทบถึง อำนาจอธิปไตย ของคนสหรัฐฯ

ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง

ไม่มีเรื่องของการยุบพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อำนาจทางกฎหมายจะสอบสวนอย่างไร ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ตัวบุคคลจะใหญ่ขนาดไหน เป็นแกนนำระดับไหนของพรรค ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล

เพราะเขาถือว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่.


“หมัดเหล็ก”


คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


จุดสมานฉันท์ [15 ม.ค. 51 - 18:52]

เหมือนจะมีสัญญาณดีจากทั้ง 2 ฝ่ายที่จะเล่นบทสมานฉันท์ เมื่อคมช.โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และรองประธานคมช.บอกว่ายินดี หากจะมีการพูดคุยกันระหว่าง คมช.กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือทุกฝ่าย

“น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าพูดคุยกันได้”

แต่นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของคมช.แล้วก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ก็คงจะหมายความว่าพร้อมเจรจาพูดคุยกันเพื่อ “สมานฉันท์”

คดีความต่างๆต้องไปว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม เรียกว่าแยก 2 ส่วนให้ออกจากกันมิฉะนั้นจะสมานฉันท์ปนเปกันไปหมด

ในความเป็นจริงทางการเมืองหรือบ้านเมืองทุกวันนี้สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ของสังคม และปริวิตกกันว่าจะทำให้บ้านเมืองพินาศได้และยังมีการร่ำๆไปถึงว่าประเทศไทย มีขีดอันตรายไม่ต่างไปจาก “อิรัก”

ครับ...มองอย่างนั้นมันก็เกินไป ประเทศไทย-คนไทยไม่ได้ป่าเถื่อนถึงขนาดนั้น ไม่นิยมการฆ่าฟันกันด้วยความเชื่อหรือความรุนแรงที่ต้องล้มตายเป็นเบือทุกๆวัน นักวิเคราะห์สำนักนี้ที่เอาเมืองไทยไปเปรียบอิรักอย่างนั้น

มันน่าจะ “เพี้ยน” มากกว่า

จริงๆแล้วคนไทยนั้นมีจิตใจดีงาม ไม่ชอบปะทะขัดแย้งอยู่แล้วในพื้นที่ โดยเฉพาะการมีศาสนาพุทธกำกับก็เลยอยู่กันมาได้ทุกวันนี้โดยไม่ต้องไปรบรา ฆ่าฟันกันอย่างตะวันออกกลางหรือความพยายามของชาติตะวันตกที่จะเข้ามา มีอิทธิพลครอบงำไปทั่วโลก

ตะวันออกกลางก็ตกเป็นเหยื่อฆ่ากันเองไม่จบสิ้น

เหนืออื่นใดในทางการเมืองความขัดแย้งย่อมเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าต้องอยู่ในระดับ ที่มีเหตุมีผล ดังนั้นในสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันการหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาพูดคุย และยุติความขัดแย้ง ระดับชาติลงได้...ก็น่าจะคิดและช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏ

จริงๆแล้วสถานการณ์ของคมช.และกลุ่มอำนาจเก่าโดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็คงจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก

วันนี้คมช.ยอมรับความจริงแล้วว่าจากการยึดอำนาจด้วยการใช้กำลังและตั้งรัฐบาล ชั่วคราวบริหารประเทศ 1 ปีกว่าไม่ประสบสำเร็จ ไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหา ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ บันได 4 ขั้น 5 ขั้นมันก็เป็นภาพลวงตาแค่นั้นเอง

ทำไปทำมาก็ทำได้แค่ทำให้ “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ ถูกดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์ และกำลังจะวนกลับมาสู่ที่เก่าในประเทศไทย

สถานการณ์ต่างๆพลิกกลับมาสู่รูปแบบเดิมซึ่งก็คงจะแน่นอนแล้วว่ากลุ่มอำนาจเก่า คงจะได้อำนาจทางการเมืองคืนกลับไปเพราะได้รับการเลือกตั้งชนะคู่แข่ง แม้จะแปลงร่างจากไทยรักไทยมาเป็นพลังประชาชนก็ตาม

คมช.คงต้องคิดหนักเหมือนกันว่าจะถูก “เช็กบิล” ย้อนหลังหรือเปล่า หรือพ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องคิดเช่นกันว่าหากกลับเมืองไทยในท่ามกลางความขัดแย้ง ที่ยังดำรงอยู่จะคุ้มหรือไม่เพราะเดิมพันของ “ทักษิณ” นั้นสูงพอสมควร

ไม่ใช่แค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น

แต่มันหมายถึงคดีอาญาคดีทางการเมือง และทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่ถูกยึดอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาลมีอำนาจรัฐแต่การจะต่อสู้ในเรื่องนี้คงไม่สามารถ ใช้อำนาจทางการเมืองได้เพียงอย่างเดียว

หากไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง “หลัก” ได้มันก็เป็นตัวถ่วงในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

พูดง่ายๆ “ทักษิณ” กับคมช.คงตกที่นั่งไม่ต่างกัน ดังนั้นการจูนเครื่องเข้าหากันคงเป็นทางออกที่จะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย.


"สายล่อฟ้า"


คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย


เขารุกคืบไปไกลแล้ว [15 ม.ค. 51 - 03:07]

ไม่มีรายการล็อกถล่มให้ตื่นเต้น ประเดิมสนามแรกเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครราชสีมา คนของพรรคพลังประชาชนยกทีมเข้าวินแบบม้วนเดียวจบ

ย้ำชัยชนะเป็นรอบที่สอง

เป็นไปตามที่เซียนเลือกตั้งคาดการณ์ล่วงหน้า โดยกระแสนาทีนี้ ใบเหลืองในภาคอีสานกับภาคเหนือไม่น่ามีผลต่อจำนวนที่นั่งของพรรคพลังประชาชน

เลือกเมื่อไหร่ก็ได้อีก

และก็เป็นอะไรที่ปิดประตูแต้มไหลไปอยู่ขั้วตรงข้าม เพราะคิวนี้ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนได้คะแนนขึ้นไปหลัก 8 หมื่นถึง 9 หมื่นแต้ม ในขณะที่คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อคือ คนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ไปหลัก 6 หมื่นเสียง ลุ้นกันอยู่ในหมู่พันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลที่ประกาศล็อกแขนกันแล้ว

ปล่อยให้คู่แข่งต่างขั้วอย่างพรรคประชาธิปัตย์ป้วนเปี้ยนอยู่แค่หลักพันคะแนน

และหากประเมินกันตามแนวโน้มนี้ พื้นที่เลือกซ่อมใบเหลืองในภาคอีสานกับภาคเหนือ ไม่มีผลต่อตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน อย่างไรเสีย จำนวนที่นั่งก็ยังวนเวียนอยู่ในหมู่พันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลที่แตะมือกันไว้

แต้มพลิก สวิงขั้วยาก

เผลอๆพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละที่อาจจะลดตัวเลขลงไป เพราะโดยทำเล จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 ของนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ถือเป็นพื้นที่เขตรอยต่อภาคอีสานกับเหนือ

เจอทัพใหญ่ค่ายพลังประชาชนโหมโรงเข้าตี หืดขึ้นคอแน่

และเหมือนจะยอมรับสภาพกันโดยปริยาย แม้ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะยังคงแอบลุ้นลึกๆในการแย่งจัดรัฐบาล

ออกแนวคุยข่มคู่ต่อสู้ ปลอบขวัญตัวเอง

“อย่าเพิ่งมองไปไกลว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากยังมีเวลาเหลืออยู่และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ พรรคพลังประชาชนหมิ่นเหม่ที่จะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และถึงวันนั้นสถานะของพรรคพลังประชาชนอาจจะหมดไปก็เป็นได้”

หมดลุ้นปั่นตัวเลข ส.ส.แข่ง

หันไปตั้งหน้าตั้งตาลุ้นคิวยุบพรรคพลังประชาชน ยุให้โละให้ได้

พร้อมๆกับการเริ่มขยับเดินสายของนายไทกร พลสุวรรณ อดีตลูกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีบทบาทสำคัญเป็นหนึ่งในทีมโค่นล้มพรรคไทยรักไทยในคดียุบพรรค

เปิดเกมแจ้งความร้องทุกข์นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ไล่บี้ให้โมฆะ

ตัวละครหน้าเก่าๆในฉากล่มพรรคไทยรักไทย เริ่มปรากฏโฉมในเกมยุบพรรคภาคสอง

แต่มาถึงนาทีนี้ดูเหมือนว่า ความหวังที่จะพลิกเกมจัดรัฐบาลแข่ง จะเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆของ “เทพเทือก”

ยังไม่ตื่นอยู่คนเดียว

ล่าสุดกระแสความเคลื่อนไหวภายในของพรรคพลังประชาชนก้าวไปไกลถึงขั้นชูเงื่อนไขนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช”

เพื่อแลกกับไฟเขียวจากผู้ใหญ่ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาล

คืบหน้าไปถึงขั้นที่มีชื่อของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก โผล่มาจองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามข้อเสนอของกองทัพ

ยื่นหมู ยื่นแมวกันแล้ว

โดยกระแสมีมูลแค่ไหน ในกรณีของนายสมัคร ณ วันนี้ยังเป็นแค่กระแสข่าวลือ ที่ต่างฝ่ายต่างปล่อย โดยเฉพาะคิวของพวกยัดไส้ “เจ๊” ในพรรคพลังประชาชน แอบไปแตะมือกับคนตัวเตี้ยๆที่ลุ้นเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีส้มหล่น

เปิดเกมแทงหลัง เตะตัดขา “ป๋าหมัก”

แต่กรณีของ พล.อ.ประวิตร วงในพูดถึงกันมาเป็นเดือนๆ

ไม่ได้มาแบบลอยๆ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในฐานะเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯ ทหารเสือราชินีรุ่นพี่ คนที่วางเส้นทางให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จนไต่ขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในตำแหน่งจ่าฝูง ทบ.

ตามรูปการณ์แล้ว เป็นไปได้สูง ถ้ามีการยอมรับเงื่อนไขเกมคานอำนาจ

ถอยคนละก้าว พบกันครึ่งทาง.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)