WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 15, 2008

'สมัคร'ฉะพญามารนอกพรรค จ้องเตะตัดขา

เมื่อเวลา 15.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ได้เดินทางลงพื้นที่ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ช่วยหาเสียงให้แก่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ และ นพ.ประสิทธิ ชัยวิรัตนะ 2 ว่าที่ ส.ส.ชัยภูมิ เขต 2 ของพรรคที่ถูกใบเหลือง โดยนายสมัครได้เดินพบปะประชาชนในตลาด อ.แก้งคร้อ พร้อมได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณหน้าตลาด โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ต้องขอโทษพี่น้องที่เดินทางมาช้า เนื่องจาก กกต.ได้ส่งหนังสือให้ไปชี้แจงเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าได้แจกวีซีดี ที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร หากไม่ไปให้การก็อาจจะไม่ทัน

เพราะในวันที่ 15 ม.ค.นี้ กกต.จะประชุมใหญ่เพื่อรับรอง ส.ส. และในวันที่ 16 ม.ค.จะได้ประกาศรับรอง ส.ส. เพื่อเปิดประชุมสภาฯได้ทัน แล้วก็จะได้มีการเลือกประธานสภาฯ

และจากนั้น 3 วันก็จะมีการเลือกนายกฯ ขอยืนยันว่า ไม่เคยเห็นวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณเลย ไม่เคยไปแจกจ่าย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนที่มีใบเหลืองออกมามากนั้น ขอให้ออกมาใช้สิทธิกันมากๆ เหมือนที่นครราชสีมา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีมารมาก พญามารแอบอยู่ไหนก็ไม่รู้ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจด้วย

ไม่หวั่นกระแสข่าวถูกเบรกนั่งนายกฯ

นายสมัครกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าเกิดปัญหาภายในพรรคพลังประชาชน ที่จะปรับเปลี่ยนให้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนว่า ไม่หวั่นไหวกับข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในพรรคไม่ได้มีปัญหา ในพรรคไม่มีปัญหากันเลย มีแต่มารนอกพรรค มารมันเยอะ เมื่อถามอีกว่า มั่นใจหรือไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอน จนมีการเปิดประชุมสภาฯและเลือกนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า ก็เชื่อมั่นทุกอย่าง เพราะในพรรคไม่ได้มีปัญหากัน ส่วนเรื่องคดีตนก็ชี้แจงต่อ กกต.ไปหมดแล้ว ซึ่งทาง กกต.ก็บอกว่าจะสามารถเปิดประชุมสภาฯได้ทัน กระแสข่าวต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของข่าวที่ต้องการให้เกิดการปั่นป่วนเท่านั้น โดยเฉพากระแสข่าวที่จะให้ นพ.สุรพงษ์มาเป็นนายกฯแทนก็ไม่เป็นความจริง


ทอมแอนด์เจอร์รี่ ผลบ้านเมืองชิบหายวายป่วง

จากอิรักถึงไทย

คุณธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศออกมาตอบโต้ "ดิ อิโคโนมิกส์" นิตยสารทรงอิทธิพลที่ออกบทความฉบับพิเศษ "The World in 2008" เรื่องภัยการเมืองที่คุกคามทั่วโลกโดยไปสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจต่าง ๆ และตลาดหุ้นด้วย
ปรากฏว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากสุด 5 กลุ่มระนาบเดียวกับ ไนจีเรีย ไอวอรี่โคสต์ กินี เวเนซุเอลาฟิลิปปินส์ และอิรัก ไม่ผิดหรอก อิรัก ประเทศที่เป็นแดนมิคสัญญีนั่นแหละ
เค้าจัดไทยอยู่กลุ่มเดียวกับอิรักไปแล้ว ???
นักลงทุนให้ความเห็นกับ "ดิ อิโคโนมิกส์" ว่าเพราะไทยมีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อการลงทุน ทั้งเรื่องการก่อเหตุรุนแรง ประท้วง มาตรการกีดกันการค้าการลงทุน ความตึงเครียดทางการเมือง และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองรายรอบอยู่
แต่คุณธฤตโต้กลับว่า น่าจะเป็นภาพ เหตุการณ์ปี 2549 ไม่ใช่ปัจจุบัน บอกว่าไทยน่าลงทุนอยู่ในระดับต้น ๆ ของเอเชีย มีการอ้างอิงถึงการจัดอันดับของสถาบันต่าง ๆ ประกอบด้วย
ดูแล้ว บทวิเคราะห์ของ ดิ อิโคโน มิกส์ คงไม่ได้มุ่งร้าย ทำลายประเทศไทย เพราะไปถามความเห็นของนักลงทุน ไม่ได้เขียนเอง ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้บ้าจี้ไปประท้วง แค่ชี้แจงไป ก็เหมาะสมดี
สื่อต่างชาตินั้น ไม่ใช่บิดาเราหรอก แต่นักลงทุนใช้ข้อมูลจากสื่อต่างชาติเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจมาลงทุน หลังทหารใช้รถถังยึดอำนาจเมื่อปีที่แล้ว ไทยก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพม่า ฟิจิ ปากีสถาน ทันที
สหรัฐ อียู ออสเตรเลีย ลดการลงทุนในไทย นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศพวกนี้ก็ไม่ได้ เพราะเค้าไม่ต้อนรับ จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลจากพลเรือน ไม่ใช่รัฐบาลใต้ "ท็อปบู๊ต" และไม่ใช่แต่ "ดิ อิโคโนมิกส์" ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์ ก็รายงานข่าวว่า แม้พลังประชาชนจะได้เสียงข้างมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับการร้องเรียนแบบผิดปกติ หยิบคำพูด เควิน เฮวิสัน นักวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนามาบอกว่า การไม่รับรอง ส.ส.พลังประชาชน 65 คน และยัง มีข่าวจะแจกใบแดงอีก 20-30 ใบนั้นคือ
ความต้องการในการล้มล้างการเลือกตั้งก็เป็นได้ ???
เอเอฟพีของฝรั่งเศส รายงานว่า กกต. ภายใต้การแต่งตั้งของทหาร (The military appointed Election commission) ไม่รับรอง ส.ส.พลังประชาชน 65 คน ที่น่าสนก็ตรง กกต. ภายใต้การแต่งตั้งของทหารนี่แหละ เท่ากับเค้าเห็นว่า ทหารแทรกแซง "กกต." นั่นแหละ
หนักหนากว่านั้น แอนดรูว์ วอล์ก เกอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกว่า ที่เกิดขึ้น คือการก่อรัฐประหารอำพราง ที่เจ็บมากเลยคือ "ประเทศไทยขาดวัฒนธรรมในการเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ หากชนชั้นนำไม่ชอบ ก็สามารถกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้"
จะเหมาว่า "ทักษิณ" ไปจ้างล็อบบี้ยิสต์เขียนใส่ร้ายไทย ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะสื่อต่างชาติมองจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยจริง ๆ ก็เหมือนคนไทยเองไม่น้อย ที่รู้สึกอย่างเดียวกัน
เหนืออื่นใด วันที่ 15 มกราคมนี้ ศาลฎีกา จะวินิจฉัยคดีที่ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จาก ปชป. ยื่นฟ้อง 4 ประเด็น สุด ๆ คือขอให้ยุบพลังประชาชนฐานเป็นนอมินี เดายากว่า ผลจะเป็นอย่างไร แต่ที่ "ดิ อิโคโนมิกส์" เปรียบไทยเสี่ยงเหมือนอิรัก อาจไม่ไกลเกินจริงหรอก ก็ดูสิหลังเลือกตั้ง รู้ผลแพ้ชนะ แต่ยังเหมือนอยู่ในแดนมิคสัญญี
ผ่านศึกเลือกตั้งไปได้ แต่สงครามชิงเมืองทำท่าจะไม่ยอมจบง่าย ๆ นี่แหละ.
ดาวประกายพรึก--จบ--


//////////////////////////////////

คอลัมน์:ฝ่าเปลวแดด...จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์


สองขั้นอัปยศ : การทำรัฐประหารเป็นความดีความชอบ เข้าขั้นเสียสติแล้ว


โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์
โลกวันนี้
15 มกราคม 2551

ข่าวในหน้า 2 ของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2551 ระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ได้เสนอปูนบำเหน็จความดีความชอบให้กับตัวเอง และนายทหารอีกนับร้อย เป็นการตกรางวัลที่ได้ช่วยทำรัฐประหารจนสำเร็จ และคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติให้แล้วเรียบร้อย

ตกลงนายทหารใหญ่ทั้ง 6 คนของ คมช.เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการ คมช.81 คน และนายทหารในหน่วยปฏิบัติการพิเศษอีก 355 คน รวมทั้งหมด 442 คน ล้วoได้รับการเลื่อนขั้นสองขั้นและเงินเดือนเพิ่มอีกคนละ 15% กันทุกคนไป โดยให้ใช้งบประมาณแผ่นดิน 2551

เหมือนยังเย้ยหยันกันไม่พอ ในเอกสารขออนุมัติยังแจงรายละเอียดด้วยว่าการขึ้นขั้นทีเดียว 2 ขั้นก็เพราะ “นายทหารเหล่านี้ปฏิบัติงานอย่างขยันขันแข็งและด้วยความอุตสาหะมาตลอดเวลาของการยึดอำนาจ”

บอกในอีกตอนหนึ่งว่า “นายทหารทั้งหมดได้ใช้สมองมาแก้ไขปัญหาของชาติ” และเป็นการ “ตอบแทนการทำงานที่ประสบความสำเร็จและเพื่อเป็นกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเหล่านั้น”

ผมต้องอ่านซ้ำถึงสองเที่ยวเพื่อให้แน่ใจว่า เขาไม่ได้ลงข่าวผิดหรือสื่อความผิด ในที่สุดก็ไม่ผิดหรอกครับ เขาปูนบำเหน็จและเลื่อนขั้น 2 ขั้นให้นายทหารทุกคน ที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 กันจริง ๆ เป็นมติคณะรัฐมนตรี และประกาศให้รับรู้ทั่วกันในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย

ตกลงในเมืองไทยเรานี้มันบ้าหรือเมากันแน่? ลำพังการใช้อาวุธและกำลังทหารเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญ โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นระบอบเผด็จการทหาร ที่ทั่วโลกเขารังเกียจเดียดฉันท์ ก็เลวร้ายพอที่คนไทยจะมุดหัวลงดินด้วยความอับอายอยู่แล้ว


นี่ยังมีหน้ามาบอกว่า การกระทำเยี่ยงนั้นเป็นความดีความชอบอีกหรือนี่? มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ถ้าการทำลายประชาธิปไตยกลายเป็นของปรกติธรรมดา และใครที่เข้ามาช่วยกระทืบประชาชนผู้รักในระบอบประชาธิปไตยกลับได้รางวัลอย่างงามเช่นนี้? ใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมว่าเข้าขั้นเสียสติแล้วนะครับ

นี่ว่ากันโดยไม่จำกัดความสูงความต่ำของสถานภาพทางสังคม ที่ล้วนแล้วแต่เป็นมายากันล่ะ ทำกันถึงขนาดนี้ การฟื้นฟูรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นฉบับปี พ.ศ.2550 และเข็นจนมีการเลือกตั้งกันได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็น่าจะเป็นเรื่องตลก ในสายตาอันมืดบอดของคนบางคน

ประชาธิปไตยจะมีอนาคตได้อย่างไร หากวันนี้ออกมาสื่อความหมายกันโครม ๆ ว่าการทำรัฐประหารเป็นคุณความดี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต่อไปจากนี้ จะไปบอกใครได้ว่าปวงชนชาวไทยเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการปกครองประเทศนี้และมอบอำนาจชั่วคราวมาให้ตนทำงานแทนให้ ก็เขาเห็นตำตาว่ามีคนที่ใหญ่กว่าประชาชน ถึงขนาดเอามือตบหลังให้กำลังใจกลุ่มบุคคลที่ล่วงละเมิดสิทธิ์ และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนได้

อย่างนี้ ทุกคนก็จะนั่งรอว่าเมื่อไหร่จะมีการรัฐประหารอีก เพราะมันคือผลประโยชน์อันใหญ่หลวงของคนที่ควบคุมประเทศนี้ไว้ในอุ้งมือ ก็น่าเข้าร่วมอยู่หรอก ฝ่ายประชาชนมีแต่จะเสียประโยชน์ และสูญสิ้นความเคารพตนเองลงไปทุกวัน


วันนี้เขาก็ปรับทุกข์กันทั่วประเทศอยู่แล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทยของเรา โดยเฉพาะคนที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วยกัน ถ้าหูหนวกตาบอดกันนัก ขอย้ำตรงนี้ว่า

การขึ้นเงินเดือนให้กับคน 442 คนครั้งนี้ เป็นการตบหน้าคนไทยอย่างรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

กระทำโดยคนที่ไม่รู้จักเกรงใจประชาชนเลย แม้แต่เท่าขี้เล็บ ที่สำคัญคือ เป็นการปูพื้นสำหรับการรัฐประหารคราวหน้าด้วย ไม่เชื่อลองย่องไปถามผู้คนในกองทัพภาคที่ 1 และกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ดูสิครับว่า เขาเตรียมการอะไรกันอยู่บ้างในบัดนี้ เหนื่อยกับการเต้นรำและเตรียมกำลังไปพร้อมกันจะแย่อยู่แล้ว วุ่นวายหัวใจด้วย ไม่รู้จะเล่นเพลงมาร์ชหรือวอลซ์ก่อนดี!


จาก Thai E-News

ITV ย้อนรอยเหตุการณ์นับแต่ก่อตั้ง จนถูกสั่งปิดเมื่อคืน

โดย Red Earth
ที่มา
เว็บบอร์ดคนวันเสาร์ฯ
15 มกราคม 2551

เรามาย้อนรำลึกถึงความหลังครั้งเก่าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้กันเพื่อเป็นการอำลาจอกันไปในคืนนี้

ไอทีวีก่อตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เพื่อแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์นำเสนอข่าวบิดเบือน ซึ่งเห็นได้ชัดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เงื่อนไขในการให้สัมปทานจึงค่อนข้างเข้มงวด กำหนดสัดส่วนรายการให้เป็นข่าวร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 จึงเป็นรายการบันเทิง เน้นว่ารายการบันเทิงจะต้องเป็นแนวสารคดี รายการเด็ก ปกิณกะที่ให้สาระและความบันเทิง สถานีโทรทัศน์ไอทีวีจึงเกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้นำคลื่นความถี่โทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ มาให้เอกชนลงทุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ

พ.ศ. 2535
ในการประมูลครั้งนั้น กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และเครือเนชั่นชนะการประมูล โดยได้ยื่นข้อเสนอจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ 25,200 ล้านบาท ภายในอายุสัญญา 30 ปี ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเม้นท์ จำกัด เริ่มออกอากาศวันที่ 1 ก.ค.2539

30 ปี เสนอจ่ายให้รัฐ 25,200 ล้านบาท... สุดยอดของธุรกิจทีวี... กับยอดสัมปทานที่สูงขนาดนั้น จะเอาความเสรีมาจากไหน..ในเมื่อต้องทำเงินให้รัฐเป็นล่ำเป็นสัน... แววเจ๊งมันเห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว

ปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจ
ในขณะที่ไอทีวีถือกำเนิดในปี 2539 แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังหัวทิ่มอย่างไร ไม่ได้รู้เลยว่าหายนะมันกำลังจะเริ่มตั้งเค้า ตามสัญญาสัมปทาน 2 ปีแรกตามสัญญายังไม่ต้อง จ่ายค่าสัมปทานให้ไปลงทุนก่อน ไปเริ่มจ่ายปีที่ 3(2542) จำนวน 300 ล้านบาท ปีที่ 4 ก็ 400 ล้านบาท ปีที่ 5 ก็ 500 ล้านบาท เพิ่มไปเรื่อยๆจนปีที่ 9 ก้อ 900 ล้านบาท ปีที่ 10 - 30 ปีละ 1,000 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานของไอทีวี เปิดปั๊บก็ ขาดทุนตั้งแต่ปี 2540 เพราะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ได้รับผลกระทบในการขายโฆษณา ระหว่างนี้ไอทีวียังมีอุปสรรคในการจัดตั้งสถานีเครือข่ายทั่วประเทศที่ต้องตั้ง 36 สถานี ภายใน 2 ปี หลังทำสัญญา เพราะไอทีวีเช่าใช้พื้นที่ของกรมประชาสัมพันธ์ได้ล่าช้าทำให้ต้องสั่งซื้อทรัพย์สินส่วนใหญ่ ทำให้ขาดทุนจากการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จึงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 409 ล้าน ไทยพาณิชย์เริ่มอยู่ไม่ติดเพราะเป็นนายทุนใหญ่ NPL ของธนาคารก็พอก สถาบันการเงินวิกฤติขนาดหนัก


ปี 2541
บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อ 20 ต.ค. 2541 เพื่อเตรียมแต่ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตามสัญญาซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนภายใน 6 ปี หลังจากดำเนินการ แต่มันเป็นช่วงวิกฤติ ผลประกอบการก็ไม่ได้ดีขึ้น จนถึงเวลาต้องจ่ายค่าสัมปทานในปีที่ 3(2541) จำนวน 300 ล้าน ขาดทุนมาตลอด จะเอาที่ไหนจ่ายก็ขอผ่อนผันกับรัฐบาลในสมัยนั้น คือรัฐบาลชวน หลีกภัย โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็น รมต. สำนักนายกฯ กำกับดูแล สปน. โดยทำหนังสือขอขยายเวลา ชำระค่าตอบแทนแก่รัฐตั้งแต่เริ่มเลย ตามเอกสารตั้งแต่ปี 2540

หนังสือขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทน ITV078/2540
ขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV183/2540
ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV053/2541
ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานครั้งที่ 2 ITV068/2541
การขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอนแทน ITV094/41
อีกหลายฉบับ... เพื่อขอไปทาง สปน. ซึ่งก็ผ่อนผันให้ ตามที่ขอ

มติ ครม. รัฐบาลชวน
เรื่อง บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด ขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานการดำเนินการตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในกรณีที่คู่สัญญาเห็นพ้องต้องกันว่าควรแก้ไขสัญญา ก็ให้ยกร่างสัญญาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง โดยนำกฎหมายว่าด้วยเอกชนร่วมทุนกับรัฐมาอนุโลมใช้เท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ในชั้นนี้ โดยขอแก้ไขระยะเวลาการชำระยืดออกไป เพราะจ่ายไม่ไหว ขาดทุนบักโกรกมาตลอด พยายามไประดมทุนในตลาด แต่เข้าไม่ได้เพราะเจ๊ง

แม้ว่าจะจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว แต่ผลประกอบการขาดทุนทำให้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเป็นบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ไม่สามารถจะเข้าไประดมทุน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

ปี 2542
บริษัทสยาม อินโฟเทนเมนท์ ทำหนังสือขอชดเชยความเสียหายจากการที่รัฐทำผิดตามสัญญา โดยขอจ่ายค่าสัมปทานให้เท่ากับหรือใกล้เคียงช่อง 7 สี และอ้างว่าได้รับผลกระทบจากกรณีที่สปน.อนุญาตให้สถานีช่อง 11 และยูบีซีหารายได้จากโฆษณา

ปี 2543
ตลาดหลักทรัพย์ผ่อนปรนให้บริษัทที่ไม่มีผลกำไรยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ปีนี้ไอทีวีมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง มีหนี้สิน 4,900 ล้านบาท ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการ จึงต้องหาผู้ร่วมทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อนการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน ในตลาดหลักทรัพย์

ปี 2543
เพื่อแก้ปัญหาหนี้เน่า และปัญหาขาดทุน ขาดเงินดำเนินกิจการ เพราะธนาคารไทยพาณิชย์แบกรับไม่ไหว รับหุ้นมาเป็นหลักประกัน มาล้นหน้าตักแล้ว ก็ไม่รู้จะเอาหุ้นไว้ทำไม จึงหาทางปลด NPL ครับ ชินคอร์ปก็เข้ามาทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นในเดือน ธ.ค. 2543 มีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือ 55.12 % บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 39% และผู้ถือหุ้นเดิม 5.88% การที่กลุ่มชินเข้ามามีสัดส่วนหุ้นที่มากทำให้เป็นที่พิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นว่าการดำเนินการของไอทีวีจะขัดกับเจตนารมณ์เดิมของการทำสัญญา

เนชั่นเริ่มแตกคอกับไทยพาณิชย์ก็ตอนนี้ เพราะจะทิ้งหุ้นแล้ว ไม่เอาแล้วขอถอนสมอ ก่อนที่จะย่อยยับมากกว่านี้ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างไทยพาณิชย์ที่จม ถมเท่าไหร่ก็ไม่พอกับ ไอทีวี

หลังจากที่มีการเพิ่มทุน แตกหุ้นเพิ่มทุน เนชั่นก็ถอนออกไป ชินคอร์ปก็จัดการบริหารหนี้เน่าใหม่ เดิมที่มีการเรียกค่าเสียหายเมื่อปี 2542 จากผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิมจากรัฐ แต่ไม่ได้ผล บริษัทชินคอร์ปร้องขอค่าเสียหายอีกครั้งในเดือน ก.ย.2545 และยื่นหนังสือขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการมาพิจารณาเรื่องนี้ รวมทั้งเรียกร้องเพิ่มอีกข้อหนึ่งคือ ขอแก้สัญญาให้มีรายการบันเทิงมากขึ้น

30 ม.ค.2547
คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาด ให้สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีชดเชยค่าเสียหายดังนี้


1. ชำระเงินคืนแก่บริษัท จำนวน 20 ล้านบาท
2. ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำจากเดิมปีละ 1,000 ล้านบาท เหลือ 230 ล้านบาท โดยไม่ต้องชำระเงินขั้นต่ำในส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีอีก
3. ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนจากร้อยละ 44 เหลือร้อยละ 6.5 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษีอากร โดยเปรียบเทียบกับเงินประกันผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีละ 230 ล้านบาท จำนวนใดมากกว่าให้ชำระตามจำนวนนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2545 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา
4. ให้สปน.คืนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้ชำระเกินจากข้อ 3. จำนวน 570 ล้านบาท

และ 5.ให้บริษัทสามารถออกอากาศไพรม์ไทม์ คือ ระหว่างเวลา 19.00-21.30 น. โดยไม่ถูกจำกัดประเภทของรายการ ทั้งนี้ โดยเสนอรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ในสัดส่วนเวลาทั้งหมดเพียง 50%

ศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ


สปน. จึงยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทดังกล่าว

10 พ.ค.2549 ศาลปกครองครองกลางชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ส่งผลให้

1. สปน.ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสัมปทาน 570 ล้านบาท และอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจชี้ขาดให้ปรับลดเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาร่วมงาน
2. ไม่ต้องจ่ายค่าปรับ 20 ล้านบาท จากกรณีที่ปล่อยให้สถานียูเอชเอฟอื่นมีโฆษณา
3. สัดส่วนการนำเสนอข่าวสารจะต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์เดิมคือสาระร้อยละ 70 บันเทิงร้อยละ 30 โดยไอทีวีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน

จึงมีผลมาให้เกิดการปรับกันขนานใหญ่ จากเดิมที่มันปรับ ยึด ไอทีวีได้ตั้งนานแล้ว ก็เรื้อรังมาจนถึงวันนี้ เพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลง ก็ต้องยกเลิกสัญญา โดยการอ้างการทำผิดสัญญาสัมปทานในที่สุด เพราะยังไงมันก็จ่ายไม่ไหวบนเงื่อนไขแบบนี้ของสัญญา ใครมาทำต่อบนสัญญานี้ ยังไงก็ทำไม่ได้ ปัญหาก็มีต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ พอจะแก้ก็ว่าช่วยเอกชน การแก้สัญญาจึงเป็นไปไม่ได้ ปิดประตูการแก้ปัญหาอย่างสันติ มันก็ต้องจบลงแบบนี้ เลิกก็เลิก ไม่ได้เสียหายอะไร

คนที่เสียหายคือรัฐเท่านั้นเอง ที่ต้องมารับภาระบริหารในฐานะเจ้าของคนใหม่ แทนที่จะออมชอมกินผลตอบแทนปีละเป็นพันล้านหรือกินค่าปรับปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปี ตอนนี้ต้องใช้เงินภาษีมาอุ้มสถานีปีละหลายพันล้านแทน

เฮ้อ เผด็จการโง่แล้วอยากบริหารงานแผ่นดินอีก
จาก Thai E-News

การ์ตูนโดยนิโคจัง "ชัยชนะของสื่อไทย"


จาก Thai E-News

คตส.ยืนยันสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องคดีหวยบนดิน 47 คน

กรุงเทพฯ 15 ม.ค.- นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว กล่าวถึงข่าวคณะทำงานอัยการพิจารณาคดีหวยบนดินของอัยการสูงสุด ให้สั่งฟ้องกลุ่มรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ , นายวราเทพ รัตนากร และ พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า คตส.ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ จึงให้ความเห็นอะไรไม่ได้ หากพูดไปจะกลายเป็นว่า คตส.ชี้นำ


ทั้งนี้ จะพูดเรื่องนี้หลังจากทราบมติของอัยการอย่างเป็นทางการแล้ว จึงต้องรอผลสรุปของอัยการสูงสุดที่จะส่งให้ คตส.ในวันที่ 18 มกราคมนี้ จากนั้นจะมีการนำผลสรุปเข้าสู่ที่ประชุม คตส.ใหญ่ในวันที่ 21 มกราคมนี้ เพื่อให้ คตส.พิจารณาว่าจะเห็นด้วยตามข้อสรุปของอัยการสูงสุดหรือไม่ หากเห็นตรงกัน เรื่องก็เดินหน้า แต่หากไม่ตรงกัน ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม โดยมีระยะเวลาทำงานภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า คตส.ยืนยันจะสั่งฟ้องกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คนหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ในส่วนของ คตส.ได้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริง รวมถึงพยานเอกสารหลักฐานต่าง ๆ แล้ว จึงเห็นควรให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คน ส่วนอัยการจะพิจารณาอย่างไร เป็นสิทธิของอัยการสูงสุด คตส.คงไปก้าวล่วงอะไรไม่ได้ ถือเป็นอิสระในการทำหน้าที่.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-15 13:26:49

กกต.เตรียมหารือกรณีพรรคชาติไทยถอนฟ้องยงยุทธ

สำนักงาน กกต. 15 ม.ค.- "สุเมธ" เผย กกต. เตรียมหารือเรื่องชาติไทยถอนฟ้องสำนวนทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ชี้ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ศาลไม่อนุญาตให้ถอน ย้ำไม่หนักใจ พิจารณาตามหลักฐาน ยืนยันตำรวจสันติบาลทำหน้าที่เป็นกลาง ส่วนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.คาดประกาศรับรองได้ครบร้อยละ 95 เพื่อให้เปิดประชุมสภาฯ ได้ และค่อยสอยภายหลัง


นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคชาติไทยถอนฟ้องสำนวนทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส. สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ว่า เพิ่งทราบข่าว ดังนั้น กกต.ต้องไปดูรายละเอียดว่าการถอนฟ้องผลจะเป็นอย่างไร โดยปกติ กรรมการสอบต้องพิจารณาเหตุผลว่าทำไมถึงถอนเรื่อง และจะให้ถอนหรือไม่ เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยอ้างเหตุผลเรื่องความสมานฉันท์ในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล นายสุเมธ กล่าวว่า ต้องเอามาประกอบการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ตามปกติถ้าเป็นคดีอาญาความผิดส่วนตัว ศาลอนุญาตให้ถอนได้ แต่ถ้าเป็นอาญาแผ่นดินศาลไม่อนุญาตให้ถอน จึงต้องพิจารณากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า การอ้างเรื่องความสมานฉันท์เพียงพอต่อการพิจารณาถอนฟ้องได้หรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า เรื่องนี้พิจารณาเกือบเสร็จแล้ว เหลือเพียงการสอบพยานอีก 1 ปาก อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่ลำบากใจ ต้องว่าไปตามหลักฐาน แล้วแต่ว่าที่ประชุมจะเดินหน้าพิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อหรือไม่ โดยให้กรรมการสอบชุดที่นายสุวิทย์ ธีระพงษ์ เป็นประธานส่งความเห็นมา

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยื่นเรื่องให้ กกต.ย้ายตำรวจสันติบาล 708 นาย ที่เข้ามาตรวจสอบกรณีทุจริตเลือกตั้ง กลับต้นสังกัดนั้น นายสุเมธ กล่าวว่า กรณีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งที่ จ.ลำปาง ทางตำรวจในพื้นที่ขอคืนสำนวน ไม่ยอมทำ แต่สันติบาลรับทำ อย่ามองคนในแง่ร้าย ตนเชื่อมั่นว่าตำรวจสันติบาลทุกคนรักบ้านเมือง และการร้องให้ย้ายกลับต้นสังกัด ต้องดูเหตุผล ว่าใครเป็นกลาง อย่าดูถูกทั้ง 708 คนว่าไม่รักประเทศ

สำหรับความคืบหน้าในการประกาศรับรอง ส.ส.นั้น นายสุเมธ กล่าวว่า วันนี้ (15 ม.ค.) กกต.จะประชุมหาทางแก้ไขปัญหา และวันที่ 17 มกราคม จะได้ข้อสรุป เพราะวันที่ 17-18 มกราคมนี้ กกต. ต้องพิจารณารับรอง ส.ส.ให้ครบร้อยละ 95 เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ต่อข้อถามว่า กกต.มีแนวโน้มว่าจะใช้แนวทางการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อนแล้วสอยทีหลังหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า คงต้องให้เหตุผลและพิจารณาสำนวนรายคน ว่าติดขัดอะไรอย่างไร และต้องถามความเห็นของ กกต.แต่ละคนว่าจะมีความเห็นอย่างไร เมื่อถามย้ำว่าต้องประกาศรับรองทั้งหมดหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า คงต้องเป็นอย่างนั้น.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-15 13:34:37

เทพชัย-เนชั่นผงาด 5อรหันต์ทีวีสาธารณะ [15 ม.ค. 51 - 12:38]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 ม.ค.) ที่มีมติตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว 5 คน เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องผังรายการในช่วงแรกก่อนให้เป็นทีวีสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ พ.ศ.2551 ประกอบด้วย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายณรงค์ ใจหาญ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เทพชัย หย่อง เครือเดอะเนชั่น และ อภิชาติ ทองอยู่ นักวิชาการอิสระ

พปช.ย้ำ‘สมัคร'ต้องเป็นนายกฯ-ปฏิเสธ‘ประวิตร"นั่งกลาโหม

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเท่านั้น หลังจากมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพร้อมให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้นายสมัคร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยอมรับว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม คงต้องเป็นมติของพรรคว่าบุคคลใดจะมีความเหมาะสม โดยเห็นว่าอดีตผู้นำเหล่าทัพแต่ละคนต่างก็มีความเหมาะสมเท่าๆ กัน
พร้อมยืนยันว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ อดีต ผบ.ทบ.ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในขณะที่คุณหญิงพจมาน ก็ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในพรรคด้วยเช่นกัน
"จริงๆ แล้ว คมช.ไม่ได้ยุ่งอะไรกับเรา(พรรคพลังประชาชน) อย่าไปสร้างภาพว่า คมช.น่ากลัว ก็ถือเป็นน้องเป็นนุ่งทั้งนั้น" พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าว
พล.ต.อ.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า คมช.ไม่เคยเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร มาให้แก่ทางพรรค เพื่อให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม อีกทั้งแกนนำของพรรคก็ไม่เคยติดต่อกับ คมช. และโดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า รมว.กลาโหม จะเป็นคนในพรรคหรือนอกพรรคก็ได้ หากเข้ามาแล้วสามารถประสานรอยร้าวหรือความขัดแย้งต่างๆ ได้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา


จาก hi-thaksin