WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 15, 2008

'เรืองโรจน์' ตอกย้ำ 'หมัก' ต้องเป็นนายกฯ

ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คุณหญิงพจมานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาหรือกำหนดตัวบุคคลที่จะรับตำแหน่งในครม. ซึ่งพรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำจัดตั้งแน่นอน ทั้งนี้นับแต่คุณหญิงพจมานเดินทางกลับประเทศไทยยังไม่ได้พูดคุยหรือพบกัน คุณหญิงพจมานเข้ามาในประเทศไทยเพราะเป็นห่วงบ้าน ส่วนที่บอกว่าคุณหญิงพจมานจะไปเจรจากับ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ก็เป็นเรื่องของคุณหญิงพจมาน เพราะคุณหญิงพจมานก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่จะไปนั่งคุยกับใครก็ได้ และไม่จริงแน่นอนที่จะมีการขอไม่ให้นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคพลังประชาชนมาถึงขนาดนี้ พรรคพลังประชาชนก็ต้องสนับสนุนนายสมัครขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน เพราะหากไม่ใช่นายสมัครกติกาประชาธิปไตยก็คงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

พล.อ.เรืองโรจน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพล.อ.อนุพงษ์ สนับสนุนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ.เป็น 'รมว.กลาโหม' ในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของมติพรรคที่จะให้ใครเข้ามารับตำแหน่งไหน ซึ่งตนก็ไม่ได้มีหน้าที่ว่าจะไปเป็นอะไร พรรคจะมอบหมายอะไรก็ต้องทำตามมติพรรค ซึ่งตนและพล.อ.ประวิตรก็สนิทสนมกัน และคิดว่าคนที่เป็นทหารผู้ใหญ่มาระดับนี้เป็นผู้นำเหล่าทัพหรือผู้นำกองทัพมาแล้ว มีความรู้ความสามารถทุกคน สามารถเป็น รมว.กลาโหมได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหมนั้นจะต้องหารือกับทาง คมช.เพื่อหาคนที่เหมาะสมด้วยหรือไม่ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า เป็นเพียงข่าวและ คมช.นั้นไม่ได้มายุ่งอะไร แต่มีคนพยายามเอาไปพัวพันกันเท่านั้น ซึ่งตนและ คมช. ทุกคนก็เป็นพี่น้องกันมาทั้งนั้น เป็นรุ่นใกล้ๆ กันทั้งนั้น และยังรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ พูดคุยกันได้ทั้งนั้นอย่าไปสร้างภาพว่า คมช.น่ากลัว เพราะทั้งหมดก็เป็นพี่เป็นน้องกัน

ขอขอบคุณ www.thaiinsider.info

จาก Hi-Thaksin

คมช.โต้ลั่น-ชงขึ้นเงินเดือนตัวเอง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผอ.สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช. กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ไฮ-ทักษิณ

เปิดเผยว่า คมช.เสนอให้ครม.พิจารณาเพื่อขอให้ขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษว่า กรณีนี้เหมือนปีที่แล้วที่มีการปล่อยข่าวว่าคมช.ขอขึ้นเงินเดือนหรือรับเงินเดือน 2 ขั้น ความจริงเป็นเรื่องการเสนอขอบำเหน็จประจำปีให้กับกำลังพลที่คมช.ขอตัวจากหน่วยต้นสังกัดต่างๆ มาช่วยทำงานให้กับสำนักงานเลขาธิการคมช. เพราะหน่วยต้นสังกัดไม่สามารถขอบำเหน็จให้กับกำลังพลเองได้

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ทุกครึ่งปีและปลายปีหน่วยงานต่างๆ ต้องมีการเตรียมการเพื่อขอบำเหน็จประจำปี สำนักงานเลขาธิการคมช.จึงทำตามระเบียบ คือทำเรื่องเสนอต่อครม.เป็นกรณีพิเศษให้กับกำลังพลที่มาช่วยราชการทำงานให้กับคมช. ซึ่งไปตามโควตาปกติ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อยเนื่องจากเงินเดือนของสมาชิกคมช.ทั้ง 7 คนเต็มหมดแล้ว ส่วนที่ขอเป็นกรณีพิเศษเพราะคมช.เป็นหน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ จึงต้องทำเรื่องเสนอเพื่อขออนุมัติจากมติครม.

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า พวกที่นำข่าวนี้มาปล่อย ความจริงเขารู้เรื่องนี้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ ความจริงคมช.สามารถขอรับเงินทวีคูณได้ เพราะเราทำงานพิเศษโดยไม่ได้หยุดและเป็นสิทธิ์ของเราที่สามารถทำได้ แต่ไม่ทำเพราะคิดว่าทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ ครั้งนี้เป็นการขอครั้งสุดท้ายของคมช. เพราะคมช.ใกล้จบภารกิจแล้ว

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคมช. กล่าวว่า

ขณะนี้คมช.ใกล้หมดวาระการทำงาน ยืนยันว่าไม่มีสมาชิกคมช.คนใดที่จะขอขึ้นเงินเดือน เพราะหากมีการขอขึ้นเงินเดือนจริงจะผิดระเบียบของกระทรวงกลาโหมและเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ กระแสข่าวที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดเพราะอาจจะเป็นการขอบำเหน็จประจำปีให้กับนายทหารที่คมช.ขอให้มาทำงานกับสำนักงานเลขาธิการคมช. ซึ่งเป็นเรื่องปกติของหน่วยราชการ


เปิดโผรมต.พปช. 'สมัคร'ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ

พปช.ลั่นตั้งรบ.6พรรคเสร็จแล้ว รอแถลงร่วมวันที่17ม.ค. เผยหลัง22ม.ค.เปิดโฉมรมต. 'สมัคร'นั่งนายกฯ 'หมอเลี้ยบ'เป็นรองควบคลัง 'เฉลิม' ได้รมว.ยุติธรรม 'ยงยุทธ'ยึดปธ.สภา

พปช.ข่มหลัง22ม.ค.เห็นโฉมรมต.

ที่ทำการพรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค กล่าวว่า จากท่าทีของนายอภิสิทธิ์ หัวพรรค ปชป.ได้แสดงความพร้อมว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ดี แต่ท่าทีของนายสุเทพ เลขาธิการพรรค ไม่สอดคล้องกับท่าทีหัวหน้าพรรคเท่าใดนัก ยังดึงดันอยู่ตลอดว่า พปช.ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงขอแนะนำให้ทั้ง 2 คนหารือกันว่าจะเอาอย่างไรกัน ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ

'เหตุที่พรรคยังจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นที่เรียบร้อย เกิดจากกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ให้เปิดสภาหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ไม่ได้มาจากปัญหาการเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสามารถทำได้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหลังวันที่ 22 มกราคม หนึ่งวันก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐมนตรีกัน' ร.ท.กุเทพกล่าว

ส่วนกระแสข่าวผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เห็นชอบหากนายสมัครเป็นนายกฯนั้น ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ไม่มีประเด็นนี้ พรรคยึดถือหลักการมาโดยตลอดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น ไม่เช่นนั้นทุกสิ่งก็จะเป๋หมด

แผนใหม่'เลี้ยบ'คุมคลัง-หลัง'โกร่ง'ปัด

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรค พปช.เปิดเผยว่า ภายหลังที่นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตอบปฏิเสธการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงการคลัง และนายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลังยังสงวนท่าทีอยู่นั้น ล่าสุดมีความเป็นไปได้สูงว่า พรรคจะวางตัว นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณมีความไว้ใจ นพ.สุรพงษ์เป็นอย่างมาก และจะเป็นการง่ายหาก พ.ต.ท.ทักษิณจะให้คำปรึกษาการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที )

เผยอาจนั่งควบรองนายกฯด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พปช.กล่าวว่า การวางตัวบุคคลในตำแหน่ง รมว.คลังนั้น ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะในทีมเศรษฐกิจของพรรคล้วนแล้วแต่มีผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ อยู่แล้ว หาก นพ.สุรพงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.คลังจริงๆ ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะคนที่จะเป็นรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องมีประสบการณ์และมุมมองทางการเมืองพอสมควร เพื่อตอบกระทู้ถามในสภาได้

'ที่แน่ๆ คือ นพ.สุรพงษ์ได้เป็นรองนายกฯ แต่ไม่แน่ใจว่าจะควบรัฐมนตรีกระทรวงใด หากควบ รมว.คลังก็ไม่มีปัญหา เพราะรู้เรื่องเศรษฐกิจพอสมควร ส่วนการแต่งตั้ง รมช. และ เลขาฯ รมว.นั้นคงจะมีการดันให้ทีมงานในทีมเศรษฐกิจมารับผิดชอบงานตรงนี้' แหล่งข่าวกล่าว

พปช.ยันดัน'ยงยุทธ'ประธานสภา

แหล่งข่าวจาก พปช.แจ้งว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในวันที่ 17 มกราคมนี้ พรรคจะแถลงร่วมรัฐบาลกับอีก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ชท. พผ. รช. พรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) และพรรคประชาราช (ปชร.) ขณะนี้ขั้นตอนการเจรจาโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ระบุถึงตัวบุคคลที่จะมาเป็น เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรคไปจัดสรรกันเอง

สำหรับพรรค ชท.นั้น ได้โควต้ารัฐมนตรีว่าการใน 2 กระทรวงเกรดเอ และรัฐมนตรีช่วยว่าการในกระทรวงเกรดบีอีก 2 ตำแหน่ง พร้อมกับตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ส่วนตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรค พปช.ยังคงยืนยันที่จะให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่งนี้ ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรค เป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่ง

'สมชาย'คุมมท.-'เฉลิม'รมว.ยธ.

ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะแกนนำทั้ง 6 พรรคจะหารือกันถึงตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีภายหลังการแจกใบแดงใบเหลืองกับว่าที่ ส.ส.ยุติลง พรรควางตัวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้ นายศรีเมือง เจริญศิริ รองหัวหน้าพรรค เป็น รมว.คมนาคม และนายไชยา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค เป็น รมช.คลัง เป็นต้น' แหล่งข่าวกล่าว


'อนุพงษ์' พร้อมนัดหารือ 'พจมาน'

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบเพื่อหารือถึงสถานการณ์การเมืองว่า ยังไม่เคยพบ แต่หากคุณหญิงพจมานอยากจะมาคุยก็ทำเอกสารมาได้เลย หากจะมาคุยเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นก็เป็นสิ่งดี แต่พูดคุยเรื่องอะไรไม่ทราบ หากเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไปในทางคดีมีแนวทางอยู่แล้ว หากพูดคุยเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นก็น่าจะพูด แต่เรื่องการเมืองไม่ทราบ ต้องไปถามคุณหญิงพจมาน

เมื่อถามว่า หากคุณหญิงพจมานประสานเข้ามาเพื่อหารือกับ คมช.จะมีการหารือด้วยหรือไม่

พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คมช.ยังไม่มีการหยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุย และไม่แน่ใจว่า คมช.จะมีความสามารถจัดการเรื่องนี้หรือไม่ เพราะยุ่งเกี่ยวกันหลายเรื่อง การเมืองต้องปล่อยเป็นเรื่องการเมืองหาก คมช.ไปยุ่งเกี่ยวคงจะไม่ได้ ในภาพรวมต้องปล่อยให้การเมืองว่ากันเอง

'ส่วนประเด็นที่คุณหญิงพจมานจะมาพูดคุยแล้วทำให้สังคมดีขึ้น คิดว่าทำได้เลย แต่ประเด็นใดที่ต้องเป็นไปตามเรื่องราว เช่น คดีที่ถูกตรวจสอบหรือเรื่องอื่นก็ต้องว่าตามนั้น หากเป็นเรื่องที่สร้างความเรียบร้อยหรือสร้างกระแสความเข้าใจ เพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อยเศรษฐกิจก็จะดี ตลาดหลักทรัพย์ก็จะดี ผมว่าก็น่าฟัง' พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวสนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.เป็น รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า

คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่การเมืองดีกว่า เพราะหากไปแทรกแซงคงจะไม่ดี ความลงตัวทางการเมืองต้องมาก่อน แล้วถึงเป็นเรื่องการจัดตั้ง ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรเป็นบุคคลที่ได้รับความน่าเชื่อถือจากสถาบันทหารและมีความสามารถ เมื่อถามว่า เป็นห่วงการทำงานของ กกต.ที่ถูกข่มขู่จนเริ่มถอดใจหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบว่าถอดใจหรือไม่ แต่สื่อพูดเอง มั่นใจว่า กกต.มีศักยภาพของท่านที่จะทำ และสังคมก็ยอมรับการทำงานของ กกต. เพราะท่านทำตามอำนาจหน้าที่ที่มี ส่วนถอดใจหรือไม่ ไม่มีความเห็น ส่วนเรื่องการทำความเข้าใจกับกลุ่มม็อบที่กดดัน กกต. สื่อต้องทำหน้าที่เต็มที่ ท่านอยากให้ประเทศลุกเป็นไฟหรืออยากให้ประเทศสงบแล้วเศรษฐกิจรุ่งเรือง สังคมมีกฎเกณฑ์ต้องยึดตามกฎเกณฑ์

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจจะมีการยุบพรรคพลังประชาชนหากแจกใบแดงแก่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องของ กกต. และไม่ทราบว่าคดีมีหลักฐานอะไรบ้าง ดังนั้นหากออกความเห็นคงไม่ดี แต่สิ่งเดียวที่ กกต.ทำได้คือยึดบนหลักเกณฑ์และหลักฐานที่มี ตอบอย่างอื่นไม่ได้ เพราะไม่เคยคุยกับ กกต. แต่เชื่อว่า กกต.น่าจะทำงานผ่านไปด้วยดี


'สมัคร'ฉะพญามารนอกพรรค จ้องเตะตัดขา

เมื่อเวลา 15.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ได้เดินทางลงพื้นที่ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ช่วยหาเสียงให้แก่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ และ นพ.ประสิทธิ ชัยวิรัตนะ 2 ว่าที่ ส.ส.ชัยภูมิ เขต 2 ของพรรคที่ถูกใบเหลือง โดยนายสมัครได้เดินพบปะประชาชนในตลาด อ.แก้งคร้อ พร้อมได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณหน้าตลาด โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ต้องขอโทษพี่น้องที่เดินทางมาช้า เนื่องจาก กกต.ได้ส่งหนังสือให้ไปชี้แจงเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าได้แจกวีซีดี ที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร หากไม่ไปให้การก็อาจจะไม่ทัน

เพราะในวันที่ 15 ม.ค.นี้ กกต.จะประชุมใหญ่เพื่อรับรอง ส.ส. และในวันที่ 16 ม.ค.จะได้ประกาศรับรอง ส.ส. เพื่อเปิดประชุมสภาฯได้ทัน แล้วก็จะได้มีการเลือกประธานสภาฯ

และจากนั้น 3 วันก็จะมีการเลือกนายกฯ ขอยืนยันว่า ไม่เคยเห็นวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณเลย ไม่เคยไปแจกจ่าย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนที่มีใบเหลืองออกมามากนั้น ขอให้ออกมาใช้สิทธิกันมากๆ เหมือนที่นครราชสีมา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีมารมาก พญามารแอบอยู่ไหนก็ไม่รู้ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจด้วย

ไม่หวั่นกระแสข่าวถูกเบรกนั่งนายกฯ

นายสมัครกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าเกิดปัญหาภายในพรรคพลังประชาชน ที่จะปรับเปลี่ยนให้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนว่า ไม่หวั่นไหวกับข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในพรรคไม่ได้มีปัญหา ในพรรคไม่มีปัญหากันเลย มีแต่มารนอกพรรค มารมันเยอะ เมื่อถามอีกว่า มั่นใจหรือไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอน จนมีการเปิดประชุมสภาฯและเลือกนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า ก็เชื่อมั่นทุกอย่าง เพราะในพรรคไม่ได้มีปัญหากัน ส่วนเรื่องคดีตนก็ชี้แจงต่อ กกต.ไปหมดแล้ว ซึ่งทาง กกต.ก็บอกว่าจะสามารถเปิดประชุมสภาฯได้ทัน กระแสข่าวต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของข่าวที่ต้องการให้เกิดการปั่นป่วนเท่านั้น โดยเฉพากระแสข่าวที่จะให้ นพ.สุรพงษ์มาเป็นนายกฯแทนก็ไม่เป็นความจริง


ทอมแอนด์เจอร์รี่ ผลบ้านเมืองชิบหายวายป่วง

จากอิรักถึงไทย

คุณธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศออกมาตอบโต้ "ดิ อิโคโนมิกส์" นิตยสารทรงอิทธิพลที่ออกบทความฉบับพิเศษ "The World in 2008" เรื่องภัยการเมืองที่คุกคามทั่วโลกโดยไปสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจต่าง ๆ และตลาดหุ้นด้วย
ปรากฏว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากสุด 5 กลุ่มระนาบเดียวกับ ไนจีเรีย ไอวอรี่โคสต์ กินี เวเนซุเอลาฟิลิปปินส์ และอิรัก ไม่ผิดหรอก อิรัก ประเทศที่เป็นแดนมิคสัญญีนั่นแหละ
เค้าจัดไทยอยู่กลุ่มเดียวกับอิรักไปแล้ว ???
นักลงทุนให้ความเห็นกับ "ดิ อิโคโนมิกส์" ว่าเพราะไทยมีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อการลงทุน ทั้งเรื่องการก่อเหตุรุนแรง ประท้วง มาตรการกีดกันการค้าการลงทุน ความตึงเครียดทางการเมือง และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองรายรอบอยู่
แต่คุณธฤตโต้กลับว่า น่าจะเป็นภาพ เหตุการณ์ปี 2549 ไม่ใช่ปัจจุบัน บอกว่าไทยน่าลงทุนอยู่ในระดับต้น ๆ ของเอเชีย มีการอ้างอิงถึงการจัดอันดับของสถาบันต่าง ๆ ประกอบด้วย
ดูแล้ว บทวิเคราะห์ของ ดิ อิโคโน มิกส์ คงไม่ได้มุ่งร้าย ทำลายประเทศไทย เพราะไปถามความเห็นของนักลงทุน ไม่ได้เขียนเอง ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้บ้าจี้ไปประท้วง แค่ชี้แจงไป ก็เหมาะสมดี
สื่อต่างชาตินั้น ไม่ใช่บิดาเราหรอก แต่นักลงทุนใช้ข้อมูลจากสื่อต่างชาติเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจมาลงทุน หลังทหารใช้รถถังยึดอำนาจเมื่อปีที่แล้ว ไทยก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพม่า ฟิจิ ปากีสถาน ทันที
สหรัฐ อียู ออสเตรเลีย ลดการลงทุนในไทย นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศพวกนี้ก็ไม่ได้ เพราะเค้าไม่ต้อนรับ จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลจากพลเรือน ไม่ใช่รัฐบาลใต้ "ท็อปบู๊ต" และไม่ใช่แต่ "ดิ อิโคโนมิกส์" ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์ ก็รายงานข่าวว่า แม้พลังประชาชนจะได้เสียงข้างมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับการร้องเรียนแบบผิดปกติ หยิบคำพูด เควิน เฮวิสัน นักวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนามาบอกว่า การไม่รับรอง ส.ส.พลังประชาชน 65 คน และยัง มีข่าวจะแจกใบแดงอีก 20-30 ใบนั้นคือ
ความต้องการในการล้มล้างการเลือกตั้งก็เป็นได้ ???
เอเอฟพีของฝรั่งเศส รายงานว่า กกต. ภายใต้การแต่งตั้งของทหาร (The military appointed Election commission) ไม่รับรอง ส.ส.พลังประชาชน 65 คน ที่น่าสนก็ตรง กกต. ภายใต้การแต่งตั้งของทหารนี่แหละ เท่ากับเค้าเห็นว่า ทหารแทรกแซง "กกต." นั่นแหละ
หนักหนากว่านั้น แอนดรูว์ วอล์ก เกอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกว่า ที่เกิดขึ้น คือการก่อรัฐประหารอำพราง ที่เจ็บมากเลยคือ "ประเทศไทยขาดวัฒนธรรมในการเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ หากชนชั้นนำไม่ชอบ ก็สามารถกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้"
จะเหมาว่า "ทักษิณ" ไปจ้างล็อบบี้ยิสต์เขียนใส่ร้ายไทย ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะสื่อต่างชาติมองจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยจริง ๆ ก็เหมือนคนไทยเองไม่น้อย ที่รู้สึกอย่างเดียวกัน
เหนืออื่นใด วันที่ 15 มกราคมนี้ ศาลฎีกา จะวินิจฉัยคดีที่ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จาก ปชป. ยื่นฟ้อง 4 ประเด็น สุด ๆ คือขอให้ยุบพลังประชาชนฐานเป็นนอมินี เดายากว่า ผลจะเป็นอย่างไร แต่ที่ "ดิ อิโคโนมิกส์" เปรียบไทยเสี่ยงเหมือนอิรัก อาจไม่ไกลเกินจริงหรอก ก็ดูสิหลังเลือกตั้ง รู้ผลแพ้ชนะ แต่ยังเหมือนอยู่ในแดนมิคสัญญี
ผ่านศึกเลือกตั้งไปได้ แต่สงครามชิงเมืองทำท่าจะไม่ยอมจบง่าย ๆ นี่แหละ.
ดาวประกายพรึก--จบ--


//////////////////////////////////

คอลัมน์:ฝ่าเปลวแดด...จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์


สองขั้นอัปยศ : การทำรัฐประหารเป็นความดีความชอบ เข้าขั้นเสียสติแล้ว


โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์
โลกวันนี้
15 มกราคม 2551

ข่าวในหน้า 2 ของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2551 ระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ได้เสนอปูนบำเหน็จความดีความชอบให้กับตัวเอง และนายทหารอีกนับร้อย เป็นการตกรางวัลที่ได้ช่วยทำรัฐประหารจนสำเร็จ และคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติให้แล้วเรียบร้อย

ตกลงนายทหารใหญ่ทั้ง 6 คนของ คมช.เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการ คมช.81 คน และนายทหารในหน่วยปฏิบัติการพิเศษอีก 355 คน รวมทั้งหมด 442 คน ล้วoได้รับการเลื่อนขั้นสองขั้นและเงินเดือนเพิ่มอีกคนละ 15% กันทุกคนไป โดยให้ใช้งบประมาณแผ่นดิน 2551

เหมือนยังเย้ยหยันกันไม่พอ ในเอกสารขออนุมัติยังแจงรายละเอียดด้วยว่าการขึ้นขั้นทีเดียว 2 ขั้นก็เพราะ “นายทหารเหล่านี้ปฏิบัติงานอย่างขยันขันแข็งและด้วยความอุตสาหะมาตลอดเวลาของการยึดอำนาจ”

บอกในอีกตอนหนึ่งว่า “นายทหารทั้งหมดได้ใช้สมองมาแก้ไขปัญหาของชาติ” และเป็นการ “ตอบแทนการทำงานที่ประสบความสำเร็จและเพื่อเป็นกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเหล่านั้น”

ผมต้องอ่านซ้ำถึงสองเที่ยวเพื่อให้แน่ใจว่า เขาไม่ได้ลงข่าวผิดหรือสื่อความผิด ในที่สุดก็ไม่ผิดหรอกครับ เขาปูนบำเหน็จและเลื่อนขั้น 2 ขั้นให้นายทหารทุกคน ที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 กันจริง ๆ เป็นมติคณะรัฐมนตรี และประกาศให้รับรู้ทั่วกันในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย

ตกลงในเมืองไทยเรานี้มันบ้าหรือเมากันแน่? ลำพังการใช้อาวุธและกำลังทหารเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญ โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นระบอบเผด็จการทหาร ที่ทั่วโลกเขารังเกียจเดียดฉันท์ ก็เลวร้ายพอที่คนไทยจะมุดหัวลงดินด้วยความอับอายอยู่แล้ว


นี่ยังมีหน้ามาบอกว่า การกระทำเยี่ยงนั้นเป็นความดีความชอบอีกหรือนี่? มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ถ้าการทำลายประชาธิปไตยกลายเป็นของปรกติธรรมดา และใครที่เข้ามาช่วยกระทืบประชาชนผู้รักในระบอบประชาธิปไตยกลับได้รางวัลอย่างงามเช่นนี้? ใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมว่าเข้าขั้นเสียสติแล้วนะครับ

นี่ว่ากันโดยไม่จำกัดความสูงความต่ำของสถานภาพทางสังคม ที่ล้วนแล้วแต่เป็นมายากันล่ะ ทำกันถึงขนาดนี้ การฟื้นฟูรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นฉบับปี พ.ศ.2550 และเข็นจนมีการเลือกตั้งกันได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็น่าจะเป็นเรื่องตลก ในสายตาอันมืดบอดของคนบางคน

ประชาธิปไตยจะมีอนาคตได้อย่างไร หากวันนี้ออกมาสื่อความหมายกันโครม ๆ ว่าการทำรัฐประหารเป็นคุณความดี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต่อไปจากนี้ จะไปบอกใครได้ว่าปวงชนชาวไทยเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการปกครองประเทศนี้และมอบอำนาจชั่วคราวมาให้ตนทำงานแทนให้ ก็เขาเห็นตำตาว่ามีคนที่ใหญ่กว่าประชาชน ถึงขนาดเอามือตบหลังให้กำลังใจกลุ่มบุคคลที่ล่วงละเมิดสิทธิ์ และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนได้

อย่างนี้ ทุกคนก็จะนั่งรอว่าเมื่อไหร่จะมีการรัฐประหารอีก เพราะมันคือผลประโยชน์อันใหญ่หลวงของคนที่ควบคุมประเทศนี้ไว้ในอุ้งมือ ก็น่าเข้าร่วมอยู่หรอก ฝ่ายประชาชนมีแต่จะเสียประโยชน์ และสูญสิ้นความเคารพตนเองลงไปทุกวัน


วันนี้เขาก็ปรับทุกข์กันทั่วประเทศอยู่แล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทยของเรา โดยเฉพาะคนที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วยกัน ถ้าหูหนวกตาบอดกันนัก ขอย้ำตรงนี้ว่า

การขึ้นเงินเดือนให้กับคน 442 คนครั้งนี้ เป็นการตบหน้าคนไทยอย่างรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

กระทำโดยคนที่ไม่รู้จักเกรงใจประชาชนเลย แม้แต่เท่าขี้เล็บ ที่สำคัญคือ เป็นการปูพื้นสำหรับการรัฐประหารคราวหน้าด้วย ไม่เชื่อลองย่องไปถามผู้คนในกองทัพภาคที่ 1 และกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ดูสิครับว่า เขาเตรียมการอะไรกันอยู่บ้างในบัดนี้ เหนื่อยกับการเต้นรำและเตรียมกำลังไปพร้อมกันจะแย่อยู่แล้ว วุ่นวายหัวใจด้วย ไม่รู้จะเล่นเพลงมาร์ชหรือวอลซ์ก่อนดี!


จาก Thai E-News

ITV ย้อนรอยเหตุการณ์นับแต่ก่อตั้ง จนถูกสั่งปิดเมื่อคืน

โดย Red Earth
ที่มา
เว็บบอร์ดคนวันเสาร์ฯ
15 มกราคม 2551

เรามาย้อนรำลึกถึงความหลังครั้งเก่าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้กันเพื่อเป็นการอำลาจอกันไปในคืนนี้

ไอทีวีก่อตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เพื่อแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์นำเสนอข่าวบิดเบือน ซึ่งเห็นได้ชัดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เงื่อนไขในการให้สัมปทานจึงค่อนข้างเข้มงวด กำหนดสัดส่วนรายการให้เป็นข่าวร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 จึงเป็นรายการบันเทิง เน้นว่ารายการบันเทิงจะต้องเป็นแนวสารคดี รายการเด็ก ปกิณกะที่ให้สาระและความบันเทิง สถานีโทรทัศน์ไอทีวีจึงเกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้นำคลื่นความถี่โทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ มาให้เอกชนลงทุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ

พ.ศ. 2535
ในการประมูลครั้งนั้น กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และเครือเนชั่นชนะการประมูล โดยได้ยื่นข้อเสนอจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ 25,200 ล้านบาท ภายในอายุสัญญา 30 ปี ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเม้นท์ จำกัด เริ่มออกอากาศวันที่ 1 ก.ค.2539

30 ปี เสนอจ่ายให้รัฐ 25,200 ล้านบาท... สุดยอดของธุรกิจทีวี... กับยอดสัมปทานที่สูงขนาดนั้น จะเอาความเสรีมาจากไหน..ในเมื่อต้องทำเงินให้รัฐเป็นล่ำเป็นสัน... แววเจ๊งมันเห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว

ปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจ
ในขณะที่ไอทีวีถือกำเนิดในปี 2539 แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังหัวทิ่มอย่างไร ไม่ได้รู้เลยว่าหายนะมันกำลังจะเริ่มตั้งเค้า ตามสัญญาสัมปทาน 2 ปีแรกตามสัญญายังไม่ต้อง จ่ายค่าสัมปทานให้ไปลงทุนก่อน ไปเริ่มจ่ายปีที่ 3(2542) จำนวน 300 ล้านบาท ปีที่ 4 ก็ 400 ล้านบาท ปีที่ 5 ก็ 500 ล้านบาท เพิ่มไปเรื่อยๆจนปีที่ 9 ก้อ 900 ล้านบาท ปีที่ 10 - 30 ปีละ 1,000 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานของไอทีวี เปิดปั๊บก็ ขาดทุนตั้งแต่ปี 2540 เพราะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ได้รับผลกระทบในการขายโฆษณา ระหว่างนี้ไอทีวียังมีอุปสรรคในการจัดตั้งสถานีเครือข่ายทั่วประเทศที่ต้องตั้ง 36 สถานี ภายใน 2 ปี หลังทำสัญญา เพราะไอทีวีเช่าใช้พื้นที่ของกรมประชาสัมพันธ์ได้ล่าช้าทำให้ต้องสั่งซื้อทรัพย์สินส่วนใหญ่ ทำให้ขาดทุนจากการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จึงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 409 ล้าน ไทยพาณิชย์เริ่มอยู่ไม่ติดเพราะเป็นนายทุนใหญ่ NPL ของธนาคารก็พอก สถาบันการเงินวิกฤติขนาดหนัก


ปี 2541
บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อ 20 ต.ค. 2541 เพื่อเตรียมแต่ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตามสัญญาซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนภายใน 6 ปี หลังจากดำเนินการ แต่มันเป็นช่วงวิกฤติ ผลประกอบการก็ไม่ได้ดีขึ้น จนถึงเวลาต้องจ่ายค่าสัมปทานในปีที่ 3(2541) จำนวน 300 ล้าน ขาดทุนมาตลอด จะเอาที่ไหนจ่ายก็ขอผ่อนผันกับรัฐบาลในสมัยนั้น คือรัฐบาลชวน หลีกภัย โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็น รมต. สำนักนายกฯ กำกับดูแล สปน. โดยทำหนังสือขอขยายเวลา ชำระค่าตอบแทนแก่รัฐตั้งแต่เริ่มเลย ตามเอกสารตั้งแต่ปี 2540

หนังสือขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทน ITV078/2540
ขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV183/2540
ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV053/2541
ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานครั้งที่ 2 ITV068/2541
การขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอนแทน ITV094/41
อีกหลายฉบับ... เพื่อขอไปทาง สปน. ซึ่งก็ผ่อนผันให้ ตามที่ขอ

มติ ครม. รัฐบาลชวน
เรื่อง บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด ขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานการดำเนินการตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในกรณีที่คู่สัญญาเห็นพ้องต้องกันว่าควรแก้ไขสัญญา ก็ให้ยกร่างสัญญาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง โดยนำกฎหมายว่าด้วยเอกชนร่วมทุนกับรัฐมาอนุโลมใช้เท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ในชั้นนี้ โดยขอแก้ไขระยะเวลาการชำระยืดออกไป เพราะจ่ายไม่ไหว ขาดทุนบักโกรกมาตลอด พยายามไประดมทุนในตลาด แต่เข้าไม่ได้เพราะเจ๊ง

แม้ว่าจะจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว แต่ผลประกอบการขาดทุนทำให้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเป็นบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ไม่สามารถจะเข้าไประดมทุน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

ปี 2542
บริษัทสยาม อินโฟเทนเมนท์ ทำหนังสือขอชดเชยความเสียหายจากการที่รัฐทำผิดตามสัญญา โดยขอจ่ายค่าสัมปทานให้เท่ากับหรือใกล้เคียงช่อง 7 สี และอ้างว่าได้รับผลกระทบจากกรณีที่สปน.อนุญาตให้สถานีช่อง 11 และยูบีซีหารายได้จากโฆษณา

ปี 2543
ตลาดหลักทรัพย์ผ่อนปรนให้บริษัทที่ไม่มีผลกำไรยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ปีนี้ไอทีวีมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง มีหนี้สิน 4,900 ล้านบาท ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการ จึงต้องหาผู้ร่วมทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อนการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน ในตลาดหลักทรัพย์

ปี 2543
เพื่อแก้ปัญหาหนี้เน่า และปัญหาขาดทุน ขาดเงินดำเนินกิจการ เพราะธนาคารไทยพาณิชย์แบกรับไม่ไหว รับหุ้นมาเป็นหลักประกัน มาล้นหน้าตักแล้ว ก็ไม่รู้จะเอาหุ้นไว้ทำไม จึงหาทางปลด NPL ครับ ชินคอร์ปก็เข้ามาทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นในเดือน ธ.ค. 2543 มีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือ 55.12 % บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 39% และผู้ถือหุ้นเดิม 5.88% การที่กลุ่มชินเข้ามามีสัดส่วนหุ้นที่มากทำให้เป็นที่พิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นว่าการดำเนินการของไอทีวีจะขัดกับเจตนารมณ์เดิมของการทำสัญญา

เนชั่นเริ่มแตกคอกับไทยพาณิชย์ก็ตอนนี้ เพราะจะทิ้งหุ้นแล้ว ไม่เอาแล้วขอถอนสมอ ก่อนที่จะย่อยยับมากกว่านี้ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างไทยพาณิชย์ที่จม ถมเท่าไหร่ก็ไม่พอกับ ไอทีวี

หลังจากที่มีการเพิ่มทุน แตกหุ้นเพิ่มทุน เนชั่นก็ถอนออกไป ชินคอร์ปก็จัดการบริหารหนี้เน่าใหม่ เดิมที่มีการเรียกค่าเสียหายเมื่อปี 2542 จากผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิมจากรัฐ แต่ไม่ได้ผล บริษัทชินคอร์ปร้องขอค่าเสียหายอีกครั้งในเดือน ก.ย.2545 และยื่นหนังสือขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการมาพิจารณาเรื่องนี้ รวมทั้งเรียกร้องเพิ่มอีกข้อหนึ่งคือ ขอแก้สัญญาให้มีรายการบันเทิงมากขึ้น

30 ม.ค.2547
คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาด ให้สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีชดเชยค่าเสียหายดังนี้


1. ชำระเงินคืนแก่บริษัท จำนวน 20 ล้านบาท
2. ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำจากเดิมปีละ 1,000 ล้านบาท เหลือ 230 ล้านบาท โดยไม่ต้องชำระเงินขั้นต่ำในส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีอีก
3. ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนจากร้อยละ 44 เหลือร้อยละ 6.5 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษีอากร โดยเปรียบเทียบกับเงินประกันผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีละ 230 ล้านบาท จำนวนใดมากกว่าให้ชำระตามจำนวนนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2545 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา
4. ให้สปน.คืนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้ชำระเกินจากข้อ 3. จำนวน 570 ล้านบาท

และ 5.ให้บริษัทสามารถออกอากาศไพรม์ไทม์ คือ ระหว่างเวลา 19.00-21.30 น. โดยไม่ถูกจำกัดประเภทของรายการ ทั้งนี้ โดยเสนอรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ในสัดส่วนเวลาทั้งหมดเพียง 50%

ศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ


สปน. จึงยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทดังกล่าว

10 พ.ค.2549 ศาลปกครองครองกลางชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ส่งผลให้

1. สปน.ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสัมปทาน 570 ล้านบาท และอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจชี้ขาดให้ปรับลดเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาร่วมงาน
2. ไม่ต้องจ่ายค่าปรับ 20 ล้านบาท จากกรณีที่ปล่อยให้สถานียูเอชเอฟอื่นมีโฆษณา
3. สัดส่วนการนำเสนอข่าวสารจะต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์เดิมคือสาระร้อยละ 70 บันเทิงร้อยละ 30 โดยไอทีวีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน

จึงมีผลมาให้เกิดการปรับกันขนานใหญ่ จากเดิมที่มันปรับ ยึด ไอทีวีได้ตั้งนานแล้ว ก็เรื้อรังมาจนถึงวันนี้ เพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลง ก็ต้องยกเลิกสัญญา โดยการอ้างการทำผิดสัญญาสัมปทานในที่สุด เพราะยังไงมันก็จ่ายไม่ไหวบนเงื่อนไขแบบนี้ของสัญญา ใครมาทำต่อบนสัญญานี้ ยังไงก็ทำไม่ได้ ปัญหาก็มีต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ พอจะแก้ก็ว่าช่วยเอกชน การแก้สัญญาจึงเป็นไปไม่ได้ ปิดประตูการแก้ปัญหาอย่างสันติ มันก็ต้องจบลงแบบนี้ เลิกก็เลิก ไม่ได้เสียหายอะไร

คนที่เสียหายคือรัฐเท่านั้นเอง ที่ต้องมารับภาระบริหารในฐานะเจ้าของคนใหม่ แทนที่จะออมชอมกินผลตอบแทนปีละเป็นพันล้านหรือกินค่าปรับปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปี ตอนนี้ต้องใช้เงินภาษีมาอุ้มสถานีปีละหลายพันล้านแทน

เฮ้อ เผด็จการโง่แล้วอยากบริหารงานแผ่นดินอีก
จาก Thai E-News

การ์ตูนโดยนิโคจัง "ชัยชนะของสื่อไทย"


จาก Thai E-News