WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 16, 2008

อัยการแย้งคตส. คดีหวยบนดิน ไม่ฟ้องเหมาเข่ง

คณะทำงานของอัยการมีความเห็นแย้งสำนวนสอบสวนและมติ คตส. ในคดีหวยบนดินที่ให้ฟ้องเหมาเข่งคณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ทักษิณ” และผู้บริหารกองสลากรวม 47 คน โดยเห็นควรให้ส่งฟ้องศาลเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกนโยบายและการกำกับดูแลกองสลากเท่านั้น ชงเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด หากเห็นด้วยต้องตั้งกรรมการร่วมกับ คตส. ทำสำนวนใหม่ แต่หาก คตส. ยืนยันมติเดิมสามารถตั้งทนายฟ้องศาลเองโดยตรงได้
+++++++++++++++++
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีหวยบนดินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ในการพิจารณาสำนวนคณะทำงานอัยการได้สรุปความเห็นเสนอนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณามีคำสั่งคดีต่อไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยผลการสรุปความเห็นของคณะทำงานได้ เพราะต้องให้อัยการสูงสุดพิจารณาก่อนว่าจะมีความเห็นตามที่คณะทำงานเสนอไปหรือไม่ อย่างไร ซึ่งอัยการสูงสุดจะต้องแจ้งความเห็นให้ คตส. ทราบผลภายในวันที่ 18 ม.ค. นี้ เพราะกฎหมายกำหนดให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งคดีภายใน 30 วันหลัง คตส. ส่งสำนวนคดี ซึ่งคดีนี้จะครบกำหนดในวันที่ 21 ม.ค. นี้
ไม่เห็นด้วยฟ้องเหมาเข่ง 47 คน
แหล่งข่าวสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยนายวัยวุฒิ รองอัยการสูงสุด นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ผู้ตรวจราชการอัยการ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการเขต 8 เสียงแตกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เห็นว่าควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน แต่อีกส่วนเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ที่ออกนโยบาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และอดีตผู้บริหารสำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะมีหลักฐานว่าได้ประโยชน์เชิงนโยบายในการออกนโยบายหวยบนดิน ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับผิดชอบสำนักงานสลากฯและเจ้าหน้าที่สำนักงานกองสลากฯที่เป็นฝ่ายปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้มีเจตนาทุจริต และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบาย


อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมติปรากฏว่าคณะทำงานลงความเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบายหวยบนดินเท่านั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสลากฯ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ซึ่งร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 147, 152, 154, 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่จัดการแต่เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือผู้อื่นเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดโดยทุจริตเรียกเก็บ หรือละเว้นไม่เรียกเก็บทำให้รัฐเสียหาย และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 8, 9, 10 และ 11 โดยคณะทำงานอัยการยังมีความเห็นให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง คตส. และอัยการด้วย เนื่องจากคณะทำงานอัยการมีความเห็นในสำนวนคดีแย้งกับ คตส. หาก คตส. ยันมติเดิมฟ้องศาลเองได้ หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงาน อัยการสูงสุดจะต้องเร่งส่งความเห็นให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาสำนวน เพราะตามกฎหมายเมื่ออัยการสูงสุดมีความเห็นต่างจาก คตส. จะต้องตั้งคณะทำงานพิจารณาร่วมกัน โดยถ้าคณะทำงานร่วมดังกล่าวเห็นชอบให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางคนแล้ว อัยการสูงสุดก็สามารถนำคดียื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ถ้า คตส. ยืนยันควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน กฎหมายเปิดให้ คตส. มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้เอง อย่างไรก็ดี หากอัยการสูงสุดเสนอเรื่องให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วม คาดว่าการพิจารณาสำนวนเพื่อทำความเห็นจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

สำหรับสำนวนคดีหวยบนดินนั้น ตามสำนวนของ คตส. ผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาจะแยกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1.รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.ค. 2546 และมีมติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว และ 2.คณะกรรมการกองสลากฯที่เข้าร่วมประชุมและมีมติให้ดำเนินการโครงการหวย โดยในส่วนกลุ่มแรกประกอบด้วย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายกร ทัพพะรังสี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ นายวราเทพ รัตนากร นายสนธยา คุณปลื้ม นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายเนวิน ชิดชอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายพิเชษฐ สถิรชวาล นายนิกร จำนง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายอดิศัย โพธารามิก นายวัฒนา เมืองสุข นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นางอุไรวรรณ เทียนทอง นายพินิจ จารุสมบัติ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส่วนนายประมวล รุจนเสรี และนายปองพล อดิเรกสาร ไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันดังกล่าว ส่วนกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยผู้บริหารและกรรมการสำนักงานสลากฯจำนวน 17 คน ประกอบด้วย 1.นายสมใจนึก เองตระกูล 2.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล 3.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช 4.นายพรชัย นุชสุวรรณ 5.น.ส.สุรีพร ดวงโต 6.นายณัฐวิช อินทุภูมิ 7.นายชัยวัฒน์ พสกภักดี 8.นายกำธร ตติยกวี 9.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ 10.นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ 11.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 12.พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ 13.นางสตรี ประทีปะเสน 14.นายอำนวยศักดิ์ พูลศิริ 15.พล.ต.ท.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 16.นายบัณฑูร สุภัควณิช และ 17.นางอรอนงค์ มณีกาญจน์

เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2202 ประจำวัน อังคารที่ 15 มกราคม 2008

“กฎหมายไม่ใช่ตัวยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือให้เกิดความยุติธรรม”

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
16 มกราคม 2551

ชื่อเรื่องของบทความนี้ ได้อัญเชิญข้อคิดอันทรงคุณค่า ที่อ้างอิงจากพระราชดำรัสบางตอนที่ได้พระราชทานไว้แก่คณะบุคคล ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านยุติธรรมเมื่อหลายปีก่อน

เนื่องจากระยะหลังมานี้ มีบุคคลจำนวนไม่น้อย ทั้งที่มีตำแหน่งในรัฐบาล ข้าราชการ นักการเมือง และนักวิชาการ บางท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนบางราย มักให้ความเห็นในทำนองว่า ต้องยึดกฎหมายเป็นหลักเพื่อนำไปใช้พิจารณาตัดสินข้อพิพาทขัดแย้งต่าง ๆ ทางการเมือง ก่อนที่บ้านเมืองจะถูกลากจูงไปติดกับดักทางข้อกฎหมายไปมากกว่านี้จนทำให้กฎหมายไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ และอาจจะนำมาซึ่งเหตุการณ์วิปโยคในที่สุด

จึงเห็นควรที่จะต้องนำความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายมาศึกษากัน เพื่อให้สังคมเห็นหนทางที่จะคลายเงื่อนปมที่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ผูกบ่วงทางกฎหมายเอาไว้

โดยขอเริ่มต้นที่ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดขึ้น เพื่อกำหนดพฤติกรรมของพลเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามมีความผิดและถูกลงโทษ การบังคับนี้ใช้กับพลเมืองทุกคน ไม่จำกัด อายุ เพศ ชั้น วรรณะ และกฎหมายจะบังคับใช้ตลอดไป จนกว่าประกาศยกเลิก

จากความหมายของกฎหมาย จะทำให้เห็นได้ว่า พลเมืองทุกคนต้องให้ความเคารพกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายทรงความศักดิ์สิทธิ์ สังคมจึงควรตระหนักว่า การใช้กำลังเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวอย่างของการกระทำย่ำยีต่อกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด

ทั้งยังเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายอาญา ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

จึงเป็นเรื่องน่าแปลก ที่นักกฎหมายของไทยจำนวนมาก กลับให้การยอมรับในคำสั่งและข้อบังคับต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยเนติบริกรของคณะรัฐประหาร

ที่ผ่านมาเนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ทำลายบรรทัดฐานในการใช้กฎหมาย เช่น การบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อใช้ย้อนหลังในทางให้โทษได้

นอกจากนี้ยังบังคับใช้กฎหมาย โดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย คือ ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายผู้นั้นย่อมถูกลงโทษ แต่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร กลับลงโทษผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นในการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน แม้จะมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

โดยในขณะนี้มีข่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายโดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย อาจกำลังถูกนำมาใช้อีกเพื่อยุบพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย


จาก Thai E-News

และแล้วทีไอทีวี ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจร ไปตามระเบียบคมช. !!!


หลังจากที่ขบวนการล้มล้างประชาธิปไตย ได้วางแผนสร้างความปั่นป่วนสมคบกับข้าราชการตุลาการ(ผู้พิพากษา)ในศาลปกครอง ยัดเยียดข้อกล่าวหาและเอาผิดกับไอทีวี จนถึงขั้นล้มละลาย เพราะกลายเป็นหนี้ถึงแสนล้านบาท จากการใช้อำนาจตุลาการที่ฉ้อฉล

มาวันนี้ พวกรัฐบาลเถื่อนและสภาเถื่อน ก็ยังอ้างกฎหมายเถื่อน ที่ออกมาจากสภาโจร ที่พวกกบฏตั้งขึ้นมาเอง

พวกเขา อ้างว่า กฎหมายต้องเป็นกฏหมาย

ถ้าพวกเขาไม่ปิด/ไม่ยึดไอทีวีทันที พวกเขาก็จะทำผิดกฎหมาย ซึ่งพวกเขาเขียนกันขึ้นมาเอง

เขาอ้างว่าตอนนี้ไอทีวี กลายเป็นทีวีสาธารณะที่มี "นายเทพชัย หย่อง" ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่

ใครอยากจะทำงานไอทีวี ก็ต้องไปสมัครให้นายหย่องคัดตัว

นายเทพชัย หย่องเป็น น้องชายของนายสุทธิชัย หยุ่นคนที่เคยบริหารไอทีวี จนเจ๊งมากับมือ

มาวันนี้ พวกเขา ก็ได้ไอทีวีคืนมาอยู่ในมือของพวกเขาฟรี ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

ก็แค่ใช้พวกตุลาการเผด็จการ ยัดเยียดให้ไอทีวีล้มละลายแล้ว ให้รัฐบาลเถื่อนกับสภาโจร รวมหัวกันแปลงรูป ยึดมาเป็นของรัฐบาลเถื่อน

ให้พวกที่สมุนร่วมกันล้มล้างการปกครองมาแสวงหาผลประโยชน์ และใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมระบอบเผด็จการทหารสมบูรณาญาสิทธิทรราชย์.. ต่อไป....

แค่นี้ก็..เรียบร้อยโรงเรียนโจร แล้ว ตามแผน

นายเทพชัย หย่องถึงกับอุทานให้ได้ยินในกลุ่มพันธมิตรว่า"ทีวีช่องนี้พวกเราอยากได้มานานแล้ว"

โดย คุณชีพ ชูชัย จาก เวบบอร์ด ประชาไท

‘บรรณวิทย์’แจกใบปลิวแฉเหตุลาออก3ตำแหน่งใหญ่

แจกใบปลิวลาออก 3 ตำแหน่งใหญ่ “ทอท.-รทส.-ทีโอที” ให้สื่อมวลชน แฉ ทนไม่ได้มีการบริหารงานไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์ให้เอกชน คาดเตรียมโดดสมัคร “ส.ว.” หลังอกหักสมัคร “ส.ส.”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ม.ค.) พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะที่ปรึกษาประธานและคณะกรรมการการท่าอากาศยาน (ทอท.) ประธานกรรมการบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (รทส.) และประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้นำหนังสือการลาออกจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาประธานและคณะกรรมการ ทอท. ประธานกรรมการบริษัท รทส. และประธานกรรมการบริษัท ทีโอที มาแจกให้แก่สื่อมวลชน

ทั้งนี้ เนื้อหาระบุว่า กรณีของ รทส. มีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส และเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ส่วนกรณีของ ทีโอที มีการบริหารงานและการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษหลายรายการที่ไม่โปร่งใส และการโยกย้ายพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ประหยัด ดังนั้น จึงขอลาออกจากทั้ง 3 ตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุหนึ่งที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ลาออกจากทั้ง 3 ตำแหน่ง มีการคาดการณ์ว่า น่าจะไปลงสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังจากก่อนหน้านี้เคยจะไปสมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาแล้ว

PNA News

จาก hi-thaksin

ที่พึ่งใหม่นักการเมือง [16 ม.ค. 51 - 21:05]

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานข่าวเมื่อวานนี้ว่า นักการเมืองไทย เราแม้จะมีความแตกต่างหรือขัดแย้งในแง่แนวความคิด แต่ก็มีความเหมือนกัน อยู่อย่างหนึ่งในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้

นั่นก็คือ...นิยมเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียเพื่อกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง อันเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธ

รายชื่อนักการเมืองที่บางกอกโพสต์ นำมาเขียนถึง โดยอ้างแหล่งข่าวทั้งที่พุทธคยา และกุสินารา ได้แก่ คุณ เนวิน ชิดชอบ คุณ เสนาะ เทียนทอง คุณ ประชา มาลีนนท์ และ คุณ สุธรรม แสงประทุม เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มี คนดังจากสายทหาร อาทิ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร พลเรือเอกประเสริฐบุญทรง พลเอกอู้ด เบื้องบน เดินทางไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไปคนละหมู่คณะ ต่างวันต่างเวลากับกลุ่มแรก

ที่ไปบวชด้วย ได้แก่ พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.ที่ไปบวช ระยะสั้นๆประมาณ 7 วัน และ คุณ สุธรรม แสงประทุม ที่บวชนานถึง 23 วัน

บางท่านก็ไปสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่วัดไทยด้วย เช่น คุณ ประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงของพรรคไทยรักไทย...ไปบริจาคเงินสร้างห้องน้ำ ถวายวัดไทยหลายแห่ง

ในขณะที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นั้น นอกจากจะไปปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเสียสละทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความสะอาดขัดถูห้องน้ำวัด ไทยที่โน่นอย่างไม่รังเกียจรังงอน

บางกอกโพสต์รายงานด้วยว่า สำหรับพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของไทยที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดไทยในอินเดีย ล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า “แนวโน้ม” ในการเดินทางไปแสวงบุญของนักการเมืองและผู้ใหญ่ระดับสูง ของไทยในขณะนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง

เพราะนักการเมืองและบุคคลระดับสูงเหล่านี้จะมีโอกาสได้ทบทวนตัวเอง ทบทวนการกระทำที่ผ่านมาว่ามีอะไรผิดอะไรถูก และอะไรสมควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

หลายๆรายเคยพบกับความผิดหวังทั้งในเรื่องการเมือง และหน้าที่การงาน เมื่อมาถึงที่นี่ (สังเวชนียสถาน) ก็จะลืมสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีตชั่วขณะ

ครับ! เท่าที่ผมอ่านอย่างจับประเด็น มิได้แปลคำต่อคำหรือประโยคต่อประโยค ก็คงจะสรุปสาระของข่าวนี้ได้ ดังนี้

อาจจะขาดตกบกพร่องรายชื่อใครหรือสรุปไม่ตรงประเด็นนัก ก็ขออภัยไว้ด้วยนะครับ

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาอย่างจริงใจ สำหรับนักการเมือง นักการทหาร และบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายงานข่าวได้หันมาเลือกใช้วิธีเดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานต่างๆ เพื่อให้เกิดความสุข ความสงบแก่จิตใจตนเอง

ผมเชื่อเช่นเดียวกับที่พระคุณเจ้าได้แสดงความเห็นไว้กับผู้สื่อข่าวที่ว่า นักการเมือง นักการทหารและคนดังต่างๆจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น เมื่อเดินทางมาสังเวชนียสถาน

เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเคยติดตามคณะผู้ใหญ่ของไทยรัฐ ไปกราบรอยพระบาท พระพุทธองค์เมื่อ 2-3 ปี ก่อนโน้น ผมเองก็รู้สึกว่ามีความสุขอย่างยิ่ง ขณะที่เดินทางไปสถานที่ต่างๆ

ความสุขจากการฟังพระธรรมคำสอนโดยมีของจริงที่เป็นรากฐานและหลักฐาน ของพุทธศาสนาตั้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้า

เช่นต้นโพธิ์ที่เคยประทับ ตรัสรู้ แม่น้ำที่เคยเสด็จข้าม ถ้ำที่ทรงทรมานพระวรกาย สถานที่ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา และสถานที่ที่เสด็จสู่ปรินิพพาน ฯลฯ

การได้ดูได้เห็นได้นั่งสวดมนต์ ต่อหน้าสิ่งเหล่านี้ จะมีส่วนทำให้ผู้จาริกทั้งหลาย รู้สึกผ่อนคลาย และความโลภ ความโกรธ ความหลง...จะค่อยๆลดลงไป

เผอิญว่าผมยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่อย่างไรเสียก็ไม่สามารถตัดขาดได้หมด จึงยังคงมีบางสิ่งบางอย่างคั่งค้างอยู่บ้าง

ผมจึงอนุโมทนาและหวังว่านักการเมืองที่มีโอกาสเดินทาง ไปแสวงบุญจะได้นำสิ่งดีๆที่เรียนรู้จากดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของท่าน และการทำงานทางการเมืองของท่าน

นักการเมืองบ้านเราจะได้ดีขึ้น สะอาดขึ้น อันจะส่งผลให้การเมือง ทั้งระบบของเราพัฒนามากขึ้นในอนาคต

ผมคงมิได้มุ่งหวังที่จะให้นักการเมืองปรับตัวร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เพราะอย่างที่บอกไว้แล้วว่ายังไงๆความเป็นมนุษย์ปุถุชนก็คงจะต้องมีอยู่

สิ่งที่หวังไว้ก็เพียงขอให้ “ลด” หรือ “ละ” พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อันจะเป็นการทำร้ายหรือทำลายชาติบ้านเมืองลงไปให้มากที่สุดที่จะมากได้เท่านั้นเอง

ผมไม่ทราบว่าจะมีนักการเมืองท่านใดไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถานต่างๆอีกหรือไม่ ท่านไหนจะไปก็เชิญนะครับ ไปซัก 5 วัน 7 วัน ต้องได้อะไรดีๆติดมือกลับมาแน่นอน

ก็ต้องขอขอบคุณบางกอกโพสต์ที่นำข่าวนี้มาฝาก...ผมถือว่าเป็น “ข่าวดี” ครับ...เพราะยังไงๆ ข่าวนักการเมืองแห่ไปอินเดีย น่าจะดีกว่าข่าวนักการเมืองแห่ไปฮ่องกงละน่า.

"ซูม"

คอลัมน์ เหะหะพาที


หมอเลี้ยบ ทางออกสมานฉันท์ [16 ม.ค. 51 - 21:05]

วันพรุ่งนี้จะได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลเสียที เป็นวันที่ “พรรคพลังประชาชน” แกนนำจัดตั้งรัฐบาลประกาศว่า เป็นวันดีเดย์ประกาศการจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค ประกอบด้วย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย, พรรคประชาราช และพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งจะประกาศตัวร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

ผมขออวยพรให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถิด เศรษฐกิจและสังคมของประเทศตอนนี้ ทนการยื้อต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว

ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญมาตรา 127 จะต้องมีการเรียกประชุม รัฐสภานัดแรกภายใน 30 วันหลังเลือกตั้งทั่วไป หากจำนวน ส.ส.ไม่ครบ 480 คน เพราะไม่ผ่านการรับรองของ กกต. รัฐธรรมนูญมาตรา 93 ก็กำหนดทางออกให้ว่า มี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 หรือเท่ากับ 432 คน ก็พอแล้ว ที่เหลือให้เลือกตั้งให้ครบภายใน 180 วัน

เพราะฉะนั้น วันที่ 23 มกราคม ยังไงก็ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินต่อไปตามขั้นตอน

จากนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ได้เขียนบังคับต่อว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 127

ไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จะต้องได้ตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ดังนั้น ถ้าหาก กกต.สามารถรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ได้เกินร้อยละ 90 ภายในวันที่ 22 มกราคมนี้ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปตามกระบวนการของมัน

ผมอยากเห็นกระบวนการนี้เดินไปอย่างราบรื่น ไม่มีการสะดุด

แต่ปัญหาใหญ่ที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกและออกมาท้วงติง รวมทั้งพรรค ร่วมรัฐบาลผสม และพรรคพลังประชาชนเอง ก็คือ รัฐบาลผสม 6 พรรค จะเป็น “รัฐบาลสมานฉันท์” ได้อย่างไร ถ้าให้ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “นอมินี” หรือ “ตัวแทนชั่วคราว” ขึ้นไปเป็น “นายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาลผสมชุดนี้

เพราะบุคลิกของนายสมัคร ไม่ใช่คนสมานฉันท์อย่างที่ชาติต้องการ

แม้พรรคพลังประชาชนจะออกมาโต้ว่า หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นเพียงประเพณีปฏิบัติ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่า นายกรัฐมนตรี จะต้องมาจาก หัวหน้าพรรคการเมือง แต่กำหนดไว้กว้างๆว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172 เท่านั้น

ผมอยากเรียนไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากให้บ้านเมืองมีความสมานฉันท์ มีความสงบสุขอีกครั้ง ผมคิดว่า ท่านน่าจะเรียกเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรคพลังประชาชน ที่ยังให้ความเคารพนับถือท่าน ไป “ให้แนวทางที่ถูกต้อง” ในการสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในบ้านเมืองจะดีที่สุด

นักการเมืองก็ประกาศตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นผู้เสียสละ ก็น่าจะแสดงความเสียสละให้เห็น หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

เวลานี้มีการเสนอชื่อ “ว่าที่นายกฯ” ของพรรคพลังประชาชนออกมาแข่งขัน กันหลายชื่อ ตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ และ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น รอยัลลิสต์ที่ไว้ใจได้มากที่สุดคนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ถ้าจะให้ผมเลือกเอาคนหนึ่งจาก 3 คนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ผมเลือก “หมอเลี้ยบ” ครับ เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ทั้งตำแหน่งหน้าที่ในพรรค บุคลิก นิสัยใจคอ การพูดจา การยอมรับจากพรรคร่วมรัฐบาล และการยอมรับได้จากสังคม และที่สำคัญที่สุดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณและความไว้วางใจจากบ้านจันทร์ส่องหล้า “หมอเลี้ยบ” จะไม่วัดรอยเท้า.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย


อย่าทำลายหลักการ [16 ม.ค. 51 - 21:10]

ในอดีต แม้การเมืองจะถูกตราหน้าว่าเป็นน้ำเน่าอย่างไร ผมว่า คุณธรรมและจริยธรรม ทางการเมือง ยังน่ายกย่องกว่าในปัจจุบัน อย่างมากก็มีการแจกปลาทู แจกรองเท้าแตะ กะปิ น้ำปลา ไปตามเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองรุ่นโบราณ เขามีกัน

คือเรื่องของสัจจะและสุภาพบุรุษ

สมัยนั้น รัฐธรรมนูญ ยังไม่พัฒนาเท่านี้ด้วยซ้ำ เป็นฉบับใต้ตุ้ม บ้าง อะไรบ้างก็ว่ากันไป นักการเมืองยุคนั้นก็ไม่ได้มี ความรู้ความสามารถอะไรมากมาย จบ ป.4 ก็ยังมี แต่ทำไม ชาวบ้านรัก ตำนานการเมืองอย่างคุณบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ คุณปัญจะ เกสรทอง คุณบุญชู โรจนเสถียร หรือคุณแคล้ว นรปติ มีเรื่องเล่าชั่วลูกชั่วหลาน

ในสนามเลือกตั้งจะดุเดือดขนาดไหน เมื่อเลือกตั้งกันไปแล้ว ก็จบ ตามแบบฉบับของ นักการเมือง ไม่ต้องมีกรรมการกลางที่ไหนมาเป็นคนตัดสิน จบก็คือจบ

จะตั้งรัฐบาลกันที ก็วิ่งเอาล่อเอาเถิดกันพอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้าย เมื่อใครได้เสียงข้างมากไป อีกฝ่ายก็ยอมยกธง ไม่ว่ากัน ไม่มีขั้วมีข้าง ในสภาจะปะทะคารมกันดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย นอกสภาก็ยังเฮฮาเหมือนเดิม

ต่อมาการเมืองเริ่มพัฒนา หรือที่เรียกกันว่า มีการปฏิรูปทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าดีที่สุด มี องค์กรอิสระขึ้นมามากมาย อาทิ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น

ทำท่าจะดี แต่เอาเข้าจริง กลับมีแต่ความวุ่นวายตามมามากมาย เราได้เห็นใบแดง ใบเหลือง เราได้เห็นการยุบพรรคการเมือง เราได้เห็นการฉีกบัตรเลือกตั้ง เราได้เห็นการบอยคอตเลือกตั้ง เห็นการเลือกตั้ง โมฆะ และเราก็ได้เห็นการยึดอำนาจ ได้เห็นอำนาจบางอย่างเข้ามาครอบงำความเป็นประชาธิปไตยจนมืดมน

นี่หรือคือการปฏิรูปการเมือง

ผลพวงที่ตามมา การเมืองแบ่งเป็นขั้วเป็นข้างชัดเจน แข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย ไปเสาะแสวงหาเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามา ทำลายระบอบประชาธิปไตย และอธิปไตยของประชาชน

หลักการและจริยธรรมถูกทำลายย่อยยับ

ดูการเลือกตั้งครั้งนี้นั่นปะไร จนบัดนี้ กกต.ยังปิดหีบไม่ลงต้องเลือกตั้งกันซ้ำซาก พรรคการเมืองก็สั่นคลอนแตกแยก ไม่รู้จะถูกใบแดง ถูกยุบพรรควันไหน ขนาดพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก มาจากประชาชนยังไม่กล้าประกาศชัยชนะ ฉันทมติ จากประชาชนกลับต้องมาตกอยู่ในกำมือของ กกต.เพียง 5 คน

ใช่หลักการที่ถูกต้องหรือไม่

คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากไม่แน่ว่าจะได้เป็นนายกฯ พรรคที่ได้เสียงข้างมาก ไม่แน่ว่าจะได้เป็นรัฐบาล เสียงส่วนน้อยมีบารมีเหนือเสียงส่วนใหญ่ และต่อไป คณะกรรมการพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคการเมือง ก็จะเป็นแค่พวกโนเนม มาจากไหนไม่รู้ แกนนำคนสำคัญก็จะเป็นแค่สมาชิกพรรคธรรมดา เพราะกลัวถูกยุบพรรค กลัวถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปฉิบ

หลักการก็กลายเป็นหลักกู.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


รัฐรีดสนุกมือสนับสนุน 'ทีวีสาธารณะ' [16 ม.ค. 51 - 04:24]

นายสมชัย อภิวัฒนพร รักษาการรองอธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 14 ม.ค.2551 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันเดียวกัน ส่งผลให้กรมสรรพสามิตต้องเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ เพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ ในอัตรา 1.5% ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบนั้น ไม่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเม็ดเงินเพียงเล็กน้อย


สำหรับอัตราภาษีที่จัดเก็บเพิ่มนั้น ส่งผลให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,700 ล้านบาท แต่รายได้ดังกล่าวต้องนำไปมอบให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ ทั้งหมด แต่หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีมีเกินกว่า 2,000 ล้านบาท ต้องนำส่งเข้าคลังตามกฎหมาย นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจ รมว.คลัง ปรับเพดานอัตราภาษีให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสมทุกๆ 3 ปี

ทั้งนี้ ราคาสินค้าที่ประกาศใหม่ภายหลังจากใช้อัตราภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ยาสูบ เช่น มาร์ลโบโรมีราคาแพงขึ้น 51 สตางค์ต่อซอง แอลแอนด์เอ็มเพิ่มขึ้น 39 สตางค์ต่อซอง กรองทิพย์และสายฝนเพิ่มขึ้น 36 สตางค์ต่อซอง เบียร์สิงห์เพิ่มขึ้น 30 สตางค์ต่อขวด ลีโอเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อขวด ช้างเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อขวด สุราขาว 35 ดีกรี เพิ่มขึ้น 29 สตางค์ต่อขวด และสุราสี เช่น แสงโสมเพิ่มขึ้น 1.80 บาทต่อขวด โดยคาดว่าผู้ประกอบการน่าจะรับภาระภาษีที่เกิดขึ้นไว้เอง เนื่องจากเม็ดเงินที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นเศษสตางค์และมีผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการเล็กน้อย โดยนางประภัสสรพงศ์ พันธุ์วิศาล โฆษกโรงงานยาสูบ กล่าวว่า โรงงานยาสูบยังไม่ได้ปรับราคายาสูบขึ้นแต่อย่างใด แม้ว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้แล้ว

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในเดือน ธ.ค. 2550 ขาดดุลเงินสดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จำนวน 5,031 ล้านบาท ส่งผลให้ ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2551 ขาดดุลเงินสดทั้งสิ้น 115,646 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 83.9% เนื่องจากปีที่แล้วมีปัญหาทางการเมือง โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 64,008 ล้านบาท และนอกงบประมาณ 51,638 ล้านบาท ทั้งนี้ การขาดดุลเงินสดที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากการเร่งการใช้จ่ายด้านการลงทุนของรัฐบาลที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 176.7%.


ผุดบัญชีกลางกรรมการรัฐวิสาหกิจ ล็อกสเปกตั้งผู้บริหาร [16 ม.ค. 51 - 04:25]

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 มีสาระสำคัญที่จะมีการจัดทำบัญชีกลางรายชื่อของผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีผลทำให้การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจจากนี้ไปต้องเสนอชื่อบุคคลจากบัญชีกลางนี้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจในสัดส่วนอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง


โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง จัดทำรายชื่อบัญชีกลางให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ขณะที่นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช. คมนาคม กล่าวสนับสนุนเพราะจะทำให้นักการเมืองนำคนของตัวเองเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ยากขึ้น ไม่เช่นนั้นพอมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกครั้ง ขณะที่รัฐมนตรีท่านอื่นๆกล่าวสนับสนุนให้ทำโดยเร็วเช่นกัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำ และปรับปรุงรายชื่อตลอดเวลา

นอกจากนั้น ครม.ยังเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่และสิทธิประโยชน์อื่นของประธานกรรมการและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ... ที่จะมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยอนุมัติให้ประธานกรรมการและกรรมการฯได้รับผลตอบแทนเป็นรายเดือนเป็นเงิน 250,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ และผลประโยชน์อื่นอีก 25% ของค่าตอบแทนประจำ.


ลุ้นกันในวันเดียวเลย [16 ม.ค. 51 - 03:11]

ถึงขั้นต้องปลุกพระลุยกันแล้ว

โดยลีลานักเลงโบราณ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศบนเวทีปราศรัยช่วยลูกพรรคที่จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดสร้างพระพิทักษ์ชนะมารจำนวน 84,000 องค์ เท่ากับพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ตั้งใจแจกไปเรื่อยๆ

สู้กับเกมสกัดนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

“เวลานี้มารมันเยอะ ต้องการสกัดไม่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ให้มารแสดงไปก่อน ตอนจบเป็นยังไง เดี๋ยวได้ชมกัน”

พึ่งบุญพระหวังเอาชนะมาร

ลำพังแรงเสียดทานด้านนอก “ลุงหมัก” ก็หนักหนาเอาการ

แต่โดยพรรษาทางการเมืองที่แก่กล้าผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกสถานการณ์ จวบจนอายุกว่า 72 ปี บวกกับคอนเนกชั่นระดับลูกชายเสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร เครื่องราชทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.)

การันตีความปึ้กไม่ธรรมดา

แต่นาทีนี้แว่วๆว่า “ลุงหมัก” ออกอาการเหนื่อยใจ ถึงขั้นพูดอะไรไม่ค่อยออก

รบกับคนในเหนื่อยกว่ารับศึกนอก

กับกระแสถูกสกัดนั่งนายกฯเพราะ “ผู้ใหญ่” ขอมา แว่วๆว่า “ลุงหมัก” หาตัวเจอแล้ว แหล่งข่าวใหญ่ถูกปล่อยออกมาจาก “เจ๊” กับ “น้า” ซึ่งไม่พอใจที่ถูกกันออกจากวงในสายตรงนายใหญ่ เลยหันไปแตะมือคนตัวเตี้ยนอกพรรคที่จ้องเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เตะสกัด “ลุงหมัก” กระแทกแคนนอนไปถึง “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และทีมงานสายตรง แย่งกันโชว์บทบาทการประสานเกมร่วมรัฐบาล

เจอแรงป่วนภายใน ตัดกำลังไปเยอะ

และเท่าที่จับสัญญาณได้ หนทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “ลุงหมัก” ยังต้องเจอด่านสกัดอีกหลายด่าน คนในจ้องหัก ทั้งในเรื่องของการหยิบยกคดีรถดับเพลิงที่ตั้งแท่นรอทุบอยู่ในคตส. รวมไปถึงคดีหมิ่นประมาทที่อยู่ในศาล

สุดท้ายอาจถึงขั้นพลิกเกมโหวตเลือกนายกฯในสภา

ขวากหนามรออยู่ข้างหน้า แต่เท่าที่เช็กอาการ “ลุงหมัก” ก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าภารกิจที่รับอาสาจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม สามารถนำธงพาลูกทีมพรรคพลังประชาชนลุยฝ่าสมรภูมิโหดสนามเลือกตั้ง

จากคนแก่ที่เตรียมกลับไปเลี้ยงหลานอยู่บ้าน สนุกสนานกับการโชว์ฝีมือทำอาหาร ชิมไปบ่นไป จับพลัดจับผลูกลับมาได้ลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

นาทีนี้ “ลุงหมัก” มีแต่ได้ ไม่มีเสีย

รอแค่วัดใจนายใหญ่ที่ลอนดอน ถึงยามเดือดเนื้อร้อนใจเรียกมาใช้งานเป็นแม่ทัพหน้าลุยฝ่าดงบาทา ถึงเวลาถีบทิ้ง เพียงเพื่อจะเอาตัวรอด

วิสัยนักเลงเขาไม่คบกัน

เช่นเดียวกันกับกรณีวัดใจนักเลง “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกลีลายื้อวันนัดแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ออกไปจากวันที่ 17 มกราคม เป็นวันที่ 18 มกราคม

หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาส่งซิกทางอากาศจะนัดพบพรรคชาติไทยเพื่อสอบถามจุดยืนทางการเมืองให้แน่ใจอีกครั้ง ตามด้วยคิวของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเกมยื้อการจับขั้วรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ

ยังมีเวลาให้เกิดเหตุพลิกผัน

โดยลีลาของคนประชาธิปัตย์ที่ส่งสัญญาณถึง “บิ๊กเติ้ง” คิวนี้น่าจะเกี่ยวพันกับใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท ในฐานะรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่โดนแจกในเวลาคล้อยหลังจากที่ “บิ๊กเติ้ง” ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ล่าสุด กกต.ได้ตั้งแท่นสอบความเกี่ยวโยงไปถึงโทษยุบพรรค

โดนชนักปักกลางหลัง “บิ๊กเติ้ง” เดินเกมโฉ่งฉ่างไม่ได้

เบื้องต้นเลยเพื่อความปลอดภัย ต้องยื้อเกมให้ผ่านเส้นตายวันที่ 17 มกราคม นาทีสุดท้ายที่ กกต.จะพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ให้ครบ 456 คน หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อดำเนินการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญล็อกไว้

และก็ให้บังเอิญอีกว่า ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 18 มกราคม เวลา 16.00 น.

จุดหักเหการเมืองไทยไหลมาลงวันเดียวกัน.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)