WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 16, 2008

โค้ชเรือใบประทับใจแข้งไทย! 'หรั่ง'ยกอากาศหนาวพาทีมแกร่ง

ความเคลื่อนไหวของ 'ขุนพลช้างศึก' ทีมชาติไทย ที่ได้ออกเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมยังสโมสร 'เรือใบสีฟ้า' แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมในศึกพรีเมียร์ลีก ของประเทศอังกฤษ เพื่อเตรียมสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดย ทีมชาติไทย ที่อยู่ในกลุ่ม 2 ร่วมกับ ญี่ปุ่น, บาห์เรน และ โอมาน จะประเดิมลงสนามนัดแรกด้วยการออกไปเยือน 'ขุนพลซามูไร' ญี่ปุ่น ในวันที่ 6 ก.พ. ณ สังเวียนไซตามะ สเตเดี้ยม เมืองไซตามะ

ล่าสุด นักเตะไทย ยังคงฝึกซ้อมกันท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ ของเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ตอนนี้อุณหภูมิอยู่ในราวๆ 1-2 องศา พร้อมกับมีสายฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ สำหรับการฝึกซ้อม ในแต่ละวัน ของนักเตะไทยนั้น ทางทีมงานของ แมนฯ ซิตี้ จะเข้ามาช่วยดูการฝึกซ้อมร่วมกับสตาฟฟ์โค้ชไทยในแต่ละฐานการฝึก ทุกครั้ง โดย จิม คาสเซลล์ ผอ.อะคาเดมี่ เปิดเผยว่า ประทับใจในความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะไทย ที่หลายคน เล่นได้ดีมาก แต่เวลานี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครกันบ้างที่เล่นได้เข้าตาเป็นที่สุด เอาเป็นว่าในเกมอุ่นเครื่องจะดูแน่นอนว่า เป็นใคร

ขณะที่ 'อาจาย์หรั่ง' ชาญวิทย์ ผลชีวิน เฮดโค้ช กล่าวว่า นักเตะไทยต้องเล่นให้คุ้นเคยกับสภาพอากาศ ที่หนาวเหน็บอย่างนี้ให้เกิดเป็นความเคยชินให้ได้ เพราะเรามาก็เพื่อที่จะตักตวงเอาสิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า มากที่สุด เท่าที่จะมากได้


คตน.สรุปไร้หลักฐานฟัน'ทักษิณ' สั่งฆ่าตัดตอนปี46

คตน. ไม่สามารถสรุปได้ว่า 'ทักษิณ' มีนโยบายให้ฆ่าตัดตอน 'ผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องยาเสพติด' แต่เสนอให้สอบเพิ่มเติมว่ากำหนดนโยบายมีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตเป็นความผิดทางอาญาระหว่างประเทศหรือไม่

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์ การกำหนด นโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำเอานโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ได้สรุปผลสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว โดย คตน.ไม่สามารถสรุปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายให้ ้ฆ่าตัดตอนผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่ เพียงแต่เสนอให้สอบเพิ่มเติมว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ อีกส่วนเป็นรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตภายใต้นโยบายปราบปรามยาเสพติดในขณะนั้น

ข่าวแจ้งว่า ผลสรุปพบว่า ระหว่างช่วงประกาศสงครามยาเสพติดเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน 2546 มีคดีฆาตกรรม 2,559 คดี ผู้เสียชีวิต 2,819 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 1,370 คน ผู้ตายไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 878 คน มีผู้เสียชีวิตจากคดีฆาตกรรมที่ไม่ทราบสาเหตุการตาย 571 คน คดีวิสามัญฆาตกรรมมีผู้เสียชีวิต 54 คน ผู้ตายมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 41 คน ไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2 คน คดีวิสามัญฆาตกรรมไม่ทราบสาเหตุการตาย 11 คน เมื่อเทียบกับคดีฆาตกรรมในช่วง 2 ปีก่อนและหลังประกาศ นโยบายปราบปรามยาเสพติด พบว่ากุมภาพันธ์-เมษายน 2544, 2545 และ 2547, 2548 พบว่า มีคดีฆาตกรรมเพียงเดือนละ 454 คดี หรือ 33.33% ต่อเดือน แต่ช่วงประกาศสงครามยาเสพติดมีคดีฆาตกรรมเฉลี่ยสูง ถึง เดือนละ 853 คดี หรือเพิ่มขึ้น 87.98% ต่อเดือน

รายงาน คตน.ยังมีความเห็นอีกว่า ในกรณีคดีฆาตกรรมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หากถือเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจนพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร หรือเจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในของความผิดทางอาญา ระหว่างประเทศฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่


ปิด TITV ได้ ก็เปิดใหม่ได้ เหมือนยุบ ทรท. ก็เกิดใหม่เป็น พลังประชาชน

บทความโดย ... ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้รัฐเผด็จการนี้กำลังเร่งออกกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจะออกเป็นกฎหมายในยุคที่ประเทศอยู่ในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบได้ เพราะเป็นกฎหมายที่กดขี่ประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นกฎหมายส่งเสริมระบอบอำมาตรยาธิปไตย

ผมคิดว่า ภารกิจแรกๆ ของรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช และ รัฐสภาที่มาจากเลือกตั้งคือ "การสะสางกฎหมายเผด็จการเหล่านี้" สะสางกฎหมายที่ตราขึ้นโดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นโดย คมช. โดยจะต้องนำมาทบทวนใหม่ในทุกฉบับ เพื่อไม่ให้ “มรดกบาปของเผด็จการ” เหล่านี้เหลือเป็นตราบาปให้ประเทศไทยต่อไป

เมื่อเขาถือ “โอกาสที่ไม่ปกติ” นี้ ออกกฎหมายที่กดขี่ประชาชน รัฐบาลประชาธิปไตย ก็ต้องยกเลิกการกระทำเหล่านี้เสีย เมื่อประชาธิปไตยกลับมา เพื่อสั่งสอนให้พวกเขารู้ว่า กฎหมายใดๆ ที่ออกโดยเผด็จการย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้ เมื่อยามประเทศอยู่ใน “ยุคประชาธิปไตย” แล้ว

กรณี TITV หรือ ITV เป็นกรณีแรกๆ ที่จะต้องทบทวนทันที ทั้งเป้าหมาย อุดมการณ์ที่ต้องการ “สถานีโทรทัศน์ที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ” ตามเจตนารมย์ดั้งเดิมของการก่อตั้ง ITV ตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นหลัง “พฤษภาทมิฬ” ที่สื่อต่างๆ ถูกควบคุมโดยรัฐทั้งหมด หาสื่อที่ประชาชนเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในยุครัฐประหารของ คมช. ที่สื่อต่างๆ โดนรัฐเผด็จการควบคุมหมด แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานของ ITV ก็ได้แสดงให้เห็นว่า เผด็จการไม่อาจครอบงำได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีสัญญาณของการต่อสู้ การต่อต้านจากองค์กรแห่งนี้ เพื่อรักษาจิตวิญญาณของ “สถานีโทรทัศน์อิสระ” เอาไว้

ITV กำเนิดจาก รัฐบาลหลัง รสช. ถูกโค่นล้ม โดยพลังประชาชน และตายในรัฐบาลรัฐประหารของ คมช. ก็ควรกำเนิดใหม่ใน "รัฐบาลประชาธิปไตย" ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ยืนขึ้นสู้กับเผด็จการ

เมื่อ “รัฐเผด็จการ” อาศัยเวลาชุลมุนวุ่นวาย ชิงยุบ TITV ได้ ก็สามารถตั้งใหม่ได้ในยุคประชาธิปไตยเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ยุติกันได้ในตอนนี้หรือเวลานี้ มันเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดกับประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกอำมาตย์ทั้งหลาย

ส่วนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายปราโมทย์ รัฐวินิจ นั้น ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา เขาก็ต้องไปเป็นผู้ตรวจราชการ หรือไม่ก็ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว อนาคตราชการเขาอยู่ได้อีกสองสามเดือนเป็นอย่างมาก ข้าราชการพลเรือนที่ทำตัวเป็น “ผู้รับใช้เผด็จการ” อย่างขยันขันแข็ง ก็ควรไปพร้อมกับรัฐเผด็จการนี้

การยุบ ITV ผมคิดว่ามีสภาพไม่ต่างจากตอนที่เผด็จการ คมช. ยุบ "พรรคไทยรักไทย" นั่นเองครับ หากองค์กร จิตวิญญาณคงยังอยู่ สุดท้ายแล้ว การยุบด้วยกฎหมาย หรืออำนาจเผด็จการ มันก็ไม่สามารถยุบได้อย่างถาวร เพราะมันจะเกิดขึ้นใหม่อีกในเวลาไม่นานนัก เช่นเดียวกับที่ “พรรคพลังประชาชน” กำเนิดขึ้นใหม่ หลังจากการยุบพรรคไทยรักไทยได้ไม่นาน และกลับเข็มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีกด้วย

ผมคิดว่า ITV หรือ TITV ก็จะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน คือ กำเนิดขึ้นมาใหม่ ด้วยความเข็มแข็งมากกว่าเดิม จิตวิญญาณที่หล่อหลอมจากการต่อสู้ ย่อมเป็นจิตวิญญาณที่เข็มแข็งและมีพลัง ใครก็ทำลายไม่ได้

ที่สำคัญคือ "บุคคลากรของ ITV" จะต้องต่อสู้ เพื่อหล่อหลอมจิตวิญญาณของคนในองค์กรให้เข็มแข็งมีพลัง อาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส อาศัยสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมอุดมการณ์ของการเป็น “สื่ออิสระจากอำนาจรัฐ” ขึ้นมา

พรรคไทยรักไทย ก็เคยโดนยุบมาแล้ว แต่เขาก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกอย่างยิ่งใหญ่เป็นตัวอย่างให้พนักงาน ITV ได้เก็บเอาไปเป็นบทเรียน

องค์กรใดๆ ก็ตาม ความสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ถูกอำนาจรัฐเผด็จการยุบไป แต่มันอยู่ที่จิตวิญญาณในการต่อสู้กับเผด็จการต่างหาก เมื่อจิตวิญญาณยังคงอยู่ แม้เผด็จการจะยุบ “องค์กรตามกฎหมายไป” แต่ตัวตนมันยังอยู่ พนักงานยังอยู่ จิตวิญญาณมันยังอยู่ มันย่อมกลับมาใหม่ได้อีกตลอดเวลา

ผมจึงไม่เห็นว่า การยุบ ITV จะเป็นการปิดฉากการต่อสู้ของ "องค์กรไอทีวี" แต่อย่างใด

แต่มันคือ อุปสรรคที่เข้ามาทดสอบ เพื่อทำให้ ITV เข็มแข็งขึ้นต่างหาก เหมือนกับที่ “พรรคพลังประชาชน” ยืนได้อย่างเข็มแข็ง ไม่หวั่นเกรงกับเผด็จการอยู่ทุกวันนี้


ขอต้อนรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราถือกำเนิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เป็นสายเลือดแห่งนักรบประชาธิปไตยด้วยกัน

จาก thaifreenews

เนชั่นคึกรับทีวีสาธารณะ

หุ้นเนชั่นฯ วิ่ง ดักข่าวดี “เทพชัย หย่อง” คุมทีวีสาธารณะ เก็งเอื้อธุรกิจ


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวานนี้ รวม 5 วันทำการ การซื้อขายหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป คึกคักเป็นพิเศษ โดยราคาบวก 8.90% ล่าสุดปิดที่ 7.95 บาท สวนตลาดหุ้นโดยรวมที่ดิ่งลงแรง และมูลค่าซื้อขายก็เพิ่มขึ้นผิดปกติ เทียบกับบางวันที่ไม่มีการซื้อขายเลย ก่อนที่นาย เทพชัย หย่อง อดีตผู้บริหารค่ายเนชั่นฯ แถลงข่าวเปิดตัวไปเป็น ผู้บริหารทีวีสาธารณะ

นายภูวดล ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การที่อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ เข้าไปเป็นผู้บริหารในทีวีสาธารณะ จะช่วยเสริมแรงหนุนจากพันธมิตรกลุ่มทุนการเมืองมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ราคาหุ้นวิ่งรับ ข่าวดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นการหาพันธมิตรและเงินเข้ามาเสริมธุรกิจมากกว่า หลังจากที่เนชั่นฯ ประกาศขายตึกไปแล้ว

นายชัย จิระเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน แนะนำให้นักลงทุนติดตามต่อไปว่า การเข้าไปของอดีตผู้บริหารเนชั่นฯ จะเอื้อประโยชน์ทางอ้อมให้เนชั่นฯ หรือไม่ แต่เชื่อว่าผู้บริหารเป็นแบรนด์ของเนชั่นฯ ไปอยู่ที่ไหน ภาพเนชั่นฯ ก็ติดไปด้วย

ด้านนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่นฯ ได้แถลงข่าวหลังร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว และรักษาการ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สาธารณะ (ทีพีบีเอส) ว่า ได้ให้คนใกล้ชิดไปขายหุ้นเนชั่นฯ ที่ถืออยู่จำนวนแสนหุ้นแล้ววานนี้

สำหรับรายการของทีวีสาธารณะนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. จะเริ่มรายการข่าวต่างๆ และจะเปิดกว้างกับผู้ผลิตรายการทุกราย และหากทางเนชั่นฯ เสนอรายการเข้ามา ตนก็จะไม่พิจารณาและให้กรรมการคนอื่นพิจารณาแทน

“ผมมาอยู่ตรงนี้ ยอมรับว่ากดดันกว่าคนอื่น และจะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ ดังนั้น จะต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส และขอยืนยันว่าไม่ได้มาในนามเนชั่นฯ ผมมาในฐานะส่วนตัว ที่อยากเห็นประเทศนี้มีทีวีสาธารณะ ผมจึงตัดขาดจากเนชั่นฯ โดยเข้าโครงการเออร์ลีรีไทร์และไม่สามารถกลับเข้าไปได้อีกแล้ว” นายเทพชัย กล่าว

แบ่งเค้กลงตัว เข็น‘ยงยุทธ’ประธานสภา

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคได้เตรียมบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ก็เป็นผู้หนึ่งที่เหมาะสม

“แต่ก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษากับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมด้วย” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ภายในวันที่ 17-18 ม.ค. จะมีการประกาศเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน และคาดว่าภายในเดือนนี้ทุกอย่างจะชัดเจน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พรรคชาติไทยจะได้ 4 ที่นั่ง คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ รมว.ศึกษาธิการ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา

พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 4 ที่นั่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.อุตสาห กรรม และ รมช.อีก 2 ที่นั่ง ซึ่งได้มีการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ประกอบด้วย นายสุวิทย์ คุณกิตติ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายมั่น พัธโนทัย และนายสรจักร เกษมสุวรรณ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคมัชิมาธิปไตย ได้พรรคละ 2 ที่นั่ง พรรคประชาราชได้ 1 ที่นั่ง

ทีพีบีเอสเปิดรับสมัครพนักงาน

"ขวัญสรวง" บอกเปิดกว้างรับสมัครทั้งประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม ออนแอร์ 1 ก.พ.

คณะกรรมการชั่วคราวขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมติครม.วานนี้ ได้เปิดรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.นี้ รวม 4 วัน ที่กรมประชาสัมพันธ์

นายขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการบอร์ด กล่าวว่า การเปิดรับสมัครงานได้เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม และจะออกอากาศในรูปแบบข่าวในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนการออกอากาศเต็มรูปแบบ ซึ่งมีรายการข่าว สารคดี รายการเด็ก เกม และอื่นๆ จะเป็นวันที่ 1 มีนาคม ศกนี้ โดยระหว่างวันที่ 1 ก.พ.-1 มี.ค. จะพิจารณารับสมัครพนักงานที่จำเป็นเพิ่มเติมด้วย

"จำนวนพนักงานที่เปิดรับนั้น อีก 2-3 วันจะทราบอัตราที่แท้จริง ซึ่งพนักงานที่รับเข้ามาทำงานจะประเมินงาน 3 เดือน หากผ่านงานจึงจะบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งกรรมการฯ ทุกคนทำงานโปร่งใส โดยเฉพาะการจ้างผลิตรายการจากภายนอก จะมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าร่วมด้วย" นายขวัญสรวงกล่าวและว่า ส่วนหลักทำงานจะยึดหลัก คือ 1.สร้างความสมดุลของการสื่อสารในสังคม 2.มีความเป็นอิสระ ปลอดจากการครอบงำ และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพสื่อ 3.ยึดถือการมีส่วนร่วมของประชาชน 4.การบริหารดำเนินงานที่โปร่งใส เปิดเผยและตรวจสอบได้ และ 5.เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารของสังคม

ปม "ชาติไทย"ถอนฟ้อง"ยงยุทธ"แผนลบรอยร้าวร่วมรัฐบาล

สมคำร่ำลือปลาไหลๆ จริงสำหรับพรรคชาติไทย หลังจากที่อยู่ดีๆ วิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 3 ค่ายชาติไทย ก็ตัดสินใจถอนฟ้อง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ว่าที่ สส.แบบสัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ในคดีการซื้อเสียงที่เชียงราย

ทั้งๆ ที่ท่าทีก่อนหน้านี้ยืนกรานต้องเดินหน้าถึงขั้นยุบพรรค ซึ่ง สุดท้ายก็เป็นแค่มวยล้มต้มคนดู แต่โชคยังดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันหนักแน่นถึงจะถอนฟ้องก็ไม่มีผลต่อกระบวนการในการสอบสวน

มองปัจจัยลึกๆ ในเรื่องนี้แล้วบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เนื่องจากอยู่ในภาวะการจับขั้วตั้งรัฐบาล ที่พรรคชาติไทยเองต้องการเข้าไปร่วมขบวนรัฐนาวาพรรคพลังประชาชน แต่พอมาเกิดเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง 2 พรรคขึ้น บวกกับแกนนำระดับหัวแถวของพรรคพลังประชาชนอย่าง สมัคร สุนทรเวช, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือแม้กระทั่ง เนวิน ชิดชอบ ไม่พอใจกับท่าทีของพรรคชาติไทย ในเรื่องที่ดึงพรรคเพื่อแผ่นดิน มาเป็นตัวประกันเพื่อประวิงเวลาใน การฟอร์มรัฐบาลด้วยแล้ว พรรคพลังประชาชนจึงเตรียมที่จะกาชื่อพรรคชาติไทยทิ้งออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ในเมื่อพรรคชาติไทยเริ่มรู้ตัวแล้วตัวเองกำลังตกขบวน วิธีการเดียวจะทำให้สถานการณ์ไม่สายเกินแก้คือ การต่อสายไปยัง ดร.วิจิตรให้เข้ามายื่นเรื่องถอนฟ้องต่อ กกต.เป็นลายลักษณ์อักษรทันที

คำสั่งฟ้าผ่านี้ส่งตรงมาจากบิ๊กบอสตระกูล จงสุทธามณี ขาใหญ่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นตระกูลที่ติดสอยห้อยตาม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาตลอดตั้งแต่ เสธ.หนั่นทำพรรคมหาชน

ฉะนั้น เท่ากับว่า เมื่อหัวส่ายหางก็ต้องย่อมกระดิกตาม โดยหัวเรือใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เสธ.หนั่น เพราะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ควบเก้าอี้ ซีอีโอดูแลภาคเหนือ ของพรรครายนี้ เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ในการมอบหมายให้ไปประสานสิบทิศกับพรรคพลังประชาชน

จึงไม่แปลกที่คนระดับ เสธ.หนั่น จะไม่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำ และอะไรควรทำยิ่งคนที่ถูกฟ้องร้องด้วยชื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช เบอร์ 2 ของพรรคพลังประชาชนด้วยแล้ว มีหรือคนอย่าง เสธ.หนั่นจะไม่รู้เลยว่าอะไรที่ควร หรือไม่ควรทำในช่วงที่สถานการณ์ร่วมรัฐบาลยังลูกผีลูกคนอย่างนี้

การถอนฟ้องเป็นวิธีเดียวที่พอจะประสานรอยร้าวระหว่าง 2 พรรคได้ แม้ว่าจะไม่มีผลใดๆ ต่อการสอบสวนของ กกต.ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการบอกแล้วว่าชาติไทยต้องการสมานฉันท์กับพลังประชาชน เพื่อให้สร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองในการประกาศร่วมรัฐบาลในวันที่ 17 ม.ค. เพราะคงจะไม่ดีนักหากพรรคชาติไทยไปร่วมรัฐบาล แต่ยังมีคดีการเมืองที่ฟ้องร้องกันอยู่ ที่สำคัญที่สุดของการเดินเกมครั้งนี้ ก็เพื่อให้การต่อรองทางการเมืองทำได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

กลับกันหากขืนไปปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินการต่อไป โดยที่พรรคชาติไทยไม่ทำอะไรเลย จะมีแต่บั่นทอนอำนาจในการต่อรองให้พรรคชาติไทยมีค่าทางการ เมืองน้อยลง จนส่งผลต่อการขอโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีหลายตัว ที่ล้วนแล้วมีชื่อคนในมุ้งศิลปอาชาเป็นแคนดิเดตทั้งสิ้น เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีชื่อ แกนนำพรรคอย่าง กัญจนา ศิลปอาชา, วีรศักดิ์ โควสุรัตน์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, นิกร จำนงค์, ประภัตร โพธสุธน เป็นต้น จึงเป็นตัวเร่งให้พรรคชาติไทยต้องถอนฟ้อง

ขณะเดียวกันพรรคชาติไทยเองก็รู้ดีว่า การถอนฟ้องในครั้งนี้ย่อมถูกจับตามองของสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงได้มอบหมายให้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค และ ฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล เลขาฯ ส่วนตัวพญา ชาละวันออกมาให้ข่าวในทำนองเดียวกันว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งนี้เพื่อลดกระแสสังคมและให้พรรคลอยตัวจากปัญหาพร้อมกับผลักภาระไปให้ ดร.วิจิตรแต่เพียงผู้เดียว

นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องการเมืองที่ทำให้ ดร.วิจิตรยุติการเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องพื้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า จ.เชียงราย ถูกผูกขาดด้วยตระกูลติยะไพรัชมาตลอด

ดังนั้น ในเมื่อหัวหน้ามุ้งภาคเหนือพรรคพลังประชาชนกำลังโดนไล่ถล่มขนาดนี้ ย่อมสร้างความไม่พอใจกับประชาชนที่เป็นฐานกำลังหลักให้กับพรรคพลังประชาชนแน่นอน อาจทำให้โอกาสแจ้งเกิดที่เชียงรายสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของ ดร.วิจิตรมีโอกาสน้อยตามไปด้วย จึงดีดลูกคิดแล้วเห็นว่าควรถอยจะดีกว่าเพื่ออนาคตของตัวเองและของพรรค

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการถอนฟ้องครั้งนี้ได้กลายเป็นคำตอบกับสังคมด้วยว่าพรรคชาติไทยกระหายอยากจะร่วมรัฐบาลขนาดไหน

อัยการแย้งคตส. คดีหวยบนดิน ไม่ฟ้องเหมาเข่ง

คณะทำงานของอัยการมีความเห็นแย้งสำนวนสอบสวนและมติ คตส. ในคดีหวยบนดินที่ให้ฟ้องเหมาเข่งคณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ทักษิณ” และผู้บริหารกองสลากรวม 47 คน โดยเห็นควรให้ส่งฟ้องศาลเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกนโยบายและการกำกับดูแลกองสลากเท่านั้น ชงเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด หากเห็นด้วยต้องตั้งกรรมการร่วมกับ คตส. ทำสำนวนใหม่ แต่หาก คตส. ยืนยันมติเดิมสามารถตั้งทนายฟ้องศาลเองโดยตรงได้
+++++++++++++++++
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีหวยบนดินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ในการพิจารณาสำนวนคณะทำงานอัยการได้สรุปความเห็นเสนอนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณามีคำสั่งคดีต่อไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยผลการสรุปความเห็นของคณะทำงานได้ เพราะต้องให้อัยการสูงสุดพิจารณาก่อนว่าจะมีความเห็นตามที่คณะทำงานเสนอไปหรือไม่ อย่างไร ซึ่งอัยการสูงสุดจะต้องแจ้งความเห็นให้ คตส. ทราบผลภายในวันที่ 18 ม.ค. นี้ เพราะกฎหมายกำหนดให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งคดีภายใน 30 วันหลัง คตส. ส่งสำนวนคดี ซึ่งคดีนี้จะครบกำหนดในวันที่ 21 ม.ค. นี้
ไม่เห็นด้วยฟ้องเหมาเข่ง 47 คน
แหล่งข่าวสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยนายวัยวุฒิ รองอัยการสูงสุด นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ผู้ตรวจราชการอัยการ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการเขต 8 เสียงแตกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เห็นว่าควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน แต่อีกส่วนเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ที่ออกนโยบาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และอดีตผู้บริหารสำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะมีหลักฐานว่าได้ประโยชน์เชิงนโยบายในการออกนโยบายหวยบนดิน ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับผิดชอบสำนักงานสลากฯและเจ้าหน้าที่สำนักงานกองสลากฯที่เป็นฝ่ายปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้มีเจตนาทุจริต และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบาย


อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมติปรากฏว่าคณะทำงานลงความเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบายหวยบนดินเท่านั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสลากฯ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ซึ่งร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 147, 152, 154, 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่จัดการแต่เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือผู้อื่นเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดโดยทุจริตเรียกเก็บ หรือละเว้นไม่เรียกเก็บทำให้รัฐเสียหาย และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 8, 9, 10 และ 11 โดยคณะทำงานอัยการยังมีความเห็นให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง คตส. และอัยการด้วย เนื่องจากคณะทำงานอัยการมีความเห็นในสำนวนคดีแย้งกับ คตส. หาก คตส. ยันมติเดิมฟ้องศาลเองได้ หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงาน อัยการสูงสุดจะต้องเร่งส่งความเห็นให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาสำนวน เพราะตามกฎหมายเมื่ออัยการสูงสุดมีความเห็นต่างจาก คตส. จะต้องตั้งคณะทำงานพิจารณาร่วมกัน โดยถ้าคณะทำงานร่วมดังกล่าวเห็นชอบให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางคนแล้ว อัยการสูงสุดก็สามารถนำคดียื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ถ้า คตส. ยืนยันควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน กฎหมายเปิดให้ คตส. มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้เอง อย่างไรก็ดี หากอัยการสูงสุดเสนอเรื่องให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วม คาดว่าการพิจารณาสำนวนเพื่อทำความเห็นจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

สำหรับสำนวนคดีหวยบนดินนั้น ตามสำนวนของ คตส. ผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาจะแยกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1.รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.ค. 2546 และมีมติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว และ 2.คณะกรรมการกองสลากฯที่เข้าร่วมประชุมและมีมติให้ดำเนินการโครงการหวย โดยในส่วนกลุ่มแรกประกอบด้วย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายกร ทัพพะรังสี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ นายวราเทพ รัตนากร นายสนธยา คุณปลื้ม นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายเนวิน ชิดชอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายพิเชษฐ สถิรชวาล นายนิกร จำนง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายอดิศัย โพธารามิก นายวัฒนา เมืองสุข นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นางอุไรวรรณ เทียนทอง นายพินิจ จารุสมบัติ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส่วนนายประมวล รุจนเสรี และนายปองพล อดิเรกสาร ไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันดังกล่าว ส่วนกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยผู้บริหารและกรรมการสำนักงานสลากฯจำนวน 17 คน ประกอบด้วย 1.นายสมใจนึก เองตระกูล 2.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล 3.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช 4.นายพรชัย นุชสุวรรณ 5.น.ส.สุรีพร ดวงโต 6.นายณัฐวิช อินทุภูมิ 7.นายชัยวัฒน์ พสกภักดี 8.นายกำธร ตติยกวี 9.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ 10.นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ 11.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 12.พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ 13.นางสตรี ประทีปะเสน 14.นายอำนวยศักดิ์ พูลศิริ 15.พล.ต.ท.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 16.นายบัณฑูร สุภัควณิช และ 17.นางอรอนงค์ มณีกาญจน์

เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2202 ประจำวัน อังคารที่ 15 มกราคม 2008

“กฎหมายไม่ใช่ตัวยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือให้เกิดความยุติธรรม”

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
16 มกราคม 2551

ชื่อเรื่องของบทความนี้ ได้อัญเชิญข้อคิดอันทรงคุณค่า ที่อ้างอิงจากพระราชดำรัสบางตอนที่ได้พระราชทานไว้แก่คณะบุคคล ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านยุติธรรมเมื่อหลายปีก่อน

เนื่องจากระยะหลังมานี้ มีบุคคลจำนวนไม่น้อย ทั้งที่มีตำแหน่งในรัฐบาล ข้าราชการ นักการเมือง และนักวิชาการ บางท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนบางราย มักให้ความเห็นในทำนองว่า ต้องยึดกฎหมายเป็นหลักเพื่อนำไปใช้พิจารณาตัดสินข้อพิพาทขัดแย้งต่าง ๆ ทางการเมือง ก่อนที่บ้านเมืองจะถูกลากจูงไปติดกับดักทางข้อกฎหมายไปมากกว่านี้จนทำให้กฎหมายไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ และอาจจะนำมาซึ่งเหตุการณ์วิปโยคในที่สุด

จึงเห็นควรที่จะต้องนำความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายมาศึกษากัน เพื่อให้สังคมเห็นหนทางที่จะคลายเงื่อนปมที่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ผูกบ่วงทางกฎหมายเอาไว้

โดยขอเริ่มต้นที่ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดขึ้น เพื่อกำหนดพฤติกรรมของพลเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามมีความผิดและถูกลงโทษ การบังคับนี้ใช้กับพลเมืองทุกคน ไม่จำกัด อายุ เพศ ชั้น วรรณะ และกฎหมายจะบังคับใช้ตลอดไป จนกว่าประกาศยกเลิก

จากความหมายของกฎหมาย จะทำให้เห็นได้ว่า พลเมืองทุกคนต้องให้ความเคารพกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายทรงความศักดิ์สิทธิ์ สังคมจึงควรตระหนักว่า การใช้กำลังเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวอย่างของการกระทำย่ำยีต่อกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด

ทั้งยังเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายอาญา ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

จึงเป็นเรื่องน่าแปลก ที่นักกฎหมายของไทยจำนวนมาก กลับให้การยอมรับในคำสั่งและข้อบังคับต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยเนติบริกรของคณะรัฐประหาร

ที่ผ่านมาเนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ทำลายบรรทัดฐานในการใช้กฎหมาย เช่น การบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อใช้ย้อนหลังในทางให้โทษได้

นอกจากนี้ยังบังคับใช้กฎหมาย โดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย คือ ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายผู้นั้นย่อมถูกลงโทษ แต่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร กลับลงโทษผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นในการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน แม้จะมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

โดยในขณะนี้มีข่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายโดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย อาจกำลังถูกนำมาใช้อีกเพื่อยุบพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย


จาก Thai E-News

และแล้วทีไอทีวี ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจร ไปตามระเบียบคมช. !!!


หลังจากที่ขบวนการล้มล้างประชาธิปไตย ได้วางแผนสร้างความปั่นป่วนสมคบกับข้าราชการตุลาการ(ผู้พิพากษา)ในศาลปกครอง ยัดเยียดข้อกล่าวหาและเอาผิดกับไอทีวี จนถึงขั้นล้มละลาย เพราะกลายเป็นหนี้ถึงแสนล้านบาท จากการใช้อำนาจตุลาการที่ฉ้อฉล

มาวันนี้ พวกรัฐบาลเถื่อนและสภาเถื่อน ก็ยังอ้างกฎหมายเถื่อน ที่ออกมาจากสภาโจร ที่พวกกบฏตั้งขึ้นมาเอง

พวกเขา อ้างว่า กฎหมายต้องเป็นกฏหมาย

ถ้าพวกเขาไม่ปิด/ไม่ยึดไอทีวีทันที พวกเขาก็จะทำผิดกฎหมาย ซึ่งพวกเขาเขียนกันขึ้นมาเอง

เขาอ้างว่าตอนนี้ไอทีวี กลายเป็นทีวีสาธารณะที่มี "นายเทพชัย หย่อง" ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่

ใครอยากจะทำงานไอทีวี ก็ต้องไปสมัครให้นายหย่องคัดตัว

นายเทพชัย หย่องเป็น น้องชายของนายสุทธิชัย หยุ่นคนที่เคยบริหารไอทีวี จนเจ๊งมากับมือ

มาวันนี้ พวกเขา ก็ได้ไอทีวีคืนมาอยู่ในมือของพวกเขาฟรี ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

ก็แค่ใช้พวกตุลาการเผด็จการ ยัดเยียดให้ไอทีวีล้มละลายแล้ว ให้รัฐบาลเถื่อนกับสภาโจร รวมหัวกันแปลงรูป ยึดมาเป็นของรัฐบาลเถื่อน

ให้พวกที่สมุนร่วมกันล้มล้างการปกครองมาแสวงหาผลประโยชน์ และใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมระบอบเผด็จการทหารสมบูรณาญาสิทธิทรราชย์.. ต่อไป....

แค่นี้ก็..เรียบร้อยโรงเรียนโจร แล้ว ตามแผน

นายเทพชัย หย่องถึงกับอุทานให้ได้ยินในกลุ่มพันธมิตรว่า"ทีวีช่องนี้พวกเราอยากได้มานานแล้ว"

โดย คุณชีพ ชูชัย จาก เวบบอร์ด ประชาไท