WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 16, 2008

…พลังประชาชน ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย !...


ผมนึกถึงวีรชนบ้านบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ครั้งต่อสู้กับพม่าเมื่อปี 2309 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธาครั้งที่ 2 ..เมื่อกว่า 240 ปีมาแล้ว !

วีรบุรุษ-วีรสตรีชาวบางระจัน ได้ต่อสู้กับพม่าข้าศึกที่พร้อมสรรพไปด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์และกำลังทหารที่ฝึกฝนมาอย่างดี แต่ด้วยจิตใจที่ห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว มั่นคง แม้จะมีเพียงกำลังอาวุธเท่าที่พอหาได้ มีกำลังรบที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆและยังมีน้อยกว่าไม่รู้กี่เท่าตัว โดยปราศจากการสนับสนุนจากกองทัพในเมืองหลวง ..ก็ไม่ย่อท้อ

จนแม้สุดท้ายชาวบางระจันจะต้องกลายเป็นผีพลีชีพเฝ้าปฐพีไปสิ้น แต่ก็สอนบทเรียนให้พม่าได้รู้สึกสำนึกถึงความเป็นยอดนักสู้ของภาคประชาชน ..ค่ายบางระจัน

ขอจารึกนามผู้นำวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้เท่าที่ทราบไว้ ก็คือ ท่านพระอาจารย์ธรรมโชติ นายแท่น นายดอก นายอินทร์ นายเรือง พันเรือง ขุนสรรค์ นายทองแสงใหญ่ นายโชติ นายทองเหม็น นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองแก้ว..

หันมามองเมืองไทยในวันนี้ ..พรรคพลังประชาชน กับเผด็จการ มิใช่ไทยรบพม่า แต่เป็นคนไทยรบกับคนไทยด้วยกัน

พรรคไทยรักไทยที่ถูกรุมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมไปแล้ว แต่ก็กลับชาติมาเกิดเป็นพรรคพลังประชาชน ประดุจโอปปาติกะ ยืนหยัดโต้คลื่นลมที่โหมกระหน่ำมาทุกสาระทิศอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ บอกได้อย่างเดียวว่า ก็ด้วยอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราช ที่ช่วยปกป้องคนดีให้มีที่ยืนอยู่ได้ในแผ่นดินไทย ..ผมเชื่อว่านี่ เป็นประการที่หนึ่ง

ส่วนที่สำคัญและเห็นกันได้ชัดๆก็คือ กำลังใจจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้รักความถูกต้องที่ทุ่มเทให้ คอยปลุกปลอบ คอยปลอบโยนให้กำลังใจ ..ทำให้พลังประชาชนยืนหยัดอยู่ได้

แม้หลายคนในพรรคพลังประชาชนจะบาดเจ็บสาหัส ด้วยอาวุธสารพัดชนิดของฝ่ายตรงข้ามที่ประดังสาดใส่กันอย่างไม่ยั้ง สารพัดรูปแบบชนิดไร้คุณธรรมสำนึก แต่คนในพรรคก็ไม่มีใครถอดใจหนีหายไปไหน ยังยืนหยัดกัดฟันสู้ แลกหมัดเท้าเข่าศอกหอกดาบกับศัตรูด้วยความกล้าหาญ ..น่านับถือน้ำใจของพวกเขาเหล่านั้น

ยามศึกเราร่วมรบ ยามสงบเราหันมากัดกันเอง เพื่อความครื้นเครงในอารมณ์ ไม่อย่างนั้นมันจะเหงา เพราะไม่มีอะไรทำ ..ประเภทถือคติว่า กัดกันวันละนิด จิตแจ่มใส

65 สส.ของพรรคพลังประชาชน ถูก กกต. ที่คมช.ยืนยันว่าเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมากับไม้กับมือ แขวนไว้ก่อนโดยไม่ยังประกาศรับรอง ..เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีการตอบรับของกระแสสังคม

สำหรับผมแล้ว รู้สึกเฉยๆ กับเหตุการณ์ที่คาดเดาเอาไว้แล้วล่วงหน้าว่าจะต้องเป็นไปอย่างนี้ ..ไม่ได้แปลกใจ !

แต่ที่แปลกใจก็คือ กกต.ตัวจริงอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำไมต้องรีบออกมาบอกว่าจำนวน สส.ของพรรคพลังประชาชนที่จะถูกใบเหลือง ใบแดงมีถึงกว่า 60 คน ..ก่อน กกต.นอมินีได้อย่างไร ?

ซึ่งน่าจะให้เป็นหน้าที่ของ กกต.นอมินีอย่างนางสดศรีหรือนายอภิชาต เป็นผู้บอกกับประชาชน ..จะไม่ดีว่าหรือ ?

ทำไมถึงไม่ตกลงกันเป็นการภายในให้ดีเสียก่อน ว่าใครจะเป็นผู้แถลงข่าว นายสุเทพ หรือนางสดศรี ..แย่งซีนกันเองนี่หว่า

ก็พอเดาๆกันได้ว่านายสุเทพกับนางสดศรีคงจะโทร.คุยกันวันละหลายครั้ง บอกความเคลื่อนไหวของกันและกัน ประเภทว่า ..อยู่ไหนจ๊ะศรี ? .. อ๋อ..พี่เทพเหรอคะ ศรีอยู่ออฟฟิศค่ะ พี่ว่าจะให้ใบเหลืองใครดีคะ แล้วใบแดงจะให้ใครดีเอ่ย..ทายซิคะ ติ๊กต็อก ๆ ๆ ..

ผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชนทั้งภาคเหนือและภาคอิสานแต่ละคน จะออกหาเสียงแต่ละครั้ง ก็ยากเย็นแสนเข็ญเต็มที ทหารของพล.อ.สนธิผู้เก่งกล้ายิ่งนักกับประชาชนที่จับจอบจับเสียมทำไร่ไถนา ร่วมด้วยตำรวจสันติบาลและเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายตามประกบตัวแจ ..ชนิดไม่ให้กระดิกตัว

ขนาดเข้าห้องน้ำ มันยังตามไปแอบฟัง แนบหูฟังกับผนังห้องน้ำ ได้ยินเสียงพิลึกๆดังมาแว่วๆ .. ซี่ส์ๆๆๆๆ แพร่ดๆๆๆๆ

เสียงนั้น ทำให้เจ้าสันติบาลตัวน้อยที่คอยเกาะติดสถานการณ์ถึงกับแสดงความปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก เมื่อได้ล่วงรู้ความลับศัตรูของเจ้านายชนิดเต็มสองรูหู หันไปตะโกนบอกเพื่อนว่า เฮ้ย ! งวดนี้มันออก 48 ว่ะ พรรคพลังประชาชนจะไปซื้อเสียงในเขต 4 กับเขต 8 ..เอากะมันซี!

พรรคพลังประชาชน ถูกจับตาจากเหล่าทหารและตำรวจอย่างชนิดไม่คลาดสายตา ถูกตามสะกดรอยไปทุกหนทุกแห่ง อย่างที่รู้ที่เห็นกันมาตลอด แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปซื้อเสียง ..บอกผมหน่อย

แต่ผลปรากฏว่า กกต.ได้พิพากษาให้ สส.ของพรรคได้ใบแดง ..เพราะซื้อเสียง !

ผมว่าถ้าคนยังกินข้าวเป็นปกติโดยยังไม่หันไปกินหญ้าเหมือนวัวควาย ..ก็น่าจะคิดได้ !

ส่วนเรื่อง ..แขวน สส.ของพรรคพลังประชาชนแค่นี้ ..ขี้ผง !

ใหญ่กว่านี้ เลวร้ายกว่านี้ตั้งร้อยเท่า พลังประชาชนยังฝ่ามาได้ ..กะเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ จิ๊บจิ๊บ

จับตาดู “มีดอีโต้อย่างนายสมัครและพรรคพลังประชาชนให้ดีก็แล้วกัน ..พวกเขาจะฝ่าออกมาด้วยวิธีไหน

หลายครั้ง! เมื่อถึงคราวที่เราคิดว่าวิกฤตสำหรับพรรคพลังประชาชน แต่สุดท้ายเราจะเห็นพวกเขาหลุดพ้นออกมาอย่างคาดไม่ถึง ..สง่างามทุกครั้งไป

จึงขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง และมีความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจสำหรับ ..พรรคประชาธิปัตย์และพวกพ้อง

จะเป็นฝ่ายค้าน 99.99 เปอร์เซ็นต์เป็นได้จริง ตามนโยบาย 99 วันฝันสลาย !!!

บทความ โดย ปลายอ้อกอแขม

http://www.thaifreenews.com/

จาก hi-thaksin

สำรวจรางวัล คมช.เขาให้

ตามปกติ พวกที่ประกอบอาชีพเป็น “สื่อมวลชน” จะมีความหยิ่งผยองในหน้าที่ของตัวเองมากส่วนมากจะถือว่า ทำหน้าที่เคียงข้างประชาชน พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนทั้งนั้นเลยจะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยแต่ในช่วงที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจ รัฐบาลของเขาและระบอบของเขา ถูกกล่าวหาอย่างหนักว่า “แทรกแซงสื่อ”ทั้งด้วยการ ใช้อิทธิพลโฆษณา แทรกแซงตัวบุคคลสั่งทั้งทางลับและทางแจ้งให้ลงข่าวนี้ไม่ลงข่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีวี ทั้งช่อง11 และช่องที่เอกชนได้รับสัมปทานจากรัฐ โดนหนักหนามากไม่แต่เท่านั้นยังคุกคามไปถึง “หนังสือพิมพ์รายวัน”ที่เป็นสื่อของเอกชนด้วยมีสื่อ หนังสือพิมพ์รายวัน 3 ค่าย ต่อสู้กับระบอบทักษิณ อย่างกล้าหาญ เสนอข่าวทุกอย่างที่เห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา นำมาซึ่งความโกรธ และแทรกแซง“มติชน” ผู้ขุดคุ้ยแฉแหลกการซุกหุ้นของทักษิณโดยฝีมือของ “ประสงค์ วิสุทธิ์” โดนยุทธการ ส่งคนเข้าไปซื้อหุ้น ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บนเป้าหมายจะเทกโอเวอร์อย่างไม่เป็นมิตร

ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสที่เห็นว่า “ผู้บริหาร” ของ “มติชน” ถือครองหุ้นอยู่น้อยเกินไปกรณีที่ระบอบทักษิณทำกับหนังสือพิมพ์มติชน กลายเป็นกรณีใหญ่โต และนำความเดือดร้อนมาสู่ “ขรรค์ชัย บุนปาน” กับคณะยิ่งนัก จนต้องมีการใช้เงินอีกมหาศาลในการซื้อหุ้นคืน จึงสามารถที่จะครองหุ้นข้างมาก และรักษาหนังสือพิมพ์มติชนเอาไว้ได้ระบอบทักษิณทำเขาก่อนค่าย “เดอะเนชั่น” ก็โดนในอีกลักษณะหนึ่ง บริวารของระบอบทักษิณไม่พอใจที่ค่ายนี้เสนอข่าวในลักษณะเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง ต่อเนื่องยาวนาน จึงมีรายการการส่งม็อบที่มาจากทางอีสานเข้าไปปิดล้อมสำนักงาน ข่มขู่พนักงานและกระทำการหลายอย่างในลักษณะของผู้มีอิทธิพล โดยมี “รัฐมนตรี”มือขวาฝ่ายบู๊ นั่งรถไปควบคุมม็อบ บี้สำนักงานหนังสือพิมพ์เนชั่น ริมถ.บางนา-ตราด ด้วยตัวเองค่าย “ผู้จัดการ” โดยการนำของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นเจ้าแรกที่เปิดศึกขับไล่ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี“สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คือ “เพื่อนซี้” ที่สุดของ “ทักษิณ ชินวัตร”ช่วงที่เขาจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” อยู่ช่อง 9 อสมท “สนธิลิ้ม” พูดจาเยินยอทักษิณ ดังกับเทวดา แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นโจมตีรุนแรง

กระทั่งถูกถอดรายการออกจากช่อง 9 ต้องพารายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” เป็นหำน้อยตุหรัดตุเหร่ ไปจัดตามสวนลุมพินีบ้าง ตามต่างจังหวัดบ้างระกำลำบากมาก“ทักษิณ ชินวัตร” ขณะที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่ถูกด่าและไล่ เพราะว่ามีคนมาขอให้เซ็นอนุมัติเปิดทีวีเสรีให้ 1 ช่อง แต่ไม่สามารถที่จะให้ได้ เพราะถ้าให้ก็ผิดกฎหมายทักษิณอยากจะให้ แต่ให้ไม่ได้จริงๆ เพราะมาตรา 81 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ห้ามไว้ จนกว่าจะมีคณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กสช.ซึ่งองค์กรนี้จะเป็นผู้ออกใบอนุญาต“ทักษิณ ชินวัตร” โดนพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินยึดอำนาจต้องให้เครดิตแก่ “สนธิลิ้ม” ในฐานะผู้จุดประกายขับไล่ในขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ของค่ายชินวัตรก็ไปไม่รอดเช่นกันหลังทักษิณโดนยึดอำนาจ กลับบ้านในไทยไม่ได้ รัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอาจริงในกรณีที่มีการเปลี่ยนผังรายการ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ให้สัมปทานเสียก่อน ทำให้ไอทีวีจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม และต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เกือบแสนล้านบาท ซึ่งที่สุดฝ่ายทุนก็ล่าถอยไป คดียังค้างคากันอยู่จนบัดนี้ขณะที่ สนช. ที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้นมา ก็ได้ออกกฎหมายใหม่มาเพื่อแปลงสภาพไอทีวีให้เป็นทีวีสาธารณะเป็นทีวีที่ไม่มีโฆษณา รัฐให้เงินสนับสนุน และจ้างคนมาบริหารนับตั้งแต่ที่รัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ ยึดไอทีวีกลับคืนมา ก็มีการคาดการณ์กันเอาไว้แล้วว่า “รางวัล” ชิ้นนี้จะให้แก่ใคร ในค่ายไหนบัดนี้ ณ วันที่ 15 ม.ค.51 ถือว่าเป็นระยะบั้นปลายของคณะปฏิวัติ 19 กันยา 2549 และเป็นบั้นปลายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้ว


เพราะแน่ชัดแล้วว่า สภาผู้แทนราษฎรใหม่ ที่เกิดจากการเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 จะประชุมนัดแรกในวันที่ 21 ม.ค.51ก็ถึงเวลาที่จะต้องสำรวจได้แล้วว่า “สำนักสื่อ”ได้รางวัลอะไรกันบ้างผู้จัดการ, เดอะเนชั่น, มติชนมติชน ได้รางวัลมากที่สุดค่ายผู้จัดการ ออกแรงมากสุด แต่ได้รางวัลน้อยสุดค่ายมติชน “คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ” พี่สาวแท้ๆของ “ขรรค์ชัย บุนปาน” ได้เป็นรมว.วัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นรางวัลที่งามมากนอกจากนี้ยังได้ อสมทโดย “พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” ผู้บริหารค่ายมติชน ได้เป็นบอร์ด อสมท และยังได้เป็น “รักษาการ ผอ.อสมท” อยู่ระยะหนึ่งกว่า 3 เดือน ก่อนที่ “วสันต์ ภัยหลีกลี้” อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์มติชน “คนโปรด” อีกคนหนึ่งของพงษ์ศักดิ์ได้เข้ามาเป็น ผอ.อสมท ตามกระบวนการสรรหาที่ถูกต้องและ พงษ์ศักดิ์ ยังหวิดๆ จะได้เป็น “ประธานบอร์ด” อสมทอีกด้วย แต่พลาด เพราะพนักงานเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างหนักค่ายผู้จัดการ ความหวังสูงสุด ก็คือ อยากจะได้ทีวีเสรี ซึ่งได้มีการทุ่มเงินซื้อเครื่องไม้เครื่องมือมาพร้อมไว้แล้วในชื่อ “11 news 1” แต่ก็ไม่ได้ใบอนุญาตเสียที เพราะมาตรา 81 พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ ดังที่ว่ามาแล้ว

และว่าไปแล้ว กระบวนการฝ่ายคณะปฏิวัติก็ดิ้นรนจะช่วย ASTV เต็มที่ โดยหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คมช.ฉบับปี 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหา 2550 แล้ว สนช.กลุ่มหนึ่งได้ขยับตัว จะแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อให้มี กสช.โดยเร็ว จะได้ออกใบอนุญาตได้ โดยได้ เสนอร่างแก้ไขกฎหมายนี้ไปให้รัฐบาล ซึ่งครม.ก็รับลูก ออกมติส่งไปให้กฤษฎีกาพิจารณาอย่างรวดเร็ว มีแผนจะให้เข้า สนช.และเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 20 ธ.ค.50แต่ก้างติดคอเพราะบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 305 (1) เขียนเอาไว้ว่า การแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯให้แก้ไขให้เสร็จภายใน 180 วัน นับแต่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นซึ่งหมายความว่า “รัฐบาลชุดใหม่” เท่านั้นที่จะมีสิทธิแก้กฎหมายฉบับนี้ ก็เลยทำให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่เร่งยิกๆ อยู่สะดุดกึก เดินต่อไปไม่ได้ ร่างแก้ไขที่ สนช.เสนอเข้ามายังติดแหง็กอยู่ที่กฤษฎีกา

ส่งผลให้ “ค่ายผู้จัดการ” ไม่ได้ใบอนุญาตจัดตั้งสถานีทีวีเสรี…จนได้แต่ว่าไปแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เองก็ได้แสดง “น้ำใจ” ช่วยเหลือ “สนธิลิ้ม” อย่างเต็มที่ ด้วยการให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายใต้ “ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์” นำรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ที่จัดโดย “สนธิลิ้ม” ในสถานีเอสทีวี มาออกสดบนจอช่อง 11 พร้อมกันแต่ก็ทำได้แค่ 10 คืน วันที่ 17-27 กุมภาพันธ์ 2550 เท่านั้น ก็ต้องเลิกไปเองเพราะคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง“ค่ายผู้จัดการ” จึงได้รางวัลจากคณะปฏิวัติน้อยมากมีเพียง “คำนูณ สุทธิสมาน” กับ “สำราญ รอดเพชร”ได้เป็นสนช. และแม้ว่าสำราญจะลาออกจากสนช.ไปเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯก็สอบตกมาถึงค่าย “เดอะเนชั่น” ภายใต้การนำของ “สุทธิชัย หยุ่น” ก็ได้บ้างนิดหน่อย โดยได้เข้าไปจัดรายการข่าวเช้าในทีวีช่อง 5 ของกองทัพบก โดย “เทพชัย หย่อง” น้องชายของเขา

ใหม่ๆ ก็สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินออกสดๆ บ่อยมาก จนถูกแซวว่า พล.อ.สนธิ อย่าใช้อยู่แค่เทพชัยสิ เพราะเดี๋ยวมีการให้รางวัลในรายการ ทีไอทีวี แล้ว ผู้ชมจะชี้ไต๋เอาได้และบัดนี้รางวัลก็ได้มอบให้กับคนที่รู้อยู่แล้ววันที่ 15 ม.ค.51 เป็นวันที่ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า กฎหมายทีวีสาธารณะ มีผลบังคับใช้ “ปราโมช รัฐวินิจ” ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ออกคำสั่งให้ ทีไอทีวี หยุดออกอากาศ ตั้งแต่เวลา 24.00 น.วันที่ 14 ม.ค.51 ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้และเช้า 15 ม.ค.51 คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ก็นำเรื่องเข้าครม. ขออนุมัติแต่งตั้ง คณะผู้บริหารทีวีสาธารณะ 5 คน เป็นการ “ชั่วคราว” จนกว่าจะมีคณะกรรมการบริหาร ที่มาจากการสรรหาตามกฎหมายหนึ่งในนั้นก็คือ “เทพชัย หย่อง” บรรณาธิการเนชั่นและข่าวกระฉอกตามออกมาว่า “เทพชัย หย่อง” จะได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการ” ของทีวีสาธารณะช่องแรกของประเทศไทยใหญ่โตตามล็อกแต่ว่าไปแล้ว เมื่อสำรวจกันอย่างลึกปรากฏว่า ค่าย “เดอะเนชั่น” ได้รางวัลกระจิ๊ดเดียว เพราะตำแหน่งผอ.ทีวีสาธารณะของ “เทพชัย หย่อง” เปราะมากระบอบทักษิณกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล...ก็จบแป๊บเดียวเอง แต่ตราประทับที่ติดอยู่บนหน้าผากของ “เทพชัย หย่อง”ว่าเขาเป็นฝ่ายไหนจะติดอยู่ตลอดไป

นายกฯเปิดงานวันครูหอประชุมคุรุสภา

นายกรัฐมนตรี เปิดงานวันครูแห่งชาติ ที่หอประชุมคุรุสภาวันนี้ พร้อมมีกำหนดคารวะครู 2 คน

นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ประจำปี 2551 กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครูแห่งชาติ โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ จึงได้กิจกรรมเนื่องในวันครูขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ภายใต้คำขวัญ "ครูของแผ่นดิน ศิลปศาสตร์ มหาราชภูมิพล ชนบูชา" สำหรับส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ จะจัดงานที่หอประชุมคุรุสภา มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมเน้นเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะครูของแผ่นดิน

ท่านผู้หญิงยศวดี บูรณะสัมฤทธิ อัมพรไพศาล กล่าวถึงความเป็นครู ว่า ตนเองมีอุปนิสัยที่ทุกคนยอมรับว่า เหมาะที่จะเป็นครู และตนเองก็มีใจรักในการครู เพราะเป็นอาชีพที่ให้ความรู้แก่คน และเป็นที่รักและนับถือของนักเรียน

ทั้งนี้ ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดคารวะคุณครู 2 ท่าน ประกอบด้วย ท่านผู้หญิงยศวดี บูรณะสัมฤทธิ อัมพรไพศาล อายุ 101 ปี 8 เดือน เจ้าของโรงเรียนอัมพรไพศาล และครูยาหยี สาวนายน อายุ 83 ปี โรงเรียนสตรีจุลนาค


โค้ชเรือใบประทับใจแข้งไทย! 'หรั่ง'ยกอากาศหนาวพาทีมแกร่ง

ความเคลื่อนไหวของ 'ขุนพลช้างศึก' ทีมชาติไทย ที่ได้ออกเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมยังสโมสร 'เรือใบสีฟ้า' แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมในศึกพรีเมียร์ลีก ของประเทศอังกฤษ เพื่อเตรียมสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดย ทีมชาติไทย ที่อยู่ในกลุ่ม 2 ร่วมกับ ญี่ปุ่น, บาห์เรน และ โอมาน จะประเดิมลงสนามนัดแรกด้วยการออกไปเยือน 'ขุนพลซามูไร' ญี่ปุ่น ในวันที่ 6 ก.พ. ณ สังเวียนไซตามะ สเตเดี้ยม เมืองไซตามะ

ล่าสุด นักเตะไทย ยังคงฝึกซ้อมกันท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ ของเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ตอนนี้อุณหภูมิอยู่ในราวๆ 1-2 องศา พร้อมกับมีสายฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ สำหรับการฝึกซ้อม ในแต่ละวัน ของนักเตะไทยนั้น ทางทีมงานของ แมนฯ ซิตี้ จะเข้ามาช่วยดูการฝึกซ้อมร่วมกับสตาฟฟ์โค้ชไทยในแต่ละฐานการฝึก ทุกครั้ง โดย จิม คาสเซลล์ ผอ.อะคาเดมี่ เปิดเผยว่า ประทับใจในความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะไทย ที่หลายคน เล่นได้ดีมาก แต่เวลานี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครกันบ้างที่เล่นได้เข้าตาเป็นที่สุด เอาเป็นว่าในเกมอุ่นเครื่องจะดูแน่นอนว่า เป็นใคร

ขณะที่ 'อาจาย์หรั่ง' ชาญวิทย์ ผลชีวิน เฮดโค้ช กล่าวว่า นักเตะไทยต้องเล่นให้คุ้นเคยกับสภาพอากาศ ที่หนาวเหน็บอย่างนี้ให้เกิดเป็นความเคยชินให้ได้ เพราะเรามาก็เพื่อที่จะตักตวงเอาสิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า มากที่สุด เท่าที่จะมากได้


คตน.สรุปไร้หลักฐานฟัน'ทักษิณ' สั่งฆ่าตัดตอนปี46

คตน. ไม่สามารถสรุปได้ว่า 'ทักษิณ' มีนโยบายให้ฆ่าตัดตอน 'ผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องยาเสพติด' แต่เสนอให้สอบเพิ่มเติมว่ากำหนดนโยบายมีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตเป็นความผิดทางอาญาระหว่างประเทศหรือไม่

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์ การกำหนด นโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำเอานโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ได้สรุปผลสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว โดย คตน.ไม่สามารถสรุปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายให้ ้ฆ่าตัดตอนผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่ เพียงแต่เสนอให้สอบเพิ่มเติมว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ อีกส่วนเป็นรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตภายใต้นโยบายปราบปรามยาเสพติดในขณะนั้น

ข่าวแจ้งว่า ผลสรุปพบว่า ระหว่างช่วงประกาศสงครามยาเสพติดเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน 2546 มีคดีฆาตกรรม 2,559 คดี ผู้เสียชีวิต 2,819 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 1,370 คน ผู้ตายไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 878 คน มีผู้เสียชีวิตจากคดีฆาตกรรมที่ไม่ทราบสาเหตุการตาย 571 คน คดีวิสามัญฆาตกรรมมีผู้เสียชีวิต 54 คน ผู้ตายมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 41 คน ไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2 คน คดีวิสามัญฆาตกรรมไม่ทราบสาเหตุการตาย 11 คน เมื่อเทียบกับคดีฆาตกรรมในช่วง 2 ปีก่อนและหลังประกาศ นโยบายปราบปรามยาเสพติด พบว่ากุมภาพันธ์-เมษายน 2544, 2545 และ 2547, 2548 พบว่า มีคดีฆาตกรรมเพียงเดือนละ 454 คดี หรือ 33.33% ต่อเดือน แต่ช่วงประกาศสงครามยาเสพติดมีคดีฆาตกรรมเฉลี่ยสูง ถึง เดือนละ 853 คดี หรือเพิ่มขึ้น 87.98% ต่อเดือน

รายงาน คตน.ยังมีความเห็นอีกว่า ในกรณีคดีฆาตกรรมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หากถือเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจนพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร หรือเจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในของความผิดทางอาญา ระหว่างประเทศฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่


ปิด TITV ได้ ก็เปิดใหม่ได้ เหมือนยุบ ทรท. ก็เกิดใหม่เป็น พลังประชาชน

บทความโดย ... ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้รัฐเผด็จการนี้กำลังเร่งออกกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจะออกเป็นกฎหมายในยุคที่ประเทศอยู่ในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบได้ เพราะเป็นกฎหมายที่กดขี่ประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นกฎหมายส่งเสริมระบอบอำมาตรยาธิปไตย

ผมคิดว่า ภารกิจแรกๆ ของรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช และ รัฐสภาที่มาจากเลือกตั้งคือ "การสะสางกฎหมายเผด็จการเหล่านี้" สะสางกฎหมายที่ตราขึ้นโดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นโดย คมช. โดยจะต้องนำมาทบทวนใหม่ในทุกฉบับ เพื่อไม่ให้ “มรดกบาปของเผด็จการ” เหล่านี้เหลือเป็นตราบาปให้ประเทศไทยต่อไป

เมื่อเขาถือ “โอกาสที่ไม่ปกติ” นี้ ออกกฎหมายที่กดขี่ประชาชน รัฐบาลประชาธิปไตย ก็ต้องยกเลิกการกระทำเหล่านี้เสีย เมื่อประชาธิปไตยกลับมา เพื่อสั่งสอนให้พวกเขารู้ว่า กฎหมายใดๆ ที่ออกโดยเผด็จการย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้ เมื่อยามประเทศอยู่ใน “ยุคประชาธิปไตย” แล้ว

กรณี TITV หรือ ITV เป็นกรณีแรกๆ ที่จะต้องทบทวนทันที ทั้งเป้าหมาย อุดมการณ์ที่ต้องการ “สถานีโทรทัศน์ที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ” ตามเจตนารมย์ดั้งเดิมของการก่อตั้ง ITV ตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นหลัง “พฤษภาทมิฬ” ที่สื่อต่างๆ ถูกควบคุมโดยรัฐทั้งหมด หาสื่อที่ประชาชนเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในยุครัฐประหารของ คมช. ที่สื่อต่างๆ โดนรัฐเผด็จการควบคุมหมด แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานของ ITV ก็ได้แสดงให้เห็นว่า เผด็จการไม่อาจครอบงำได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีสัญญาณของการต่อสู้ การต่อต้านจากองค์กรแห่งนี้ เพื่อรักษาจิตวิญญาณของ “สถานีโทรทัศน์อิสระ” เอาไว้

ITV กำเนิดจาก รัฐบาลหลัง รสช. ถูกโค่นล้ม โดยพลังประชาชน และตายในรัฐบาลรัฐประหารของ คมช. ก็ควรกำเนิดใหม่ใน "รัฐบาลประชาธิปไตย" ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ยืนขึ้นสู้กับเผด็จการ

เมื่อ “รัฐเผด็จการ” อาศัยเวลาชุลมุนวุ่นวาย ชิงยุบ TITV ได้ ก็สามารถตั้งใหม่ได้ในยุคประชาธิปไตยเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ยุติกันได้ในตอนนี้หรือเวลานี้ มันเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดกับประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกอำมาตย์ทั้งหลาย

ส่วนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายปราโมทย์ รัฐวินิจ นั้น ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา เขาก็ต้องไปเป็นผู้ตรวจราชการ หรือไม่ก็ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว อนาคตราชการเขาอยู่ได้อีกสองสามเดือนเป็นอย่างมาก ข้าราชการพลเรือนที่ทำตัวเป็น “ผู้รับใช้เผด็จการ” อย่างขยันขันแข็ง ก็ควรไปพร้อมกับรัฐเผด็จการนี้

การยุบ ITV ผมคิดว่ามีสภาพไม่ต่างจากตอนที่เผด็จการ คมช. ยุบ "พรรคไทยรักไทย" นั่นเองครับ หากองค์กร จิตวิญญาณคงยังอยู่ สุดท้ายแล้ว การยุบด้วยกฎหมาย หรืออำนาจเผด็จการ มันก็ไม่สามารถยุบได้อย่างถาวร เพราะมันจะเกิดขึ้นใหม่อีกในเวลาไม่นานนัก เช่นเดียวกับที่ “พรรคพลังประชาชน” กำเนิดขึ้นใหม่ หลังจากการยุบพรรคไทยรักไทยได้ไม่นาน และกลับเข็มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีกด้วย

ผมคิดว่า ITV หรือ TITV ก็จะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน คือ กำเนิดขึ้นมาใหม่ ด้วยความเข็มแข็งมากกว่าเดิม จิตวิญญาณที่หล่อหลอมจากการต่อสู้ ย่อมเป็นจิตวิญญาณที่เข็มแข็งและมีพลัง ใครก็ทำลายไม่ได้

ที่สำคัญคือ "บุคคลากรของ ITV" จะต้องต่อสู้ เพื่อหล่อหลอมจิตวิญญาณของคนในองค์กรให้เข็มแข็งมีพลัง อาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส อาศัยสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมอุดมการณ์ของการเป็น “สื่ออิสระจากอำนาจรัฐ” ขึ้นมา

พรรคไทยรักไทย ก็เคยโดนยุบมาแล้ว แต่เขาก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกอย่างยิ่งใหญ่เป็นตัวอย่างให้พนักงาน ITV ได้เก็บเอาไปเป็นบทเรียน

องค์กรใดๆ ก็ตาม ความสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ถูกอำนาจรัฐเผด็จการยุบไป แต่มันอยู่ที่จิตวิญญาณในการต่อสู้กับเผด็จการต่างหาก เมื่อจิตวิญญาณยังคงอยู่ แม้เผด็จการจะยุบ “องค์กรตามกฎหมายไป” แต่ตัวตนมันยังอยู่ พนักงานยังอยู่ จิตวิญญาณมันยังอยู่ มันย่อมกลับมาใหม่ได้อีกตลอดเวลา

ผมจึงไม่เห็นว่า การยุบ ITV จะเป็นการปิดฉากการต่อสู้ของ "องค์กรไอทีวี" แต่อย่างใด

แต่มันคือ อุปสรรคที่เข้ามาทดสอบ เพื่อทำให้ ITV เข็มแข็งขึ้นต่างหาก เหมือนกับที่ “พรรคพลังประชาชน” ยืนได้อย่างเข็มแข็ง ไม่หวั่นเกรงกับเผด็จการอยู่ทุกวันนี้


ขอต้อนรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราถือกำเนิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เป็นสายเลือดแห่งนักรบประชาธิปไตยด้วยกัน

จาก thaifreenews

เนชั่นคึกรับทีวีสาธารณะ

หุ้นเนชั่นฯ วิ่ง ดักข่าวดี “เทพชัย หย่อง” คุมทีวีสาธารณะ เก็งเอื้อธุรกิจ


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวานนี้ รวม 5 วันทำการ การซื้อขายหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป คึกคักเป็นพิเศษ โดยราคาบวก 8.90% ล่าสุดปิดที่ 7.95 บาท สวนตลาดหุ้นโดยรวมที่ดิ่งลงแรง และมูลค่าซื้อขายก็เพิ่มขึ้นผิดปกติ เทียบกับบางวันที่ไม่มีการซื้อขายเลย ก่อนที่นาย เทพชัย หย่อง อดีตผู้บริหารค่ายเนชั่นฯ แถลงข่าวเปิดตัวไปเป็น ผู้บริหารทีวีสาธารณะ

นายภูวดล ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การที่อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ เข้าไปเป็นผู้บริหารในทีวีสาธารณะ จะช่วยเสริมแรงหนุนจากพันธมิตรกลุ่มทุนการเมืองมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ราคาหุ้นวิ่งรับ ข่าวดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นการหาพันธมิตรและเงินเข้ามาเสริมธุรกิจมากกว่า หลังจากที่เนชั่นฯ ประกาศขายตึกไปแล้ว

นายชัย จิระเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน แนะนำให้นักลงทุนติดตามต่อไปว่า การเข้าไปของอดีตผู้บริหารเนชั่นฯ จะเอื้อประโยชน์ทางอ้อมให้เนชั่นฯ หรือไม่ แต่เชื่อว่าผู้บริหารเป็นแบรนด์ของเนชั่นฯ ไปอยู่ที่ไหน ภาพเนชั่นฯ ก็ติดไปด้วย

ด้านนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่นฯ ได้แถลงข่าวหลังร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว และรักษาการ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สาธารณะ (ทีพีบีเอส) ว่า ได้ให้คนใกล้ชิดไปขายหุ้นเนชั่นฯ ที่ถืออยู่จำนวนแสนหุ้นแล้ววานนี้

สำหรับรายการของทีวีสาธารณะนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. จะเริ่มรายการข่าวต่างๆ และจะเปิดกว้างกับผู้ผลิตรายการทุกราย และหากทางเนชั่นฯ เสนอรายการเข้ามา ตนก็จะไม่พิจารณาและให้กรรมการคนอื่นพิจารณาแทน

“ผมมาอยู่ตรงนี้ ยอมรับว่ากดดันกว่าคนอื่น และจะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ ดังนั้น จะต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส และขอยืนยันว่าไม่ได้มาในนามเนชั่นฯ ผมมาในฐานะส่วนตัว ที่อยากเห็นประเทศนี้มีทีวีสาธารณะ ผมจึงตัดขาดจากเนชั่นฯ โดยเข้าโครงการเออร์ลีรีไทร์และไม่สามารถกลับเข้าไปได้อีกแล้ว” นายเทพชัย กล่าว

แบ่งเค้กลงตัว เข็น‘ยงยุทธ’ประธานสภา

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคได้เตรียมบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ก็เป็นผู้หนึ่งที่เหมาะสม

“แต่ก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษากับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมด้วย” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ภายในวันที่ 17-18 ม.ค. จะมีการประกาศเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน และคาดว่าภายในเดือนนี้ทุกอย่างจะชัดเจน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พรรคชาติไทยจะได้ 4 ที่นั่ง คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ รมว.ศึกษาธิการ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา

พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 4 ที่นั่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.อุตสาห กรรม และ รมช.อีก 2 ที่นั่ง ซึ่งได้มีการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ประกอบด้วย นายสุวิทย์ คุณกิตติ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายมั่น พัธโนทัย และนายสรจักร เกษมสุวรรณ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคมัชิมาธิปไตย ได้พรรคละ 2 ที่นั่ง พรรคประชาราชได้ 1 ที่นั่ง

ทีพีบีเอสเปิดรับสมัครพนักงาน

"ขวัญสรวง" บอกเปิดกว้างรับสมัครทั้งประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม ออนแอร์ 1 ก.พ.

คณะกรรมการชั่วคราวขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมติครม.วานนี้ ได้เปิดรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.นี้ รวม 4 วัน ที่กรมประชาสัมพันธ์

นายขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการบอร์ด กล่าวว่า การเปิดรับสมัครงานได้เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม และจะออกอากาศในรูปแบบข่าวในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนการออกอากาศเต็มรูปแบบ ซึ่งมีรายการข่าว สารคดี รายการเด็ก เกม และอื่นๆ จะเป็นวันที่ 1 มีนาคม ศกนี้ โดยระหว่างวันที่ 1 ก.พ.-1 มี.ค. จะพิจารณารับสมัครพนักงานที่จำเป็นเพิ่มเติมด้วย

"จำนวนพนักงานที่เปิดรับนั้น อีก 2-3 วันจะทราบอัตราที่แท้จริง ซึ่งพนักงานที่รับเข้ามาทำงานจะประเมินงาน 3 เดือน หากผ่านงานจึงจะบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งกรรมการฯ ทุกคนทำงานโปร่งใส โดยเฉพาะการจ้างผลิตรายการจากภายนอก จะมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าร่วมด้วย" นายขวัญสรวงกล่าวและว่า ส่วนหลักทำงานจะยึดหลัก คือ 1.สร้างความสมดุลของการสื่อสารในสังคม 2.มีความเป็นอิสระ ปลอดจากการครอบงำ และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพสื่อ 3.ยึดถือการมีส่วนร่วมของประชาชน 4.การบริหารดำเนินงานที่โปร่งใส เปิดเผยและตรวจสอบได้ และ 5.เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารของสังคม

ปม "ชาติไทย"ถอนฟ้อง"ยงยุทธ"แผนลบรอยร้าวร่วมรัฐบาล

สมคำร่ำลือปลาไหลๆ จริงสำหรับพรรคชาติไทย หลังจากที่อยู่ดีๆ วิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 3 ค่ายชาติไทย ก็ตัดสินใจถอนฟ้อง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ว่าที่ สส.แบบสัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ในคดีการซื้อเสียงที่เชียงราย

ทั้งๆ ที่ท่าทีก่อนหน้านี้ยืนกรานต้องเดินหน้าถึงขั้นยุบพรรค ซึ่ง สุดท้ายก็เป็นแค่มวยล้มต้มคนดู แต่โชคยังดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันหนักแน่นถึงจะถอนฟ้องก็ไม่มีผลต่อกระบวนการในการสอบสวน

มองปัจจัยลึกๆ ในเรื่องนี้แล้วบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เนื่องจากอยู่ในภาวะการจับขั้วตั้งรัฐบาล ที่พรรคชาติไทยเองต้องการเข้าไปร่วมขบวนรัฐนาวาพรรคพลังประชาชน แต่พอมาเกิดเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง 2 พรรคขึ้น บวกกับแกนนำระดับหัวแถวของพรรคพลังประชาชนอย่าง สมัคร สุนทรเวช, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือแม้กระทั่ง เนวิน ชิดชอบ ไม่พอใจกับท่าทีของพรรคชาติไทย ในเรื่องที่ดึงพรรคเพื่อแผ่นดิน มาเป็นตัวประกันเพื่อประวิงเวลาใน การฟอร์มรัฐบาลด้วยแล้ว พรรคพลังประชาชนจึงเตรียมที่จะกาชื่อพรรคชาติไทยทิ้งออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ในเมื่อพรรคชาติไทยเริ่มรู้ตัวแล้วตัวเองกำลังตกขบวน วิธีการเดียวจะทำให้สถานการณ์ไม่สายเกินแก้คือ การต่อสายไปยัง ดร.วิจิตรให้เข้ามายื่นเรื่องถอนฟ้องต่อ กกต.เป็นลายลักษณ์อักษรทันที

คำสั่งฟ้าผ่านี้ส่งตรงมาจากบิ๊กบอสตระกูล จงสุทธามณี ขาใหญ่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นตระกูลที่ติดสอยห้อยตาม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาตลอดตั้งแต่ เสธ.หนั่นทำพรรคมหาชน

ฉะนั้น เท่ากับว่า เมื่อหัวส่ายหางก็ต้องย่อมกระดิกตาม โดยหัวเรือใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เสธ.หนั่น เพราะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ควบเก้าอี้ ซีอีโอดูแลภาคเหนือ ของพรรครายนี้ เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ในการมอบหมายให้ไปประสานสิบทิศกับพรรคพลังประชาชน

จึงไม่แปลกที่คนระดับ เสธ.หนั่น จะไม่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำ และอะไรควรทำยิ่งคนที่ถูกฟ้องร้องด้วยชื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช เบอร์ 2 ของพรรคพลังประชาชนด้วยแล้ว มีหรือคนอย่าง เสธ.หนั่นจะไม่รู้เลยว่าอะไรที่ควร หรือไม่ควรทำในช่วงที่สถานการณ์ร่วมรัฐบาลยังลูกผีลูกคนอย่างนี้

การถอนฟ้องเป็นวิธีเดียวที่พอจะประสานรอยร้าวระหว่าง 2 พรรคได้ แม้ว่าจะไม่มีผลใดๆ ต่อการสอบสวนของ กกต.ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการบอกแล้วว่าชาติไทยต้องการสมานฉันท์กับพลังประชาชน เพื่อให้สร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองในการประกาศร่วมรัฐบาลในวันที่ 17 ม.ค. เพราะคงจะไม่ดีนักหากพรรคชาติไทยไปร่วมรัฐบาล แต่ยังมีคดีการเมืองที่ฟ้องร้องกันอยู่ ที่สำคัญที่สุดของการเดินเกมครั้งนี้ ก็เพื่อให้การต่อรองทางการเมืองทำได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

กลับกันหากขืนไปปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินการต่อไป โดยที่พรรคชาติไทยไม่ทำอะไรเลย จะมีแต่บั่นทอนอำนาจในการต่อรองให้พรรคชาติไทยมีค่าทางการ เมืองน้อยลง จนส่งผลต่อการขอโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีหลายตัว ที่ล้วนแล้วมีชื่อคนในมุ้งศิลปอาชาเป็นแคนดิเดตทั้งสิ้น เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีชื่อ แกนนำพรรคอย่าง กัญจนา ศิลปอาชา, วีรศักดิ์ โควสุรัตน์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, นิกร จำนงค์, ประภัตร โพธสุธน เป็นต้น จึงเป็นตัวเร่งให้พรรคชาติไทยต้องถอนฟ้อง

ขณะเดียวกันพรรคชาติไทยเองก็รู้ดีว่า การถอนฟ้องในครั้งนี้ย่อมถูกจับตามองของสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงได้มอบหมายให้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค และ ฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล เลขาฯ ส่วนตัวพญา ชาละวันออกมาให้ข่าวในทำนองเดียวกันว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งนี้เพื่อลดกระแสสังคมและให้พรรคลอยตัวจากปัญหาพร้อมกับผลักภาระไปให้ ดร.วิจิตรแต่เพียงผู้เดียว

นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องการเมืองที่ทำให้ ดร.วิจิตรยุติการเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องพื้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า จ.เชียงราย ถูกผูกขาดด้วยตระกูลติยะไพรัชมาตลอด

ดังนั้น ในเมื่อหัวหน้ามุ้งภาคเหนือพรรคพลังประชาชนกำลังโดนไล่ถล่มขนาดนี้ ย่อมสร้างความไม่พอใจกับประชาชนที่เป็นฐานกำลังหลักให้กับพรรคพลังประชาชนแน่นอน อาจทำให้โอกาสแจ้งเกิดที่เชียงรายสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของ ดร.วิจิตรมีโอกาสน้อยตามไปด้วย จึงดีดลูกคิดแล้วเห็นว่าควรถอยจะดีกว่าเพื่ออนาคตของตัวเองและของพรรค

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการถอนฟ้องครั้งนี้ได้กลายเป็นคำตอบกับสังคมด้วยว่าพรรคชาติไทยกระหายอยากจะร่วมรัฐบาลขนาดไหน