พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนระบุจะมีการแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียด หลังจากมอบหมายให้ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคและนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสาน ก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ต้องยอมรับว่าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา มีเสียง ส.ส.จำนวนน้อย คงไม่ต่อรองอะไร ดังนั้น ผู้ที่ประสานน่าจะไม่กล้าพูดเพื่อต่อรองหรือร้องขอตำแหน่ง พรรคคงไม่ได้จัดงานปฐมนิเทศ ส.ส. เพียงแต่จัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อาจจะได้รัฐมนตรี 2 ตำแหน่งนั้น ยังไม่ทราบ ส่วนตัวพร้อมที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรี หากได้จริง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 16, 2008
พล.อ.เชษฐา ปฏิเสธความชัดเจนตำแหน่งรัฐมนตรี
สื่อต่างชาติประจาน คมช. ว่า ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง....แบบนี้ก็ปล้นชาติแล้วล่ะ (Power's Perks)
โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
16 มกราคม 2551
เห็นข่าว คมช. ขอให้ คณะรัฐมนตรีคุณธรรมสูงส่ง เพิ่มค่าตอบแทนให้อีกคนละ 15% ซึ่งข่าวแรกที่ผมได้ยิน มาจากคุณนักเลงโบราณ จากเว็บเสรีชน และต่อมา ไทยรัฐก็ลงข่าวว่า ทางโฆษกรัฐบาลได้มาแก้ข่าวว่า ไม่ใช่ ไม่จริง
มาเมื่อวาน มีการอนุมัติการเพิ่มเงินเดือนให้กับ คมช. ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านชาวช่อง อดอยากจะตายกันอยู่แล้ว แถม ไอทีวี ก็โดนปล้นไปอย่างหน้าไม่อาย พนักงานกว่า 800 คน ไม่รวมลูกเมียอีกกี่ชีวิต จะต้องลำบากลำบน
หันไปดูสื่อเมืองนอกอย่าง "ไฟแนนเชียลไทมส์" เขาเขียนข่าวว่า
ในตอนที่ คมช.ทำการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ พวกเขากล่าวหาทักษิณว่า คอรัปชั่น และคอรัปชั่นเชิงนโยบาย (ศัพท์จากพรรคประชาธิปัตย์) โดยใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
"Throughout his tenure, Thaksin was accused of so-called "policy corruption", or using his state powers to benefit his family business, though he has not been criminally convicted of any wrongdoing."
เขาบอกว่า แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (เมื่อวาน) คณะรัฐมนตรีที่ถูกแต่งตั้งโดย คมช. ได้อนุมัติเพิ่มเงินเดือนให้ คมช. อีกคนละ 15%
เขาบอกว่า "เป็นการเพิ่มเงินเดือนเป็นครั้งที่ 3 นับแต่การรัฐประหาร 16 เดือนที่ผ่านมา ช่างเป็นการเพิ่มเงินเดือนอย่างมากเหลือเกิน"
สุดท้ายที่เขาเหน็บได้เจ็บดี เขาบอกว่า
"So much for holding the moral high ground."
ถ้าแปลเป็นไทยก็อาจจะได้ว่า "โคตรมีคุณธรรมเลยว่ะ"
************************************
Power's perks
When the Thai army seized power from Thaksin Shinawatra - the telecommunications mogul turned politician - in a 2006 coup d'état, they cited Thaksin's alleged corruption as one of their main justifications.
Throughout his tenure, Thaksin was accused of so-called "policy corruption", or using his state powers to benefit his family business, though he has not been criminally convicted of any wrongdoing.
But the army hardly seems immune from the temptations of which they accused the ousted leader. On Tuesday, the military-installed government approved hefty 15 per cent salary rises for the top six generals behind the coup and 436 of their supporters.
It is a rise well above the standard for average government officials - and it is the third time since the coup 16 months ago that they have been granted such large increases. So much for holding the moral high ground.
ที่มาของบทความ : เวบไซต์ ft
จาก Thai E-News
‘จาตุรนต์’แนะพปช.ไม่ควรเจรจาตำแหน่งใดๆกับคมช.
อดีตกก.บห.พรรคไทยรักไทยชี้หากพปช.ไปยอมทำตามคมช.ต่อรองไม่ว่าตำแหน่งไหนก็ตามรัฐบาลชุดใหม่จะเกิดความไม่สง่างาม ระบุปชช.ไม่ชอบการทำรัฐประหารจึงเลือกพปช.มาเป็นทางออกของประเทศ
วันนี้(16 ม.ค.) เวลา 11.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ว่า จะเปิดสภาทันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และวินิจฉัยส.ส.ให้ครบร้อยละ 95ภายใน 30 วันหรือไม่ แต่เชื่อว่าแนวโน้มวินิจฉัยคงไม่ทัน ซึ่งการเปิดสภาอาจมีแนวโน้ม 2 ทาง คืออย่างแรก เลื่อนการพิจารณาออกไป ทำให้การเปิดสภาล่าช้า อย่างที่สองคือให้กกต.รับรองไปก่อนแล้วค่อยแจกใบแดงทีหลัง
“ขณะนี้ต้องให้ความสำคัญมากๆคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าไป ควรจะเปิดสภาให้ได้ภายใน 30 วัน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นสุญญากาศ และความไม่แน่นอนทางการเมืองและจะทำให้ทุกฝ่ายขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศ ปัญหามีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เปิดสภาได้ ถ้ากกต.วินิจฉัยได้ทันก็สามารถเปิดสภาได้โดยอัตโนมัติแต่ถ้าไม่ทัน กกต. จะรับรองไปก่อน แต่ถ้าจะรับรองไปก่อนแล้วค่อยสอย ผมอยากจะแนะนำว่าไม่ควรรับรองเพียงแค่ ร้อยละ 95 ไม่ควรเหลือค้างไว้ร้อยละ 5 แต่ควรรับรองไปทั้งหมดร้อยละ 100 เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการจัดตั้งรัฐบาล”นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ในส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลนั้นดูเหมือนว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆว่าพรรคพลังประชาชนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ช่วงก่อนหน้านี้มีผู้นำจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความเห็นอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ ( ปชป. )เป็นแกนนำมากกว่า แต่มาช่วงหลังได้ลดความพยายามลงไปแล้ว จะยังเหลือพรรคประชาธิปัตย์ที่มี เย้ยหยัน เยาะเย้ยบ้าง รวมทั้งแสดงความเห็นในทางที่ตัวเองยังมีความหวังอยู่ที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ยอมรับการตัดสินของประชาชน ถ้าประชาธิปัตย์ยังเล่นเกมชักเย่ออยู่อย่างนี้จะมีผลทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ยาก แต่หากถ้าพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็จะได้รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรถาพ ทางที่ดีพรรคประชาธิปัติย์ควรเตรียมตัวเป็นฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายค้านที่ดีจะดีเหมาะสมกว่า
นอกจากนี้นาย จาตุรนต์ กล่าวถึงกรณีผู้นำ คมช.มีความเห็นต่อคุณสมบัติในตัวนายกฯคนใหม่นั้น นั้นความหมายก็คือไม่ให้ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกฯ รวมทั้งมีข่าวลือว่ามีการให้บุคคลอื่นมาเป็นนายกฯ แทนหัวหน้าพรรค พปช. ซึ่งตนว่าไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุลคลที่จะเป็นนายก เพราะพรรคพลังประชาชนได้ทำสัญญาประชาคมกับประชาชนทั้งประเทศในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและต้องทำตามสัญญาประชาคมนั้น ตลอดทางในการหาเสียงก็บอกว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นนายกฯ เมื่อได้เสียงข้างมากกลับยอมเปลี่ยนให้เป็นอื่นจะเกิดความเสียหายต่อความเชื่อถือของประชาชน เป็นการผิดสัญญาซึ่งจะเสียหายต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและพลังประชาชนเอง เท่าที่ทราบพรรคพลังประชาชนคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติในเรื่องนี้
“อยากบอกพรรคพลังประชาชนว่าไม่ควรต่อรองใดๆกับ คมช.ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกฯหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งก็ตาม ถ้าหากไปยอมเจรจากับคมช.หรือผู้มีอำนาจทางทหารจะทำให้รัฐบาลนี้ ขาดความสง่างาม ในฐานะที่เป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นถ้าจะปรองดองกับคมช.ในเรื่องที่จะไม่ล้างแค้นคิดบัญชี ไม่ก้าวก่ายการทำงานของกองทัพโดยไม่มีเหตุผล เหล่านี้เป็นสิ่งควรทำ แต่ไม่ควรยินยอมให้มายุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งนายกฯหรือรัฐมนตรีไม่ว่ากระทรวงใดทั้งสิ้น มิฉะนั้นคนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจะผิดหวัง เพราะเขาสู้กับ คมช. เขาจึงเลือกพรรคพลังประชาชน เพราะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจรัฐประหาร และไม่เห็นด้วยกับ คมช. วันนี้จึงยอมให้ คมช. มายุ่งเกี่ยวกับการตั้งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีไม่ได้ทั้งสิ้น”นายจาตุรนต์ ระบุ ซ้ำ
พีทีวี นิวส์
16 มกราคม 2551 เวลา 14:06 น.
‘เพื่อแผ่นดิน’ประกาศร่วมรัฐบาลพปช.
‘สุวิทย์’ เผย ที่ประชุมพรรคมีมติเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพลังประชาชน ระบุเตรียมหารือชาติไทย และแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมหารือเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมืองของพรรคว่า ที่ประชุมพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพลังประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยุติ และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น โดยจะมีการหารือกับพรรคชาติไทยในวันพรุ่งนี้ก่อนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดของเวลาและสถานที่ได้ ส่วนจะมีการแถลงข่าวในวันที่ 18 มกราคม ร่วมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่นั้นต้องหารือกับพรรคชาติไทยอีกครั้ง ทั้งนี้ปฎิเสธข่าวกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยและจากการสอบถามแกนนำพรรคแล้ว โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานคณะที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ยืนยันว่า ไม่เคยให้ข่าวพาดพิงไปถึงบุคคลใดๆ โดยเฉพาะนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.
พีทีวี นิวส์
16 มกราคม 2551 เวลา 14:02 น.
‘เพื่อแผ่นดิน’เผยความสัมพันธ์‘ชาติไทย’เปลี่ยนไปแล้ว
‘ประชา’ระบุ เงื่อนไข 5 ข้อยื่นพลังประชาชนถือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจร่วมรัฐบาล เผย ความสัมพันธ์ ‘ชาติไทย’ เหมือนฟุตบอลต่างคนต่างเตะ
วันนี้เวลา 10.00 น. นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคทั้งหมด หารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อขอมติในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยภายหลังการประชุมจะมีการประกาศจุดยืนของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมรัฐบาลด้วย
ทั้งนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ได้กล่าวก่อนการเข้าประชุมว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ทางการเมือง และรายงานความคืบหน้าเรื่องการประสานงานการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคงต้องรอผลของมติที่ประชุมในวันนี้
โดยพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้ต้องรับฟังความคิดเห็นของกรรมการบริหารและส.ส.พิจารณาร่วมกัน โดยยืนยันว่าไม่มีการแตกแยกภายในพรรค ส่วนการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น หากเข้าไปแล้วมีบทบาทในการทำงานก็จะร่วมรัฐบาล แต่ทั้งนี้จะไม่เรียกร้องตำแหน่งใด ๆ สำหรับเงื่อนไข 5 ข้อที่เคยยื่นเสนอไปนั้น หาก พรรคพลังประชาชนไม่ตอบรับก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาและตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามแม้ไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อแผ่นดินก็จะวางตัวเป็นกลาง ซึ่งจะเป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ถึงวันนี้คงต้องยอมรับเนื่องจากพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจึงมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนกรณีความสัมพันธ์กับพรรคชาติไทยนั้น พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า วันนี้สถานภาพเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับฟุตบอลที่ต่างคนต่างเตะ และเป็นช่วงที่ข้าวใหม่ปลาไม่มัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา และไม่รู้สึกข้องใจที่พรรคชาติไทยประกาศว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน
ด้านนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับพรรคชาติไทยนั้นเคยไปพร้อมกัน แต่ขณะนี้ชาติไทยได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน แต่ก็ยังมีมารยาทที่จะแถลงข่าวร่วมกัน แม้วันนี้ชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อแผ่นดิน ก็ยังคงมีจุดยืนเดิมและยึดมั่นในคำพูดของพรรค โดยยืนยันว่าจะแถลงข่าวจุดยืนทางการเมืองร่วมกับพรรคชาติไทยเหมือนเดิม แต่จะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าวันไหน ทั้งนี้มั่นใจได้ว่าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีงูเห่าแน่นอน.
พีทีวี นิวส์
16 มกราคม 2551 เวลา 11:54 น.
'สุรพงษ์' ย้ำ 'สมัคร' นั่งนายกฯ
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า
ที่ประชุมได้พูดคุยถึงการเตรียมการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ที่ผู้สมัครของพรรคได้รับใบเหลือง สำหรับกระแสข่าวนายสมัครอาจไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันอีกครั้งว่าพรรคไม่ได้เตรียมนายกฯสำรองไว้ หากพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายสมัครจะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯอย่างแน่นอน อีกทั้งนายสมัครก็เป็นคนมีความรู้ความสามารถจนนำพรรคชนะการเลือกตั้ง ข่าวที่ออกมาคาดว่ามาจากนอกพรรค มีเจตนาทำให้เกิดความสับสน ส่วนที่มีข่าวว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยอมรับว่านายยงยุทธมีความเหมาะสม แต่ไม่ใช่ว่าในพรรคจะมีคนเหมาะสมกับตำแหน่งนี้แค่คนเดียว อย่างไรก็ตามรายชื่อที่นำมาพิจารณาส่วนใหญ่เป็นรองหัวหน้าพรรค
นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าภายในวันที่ 17-18 ม.ค. น่าจะมีการประกาศร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน
ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าว นพ.สุรพงษ์จะดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง นพ. สุรพงษ์ตอบว่า เข้าใจว่าเป็นเพียงข่าวที่มาจากภายนอกพรรค ขณะนี้ยังไม่มีการคุยกันถึงเรื่องนี้ ต้องรอให้มีการประกาศร่วมรัฐบาลแล้วจึงมาตกลงกัน เมื่อถามว่าได้มีการแบ่งโควตารัฐมนตรีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า คงต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลถึงนโยบายและการทำงานร่วมกัน แล้วค่อยมาพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสม คาดว่าภายในเดือนนี้ทุกอย่างจะชัดเจน
ในหลวง'ทรงเสด็จฯบำเพ็ญกุศลครบ15วัน'พระพี่นางฯ'16-17ม.ค.นี้
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักพระราชวัง แจ้งว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชวงศ์ ราชสกุลทุกมหาสาขาและหน่วยงานของรัฐ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพประจำสัปดาห์ในทุกวันพุธ หลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (ทักษิณานุประทาน 7 วัน) จนถึงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ทักษิณานุประทาน 100 วัน) ในวันศุกร์ที่ 11 เม.ย.2551 นั้น สัตตมวารที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร พระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันพุธที่ 16 ม.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม เวลา 10.30 น.พระสงฆ์ 10 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพร รับพระราชทานฉัน พระสงฆ์ 84 รูปสดับปกรณ์ เป็นเสร็จการ
…พลังประชาชน ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย !...
วีรบุรุษ-วีรสตรีชาวบางระจัน ได้ต่อสู้กับพม่าข้าศึกที่พร้อมสรรพไปด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์และกำลังทหารที่ฝึกฝนมาอย่างดี แต่ด้วยจิตใจที่ห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว มั่นคง แม้จะมีเพียงกำลังอาวุธเท่าที่พอหาได้ มีกำลังรบที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆและยังมีน้อยกว่าไม่รู้กี่เท่าตัว โดยปราศจากการสนับสนุนจากกองทัพในเมืองหลวง ..ก็ไม่ย่อท้อ
จนแม้สุดท้ายชาวบางระจันจะต้องกลายเป็นผีพลีชีพเฝ้าปฐพีไปสิ้น แต่ก็สอนบทเรียนให้พม่าได้รู้สึกสำนึกถึงความเป็นยอดนักสู้ของภาคประชาชน ..ค่ายบางระจัน
ขอจารึกนามผู้นำวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้เท่าที่ทราบไว้ ก็คือ ท่านพระอาจารย์ธรรมโชติ นายแท่น นายดอก นายอินทร์ นายเรือง พันเรือง ขุนสรรค์ นายทองแสงใหญ่ นายโชติ นายทองเหม็น นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองแก้ว..
หันมามองเมืองไทยในวันนี้ ..พรรคพลังประชาชน กับเผด็จการ มิใช่ไทยรบพม่า แต่เป็นคนไทยรบกับคนไทยด้วยกัน
พรรคไทยรักไทยที่ถูกรุมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมไปแล้ว แต่ก็กลับชาติมาเกิดเป็นพรรคพลังประชาชน ประดุจโอปปาติกะ ยืนหยัดโต้คลื่นลมที่โหมกระหน่ำมาทุกสาระทิศอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ บอกได้อย่างเดียวว่า ก็ด้วยอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราช ที่ช่วยปกป้องคนดีให้มีที่ยืนอยู่ได้ในแผ่นดินไทย ..ผมเชื่อว่านี่ เป็นประการที่หนึ่ง
ส่วนที่สำคัญและเห็นกันได้ชัดๆก็คือ กำลังใจจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้รักความถูกต้องที่ทุ่มเทให้ คอยปลุกปลอบ คอยปลอบโยนให้กำลังใจ ..ทำให้พลังประชาชนยืนหยัดอยู่ได้
แม้หลายคนในพรรคพลังประชาชนจะบาดเจ็บสาหัส ด้วยอาวุธสารพัดชนิดของฝ่ายตรงข้ามที่ประดังสาดใส่กันอย่างไม่ยั้ง สารพัดรูปแบบชนิดไร้คุณธรรมสำนึก แต่คนในพรรคก็ไม่มีใครถอดใจหนีหายไปไหน ยังยืนหยัดกัดฟันสู้ แลกหมัดเท้าเข่าศอกหอกดาบกับศัตรูด้วยความกล้าหาญ ..น่านับถือน้ำใจของพวกเขาเหล่านั้น
ยามศึกเราร่วมรบ ยามสงบเราหันมากัดกันเอง เพื่อความครื้นเครงในอารมณ์ ไม่อย่างนั้นมันจะเหงา เพราะไม่มีอะไรทำ ..ประเภทถือคติว่า กัดกันวันละนิด จิตแจ่มใส
65 สส.ของพรรคพลังประชาชน ถูก กกต. ที่คมช.ยืนยันว่าเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมากับไม้กับมือ แขวนไว้ก่อนโดยไม่ยังประกาศรับรอง ..เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีการตอบรับของกระแสสังคม
สำหรับผมแล้ว รู้สึกเฉยๆ กับเหตุการณ์ที่คาดเดาเอาไว้แล้วล่วงหน้าว่าจะต้องเป็นไปอย่างนี้ ..ไม่ได้แปลกใจ !
แต่ที่แปลกใจก็คือ กกต.ตัวจริงอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำไมต้องรีบออกมาบอกว่าจำนวน สส.ของพรรคพลังประชาชนที่จะถูกใบเหลือง ใบแดงมีถึงกว่า 60 คน ..ก่อน กกต.นอมินีได้อย่างไร ?
ซึ่งน่าจะให้เป็นหน้าที่ของ กกต.นอมินีอย่างนางสดศรีหรือนายอภิชาต เป็นผู้บอกกับประชาชน ..จะไม่ดีว่าหรือ ?
ทำไมถึงไม่ตกลงกันเป็นการภายในให้ดีเสียก่อน ว่าใครจะเป็นผู้แถลงข่าว นายสุเทพ หรือนางสดศรี ..แย่งซีนกันเองนี่หว่า
ก็พอเดาๆกันได้ว่านายสุเทพกับนางสดศรีคงจะโทร.คุยกันวันละหลายครั้ง บอกความเคลื่อนไหวของกันและกัน ประเภทว่า ..อยู่ไหนจ๊ะศรี ? .. อ๋อ..พี่เทพเหรอคะ ศรีอยู่ออฟฟิศค่ะ พี่ว่าจะให้ใบเหลืองใครดีคะ แล้วใบแดงจะให้ใครดีเอ่ย..ทายซิคะ ติ๊กต็อก ๆ ๆ ..
ผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชนทั้งภาคเหนือและภาคอิสานแต่ละคน จะออกหาเสียงแต่ละครั้ง ก็ยากเย็นแสนเข็ญเต็มที ทหารของพล.อ.สนธิผู้เก่งกล้ายิ่งนักกับประชาชนที่จับจอบจับเสียมทำไร่ไถนา ร่วมด้วยตำรวจสันติบาลและเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายตามประกบตัวแจ ..ชนิดไม่ให้กระดิกตัว
ขนาดเข้าห้องน้ำ มันยังตามไปแอบฟัง แนบหูฟังกับผนังห้องน้ำ ได้ยินเสียงพิลึกๆดังมาแว่วๆ .. ซี่ส์ๆๆๆๆ แพร่ดๆๆๆๆ
เสียงนั้น ทำให้เจ้าสันติบาลตัวน้อยที่คอยเกาะติดสถานการณ์ถึงกับแสดงความปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก เมื่อได้ล่วงรู้ความลับศัตรูของเจ้านายชนิดเต็มสองรูหู หันไปตะโกนบอกเพื่อนว่า เฮ้ย ! งวดนี้มันออก 48 ว่ะ พรรคพลังประชาชนจะไปซื้อเสียงในเขต 4 กับเขต 8 ..เอากะมันซี!
พรรคพลังประชาชน ถูกจับตาจากเหล่าทหารและตำรวจอย่างชนิดไม่คลาดสายตา ถูกตามสะกดรอยไปทุกหนทุกแห่ง อย่างที่รู้ที่เห็นกันมาตลอด แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปซื้อเสียง ..บอกผมหน่อย
แต่ผลปรากฏว่า กกต.ได้พิพากษาให้ สส.ของพรรคได้ใบแดง ..เพราะซื้อเสียง !
ผมว่าถ้าคนยังกินข้าวเป็นปกติโดยยังไม่หันไปกินหญ้าเหมือนวัวควาย ..ก็น่าจะคิดได้ !
ส่วนเรื่อง ..แขวน สส.ของพรรคพลังประชาชนแค่นี้ ..ขี้ผง !
ใหญ่กว่านี้ เลวร้ายกว่านี้ตั้งร้อยเท่า พลังประชาชนยังฝ่ามาได้ ..กะเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ จิ๊บจิ๊บ
จับตาดู “มีดอีโต้”อย่างนายสมัครและพรรคพลังประชาชนให้ดีก็แล้วกัน ..พวกเขาจะฝ่าออกมาด้วยวิธีไหน
หลายครั้ง! เมื่อถึงคราวที่เราคิดว่าวิกฤตสำหรับพรรคพลังประชาชน แต่สุดท้ายเราจะเห็นพวกเขาหลุดพ้นออกมาอย่างคาดไม่ถึง ..สง่างามทุกครั้งไป
จึงขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง และมีความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจสำหรับ ..พรรคประชาธิปัตย์และพวกพ้อง
จะเป็นฝ่ายค้าน 99.99 เปอร์เซ็นต์เป็นได้จริง ตามนโยบาย 99 วันฝันสลาย !!!
บทความ โดย ปลายอ้อกอแขม
จาก hi-thaksin
สำรวจรางวัล คมช.เขาให้
ตามปกติ พวกที่ประกอบอาชีพเป็น “สื่อมวลชน” จะมีความหยิ่งผยองในหน้าที่ของตัวเองมากส่วนมากจะถือว่า ทำหน้าที่เคียงข้างประชาชน พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนทั้งนั้นเลยจะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยแต่ในช่วงที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจ รัฐบาลของเขาและระบอบของเขา ถูกกล่าวหาอย่างหนักว่า “แทรกแซงสื่อ”ทั้งด้วยการ ใช้อิทธิพลโฆษณา แทรกแซงตัวบุคคลสั่งทั้งทางลับและทางแจ้งให้ลงข่าวนี้ไม่ลงข่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีวี ทั้งช่อง11 และช่องที่เอกชนได้รับสัมปทานจากรัฐ โดนหนักหนามากไม่แต่เท่านั้นยังคุกคามไปถึง “หนังสือพิมพ์รายวัน”ที่เป็นสื่อของเอกชนด้วยมีสื่อ หนังสือพิมพ์รายวัน 3 ค่าย ต่อสู้กับระบอบทักษิณ อย่างกล้าหาญ เสนอข่าวทุกอย่างที่เห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา นำมาซึ่งความโกรธ และแทรกแซง“มติชน” ผู้ขุดคุ้ยแฉแหลกการซุกหุ้นของทักษิณโดยฝีมือของ “ประสงค์ วิสุทธิ์” โดนยุทธการ ส่งคนเข้าไปซื้อหุ้น ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บนเป้าหมายจะเทกโอเวอร์อย่างไม่เป็นมิตร
ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสที่เห็นว่า “ผู้บริหาร” ของ “มติชน” ถือครองหุ้นอยู่น้อยเกินไปกรณีที่ระบอบทักษิณทำกับหนังสือพิมพ์มติชน กลายเป็นกรณีใหญ่โต และนำความเดือดร้อนมาสู่ “ขรรค์ชัย บุนปาน” กับคณะยิ่งนัก จนต้องมีการใช้เงินอีกมหาศาลในการซื้อหุ้นคืน จึงสามารถที่จะครองหุ้นข้างมาก และรักษาหนังสือพิมพ์มติชนเอาไว้ได้ระบอบทักษิณทำเขาก่อนค่าย “เดอะเนชั่น” ก็โดนในอีกลักษณะหนึ่ง บริวารของระบอบทักษิณไม่พอใจที่ค่ายนี้เสนอข่าวในลักษณะเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง ต่อเนื่องยาวนาน จึงมีรายการการส่งม็อบที่มาจากทางอีสานเข้าไปปิดล้อมสำนักงาน ข่มขู่พนักงานและกระทำการหลายอย่างในลักษณะของผู้มีอิทธิพล โดยมี “รัฐมนตรี”มือขวาฝ่ายบู๊ นั่งรถไปควบคุมม็อบ บี้สำนักงานหนังสือพิมพ์เนชั่น ริมถ.บางนา-ตราด ด้วยตัวเองค่าย “ผู้จัดการ” โดยการนำของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นเจ้าแรกที่เปิดศึกขับไล่ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี“สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คือ “เพื่อนซี้” ที่สุดของ “ทักษิณ ชินวัตร”ช่วงที่เขาจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” อยู่ช่อง 9 อสมท “สนธิลิ้ม” พูดจาเยินยอทักษิณ ดังกับเทวดา แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นโจมตีรุนแรง
กระทั่งถูกถอดรายการออกจากช่อง 9 ต้องพารายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” เป็นหำน้อยตุหรัดตุเหร่ ไปจัดตามสวนลุมพินีบ้าง ตามต่างจังหวัดบ้างระกำลำบากมาก“ทักษิณ ชินวัตร” ขณะที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่ถูกด่าและไล่ เพราะว่ามีคนมาขอให้เซ็นอนุมัติเปิดทีวีเสรีให้ 1 ช่อง แต่ไม่สามารถที่จะให้ได้ เพราะถ้าให้ก็ผิดกฎหมายทักษิณอยากจะให้ แต่ให้ไม่ได้จริงๆ เพราะมาตรา 81 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ห้ามไว้ จนกว่าจะมีคณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กสช.ซึ่งองค์กรนี้จะเป็นผู้ออกใบอนุญาต“ทักษิณ ชินวัตร” โดนพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินยึดอำนาจต้องให้เครดิตแก่ “สนธิลิ้ม” ในฐานะผู้จุดประกายขับไล่ในขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ของค่ายชินวัตรก็ไปไม่รอดเช่นกันหลังทักษิณโดนยึดอำนาจ กลับบ้านในไทยไม่ได้ รัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอาจริงในกรณีที่มีการเปลี่ยนผังรายการ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ให้สัมปทานเสียก่อน ทำให้ไอทีวีจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม และต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เกือบแสนล้านบาท ซึ่งที่สุดฝ่ายทุนก็ล่าถอยไป คดียังค้างคากันอยู่จนบัดนี้ขณะที่ สนช. ที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้นมา ก็ได้ออกกฎหมายใหม่มาเพื่อแปลงสภาพไอทีวีให้เป็นทีวีสาธารณะเป็นทีวีที่ไม่มีโฆษณา รัฐให้เงินสนับสนุน และจ้างคนมาบริหารนับตั้งแต่ที่รัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ ยึดไอทีวีกลับคืนมา ก็มีการคาดการณ์กันเอาไว้แล้วว่า “รางวัล” ชิ้นนี้จะให้แก่ใคร ในค่ายไหนบัดนี้ ณ วันที่ 15 ม.ค.51 ถือว่าเป็นระยะบั้นปลายของคณะปฏิวัติ 19 กันยา 2549 และเป็นบั้นปลายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้ว
และว่าไปแล้ว กระบวนการฝ่ายคณะปฏิวัติก็ดิ้นรนจะช่วย ASTV เต็มที่ โดยหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คมช.ฉบับปี 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหา 2550 แล้ว สนช.กลุ่มหนึ่งได้ขยับตัว จะแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อให้มี กสช.โดยเร็ว จะได้ออกใบอนุญาตได้ โดยได้ เสนอร่างแก้ไขกฎหมายนี้ไปให้รัฐบาล ซึ่งครม.ก็รับลูก ออกมติส่งไปให้กฤษฎีกาพิจารณาอย่างรวดเร็ว มีแผนจะให้เข้า สนช.และเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 20 ธ.ค.50แต่ก้างติดคอเพราะบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 305 (1) เขียนเอาไว้ว่า การแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯให้แก้ไขให้เสร็จภายใน 180 วัน นับแต่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นซึ่งหมายความว่า “รัฐบาลชุดใหม่” เท่านั้นที่จะมีสิทธิแก้กฎหมายฉบับนี้ ก็เลยทำให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่เร่งยิกๆ อยู่สะดุดกึก เดินต่อไปไม่ได้ ร่างแก้ไขที่ สนช.เสนอเข้ามายังติดแหง็กอยู่ที่กฤษฎีกา
ส่งผลให้ “ค่ายผู้จัดการ” ไม่ได้ใบอนุญาตจัดตั้งสถานีทีวีเสรี…จนได้แต่ว่าไปแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เองก็ได้แสดง “น้ำใจ” ช่วยเหลือ “สนธิลิ้ม” อย่างเต็มที่ ด้วยการให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายใต้ “ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์” นำรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ที่จัดโดย “สนธิลิ้ม” ในสถานีเอสทีวี มาออกสดบนจอช่อง 11 พร้อมกันแต่ก็ทำได้แค่ 10 คืน วันที่ 17-27 กุมภาพันธ์ 2550 เท่านั้น ก็ต้องเลิกไปเองเพราะคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง“ค่ายผู้จัดการ” จึงได้รางวัลจากคณะปฏิวัติน้อยมากมีเพียง “คำนูณ สุทธิสมาน” กับ “สำราญ รอดเพชร”ได้เป็นสนช. และแม้ว่าสำราญจะลาออกจากสนช.ไปเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯก็สอบตกมาถึงค่าย “เดอะเนชั่น” ภายใต้การนำของ “สุทธิชัย หยุ่น” ก็ได้บ้างนิดหน่อย โดยได้เข้าไปจัดรายการข่าวเช้าในทีวีช่อง 5 ของกองทัพบก โดย “เทพชัย หย่อง” น้องชายของเขา
ใหม่ๆ ก็สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินออกสดๆ บ่อยมาก จนถูกแซวว่า พล.อ.สนธิ อย่าใช้อยู่แค่เทพชัยสิ เพราะเดี๋ยวมีการให้รางวัลในรายการ ทีไอทีวี แล้ว ผู้ชมจะชี้ไต๋เอาได้และบัดนี้รางวัลก็ได้มอบให้กับคนที่รู้อยู่แล้ววันที่ 15 ม.ค.51 เป็นวันที่ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า กฎหมายทีวีสาธารณะ มีผลบังคับใช้ “ปราโมช รัฐวินิจ” ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ออกคำสั่งให้ ทีไอทีวี หยุดออกอากาศ ตั้งแต่เวลา 24.00 น.วันที่ 14 ม.ค.51 ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้และเช้า 15 ม.ค.51 คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ก็นำเรื่องเข้าครม. ขออนุมัติแต่งตั้ง คณะผู้บริหารทีวีสาธารณะ 5 คน เป็นการ “ชั่วคราว” จนกว่าจะมีคณะกรรมการบริหาร ที่มาจากการสรรหาตามกฎหมายหนึ่งในนั้นก็คือ “เทพชัย หย่อง” บรรณาธิการเนชั่นและข่าวกระฉอกตามออกมาว่า “เทพชัย หย่อง” จะได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการ” ของทีวีสาธารณะช่องแรกของประเทศไทยใหญ่โตตามล็อกแต่ว่าไปแล้ว เมื่อสำรวจกันอย่างลึกปรากฏว่า ค่าย “เดอะเนชั่น” ได้รางวัลกระจิ๊ดเดียว เพราะตำแหน่งผอ.ทีวีสาธารณะของ “เทพชัย หย่อง” เปราะมากระบอบทักษิณกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล...ก็จบแป๊บเดียวเอง แต่ตราประทับที่ติดอยู่บนหน้าผากของ “เทพชัย หย่อง”ว่าเขาเป็นฝ่ายไหนจะติดอยู่ตลอดไป
นายกฯเปิดงานวันครูหอประชุมคุรุสภา
นายกรัฐมนตรี เปิดงานวันครูแห่งชาติ ที่หอประชุมคุรุสภาวันนี้ พร้อมมีกำหนดคารวะครู 2 คน
นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ประจำปี 2551 กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครูแห่งชาติ โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ จึงได้กิจกรรมเนื่องในวันครูขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ภายใต้คำขวัญ "ครูของแผ่นดิน ศิลปศาสตร์ มหาราชภูมิพล ชนบูชา" สำหรับส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ จะจัดงานที่หอประชุมคุรุสภา มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมเน้นเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะครูของแผ่นดิน
ท่านผู้หญิงยศวดี บูรณะสัมฤทธิ อัมพรไพศาล กล่าวถึงความเป็นครู ว่า ตนเองมีอุปนิสัยที่ทุกคนยอมรับว่า เหมาะที่จะเป็นครู และตนเองก็มีใจรักในการครู เพราะเป็นอาชีพที่ให้ความรู้แก่คน และเป็นที่รักและนับถือของนักเรียน
ทั้งนี้ ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดคารวะคุณครู 2 ท่าน ประกอบด้วย ท่านผู้หญิงยศวดี บูรณะสัมฤทธิ อัมพรไพศาล อายุ 101 ปี 8 เดือน เจ้าของโรงเรียนอัมพรไพศาล และครูยาหยี สาวนายน อายุ 83 ปี โรงเรียนสตรีจุลนาค




