WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 17, 2008

เหรียญเปรมเหมาะสมหรือไม่




เมื่อมีข่าวยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า ทุกฝ่ายที่ทำศึกแย่งอำนาจการเมืองกันอยู่ ได้ยอมแล้วที่จะ “เกี้ยเซี้ยะ” กันเพื่อให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบขณะนี้ทุกสายตายังโฟกัสไปที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตรจะได้เข้าพบ “ผู้ใหญ่” เพื่อเคลียร์ปัญหาหัวใจให้กับ “ทักษิณชินวัตร” เมื่อไหร่แต่เพราะ “บางกอกทูเดย์” รู้ว่า การเมืองก็คือ
การเมือง มันไม่มีสูตรสำเร็จดังนั้นแม้สถานการณ์ส่อไปทางว่า จะลงเอยกันด้วยดี
โดยแต่ละค่ายศึกจะจูบปากกันนั้น เมื่อเรายังไม่มั่นใจว่า แท้แล้วเป็นดั่งนั้นแน่หรือไม่ จึงยังคงกราดตาสำรวจร่องรอยต่างๆ ต่อไปเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรีที่ถูกฝ่ายบริหารของทักษิณ ชี้นิ้วว่า เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง 5 ข้อ ที่ พรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน แจกจ่ายให้นักข่าว ที่บ้านต้นสนของ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” ในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 เมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค.50 อันเป็น “เงื่อนไข” ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนนั้น ข้อ 2 เขียนเอาไว้ว่า

ห้ามแตะต้อง พล.อ.เปรม ที่เป็นผู้อยู่สูงสุดเหนือกว่าบุคคลทั้งหลายดังนั้นการเคลียร์กับ พล.อ.เปรม จึงเป็นปมสำคัญที่สุดของเพาเวอร์เพลย์แห่งประเทศไทยในขณะนี้ยังมีบางจุดที่ยังค้างคาอยู่ โดยเฉพาะกรณีที่ www.Hithaksin.org หรือที่นิยมเรียกกันว่า “เว็บไฮทักษิณ” ที่วันนี้ได้กลายเป็น “กระบอกเสียง” ที่ทรงพลานุภาพที่สุดของฝ่ายทักษิณไปแล้วเราจับประเด็นมาจาก “สดศรี สัตยธรรม” กกต.คนดังให้สัมภาษณ์นักข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ม.ค.51 โวยวายกระทรวงไอซีที ไม่ยอมจัดการกับเว็บไฮทักษิณ เสียที ทั้งๆ ที่เว็บนี้ใส่ร้ายพล.อ.เปรม มาตลอด“ต้องขอถามกลับไปว่าที่ก่อนหน้านี้เขาหมิ่นเบื้องสูงหมิ่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น ท่านจะต้องไปร้องทุกข์ หรือต้องไปแจ้งความหรือไม่ เรื่องก้อนกรวดในรองพระบาท เว็บไซต์นี้ก็มีรูปเหรียญเป็นรูปหน้าประธาองคมนตรี ต้องไปแจ้งความหรือไม่ ทั้งที่เป็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
สำหรับพี่เป็นคนธรรมดา แต่ทำไมทางกระทรวงจึงไม่ทำอะไร

สักอย่าง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เว็บไซต์นี้ได้ด่าทอพี่มาตลอดว่า อีนางเห็ดสดบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งผู้เขียนจะมีวิสัยของผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม สมควรหรือที่ทำเช่นนั้น ไม่รู้ไปทำอะไรเดือดร้อนคุณพ่อคุณแม่เขา ไม่เข้าใจ ขอย้ำถามกระทรวงไอซีทีดูว่า อย่างบุคคลระดับสูงสุดถูกกระทำอย่างนี้ สมควรต้องไปแจ้งความหรือไม่”“เจ๊สด” พูดยาวเหยียดไว้ว่าอย่างนี้หลังจากที่ “สดศรี สัตยธรรม” ให้สัมภาษณ์ อัดเว็บไฮทักษิณ ออกมาแล้ว “ประดาบ” คอลัมนิสต์ตัวแสบแห่งเว็บนี้ที่เปิดรายการ หนังสือลึก ขอตัว “กอนณา สัตยธรรม” ลูกสาวคนเดียวของสดศรี มาช่วยงานหน้าห้องพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินก็ได้เขียนบทความออกมาอีกชิ้นตอบโต้ สรุปว่าเขาไม่ได้เป็นผู้สร้างเหรียญ พล.อ.เปรม ขึ้นมา แต่มูลนิธิ พล.อ.เปรม สร้างขึ้นมานานแล้ว เพื่อใช้เป็นโลโก้ของมูลนิธิ กระทั่งวันนี้ก็ยังใช้อยู่“ประดาบ” บอกด้วยว่า ที่หน้าตึกมูลนิธิรัฐบุรุษ ด้านถนนราชสีมา มีการเอารูปเหรียญนี้ขึ้นป้ายหราเอาไว้“บางกอกทูเดย์” ได้ส่งผู้สื่อข่าวไปดูแล้ว ปรากฏว่า

มีจริงตามที่ประดาบเขียนเอาไว้ และเราก็ได้ถ่ายรูปนำมาลงในหน้านี้แล้วในข้อเขียนของ “ประดาบ” ได้เน้นย้ำ “ความเหมาะสม”ของการนำรูปหน้า พล.อ.เปรม มาใส่ไว้บนเหรียญ ที่มองผิวเผินแล้วเหมือนเงินเหรียญของประเทศไทยซึ่งความไม่เหมาะสมนี้ว่าไปแล้ว ก็ได้มีการทักท้วงมานานกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รวมทั้งขบวนการทั้งหลายที่เคลื่อนไหวกันอยู่ที่สนามหลวง เพื่อต่อต้านการยึดอำนาจของคมช.และต่อต้าน พล.อ.เปรม ก็ได้ออกแรงทักท้วง และขอให้ยกเลิกการใช้เหรียญนี้เสีย ก็ได้ทำมานานแล้วรวมทั้งการเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “พล.อ.เปรม ก้อนกรวดในรองพระบาท” ก็มีการแจกจ่ายให้ประชาชน พร้อมหนังสือปกม่วง ก็ได้ดำเนินการกันมาอย่างเต็มที่แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะยกเลิกเหรียญ พล.อ.เปรมนี้เลย

“ประดาบ” ย้ำในข้อเขียนว่า พล.อ.เปรม เป็นสามัญชนและการเป็นองคมนตรี ไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวแทนของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งว่ากันตามความจริง “บางกอกทูเดย์” ก็รู้อย่างดีว่าพล.อ.เปรม ก็ไม่เคยได้ดำเนินการอันใดเลยที่จะล่วงละเมิดแต่เป็นการกระทำของบริวารในวันที่เราไปถ่ายรูปป้ายหน้ามูลนิธิ เมื่อ 15 ม.ค.51นักข่าวได้เข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ภายในมูลนิธิ ได้รับการชี้แจงว่า
เป็นเรื่องของคนที่พยายามจะใส่ร้ายกัน และขอไม่ให้ลงเรื่องนี้แต่เราเห็นว่า ควรเสนอข่าวเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้คนไทยเห็น “ของจริง” เหรียญมูลนิธิ พล.อ.เปรม รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรละม้ายหรือไม่เหมาะสมหรือไม่เพื่อที่คนไทยทั้งชาติจะได้แสดงความคิดเห็นไปที่มูลนิธิควรจะใช้เหรียญเป็นโลโก้ต่อไปหรือเลิกเสียทันที


ในหลวง'ทรงเสด็จฯบำเพ็ญกุศลครบ15วัน'พระพี่นางฯ'16-17ม.ค.นี้

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักพระราชวัง แจ้งว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชวงศ์ ราชสกุลทุกมหาสาขาและหน่วยงานของรัฐ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพประจำสัปดาห์ในทุกวันพุธ หลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (ทักษิณานุประทาน 7 วัน) จนถึงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ทักษิณานุประทาน 100 วัน) ในวันศุกร์ที่ 11 เม.ย.2551 นั้น สัตตมวารที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร พระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันพุธที่ 16 ม.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม เวลา 10.30 น.พระสงฆ์ 10 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพร รับพระราชทานฉัน พระสงฆ์ 84 รูปสดับปกรณ์ เป็นเสร็จการ

จาก hi-thaksin

"หญิงอ้อ"สายตรง"ป๋า" เปิดทาง"แม้ว"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงพจมานเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหญิงพจมานได้ติดต่อประสานไปยังคนสนิทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่อขอเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคุณหญิงพจมานได้มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.เปรมทางโทรศัพท์ โดยคุณหญิงพจมานได้ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศ และจะหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อเดินหน้าสู่ความสมานฉันท์ พร้อมขอร้องให้ พล.อ.เปรมประสานไปยัง คมช.เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณภายหลังเดินทางกลับประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า การพูดคุยครั้งนี้ได้มีเงื่อนไขว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องไม่เล่นการเมืองในรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคุณหญิงพจมานก็ได้รับปากว่าจะปฏิบัติตาม รวมถึงเรื่องคดีต่าง ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามสาเหตุที่คุณหญิงพจมานไม่เดินทางไปพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์เนื่องจากไม่อยากให้เอิกเกริกและเป็นข่าวมาก เพราะเกรงว่าจะเกิดภาพไม่ดี รวมถึงไม่อยากให้ พล.อ.เปรมไม่สบายใจ จึงได้มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้น


อ่านรายละเอียด เดลินิวส์

ทีวีสาธารณะจริงหรือ [17 ม.ค. 51 - 20:31]

ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไรของ ทีไอทีวี หรือไอทีวีเดิม ซิน่า ถูกม้วนเข้าไปอยู่ในมรสุม ทางการเมืองด้วยทุกครั้ง จะผลัดเปลี่ยนอำนาจ ผลัดเปลี่ยนรัฐบาล ก็ทีไอทีวีนี่แหละ ที่ถูกจับจ้องและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วงชิงอำนาจกันทุกครั้ง

จะหนักจะเบาก็มาลงที่ทีไอทีวี

ส่วนผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ รอดตัวและสมประโยชน์ไปทุกครั้ง อยากจะตั้งคำถาม เอาไว้ว่า ทีวีบ้านเรา ไม่ว่าจะให้คำจำกัดความหรือแบ่งแยกประเภทออกมาอย่างไร มีจุดประสงค์เลิศลอยขนาดไหน

ความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่

คำว่าทีวีสาธารณะ เป็นทีวีสาธารณะจริงหรือ ในเมื่อบุคคลที่สรรหามาเป็นผู้บริหาร ก็ผ่านการทำคลอดมาจากรัฐบาล งบก็รัฐบาล ยิ่งระบบอุปถัมภ์ในบ้านเราหนีไม่พ้น การเล่นพรรคเล่นพวก สุดท้ายทีวีสาธารณะก็เป็นทีวีของรัฐไปอีกช่อง เพียงแต่มีสภาพ ที่แตกต่างไปเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญ

ทีวีสาธารณะไม่ใช่อยู่แค่การไม่มีโฆษณา ไม่ใช่อยู่ที่การบริหารกิจการโดยเงินจากภาษีบุหรี่ สุรา แต่อยู่ที่ ความเป็นอิสระทางความคิด เป็นทีวีของประชาชนที่แท้จริงหรือไม่มากกว่า

ผมว่าทีวีบ้านเรายิ่งเป็นอิสระก็ยิ่งน่ากลัว พูดง่ายๆจะต้องมี บารมีคุ้มครอง ยกตัวอย่างช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 หรือบรรดาเคเบิลทีวี ทั้งหลาย จะเอาผู้จัดรายการ พิธีกร ผู้ร่วมรายการคนไหน ฝ่ายไหน มานั่ง ด่าใคร ขั้วไหนก็ได้ปาวๆไม่เห็นถูกตำหนิ หรือถูกสอบสวนเรื่องของความไม่เป็นกลาง

ทีไอทีวีขยับนิดเดียวเป็นเรื่อง

ผมว่าประเด็นสำคัญคือ ทีไอทีวี เป็นสุญญากาศ เป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ไม่มีเจ้าพ่อ เจ้าแม่คอยคุ้มครอง เป็นช่องทางให้เสือหิวทั้งหลายจ้องที่จะเข้ามาฮุบด้วยวิธีใด วิธีหนึ่งให้ดูไม่น่าเกลียดนัก

เลยพาลหาเรื่องเพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

เรื่องของทีไอทีวีผมเชื่อว่าไม่จบลงง่ายๆ คนที่เริ่มต้นในขบวนการ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุณปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการที่ช่วยกันเข็น พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ ในอนาคตเตรียมตอบคำถามจากสังคมให้ดี

เริ่มต้นขบวนการนี่ก็พิกลมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นคนที่จะเข้ามาเป็น ผอ.ทีวีสาธารณะชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายชั่วคราว ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้ามาจากขบวนการที่ล้มขั้วอำนาจเก่าทั้งสิ้น

บรรทัดนี้ผมได้แต่ยกย่องและชื่นชมคนที่ยืนหยัดต่อสู้ด้วยวิญญาณและอุดมการณ์ ของคนที่ทำทีวีอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าจะเป็น คุณอัชฌา สุวรรณปากแพรก คุณอลงกรณ์ เหมือนดาว คุณฉัตรชัย ตะวันธรงค์ คุณตวงพร อัศวะวิไล คุณจอม เพชรประดับ และอีก 800 ชีวิตที่ยืนหยัดต่อสู้มาตลอด

คุณคือคนทีวีตัวจริง

ไม่ใช่พวกอีแอบ พวกขี้โกง พวกที่ชอบโปรโมตตัวเองทั้งๆที่ไม่มีจิตวิญญาณของคนทำข่าว เลยแม้แต่น้อย แต่ก็แปลกดีนะ คนพวกนี้ได้โล่ได้รางวัลสังคมยกย่อง คนมีอุดมการณ์ กลับถูกเหยียบจมดิน.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ถอนคำร้องก็ต้องเดินหน้า [17 ม.ค. 51 - 20:48]

แม้ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จังหวัดเชียงรายของพรรคชาติไทยจะได้ขอถอนคำร้อง คัดค้านผลการเลือกตั้ง ที่กล่าวหานายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ส. สัดส่วนของพรรคพลังประชาชน ว่ากระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม แต่มีปัญหาว่า กกต.จะอนุญาตให้ถอนได้หรือไม่? และการถอนคำร้องจะมีผลกระทบต่อการพิจารณา วินิจฉัยของ กกต.หรือไม่?


ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทยคนนี้เป็นคนแรกที่ร้องเรียนต่อ กกต.กลาง กล่าวหาว่า รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนทุจริตการเลือกตั้ง และได้ขอให้ กกต.ตรวจสอบกำนันกว่า 10 คน ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม และ กกต.ก็ได้ทำการ สืบสวนสอบสวนมีผลคืบหน้าไปตามสมควร มีเสียงวิจารณ์ว่ากรณีนี้อาจมีการให้ใบแดง และมีผลกระทบถึงยุบพรรค

เหตุผลในการถอนคำร้อง ผู้สมัครส.ส.พรรคชาติไทยอ้างแต่เพียงว่า “เพื่อแสดงสปิริต ทางการเมือง” และไม่มีแรงกดดันทาง การเมืองใดๆ สปิริตทางการเมืองในที่นี้อาจหมายความ ว่าเมื่อพรรคชาติไทยตกลงที่จะเข้าร่วมรัฐบาล กับพรรคพลังประชาชน แล้วก็ควรจับมือกัน และการถอนคำร้องหมายความว่าให้เลิกแล้วต่อกัน ที่ผ่านๆมาเป็นเพียง การกล่าวหาลอยๆ

ถ้าหากการถอนคำร้องหมาย ความว่า นายยงยุทธไม่เคยทำผิดใดๆ การกล่าวหา เป็นเพียงการกล่าวร้ายป้ายสีทางการเมือง ผู้ถอนคำร้องก็จะต้องเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่ากลั่น แกล้งให้ผู้สมัครคนอื่นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือโดนใบแดง ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และยังมีโทษปรับอีกต่างหาก

ส่วนผลกระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อจะให้ใบแดง ใบเหลือง หรือยกคำร้องของ กกต. เจ้าหน้าที่ กกต.เชียงราย เห็นว่าการถอนคำร้องไม่น่าจะมีผล เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอน การสอบสวนของ กกต. กลางแล้ว และมีหลักฐานหลายด้าน อันที่จริงคดีทุจริต การเลือกตั้งถึงจะไม่มีโจทก์เป็นผู้ฟ้อง กกต.ก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ ถ้า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า...” มีการทำผิด

ในกรณีนี้ ถ้า กกต.ยกคำร้อง หลังจากที่ผู้ร้องได้ถอนคำร้องและให้ใบขาวแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา กกต.ก็จะถูกสังคมวิพากษ์ วิจารณ์ในทางลบ และอาจถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิด ทางอาญา และเป็นข้อกล่าวหาที่กรรมการองค์กรอิสระต่างๆ เคยโดนฟ้อง และต้องคำพิพากษา ให้จำคุกมาแล้วหลายคน

การถอนคำร้องเป็นสิทธิของผู้ร้อง ส่วนประชาชนทั่วไปก็จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป หลังการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ระหว่างพรรคพลังประชาชนกับพรรคชาติไทย จะมีการกระทำ ในลักษณะซูเอี๋ยกันอีกหรือไม่? จะจับมือกันออกกฎหมายนิรโทษ-กรรมให้ใครหรือไม่? หรือจะมีการออกกฎหมายลบล้างความผิดให้ใครหรือไม่? จะกระทำเพื่อประโยชน์ ส่วนตัวหรือประโยชน์ส่วนรวม?

บทบรรณาธิการ


วิกฤติทีไอทีวี [17 ม.ค. 51 - 20:43]

สังคมไทยกำลังติดตามวิบากกรรมของทีไอทีวี ที่ถูกรัฐบาลสั่งปิดจอกะทันหันชนิดไม่ทันตั้งตัว

ทำให้พนักงานทีไอทีวีแปดร้อยกว่าคนถูกลอยแพยกพวง!!

นี่คือการเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 51 ปี ของทีวีเมืองไทย

เหตุผลของรัฐบาลในการปิดจอทีไอทีวี ก็เพื่อจะเอาทีวีช่องนี้ไปแปลงสภาพเป็น “ทีวีสาธารณะ” ออกอากาศโดยไม่มีโฆษณา

โดยรัฐบาลจะใช้เงินภาษีของประชาชนปีละสองพันล้านบาท ที่เก็บจากเหล้า บุหรี่ไปเป็นค่าดำเนินงาน

ความจริงถ้าอยากให้การเปลี่ยนผ่านจาก “ทีไอทีวี” ไปเป็น “ทีวีสาธารณะ” ไม่เกิดปัญหาวุ่นวาย รัฐบาลควรชี้แจงทำความเข้าใจกับพนักงานทีไอทีวีให้เกิดข้อตกลงที่ เป็นธรรมและยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ก็จะเป็นทางออกที่ดี

คือจูนคลื่นให้ตรงกันก่อนแล้วค่อยปิดจอ

แต่การที่รัฐบาลใช้อำนาจสั่งหยุดออก อากาศปุบปับฉับพลันมันก็เกิดปัญหาตามมา

ความจริงแนวคิดที่จะเกิด “ทีวีสาธารณะ” แบบบีบีซี ของอังกฤษ หรือเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น ก็น่าสนใจ

แต่ห่วงอย่างเดียวว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทีวีสาธารณะอาจกลายพันธุ์เป็นทีวีสาธารณะ เพื่อบางพวกบางกลุ่มมะรุมมะตุ้มกันเอง??

ทำอย่างไรทีวีสาธารณะ “ทีพีบีเอส” จะคืนประโยชน์ให้สังคมไทยให้คุ้ม กับงบประมาณก้อนโตที่เก็บจากประชาชน??

ถ้าออกมาแล้วสู้ทีไอทีวีเจ้าเก่าไม่ได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ชมทีวีก็ต้องเสียประโยชน์ จากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล!!

ข้อสำคัญ การใช้อำนาจรัฐยึดจอทีไอทีวีทั้งๆที่ยังอยู่ในระหว่างคำสั่งคุ้มครองของศาลปกครอง จะทำได้หรือไม่ ก็ยังไม่ชัดเจน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่ห้ามสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นๆ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล

นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องชี้แจง

นี่ยังไม่รวมประเด็นกรรมการบริหาร 5 คน ที่รัฐบาลแต่งตั้งมีความเป็นอิสระ มีความเหมาะสม มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จะเข้ามาบริหารจัดการทีวีช่องใหม่หรือไม่? อย่างไร?

สรุปว่ายุทธการหักคอไก่ยึดจอทีไอทีวีคงต้องต่อสู้กันอีกยาว

ในฐานะสื่อมวลชนร่วมอาชีพ “แม่ลูกจันทร์” เห็นใจพนักงานทีไอทีวีทุกคนที่ต้องเผชิญชะตากรรม

ขอให้กำลังใจชาวทีไอทีวีภายใต้การนำทีมของ “อัชชา สุวรรณปากแพรก” ให้ ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไป

ในฐานะผู้ชมทางบ้าน “แม่ลูกจันทร์” เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชมข่าวของทีไอทีวีอย่างเคย

จุดแข็ง ที่เป็น “จุดขาย” ของ “ทีไอทีวี” คือทีมข่าวที่เก่งรอบด้าน เป็นมืออาชีพ มีคุณภาพ นำเสนอข่าวเหตุการณ์ ต่างๆ ที่รวดเร็วฉับไวและชวนให้ติดตาม

โดยเฉพาะสกู๊ปข่าวเจาะ และประเด็นข่าวเชิงลึก “ทีไอทีวี” ทำได้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว

ผังรายการข่าวของทีไอทีวีจัดเวลาตรงความต้องการของผู้ชม

เช่น...ข่าวภาคคํ่าตั้งแต่ทุ่มตรงถึงสองทุ่มครึ่งให้ดูกันสะใจ

แถมยังมี “ฮอตนิวส์” ช่วงสามทุ่ม

ถึงสี่ทุ่มอีก 1 ชั่วโมงให้อัพเดตข้อมูล

“แม่ลูกจันทร์” ดูข่าวทีไอทีวีมา 10 ปี จนจำชื่อนักข่าวได้เกือบทุกคน

ที่ชื่นชอบที่สุดต้อง “ติชิลา พุทธสาระพันธ์” สาวแกร่งแห่งศูนย์ข่าวชายแดนใต้ ที่เสี่ยงอันตรายเกาะติดวิกฤติไฟใต้อย่างกล้าหาญอดทน

ในฐานะนักข่าวด้วยกันขอคารวะเธอเลย.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

ป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ ป.7 ทุ่ม 2.8 พันล้าน [17 ม.ค. 51 - 20:20]

พ.ศ. 2550...แค่เผาหลอก พ.ศ. 2551นักวิเคราะห์ ผู้รู้ต่างเห็นด้วยช่วยฟันธง เป็นปีเผาจริง วิกฤติเศรษฐกิจเกิดแน่...แย่กว่าปีเผาหลอก

ในขณะที่ใครๆ ต่างขวัญผวาไม่กล้าลงทุน... กิติชัย ศรีจำเริญ เจ้าของบริษัท Hello Bangkok นักธุรกิจความรู้แค่ชั้น ป.7 กลับหาญกล้าลงทุน 2,800 ล้านบาท ท้าเศรษฐกิจปีเผาจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งไปอีก เงินที่กล้าบ้าทุ่มแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ 2.8 พันล้านบาทนั้น ไม่ใช่เงินอวดร่ำอวดรวย จากการไปเป็นหนี้ธนาคารแต่อย่างใด

เรียกว่า เอาเงินเก็บส่วนตัวมาลงทุนกันแบบเทหมดหน้าตักกันเลย

ทั้งที่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ได้ลิ้มชิมรสสิ้นเนื้อประดาตัว ถึงขั้นใช้ปืนจ่อขมับคิดปลิดชีพตัวเองมาแล้ว

คราวนี้ยังไม่เข็ด...ไม่รู้จักพอเพียงหรืออย่างไร ถึงกล้าทำในสิ่งที่นักธุรกิจดีกรีจบด็อกเตอร์ไม่กล้าทำ

กิติชัย ศรีจำเริญ...ชื่อนี้คนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นหู ไม่รู้จัก แต่ในแวดวงคนทำสื่อโฆษณารู้จักดี เพราะเป็นเจ้าของธุรกิจป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ยักษ์...ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย

ใหญ่แค่ไหนพิสูจน์ได้ด้วยสายตา นั่งรถผ่านไปมาป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์ขนาดตั้งแต่ 30 เมตรขึ้นไป ที่ขึ้นป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบบฟรีๆ ตามริมถนนหนทางทั่วประเทศ แบบหลวงไม่ต้องควักเงิน

ด.ช.กิติชัย สอบตกชั้น ม.ศ.1 ความรู้จึงมีแค่ชั้น ป.7 พ่อเป็นจับกังแถวท่าเตียน แม่ขายหมากพลูแถววงเวียนใหญ่ ชีวิตลูกคนจนเลยต้องเริ่มต้นหาเลี้ยงตัวเอง เป็นเด็กล้างแปรงทาสีให้กับช่างเขียนป้ายโฆษณาหน้าโรงหนัง

เงินเดือนเริ่มสตาร์ตที่ 150 บาทต่อเดือน บวกกับเบี้ยเลี้ยงอีกวันละ 10 บาท

จากเด็กล้างแปรงพัฒนาฝีมือมาเรื่อย จนเจ้าของกิจการไว้ใจให้เป็นผู้ช่วยดูแลกิจการแทน แต่ปี 2522-2523 เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจน้ำมันแพง

กิจการ...ที่กิติชัยทำงานอยู่เลยต้องปิดตัวเอง

เมื่องานไม่มีให้ทำ ก็เลยคิดสร้างงานให้กับตัวเอง เลิกเป็นลูกจ้างหันมาเป็นเจ้าของกิจการเอง... เข็ดแล้วกับงานทำป้ายโฆษณา ให้กับโรงหนังที่ถูกเบี้ยวหนี้ เริ่มบุกเบิกงานทำป้ายโฆษณา หาเสียงให้กับนักการเมือง

แต่หากินกับนักการเมืองรายได้มีเป็นพักๆ ไม่ยั่งยืน มีงานก็เฉพาะตอนเลือกตั้งเท่านั้น เลยต้องบุกเบิกหางานใหม่ที่มีรายได้เป็นประจำดีกว่า ลองเจาะตลาดทำป้ายโฆษณา หมู่บ้านจัดสรร

ยุคนั้นป้ายโฆษณาหมู่บ้านมักจะมีเฉพาะที่ก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรเท่านั้น ที่อื่นๆ ตามริมถนนหนทางต่างๆ ไม่มีป้ายโฆษณาประกาศเชิญให้ลูกค้าได้รับรู้

เมื่อเริ่มลงมือทำ...ธุรกิจไปได้สวย

จากรับจ้างทำป้าย เขียนป้ายและขึ้นป้าย กิจการขยายงานมาเป็นมองหาสถานที่ ทำเลให้เช่าขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และมีสินค้าอย่างอื่นในความสนใจ ที่จะโฆษณาตามมามากมาย

จนทำให้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ถูกเอเจนซี่โฆษณาจัดอันดับให้เป็นสื่อโฆษณาประเภทที่ 3 รองจากหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์

จากเด็ก ป.7 ที่เริ่มต้นเงินเดือนแค่ 150 บาท...ในช่วงปี 2530-2531 มีรายได้ไม่มากไม่มายอะไร แค่เดือนละ 5 ล้านบาทเท่านั้น

ช่วงนั้นธุรกิจป้ายโฆษณาฟูฟ่องเหมือนฟองสบู่ แม้จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจก็ตาม แต่กิจการยังไม่ถึงระดับใหญ่ที่สุดในประเทศไทย...ยังอยู่ที่อันดับ 3

ฐานะทางการเงินหนาไม่พอ สู้เจ้าใหม่มาทีหลังไม่ได้ สร้างภาพลักษณ์ทางสังคมได้ดี แบงก์เชื่อในเครดิตมากกว่า เจ้าใหม่เลยมีเงินกู้ไป ทุ่มเช่าซื้อที่ขึ้นป้ายโฆษณา ในทำเลดีราคาแพงได้มากกว่า

ธุรกิจมีขึ้นย่อมต้องมีลง เป็นกฎธรรมชาติ และแล้วมรสุมพายุวิกฤติต้มยำกุ้งได้ก่อตัวขึ้น

“ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้บอกและเตือน ผมล่วงหน้า แล้วว่า ให้ระวัง เศรษฐกิจจะมีปัญหาฟองสบู่จะแตก

ผมจบแค่ ป.7 ฟองสบู่แตกคืออะไร ผมไม่รู้ ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร เลยปล่อยแบบเลยตามเลย ไม่ได้สนใจระวังตัว”

และเมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตก กิติชัย ถึงได้เข้าใจว่า มันเป็นอย่างไร...มีเช็คเด้งที่เรียกเก็บเงิน ไม่ได้ มาให้นั่งฉีกเล่นหลายสิบล้านบาท และมีหนี้ที่กู้มากกว่า 40 ล้าน ที่ธนาคารตามล่า ตามทวง...เพราะไม่มีปัญญาจ่าย

“ตอนนั้นหน้ามืดคิดอะไรไม่ออก อับจนถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจะฆ่าตัวตาย แต่คิดถึงลูก ถ้าเราตายไปลูกจะเป็นอย่างไร ใครจะดูแลเลี้ยงลูก แล้วไหนจะลูกน้อง เราตายไปลูกน้อง จะลำบากแค่ไหน

และเมื่อกลับมานึกว่า เมื่อก่อนตัวเราก็ไม่มีอะไรเลย มาจากศูนย์ ยังสร้างตัวมาได้ขนาดนี้ ตอนนี้กลับไปเป็นศูนย์อีกครั้งทำไมจะสร้างตัวใหม่ไม่ได้ เลยเลิกคิดฆ่าตัวตาย คิดสร้างตัวสู้ชีวิตอีกครั้ง”

จากวันนั้นมา ทรัพย์สินอะไรที่มีพอจะขายใช้หนี้ได้ก็ขายไป ป้ายโฆษณาในพื้นที่ไหน ที่อยู่ในทำเลไม่ดี ก็รื้อมาสร้างในทำเลใหม่ที่ดีกว่า ตระเวนหาทำเลขึ้นป้ายโฆษณา ไปทั่วประเทศ

เพราะในวิกฤติย่อมมีโอกาส ไปคว้าไปจองทำเลตอนเศรษฐกิจไม่ดี ราคาค่าเช่าถูก เศรษฐกิจมีลงก็ย่อมมีขึ้น...เศรษฐกิจดีเมื่อไร กิติชัย คิดว่านั่นคือ โอกาสทองของเขา

จริงอย่างที่เขาคิด...ปี 2544 เศรษฐกิจเริ่มโงหัว ผลจากตรงนั้น วันนี้เขาได้กลายเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ของประเทศ

แต่วันนี้วงจรเศรษฐกิจขาลง...ได้หวนมาอีกครั้ง

“ผมเชื่อว่า ปี 2551 เป็นปีเผาจริงเหมือนที่เขาว่ากัน เพราะตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 เริ่มมีปัญหาเช็คเด้งแบบเดียวกับก่อนเกิดวิกฤติเมื่อปี 2540”

ถึงจะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะแย่ แต่เด็กจบ ป.7 กลับกล้าเสี่ยงลงทุนแบบไม่แยแสปีเผาจริง... ทุ่มทำสื่อโฆษณาสายพันธุ์ใหม่ของโลก Mobile AD. หรือป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เคลื่อนที่ ติดตั้งบนรถบรรทุก 4 ล้อ และ 6 ล้อ 700 กว่าคัน

แม้ใครจะมองเป็นการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจขาลง

แต่กิติชัยเห็นตรงข้าม...เหมาะและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

“ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่แบบเก่า ต้นทุนผลิตสูง มีทั้งค่าผลิตแผ่นป้ายโฆษณาประมาณ 5 แสนบาท ค่าเช่าป้ายอีก 5 แสนบาทต่อเดือน ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ไม่มีลูกค้าที่ไหน กล้าโฆษณา

แต่ Mobile AD. ค่าผลิตแผ่นป้ายไม่มี เพราะเป็นจอโทรทัศน์แบบ LED ลูกค้าสามารถ ทำไฟล์ดิจิตอลเล็กๆ เสียบสายฉายขึ้นจอได้เลย และยังสามารถถ่ายทอดภาพโฆษณา ผ่านดาวเทียมไปได้ทั่วโลกเหมือนทีวีทุกประการ เสียค่าผลิตสื่อน้อยลง ค่าเช่าป้ายก็ถูกลง เหลือแค่หลักหมื่นเท่านั้น”

เศรษฐกิจแย่ ช่วยให้ลูกค้าใช้จ่ายน้อยลง...ลูกค้าไม่เพียงอยู่ได้ เจ้าของป้ายโฆษณาก็อยู่ได้

เป็นแนวคิดง่ายๆ ของคนจบ ป.7 ที่คิดให้อยู่กันได้แบบพอเพียงพึ่งพา ซึ่งกันและกัน...เธออยู่ได้ ฉันก็อยู่ได้...

จะอยู่ได้หรือไม่ได้ ปี 51 ที่ว่ากันว่าเป็นผีเผาจริง จะพิสูจน์ให้รู้.

สกู๊ปหน้า ๑

น้ำหนักอยู่ที่พวกวงใน [17 ม.ค. 51 - 03:19]

โดยทางข่าวแล้ว ต้องให้น้ำหนักกับแหล่งข่าวที่กล้าเปิดเผยตัวตน ให้ราคากับคน ที่พูดกันซึ่งๆหน้าก่อน

“หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ออกมาตอกย้ำจุดยืนเป็นรอบที่สี่ พรรคไม่ได้เตรียมนายกรัฐมนตรีสำรองไว้

หากพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พลังประชาชน จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงข่าว เบื้องหลังการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคต่างยืนยัน

นายสมัครต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกปัดไม่เคยได้ยินเงื่อนไขไฟเขียวพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เอานายสมัครเป็นนายกฯ

“การเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ เป็นเรื่องภายในพรรคที่ได้เสียงข้างมาก เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย ท่านสมัครก็เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูง มีภาวะผู้นำสูง จะสามารถขับเคลื่อนการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลไปข้างหน้าได้”

สายตรงลอนดอนล้วนๆ

วงในใกล้ชิดนายใหญ่ของจริงดาหน้าออกมายืนยัน เทียบน้ำหนักกับข่าวปล่อยจากแหล่งข่าว ใจไม่ถึง ไม่กล้าโชว์หน้าโชว์ตัว

สยบข่าวพลิกโผ

“สมัคร” ยังเป็นเต็งหนึ่งที่คั่วเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของเมืองไทย

แถมยังได้แนวร่วมหลักการแน่น กับการโผล่ออกมาจากมุมของ “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย พูดกันแบบชัดเจนตรงประเด็น

“ล่าสุดที่มีการหยิบยกประเด็นว่าใครควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ผมเห็นว่าพรรค พลังประชาชนนั้นไม่สามารถเปลี่ยนตัวคนที่จะเป็นนายกฯได้แล้ว

เนื่องจากว่าพรรคพลังประชาชนได้ไปทำสัญญาประชาคมไว้ตลอดการหาเสียงเลือกตั้งว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล จะให้หัวหน้าพรรคของตนได้เป็นนายกฯ

ดังนั้น การให้หัวหน้าพรรคคือนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกฯ จึงเป็นการทำตามสัญญาประชาคมและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

ชูสัญญาประชาคมดักคอกันเลย

และต่อเนื่องจากเรื่องวุ่นๆคิวของ “ลุงหมัก” มาจากเกมป่วนกันเองภายใน ก็มีกระแสข่าวอีกสายเปิดโปงเบื้องหลังโยงใยไปถึงคนบางคนที่ผ่านมาเล่นบทไอ้โหน พยายามเป็นขุนศึกคู่กายนายใหญ่

เรื่องของเรื่องภายหลังเลือกตั้งได้ระดมพล ส.ส.อีสานนับร้อยคน จัดเลี้ยงฉลองชัยชนะพร้อมแจกปัจจัยกันที่ร้านอาหารบัว

เปิดเกมผลักดันพ่อนั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

แถมยังมีวาระร้อนๆ ประเภทส่งซิกลูกน้องในสังกัดพูดกันเป็นนัยๆ ต่อไปนี้ต้องมือหนักๆ เวลาจะลงมติอะไรให้เล่นบทเขี้ยวเข้าไว้

ออกแนวปั่นเกมต่อรอง

แต่บังเอิญเรื่องรู้ไปถึงหูนายใหญ่กับนายหญิงที่ฮ่องกง มีคนในสายของ “เจ๊” เอาประโยคร้อนๆไปฟ้องเลยฉุนขาด เกิดอาการหวาดระแวง

รายการปล่อยข่าวแทงหลังกันเองจึงปะทุ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะชิงกันเล่นบทเด่น เสียบสกัดกันเองยังไง

ล่าสุดโดยคำสั่งจากลอนดอน โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดประเดิมศักราชรัฐบาลพลังประชาชนต้องให้ดูหรูที่สุด เพื่อภารกิจเดิมพันในการ “ปั๊มหัวใจ” กู้ปัญหาเศรษฐกิจให้เข้าตาประชาชนภายในระยะเวลา 6 เดือน

ให้เน้นที่มืออาชีพภายนอกเป็นหลัก

โดยเฉพาะในส่วนของพรรคพลังประชาชนห้ามส่งนอมินีเป็นรัฐมนตรีแทนสมาชิกบ้านเลขที่ 111

ส.ส.มีหน้าที่แค่งานในสภาฯ แต่มีปัจจัยล่อใจจากพรรคจ่ายให้เดือนละ 50,000 บาท นอกเหนือจากเงินเดือนผู้แทนราษฎร ยังไม่นับโบนัสพิเศษ สำหรับคนที่เกาะติดพื้นที่ทำคะแนนเข้าตาชาวบ้าน

เร่งทำการตลาด ปั่นราคากันก่อนเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

กกต.มั่นใจรับรอง ส.ส.ทันก่อนเปิดประชุม

สำนักงาน กกต. 16 ม.ค.- “กกต.” มอบนายทะเบียนไปพิจารณาเรื่องยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย จัดเลือกตั้งใหม่ ปราจีนบุรี-ชัยนาท 27 ม.ค. มั่นใจรับรอง ส.ส. ทันเปิดประชุมสภาฯ ขณะที่การเลือกตั้งใหม่ที่บุรีรัมย์ 17 ม.ค. ยังไม่มีเรื่องผิดปกติ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติรับทราบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฏีกาที่ยืนตามมติ กกต. โดยให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นเวลา 1 ปี และเรียกค่าเสียหายที่จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ กกต.จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 27 ม.ค. 2551 และเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดชัยนาท หากการพิจารณาของกฤษฎีกาในวันที่ 18 ม.ค. เห็นชอบการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม กกต.ในกรณีของนายมณเทียร และนางสาวนันทนา สงค์ประชา ว่าที่ ส.ส.พรรคชาติไทย

เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ในส่วนที่นายสุนทร เป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นความผิดทางพรรคอาจจะมีการรู้เห็น และมีความผิดที่อาจต้องเสนอยุบพรรคนั้น ที่ประชุม กกต.มีมติมอบให้นายทะเบียนไปดำเนินการพิจารณา โดยอาจจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองก่อน เพื่อดูว่า เห็นควรอย่างไร และจึงค่อยเสนอต่อที่ประชุม กกต.พิจารณา ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่า กรณีดังกล่าวจะมีการดำเนินการอย่างไร และจะเสนออัยการสูงสุดเพื่อเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะต้องมีการตรวจสอบก่อนว่า พรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 94 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 จนเป็นเหตุต้องยุบพรรคหรือไม่

นายสุทธิพล กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม และแจ้งข้อกล่าวหานายบันฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย ว่าที่ ส.ส.เขต 2 จ.ชัยภูมิ พรรคชาติไทย เนื่องจากมีการร้องคัดค้านว่ามีการให้เงินเพื่อจูงใจ และมีการยกคำร้องกรณีที่มีการร้องคัดค้านว่าที่ ส.ส.เขต 2 จ.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่า มีการจัดเลี้ยง และให้ทรัพย์ แต่เนื่องจากว่าที่ ส.ส.คนดังกล่าว ยังมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ ซึ่งกกต.ต้องตรวจสอบก่อน จึงยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.

เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันพรุ่งนี้ (17 ม.ค.) ว่า ตนได้รับการแจ้งจากรักษาการผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปกติ แต่เพื่อความไม่ประมาท ได้ประสานกับตำรวจและ ฝ่ายปกครองให้ระมัดระวังในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหากไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น แม้จะมีบัตรเสียหรือบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวนมาก ก็คงไม่มีปัญหา แต่ก็ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มาก และ กกต.ก็มีความมั่นใจว่า หลังการเลือกตั้งรอบใหม่วันที่ 17 ม.ค. กกต.น่าจะสามารถประกาศรับรอง ส.ส.ได้ครบ 456 คน เพื่อจะสามารถเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกได้ แต่หากมีปัญหาก็ต้องรอการเลือกตั้งรอบใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันที่ กกต.ต้องส่งรายชื่อให้ ครม.เพื่อใช้ในการเปิดประชุมสภาฯ ภายในวันที่ 21 ม.ค. 2551

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกัน นายประเสริฐ เลิศยะโส ผู้สมัครรับเลือกตั้งเขต 2 ส.ส.พรรคประชาราช จ.บุรีรัมย์ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต.คัดค้านการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งโดยระบุว่า การที่ กกต.ไม่ประกาศรับรองนายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ของเขตเลือกตั้งนี้ คนเดียวถือว่าไม่ถูกต้อง ต้องไม่ประกาศทั้งนายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ และนายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.พรรคเดียวกัน เพราะตนได้ร้องคัดค้านบุคคลทั้งหมด จึงต้องการให้ กกต.ดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าว.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-16 20:08:00

สมชัย ขู่ฟ้องวีระ กล่าวหาทำสำนวนรั่ว

สำนักงาน กกต. 16 ม.ค.- “สมชัย จึงประเสริฐ” ขู่ฟ้อง “วีระ สมความคิด” กล่าวหาปล่อยข่าวสำนวนทุจริตเชียงรายรั่ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ วันนี้ (16 ม.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า ตนได้ให้เจ้าหน้าที่ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่ตนดูแลอยู่ไปรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับกรณีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวหาว่า ตนทำสำนวนการทุจริตของ จ.เชียงราย รั่วไปถึงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังปะชาชน รวมทั้งยังได้มีการนำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ไปประสานขอเอกสารจาก ป.ป.ช. หากได้มาก็จะดำเนินการฟ้องร้องนายวีระ ที่ทำให้ตนเกิดความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง

ทั้งนี้ นายสมชัย ยังได้นำเอกสารมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยในเอกสารระบุว่า ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัย และการเก็บรักษาสำนวน กอปรกับมีกลุ่มคนบางกลุ่มจงใจเสนอข่าวให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าตนเองไม่คืนสำนวนให้ตำรวจสันติบาลที่ทำหน้าที่สอบสวนเรื่องนี้ และทำให้สำนวนรั่วไหลออกไป จึงขอชี้แจงว่าคณะกรรมการสืบสวนคือบุคคลที่ กกต.อาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งขึ้น เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใด หรือบุคคลใดก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของ กกต. และมีหน้าที่รายงานผลการสืบสวนให้เลขาธิการ กกต.ทราบโดยตรง ดังนั้นสำนวนการสืบสวนสอบสวนจึงเป็นเอกสารของสำนักงาน กกต. เพื่อเก็บรักษาไว้ใช้ประโยชน์ในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือคดีที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งเก็บรักษาความลับในสำนวนไว้อย่างเป็นระบบ

และเมื่อคณะกรรมการสืบสวนทำรายงานเพื่อสรุปข้อเท็จจริงหรือเหตุผลเสนอต่อ กกต. ในทางปฏิบัติสำนักงานจะจัดทำสำเนาและความเห็นส่งให้กับ กกต.แต่ละคน เพื่อวินิจฉัยและลงมติในที่ประชุม ดังนั้นรายงานการสืบสวนในส่วนที่สำเนาให้กับ กกต.จะไม่มีการเรียกคืน เพราะเป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของ กกต.ในการถือครองสำนวน ประกอบกับเพื่อให้ กกต.เก็บสำนวนไว้ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจัดทำคำวินิจฉัยเป็นไปตามมติของ กกต.หรือไม่ ก่อนที่ กกต.แต่ละท่านจะลงนามในคำวินิจฉัยต่อไปได้ และเมื่อ กกต.วินิจฉัยเสร็จแล้วทางสำนักงานก็จัดเก็บสำนวนทุกสำนวน และลงสารบบไว้ หากหน่วยงานใดต้องการสำนวนไปดำเนินการต่อ เช่น การดำเนินคดี ก็ต้องทำเรื่องขอเบิกสำนวนไว้เป็นหลักฐาน เพื่อไม่ให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนสำนวนในภายหลังได้

นอกจากนี้เอกสารดังกล่าวยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วยังไม่พบว่า สำนวนดังกล่าวหรือสำนวนอื่นถูกเปิดเผย แต่เป็นเพียงการกล่าวหา โดยปราศจากหลักฐาน หรือไม่อยู่บนมูลแห่งความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่ทราบว่าผู้กล่าวหามีวัตถุประสงค์ใด อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ที่จะทราบเหตุแห่งการร้องคัดค้าน ดังนั้นการที่ผู้ถูกกล่าวหารับทราบ ก็เป็นเรื่องปกติที่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนไม่ทราบ และไม่ได้เป็นมติของ กกต. เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของนายสมชัย ต้องไปถามเอง แต่หากเรื่องดังกล่าวเป็นมติของ กกต.ก็ต้องสั่งทางสำนักงานไปดำเนินการ.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-16 19:57:19