WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 18, 2008

นพดลย้ำเก้าอี้รมว.กลาโหม โควตาพรรคพลังประชาชน [18 ม.ค. 51 - 09:44]

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (18 ม.ค.) ถึงการจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการประกาศร่วมกันระหว่าง 6 พรรคการเมือง ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ว่า ตัวเลขและการจัดสรรโควตาของตำแหน่งต่างๆ แต่ละพรรคจะชัดเจนมากขึ้น ส่วนกระทรวงสำคัญๆ เช่น กระทรวงกลาโหม ถือเป็นกระทรวงที่พรรคพลังประชาชนต้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นผู้ใดนั้นเห็นว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ต้องเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่จะเป็นบุคคลคนภายนอก นอกเหนือจากพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อกรณีนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้เข้าร่วมแถลงร่วมทำงานการเมืองระหว่างพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ค่ำวานนี้ ว่า ไม่คิดว่ากรณีนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาอะไร เพราะเท่าที่ทราบการตัดสินใจของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นเป็นมติเอกฉันท์ของพรรคแล้ว


พปช.จะส่งเทียบเชิญ บรรหาร หารือนโยบายรัฐบาลวันนี้

พลังประชาชน 18 ม.ค.- พปช.เตรียมทำหนังสือเชิญ "บรรหาร" ร่วมตั้งรัฐบาลวันนี้ ไม่มีปัญหาที่ยังไม่ประกาศหนุน "สมัคร" เชื่อท้ายที่สุดก็ต้องหนุน วอนอย่ามองเป็นประเด็นการเมือง ต่อรองตำแหน่ง ย้ำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์หนุน “สมัคร” แค่พูดในหลักการ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึง กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ที่เดินทางไปสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว เป็นการกล่าวตามหลักการและระบบเป็นสำคัญ หากระบบคิดว่าหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมาก ควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี หลักการจะต้องเป็นไปตามนั้น

ส่วนกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยังไม่ให้ความชัดเจนในการสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบว่าทำไมนายบรรหารถึงยังไม่ยืนยัน แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหา เพราะท้ายที่สุดเมื่อพรรคชาติไทยตัดสินใจร่วมรัฐบาล จะต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ต้องการมองว่า เรื่องนี้เป็นการต่อรองทางการเมือง ส่วนการจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาล จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของบุคลากร และจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค

“ผมไม่อยากให้ประชาชนเห็นว่า เป็นการต่อรองตำแหน่ง แต่อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เพราะหากมีการต่อรองตั้งแต่ต้น เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีปัญหา” นายนพดล กล่าว และว่า วันนี้ พรรคพลังประชาชนจะทำหนังสือเชิญหัวหน้าพรรคชาติไทย และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค มาหารือเรื่องวาระการทำงาน และนโยบายของรัฐบาล เพราะช่วงหาเสียงมีการเสนอนโยบายที่หลากหลาย จึงต้องเอาแนวคิดมาร่วมกัน โดยใช้แนวคิดของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเป็นหลัก และปรับเข้าหากัน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 11:05:03

‘นพดล'มั่นใจ‘บรรหาร'หนุน‘สมัคร'นั่งนายกฯ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน(พปช.) เชื่อว่า กรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย(ชท.) ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนที่จะสนับสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช.เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นคงไม่ใช่เพราะต้องการจะต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากการพิจารณาโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีจะยึดหลักตามจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งและความเหมาะสมของแต่ละพรรค

"ไม่น่าจะมีปัญหา ท้ายที่สุดพรรคชาติไทยที่ตัดสินใจร่วมรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค(นายสมัคร) และไม่อยากให้มองเป็นการต่อรองอะไร เพราะโควตาก็จัดตามความเหมาะสมและพิจารณาตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค" นายนพดล ระบุ

โดยหลังจากแกนนำ 6 พรรคการเมืองร่วมกันแถลงข่าวรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้(19 ม.ค.)แล้ว สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องอาศัยแนวความคิดร่วมกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ซึ่งคงต้องยึดตามแนวนโยบายของพรรค พปช.เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้พรรค พปช.เตรียมจัดทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองอีก 5 พรรค ซึ่งได้แก่ พรรคชาติไทย, พรรคเพื่อแผ่นดิน, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช เข้าร่วมแถลงข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการกับพรรค พปช.ในวันพรุ่งนี้

รองเลขาธิการ พปช. กล่าวด้วยว่า ไม่รู้สึกกังวลกับการตัดสินคดีของศาลฎีกาในช่วงบ่ายวันนี้ที่มีผู้ยื่นฟ้องให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ โดยเชื่อมั่นว่าศาลจะพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม และไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเช่นไรทางพรรคได้เตรียมทางออกไว้แล้ว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายนพดล ยืนยันว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณใดๆ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการพูดในเชิงหลักการว่าพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคนั้นก็ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับกระแสข่าวการวางตัวให้ตนเองนั่งตำแหน่ง รมช.ต่างประเทศ หรือ รมช.ศึกษาธิการ นั้น นายนพดล กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะนั่งตำแหน่งใด แต่เท่าที่ดูไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ

"ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะได้ตำแหน่งใด ตำแหน่งใดก็ได้ที่กรรมการบริหารพรรคมอบหมาย แต่เท่าที่ดูไม่ใช่รัฐมนตรีช่วยว่าการ" นายนพดล ระบุ

จาก hi-thaksin

สมัครควงเฉลิมลงพื้นที่นครนายกช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เตรียมควง'เฉลิม อยู่บำรุง' ลงพื้นที่ จ.นครนายก ช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง ก่อนแถลงจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคพรุ่งนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งรัฐบาลโดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประกาศจัดตั้ง รัฐบาล อย่างเป็นทางการร่วมกับ 5 พรรคการเมืองพันธมิตรจากเดิมที่จะประกาศวันนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากต้องรอความชัดเจน ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลของ 2 พรรคการเมืองที่เหลือคือพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อนซึ่งก็ได้มีการประกาศ เข้าร่วมแล้วเมื่อวานพร้อมกับปฏิเสธให้ความชัดเจนว่าจะสันบสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

โดยอ้างว่ากระบวนการนี้อยู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามสำหรับสถานที่ ในการประกาศ จัดตั้งรัฐบาลนั้นขณะนี้ยังไม่ทราบ แน่ชัดว่าจะใช้สถานที่แห่งใดแต่ต้องเป็นสถานที่ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ขณะเดียวกันในเย็นวันนี้หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชนจะลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรคที่จ.นครนายก ที่เขตเลือกตั้งที่ 1 เนื่องจาก พรรคประชาธิปัตย์ ถูกคณะกรรการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง


ข้อพิจารณาและมุมมองลักษณะพิเศษของกฎหมายไทย?


โดย เรืองยศ จันทรคีรี

นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ค่อนข้างวิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจเอามากๆทีเดียว เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายไทยในปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่ามีข้อสังเกตที่แปลกพิเศษอยู่หลายประการทีเดียว โดยเฉพาะบรรดากฎหมายหลายฉบับที่ร่างออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ยุคสมัย คมช. ขึ้นเถลิงอำนาจจากการรัฐประหาร แล้วความแปลกพิเศษผิดสำแดงดังกล่าวนั้นก็เริ่มเปิดเผยตัวเองให้เรามองเห็นมากขึ้นไปเรื่อยๆ...จนอาจกล่าวได้ว่าความผิดปรกติของสังคมไทยในปัจจุบันมันมีเหตุผลสืบเนื่องจากตัวบทกฎหมายต่างๆที่พยายามร่างออกมาประกาศบังคับใช้ มันเป็นกฎหมายที่มีคำถามและข้อสงสัยติดตามมาเยอะแยะ ..
ผมขอใช้คำเพียงว่า “มีคำถามและข้อสงสัยติดตามมาเยอะแยะ” ยังไม่ถึงกับวิพากษ์วิจารณ์ออกไปรุนแรงกันในระดับ “กฎหมายเถื่อน”
มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าหยิบยกเอามาแสดงไว้ ...คือกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องของกลุ่มว่าที่ ส.ส.พปช. จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูก กกต. ควักใบแดงให้ทั้ง 3 ราย (ประกิจ พลเดช/พรชัย ศรีสุริยันโยธิน/รุ่งโรจน์ ทองศรี) โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้เหตุผลที่น่าสนใจมากในความช่วงหนึ่งว่า


“...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 239 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่ กกต. เป็นที่สุด” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ดังกล่าว ให้ กกต. เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้ กกต. มีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครผู้ใด ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 239 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำวินิจฉัยกรณีนี้ซึ่งต่างกับในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว...” สรุปสั้นๆก็คือ การให้ใบแดงโดย กกต. ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งต่างกันกับกรณีประกาศผลแล้ว ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเสียก่อน ...แต่เมื่อเป็นการแจกใบแดงและตัดสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผล ..คำวินิจฉัยของ กกต. ย่อมเป็นที่สุด เรื่องราวนี้จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับศาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย... ครับ...ความจริงศาลท่านก็ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย เราจะโต้แย้งไปให้เหตุผลอื่นๆคงไม่ได้ และสำหรับบทความนี้ผมเองก็ต้องเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของศาล ไม่มีอะไรจะไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิบัติภารกิจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแต่ประการใด ...ความมุ่งหมายและตั้งใจต้องการชี้ให้เห็นความผิดปรกติของการร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 239 ขึ้นมาต่างหาก! เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลานุภาพของ กกต. ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม การให้ใบแดงในขั้นตอนก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง อำนาจ กกต. เท่ากับมีอยู่ล้นเหลือ สูงกว่าศาลฎีกาด้วยซ้ำไป จนศาลยังไม่มีสิทธิอำนาจพิจารณาวินิจฉัย เพราะมีการเขียนกฎหมายออกมาใช้และบัญญัติให้เป็นเช่นนี้...ให้เป็นที่สุด? กกต. นั้นได้ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นองค์กรจำพวกรวบอำนาจ มีความครบครันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถใช้อำนาจบริหารในการจัดการเลือกตั้ง แถมยังถืออำนาจนิติบัญญัติเอาไว้ในมือเสียด้วยคือ ออกคำสั่ง ระเบียบ ประกาศต่างๆออกมาได้ มีสภาวะเทียบเท่าเป็นกฎหมายเช่นกัน สุดท้ายยังกระทำหน้าที่เป็นศาลสถิตยุติธรรมวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงได้...

อำนาจที่ไพศาลและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนี้เอง รัฐธรรมนูญจึงเขียนให้ กกต. ดำเนินงานไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะถ้า กกต. ขาดความรอบคอบ ขาดความระมัดระวังในการใช้อำนาจ ขาดความโปร่งใสคลุมเครือ ไม่มั่นคงในความเป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงแล้ว มันจะถูกเข้าใจได้ว่าเป็นเพียงองค์กรแบบอัลคาโปน รวบอำนาจเป็นเผด็จการแท้ๆโดยเฉพาะไม่มีการถ่วงดุลอะไรใดๆไว้เลย...นี่จึงเป็นสิ่งที่ส่งผลอันตรายไปได้หลายๆนัย? ตัวอย่างของการบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 ทำให้ กกต. ในขั้นตอนหนึ่งไปมีอำนาจทับซ้อนและมีอำนาจเหนือศาลฎีกา เมื่อกฎหมายบัญญัติออกมาเช่นนั้นศาลก็ต้องมีแนวทางไปตามกฎหมายด้วย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญย่อมถือเป็นกฎหมายสูงสุด ศาลฎีกานั้นย่อมยึดความยุติธรรมเป็นหลักชัย ใช้อำนาจในนามพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงทศพิธราชธรรม ...แต่ กกต. ชุดปัจจุบันยังมิทันจะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นการแต่งตั้งขึ้นมาโดยตรงของ คปค. ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น คมช. ... นี่เป็นเหตุผลทำให้มองได้ว่าสถานะของการใช้อำนาจเสมือนตุลาการของ กกต. เป็นการใช้อำนาจนำชนิดหนึ่ง เป็นอำนาจในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้งที่ซ้อนอยู่กับศาลฎีกาที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ตัวอย่างของรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 ทำให้เราสรุปได้ว่าเกิดสภาวะอำนาจนำอีกชนิดที่ไม่ได้ดำเนินการภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์... การบัญญัติกฎหมายลักษณะนี้จึงมีโอกาสที่จะดึงและลากเอากระบวนการยุติธรรมให้เกิดความเสียหายได้ ถ้าหากว่าทาง กกต. ไปใช้อำนาจของตนอย่างปราศจากความเที่ยงธรรมและสุจริต!!

คอลัมน์ คิดเหนือข่าว

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2204 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม 2008

‘เลี้ยบ’มั่นใจไม่กระทบ‘หมัก1’/‘เติ้ง’ลั่นชาติต้องมาก่อน


ลุ้นล้มเลือกตั้งวันนี้

พลังประชาชนลุ้นศาลชี้ชะตา “ล้มเลือกตั้ง” วันนี้

ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ในวันนี้ เวลา 18.00 น.

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ได้ยื่นฟ้อง 4 ประเด็น คือ 1.เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งแบบสัดส่วนและแบบเขตเลือกตั้ง

2.นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

3.การเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 15-16 ธ.ค. 2550 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะการนำเอาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าไปนับรวมคะแนนเสียงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ทั้งหมดกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4.การแจกซีดีคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้กับประชาชนเป็นการทำผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม

นายไชยวัฒน์ได้ขอให้ศาลพิพากษาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และห้ามไม่ให้ กกต.รับรองผล หรือเพิกถอนการรับรองผลการเลือกตั้งของ สส.พรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่าการตัดสินคดีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล

นพ.สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า จะเชิญหัวหน้าพรรคหรือตัวแทนทั้ง 6 พรรค แถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 19 ม.ค. จากนั้นก็รอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เปิดประชุมสมัยรัฐสภา เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี

นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นจะเลือกบุคคลที่จะรับผิดชอบกระทรวงต่างๆ ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค. จะได้รัฐมนตรีทั้งคณะ และไม่เกิน 2 สัปดาห์ หรือประมาณกลางเดือน ก.พ. ครม.ชุดใหม่จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาได้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีขึ้นช่วงเย็นวันที่ 21 ม.ค. และวันที่ 22 ม.ค. จะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานฯ อีก 2 คน จากนั้นวันที่ 25 ม.ค. จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ร่วมกันแถลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

นายบรรหารได้ชี้แจงถึงเรื่องที่จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพมา 30 ปี ผิดหวัง ว่า ตอนนี้ก็ยังให้ความเคารพกันอยู่ แต่เรื่องประเทศชาติจะต้องมาก่อน เรื่องส่วนตัวต้องเอาไว้ทีหลัง

“วันนี้จะปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้ ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาลมาบริหารประเทศต่อไป ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ นี่คือข้อยุติ จึงขอประกาศว่า พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมี 61 เสียง ยินดีจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน” นายบรรหาร กล่าว

ด้านนายสุวิทย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นการหยุดการปล่อยข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้ปัญหาต่างๆ คงยุติ แล้ว ประเทศชาติและบ้านเมืองคงจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจกลับคืนมา

ทักษิณ กับ เทพชัย หย่อง กรณีขายหุ้น และ ผลประโยชน์ทับซ้อน

โดย เมื่อ วัน พุธ ที่ 16 มกราคม 2551, 22: 02 น.


ไม่น่าเชื่อว่า การได้มาซึ่งทีวีสาธารณะแห่งแรกของไทย จะเต็มไปด้วยเสี่ยงกรนด่า เสียดสีขนาดนี้ แทนที่จะได้รับดอกไม้ และ เสียงปรบมือ เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องพึงพิจารณาและมองอย่างมีนัยะสำคัญ

ทันทีที่ อดีตผู้บริหารเครือ The Nation และ นายกสมาคมผุ้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เทพชัย หย่อง ปรากฎตัวเป็น 1 ใน 5 กรรมการบริหาร(ชั่วคราว) ของสถานีแห่งใหม่นี้ ซึ่งได้มาจากการปิด ITV หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปล้นเขามา"

จินตนาการของผู้คน และเสียงด่าทอ ก็ดังกระหึ่ม ใครเป็นแฟนห้องราชดำเนินในเวบไซด์ดัง Pantip.com คงจะได้เห็นปรากฎการณ์ที่กระทู้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบจะเป็นเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ITV แล้วคำถามที่เป็นเหล็กแหลมทิ่มแทงให้กับ ผอ ทีวีสาธารณะ คนใหม่ คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน

เป็นที่เห็น ๆ กันอยู่ว่าเทพชัย หย่อง มีความผูกพันกับ ITV มาครั้งตั้งแต่เริ่ม ITV ใหม่ ๆ เป็นคนที่บุกเบิกและวางรากฐานของสถานีข่าวแห่งนี้ จนเป็นที่ยอมรับ ก่อนถูกเขี่ยออกจาก ITV ทั้งยวงในเครือของ The Nation หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็น ชินคอร์ป

Nation เป็นสำนักข่าวที่เคยได้ชื่อว่ามีคุณภาพ และ รักษาความเป็นอิสระได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตนเองถูกการเมืองเล่นงาน Nation ก็สวมวิญญาณนักมวยฟัดกับฝ่ายการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย ใช้เครือข่ายและสถานะภาพของตนเองในฐานะสื่อ ทิ่มแทง ทรท อย่างเปิดเผย ประกาศศึกกันผ่านหน้าจออย่างชัดแจ้ง ไม่ว่ารัฐบาล ทรท จะทำอะไร บรรดาผู้ประกาศข่าวก็เลยอัด เสียดสี ดีสเครดิตตลอด ช่างไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ค้านมันซะทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ

หลังรัฐประหาร 19 กย บริษัทสื่อที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ The Nation เพราะนอกจากจะมีเพื่อนที่ของตนเองในทีวีเกือบทุกช่อง เล่นบทอัดอำนาจเก่า เชียร์อำนาจใหม่ อย่างไร้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชน แทบจะไม่เหลือคราบความเป็นคนข่าวมืออาชีพอย่างในอดีต และ ที่ประกาศปาว ๆอยู่ทุกวันนี้ แถมยังได้ส่งเทพชัย หย่อง เข้าไปนั่งเป็น ผอ ทีวีสาธารณะ

ทันที่ที่ ครม มีมติออกมา เทพชัย หย่องก็ประกาศขายหุ้นที่มีอยู่ 1 แสนหุ้นของ the nation เพื่อมิให้เกิดข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ใครจะเชื่อเล่าว่า การเข้ามาของเทพชัย จะเป็นกลางและมีความอิสระ มันต่างอะไรกับกรณี ทักษิณ โอนหุ้นให้ลูกชาย แล้วบอกว่า ตัวเองไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเรื่องนี้ คนของ Nation และ เทพชัย พูดไม่รู้กี่ครั้งว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน"

ดังกรณีที่เทพชัย ถามนายสมัคร สุนทรเวช ว่า การที่คุณหญิงอ้อ ซึ่งเป็นเมียนายกฯ ไปประมูลแย่งซื้อที่ดินรัชดาแข่งกับชาวบ้านมันเหมาะสมหรือไม่ ทำนองว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ผมต้องขอถามคุณเทพชัย หย่อง ว่า การที่คุณไปทำงานที่ ทีวีสาธารณะ มันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ การอ้างว่าไม่ได้ถือหุ้นใน The Nation มันเพียงพอแล้วหรือ ?

แล้วเมื่อกระแส แบ่งเค๊ก ดังกระหึ่ม The Nation ก็ประกาศ ไม่เสนอรายการในช่องทีวีแห่งใหม่นี้ เพื่อมิให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ซึ่งผมจะคอยดูว่า The Nation จะยืนยันเรื่องนี้ได้นานเพียงใด และ จะมีคนของ Nation ลาออกไปทำงานในสถานีนี้อีกกี่คน โดยเฉพาะพวกหน้าคุ้น ๆ ที่ไปจองพื้นที่หน้าจออยู่ในทีวีช่องต่าง ๆ ในขณะนี้

นอกจากนั้น ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่อยากฟังความอธิบายเรื่องการเสียภาษีหุ้นของคุณเทพชัย หย่อง ว่า จะมีการเสียภาษี หลังจากได้กำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่อย่างไร และ จะอธิบายเรื่องนี้ เปรียบเทียบกับกรณีขายหุ้นชินคอร์ปของตระกุลชินวัตร อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย เรื่องความเป็นกลางทางการเมือง
จะเอากันยังไง หาก เทพชัย ไม่คงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เหมือนอย่างที่ The Nation โครตจะไม่เป็นกลาง หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เอียงกันจนชาวบ้านชาวเมืองด่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง เหมือนว่าคนดูทีวีปัญญาอ่อน ตัวสำนักข่าว จะเหมือนช่อง 11/2 หรือ Nation/2

คือถ้าทำได้เท่านี้ ก็รีบทบทวนตนเอง และ ออกไปให้พ้นจากพื้นที่สื่อสาธารณะ กลับไปนอนกอด The Nation ของคุณให้เป็นที่ยอมรับอีกครั้งดีกว่า

โครตเซ็ง

จาก กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์

อนาคตที่ว้าเหว่ [18 ม.ค. 51 - 19:37]

ความรุนแรงใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องควรตระหนัก ให้ดี ไม่ใช่แค่ความรุนแรงธรรมดา แต่กำลังนำไปสู่สงครามแบ่งแยกดินแดนอย่างจริงจัง

ที่ผมต้องขอให้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะช่วยกันรักษาผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ เพราะผม ไม่มีความหวังกับ ผู้ที่รับผิดชอบ เลยแม้แต่น้อย

ขนาดได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลทหาร กลับส่งทหารไปตายมากที่สุด ให้คนร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้ มากที่สุด ให้คนร้ายได้ใช้วิธีการและพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมที่สุด

ปล่อยให้การสู้รบกลายเป็นสงคราม ปล่อยให้พื้นที่การสู้รบขยายแนวรบจนเต็มพื้นที่ และกำลัง จะทะลักไปอีกในสองจังหวัด รัฐบาลตกเป็นเบี้ยล่างพ่ายแพ้ทั้งการสู้รบฃและการแย่งชิง ประชาชน

ผมมีเหตุผลสนับสนุน เรื่องแรก การก่อเหตุรุนแรงแต่ละครั้ง คนร้ายทำกันเอิกเกริก คิดดู มาขุดถนนหลุมเบ้อเร่อ เพื่อฝังระเบิดขนาด 10-20 กิโลกรัม จะไม่มีคนรู้คนเห็นเลยเชียวหรือ

แสดงว่าพ่ายแพ้ต่อสงครามมวลชนไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้าถอนกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และข้าราชการออกจากพื้นที่เมื่อไหร่ ดินแดนก็เป็นของฝ่าย โน้น ทันที ไม่มีอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ เหลืออยู่เลย

เรื่องต่อมาก็คือ การที่สามารถจับกุมตัว นายทหารและพลเรือนได้จำนวน 3 คน ข้อหา ขายข่าวให้กับฝ่ายตรงกันข้าม ขออภัยที่ผมไม่สามารถนำรายละเอียดเรื่องนี้มาเปิดเผยได้

แต่อาการน่าเป็นห่วงมาก

เพราะการสืบสวนสอบสวนถึงขนาดให้ มืออาชีพเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวน ผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศมาดำเนินการ ก็ยังไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรมากนัก ปิดปากเงียบ

แสดงว่า ไม่ใช่การขายข่าวธรรมดา

ตีความได้ว่าถึงขั้นการแทรกซึมหรือไม่

แปลว่า กองทัพกำลังมีจุดอ่อน

จุดอ่อนของกองทัพวันนี้ คือเข้ามาเล่นกับการเมืองมากเกินไป กองทัพไม่รู้หน้าที่ วันๆรอง นายกฯฝ่ายความมั่นคง รมว. กลาโหม ผบ.เหล่าทัพ มุ่งมั่นแต่เรื่องการเมืองมากเกินไป

มากจนเกินขอบเขต

หารู้ไม่ว่า กำลังดึงกองทัพเข้าสู่กับดักหายนะ แทนที่จะ เป็นการสร้างความมั่นคง ความศรัทธา สร้างความสามัคคีขึ้นมาในชาติ กลับกลายเป็นการสร้างความเกลียดชังจากคนกลุ่มใหญ่ในชาติ

เสียทั้งอธิปไตย เสียทั้งมวลชน

ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่กับดักหายนะทุกรูปแบบ เปลือกนอกอาจจะยังดูดี แต่ภายในเป็นโพรง กับดักทางการเมือง กับดักเศรษฐกิจ กับดักความมั่นคงที่รออยู่ข้างหน้า นับว่าเป็นอันตราย อย่างใหญ่หลวง

นำไปสู่หนทางการสิ้นชาติ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


อนาคตประเทศไทย บนจุดพลิกผันของเอเชีย [18 ม.ค. 51 - 19:31]

วันนี้ผมขอเอาบทความของ “คุณโทนี่” ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ ใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งจับปากกาเขียนคอลัมน์เป็นครั้งแรกในวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับเดือนมกราคม ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของโอกาสที่รอ อยู่ข้างหน้าในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อเตรียมตัวรับมือให้ถูกต้อง

มาอ่านแนวทางการรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ของ “คุณโทนี่” กันดูครับ

คุณโทนี่ เริ่มต้นว่า “หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า ประเทศไทยของเราในปัจจุบัน ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพลวัตแห่งการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย แล้ว จากการที่ประเทศไทยได้บรรลุข้อตกลงทวิภาคี ว่าด้วยเขตการค้าเสรีกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แล้วอาเซียนกับจีนก็มีแนวโน้มว่าจะบรรลุ ุข้อตกลงดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

ซึ่งจะส่งผลให้ ประเทศไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปโดยปริยาย ความเปลี่ยนแปลงต่างๆดังกล่าว จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศไทย และวิถีชีวิตของคนไทย

คุณโทนี่ ชี้ให้เห็นว่า เส้นแบ่งพรมแดนประเทศต่างๆเริ่มเลือนรางตามลำดับ สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ “เครือข่ายอินเตอร์เน็ต” มีการขยายตัวครอบคลุมแทบทุกตารางนิ้วบนโลก อีกทั้ง ยังมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถติดต่อทำธุรกิจกับคู่ค้า ที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง ให้เสียเวลา

เครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะทำให้ภาคธุรกิจมีโอกาสขายสินค้าและบริการมากขึ้น ตลาดก็มีขนาด ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม บริษัทเล็กๆของคนไทยในจังหวัดห่างไกล อาจมีโอกาสขายสินค้าหรือบริการ ให้กับลูกค้าได้ทั่วโลก หากสินค้าหรือบริการนั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัว และมีคุณค่าตาม ที่ลูกค้าต้องการ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทย ที่จะสามารถคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นได้ ควรจะต้อง “มีดี” 2 ประการ คือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Experts) ในสิ่งที่เป็นธุรกิจ ของตน และ ความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking) ที่สามารถต่อยอด นำเอาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตนไปแสวงประโยชน์จาก โอกาสทางธุรกิจ ที่เปิดกว้างขึ้น

คุณโทนี่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเราจำเป็นต้องมีการปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่ เพื่อรับมือกับ การพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน อินเดีย เวียดนาม เพราะไทยไม่อาจใช้แรงงานและ ทรัพยากรราคาถูก สร้างความสามารถในการแข่งขันได้ตลอดไป แต่ต้องอาศัยความรู้และทักษะ ทั้งของคนและภาคธุรกิจในระดับที่สูงขึ้น

จากการสำรวจครั้งล่าสุดของธนาคารโลกเรื่อง “องค์ความรอบรู้ โดยรวมของ ระบบเศรษฐกิจ” หรือ Knowledge Economy Index อันกอปรด้วยความ ชำนาญในงาน ความรู้ด้านวิชาการ ความสามารถของผู้ใช้แรงงาน และความ ตื่นตัวในเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ ประเทศไทยเราตกลงจากอันดับที่ 48 ของโลกในปี 2538 มาอยู่อันดับที่ 56 ในปี 2550 จากทั้งหมด 137 ประเทศ

ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนประการหนึ่งที่ไทยจะต้องทำโดยไม่ชักช้า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิม ที่ใช้ทรัพยากรราคาถูกเป็นตัวแข่งขัน มาเป็นการ เพิ่มความสามารถในการผลิต ด้วยการพัฒนา ความรู้และความเชี่ยวชาญ ของบุคลากรแทน

คุณโทนี่สรุปว่า อนาคตของประเทศไทยและคนไทย ล้วนขึ้นอยู่กับการก้าวให้ทัน ยุคแห่ง “เศรษฐกิจฐานความรู้” หรือ Knowledge Economy ในระดับ ประเทศ เราต้องลงทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชน ภาคเอกชนก็ต้อง ลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร รวมทั้งเพิ่มความเชี่ยวชาญทาง ธุรกิจขององค์กรด้วย จึงจะแข่งขันกับชาวโลกได้”

สูตรสำเร็จที่จีนใช้ก็คือ พัฒนา Skills เพื่อเพิ่ม Scale นั่นเอง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย

วันนี้มีนัดสำคัญ [18 ม.ค. 51 - 17:18]

การเมืองไทยเหมือนจะเดินหน้าแต่ยังไม่ได้ก้าวขาเดินเหมือนจะมีการพลิกขั้ว แต่ก็ไม่พลิกจริง เหมือนจะลงตัวแต่ก็ยังไม่ลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์

บรรยากาศช่วงนี้จึงอึดอัดหาวเรอชะเออเหียนยังไงชอบกล??

ความจริงบรรยากาศอย่างนี้เกิดขึ้นเสมอในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

แต่บังเอิญการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ออกมาผิดฝาผิดตัว

เพราะขั้วอำนาจเก่าที่ถูกปฏิวัติโค่นล้มอำนาจไป ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ให้กลับมา เป็นรัฐบาล

แรงเสียดทานต้องสูงมากเป็นธรรมดา

ฉะนั้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่น เพื่อขับเคลื่อนประเทศได้โดยเร็ว การใช้แนวทาง สมานฉันท์จะลดแรงเสียดทานต่างๆได้ดี

อะไรที่จะโอนอ่อนเข้าหากันได้ก็ควรทำ

เช่น...รัฐมนตรีกลาโหมที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล ถ้าเลือกคนที่ทุกฝ่าย ยอมรับได้ย่อมเกิดความสบายใจ

แต่ข้อเรียกร้องบางประเด็น เช่น... ให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจาก “สมัคร สุนทรเวช” เป็น “คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี”

คำตอบก็คือ “โนเวย์”!

ในเมื่อ “สมัคร” เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำทัพชนะเลือกตั้ง จนพรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำ รัฐบาล

“สมัคร” ต้องได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีตามหลักการ ใครจะถูกใจ? หรือไม่ถูกใจ? ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง

รวมทั้งปัญหาทางเทคนิคว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในวันอังคารหน้า (22 ม.ค.) ได้หรือไม่? ก็หมดข้อกังขาซะที

เพราะ กกต.ได้ปิดบัญชีแจกใบเหลืองใบแดงลอตสุดท้ายไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน

รอให้ผ่านการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.รอบสุดท้ายวันอาทิตย์นี้ (20 ม.ค.) ก็จะได้ ส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเปิดประชุมสภาฯนัดแรก 1 วัน

แต่สำหรับวันนี้ (18 ม.ค.) การเมืองจะเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ที่จะชี้โฉมหน้า การเมืองไทย

1, การแถลงเปิดตัวจับขั้วตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการของ 6 พรรคการเมือง

2, ศาลฎีกานัดฟังคำตัดสินคดีฟ้องเลือกตั้งเป็นโมฆะ ที่ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง กกต.และพรรคพลังประชาชน

วันนี้...จึงเป็นวันที่คอการเมืองต้องลุ้นเสียว 2 เด้งซ้อนกัน!!

ถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี รัฐบาลใหม่ก็จะเดินหน้าเต็มสตีม

เริ่มจากพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกวันที่ 22 มกราคม และในวันเดียวกัน ก็จะมีการเปิดประชุมเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกประธานสภาฯ 1 คน รองประธานสภาฯ 2 คน

กติกาบังคับให้ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานและรองประธานสภาฯ ต้องลาออก จากกรรมการบริหาร หรือตำแหน่งอื่นๆในพรรคการเมือง

ถ้า “แม่ลูกจันทร์” คาดไม่ผิด...วันที่ 25 ม.ค. ประธานสภาฯคนใหม่ จะเรียก ประชุมสภาฯ เพื่อโหวตเลือกตัว นายกรัฐมนตรี

กติกากำหนดให้ต้องเลือกจาก ส.ส. และต้องเลือกให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันเปิดประชุม รัฐสภา

การโหวตเลือกนายกฯ ส.ส.ทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมติของพรรค การเมือง

ผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนราษฎร

อดใจอีก 7 วัน นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 จะเปิดตัว

ชิมไปบ่นไปไม่เป็นไร อย่าชิมไปด่าไปก็แล้วกัน.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว